วัน: 18 มกราคม 2026

สเปอร์สตั้งเป้าท็อป 3 ลีกหญิง | คว้า UCL


สเปอร์สตั้งเป้าท็อป 3 ลีกหญิง หลังฟอร์มแรง

เมื่อปีที่แล้ว ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ส ดิ้นรนหนีตกชั้นในศึก วีเมนส์ ซูเปอร์ ลีก (WSL) แต่ปัจจุบัน พวกเขาทำคะแนนเท่ากับอันดับ 3 อย่างอาร์เซนอล หลังเก็บไป 23 แต้มจาก 12 นัด โดยทั้งสองทีมจากลอนดอนเหนือมีผลต่างประตูได้เสียเท่านั้นที่กั้นกลาง

คำถามที่เกิดขึ้นคือ สเปอร์ส จะสามารถคว้าตำแหน่งท็อป 3 เพื่อไปเล่นในศึก ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ฤดูกาลหน้าได้หรือไม่?

การเปลี่ยนแปลงของสโมสรภายใต้การคุมทีมของ มาร์ติน โฮ ซึ่งเข้ามารับตำแหน่งเมื่อช่วงซัมเมอร์ หลังจากที่สเปอร์สจบอันดับรองบ๊วยในฤดูกาล 2024-25 ถือเป็นเรื่องที่น่าทึ่ง โดยมีน้อยคนนักที่คาดหวังว่าพวกเขาจะต่อสู้เพื่อตำแหน่งสูงสุดในช่วงกลางฤดูกาล

ลูกทีมของโฮไม่แพ้ใครมา 4 เกมติดต่อกัน ซึ่งรวมถึงการเสมอกับอาร์เซนอลและแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รวมถึงชัยชนะเหนือแอสตัน วิลลา และเลสเตอร์ ซิตี้

เส้นทางขาขึ้นของพวกเขายังคงดำเนินต่อไปในวันอาทิตย์ เมื่อพวกเขาเอาชนะจิ้งจอกสยามเป็นครั้งที่สองในรอบสัปดาห์ คราวนี้ด้วยสกอร์ 3-0 ทำให้ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายของศึก เอฟเอ คัพ หญิง

อดีตผู้ช่วยผู้จัดการทีมยูไนเต็ดไม่อยากจำกัดความทะเยอทะยานของทีม

“ผมไม่อยากกำหนดเพดานสำหรับสิ่งที่เราสามารถทำได้” โฮกล่าว “ทันทีที่คุณทำเช่นนั้น คุณก็เสี่ยงที่จะจำกัดตัวเอง เราสามารถบรรลุเป้าหมายได้มากมายจากการทำงานหนัก พฤติกรรม และวิธีการที่เราปฏิบัติตนทั้งในและนอกสนาม”

“ผมจะไม่ตัดอะไรออกไป แต่ผมก็จะไม่มองโลกในแง่ดีเกินไปเช่นกัน หากเราทำผลงานได้ดี ทุกสิ่งก็เป็นไปได้”

สเปอร์สตั้งเป้าท็อป 3 ลีกหญิง เพื่อลุยยุโรปอย่างต่อเนื่อง

สเปอร์สเก็บชัยชนะ 7 นัดและเสมอ 2 นัดจาก 12 เกมใน WSL และแสดงความทะเยอทะยานอย่างชัดเจนในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะเดือนมกราคม

“ผมคงไม่เข้าร่วมทีมหากความทะเยอทะยานของสโมสรไม่ตรงกับผม” โฮกล่าว

“นับตั้งแต่ผมมาถึง เจ้าของทีมได้ลงทุนอย่างหนักในทีม ทั้งในด้านผู้เล่น สตาฟฟ์ สิ่งอำนวยความสะดวก และโครงสร้างพื้นฐาน”

“พวกเขาต้องการให้ทีมนี้แข่งขันในยุโรปอย่างต่อเนื่องและท้าทายเพื่อเกียรติยศในประเทศ ต้องใช้เวลา แต่การสนับสนุนก็มีอยู่”

สโมสรได้เซ็นสัญญากับนักเตะทีมชาตินอร์เวย์อย่าง จูลี แบล็คสตัด และ ซิกเน กัวป์เซ็ต รวมถึงคู่หูชาวสวีเดนอย่าง ฮันนา ไวค์ และ มาทิลดา นิลเดน จากบีเค ฮัคเคน

ขณะเดียวกัน ไมกะ ฮามาโนะ กองหน้าชาวญี่ปุ่นที่ได้รับการยกย่องอย่างสูง ได้ย้ายมาร่วมทีมด้วยสัญญายืมตัวจากเชลซี แชมป์เก่า จนถึงเดือนมิถุนายน

เอลเลน ไวท์ อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษ และ เจน บีตตี้ อดีตนักเตะทีมชาติสกอตแลนด์ เห็นพ้องกันว่าการซื้อขายนักเตะของสเปอร์สสะท้อนให้เห็นถึงสโมสรที่พยายามท้าทายสถานะเดิม

“พวกเขากำลังอยู่ในช่วงชิงตำแหน่งแชมเปียนส์ ลีก อย่างแน่นอน” บีตตี้กล่าว

“ทำไมจะไม่ล่ะ? เขาไม่อยากกดดันผู้เล่น และสิ่งที่คุณพูดภายในและภายนอกอาจเป็นคนละเรื่องกัน”

“ภายใน พวกเขาจะรู้ถึงคุณภาพที่พวกเขามี พวกเขาสามารถแข่งขันกับใครก็ได้”

ไวท์กล่าวว่า “สเปอร์สมีการสรรหานักเตะที่ดีมาก และเราเห็นผู้เล่นจำนวนมากจากนอร์เวย์และสวีเดน”

“ด้วยความแข็งแกร่งของลีกเหล่านั้น พวกเขาจะมีความเร็วในด้านนั้น โฮจะตระหนักถึงเรื่องนี้อย่างเต็มที่ จากการออกไปทำงานร่วมกับผู้เล่นเหล่านี้จำนวนมาก”

กัวป์เซ็ต ‘มีคุณภาพเกินอายุ’ จะช่วย สเปอร์สตั้งเป้าท็อป 3 ลีกหญิง

สเปอร์สประสบความสำเร็จในการเซ็นสัญญากับกัวป์เซ็ต วัย 20 ปี ซึ่งได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในผู้เล่นดาวรุ่งที่ดีที่สุดในโลก และเคยร่วมงานกับโฮที่บรันน์

แบล็คสตัด วัย 24 ปี ใช้เวลาสองปีที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตั้งแต่ปี 2022 แต่ลงเล่นเพียง 36 นัด และถูกปล่อยยืมตัวไปฮัคเคนก่อนที่จะเข้าร่วมทีมฮัมมาร์บี

“กัวป์เซ็ตมีตัวเลือกมากมายและทีมใหญ่ๆ ต้องการตัวเธอ แต่เธอบอกว่าเธอต้องการทำงานกับโฮและมองเห็นความทะเยอทะยาน” ไวท์กล่าว

“ฉันรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เห็นแบล็คสตัดด้วย ฉันแค่คิดว่าเป็นการสรรหานักเตะที่ชาญฉลาด น่าตื่นเต้นจริงๆ และเพิ่มความแข็งแกร่ง”

กัวป์เซ็ตสร้างความประทับใจในการประเดิมสนามให้ท็อตแนม เมื่อพวกเขาเอาชนะเลสเตอร์ 1-0 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มความหวังในการไปเล่นแชมเปียนส์ ลีก

“การตัดสินใจของเธอแม่นยำ” บีตตี้กล่าว

“เมื่อคุณสามารถได้ผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำนัดใน 60 นาที มันแสดงให้เห็นถึงการอ่านเกมของเธอ การหาจังหวะส่งบอล เธอทำได้อย่างแม่นยำและยอดเยี่ยมมาก”

ไวท์กล่าวเสริมว่า “กัวป์เซ็ตดูเหมือนจะมีคุณภาพ ความสามารถทางเทคนิค และไอคิวฟุตบอลเกินอายุของเธอ”

“เธออยู่ที่นั่นเสมอเพื่อเสนอตัวรับบอล เคลื่อนที่อยู่เสมอ แข็งแกร่งทางร่างกาย เธอเสนอสิ่งที่แตกต่างในการโจมตีสำหรับสเปอร์สและเป็นผู้เล่นที่มีความสามารถที่น่าตื่นเต้นจริงๆ”

ด้วยความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น สเปอร์สดูเหมือนจะอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่จะค้นหาว่าเพดานของพวกเขาสูงแค่ไหน

สเปอร์สตั้งเป้าท็อป 3 ลีกหญิง และดูเหมือนว่าพวกเขามีโอกาสที่จะทำตามเป้าหมายที่วางไว้ ด้วยการเสริมทัพที่แข็งแกร่งและความมุ่งมั่นของทีม

ที่มา – Ambitious Spurs eye Champions League spot after WSL rise

คุมตัว หัวหน้า รปภ. บุกห้องดีเจสาว หลักฐานมัด!


คุมตัว หัวหน้า รปภ.โรงแรมหรูภูเก็ต ชี้จุดก่อเหตุบุกห้อง “ดีเจสาว” กู้วงจรปิดหลักฐานมัด

จากกรณีข่าวสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นในโรงแรมหรูแห่งหนึ่งในภูเก็ต เมื่อหัวหน้า รปภ. ก่อเหตุพยายามบุกเข้าไปในห้องพักของดีเจสาว ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เชิงทะเล ได้ทำการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย และนำตัวไปชี้จุดเกิดเหตุแล้ว โดยมีหลักฐานสำคัญเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดที่ทางโรงแรมสามารถกู้คืนมาได้ ทำให้คดีมีความคืบหน้าไปมาก

เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 เมื่อมีการแชร์คลิปวิดีโอในโลกออนไลน์ เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่หญิงสาวซึ่งเป็นดีเจ (ขอสงวนนามสกุล) ได้เข้าพักที่โรงแรมหรูดังกล่าว แต่กลับต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันและน่าหวาดกลัว ต่อมาในวันที่ 17 มกราคม 2569 เวลา 15.56 น. น.ส.มิรินดา (ขอสงวนนามสกุล) ผู้เสียหาย ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เชิงทะเล ว่าเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 22.00 น. ขณะที่ตนพักอยู่ในห้องพักของโรงแรม ได้มีชายไม่ทราบชื่อใช้คีย์การ์ดพยายามเปิดประตูห้อง แต่ไม่สำเร็จเนื่องจากติดสลักล็อกประตู

การสืบสวนและการจับกุม คุมตัว หัวหน้า รปภ.

หลังจากการแจ้งความ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนอย่างรวดเร็ว โดยทำการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดภายในโรงแรม และพบว่าผู้ก่อเหตุคือ ส.ต.คณิศร อายุ 39 ปี (ทหารนอกราชการ) ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็น คุมตัว หัวหน้า รปภ. ของโรงแรมแห่งนั้นเอง

จากการตรวจสอบพบว่า ในวันและเวลาที่เกิดเหตุ ส.ต.คณิศร ได้ออกเวรไปตั้งแต่เวลา 16.00 น. แต่ไม่ได้กลับบ้านพัก กลับแอบพักอยู่ในห้องทำงานภายในโรงแรม โดยแต่งกายด้วยชุดลำลอง และใช้มาสเตอร์คีย์การ์ดของแม่บ้าน (ซึ่งตนมีหน้าที่เก็บรักษา) พยายามเปิดห้องพักต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียงกับห้องพักของผู้เสียหาย นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ก่อเหตุได้เดินมาที่หน้าห้องพักของผู้เสียหาย กดกริ่ง เคาะประตู และพูดคำว่า “Hello” ก่อนจะวิ่งไปหลบซ่อน

ในเวลาต่อมา ส.ต.คณิศร ได้กลับมาที่ห้องพักของผู้เสียหายอีกครั้ง และใช้มาสเตอร์คีย์การ์ดเปิดประตูพยายามเข้าไปในห้อง แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากผู้เสียหายได้ใส่สลักคล้องประตูไว้จากด้านใน และส่งเสียงร้อง ทำให้ผู้ก่อเหตุต้องหลบหนีไป นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ก่อเหตุได้พยายามลบข้อมูลจากกล้องวงจรปิด แต่ทางโรงแรมสามารถกู้คืนมาได้ในภายหลัง ซึ่งกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่นำไปสู่การจับกุม

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เชิงทะเล ได้ติดตามจับกุมตัว ส.ต.คณิศร ได้ในเวลาต่อมา และแจ้งข้อกล่าวหา “พยายามบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน” ส่วนทางโรงแรมได้ทำการบอกเลิกสัญญาจ้างกับ ส.ต.คณิศร แล้ว

ล่าสุด มีการเผยแพร่ภาพขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัว คุมตัว หัวหน้า รปภ. ไปชี้จุดเกิดเหตุหน้าห้องพักของโรงแรม และภาพจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพเหตุการณ์ขณะก่อเหตุไว้ได้

จากการตรวจสอบประวัติเพิ่มเติม พบว่า คุมตัว หัวหน้า รปภ. รายนี้เคยถูกฟ้องร้องคดีแพ่งจากธนาคารแห่งหนึ่ง ในข้อหาผิดนัดชำระหนี้ และมีการเปลี่ยนชื่อตัวอีกด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังดำเนินการตรวจสอบในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยในสถานที่พักอาศัย และการตรวจสอบประวัติของพนักงานอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้

ที่มา – คุมตัว หัวหน้า รปภ.โรงแรมหรูภูเก็ต ชี้จุดก่อเหตุบุกห้อง “ดีเจสาว” กู้วงจรปิดหลักฐานมัด

เลือกตั้ง 2569: 8 ก.พ. แสดงตน 2 รอบ รับบัตร 3 ใบ

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับการเลือกตั้ง 2569! อย่าลืมวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ไปเลือกตั้ง 2569 กันนะครับ สำคัญมาก! ต้องแสดงตน 2 รอบ และรับบัตร 3 ใบ เพื่อเลือก ส.ส. และออกเสียงประชามติ

วันที่ 18 มกราคม 2569 นับถอยหลังสู่วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นวันเลือกตั้ง 2569 ที่ทุกคนรอคอย ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถเดินทางไปยังหน่วยเลือกตั้งที่มีชื่อของท่านอยู่ได้เลย สำหรับท่านที่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นในเขต นอกเขต หรือนอกราชอาณาจักร ท่านจะต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดให้เป็นวันเลือกตั้งล่วงหน้า

สิ่งที่สำคัญคือ การออกเสียงประชามติในเรื่องรัฐธรรมนูญ จะสามารถทำได้เฉพาะในวันที่ 8 กุมภาพันธ์เท่านั้น จะไม่มีการจัดให้มีการออกเสียงล่วงหน้าแต่อย่างใด ทั้งนี้ เวลาทำการของหน่วยเลือกตั้งในแต่ละวันจะเหมือนกัน คือ เปิดหีบในเวลา 08.00 น. และปิดหีบในเวลา 17.00 น.

เลือกตั้ง 2569: แสดงตน 2 ครั้ง รับบัตรเลือกตั้ง-บัตรออกเสียงประชามติ

ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. ได้เคยกล่าวถึงขั้นตอนการเข้าไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งและลงประชามติว่า ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ผู้ที่มาใช้สิทธิจะต้องแสดงตน 2 ครั้ง เพื่อรับบัตรเลือกตั้งและบัตรออกเสียงประชามติ โดยเริ่มจากการตรวจบัญชีรายชื่อเพื่อรับบัตรเลือกตั้ง ส.ส. จากนั้นจึงเข้าไปในคูหาเพื่อลงคะแนน เมื่อเลือก ส.ส. เสร็จแล้ว ก็ต้องทำการตรวจบัญชีรายชื่อเพื่อออกเสียงประชามติ รับบัตร แล้วจึงนำไปลงคะแนน และหย่อนบัตรอีกครั้ง ขอให้ทุกท่านเผื่อเวลาในการเตรียมตัวด้วย เพราะหากท่านไม่ไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งประเภทใด ก็จะถูกจำกัดสิทธิตามที่กฎหมายกำหนด

เลือกตั้ง 2569 ครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ อย่าลืมไปใช้สิทธิของท่านนะครับ

ถ้าออกเสียงประชามติอย่างเดียว มีช่องทางพิเศษ

สำหรับท่านที่ต้องการมาออกเสียงประชามติเพียงอย่างเดียว จะมีการจัดหน่วยเลือกตั้งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน คือ ทางเข้าปกติ และทางเข้าพิเศษ สำหรับท่านที่ได้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. ล่วงหน้าไปแล้ว แต่ต้องการมาออกเสียงประชามติ ซึ่งกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง จะอำนวยความสะดวกให้ท่านเข้าช่องทางพิเศษเพื่อใช้สิทธิของท่าน

และหากท่านไปใช้สิทธิเลือก ส.ส. ในช่วงเช้าของวันที่ 8 กุมภาพันธ์ แล้วมีธุระด่วน แต่ต้องการกลับมาออกเสียงประชามติในช่วงบ่าย ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าวว่า สามารถทำได้ เพราะเป็นสิทธิของท่าน เนื่องจากการเลือกตั้ง ส.ส. และการออกเสียงประชามติใช้กฎหมายคนละฉบับกัน หากท่านใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. ไปแล้ว และแจ้งว่ามีภารกิจด่วน ขอไปใช้สิทธิในช่วงบ่าย ก็สามารถทำได้

ส่วนท่านที่ต้องการออกเสียงประชามติก่อน แล้วค่อยกลับมาเลือกตั้ง ส.ส. เพื่อให้กระบวนการเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและไม่ติดขัด ทาง กกต. ขอความร่วมมือว่า หากท่านมีสิทธิทั้ง 2 อย่าง ขอให้ท่านใช้ช่องทางปกติ แต่หากท่านใช้สิทธิเลือก ส.ส. ไปแล้ว และต้องการมาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ ก็ขอให้ใช้ช่องทางพิเศษ เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย และเพื่อให้ท่านสามารถใช้สิทธิได้อย่างครบถ้วน

สีบัตรเลือกตั้ง – บัตรประชามติ

สำหรับการเลือกตั้ง 2569 กกต. ได้กำหนดสีของบัตรเลือกตั้งดังนี้

  • สีเขียว – บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
  • สีชมพู – บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ
  • สีเหลือง – บัตรออกเสียงประชามติ (ใช้สิทธิวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เท่านั้น)

ตรวจสอบสิทธิเลือกตั้ง

หากท่านจำไม่ได้ว่าต้องไปเลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งไหน สามารถตรวจสอบสิทธิเลือกตั้งของท่านได้ที่เว็บไซต์ของกรมการปกครอง “คลิกตรวจสอบสิทธิเลือกตั้ง” โดยกรอกหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก เมื่อกดตรวจสอบ ระบบจะแสดงวันที่เลือกตั้ง ชื่อ เขตเลือกตั้ง สถานที่เลือกตั้ง และลำดับรายชื่อของท่าน ให้ท่านทราบ เพียงเท่านี้ ท่านก็พร้อมที่จะไปใช้สิทธิในการเลือกตั้ง 2569 แล้วครับ

ที่มา – เลือกตั้ง 2569 : เน้นย้ำ 8 ก.พ. แสดงตน 2 รอบ รับบัตร 3 ใบ เลือก สส.-ออกเสียงประชามติ

มาร์ติเนซ: ‘ผมไม่สนว่าใครจะพูดอะไร’

ลิซานโดร มาร์ติเนซ กองหลังของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กล่าวว่า นักวิจารณ์สามารถ “พูดในโทรทัศน์” ได้ แต่ “ไม่มีใครพูดอะไร” ต่อหน้าคุณ

มาร์ติเนซ วัย 28 ปี ช่วยให้ยูไนเต็ดคว้าชัยชนะเหนือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-0 คู่ปรับร่วมเมือง เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยประกบ เออร์ลิง ฮาลันด์ กองหน้าของซิตี้ และช่วยให้ทีมเก็บคลีนชีตได้เพียงครั้งที่ 3 ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้

ผลการแข่งขันดังกล่าวเป็นการเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมของ ไมเคิล คาร์ริค ในฐานะหัวหน้าโค้ชชั่วคราวคนใหม่ของยูไนเต็ด

ก่อนเกมดาร์บี้ มาร์ติเนซ ตกเป็นเป้าของการวิพากษ์วิจารณ์จาก นิคกี บัตต์ และ พอล สโคลส์ อดีตกองกลางของทีม

บัตต์กล่าวว่า ฮาลันด์จะ “อุ้ม มาร์ติเนซ แล้ววิ่งหนี” และปฏิบัติต่อกองหลังชาวอาร์เจนตินาเหมือน “เด็กน้อย” ในขณะที่ สโคลส์ แนะนำว่า กองหน้าชาวนอร์เวย์ จะ “โยนเขาเข้าไปในตาข่าย” หลังจากทำประตูได้

เมื่อถูกถามถึงความคิดเห็นของสโคลส์ มาร์ติเนซกล่าวว่า “พูดตามตรง เขาอยากจะพูดอะไรก็ได้ ผมบอกเขาไปแล้วว่า ถ้าเขาต้องการจะพูดอะไรกับผม เขาสามารถมาที่ไหนก็ได้ที่เขาต้องการ ที่บ้านผม ที่ไหนก็ได้ ผมไม่สน”

“และผมคิดว่า สำหรับผม ผมเคารพความสัมพันธ์ เมื่อพวกเขาต้องการช่วยสโมสร เพราะทุกคนสามารถพูดในโทรทัศน์ได้ แต่เมื่อคุณเห็น [พวกเขา] ที่นี่ต่อหน้า ไม่มีใครพูดอะไรต่อหน้าคุณ”

“ดังนั้นสำหรับผม ผมไม่สนจริงๆ ว่าพวกเขาจะพูดอะไร ผมแค่โฟกัสไปที่ฟอร์มของตัวเอง ฟอร์มของทีม และผมจะทุ่มเททุกอย่างให้กับสโมสรแห่งนี้จนถึงวันสุดท้ายของผม”

สโคลส์ได้แชร์ความคิดเห็นบางส่วนของมาร์ติเนซในสตอรี่ของอินสตาแกรมเมื่อวันอาทิตย์ และกล่าวว่า “ใครบางคนเล่นได้ดีเลยนะ ดีใจด้วยจริงๆ “

ในการตอบกลับคำเชิญไปที่บ้านของมาร์ติเนซ เขาเสริมว่า “ชา ไม่ใส่น้ำตาล” พร้อมแท็กบัญชีของกองหลังอาร์เจนตินา

มาร์ติเนซ: ‘ผมไม่สนว่าใครจะพูดอะไร’

ยูไนเต็ดต้องเผชิญกับฤดูกาลที่น่าผิดหวัง โดยไม่ได้เล่นฟุตบอลยุโรป และตกรอบแรกในการแข่งขันฟุตบอลถ้วยในประเทศทั้งสองรายการ

นั่นหมายความว่าพวกเขาเผชิญหน้ากับการแข่งขันเพียง 40 นัด ซึ่งน้อยที่สุดนับตั้งแต่ปี 1914-15

ก่อนหน้าเกมดาร์บี้ ยูไนเต็ดอยู่ในช่วงที่ชนะเพียงเกมเดียวจาก 7 เกม แต่การเล่นที่น่าประทับใจทำให้พวกเขาคว้าชัยชนะเหนือคู่แข่งร่วมเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ไม่สามารถรับมือกับเสียงเชียร์อันดังกระหึ่มจากฝูงชน และความมุ่งมั่นของนักเตะยูไนเต็ดในสนาม ทำให้พวกเขาถูกจำกัดให้มีค่า xG (ประตูที่คาดหวัง) ต่ำที่สุดเป็นอันดับสองในเกมลีกภายใต้การคุมทีมของกุนซือชาวสเปน

มาร์ติเนซกล่าวเสริมว่า “มันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ มันเกี่ยวกับวิธีที่เราแสดงให้พวกเขาเห็นในสนาม ถ้าพวกเขาเห็นเราต่อสู้แบบนั้น พวกเขาจะอยู่กับเรา”

“ถ้าบางครั้งฟอร์มการเล่นของเราไม่ดีที่สุด เพราะพวกเขาคาดหวังทัศนคติที่ดีจากเรา การเข้าสกัด DNA เลือดของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด”

“และผมเข้าใจได้จริงๆ เพราะบางครั้งมันเหมือนกับว่า ‘เรากำลังทำอะไรกันอยู่ที่นี่'”

ทำไม มาร์ติเนซ: ‘ผมไม่สนว่าใครจะพูดอะไร’ ถึงสำคัญ?

คำพูดของมาร์ติเนซแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความเชื่อมั่นในตนเองของเขา แม้จะเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์ เขาเลือกที่จะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาตนเองและทีม ซึ่งเป็นทัศนคติที่สำคัญสำหรับนักกีฬาอาชีพ

นอกจากนี้ คำพูดของเขายังสะท้อนถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างทีมกับแฟนบอล การที่นักเตะแสดงความมุ่งมั่นและความทุ่มเทในสนาม จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับแฟนบอล และได้รับการสนับสนุนจากพวกเขา

ในสถานการณ์ที่ทีมกำลังเผชิญกับความยากลำบาก การมีนักเตะที่มีทัศนคติที่แข็งแกร่งและความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองและทีม จะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยให้ทีมก้าวข้ามอุปสรรคไปได้ ดังนั้น มาร์ติเนซ: ‘ผมไม่สนว่าใครจะพูดอะไร’ จึงเป็นข้อความที่สร้างแรงบันดาลใจและแสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณนักสู้ของนักกีฬา

เกมกับแมนซิตี้แสดงให้เห็นว่าทีมยูไนเต็ดพร้อมที่จะต่อสู้เพื่อสโมสร และคำพูดของมาร์ติเนซตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะทำผลงานให้ดีที่สุด

ที่มา – ‘I don’t care what they say’ – Martinez on pundits

ภูมิใจไทยหาเสียง! ย้ำคนละครึ่งพลัสกลับมาแน่

แกนนำภูมิใจไทยกระจายหาเสียง “อนุทิน” อ้อนชุมพรขอโอกาส ไม่ทำให้ผิดหวัง “พิพัฒน์” ลงสงขลา ดันเศรษฐกิจพื้นที่ “ซาบีดา” ไปพัทลุง บอกแบ่งคะแนนให้ใครไม่ได้จริงๆ “เอกนัฏ-ธนกร” ลุย กทม.-สมุทรปราการ

เมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 18 มกราคม 2569 ที่ตลาดเขาปีบ อ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จุดที่ 2 ช่วยนายสุพล จุลใส ผู้สมัครจังหวัดชุมพร เขต 3 หาเสียง มีประชาชนเข้ามาห้อมล้อมขอถ่ายรูป โดย นายอนุทิน ปราศรัยบนรถตอนหนึ่งว่า วันนี้มาฝากเนื้อฝากตัว ชุมพรมี สส.ได้ 3 คน ขอฝากผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยทุกคน และฝากลูกหนู เบอร์ 37 ด้วย ฝากพ่อแม่พี่น้องชาวชุมพรให้โอกาส รับรองว่าจะไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะเราพูดแล้วทำ แหลงแล้วทำ ก่อนทิ้งท้ายว่า “เลือกอนุทิน คนติดดิน รับใช้ชาวชุมพร”

จากนั้นนายอนุทิน ลงพื้นที่จุดที่ 3 ที่ตลาดนัด ดอนหว้า ต.ครน อ.สวี จ.ชุมพร ช่วยนายวิชัย สุดสวาสดิ์ ผู้สมัคร สส.ชุมพร เขต 1 หาเสียง ทันทีที่ลงจากรถได้เดินเข้าไปหาคุณยายอารมณ์ ก่อนจะคุกเข่าให้คุณยายสวมผ้าขาวม้าให้ โดยคุณยายอวยพรให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรีนานๆ เพื่อรักษาไว้ซึ่งสถาบันและแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา นายอนุทิน น้อมรับก่อนถ่ายภาพร่วมกัน แล้วจึงเดินทักทายประชาชน ก่อนขึ้นปราศรัยว่า นอกจากเลือก สส.เขตแล้ว ต้องเลือกพรรคภูมิใจไทยด้วย มิเช่นนั้นตนเองจะไม่ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี

“สิ่งแรกที่จะเข้าไปแล้วทำคือโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ประชาชนไม่ต้องกลัว เพราะหากไม่ทำเดี๋ยวตาย ไม่ใช่พ่อแม่พี่น้องอดตาย แต่ตนจะตายก่อน ถูกประชาชนกระทืบแบนแน่นอน”

ก่อนที่เดินทางต่อมาที่ตลาดสดเทศบาลเมืองชุมพร เพื่อมาพบปะพี่น้องประชาชน จุดนี้มีคนมารอขอถ่ายรูป มีกองเชียร์ส่งเสียงสนับสนุนตลอดทาง รวมถึงมีแฟนคลับเข้ามามอบเหรียญพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ให้ ก่อนจะอวยพรให้โชคดี และยังมีคุณยายวัย 95 ปี บอกว่า “ขอให้นายกฯ โชคดี” ทำให้นายอนุทิน ถึงขั้นลงไปกราบที่ตัก

สนามสงขลาคึกคัก “พิพัฒน์” ชูนโยบายถนน–วงแหวน ดันเศรษฐกิจพื้นที่

ทางด้าน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แม่ทัพภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ปราศรัยช่วยผู้สมัคร สส.สงขลา เมื่อเวลา 13.30 น. ท่ามกลางประชาชนมาร่วมรับฟังอย่างคึกคัก ณ โรงเรียนบ้านม่วง เขตเลือกตั้งที่ 6 ครอบคลุม อ.สะเดา และ อ.คลองหอยโข่ง โดยมีผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยร่วมเวที ได้แก่ นายอนุกูล ปรึกษานุศักดิ์ ผู้สมัคร สส.เขต 6 และ นายสรรเพชญ บุญญามณี ผู้สมัคร สส. เขต 1

นายพิพัฒน์ ปราศรัยว่า พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการถนนและถนนวงแหวนหาดใหญ่ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวของจังหวัดสงขลา พร้อมย้ำว่า นโยบายด้านเศรษฐกิจที่เข้าถึงประชาชน เช่น คนละครึ่งพลัส ยังคงเป็นสิ่งที่ประชาชนจำนวนมากเรียกร้องให้กลับมาอีกครั้ง สะท้อนจากเสียงตอบรับบนเวทีปราศรัย โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก เมื่อประชาชนพร้อมใจกันส่งเสียงเรียกร้องให้นายอนุทิน เดินทางมาพบปะประชาชนในพื้นที่ พร้อมเชิญชวนให้เดินตลาดในเขตเลือกตั้งที่ 6 ด้วยตนเอง

ขณะเดียวกัน นายพิพัฒน์ ยังกล่าวถึงเหตุผลในการสนับสนุน นายอนุกูล ว่า เป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ และมีพื้นฐานจากภาคธุรกิจ ซึ่งแตกต่างจากนักการเมืองแบบเดิม เพราะนักธุรกิจเข้าใจการบริหารงบประมาณ รู้ว่าทำอย่างไรให้เกิดผลลัพธ์จริงและไม่ขาดทุน เมื่อนำแนวคิดนี้มาใช้ในสภาฯ จะสามารถตั้งกระทู้ ซักถาม และผลักดันงบประมาณจากกระทรวงต่าง ๆ มาพัฒนาพื้นที่ อ.สะเดา และ อ.คลองหอยโข่ง ได้อย่างเป็นรูปธรรม

“หน้าที่ของ สส. ไม่ใช่แค่พูดเก่ง แต่ต้องรู้ว่าจะพูดอย่างไรให้กระทรวงหันมามองพื้นที่เรา และนำงบประมาณมาพัฒนาปากท้องของพี่น้องประชาชนได้จริง”

อย่างไรก็ตาม ช่วงหนึ่งของการปราศรัย นายพิพัฒน์ เน้นย้ำว่าอายุไม่ใช่อุปสรรคของการทำงานทางการเมือง สิ่งสำคัญคือหัวใจและความตั้งใจ พร้อมเชิญชวนประชาชนให้ตัดสินใจเลือกผู้แทนที่พร้อมทำงานจริงในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เลือกพรรคภูมิใจไทย ทั้งคนและพรรค เพื่อพัฒนาตำบล อำเภอ และจังหวัด ให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

“ซาบีดา” ช่วย 3 ผู้สมัครพัทลุง ชี้ นาทีนี้ภูมิใจไทยคือคำตอบ

ขณะที่ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และแกนนำพรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ จ.พัทลุง ช่วยผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยหาเสียง ประกอบด้วย นาวาอากาศเอกอธิคุณ คงมี (ผู้การจุน) ผู้สมัคร สส.พัทลุง เขต 1 นายวรท เทอดวีระพงศ์ (ปลัดเม่น) ผู้สมัคร สส.พัทลุง เขต 2 และนายเขมพล อุ้ยตยะกุล (มุนินทร์) ผู้สมัคร สส.พัทลุง เขต 3

โดยตั้งแต่ช่วงเช้า นางสาวซาบีดา เดินตลาดสดเทศบาลเมืองพัทลุง และพบปะผู้นำศาสนาที่มัสยิดตัวเมืองพัทลุง จากนั้นช่วงสายต่อไปที่ตลาดใต้โหนด อ.ควนขนุน ส่วนช่วงบ่ายไปที่เทศบาลควนเสาธง อ.ตะโหมด ก่อนจะปิดท้ายที่ตลาดเย็นแม่ขรี นางสาวซาบีดา ขอคะแนนให้กับผู้สมัครของพรรคทุกเขต และย้ำว่าพรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ให้ความสำคัญกับพี่น้องชาวไทยเชื้อสายมุสลิม ขับเคลื่อนเรื่องกิจการฮัจญ์ที่ราคาสูงเข้าไม่ถึง ผลักดันจนทำให้วันนี้ราคาถูกลง ตั้งแต่พรรคภูมิใจไทยเข้าไปทำงานในกระทรวงมหาดไทย ใช้เวลาเกือบ 3 ปี สามารถลดราคาให้ผู้ที่จะไปประกอบพิธีฮัจญ์ได้เกือบ 300 ล้านบาท และยังผลักดันให้มีการขึ้นเงินค่าตอบแทนครูโรงเรียนตาดีกาอีกด้วย

นางสาวซาบีดา กล่าวอีกว่า นายพิพัฒน์ ที่ดูแลพื้นที่ภาคใต้ก็ทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด วันนี้พัทลุงกำลังจะไปได้ด้วยดี ขอให้ประชาชนใช้การเมืองให้เป็น เลือกคนให้เป็น อย่าเลือกเขตเดียว ต้องเลือกทั้งจังหวัดไปเป็นองคาพยพ ให้เห็นศักดิ์ศรีชาวพัทลุงว่าไปเป็นกลุ่มเป็นก้อน สิ่งสำคัญอยากให้พี่น้องใช้การเมืองให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชาวพัทลุง

พร้อมกล่าวถึงนโยบายพรรคภูมิใจไทย ว่า ทุกท่านให้การตอบรับโครงการคนละครึ่งพลัสเป็นอย่างดี และสอบถามว่าจะกลับมาอีกหรือไม่ ยืนยันว่ากลับมาแน่นอนหากเลือกภูมิใจไทย ส่วนเรื่องนโยบายพรรคอื่นๆ ครอบคลุมทั้งเรื่องการศึกษาทั้งระบบทุกเพศทุกวัย เข้าไปพัฒนาทักษะสร้างงาน สร้างรายได้สร้างอาชีพ รวมถึงให้ความสำคัญเรื่องปัญหายาเสพติด ที่มีศูนย์บำบัดยาเสพติด และสิ่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สร้างศักดิ์ศรีทำให้ไทยเป็นไทยในเวทีโลก ไม่มีใครสามารถลบหลู่ดูหมิ่นหรือเข้ามาแย่งอธิปไตยของเราได้ ถือเป็นภารกิจหลักของพรรคภูมิใจไทยที่จะต้องดูแลทั้งเรื่องความมั่นคง สังคม เศรษฐกิจปากท้อง วางมาตรการรับมือภัยพิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นระบบมากที่สุด

“ขอฝากว่า กาอย่างเดียวไม่พอ ต้องบอกต่อด้วย วันที่ 8 กุมภาพันธ์ขอกาเน้นๆ เลือกภูมิใจไทยทั้ง 2 ใบ ระบบเขตและเบอร์พรรค ทำไมวันนี้ถึงต้องเป็นพรรคภูมิใจไทย ทุกท่านเห็นแล้วว่าพรรคที่มีแนวโน้มเติบโตมากที่สุด และได้รับกระแสความนิยมสูงสุดตอนนี้น่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทย พรรคกำลังเติบโตแต่มีทิศทางที่ดี มีขนาดใหญ่ขึ้น มีจิ๊กซอว์ที่จะเติมเต็ม เป็นส่วนผสมที่ลงตัว มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถทำงานร่วมกัน ดังนั้น ภูมิใจไทยเป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับพี่น้องประชาชน ใครมาขอแบ่งคะแนน ขอโทษนะคะไม่ได้จริงๆ นาทีนี้ต้องภูมิใจไทยเท่านั้นที่จะทำให้พี่น้องประชาชนภูมิใจ”

“เอกนัฏ” อ้อนชาวดินแดง-พญาไท เทใจให้ “ครูพรีมมี่” เข้าสภาฯ

ส่วนในพื้นที่ กทม. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพื้นที่ กทม. พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยแกนนำพรรค ขึ้นเวทีปราศรัยตลาดใต้ทางด่วนหน้าวัดมะกอก เพื่อหาเสียงให้กับ นายนรเสฏฐ์ เธียรประสิทธิ์ ผู้สมัคร สส.เขตดินแดง-พญาไท โดยได้รับการตอบรับจากประชาชนในพื้นที่เข้าฟังการปราศรัยอย่างเนืองแน่น

นายเอกนัฏ ปราศรัยตอนหนึ่งว่า ถ้าการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยได้กลับมาใหม่ นายอนุทิน ประกาศปกป้องชีวิตพี่น้องทหาร สร้างกำแพงตามแนวชายแดน เพื่อปกป้องไม่ให้มีอาวุธสงครามตกมาใส่คนไทย เป็นกำแพงกั้นสินค้าเถื่อน ยาเสพติด สำหรับนายอนุทิน แม้จะมีบุคลิกนอบน้อม เข้ากับคนง่าย แต่แก้ปัญหาไทย-กัมพูชาอย่างเด็ดขาด จนสามารถสถาปนาความมั่นคง จัดระเบียบตามแนวชายแดนได้ 17 จุดเป็นที่เรียบร้อย อีกทั้งยังมีทีมงานคุณภาพ อย่าง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย ที่ทำผลงานในรอบ 2-3 เดือนที่ผ่านมา จนเป็นที่ประจักษ์ ทั้งเรื่องค้าขายทำข้าวขึ้นราคา เรื่องเวทีนานาชาติ เรื่องคนละครึ่งพลัส ทำจีดีพีขยับขึ้น สะท้อนภาพชัดเจนว่าภูมิใจไทยพูดแล้วทำ ทำแบบให้เห็นผลงานแล้ว ตอนนี้นายกฯ เดินตามตลาดต้องดูแลให้ดี เพราะเจ้าหนี้เยอะมาก ตามมาทวงหนี้ 2,000 บาท 2,400 บาท กับโครงการคนละครึ่งพลัส ดังนั้น คนอย่างอนุทิน ต้องกลับมาใช้หนี้ นโยบายคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ทำทันที

“ทำงานไม่ถึง 3 เดือนยังทำได้ขนาดนี้ ถ้ามีเวลา 4 ปี จะทำได้ขนาดไหน พรรคภูมิใจไทยไม่ขายฝัน เราพิสูจน์ฝีมือแล้วมั่นใจทำได้แน่นอน รอบนี้มากับทีมแอดเวนเจอร์ ศุภจี สีหศักดิ์ เอกนิติ และท่านอนุทิน ทำให้ผมเดินหน้าสุดซอยต่อแน่นอน เข้าใจว่ามีหลายพรรคมาประชาสัมพันธ์จะขอทำนั่นนี่ แต่เที่ยวนี้การเลือกของท่านมีผลกับประเทศไทย เรายอมให้ไทยอยู่แบบเสี่ยงๆ แบบนี้ได้หรือ เสี่ยงโดยไม่รู้ว่าจะมีรัฐบาลสนับสนุนกองทัพหรือไม่ จะยอมให้ประชานิยมมาทุบกระปุก จะเสี่ยงแบบนี้ต่อไปหรือไม่ ถ้าเสี่ยงไม่ได้ ก็ไม่ยาก เลือกคนที่ไม่เสี่ยง คือคนที่ทำมาแล้วสำเร็จ ตามที่พูด ไม่ต้องเสี่ยงแล้ว 8 กุมภาพันธ์ เอาชัวร์อย่าให้ใครหลอก เลือกภูมิใจไทยทั้ง 2 ใบ”

จากนั้น นายนรเสฏฐ์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา มองเห็นปัญหาของประชาชน ที่ตนอยากเข้าไปช่วยแก้ไข ไปเป็นปากเป็นเสียงในสภาฯ อยากช่วยพัฒนาทั้งเรื่องคุณภาพชีวิต ยกระดับรายได้ สร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชน ผลักดันเรื่องการดูแลผู้สูงอายุ สานต่อคนละครึ่งพลัส และเรื่องสำคัญที่ตนอยากเห็นมากที่สุดคือ คนดินแดง-พญาไท ต้องมีโรงพยาบาลรัฐที่มีมาตรฐานในพื้นที่ ตนพร้อมจะเป็นกระบอกเสียงส่งไปให้ถึงในระดับนโยบาย ขณะนี้ลงพื้นที่อย่างมั่นใจ ประชาชนให้การต้อนรับเป็นอย่างดีเพราะเห็นผลงานของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยตลอด 2-3 เดือนที่ผ่านมา ตอกย้ำเรื่องการพูดแล้วทำ และนโยบายต่างๆ ที่หาเสียงครั้งนี้ ก็เป็นนโยบายที่ทำได้จริงๆ โดยยังคงใช้ยุทธศาสตร์เคาะประตูบ้านให้ชาวบ้านได้เห็นหน้าตา หวังว่าประชาชนจะเปิดใจให้โอกาสตนสักครั้ง ตนจะทำงานเต็มที่แน่นอน ขอโอกาสจากพี่น้องประชาชนเลือกครูพรีมมี่เข้าไปทำงาน

โดยหลังจากปราศรัยแล้วเสร็จ นายเอกนัฏและนายนรเสฏฐ์ เดินพบปะทักทายประชาชนที่มาฟังการปราศรัย ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักประชาชนขอถ่ายรูป

“ธนกร” อ้อนคนสมุทรปราการ หนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ อีกสมัย

ขณะที่ นายธนกร วังบุญคงชนะ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ เพื่อช่วยหาเสียงให้กับ นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ ผู้สมัคร สส.สมุทรปราการ เขต 6 พรรคภูมิใจไทย ซึ่งตลอดเส้นทางที่เดินหาเสียงได้รับความสนใจจากพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยอย่างมาก โดยขอถ่ายรูป และเรียกร้องให้รัฐบาลเดินหน้าโครงการคนละครึ่งพลัสต่อ

นายธนกร ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้แทบจะทุกพรรคการเมืองยอมรับแล้วว่าโครงการคนละครึ่งพลัสเป็นโครงการที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง แม้แต่พรรคสีแดงที่เคยโจมตีว่าโครงการคนละครึ่งเป็นแค่กู้มาแจก ไม่ได้แก้ปัญหาจริง ทำไมไม่แจกเป็นเงินสด วันนี้ก็ยังเอาไปหาเสียงแถมยังอ้างว่าจะเพิ่มเงินเป็น 70:30 อีกด้วย ส่วนพรรคสีส้มที่เคยด่าเช้าด่าเย็น วันนี้ก็ยังต้องกลืนน้ำลายตัวเอง แถมดัดแปลงให้คนที่ซื้อคนละครึ่งพลัสในร้าน SME ที่ร่วมรายการยังจะได้หวยใบเสร็จ 1 ใบอีกต่างหาก ทั้งนี้ นายอนุทิน ระบุชัดเจนว่าหากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โครงการคนละครึ่งพลัสจะขยายให้ครอบคลุมมากกว่าเดิม จะให้พ่อแม่พี่น้องไปขึ้นทะเบียนได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำให้คนขายของจะได้ขายได้มากขึ้น จะทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น

พรรคภูมิใจไทยยังมีนโยบายในการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาให้ได้ 40 ล้านคน ด้วยมาตรฐานระดับสากล ทั้งในด้านการบริการและความปลอดภัย เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญของนักท่องเที่ยว ทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเติบโตและเข้มแข็งได้ในระยะยาว

นายธนกร กล่าวอีกว่า วันนี้พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ยืนยันว่าเราเป็นพรรคที่พูดแล้วทำ สิ่งไหนที่เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ถ้าเราเป็นรัฐบาลเราทำแน่นอน ไม่เหมือนบางพรรคที่ประกาศอยู่ทุกวี่วันว่ามีเราไม่มีเทา แต่วันนี้เท่าที่ได้ยินข่าวตำรวจเขาจับไปแล้วผู้สมัครสีเทา กลายเป็นว่าถูกสโลแกนที่ตัวเองประกาศย้อนกลับมาทำร้ายพรรคตัวเอง ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่หาเสียงในหลายพื้นที่ที่ผ่านมา กระแสเลือกนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีมาแรงมาก ไปที่ไหนพ่อค้าแม่ค้าต่างออกมาส่งเสียงเชียร์ ให้การต้อนรับพรรคภูมิใจไทยอย่างอบอุ่น เป็นผลจากความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนที่มีต่อผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทย ดังนั้น ขอให้พี่น้องประชาชนช่วยเปลี่ยนกระแสเหล่านี้ให้เป็นคะแนนเสียงให้กับพรรคภูมิใจไทยอย่างถล่มทลาย เพื่อให้นายอนุทินได้เข้าไปบริหารประเทศอย่างเต็มที่อีกครั้งด้วย

“เลือกตั้งรอบนี้ พี่น้องชาวสมุทรปราการต้องเลือกด้วยยุทธศาสตร์นะครับ กาเลือกนายฐาปกรณ์ กุลเจริญ ผู้สมัคร สส.เขตของพรรคภูมิใจไทยแล้ว ยังต้องกาเลือกบัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทยหมายเลข 37 เท่านั้นด้วย เพราะรอบนี้จะแบ่งใจไปให้ใครไม่ได้แล้วครับ ถ้าอยากให้นโยบายดีๆ ของพรรคภูมิใจไทยที่คิดมาเพื่อประชาชนเกิดขึ้น นายกฯ ต้องชื่ออนุทิน ชาญวีรกูล เท่านั้น”

การหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยครั้งนี้ มุ่งเน้นการย้ำถึงนโยบายที่เคยทำได้จริง และความตั้งใจที่จะสานต่อนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน หากได้รับโอกาสอีกครั้งในการเป็นรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งพลัสกลับมาแน่ ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชน

อย่าลืมติดตามข่าวสารและนโยบายของพรรคภูมิใจไทย เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจเลือกตั้งครั้งต่อไป

ที่มา – แกนนำภูมิใจไทยกระจายหาเสียง ย้ำพูดแล้วทำ คนละครึ่งพลัสกลับมาแน่ ถ้าได้เป็นรัฐบาล

มอบตัวแล้ว! หัวหน้า รปภ. บุกห้องดีเจสาวภูเก็ต

กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ภูเก็ต เมื่อหัวหน้า รปภ. โรงแรมหรูแห่งหนึ่ง มอบตัวแล้ว หลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยพยายามบุกเข้าห้องพักของ “ดีเจสาว” โดยใช้มาสเตอร์คีย์การ์ด! แถมยังมีรายงานว่ามีการลบข้อมูลจากกล้องวงจรปิดในช่วงเวลาเกิดเหตุอีกด้วย ตอนนี้ตำรวจได้แจ้งข้อหาพยายามบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 เมื่อคลิปเหตุการณ์ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ แสดงให้เห็นเหตุการณ์ที่หญิงสาวซึ่งเป็นดีเจ ประสบกับเหตุการณ์ไม่ปลอดภัยขณะเข้าพักในโรงแรมหรูที่ภูเก็ต

ในวันที่ 17 มกราคม 2569 เวลา 15.56 น. น.ส.มิรินดา (สงวนนามสกุล) ได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.เชิงทะเล โดยให้การว่าในวันที่ 16 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 22.00 น. ขณะที่เธอพักอยู่ในห้องพักของโรงแรมหรู มีชายคนหนึ่งพยายามใช้คีย์การ์ดเปิดประตูห้องของเธอ แต่ไม่สำเร็จเนื่องจากเธอได้ล็อคประตูจากด้านในไว้ ตำรวจจึงทำการสืบสวนเพื่อติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดี

มอบตัวแล้วหัวหน้า รปภ.โรงแรมหรูภูเก็ต พยายามบุกเข้าห้องดีเจสาว ใช้มาสเตอร์คีย์การ์ด

ความคืบหน้าล่าสุดเกิดขึ้นในวันที่ 18 มกราคม 2569 เมื่อตำรวจชุดสืบสวนได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดของโรงแรม และพบว่าผู้ก่อเหตุคือ ส.ต.คณิศร นวลกลับ อายุ 39 ปี (ทหารนอกราชการ) ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้า รปภ.โรงแรมหรูภูเก็ต ในวันเกิดเหตุ เขาได้เลิกงานตั้งแต่เวลา 16.00 น. แต่ไม่ได้กลับบ้าน กลับแอบพักอยู่ในห้องทำงานของโรงแรม

จากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ผู้ก่อเหตุสวมเสื้อยืด กางเกงขาสั้น และรองเท้าแตะ เขาใช้มาสเตอร์คีย์การ์ดของแม่บ้านรายวัน ซึ่งเป็นหน้าที่ของเขา ไปพยายามเปิดห้องพักหลายห้องใกล้กับห้องของผู้เสียหาย จากนั้นก็เดินไปที่ห้องของดีเจสาว กดกริ่ง เคาะประตู และพูดว่า “Hello” ก่อนจะวิ่งไปหลบที่มุมอาคาร ต่อมาเขากลับมาที่หน้าห้องอีกครั้ง และใช้มาสเตอร์คีย์การ์ดเปิดประตู พยายามจะเข้าไปในห้อง แต่ไม่สำเร็จ เพราะดีเจสาวใส่สลักล็อคจากข้างใน และพยายามดันประตูพร้อมส่งเสียงดัง ทำให้หัวหน้า รปภ.โรงแรมหรูภูเก็ต ต้องหลบหนีไป

ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบว่าผู้ก่อเหตุได้ลบข้อมูลภาพจากกล้องวงจรปิดในช่วงเวลาเกิดเหตุ แต่ทางโรงแรมสามารถกู้ข้อมูลกลับมาได้

หลังจากนั้น ตำรวจ สภ.เชิงทะเล ได้ติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาพบพนักงานสอบสวน เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาและรับคำร้องทุกข์เป็นคดีอาญาที่ 19/2569 ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการสอบสวนตามกฎหมาย และทางโรงแรมก็ได้ยกเลิกสัญญาจ้างกับผู้ก่อเหตุแล้ว

เบื้องต้น ตำรวจได้แจ้งข้อหาพยายามบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? มอบตัวแล้วหัวหน้า รปภ.โรงแรมหรูภูเก็ต พยายามบุกเข้าห้องดีเจสาว ใช้มาสเตอร์คีย์การ์ด

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความปลอดภัยในโรงแรม และความรับผิดชอบของผู้ที่ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลความปลอดภัยของผู้เข้าพัก การใช้มาสเตอร์คีย์การ์ดในทางที่ผิด และการพยายามบุกรุกห้องพัก เป็นการกระทำที่ร้ายแรงและสร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อโรงแรมเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ การที่ผู้ก่อเหตุพยายามลบข้อมูลจากกล้องวงจรปิด ยิ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงเจตนาที่ไม่สุจริต และความพยายามที่จะปกปิดความผิดของตนเอง

การที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้อย่างรวดเร็ว และทางโรงแรมได้ดำเนินการยกเลิกสัญญาจ้าง ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าทางโรงแรมให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้เข้าพัก และพร้อมที่จะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่กระทำผิด

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ก็เป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้เข้าพักทุกคนเพิ่มความระมัดระวัง และตรวจสอบความปลอดภัยของห้องพักก่อนเข้าพักทุกครั้ง และสำหรับโรงแรม ควรมีการตรวจสอบประวัติและความประพฤติของพนักงานอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งโรงแรม พนักงาน และผู้เข้าพัก การให้ความสำคัญกับความปลอดภัย และการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้กับทุกคน

สำหรับความคืบหน้าของคดีมอบตัวแล้วหัวหน้า รปภ.โรงแรมหรูภูเก็ต พยายามบุกเข้าห้องดีเจสาว ใช้มาสเตอร์คีย์การ์ด จะรายงานให้ทราบต่อไป

ที่มา – มอบตัวแล้วหัวหน้า รปภ.โรงแรมหรูภูเก็ต พยายามบุกเข้าห้องดีเจสาว ใช้มาสเตอร์คีย์การ์ด

โอลิเซ่ฉายแสง! บาเยิร์นยิงครึ่งหลัง 5 ลูก

โอลิเซ่ฉายแสง! บาเยิร์นยิงครึ่งหลัง 5 ลูก

เนื้อหานี้ไม่สามารถใช้ได้ในภูมิภาคของคุณ

เกิดข้อผิดพลาด

อดีตกองหน้าคริสตัล พาเลซอย่าง มิเชล โอลิเซ่ ลงมาจากม้านั่งสำรอง คว้า 1 ประตูและ 3 แอสซิสต์ ช่วยให้บาเยิร์น มิวนิค ฮึดสู้และเอาชนะ อาร์บี ไลป์ซิก 5-1 ที่เร้ดบูลล์ อารีน่า

รายงานการแข่งขัน: อาร์บี ไลป์ซิก 1-5 บาเยิร์น มิวนิค

สำหรับผู้ใช้ในสหราชอาณาจักรเท่านั้น

  • ส่วนย่อย

  • เผยแพร่

เกมดังกล่าวจบลงด้วยชัยชนะอย่างท่วมท้นของบาเยิร์น มิวนิค ที่เอาชนะ อาร์บี ไลป์ซิก ไปด้วยสกอร์ 5-1 โดย โอลิเซ่ฉายแสง! บาเยิร์นยิงครึ่งหลัง 5 ลูก กลายเป็นไฮไลท์สำคัญของเกมนี้

มิเชล โอลิเซ่ อดีตกองหน้าของคริสตัล พาเลซ สร้างผลงานได้อย่างน่าประทับใจในการลงสนามเป็นตัวสำรอง โดยทำไป 1 ประตูและ 3 แอสซิสต์ ช่วยให้ทีมพลิกสถานการณ์กลับมาเอาชนะได้อย่างสวยงาม แม้ว่าครึ่งแรกจะเป็นไปอย่างสูสี แต่ในครึ่งหลัง โอลิเซ่ฉายแสง! บาเยิร์นยิงครึ่งหลัง 5 ลูก และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของทีมอย่างเต็มที่

ผลงานของโอลิเซ่ในเกมนี้ ทำให้แฟนบอลและผู้จัดการทีมต่างประทับใจเป็นอย่างมาก หลายคนเชื่อว่าเขาจะเป็นกำลังสำคัญของทีมในอนาคต และจะช่วยให้บาเยิร์น มิวนิค ประสบความสำเร็จในฤดูกาลนี้ได้อย่างแน่นอน

ชัยชนะในเกมนี้ ทำให้บาเยิร์น มิวนิค ยังคงรักษาตำแหน่งจ่าฝูงของตารางบุนเดสลีกาต่อไป ด้วยฟอร์มการเล่นที่แข็งแกร่งและความมุ่งมั่นของนักเตะทุกคน ทำให้พวกเขายังคงเป็นทีมเต็งแชมป์ในฤดูกาลนี้

โอลิเซ่ฉายแสง! บาเยิร์นยิงครึ่งหลัง 5 ลูก

โอลิเซ่ฉายแสง! บาเยิร์นยิงครึ่งหลัง 5 ลูก กลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในวงการฟุตบอลหลังจากจบเกมนี้ ฟอร์มการเล่นของโอลิเซ่ไม่เพียงแต่ช่วยให้ทีมชนะ แต่ยังสร้างความตื่นเต้นและความประทับใจให้กับผู้ชมอีกด้วย

เกมนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและการเล่นเป็นทีมของบาเยิร์น มิวนิค แม้ว่าจะมีผู้เล่นหลายคนได้รับบาดเจ็บ แต่พวกเขาก็ยังสามารถหาทางเอาชนะคู่แข่งได้ด้วยการใช้ผู้เล่นสำรองอย่างมีประสิทธิภาพ

การเปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่นและการปรับแผนการเล่นของโค้ช มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพลิกสถานการณ์ของเกมนี้ การตัดสินใจที่เด็ดขาดและแม่นยำ ช่วยให้ทีมสามารถสร้างโอกาสในการทำประตูและป้องกันประตูได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ความมุ่งมั่นและความพยายามของนักเตะทุกคน ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บาเยิร์น มิวนิค ประสบความสำเร็จในเกมนี้ พวกเขาไม่ยอมแพ้ แม้ว่าจะเผชิญกับความยากลำบาก และพยายามอย่างเต็มที่จนถึงวินาทีสุดท้าย

อะไรทำให้โอลิเซ่ฉายแสงในเกมนี้?

มีหลายปัจจัยที่ทำให้โอลิเซ่ฉายแสงในเกมนี้ ประการแรกคือความสามารถในการเลี้ยงบอลและการจ่ายบอลที่แม่นยำของเขา ทำให้เขาสามารถสร้างโอกาสในการทำประตูได้หลายครั้ง

ประการที่สองคือความเร็วและความคล่องตัวของเขา ทำให้เขาสามารถหลบหลีกผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามได้อย่างง่ายดายและสร้างความปั่นป่วนให้กับแนวรับของคู่แข่ง

ประการที่สามคือความสามารถในการยิงประตูที่เฉียบคมของเขา ทำให้เขาสามารถเปลี่ยนโอกาสให้เป็นประตูได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประการสุดท้ายคือความมั่นใจและความกล้าที่จะเล่นอย่างอิสระของเขา ทำให้เขาสามารถแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่และสร้างความแตกต่างให้กับทีม

โดยรวมแล้ว โอลิเซ่ฉายแสง! บาเยิร์นยิงครึ่งหลัง 5 ลูก เป็นผลมาจากการผสมผสานระหว่างความสามารถส่วนตัวและการทำงานเป็นทีมอย่างลงตัว ทำให้บาเยิร์น มิวนิค กลายเป็นทีมที่น่ากลัวสำหรับคู่แข่งทุกทีม

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

มาร์ติเนซ: ‘ผมไม่สนหรอกว่าพวกเขาจะพูดอะไร’

มาร์ติเนซ: ‘ผมไม่สนหรอกว่าพวกเขาจะพูดอะไร’

ลิซานโดร มาร์ติเนซ กองหลังของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดออกมากล่าวว่า เขาไม่สนใจคำวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิจารณ์ฟุตบอล โดยระบุว่าพวกเขาแค่ “พูดออกทีวี” แต่ไม่มีใครกล้าพูดอะไรต่อหน้าเขา

มาร์ติเนซ วัย 27 ปี ช่วยให้ยูไนเต็ดคว้าชัยชนะเหนือแมนเชสเตอร์ซิตี้ 2-0 และสามารถหยุดยั้งเออร์ลิง ฮาลันด์ ได้สำเร็จ ทำให้ทีมเก็บคลีนชีตได้เป็นครั้งที่สามในฤดูกาลนี้

ก่อนเกมดาร์บี้แมตช์ มาร์ติเนซตกเป็นเป้าของการเยาะเย้ยจาก นิคกี้ บัตต์ และ พอล สโคลส์ อดีตกองกลางของทีม

บัตต์กล่าวว่า ฮาลันด์จะ “อุ้มมาร์ติเนซไปวิ่ง” และปฏิบัติต่อเขาเหมือน “เด็กน้อย” ขณะที่สโคลส์แนะนำว่า กองหน้าชาวนอร์เวย์จะ “โยนเขาเข้าไปในตาข่าย” หลังจากทำประตูได้

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับความคิดเห็นของสโคลส์ มาร์ติเนซตอบว่า “บอกตามตรง เขาอยากพูดอะไรก็พูดไป ผมบอกเขาไปแล้วว่า ถ้าเขาอยากจะพูดอะไรกับผม เขามาหาผมได้ทุกที่ ที่บ้านผม ที่ไหนก็ได้ ผมไม่สนหรอก”

“และผมคิดว่า สำหรับผม ผมเคารพความสัมพันธ์เมื่อพวกเขาต้องการช่วยเหลือสโมสร เพราะทุกคนสามารถพูดผ่านทางโทรทัศน์ได้ แต่เมื่อคุณเห็นพวกเขาตัวเป็นๆ ตรงหน้า ไม่มีใครพูดอะไรต่อหน้าคุณ”

“ดังนั้นสำหรับผม ผมไม่สนหรอกว่าพวกเขาจะพูดอะไร ผมแค่มุ่งเน้นไปที่ผลงานของผม ผลงานของทีม และผมจะทุ่มเททุกอย่างให้กับสโมสรแห่งนี้จนถึงวันสุดท้ายของผม” คำพูดที่แสดงให้เห็นว่าเขา ‘ผมไม่สนหรอกว่าพวกเขาจะพูดอะไร’

‘มันคือเรื่องของความสัมพันธ์’

ยูไนเต็ดกำลังเผชิญฤดูกาลที่น่าผิดหวัง โดยพวกเขาไม่มีส่วนร่วมในฟุตบอลยุโรป และตกรอบตั้งแต่รอบแรกในบอลถ้วยในประเทศ

ซึ่งหมายความว่าพวกเขาต้องเจอกับการแข่งขันเพียง 40 นัด ซึ่งน้อยที่สุดนับตั้งแต่ปี 1914-15

ก่อนเกมดาร์บี้ ยูไนเต็ดอยู่ในช่วงที่ชนะเพียงเกมเดียวจากเจ็ดเกม แต่การแสดงผลงานที่น่าประทับใจทำให้พวกเขาคว้าชัยชนะเหนือคู่แข่งร่วมเมือง

ทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ไม่สามารถรับมือกับเสียงเชียร์จากฝูงชนและความเข้มข้นของผู้เล่นยูไนเต็ดในสนามได้ ทำให้พวกเขามีค่า xG หรือ Expected Goals ต่ำที่สุดเป็นอันดับสองในเกมลีกภายใต้การคุมทีมของกุนซือชาวสเปน

มาร์ติเนซกล่าวเสริมว่า “มันคือเรื่องของความสัมพันธ์ มันคือเรื่องของการที่เราเป็นตัวแทนของพวกเขาในสนาม ถ้าพวกเขาเห็นเราสู้แบบนั้น พวกเขาจะอยู่กับเรา”

“ถ้าบางครั้งผลงานของเราไม่ดีที่สุด เพราะพวกเขาคาดหวังทัศนคติที่ดีจากเรา การเข้าสกัด DNA เลือดของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด”

“และผมเข้าใจได้จริงๆ เพราะบางครั้งมันเหมือนกับ ‘เรากำลังทำอะไรอยู่ที่นี่?’ [ผลงานกับซิตี้] คือมาตรฐานของสโมสรแห่งนี้” ดังนั้นจงจำไว้ว่า ‘ผมไม่สนหรอกว่าพวกเขาจะพูดอะไร’ คือทัศนคติที่ถูกต้อง

ดังนั้นไม่ว่าใครจะพูดอะไรเกี่ยวกับทีมหรือตัวเขาเอง สิ่งสำคัญที่สุดคือการโฟกัสที่การพัฒนาตัวเองและทีมต่อไป

การมีสมาธิและไม่สนใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์ภายนอกอาจเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

‘ผมไม่สนหรอกว่าพวกเขาจะพูดอะไร’ นี่คือสปิริตที่นักกีฬาควรมี

ที่มา – ‘I don’t care what they say’ – Martinez on pundits

พีระพันธุ์ ชูนโยบายรวมไทยสร้างชาติ ลุยอุบลฯ-ศรีสะเกษ



พีระพันธุ์ ชูนโยบายรวมไทยสร้างชาติ ลุยอุบลฯ-ศรีสะเกษ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เดินหน้าลุยพื้นที่อุบลราชธานีและศรีสะเกษ ชูนโยบายสำคัญของพรรค รวมไทยสร้างชาติ ย้ำชัดไม่มีวันทรยศต่อแผ่นดิน พร้อมเสนอนโยบายลดราคาพลังงาน เพิ่มเบี้ยคนชรา และฟื้นเศรษฐกิจชายแดน

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วยคณะ ได้แก่ นายวิทยา แก้วภราดัย, พันเอกเฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา รองหัวหน้าพรรค และนายเกรียงไกรมาศ พจนสุนทร (เคนโด้) รองโฆษกพรรคฯ ลงพื้นที่ชุมชนราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อพบปะประชาชนและนำเสนอนโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติ ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่น

นายพีระพันธุ์ได้กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการเข้าสู่การเมือง โดยได้รับคำสอนจากบิดาให้ใช้ความรู้ช่วยเหลือผู้อื่น และเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจลาออกจากอาชีพผู้พิพากษา มาสมัคร สส. ในปี 2539 ด้วยความเชื่อมั่นว่า “หากคนดีไม่เข้าสู่การเมือง ประเทศชาติจะพังเพราะนักการเมืองที่ไม่ดี”

พีระพันธุ์ ชูนโยบายรวมไทยสร้างชาติ ปกป้องผลประโยชน์ประชาชน

ในการปราศรัย นายพีระพันธุ์เน้นย้ำนโยบายหลักของพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น ได้แก่

  • รื้อระบบพลังงาน: มุ่งลดภาระค่าครองชีพและค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน
  • ปราบปรามทุจริต: กวาดล้างการคอร์รัปชันอย่างจริงจังและเด็ดขาด
  • ปกป้องอธิปไตย: ยึดมั่นในผลประโยชน์ของชาติและแผ่นดินเป็นสำคัญ
  • ยกระดับเกษตรกร: สนับสนุนและส่งเสริมเกษตรกรให้มีชีวิตที่ดีขึ้น
  • สร้างสวัสดิการถ้วนหน้า: ดูแลประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม

“ผมหวังว่าในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ พรรครวมไทยสร้างชาติจะได้รับการสนับสนุนจากพี่น้องชาวราชธานีอโศก ผมสัญญาว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และจะไม่มีวันทรยศต่อแผ่นดินนี้อย่างแน่นอน” นายพีระพันธุ์กล่าว

หลังจากนั้น นายพีระพันธุ์และคณะได้เดินทางไปยังตลาดสดกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อพบปะกับพี่น้องประชาชนและพ่อค้าแม่ค้า นำเสนอนโยบายของพรรคเพื่อแก้ไขปัญหาปากท้อง โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนที่มาร่วมถ่ายรูปและให้กำลังใจ

นายพีระพันธุ์ได้ทักทายกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ พร้อมทั้งแนะนำนโยบายเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุและผู้พิการเป็น 1,500 บาท เพื่อสร้างสวัสดิการที่มั่นคงและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

รวมไทยสร้างชาติ ฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้าชายแดน

นอกจากนี้นายพีระพันธุ์ยังได้รับฟังปัญหาของพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่ โดยปัญหาหลักที่ได้รับฟังคือ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการขนส่งสินค้าจากระยะทางไกล รวมถึงจำนวนลูกค้าที่ลดน้อยลงในปัจจุบัน พ่อค้าแม่ค้ายังสะท้อนปัญหาเรื่องการค้าขายบริเวณชายแดนที่ยังมีความไม่แน่นอน ทำให้การทำมาหากินเป็นไปอย่างลำบาก พร้อมฝากความหวังให้นายพีระพันธุ์และพรรครวมไทยสร้างชาติช่วยผลักดันการแก้ไขปัญหาความไม่สงบตามแนวชายแดนให้ยุติลง เพื่อให้การค้าขายกลับมาคึกคักเป็นปกติอีกครั้ง

พรรครวมไทยสร้างชาติมุ่งมั่นที่จะนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง และพร้อมที่จะทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทย

จากการลงพื้นที่อุบลราชธานีและศรีสะเกษแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของนายพีระพันธุ์และพรรครวมไทยสร้างชาติในการรับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง และพร้อมที่จะนำเสนอนโยบายที่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับประชาชนทุกคน

ที่มา – “พีระพันธุ์” ลุยอุบลฯ-ศรีสะเกษ ชูนโยบายรวมไทยสร้างชาติ ย้ำ ไม่มีวันทรยศต่อแผ่นดิน