วัน: 28 มกราคม 2026

ศาล รธน. เรียกเอกสาร รมว.กลาโหม ปม กม.เกณฑ์ทหาร

ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งเรียกความเห็น-เอกสารจาก รมว.กลาโหม เพิ่มเติมภายใน 15 วัน แจงปม “เนติวิทย์” ยื่นชี้ขาด พ.ร.บ.รับราชการทหาร ประเด็นร้อนทางการเมืองที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง

วันที่ 28 มกราคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาคดี มีคดีสำคัญและน่าสนใจ เรื่องพิจารณาที่ 28/2568 กรณี พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27 และมาตรา 45 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และมาตรา 31 หรือไม่ โดยศาลแขวงสมุทรปราการส่งคำโต้แย้งของจำเลย (นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักกิจกรรม และนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและสังคม) ในคดีหมายเลขดำที่ อ 3118/2568 เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ว่า พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27 และมาตรา 45 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และมาตรา 31 หรือไม่

ล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้มีหนังสือติดตามความเห็นและเอกสารหลักฐานจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเรียกไปก่อนหน้านี้ และให้หน่วยงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องจัดทำความเห็นและจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานตามที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดเพิ่มเติม ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

ศาล รธน. เรียกเอกสาร รมว.กลาโหม ปม กม.เกณฑ์ทหาร

ประเด็นสำคัญในเรื่องนี้คือการที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องการข้อมูลเพิ่มเติมจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อประกอบการพิจารณาในประเด็นที่นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ยื่นร้องเรียนเกี่ยวกับความชอบธรรมของ พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 โดยเฉพาะในมาตรา 27 และมาตรา 45 ซึ่งถูกมองว่าอาจขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ

ทำไมศาล รธน. จึงเรียกเอกสาร รมว.กลาโหม ปม กม.เกณฑ์ทหาร?

การเรียกเอกสารและความเห็นเพิ่มเติมจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนี้ เป็นไปเพื่อประกอบการพิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญสามารถวินิจฉัยประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.รับราชการทหารได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม การพิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิและหน้าที่ของประชาชน เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความละเอียดรอบคอบอย่างยิ่ง ข้อมูลจากทุกฝ่ายจึงมีความสำคัญ

ผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีนี้ จะมีผลกระทบต่อการบังคับใช้ พ.ร.บ.รับราชการทหาร และอาจนำไปสู่การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมากยิ่งขึ้น ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในคดีนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน

คดีนี้เป็นที่สนใจของประชาชนเนื่องจากเกี่ยวข้องกับประเด็นการเกณฑ์ทหารซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและส่งผลกระทบต่อชายไทยทุกคน การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นที่จับตามองว่าจะส่งผลต่อกฎหมายและการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการเกณฑ์ทหารอย่างไร

การที่ ศาล รธน. เรียกเอกสาร รมว.กลาโหม ปม กม.เกณฑ์ทหาร แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายต่างๆ เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน และสร้างความเป็นธรรมในสังคม

นอกจากนี้ การที่ศาลรัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้แสดงความคิดเห็นและให้ข้อมูลเพิ่มเติม ยังเป็นการส่งเสริมกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรมและโปร่งใส การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและเป็นประชาธิปไตย

คดีที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.รับราชการทหาร เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องคำนึงถึงทั้งหลักกฎหมายและบริบททางสังคม เพื่อให้การวินิจฉัยเป็นที่ยอมรับและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับคดีนี้ จะช่วยให้ประชาชนเข้าใจถึงกระบวนการยุติธรรม และตระหนักถึงความสำคัญของกฎหมายที่มีต่อชีวิตประจำวัน หากคุณสนใจประเด็นนี้ อย่าลืมติดตามข่าวสารและบทวิเคราะห์จากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน

การตัดสินใจครั้งนี้ของศาลรัฐธรรมนูญมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของการเกณฑ์ทหารในประเทศไทย และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบบการป้องกันประเทศของเรา

ที่มา – ศาล รธน. สั่งเรียกความเห็น-เอกสาร รมว.กลาโหม แจงปม “เนติวิทย์” ยื่นชี้ขาด กม.เกณฑ์ทหาร

ขายดาวรุ่ง: แมนฯ ซิตี้ สร้างรายได้มหาศาล


ขายดาวรุ่ง: แมนฯ ซิตี้ สร้างรายได้มหาศาล

เป๊ป กวาร์ดิโอลา บอสใหญ่ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ กล่าวถึง ออสการ์ บ็อบบ์ ในเดือนพฤศจิกายนว่า “ผมมีความคิดเห็นที่ดีและเหลือเชื่อมากมายเกี่ยวกับเขา”

“สัญชาตญาณของเขานั้นพิเศษมาก ในช่วงเวลาที่เขาปล่อยใจให้เป็นอิสระ เขาสามารถทำมันได้”

สองเดือนต่อมา บ็อบบ์ วัย 22 ปี ปีกชาวนอร์เวย์ กำลังจะย้ายไปร่วมทีมฟูแล่มด้วยค่าตัวประมาณ 30 ล้านปอนด์ กลายเป็นดาวรุ่งจากอะคาเดมี่ของซิตี้รายล่าสุดที่ย้ายออกไปหลังจากขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่

นับตั้งแต่กวาร์ดิโอลาเข้ามารับตำแหน่งในปี 2016 และเปลี่ยนซิตี้ให้กลายเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ โคล พาลเมอร์, เลียม เดลาป, บราฮิม ดิอาซ และ โทซิน อดาราบิโอโย ต่างก็ก้าวขึ้นมาจากทีมเยาวชนและได้เล่นให้กับทีมชุดใหญ่ก่อนที่จะย้ายออกไป

นี่คือกลยุทธ์ที่ซิตี้ใช้ได้ผลดี

จากข้อมูลของ พอล แมคโดนัลด์ จาก FootballTransfers.com ระบุว่า ซิตี้ทำเงินได้มากกว่า 250 ล้านปอนด์ จากการขายดาวรุ่งจากโรงงานปั้นนักเตะของพวกเขาในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

รวมถึงค่าธรรมเนียมขายต่อ ตัวเลขนั้นใกล้เคียงกับ 270 ล้านปอนด์ เขากล่าว

ดักลาส ลุยซ์ มิดฟิลด์ชาวบราซิล ไม่ได้ลงเล่นอย่างเป็นทางการให้กับสโมสรก่อนที่เขาจะถูกขายให้กับแอสตัน วิลล่า ด้วยค่าตัว 15 ล้านปอนด์ในปี 2019

จาดอน ซานโช ถูกขายให้กับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ด้วยค่าตัว 8 ล้านปอนด์ในปี 2017 ก่อนที่จะย้ายไปร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 73 ล้านปอนด์ในอีก 4 ปีต่อมา ในขณะที่ เจเรมี ฟริมปง ถูกลิเวอร์พูลเซ็นสัญญาด้วยค่าตัว 29.5 ล้านปอนด์จากไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น เมื่อฤดูร้อนที่แล้ว พวกเขาทั้งคู่สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองหลังจากออกจากซิตี้โดยไม่ได้ลงเล่นให้กับทีมชุดใหญ่

มอร์แกน โรเจอร์ส ซึ่งเข้าร่วมทีมซิตี้จากเวสต์บรอมวิชเมื่ออายุ 17 ปีด้วยสัญญานักเตะอาชีพ ถูกขายให้กับมิดเดิลสโบรห์ในปี 2023 และปัจจุบันกำลังรุ่งโรจน์กับแอสตัน วิลล่าและทีมชาติอังกฤษ

ซิตี้ใช้เงิน 100 ล้านปอนด์เป็นสถิติของอังกฤษในการซื้อตัว แจ็ค กรีลิช ในปี 2021 ในขณะที่พวกเขาลงทุน 77 ล้านปอนด์ในตัวของ ยอสโก้ กวาร์ดิโอล กองหลังชาวโครเอเชียในอีกสองปีต่อมา และในเดือนมกราคมนี้พวกเขาใช้เงิน 65 ล้านปอนด์ในตัวของ อองตวน เซเมนโย และ 20 ล้านปอนด์ในตัวของ มาร์ค เกฮี

แต่ความสามารถในการขายดาวรุ่งของพวกเขานี่เอง ที่ช่วยนำเงินทุนมาสำหรับการทำข้อตกลงครั้งใหญ่

แชมเปี้ยนส์ ลีก & ชีวิตในอังกฤษหลังออกจากซิตี้

ด้วยการที่ซิตี้ไล่ล่าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่ 7 ในรอบ 10 ฤดูกาลภายใต้การคุมทีมของกวาร์ดิโอลา ใคร ๆ ก็อาจคาดหวังว่าอาชีพการงานของนักเตะจะตกต่ำเมื่อพวกเขาย้ายออกจากเอติฮัด สเตเดียม

นั่นไม่จำเป็นต้องเป็นความจริงเสมอไป

มีตัวอย่างมากมายของนักเตะที่ไปเจริญรุ่งเรืองที่อื่นหลังจากไม่สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงภายใต้การคุมทีมของกวาร์ดิโอลาได้

พาลเมอร์ ซึ่งลงเล่นในพรีเมียร์ลีก 19 นัดให้กับซิตี้ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน

นับตั้งแต่ย้ายไปร่วมทีมเชลซี ด้วยค่าตัว 42.5 ล้านปอนด์ในเดือนกันยายน 2023 กองหน้าวัย 23 ปีรายนี้ก็ได้สร้างตัวเองในทีมชาติอังกฤษและช่วยให้สโมสรของเขาคว้าแชมป์ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ และยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ ลีก

ในปี 2019 ดิอาซ ดาวรุ่งชาวสเปนเซ็นสัญญากับเรอัล มาดริด จากซิตี้ด้วยค่าตัวที่เชื่อกันว่าอยู่ที่ประมาณ 15 ล้านปอนด์

เขาลงเล่นในพรีเมียร์ลีก 5 นัด โดยทั้งหมดเป็นการลงเล่นในฐานะตัวสำรอง ก่อนที่จะย้ายออกไป

ตั้งแต่นั้นมา ปีกที่เกิดในมาลากาคว้าแชมป์ลาลีกา 2 สมัย, แชมเปี้ยนส์ ลีก 1 สมัย และเมื่อต้นเดือนนี้ยังช่วยให้โมร็อกโกเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศแอฟริกา คัพ ออฟ เนชันส์

ขณะที่ เอริค การ์เซีย กองหลังทีมชาติสเปน ซึ่งเป็นกัปตันทีมซิตี้ในรุ่นอายุต่ำกว่า 18 ปี คว้าแชมป์ลาลีกา 2 สมัยนับตั้งแต่ย้ายจากแมนเชสเตอร์ไปบาร์เซโลนาในปี 2021 ขณะที่เขาอายุ 20 ปี หลังจากลงเล่น 35 นัดในทีมชุดใหญ่

ในขณะเดียวกัน เดลาป กองหน้า ซึ่งก้าวขึ้นมาจากทีม Elite Development Squad (EDS) ของซิตี้ ก็ถูกขายให้กับอิปสวิชในข้อตกลงมูลค่า 20 ล้านปอนด์ในเดือนกรกฎาคม 2024 ก่อนที่เชลซีจะเซ็นสัญญากับนักเตะรายนี้ด้วยค่าตัว 30 ล้านปอนด์ในอีกหนึ่งปีต่อมา

EDS ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อสร้างสะพานเชื่อมระหว่างอะคาเดมีของซิตี้กับทีมชุดใหญ่

ออกแบบมาเพื่อเตรียมผู้เล่นพรสวรรค์ระดับท็อปสำหรับทีมหลักของซิตี้ หรือเพื่อสร้างผลกำไรจำนวนมหาศาล การขายผู้เล่น EDS และผู้เล่นที่ไม่ใช่ทีมชุดใหญ่ได้นำเงินมากกว่า 500 ล้านปอนด์เข้าสู่สโมสรนับตั้งแต่กวาร์ดิโอลาเข้ามา

นั่นเป็นสิ่งสำคัญเพราะเมื่อสโมสรขายนักเตะที่จบจากอะคาเดมี จำนวนเงินทั้งหมดจะถูกบันทึกเป็น ‘กำไรสุทธิ’ ในบัญชีของพวกเขา ซึ่งช่วยให้เป็นไปตามกฎระเบียบด้านผลกำไรและความยั่งยืนที่เข้มงวดของลีกสูงสุด

โรเมโอ ลาเวีย มิดฟิลด์ชาวเบลเยียมของเชลซี อายุ 16 ปี เมื่อเขาย้ายจากอันเดอร์เลชท์มาซิตี้

ซานโช ซึ่งปัจจุบันถูกแอสตัน วิลล่ายืมตัวมาจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อายุ 14 ปี เมื่อเขาย้ายขึ้นเหนือจากวัตฟอร์ด

พาลเมอร์เป็นแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดตั้งแต่เด็ก แต่สุดท้ายก็มาอยู่ในอะคาเดมีของซิตี้

‘ธุรกิจที่ชาญฉลาดของซิตี้’

“Hugo Viana เขาทำมันอีกแล้ว” นั่นคือสิ่งที่แฟนบอลซิตี้รายหนึ่งกล่าวบนโซเชียลมีเดียหลังจากการเซ็นสัญญาที่น่าจับตามองของ อองตวน เซเมนโย กองหน้าชาวกานา และ มาร์ค เกฮี กองหลังทีมชาติอังกฤษในเดือนนี้

แต่ตอนนี้ ผู้อำนวยการฟุตบอลจะได้รับการยกย่องจากการสานต่อสถิติที่น่าทึ่งของสโมสรในการขายนักเตะ โดยที่ ออสการ์ บ็อบบ์ ปีกรายนี้กำลังจะย้ายไปร่วมทีมฟูแล่ม

Kieran Maguire ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินฟุตบอลกล่าวกับ BBC Sport เมื่อต้นเดือนนี้ว่า “สิ่งที่ซิตี้ทำได้ดีและถูกมองข้ามไปคือการขายนักเตะได้อย่างประสบความสำเร็จมาก”

แมนเชสเตอร์ ซิตี้กับการขายดาวรุ่ง

“ในช่วงสามปีที่ผ่านมา พวกเขาสร้างผลกำไรได้ 350 ล้านปอนด์จากการขายนักเตะทั้งหมด”

ตัวเลขดังกล่าวจะขยับเข้าใกล้ 400 ล้านปอนด์ หากบ็อบบ์ย้ายไป Craven Cottage สำเร็จ โดยที่พวกเขายังสร้างรายได้ประมาณ 50 ล้านปอนด์จากการขาย เจมส์ แม็คอาที, ยาน คูโต และ มักซิเม แปร์โรเน ในช่วงซัมเมอร์

ไม่เพียงแต่พวกเขาจะนำเงินเข้ามาได้มาก ซิตี้ยังใส่เงื่อนไขขายต่อหรือซื้อคืนเมื่อนักเตะย้ายออกไป และนั่นทำให้พวกเขายังคงควบคุมส่วนหนึ่งสำหรับอนาคต สิ่งนี้ถูกเน้นย้ำเมื่อนำ เจมส์ แทรฟฟอร์ด ผู้รักษาประตูกลับมาในช่วงซัมเมอร์จากเบิร์นลีย์ ซึ่งเซ็นสัญญากับเขาในปี 2023

แม้ว่ามันจะไม่สัมพันธ์กันโดยตรงในงบดุล แต่ค่าธรรมเนียมที่ได้รับสำหรับบ็อบบ์นั้นมีประสิทธิภาพในการจ่ายเงิน 30.45 ล้านปอนด์ที่ใช้ไปกับรายัน แชร์กี เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เมื่อเขาเดินทางมาจากลียง

ธุรกิจที่ชาญฉลาดอีกครั้งจากกวาร์ดิโอลาและทีมงานอาวุโสของเขา

การขายดาวรุ่งของแมนฯ ซิตี้ ไม่เพียงแต่สร้างรายได้มหาศาล แต่ยังแสดงให้เห็นถึงระบบเยาวชนที่แข็งแกร่งและการจัดการทีมที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย การลงทุนในนักเตะดาวรุ่งและการขายพวกเขาออกไปด้วยราคาที่สูงกลายเป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จอย่างมากสำหรับสโมสร

ที่มา – Selling stars – how Man City have turned player sales into big business

“สุดารัตน์” ลุยคู้บอน อาสาแก้ปากท้อง

“สุดารัตน์” ลุยตลาดเติมพลังใจแม่ค้า ลั่นเศรษฐกิจแย่ต้องแก้ทันที ขออาสาเป็น “แม่ทัพ” แก้ปากท้อง วอนเลือกไทยสร้างไทย ไปหยุดวิกฤตหนี้สิน ชู กองทุนสร้างไทยและกองทุนตั้งตัว

วันที่ 28 มกราคม 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทยหมายเลข 48 ลงพื้นที่ลุยหาเสียงอย่างเข้มข้น ณ ตลาดสายเนตร และตลาดหทัยมิตร ย่านคู้บอน ท่ามกลางบรรยากาศการต้อนรับอย่างอบอุ่น และเป็นกันเองจากพ่อค้าแม่ขายและพี่น้องประชาชนในพื้นที่ โดยตลอดเส้นทางมีการเข้ามาพูดคุย ขอถ่ายรูป และมอบอาหารขนมเพื่อเป็นกำลังใจให้เป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ได้สะท้อนปัญหาเดียวกันคือ เศรษฐกิจแย่มาก และกำลังแบกรับภาระหนี้สินอย่างหนัก ซึ่งคุณหญิงสุดารัตน์ ยืนยันว่าเข้าใจความลำบากนี้ดี และพร้อมที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาปากท้องเป็นลำดับแรกเพื่อคืนรอยยิ้มให้คนตัวเล็กอีกครั้ง

สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หาเสียง
สุดารัตน์ คู้บอน

พรรคไทยสร้างไทย ประกาศนโยบายอย่างชัดเจนเพื่อหยุดวิกฤตหนี้สินด้วยการ พักหนี้ นาน 3 ปี สำหรับเกษตรกร ผู้ประกอบการ SME และพ่อค้าแม่ขายรายย่อยที่มีหนี้ไม่เกิน 1 ล้านบาท โดยไม่ต้องจ่ายทั้งต้นและดอกเบี้ย เพื่อเป็นการ “หยุดเลือดที่กำลังไหล” ให้ประชาชนได้มีโอกาสหายใจหายคอได้คล่องตัวขึ้น นอกจากนี้ยังเดินหน้า เติมเลือดใหม่ ผ่านกองทุนสร้างไทยและกองทุนตั้งตัว ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ประชาชนกู้เงินตั้งแต่ 10,000 ไปจนถึง 100,000 บาท โดยใช้เพียงบัตรประชาชนใบเดียวเท่านั้น เพื่อนำไปเป็นทุนรอนในการประกอบอาชีพและล้างหนี้นอกระบบที่กัดกินชีวิตคนไทยมานาน

นโยบายพรรคไทยสร้างไทย

นโยบายการเข้าถึงแหล่งเงินทุนนี้ดอกเบี้ยต่ำเพียง 1% ต่อเดือนเท่านั้น ซึ่งจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยลงได้อย่างมหาศาล ตัวอย่างเช่น หากกู้เงิน 50,000 บาท จากเดิมที่ต้องเสียดอกเบี้ยนอกระบบนับหมื่นบาทต่อเดือน จะเหลือเพียง 500 บาทเท่านั้น เพื่อให้ทุกคนสามารถตั้งตัวได้จริงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ดังนั้น จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนช่วยกันเลือกพรรคไทยสร้างไทย เบอร์ 48 ให้มากพอ เพื่อให้เราเข้าไปรับใช้และดูแลพี่น้องประชาชนให้ หายจน หมดหนี้ และสร้างเศรษฐกิจไทยให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

เลือกไทยสร้างไทย เบอร์ 48

คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำชัดถึงวิกฤตการณ์สินค้าต่างชาติที่ทะลักเข้ามาทุ่มตลาดไทยอย่างผิดกฎหมาย โดยชี้ให้เห็นว่าการที่สินค้าเหล่านี้สามารถวางขายได้โดยไม่ต้องผ่านมาตรฐาน อย. หรือ มอก. นั้น มีต้นตอสำคัญมาจากปัญหาคอร์รัปชันของข้าราชการและนักการเมืองที่เห็นแก่ได้ ยอมรับสินบนจนละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ส่งผลให้ผู้ประกอบการชาวไทยต้องเผชิญกับภาวะล้มละลายและไม่สามารถแข่งขันได้ ดังนั้น หัวใจสำคัญคือการบังคับใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาดเพื่อกวาดล้างวงจรทุจริตที่กัดกินประเทศ และหยุดพฤติกรรมของกลุ่มผู้มีอำนาจที่ฉวยโอกาสหากินบนความเดือดร้อนและความยากจนของประชาชนไทยอย่างจริงจัง

“สุดารัตน์” ลุยหาเสียงตลาดย่านคู้บอน อาสาเป็น “แม่ทัพ” แก้ปากท้อง ไปหยุดวิกฤตหนี้สิน

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคไทยสร้างไทย ลงพื้นที่ตลาดย่านคู้บอนเพื่อพบปะพี่น้องประชาชนและรับฟังปัญหา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการ“สุดารัตน์” ลุยหาเสียงตลาดย่านคู้บอน อาสาเป็น “แม่ทัพ” แก้ปากท้อง ไปหยุดวิกฤตหนี้สิน และพร้อมเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน

ทำไมต้องเลือก “สุดารัตน์” ลุยหาเสียงตลาดย่านคู้บอน อาสาเป็น “แม่ทัพ” แก้ปากท้อง ไปหยุดวิกฤตหนี้สิน

  • เพราะคุณหญิงสุดารัตน์ มีประสบการณ์และความเข้าใจในปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ
  • เพราะพรรคไทยสร้างไทยมีนโยบายที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาหนี้สินและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก
  • เพราะคุณหญิงสุดารัตน์มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเป็นธรรมและความเท่าเทียมในสังคม

การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของคุณหญิงสุดารัตน์และพรรคไทยสร้างไทยในการรับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชน และพร้อมที่จะนำเสนอแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน สำหรับผู้ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงและอนาคตที่ดีกว่า เลือกพรรคไทยสร้างไทยและให้คุณหญิงสุดารัตน์ได้มีโอกาส“สุดารัตน์” ลุยหาเสียงตลาดย่านคู้บอน อาสาเป็น “แม่ทัพ” แก้ปากท้อง ไปหยุดวิกฤตหนี้สิน

สิ่งที่น่าสนใจคือคุณหญิงสุดารัตน์เน้นย้ำถึงปัญหาคอร์รัปชันและการทุ่มตลาดของสินค้าต่างชาติ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยและเศรษฐกิจโดยรวม การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความกล้าหาญและความเด็ดขาดในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นการตัดสินใจที่สำคัญสำหรับอนาคตของประเทศ หากคุณเห็นด้วยกับแนวทางการแก้ไขปัญหาของคุณหญิงสุดารัตน์และพรรคไทยสร้างไทย อย่าลังเลที่จะสนับสนุนและให้โอกาสพวกเขาได้เข้ามาบริหารประเทศ

ที่มา – “สุดารัตน์” ลุยหาเสียงตลาดย่านคู้บอน อาสาเป็น “แม่ทัพ” แก้ปากท้อง ไปหยุดวิกฤตหนี้สิน

หมายกำหนดการ พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร

เตรียมตัวรับทราบ “ราชกิจจานุเบกษา” ได้ประกาศหมายกำหนดการ พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวารถวายพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง” เนื่องในวาระ 100 วันแห่งการสวรรคต

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่หมายกำหนดการ พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวารถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2569

เลขาธิการพระราชวังได้รับพระบรมราชโองการเหนือเกล้าฯ สั่งว่า เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคตครบ 100 วันในวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กำหนดการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร ดังรายการต่อไปนี้

หมายกำหนดการ พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวารพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

รายละเอียดกำหนดการ

วันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2569

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

เวลา 17 นาฬิกา เสด็จพระราชดำเนินเข้าพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงวางพวงมาลา เจ้าพนักงานประโคมสังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ปี่ กลองชนะ ปี่พาทย์ กองทหารเกียรติยศพระบรมศพถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะกราบถวายบังคมพระบรมศพ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่หน้าพระแท่นมหาเศวตฉัตร พระสงฆ์ 30 รูปสวดพระพุทธมนต์ จบ ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา เจ้าพนักงานนิมนต์พระสงฆ์ที่จะถวายพระธรรมเทศนาและสวดธรรมคาถาขึ้นนั่งยังอาสน์สงฆ์ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทรงธรรม พระราชาคณะถวายศีลและถวายพระธรรมเทศนา จบ พระสงฆ์ 4 รูปสวดธรรมคาถา แล้วทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์ และทรงทอดผ้าไตร พระสงฆ์ทั้งนั้นสดับปกรณ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา เสด็จพระราชดำเนินไปทรงจุดธูปเทียนที่หน้าเตียงสวดพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม เสด็จพระราชดำเนินกลับพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

เวลา 10 นาฬิกา เสด็จพระราชดำเนินเข้าพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะกราบถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวารสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่หน้าพระแท่นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร พระสงฆ์ 30 รูปที่สวดพระพุทธมนต์แต่วันก่อน ถวายพรพระ จบ ทรงประเคนปิ่นโตภัตตาหารแด่พระสงฆ์ ทรงทอดผ้าไตร

พระสงฆ์ทั้งนั้นสดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา เจ้าพนักงานนิมนต์พระสงฆ์อีก 93 รูปเท่าพระชนมพรรษา สวดมาติกา ทรงทอดผ้าไตร พระสงฆ์สดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา เสด็จพระราชดำเนินไปทรงจุดธูปเทียนที่หน้าเตียงสวดพระพิธีธรรม สวดพระอภิธรรม เสด็จพระราชดำเนินกลับพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

สำหรับประชาชนที่สนใจเข้าร่วมพระราชพิธี ควรแต่งกายสุภาพเรียบร้อย และปฏิบัติตามมาตรการที่ทางสำนักพระราชวังกำหนด เพื่อแสดงความเคารพและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระพันปีหลวง

ประชาชนชาวไทยต่างน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และขอร่วมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

ที่มา – หมายกำหนดการ พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวารพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

ปฏิรูปประกันสังคม: เร่งแก้ปัญหาเพื่อผู้ประกันตน

ข่าวดีสำหรับผู้ประกันตน! รัฐบาลเดินหน้า ปฏิรูปประกันสังคม อย่างจริงจัง มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหา พัฒนาการลงทุน และให้ความสำคัญกับประโยชน์ของผู้ประกันตนเป็นหลัก

ปฏิรูปประกันสังคม

พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน และนางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ได้ร่วมกันแถลงข่าวเพื่อยืนยันความมุ่งมั่นในการ ปฏิรูปประกันสังคม โดยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่ผู้ประกันตนกำลังเผชิญอยู่ รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างและการพัฒนาการลงทุนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ประกันตน

ปลัดกระทรวงแรงงานได้กล่าวขอโทษผู้ประกันตนสำหรับความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นจากการปรับเปลี่ยนระบบ แม้ว่าสำนักงานประกันสังคมจะพยายามแก้ไขปัญหาแล้ว แต่ยังคงมีบางกรณีที่อาจจะไม่ทันต่อความต้องการของผู้ประกันตน

แนวทางการดำเนินงานเพื่อปฏิรูปประกันสังคม

คณะกรรมการประกันสังคมได้หารือและกำหนดแนวทางในการ ปฏิรูปประกันสังคม ในประเด็นสำคัญต่างๆ ดังนี้:

  1. การปรับปรุงโครงสร้างสำนักงานประกันสังคม: กระทรวงแรงงานได้แต่งตั้งที่ปรึกษาและคณะทำงานเพื่อศึกษาแนวทางการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารงานของสำนักงานประกันสังคม โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการเข้าสู่สังคมสูงวัย และสร้างความมั่นคงให้กับกองทุนในระยะยาว คาดว่าจะดำเนินการศึกษาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม
  2. การปรับสัดส่วนการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ (SAA): คณะกรรมการประกันสังคมเห็นชอบในหลักการปรับสัดส่วนการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ (SAA) เพื่อรักษาเสถียรภาพของกองทุนในระยะยาว และรองรับภาระผูกพันที่เพิ่มขึ้น การปรับ SAA จะเน้นการกระจายความเสี่ยงในรูปแบบ Global Asset Allocation เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเป็นร้อยละ 50 จากเดิมร้อยละ 35 คาดว่าจะใช้เวลาเตรียมการด้านกฎระเบียบประมาณ 15–24 เดือน และดำเนินการลงทุนจริงแบบค่อยเป็นค่อยไป
  3. การเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน: ขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน เพื่อปรับปรุงให้เหมาะสม เป็นธรรม และเป็นไปตามกฎหมาย โดยจะมีการเลือกตั้งเมื่อครบวาระในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569

สำนักงานประกันสังคมยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการทุกมาตรการอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมุ่งประโยชน์สูงสุดของผู้ประกันตน เพื่อสร้างความมั่นคงและความเชื่อมั่นต่อระบบประกันสังคมอย่างยั่งยืน

การ ปฏิรูปประกันสังคม ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาและยกระดับระบบประกันสังคมของประเทศไทย เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ประกันตนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาว การปรับปรุงโครงสร้าง การลงทุน และการมีส่วนร่วมของผู้แทนจะช่วยให้ระบบประกันสังคมมีความเข้มแข็งและพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต

ที่มา – ปฏิรูปประกันสังคม แถลงยันเร่งแก้ปัญหา ติดเครื่องพัฒนาการลงทุน มุ่งประโยชน์ผู้ประกันตน

ดูแลเยียวยา ผู้ประกันตน จากเหตุเครนถล่มสีคิ้ว

จากเหตุการณ์เศร้าสลด “เครนถล่มสีคิ้ว” ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน สำนักงานประกันสังคมเร่งให้ความช่วยเหลือเยียวยา“ผู้ประกันตน” ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายอย่างรวดเร็วและถูกต้อง

เหตุการณ์เครนถล่มในโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง บริเวณอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ได้แสดงความห่วงใยและสั่งการให้สำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครราชสีมา เร่งตรวจสอบข้อมูลและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าเครนยกซีเมนต์ได้ร่วงหล่นทับรถไฟ 3 โบกี้ ในเส้นทางกรุงเทพอภิวัฒน์ – อุบลราชธานี ทำให้เกิดเพลิงไหม้ และมีผู้เสียชีวิต 32 ราย บาดเจ็บ 67 ราย ข้อมูลเบื้องต้นพบว่ามีลูกจ้างของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ประกันตน จำนวน 10 ราย ปฏิบัติงานในขณะเกิดเหตุ และมีผู้สูญหายที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 1 ราย

ดูแลเยียวยา “ผู้ประกันตน” จากเหตุเครนถล่มสีคิ้ว

สำนักงานประกันสังคมกำลังดำเนินการตรวจสอบสถานะของผู้ประกันตนของผู้ได้รับผลกระทบอย่างละเอียด เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปตามสิทธิประโยชน์ทางกฎหมายที่พึงได้รับ หากผู้ประสบภัยเป็นผู้ประกันตน จะได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคมดังนี้:

  • เงินบำเหน็จชราภาพ: ทายาทจะได้รับเงินสะสมทั้งหมดพร้อมผลประโยชน์ตอบแทน
  • เงินค่าทำศพ: 50,000 บาท
  • เงินสงเคราะห์กรณีตาย:
    • ผู้ที่ส่งเงินสมทบ 36-119 เดือน: ค่าจ้างเฉลี่ย 2 เดือน
    • ผู้ที่ส่งเงินสมทบ 120 เดือนขึ้นไป: ค่าจ้างเฉลี่ย 6 เดือน
  • ค่ารักษาพยาบาล: จ่ายตามจริงตามอัตราที่คณะกรรมการการแพทย์กำหนด

สำหรับกรณีผู้ประกันตนที่เสียชีวิตจากการทำงาน จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากกองทุนเงินทดแทน ดังนี้:

  • ค่าทำศพ: 50,000 บาท
  • ค่าทดแทนกรณีเสียชีวิต: ร้อยละ 70 ของค่าจ้าง เป็นระยะเวลา 10 ปี
  • เงินบำเหน็จชราภาพพร้อมดอกผล

ผู้บาดเจ็บจากการทำงาน จะได้รับสิทธิประโยชน์ดังนี้:

  • ค่ารักษาพยาบาล: จ่ายตามจริงตามความจำเป็นตามกฎกระทรวง
  • ค่าทดแทนการหยุดงาน: ร้อยละ 70 ของค่าจ้าง ในระหว่างพักรักษาตัวตามคำสั่งแพทย์
  • ค่าทดแทนกรณีสูญเสียอวัยวะหรือหยุดงาน: ร้อยละ 70 ของค่าจ้าง
  • ค่าทดแทนกรณีทุพพลภาพ: ร้อยละ 70 ของค่าจ้างตลอดชีวิต

สำนักงานประกันสังคมเร่งช่วยเหลือเยียวยา “ผู้ประกันตน”

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ได้มอบหมายให้สำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครราชสีมา เข้าเยี่ยมผู้ประสบเหตุที่โรงพยาบาลสีคิ้ว เพื่อประสานงาน ให้คำแนะนำ และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกันตนและครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับสิทธิประโยชน์อย่างครบถ้วนและรวดเร็วที่สุด

สำหรับประชาชนทั่วไป หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ต่างๆ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดใกล้บ้าน หรือโทรสายด่วนสำนักงานประกันสังคม 1506 กด 1

เหตุการณ์เครนถล่มครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีหลักประกันทางสังคม เพื่อรองรับความเสี่ยงและให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้างและครอบครัวในยามวิกฤต สำนักงานประกันสังคมจึงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาระบบประกันสังคมให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นหลักประกันที่มั่นคงสำหรับผู้ใช้แรงงานทุกคน

ที่มา – ดูแลเยียวยา “ผู้ประกันตน” จากเหตุเครนถล่มสีคิ้ว เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์

ถ้าไม่ไปเลือกตั้ง 2569 เสียสิทธิอะไรบ้าง?

เลือกตั้ง 2569 ใกล้เข้ามาแล้ว! ใครที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและไม่ได้แจ้งเหตุผล อาจเสียสิทธิหลายอย่างที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน! มาดูกันว่า ถ้าไม่ไปเลือกตั้ง 2569 จะเสียสิทธิอะไรบ้าง และจะมีผลกระทบต่อคุณอย่างไร

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นหน้าที่สำคัญของคนไทยทุกคนที่มีสิทธิเลือกตั้ง การไปใช้สิทธิเลือกตั้งคือการแสดงออกถึงพลังของประชาชนในการเลือกผู้แทนเข้าไปทำหน้าที่ในสภา แต่หากคุณไม่สามารถไปใช้สิทธิได้ ก็ควรแจ้งเหตุผลที่ทำให้ไม่สามารถไปใช้สิทธิได้ตามกฎหมาย เพื่อรักษาสิทธิของตนเอง

ถ้าไม่ไปเลือกตั้ง 2569 จะเสียสิทธิอะไรบ้าง

หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยไม่ได้แจ้งเหตุผลอันสมควร จะทำให้เสียสิทธิทางการเมืองหลายประการ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของคุณได้

ถ้าไม่ไปเลือกตั้ง 2569 จะเสียสิทธิอะไรบ้าง? สรุปได้ดังนี้:

  • สิทธิในการยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง สส.
  • สิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส., สว., สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น
  • สิทธิในการสมัครรับเลือกเป็นกำนัน หรือผู้ใหญ่บ้าน
  • ห้ามดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง และข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง
  • ห้ามดำรงตำแหน่งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น รองผู้บริหารท้องถิ่น, เลขานุการ/ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น หรือเลขานุการประธานสภาท้องถิ่น
  • สิทธิในการเข้าชื่อร้องขอ เพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น

จะเห็นได้ว่าการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งส่งผลกระทบต่อสิทธิทางการเมืองหลายด้าน และอาจทำให้คุณพลาดโอกาสในการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

แล้วต้องทำอย่างไรถ้าไม่สามารถไปเลือกตั้งได้?

หากคุณไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่กำหนดได้ คุณสามารถแจ้งเหตุผลที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิได้ ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยสามารถแจ้งเหตุผลได้ทางออนไลน์ หรือยื่นเอกสารด้วยตนเองที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือที่สำนักงานเขต สำหรับกรุงเทพมหานคร

เหตุผลที่สามารถแจ้งได้ เช่น เดินทางไปต่างประเทศ, เจ็บป่วย, พิการ หรือทุพพลภาพ, อยู่ในสถานที่ห่างไกลคมนาคม หรือมีเหตุสุดวิสัยอื่น ๆ

การแจ้งเหตุผลที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ จะช่วยรักษาสิทธิทางการเมืองของคุณ และทำให้คุณสามารถกลับมาใช้สิทธิได้อย่างเต็มที่ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ข้อควรจำ: สิทธิที่ถูกจำกัดจะกลับคืนมาเมื่อท่านไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งถัดไป ดังนั้นอย่าลืมไปใช้สิทธิเลือกตั้งในครั้งต่อไปเพื่อรักษาสิทธิของท่าน!

อย่ามองข้ามความสำคัญของการเลือกตั้ง เพราะทุกเสียงของคุณมีความหมายต่ออนาคตของประเทศ เลือกตั้งครั้งหน้าอย่าลืมไปใช้สิทธิกันนะครับ

ที่มา – ถ้าไม่ไปเลือกตั้ง 2569 จะเสียสิทธิอะไรบ้าง อาจจะสูญเสียสิทธิถึง 6 อย่าง

จีน ยินดีเลือกตั้งเมียนมา กระชับสัมพันธ์รัฐบาลทหาร

จีนเป็นประเทศแรกที่ออกมาแสดงความยินดีกับการเลือกตั้งทั่วไปในเมียนมา โดยชื่นชมว่าการเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่น พร้อมทั้งประกาศเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารเมียนมาต่อไป ท่าทีดังกล่าวของจีนสร้างความแตกต่างจากนานาชาติส่วนใหญ่ที่ยังคงวิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้งครั้งนี้

จีนแสดงความยินดีเลือกตั้งเมียนมา ชมเป็นไปอย่างราบรื่นพร้อมเดินหน้ากระชับสัมพันธ์รัฐบาลทหาร

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 นายกัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้แถลงข่าวที่กรุงปักกิ่ง โดยระบุว่าจีนขอแสดงความยินดีกับเมียนมาที่จัดการเลือกตั้งทั่วไปได้อย่างมั่นคง เป็นระเบียบ และมีประชาชนเข้าร่วมอย่างคึกคัก นอกจากนี้ เขายังกล่าวว่าจีนพร้อมที่จะเดินหน้ากระชับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้านกับเมียนมาต่อไป

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนยังเน้นย้ำว่า จีนจะพยายามผลักดันให้ประชาคมระหว่างประเทศเคารพการตัดสินใจของประชาชนเมียนมา และให้ความช่วยเหลือเชิงสร้างสรรค์เพื่อฟื้นฟูสันติภาพ เสถียรภาพ และการพัฒนาของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ท่าทีของจีนต่อการเลือกตั้งเมียนมาสวนทางกับชาติตะวันตกและองค์กรระหว่างประเทศจำนวนมาก ที่ปฏิเสธที่จะรับรองการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยมองว่าเป็นการจัดฉากเพื่อสืบทอดอำนาจของกองทัพเมียนมาเท่านั้น หลายฝ่ายมองว่าการที่จีนออกมาแสดงความยินดีเลือกตั้งเมียนมานั้น เป็นการสนับสนุนรัฐบาลทหารอย่างชัดเจน

การเลือกตั้งทั่วไปของเมียนมาจัดขึ้นภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทหาร โดยการลงคะแนนรอบสุดท้ายของการเลือกตั้งที่ยืดเยื้อนานเกือบหนึ่งเดือนสิ้นสุดลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ท่ามกลางรายงานความไม่โปร่งใสและการคว่ำบาตรจากประชาชนจำนวนมาก

รายงานระบุว่า ผลการนับคะแนนเบื้องต้นชี้ว่า พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งเป็นพรรคตัวแทนของรัฐบาลทหาร กำลังคว้าชัยชนะตามที่คาดการณ์ไว้ การที่พรรค USDP ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ยิ่งทำให้หลายฝ่ายกังวลเกี่ยวกับอนาคตของประชาธิปไตยในเมียนมา

ท่าทีของจีนต่อการเลือกตั้งเมียนมาสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างจีนกับรัฐบาลทหารเมียนมา จีนเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางเศรษฐกิจและการเมืองที่สำคัญที่สุดของเมียนมา และให้การสนับสนุนรัฐบาลทหารมาโดยตลอดนับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2564

การที่จีนให้การสนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่าจีนกำลังละเลยหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม จีนยังคงยืนยันว่าการดำเนินนโยบายของตนเป็นไปเพื่อส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และการพัฒนาในภูมิภาค

ทำไมจีนถึงแสดงความยินดีกับการเลือกตั้งในเมียนมา?

มีหลายปัจจัยที่อาจเป็นเหตุผลให้จีนออกมาแสดงความยินดีเลือกตั้งเมียนมา ชมเป็นไปอย่างราบรื่นพร้อมเดินหน้ากระชับสัมพันธ์รัฐบาลทหาร ประการเเรก จีนให้ความสำคัญกับความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค และมองว่าการสนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมาเป็นวิธีหนึ่งในการรักษาเสถียรภาพในประเทศ

ประการที่สอง จีนมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากมายในเมียนมา และต้องการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลเมียนมาเพื่อปกป้องผลประโยชน์เหล่านั้น

และประการที่สาม จีนมีความกังวลเกี่ยวกับอิทธิพลของชาติตะวันตกในภูมิภาค และมองว่าการสนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมาเป็นวิธีหนึ่งในการถ่วงดุลอำนาจของชาติตะวันตก

การที่จีนให้การสนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมาอย่างเปิดเผยเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคอย่างแน่นอน สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปจะเป็นอย่างไร และประชาคมโลกจะมีท่าทีตอบสนองต่อสถานการณ์ในเมียนมาอย่างไร คงต้องติดตามดูกันต่อไป

ที่มา – จีนแสดงความยินดีเลือกตั้งเมียนมา ชมเป็นไปอย่างราบรื่นพร้อมเดินหน้ากระชับสัมพันธ์รัฐบาลทหาร

อนุทิน-ธนาธร จับมือ! หาเสียงอยุธยา ก่อนแยกทาง

การเลือกตั้งใกล้เข้ามาทุกที บรรยากาศการหาเสียงก็ยิ่งคึกคัก! ล่าสุดเกิดภาพที่น่าสนใจ เมื่อ “อนุทิน-ธนาธร” จับมือทักทายกัน ระหว่างหาเสียงกลางตลาดเจ้าพรหมอยุธยา ก่อนแยกย้ายคนละทาง ท่ามกลางความสนใจของประชาชนและสื่อมวลชน

อนุทิน-ธนาธร จับมือทักทายกัน ระหว่างหาเสียงกลางตลาดเจ้าพรหมอยุธยา ก่อนแยกย้ายคนละทาง

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อช่วยผู้สมัคร สส. ของพรรคหาเสียงในแต่ละเขต โดยเริ่มจากตลาดเจ้าพรหม สถานที่สำคัญและเป็นศูนย์รวมของชาวอยุธยา

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ก็ได้เดินทางมาช่วยผู้สมัคร สส. ของพรรคประชาชนหาเสียงที่ตลาดเจ้าพรหมแห่งนี้เช่นกัน ทำให้เกิดภาพที่หลายคนจับตามอง เมื่อ “อนุทิน-ธนาธร” จับมือทักทายกัน ระหว่างหาเสียงกลางตลาดเจ้าพรหมอยุธยา ก่อนแยกย้ายคนละทาง

การพบกันของทั้งสองท่านเป็นไปอย่างเป็นมิตร มีการพูดคุยทักทายกันและจับมือกัน ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปหาเสียงในพื้นที่ที่แตกต่างกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันกันโดยตรง

บรรยากาศการหาเสียงในตลาดเจ้าพรหม

บรรยากาศการหาเสียงในตลาดเจ้าพรหมเป็นไปอย่างคึกคัก พ่อค้าแม่ค้าและประชาชนต่างให้ความสนใจกับผู้สมัครจากทั้งสองพรรค มีการเข้ามาพูดคุย สอบถาม และให้กำลังใจ

นายอนุทินได้สักการะศาลท่านท้าวมหาพรหม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำตลาด และเดินทักทายพ่อค้าแม่ค้า พร้อมรับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชน นอกจากนี้ยังมีพ่อค้านาฬิกาทักทายและอวยพรให้นายอนุทินได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

นายธนาธรก็ได้พบปะพูดคุยกับประชาชน รับฟังปัญหา และนำเสนอนโยบายของพรรค โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาประเทศไปข้างหน้า

แม้ว่า “อนุทิน-ธนาธร” จับมือทักทายกัน ระหว่างหาเสียงกลางตลาดเจ้าพรหมอยุธยา ก่อนแยกย้ายคนละทาง แต่ทั้งสองพรรคก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะนำเสนอนโยบายและแนวทางของตนเอง เพื่อให้ประชาชนได้พิจารณาและตัดสินใจในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจอื่นๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการลงพื้นที่หาเสียง เช่น

  • แม่ค้าบอกว่าเลือกพรรคภูมิใจไทยแน่นอน
  • ช่างนาฬิกาทัก “เสี่ยหนู” ว่าวาสนาดีจะได้นั่งนายกฯ ต่อ
  • พ่อค้าแม่ค้าร้องเรียนเรื่องความเสื่อมโทรมของตลาด
  • ชาวบ้านสอบถามเรื่องปัญหามลพิษจากโรงงานและจากชาวนาเผานา

เหตุการณ์ที่ “อนุทิน-ธนาธร” จับมือทักทายกัน ระหว่างหาเสียงกลางตลาดเจ้าพรหมอยุธยา ก่อนแยกย้ายคนละทาง แสดงให้เห็นถึงความมีน้ำใจนักกีฬาและความเป็นมืออาชีพของนักการเมือง แม้จะมีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน แต่ก็สามารถพูดคุยและทักทายกันได้

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนจะได้พิจารณาและตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสม เพื่อเข้ามาบริหารประเทศและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น หวังว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม เพื่อให้ได้รัฐบาลที่มาจากเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “อนุทิน-ธนาธร” จับมือทักทายกัน ระหว่างหาเสียงกลางตลาดเจ้าพรหมอยุธยา ก่อนแยกย้ายคนละทาง