วัน: 2 กุมภาพันธ์ 2026

นักแสดงนานาชาติ 10 ประเทศร่วมเทศกาลแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมครั้งที่ 4

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามีข่าวดีจากจังหวัดสุรินทร์ ที่กำลังจะมีงานสุดยิ่งใหญ่อย่าง นักแสดงนานาชาติ จาก 10 ประเทศ เข้าร่วมแสดงเทศกาลแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ครั้งที่ 4 เรียกได้ว่าคึกคักสุดๆ เลยนะครับ งานนี้จัดโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อเฉลิมฉลองและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมจากทั่วโลก ใครที่ชื่นชอบการแสดงศิลปวัฒนธรรมนานาชาติ ห้ามพลาดเด็ดขาด!

นักแสดงนานาชาติ จาก 10 ประเทศ เข้าร่วมแสดงเทศกาลแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ครั้งที่ 4

กิจกรรมครั้งนี้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ห้องประชุมบัณฑิตศรี ชั้น 3 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ โดยมีนายประภาส ศรีจันทร์เวียง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานเปิดพิธีปฐมนิเทศผู้นำนักแสดงนานาชาติ งานนี้มีนักแสดงจาก 11 ประเทศมาร่วม แต่ตามที่อธิการบดีแจ้งคือ 10 ประเทศหลักๆ ได้แก่ จีน, บัลแกเรีย, บราซิล, ฟิลิปปินส์, เม็กซิโก, ลาว, อินเดีย, อินโดนีเซีย, อิตาลี, อิสราเอล และเจ้าภาพประเทศไทย ทุกคนได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากรของมหาวิทยาลัย

พิธีปฐมนิเทศและการดูแลความปลอดภัย

ในพิธีปฐมนิเทศ มีหน่วยงานสำคัญๆ มาร่วมให้ข้อมูล เช่น มณฑลทหารบกที่ 25, สถานีตำรวจภูธรจังหวัดสุรินทร์, สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุรินทร์ และโรงพยาบาลสุรินทร์ เพื่ออธิบายเรื่องความปลอดภัย ข้อปฏิบัติ และการดูแลสุขภาพ ทำให้คณะนักแสดงนานาชาติมั่นใจเต็มร้อย ตลอดการเข้าร่วมงานตั้งแต่วันที่ 2-8 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เวทีสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา จังหวัดสุรินทร์ (สวนช้าง) ทุกกิจกรรมเปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรีด้วยนะครับ สุดยอดไปเลย!

ประเทศที่เข้าร่วมและไฮไลต์การแสดง

  • จีน: การแสดงมังกรและงิ้วแบบดั้งเดิม
  • บราซิลและเม็กซิโก: เต้นรำซัลซ่าและละตินสุดมันส์ ไกลสุดแต่มาครบทีม
  • ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย: ศิลปะพื้นเมืองและการเต้นร่วมสมัย
  • ลาวและอินเดีย: ลำตัดและการเต้นแบบบอลลีวูด
  • บัลแกเรีย, อิตาลี, อิสราเอล: ฟอลค์แดนซ์และดนตรีพื้นบ้านหลากหลาย
  • ประเทศไทย: ผ้าไหมสุรินทร์แฟชั่นโชว์สุดอลังการ

รองศาสตราจารย์ ดร.ฉลอง สุขทอง อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ เล่าว่าปีนี้พิเศษมาก มีประเทศห่างไกลอย่างบราซิลและเม็กซิโกมาร่วม การแสดงหลักจะจัดบนเวทีสวนใหม่เฉลิมพระเกียรติทุกวัน นอกจากนี้ยังมี นักแสดงนานาชาติ จาก 10 ประเทศ เข้าร่วมแสดงเทศกาลแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ครั้งที่ 4 ในรูปแบบแฟชั่นโชว์ผ้าและชุดแต่งกายนานาชาติ โดยทีมผ้าไหมสุรินทร์เป็นตัวแทนไทย สวยงามมาก!

กิจกรรมวิชาการและประโยชน์ต่อชุมชน

ไม่ใช่แค่การแสดงอย่างเดียวหรอกนะครับ ยังมีประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติในหัวข้อ “การพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน” ผู้เข้าร่วมส่งบทความมาร่วมงานเพียบ ช่วยให้คนสุรินทร์และนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ไอเดียใหม่ๆ ในการพัฒนาชุมชน งานนี้ไม่เพียงสร้างความบันเทิง แต่ยังส่งเสริมการท่องเที่ยว เศรษฐกิจท้องถิ่น และมิตรภาพระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในจังหวัดสุรินทร์ที่ขึ้นชื่อเรื่องวัฒนธรรมช้างและผ้าไหม

ในความเห็นผม งานเทศกาลแบบนี้คือหัวใจของการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมแท้ๆ ทำให้เราได้เห็นความหลากหลายของโลกในที่เดียวกัน สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนรุ่นใหม่ หากคุณอยู่ใกล้ๆ ลองแวะไปชมดูสิครับ รับรองติดใจ! อย่าลืมแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างด้วยนะ ว่าประเทศไหนที่คุณอยากเห็นการแสดงมากที่สุด

ที่มา – นักแสดงนานาชาติ จาก 10 ประเทศ เข้าร่วมแสดงเทศกาลแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ครั้งที่ 4

ชาวไร่อ้อย บ้านหนองจาน เร่งตัดอ้อยหนีความเสี่ยง

สวัสดีครับเพื่อนๆ เกษตรกรและคนที่สนใจข่าวชายแดน วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องที่กำลังเป็นกระแสในพื้นที่สระแก้วกันนะครับ ชาวไร่อ้อย บ้านหนองจาน กำลังเร่งตัดอ้อยกันแบบสุดกำลัง เพื่อหนีความเสี่ยงจากข่าวลือเรื่องการปะทะชายแดนรอบที่ 3 ที่หลายคนเริ่มกังวลใจแล้วล่ะครับ แม้บรรยากาศจะยังสงบ แต่ใครๆ ก็ไม่อยากเสี่ยงทิ้งผลผลิตหลักไว้ในนา

ชาวไร่อ้อย บ้านหนองจาน เร่งตัดอ้อยหนีความเสี่ยง

จากรายงานเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2569 ในพื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ยังมีแปลงอ้อยรอเก็บเกี่ยวเพียบเลยครับ แม้เกษตรกรจะตัดกันทั้งวันทั้งคืน แต่สถานการณ์ชายแดนที่อาจตึงเครียดขึ้น ทำให้ทุกคนต้องเร่งมือเข้าไว้ นายทนงศักดิ์ โสดา วัย 57 ปี ชาวไร่อ้อยในพื้นที่ บอกว่าปลูกอ้อยไว้ 30 แปลงใหญ่ๆ เก็บด้วยรถไปหมดแล้ว เหลือแปลงเล็ก 2 ไร่ที่รถเข้าไม่ได้ เพราะคิวรถแน่น เลยต้องจ้างแรงงาน 4 คน รวมตัวเอง ใช้มีดตัดกันเองแบบแมนๆ

ทำไมชาวไร่อ้อย บ้านหนองจาน ถึงต้องรีบตัดอ้อยด่วนขนาดนี้

ไม่ใช่แค่ฤดูตัดอ้อยนะครับ แต่เพราะกระแสข่าวชายแดนไทย-กัมพูชาที่ร้อนระอุ หลังการเลือกตั้ง กลัวเกิดปะทะรอบ 3 จริงๆ ถ้าเกิดขึ้น เกษตรกรเข้าแปลงไม่ได้ อ้อยเน่าในนา รายได้หายวับทั้งปี ชาวบ้านที่นี่เลยแทบไม่กล้าปลูกอ้อยใหม่ เอาแต่ตอเก่าแตกหน่อแทน เพราะลงทุนน้อย เสี่ยงน้อยกว่าไถใหม่ที่ต้องจ่ายแพง

อากาศร้อนจัดยังไงก็ต้องสู้ ตัดให้เสร็จเร็วที่สุด เผื่อสถานการณ์ยืดเยื้อ ผลผลิตที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของครอบครัวจะได้ไม่สูญเปล่า บรรยากาศหมู่บ้านหนองจานยังปกติ ชาวบ้านใช้ชีวิตตามเคย แต่ทุกคนเฝ้าจอข่าว ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด บางคนยังไม่แกะกระเป๋าหนีภัยจากรอบ 2 เลย เตรียมพร้อมออกพื้นที่ทันทีถ้ามีสัญญาณ

ผลกระทบหากเกิดเหตุปะทะชายแดนจริง

  • ผลผลิตอ้อยเสียหายทั้งแปลง สูญรายได้หลัก
  • เกษตรกรไม่กล้าลงทุนปลูกใหม่ หันไปพืชอื่นที่เสี่ยงน้อยกว่า
  • เศรษฐกิจชุมชนชายแดนชะงักงัน ส่งผลถึงโรงงานน้ำตาล
  • แรงงานนอกฤดูหางานทำยากขึ้น
  • ความเชื่อมั่นในพื้นที่ลดลง ชาวบ้านบางส่วนอาจย้ายถิ่น

นอกจากนี้ ชาวไร่อ้อยหลายรายเล่าว่า ปีก่อนๆ ที่มีเหตุปะทะรอบ 1-2 ส่งผลให้อ้อยค้างนาน ราคาตก น้ำตาลโรงงานรับไม่ทัน สุดท้ายขาดทุนยับ สถานการณ์แบบนี้ทำให้เกษตรกรต้องฉลาดเลือกกลยุทธ์ เช่น ปลูกพืชหมุนเวียน หรือมีแผนสำรองขายอ้อยล่วงหน้า

พูดคุยกับเกษตรกรท่านอื่นๆ ในพื้นที่ พวกเขาบอกว่าการตัดอ้อยด้วยมือเหนื่อยแต่ได้ใจ เพราะแปลงเล็ก รถตัดไม่คุ้ม แถมยังช่วยประหยัดค่าน้ำมัน แต่ต้องระวังอุบัติเหตุจากมีดตัดด้วยนะครับ ทุกวันนี้ทีมตัดทำงานตั้งแต่เช้าจรดดึก ดื่มน้ำเกลือแร่กันรัวๆ เพื่อทนร้อน

จากที่ลงพื้นที่ดู บ้านหนองจานยังน่าอยู่ สงบสุขดี แต่ความไม่แน่นอนชายแดนทำให้ทุกคนตื่นตัว ในมุมมองผม สถานการณ์นี้อาจเป็นบทเรียนให้เกษตรกรไทยทั้งประเทศ ว่าต้องกระจายความเสี่ยง อย่าพึ่งพาพืชเดี่ยวเกินไป เช่น ลองปลูกมันสำปะหลังหรือยางพาราควบคู่

คำแนะนำสำหรับเกษตรกรชายแดน

  • ติดตามข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น กรมอุตุฯ หรือหน่วยทหารชายแดน
  • เตรียมแผนอพยพและเก็บของสำคัญไว้ใกล้ตัว
  • เร่งขายอ้อยล่วงหน้าผ่านสัญญากับโรงงาน
  • ลงทุนระบบชลประทานเพื่อยืดอายุอ้อยได้นานขึ้น
  • รวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อต่อรองราคาดี

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าชาวไร่อ้อย บ้านหนองจาน เป็นตัวอย่างของความขยันและอดทนที่เราควรเอาใจช่วย ถ้าคุณมีประสบการณ์คล้ายๆ กัน หรือไอเดียช่วยเหลือเกษตรกรชายแดน ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ จะได้ช่วยกันหาทางออก สนับสนุนเกษตรกรไทยให้มีรายได้มั่นคง!

ที่มา – “ชาวไร่อ้อย” บ้านหนองจาน เร่งตัดอ้อยหนีความเสี่ยง หวั่นมีเหตุปะทะชายแดนรอบ 3

กัมพูชาบุกทลายศูนย์สแกมเมอร์รอบใหม่ จับชาวจีนเกือบ 1,800 คน

กัมพูชาบุกทลายศูนย์สแกมเมอร์รอบใหม่ จับชาวจีนเกือบ 1,800 คน เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการอาชญากรรมออนไลน์เลยทีเดียว เมื่อทางการกัมพูชาไม่ยอมให้ประเทศตัวเองกลายเป็นแหล่งปลวกของมิจฉาชีพอีกต่อไป

กัมพูชาบุกทลายศูนย์สแกมเมอร์รอบใหม่ จับชาวจีนเกือบ 1,800 คน

จากรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เจ้าหน้าที่กัมพูชาได้บุกตรวจค้นฐานปฏิบัติการขนาดใหญ่ของแก๊งสแกมเมอร์ในเมืองบาเวต จังหวัดสวายเรียง ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนติดเวียดนาม สามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ถึง 2,044 คน โดยส่วนใหญ่เป็นชาวจีนถึง 1,792 คน ชาวเมียนมา 179 คน ชาวเวียดนาม 144 คน ชาวไต้หวัน 5 คน และชาวต่างชาติอื่นๆ จากภูมิภาคเอเชีย

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 31 มกราคม โดยบุกจู่โจมกลุ่มอาคาร 22 หลังที่ใช้เป็นฐานคาสิโนบังหน้า แต่จริงๆ แล้วเป็นศูนย์กลางการฉ้อโกงออนไลน์และการหลอกลวงทางโทรคมนาคมมาอย่างยาวนาน

แรงกดดันจากจีนและมาตรการเข้มงวดของกัมพูชา

ภายใต้แรงกดดันจากรัฐบาลจีนที่ต้องการปราบปรามอุตสาหกรรมสแกมอย่างจริงจัง รัฐบาลกัมพูชาจึงเร่งดำเนินการ โดยนายทัช สุขะ โฆษกกระทรวงมหาดไทย ย้ำชัดว่า “กัมพูชาไม่ใช่สวรรค์ แต่เป็นนรกสำหรับอาชญากร” การบุกทลายครั้งนี้ถือเป็นปฏิบัติการใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เริ่มแคมเปญปราบปรามทั่วประเทศ

  • จับกุมผู้ต้องสงสัย 2,044 คน จาก 23 ประเทศ
  • ส่งตัวกลับประเทศต้นทางแล้ว 4,534 คน ใน 7 เดือนที่ผ่านมา
  • เว็บสแกมหลายแห่งปิดตัวและกลุ่มมิจฉาชีพหลบหนี

นอกจากเมืองบาเวตแล้ว เจ้าหน้าที่ยังกระจายกำลังไปปราบปรามในพื้นที่อื่นๆ เช่น จังหวัดสีหนุวิลล์ ที่ห่างจากพนมเปญราว 250 กิโลเมตร ซึ่งเป็นจุดฮอตสปอตของกิจกรรมผิดกฎหมาย

ตัวอย่างกรณีเด่น: นายเฉิน จื้อ

คาดว่าชาวจีนที่ถูกจับจะถูกส่งตัวกลับปักกิ่งดำเนินคดี เช่นเดียวกับกรณี นายเฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้ง Prince Holding Group ที่ถูกกล่าวหาว่าพัวพันกับคาสิโนผิดกฎหมาย ฉ้อโกง ฟอกเงิน และอาชญากรรมอื่นๆ ก่อนถูกส่งกลับจีนต้นเดือนมกราคม

ข่าวนี้แสดงให้เห็นว่ากัมพูชากำลังจริงจังกับปัญหาสแกมเมอร์ที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทั่วโลก โดยเฉพาะคนไทยที่มักตกเป็นเหยื่อการโทรหลอกลงทุนหรือหลอกลวงออนไลน์

ในฐานะที่เราติดตามข่าวต่างประเทศแบบนี้ สิ่งสำคัญคือต้องระวังตัวเองให้มากขึ้น อย่าไว้ใจข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง และรายงานเบาะแสให้ตำรวจทันที หากคุณมีประสบการณ์ถูกสแกม แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อเตือนกันและกันนะครับ

ที่มา – กัมพูชาบุกทลายศูนย์สแกมเมอร์รอบใหม่ จับชาวจีนเกือบ 1,800 คน

VAR ใช้เวลานานเกินไป – กำหนดเวลาจำกัดคือคำตอบ?

อีกวันแห่งความหงุดหงิดจากวิดีโอผู้ช่วยผู้ตัดสิน (VAR) แฟนบอลถูกทิ้งไว้ในความมืดมิดนานหลายนาที

แฟนบอลในสามนัดของพรีเมียร์ลีกเมื่อวันอาทิตย์ต้องรอคอยอย่างยาวนาน ในขณะที่ผู้เล่น 22 คนยืนเก้ๆ กังๆ มือเท้าสะเอว เวลาหายไปทีละนิด สองนาที สามนาที และในบางกรณีถึงสี่นาที

สมาคมผู้ตัดสินอาชีพ (Professional Match Game Officials – PMGO) ยืนยันว่าการตรวจสอบ VAR ในสองฤดูกาลที่ผ่านมามีความรวดเร็วขึ้น

แต่ด้วยการหยุดเกมที่ยาวนาน โดยเฉพาะเมื่อเกิดติดๆ กันในวันเดียว ประสบการณ์จริงของแฟนบอลแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

“ปัญหาคือมันทำลายเกมและความบันเทิง ด้วยเวลาที่ใช้ไปมากมายในการตัดสิน” แดนนี่ เมอร์ฟี่ กล่าวกับ BBC Sport

“การรอนานขนาดนั้นทำให้ทุกคนที่ดูเกมหงุดหงิด และทุกคนที่รักฟุตบอลรู้สึกแบบเดียวกัน แต่เราจะทำอะไรได้?”

ทุกครั้งที่มีวันแห่งความล่าช้าอย่างยืดเยื้อ ก็มีการเสนอให้กำหนดเวลาจำกัดสำหรับการตรวจสอบ VAR VAR ใช้เวลานานเกินไป – กำหนดเวลาจำกัดคือคำตอบ?

BBC Sport รายงานว่า FIFA หรือ International Football Association Board (IFAB) ไม่เคยพิจารณาอย่างจริงจัง

แต่จริงๆ แล้วมันจะเวิร์กไหม? ต้องคิดถึงผลกระทบที่ไม่คาดคิดด้วย

กำหนดเวลาจำกัดอาจนำไปสู่ความขัดแย้งมากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง

จะให้เวลากี่วินาทีสำหรับ VAR ในการตัดสิน? 30 วินาที? หนึ่งนาที?

แล้วถ้ามีหลายเหตุการณ์ล่ะ? มือแขน? ล้ำหน้า? หรือมือแขนสองครั้งกับล้ำหน้าสอง?

เวลาจะเริ่มและจบตรงไหน?

“ผมคิดว่าถ้ามีเวลาจำกัด เราจะได้การตัดสินที่ผิดพลาดมากขึ้น และเสียบรรยากาศแบบดั้งเดิมในการเพลิดเพลินกับช่วงเวลานั้น” เมอร์ฟี่เสริม

นี่คือประเด็นสำคัญ การจำกัดเวลาอาจหมายถึงความผิดพลาดที่เพิ่มขึ้น การพลาดแทรกแซง หรือเปลี่ยนการตัดสินบนสนามที่ถูกต้อง

คุ้มไหมกับการประหยัดเวลาแต่เพิ่มความขัดแย้ง?

ลองนึกภาพพาดหัวข่าวครั้งแรกที่ VAR ผิดเพราะหมดเวลา

VAR ใช้เวลานานเกินไป – กำหนดเวลาจำกัดคือคำตอบหรือ ในตัวอย่างจริง

ตัวอย่างเด่นสองกรณี ในกุมภาพันธ์ 2023 ดาร์วิน นูเญซ ยิงให้ลิเวอร์พูลที่นิวคาสเซิล Kieran Trippier ยืนยันว่านักเตะใช้แขน

มุมกล้องแรกๆ ดูชัดเจนว่าลูกบอลโดนแขนขวา ควรยกเลิกประตู

แต่ผ่านไปกว่า 40 วินาที จึงเจอมุมที่แสดงว่าลูกโดนอก ถ้ากำหนด 30 วินาที ประตูนี้ถูกยกเลิกผิดๆ

อีกกรณี ดิโอโก้ โชต้า ของลิเวอร์พูล ได้จุดโทษกับวูล์ฟส์ มุมแรกดูเหมือน Emmanuel Agbadou ทำฟาวล์ VAR เตรียมยืนยัน

แต่หนึ่งนาทีต่อมา มุมใหม่พิสูจน์ว่าโชต้าเริ่มสัมผัสเอง จุดโทษถูกยกเลิก ถ้ามีเวลาจำกัดคงเป็นจุดโทษ

มาร์โก ซิลวา กุนซือฟูแล่ม ที่เคยบ่น VAR ก็ยังอยากได้การตัดสินที่ถูกต้องแม้จะนานหน่อย

“VAR อยู่เพื่อแก้ไขและให้ถูกต้อง” ซิลวากล่าวหลังแพ้มanchester United

“พวกเขาช่วย ไม่ใช่ตัดสินเกินหรือเปลี่ยนทิศทางเกม”

ไม่ควรยอมรับความผิดพลาดเพิ่มขึ้นเป็นผลลัพธ์

หลายคนคิดว่าทุกอย่างจะเท่าเดิม VAR จะตัดสินเหมือนเดิมแม้เวลาจะนับถอยหลัง

แต่เกรแฮม สค็อตต์ อดีต VAR เล่าว่า “นาฬิกาจินตนาการเริ่มเดินในหัว ความกดดันชัดเจน”

ถ้ากดดันตอนคิดเอง แล้วถ้ามีจริงล่ะ?

PMGO รู้ว่าบางครั้งนานเกิน แต่ธรรมชาติ VAR ไม่สามารถกำจัดความล่าช้าทั้งหมดได้

จากคลิป Match Officials Mic’d Up แสดงว่าต้องคุยกัน ไม่ใช่ทุกกรณีตรงไปตรงมา

บางครั้งคุยนานเกิน เช่น สี่นาทียกเลิกประตูแอสตัน วิลล่ากับเบรนท์ฟอร์ด หรือห้านาทีครึ่งยกเลิกประตูแมนฯ ซิตี้ที่นิวคาสเซิล EFL Cup ล้ำหน้า Haaland ที่ PMGO ยอมรับว่าตรวจละเอียดเกิน

“น่าหงุดหงิดสำหรับแฟนและนักเตะ” ทรอย ดีนี่ย์ กล่าว “ตอนยิงไม่กล้าดีใจแล้ว รู้สึกเหมือนหาเหตุยกเลิก”

“ฟุตบอลคือความบันเทิง เกี่ยวกับประตู”

ความล่าช้าทำลายภาพลักษณ์ VAR แม้ฤดนี้แทรกแซงให้ประตู 21 ลูก และยกเลิก 22 ลูก

บางทีให้ VAR รู้เวลาที่ใช้ด้วยนาฬิกาโดยไม่จำกัดแข็งๆ

ต้องหาสมดุล แต่ไม่ใช่ยอมความผิดพลาดเพิ่ม

VAR ใช้เวลานานเกินไป – กำหนดเวลาจำกัดคือคำตอบ? คำตอบอาจอยู่ที่การฝึกฝนให้เร็วขึ้นโดยไม่เสียความแม่นยำ คุณคิดอย่างไรกับปัญหานี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวฟุตบอลเพิ่มเติม!

ที่มา – VAR is taking too long – is a time limit the answer?

การย้ายทีม Mateta จาก Palace ไป Milan สั่นคลอน

ข่าวลือในวงการฟุตบอลกำลังร้อนแรง เมื่อการย้ายทีม Mateta จาก Palace ไป Milan สั่นคลอนอย่างหนัก หลังจากดาวยิงของคริสตัล พาเลซอย่างฌอง-ฟิลิปป์ มาเตต้า มีปัญหาในการตรวจร่างกายกับเอซี มิลาน ตามรายงานจากแหล่งข่าวหลายแห่งของ BBC Sport

การย้ายทีม Mateta จาก Palace ไป Milan สั่นคลอน

ดีลที่เคยดูเหมือนจะลุล่วงสำหรับJean-Philippe Mateta กองหน้าดีกรีทีมชาติฝรั่งเศสของคริสตัล พาเลซ กลับมีแนวโน้มที่จะล้มเหลว หลังจากผลการตรวจร่างกายไม่ผ่านด่านสุดท้าย แหล่งข่าว BBC Sport ยืนยันว่ามีปัญหาสำคัญที่ทำให้มิลานลังเล โดยยังไม่มีรายละเอียดชัดเจน แต่เชื่อว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับประวัติการบาดเจ็บหรือสภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์แบบ

ประวัติและฟอร์มของ Mateta

มาเตต้า วัย 27 ปี ย้ายมาร่วมทีมพาเลซในปี 2021 ด้วยค่าตัวราว 15 ล้านยูโร และกลายเป็นกำลังหลักของทีมในศึกพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลล่าสุด เขายิงไป 16 ประตูจาก 37 นัด ช่วยให้พาเลซรอดจากการลุ้นตกชั้นได้อย่างหวุดหวิด การย้ายทีม Mateta จาก Palace ไป Milan สั่นคลอน จึงเป็นข่าวใหญ่สำหรับแฟนบอลทั้งสองทีม

  • สถิติฤดูกาล 2023/24: 16 ประตู, 6 แอสซิสต์
  • จุดเด่น: ความแข็งแกร่ง, การโหม่งลูกกลางอากาศ
  • จุดอ่อน: ประวัติบาดเจ็บกล้ามเนื้อบ่อยครั้ง
  • มูลค่าตลาดปัจจุบัน: ประมาณ 25-30 ล้านยูโร

สถานการณ์ของเอซี มิลาน

มิลานที่กำลังมองหากองหน้าตัวใหม่เพื่อเสริมทัพในซีรีส์ อา หลังจากฟอร์มของนักเตะในทีมไม่คงเส้นคงวา สนใจมาเตต้ามานานเพราะสไตล์การเล่นที่เหมาะกับแท็คติกของโค้ชปิโอลี แต่ปัญหา medical ทำให้ดีลนี้การย้ายทีม Mateta จาก Palace ไป Milan สั่นคลอน พวกเขาอาจหันไปหากองหน้าคนอื่น เช่น จอร์แดน เอแคลโป จากแรนส์ หรือตัวเลือกอื่นในตลาด

สำหรับคริสตัล พาเลซ การเสียมาเตต้าจะเป็นหายนะ เพราะทีมขาดตัวยิงตัวฉกาจ หากดีลล้ม พวกเขาอาจต้องรับข้อเสนอใหม่หรือเก็บตัวไว้ต่อไป ช่วยให้ทีมลุ้นท็อป 10 ในฤดูกาลหน้า

ผลกระทบและอนาคต

ข่าวนี้ทำให้ตลาดซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์ยิ่งเข้มข้น นักข่าวฟุตบอลหลายคนคาดว่ามิลานอาจเจรจาใหม่ หากแก้ปัญหา medical ได้ แต่หากไม่ ก็อาจเห็นมาเตต้าอยู่กับพาเลซต่อ หรือมีทีมอื่นอย่างเวสต์แฮมหรือนอริช สนใจ

ติดตามพัฒนาการของการย้ายทีม Mateta จาก Palace ไป Milan สั่นคลอน ได้ที่นี่ เราจะอัปเดตข้อมูลล่าสุดให้คุณทราบ ในมุมมองของผม ดีลนี้น่าจะล้มจริงๆ เพราะมิลานไม่เสี่ยงกับผู้เล่นที่มี injury risk สูง คุณคิดอย่างไร ลองคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – Mateta’s move from Palace to Milan in doubt

“มาร์ค” ขอคนใต้ทวงการเมืองสุจริต ซัดรัฐล้มน้ำท่วม

ในค่ำคืนวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 หน้าลานโรบินสัน หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา คึกคักไปด้วยพี่น้องชาวใต้กว่า 10,000 คน ที่มาร่วมฟังเวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ นำทีมโดย “มาร์ค” หรือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ ลำดับ 1 เขากลับมาทำการเมืองอีกครั้งหลังเว้นวรรค 2 ปี เพื่อทวงคืนการเมืองสุจริตให้แผ่นดินไทย โดยเฉพาะภาคใต้ที่ผูกพันกันมานานกว่า 30 ปี

“มาร์ค” ขอคนใต้ร่วมทวงการเมืองสุจริต ซัดรัฐบาลล้มเหลวบริหารน้ำท่วม–เยียวยาล่าช้า

“มาร์ค” ขอคนใต้ร่วมทวงการเมืองสุจริต ซัดรัฐบาลล้มเหลวบริหารน้ำท่วม–เยียวยาล่าช้า อย่างชัดเจนในการปราศรัย เขาเล่าว่าตลอดชีวิตการเมืองมีพรรคเดียวคือประชาธิปัตย์ เหมือนเชียร์ทีมฟุตบอลทีมเดียว แม้มีคนทักว่า “อย่ากลับมา การเมืองไทยกลายเป็นเรื่องเงิน ทุนเทา ทุนดำ” แต่เขายืนยันว่าจะไม่ยอมให้การเมืองถูกครอบงำ ต้องกลับมาทวงคืนเพื่อประชาชนและชาติบ้านเมือง

“มาร์ค” ขอคนใต้ร่วมทวงการเมืองสุจริต จากประสบการณ์ 30 ปี

พรรคประชาธิปัตย์ยืนเคียงข้างคนใต้นาน 30 ปี ไม่เคยทิ้งกัน แม้อำนาจเงินกดดัน แต่ชาวใต้ไม่ยอม “มาร์ค” จวกบางพรรคโจมตีว่าภาคใต้มี ส.ส. ประชาธิปัตย์นานแต่ไม่พัฒนา ทั้งที่ ส.ส. ทำหน้าที่พิจารณางบและประสานงาน เช่น ผลักดันรถไฟรางคู่ตอนดูแลคมนาคม 2 ปี แต่บางพรรคคุมมานานไม่ทำ กลับขู่ “ไม่เลือกไม่มีโครงการ” ซึ่งคนใต้ไม่ยอมรับ การเมืองแบบนี้ต้องเปลี่ยน

ปัญหาการพัฒนาภาคใต้เป็นประเด็นร้อนมานาน ไม่ใช่แค่โครงสร้างพื้นฐาน แต่รวมถึงการกระจายงบประมาณที่โปร่งใส พรรคประชาธิปัตย์เน้นการเมืองสุจริต เพื่อให้โครงการเกิดประโยชน์จริง ไม่ใช่แลกเปลี่ยนคะแนน

รัฐบาลล้มเหลวบริหารน้ำท่วมหาดใหญ่–เยียวยาล่าช้า

“มาร์ค” ลงพื้นที่หาดใหญ่ช่วงน้ำท่วมใหญ่ พบความสับสนในการบริหาร สื่อสารไม่มีเอกภาพ ติดต่อหน่วยงานไม่ได้ ช่วยเหลือล่าช้า ขาดศูนย์สั่งการเดียว ประกาศฉุกเฉินยิ่งสับสน หลังน้ำลด ภาคธุรกิจรอเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ฟื้นฟู แต่ยุบสภา ทำให้งบเยียวยาติด กกต. ชาวบ้านเดือดร้อนซ้ำ นายกฯ บอกยุบสภาเพราะไม่อยากตายคาสภา แต่เคยคิดถึงคนหาดใหญ่ไหม? ถ้าขออนุมัติงบ “มาร์ค” พร้อมสนับสนุน ให้เงินถึงมือเร็ว

หากประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล จะเร่งฟื้นฟูหาดใหญ่ทั้งระบบ:

  • ฟื้นกายภาพ เศรษฐกิจ ท่องเที่ยว การค้า
  • ดึงทุกกระทรวงแก้ปัญหา
  • โครงการระยะยาว: ระบายน้ำลงทะเล วางผังเมืองพื้นที่สูง
  • ยกระดับหน่วยงานภัยพิบัติ: เอกภาพ เบอร์ชัด แผนอพยพซ้อมจริง

การเมืองสุจริตคือรากฐานเศรษฐกิจดี พรรคประชาธิปัตย์ผลักดันโปร่งใส โครงการเกิดประโยชน์สูงสุด ชาวใต้พิสูจน์พลังอีกครั้งในการเลือกตั้ง

จากเหตุการณ์นี้ เห็นชัดว่าปัญหาการเมืองไทยต้องการผู้นำสุจริตอย่าง “มาร์ค” ที่กล้าพูดกล้าแก้ คุณคิดว่าคนใต้จะร่วมทวงคืนการเมืองสุจริตได้หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “มาร์ค” ขอคนใต้ร่วมทวงการเมืองสุจริต ซัดรัฐบาลล้มเหลวบริหารน้ำท่วม–เยียวยาล่าช้า

เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด เล็งคว้า ฟิลลิปส์ จากแมนฯ ซิตี้

เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด เล็งคว้า ฟิลลิปส์ จากแมนฯ ซิตี้ ด้วยสัญญายืมตัวแบบเซอร์ไพรส์! ข่าวนี้กำลังเป็นกระแสในวงการฟุตบอลอังกฤษ โดยทีมจากเดอะแชมเปี้ยนชิพกำลังเร่งเจรจาเพื่อดึงตัวกองกลางทีมชาติอังกฤษคนนี้มาก่อนเดดไลน์ตลาดซื้อขายวันจันทร์นี้ เวลา 19:00 GMT

เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด เล็งคว้า ฟิลลิปส์ จากแมนฯ ซิตี้: ดีลที่ไม่คาดคิด

เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ทีมที่กำลังลุ้นเลื่อนชั้นในเดอะแชมเปี้ยนชิพ ตัดสินใจเปิดตัวดีลยืมตัว Kalvin Phillips กองกลางวัย 30 ปี จากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ นักเตะรายนี้เพิ่งได้ลงสนามเพียงนัดเดียวในฤดูกาลนี้ คือช่วงท้ายๆ 7 นาทีในเกม EFL Cup ที่ซิตี้ถล่มฮัดเดอร์สฟิลด์เมื่อเดือนกันยายน ทำให้แฟนบอลหลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมทีมใหญ่ถึงปล่อยตัวเขาออกไป

ประวัติและเส้นทางของ Kalvin Phillips

Phillips คือเด็กปั้นจากลีดส์ ยูไนเต็ด สโมสรที่เขาเติบโตมา ก่อนจะย้ายซบแมนฯ ซิตี้ในปี 2022 ด้วยค่าตัวมหาศาล 45 ล้านปอนด์ เขาเคยถูกยืมไปเล่นกับอิปสวิช ทาวน์ และเวสต์แฮม ยูไนเต็ด เพื่อหาโอกาสลงสนามมากขึ้น แม้จะอยู่กับซิตี้ แต่เจ้าตัวลงเล่นรวมแค่ 32 นัด และเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่คว้าแชมป์ทริปเปิลล่าในปี 2023 ทั้งพรีเมียร์ลีก ชampiyon ลีก และเอฟเอ คัพ

  • ย้ายจากลีดส์มาซิตี้ปี 2022 ค่าตัว 45 ล้านปอนด์
  • ถูกยืมไปอิปสวิชและเวสต์แฮม
  • ลง 32 นัดให้ซิตี้ คว้า 3 แชมป์ใหญ่
  • ปัญหาน้ำหนักตัวหลังเวิลด์คัพ 2022 จากคำวิจารณ์ของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า

เหตุการณ์ที่ทำให้ Phillips เสียฟอร์มคือหลังกลับจากฟุตบอลโลก 2022 เป๊ป กวาร์ดิโอล่าเคยวิจารณ์แบบตรงไปตรงมาว่าเขากลับมาด้วยสภาพร่างกายอ้วนเกินไปและไม่พร้อมซ้อม สิ่งนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาไม่อยู่ในแผนการทำทีมของกวาร์ดิโอล่า

ทำไมเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ถึงเล็งคว้า ฟิลลิปส์ จากแมนฯ ซิตี้

สำหรับเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด การได้ Phillips มาช่วยเสริมแดนกลางจะเป็นอาวุธลับในการลุ้นเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก นักเตะที่มีประสบการณ์ระดับท็อป พลัสความเป็นอดีตทีมชาติอังกฤษ จะช่วยเพิ่มคุณภาพให้ทีมได้มาก แม้ฤดูกาลนี้เขาจะไม่ได้ลงสนามมาก แต่ฟอร์มเก่าตอนอยู่ลีดส์ที่เป็นเพลย์เมกเกอร์ตัวฉกาจยังอยู่ในความทรงจำของแฟนบอล

ดีลนี้ไม่ใช่แค่ยืมตัวธรรมดา แต่เป็นโอกาสให้ Phillips ได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง หากเขาปรับสภาพร่างกายและฟิตเต็มที่ เชฟฟิลด์อาจได้สมบัติล้ำค่าที่ช่วยพาทีมทะยานสู่ลีกสูงสุด ข่าวลือยังบอกว่าซิตี้เต็มใจปล่อยเพราะไม่อยากให้เขานั่งสำรองต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้ดีลนี้เกิดขึ้นได้ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างสโมสรและความต้องการของนักเตะเองที่อยากลงเล่นสม่ำเสมอเพื่อรักษาตำแหน่งในทีมชาติ หากดีลสำเร็จ แฟนบอลเชฟฟิลด์คงตื่นเต้นสุดๆ

ในมุมมองของผม นี่คือดีลที่ win-win ทั้งสองฝ่าย Phillips จะได้โอกาสฟื้นฟอร์ม ขณะที่เชฟฟิลด์ได้นักเตะชื่อดังมาช่วยลุ้นแชมป์แชมเปี้ยนชิพ คุณล่ะคิดว่าดีล เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด เล็งคว้า ฟิลลิปส์ จากแมนฯ ซิตี้ นี้จะสำเร็จไหม? ติดตามอัปเดตล่าสุดและคอมเมนต์ความเห็นของคุณด้านล่างเลย!

ที่มา – Sheffield United eye move for Man City’s Phillips

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการในพระองค์ ฝ่ายทหาร 2 นาย

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศสำคัญที่หลายคนให้ความสนใจ นั่นคือ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการในพระองค์ ฝ่ายทหารชั้นนายพล จำนวน 2 นาย ซึ่งเป็นพระบรมราชโองการที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตามอำนาจในรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการในพระองค์ ฝ่ายทหารชั้นนายพล จำนวน 2 นาย

ประกาศนี้มาจากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการ โดยอาศัยมาตรา 15 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ร่วมกับมาตรา 4 และ 9 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 รวมถึงมาตรา 10 13 และ 15 ของพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 สิ่งนี้แสดงถึงการบริหารจัดการราชการในพระองค์ที่รัดกุมและโปร่งใส

ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นนายพลที่ได้รับการแต่งตั้งนี้ มีหน้าที่สำคัญในการถวายความปลอดภัยและรับใช้พระองค์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ การย้ายและแต่งตั้งเช่นนี้ช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่

รายชื่อผู้ได้รับการแต่งตั้ง

  • 1. พลตรี จักรพงษ์ เส-ลา
    เดิมดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี)
    ย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภที่ 21 รักษาพระองค์ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี)
  • 2. พลตรี สรัศวิน โพธิทอง
    เดิมดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี)
    ย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภที่ 11 รักษาพระองค์ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี)

ทั้งสองนายนี้จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม พุทธศักราช 2569 เป็นต้นไป การแต่งตั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการปรับโครงสร้างองค์กรเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความไว้วางใจและการพัฒนาบุคลากรในราชการในพระองค์

ความสำคัญของการแต่งตั้งข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร

หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ มีบทบาทหลักในการถวายความปลอดภัยแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระราชวงศ์ ซึ่งเป็นหน่วยที่ได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มข้น การ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการในพระองค์ ฝ่ายทหารชั้นนายพล จำนวน 2 นาย ครั้งนี้ จึงเป็นสัญญาณของความมั่นคงและความต่อเนื่องในการปฏิบัติราชการ

ในบริบทของประเทศไทย การประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นกระบวนการที่เป็นทางการที่สุด ช่วยให้ประชาชนทราบข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใส หากคุณสนใจด้านราชการในพระองค์หรือข่าวสารทางการทหาร ลองติดตามประกาศเหล่านี้เพื่อเข้าใจการบริหารราชการมากขึ้น

นอกจากนี้ การย้ายตำแหน่งของพลตรีทั้งสองท่าน ยังช่วยกระจายประสบการณ์และเสริมทีมเวิร์คในหน่วยต่างๆ ทำให้การถวายงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในยุคที่ความมั่นคงเป็นเรื่องสำคัญ การแต่งตั้งเช่นนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ

สำหรับผู้ที่อยากอ่านรายละเอียดฉบับเต็ม สามารถคลิกที่นี่ เพื่อดาวน์โหลดประกาศราชกิจจานุเบกษา

ติดตามข่าวสารราชกิจจานุเบกษาและการแต่งตั้งข้าราชการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการในพระองค์ ฝ่ายทหารชั้นนายพล จำนวน 2 นาย

ประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนา “อ.ธงทอง” ประธาน

ราชกิจจานุเบกษาเพิ่งประกาศแต่งตั้ง คณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยมีศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ หรือ “อ.ธงทอง” เป็นประธานกรรมการ ข่าวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความกังวลเกี่ยวกับภัยคุกคามต่อพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ซึ่งเป็นศาสนาหลักของประชาชนส่วนใหญ่

ประกาศแต่งตั้ง คณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ “อ.ธงทอง” เป็นประธาน

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่คำสั่งนายรัฐมนตรี เรื่อง “แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ” ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. 2568 ซึ่งกำหนดขึ้นเพื่อตอบสนองแนวนโยบายแห่งรัฐในรัฐธรรมนูญ ที่ให้รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ โดยย้ำถึงพระพุทธศาสนาที่ประชาชนไทยนับถือมานาน

ปัจจุบัน มีแนวโน้มการบิดเบือนคำสอนพระพุทธศาสนา การบ่อนทำลายด้วยรูปแบบต่างๆ ซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ สังคม คุณธรรม จริยธรรม และกระทบสาธารณชน ดังนั้น จึงต้องมีคณะกรรมการระดับชาติเพื่อให้การคุ้มครองมีประสิทธิภาพ สอดคล้องนโยบายรัฐบาล

รายละเอียดประกาศแต่งตั้ง คณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ “อ.ธงทอง” เป็นประธาน

อาศัยอำนาจตามข้อ 5 (1) และ (3) แห่งระเบียบดังกล่าว นายกรัฐมนตรี โดยพระสังฆราชานุมัติและความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม ได้แต่งตั้งดังนี้:

  • 1. ศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ ประธานกรรมการ
  • 2. คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษาและศักยภาพมนุษย์ กรรมการ
  • 3. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประพจน์ อัศววิรุฬหการ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิชาการพระพุทธศาสนา กรรมการ
  • 4. นายปรเมธี วิมลศิริ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงิน กรรมการ
  • 5. นายสมชาย พฤฒิกัลป์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการประสานราชการแผ่นดิน กรรมการ
  • 6. พลตำรวจโท อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านความมั่นคงและกระบวนการยุติธรรม กรรมการ
  • 7. นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารสินทรัพย์ กรรมการ

ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

ความสำคัญของคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

พระพุทธศาสนาเป็นรากฐานของสังคมไทยมานับพันปี สร้างคุณธรรม จริยธรรม และความสามัคคี แต่ในยุคสมัยใหม่ มีปัญหาเช่น การตีความคำสอนผิดเพี้ยน กลุ่มที่บ่อนทำลายวัดวาอาราม การฉ้อโกงในชื่อศาสนา รวมถึงอิทธิพลจากภายนอกที่อาจบิดเบือนหลักธรรม การแต่งตั้งคณะกรรมการนี้จึงเป็นมาตรการเชิงรุก เพื่อตรวจสอบ ป้องกัน และฟื้นฟู

ประธานอย่าง อ.ธงทอง จันทรางศุ ซึ่งมีประสบการณ์ด้านวิชาการและสังคม จะนำทีมผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากสาขา เช่น การศึกษา การเงิน ความมั่นคง มาประสานงานทั้งฝ่ายสงฆ์และฆราวาส คาดว่าจะช่วยกำหนดนโยบายชัดเจน เช่น การควบคุมการเผยแพร่สื่อที่ผิดหลักธรรม การตรวจสอบทรัพย์สินวัด หรือการส่งเสริมการศึกษาพระพุทธศาสนาที่ถูกต้อง

นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เกี่ยวกับการธำรงพระพุทธศาสนาให้บริสุทธิ์ สะอาด แข็งแรง ซึ่งประชาชนไทยควรสนับสนุนให้คณะกรรมการนี้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

ในมุมมองผู้เขียน การประกาศแต่งตั้งนี้เป็นสัญญาณบวก แสดงว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับศาสนา ซึ่งจะช่วยลดปัญหาสังคมได้ในระยะยาว หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน

(อ่านประกาศฉบับเต็ม – คลิกที่นี่)

ติดตามข่าวสารพระพุทธศาสนาและนโยบายรัฐบาลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ประกาศแต่งตั้ง คณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ “อ.ธงทอง” เป็นประธาน