วัน: 7 กุมภาพันธ์ 2026

Bentley Bangkok เปิดรับจอง New Continental GT 2026

Bentley Bangkok เปิดรับจอง New Continental GT 2026 อย่างเป็นทางการแล้ว! โดย AAS Auto Service ตัวแทนจำหน่าย Bentley เพียงผู้เดียวในไทย รถแกรนด์ทัวเรอร์สุดหรูรุ่นใหม่นี้ มาพร้อม Continental GT S และ Continental GT Convertible S ที่ตกแต่งสไตล์สปอร์ต ดุดัน ได้แรงบันดาลใจจาก Supersports ผสมผสานความหรูหรา สมรรถนะสูง และเทคโนโลยีไฮบริดล้ำสมัย เหมาะสำหรับคนรักรถที่ต้องการทั้งความเร็วและความสะดวกสบาย

Bentley Bangkok เปิดรับจอง New Continental GT 2026

รถรุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร ไฮบริด กำลัง 680 แรงม้า แรงบิด 930 นม. เร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 306 กม./ชม. ขับเคลื่อนไฟฟ้าล้วนได้ไกล 80 กม. เสียงท่อไอเสียสปอร์ตเร้าใจยิ่งขึ้น ดีกว่าเจเนอเรชันก่อนแบบชัดเจน

ระบบช่วงล่างและขับเคลื่อนสุดล้ำของ New Continental GT 2026

ติดตั้ง Bentley Performance Active Chassis ครบครัน ทั้ง Active All Wheel Drive โช้คอัพวาล์วคู่ ระบบกระจายแรงบิด Bentley Dynamic Ride 48V ESC ใหม่ เฟืองท้าย E-diff และพวงมาลัย 4 ล้อ ทำให้ขับสนุกทั้งถนนและสนามแข่ง โหมดไดนามิกช่วยควบคุมการลื่นไถลได้อย่างแม่นยำ

  • ขับเคลื่อนไฮบริด V8: 680 แรงม้า, วิ่งไฟฟ้า 80 กม.
  • ช่วงล่าง Active Chassis: ปรับได้หลากหลายโหมด
  • ดีไซน์สปอร์ต Blackline Spec: กระจังดำ โลโก้ดำ ล้อ 22 นิ้ว
  • ภายในหรู: หนัง Dinamica วีเนียร์ Piano Black เบาะ 2 โทน

ภายนอกเด่นด้วย Blackline Specification สปอยเลอร์หน้าดำ กระจังเมทริกซ์ดำ ไฟ LED ดำ ดิฟฟิวเซอร์หลังสปอร์ต ล้ออัลลอยด์ 22 นิ้วลาย 10 ก้าน มีตัวเลือกสีดำเงา

ภายในห้องโดยสารหรูหราเฉพาะตัว เบาะดีไซน์ใหม่หนัง Dinamica พวงมาลัย คันเกียร์ แผงประตู Piano Black คาร์บอนไฟเบอร์ โครเมียมเข้ม ทุกอย่างตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ตั้งแต่สบายๆ ไปจนถึงสปอร์ตเต็มสูบ

ราคาเริ่มต้น Bentley Bangkok เปิดรับจอง New Continental GT 2026 ที่ Continental GT S 19.3 ล้านบาท และ Convertible S 21.2 ล้านบาท รวมสิทธิพิเศษ รับประกันแบตไฮบริด 8 ปี/160,000 กม. รับประกันโรงงาน 3 ปี ต่อได้ 4 ปี ช่วยเหลือ 24 ชม.

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักธุรกิจหรือนักขับรถสปอร์ต New Continental GT 2026 คือสุดยอดแกรนด์ทัวเรอร์ที่ผสมความหรูและสมรรถนะได้ลงตัวที่สุดในตลาดรถหรูไทยตอนนี้ สนใจอย่ารอช้า!

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและจองได้ที่ Bentley Bangkok โทร. 080-925-9999 หรือ 02-261-1050 LINE: @bentleybangkokaas คลิกที่นี่ อย่าพลาดโอกาสเป็นเจ้าของรถในฝัน

ที่มา – Bentley Bangkok เปิดรับจอง New Continental GT 2026

พรรคไทยก้าวใหม่ จัดทัพคาราวานหาเสียงโค้งสุดท้าย ชูการศึกษาเปลี่ยนประเทศ

ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง พรรคไทยก้าวใหม่ จัดทัพคาราวานหาเสียงโค้งสุดท้าย ชูการศึกษาเปลี่ยนประเทศ อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อชักชวนประชาชนให้ตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิรูประบบการศึกษา นำโดย ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และ ดร.ก้องเกียรติ กรสูตร ซึ่งเป็นแกนนำหลักของพรรค ด้วยแนวคิด “ถึงเวลาเปลี่ยน ‘ทางตัน’ ให้กลายเป็น ‘เส้นทางอนาคต'” ที่จะพาประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า

พรรคไทยก้าวใหม่ จัดทัพคาราวานหาเสียงโค้งสุดท้าย ชูการศึกษาเปลี่ยนประเทศ

กิจกรรมนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ถือฤกษ์ดีเวลา 06:49 น. โดยมีขบวนรถยนต์ 12 คัน 12 ขบวน แห่ไปทั่วกรุงเทพมหานคร เพื่อพบปะประชาชนและขอคะแนนเสียงให้เบอร์ 49 พรรคไทยก้าวใหม่เน้นย้ำว่านโยบายการศึกษาเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย ให้ไทยกลับมายืนหนึ่งในอาเซียนอีกครั้ง

เส้นทางการเคลื่อนขบวนคาราวานหาเสียง

ขบวนหลัก 3 ขบวน นำโดยผู้นำพรรค เคลื่อนที่ตามเส้นทางหลักดังนี้:

  • ขบวนที่ 1: ดร.เอ้ สุชัชวีร์ – เริ่มจากที่ทำการพรรค ถนนวิภาวดี ไปอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ถนนราชเทวี แพลทินัม อโศก G Tower พระราม 9 ดินแดง หลักสี่ ศูนย์ราชการ คลองประปา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ แยกพงษ์เพชร เกษตรแฟร์
  • ขบวนที่ 2: ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช – จากวิภาวดี เข้าจตุจักร อ.ต.ก. รพ.วิชัยยุทธ รพ.รามา หัวลำโพง ถนนสี่พระยา สีลม สาทร สวนลุมพินี ถนนวิทยุ อนุสาวรีย์ชัย สนามเป้า เกษตรแฟร์
  • ขบวนที่ 3: ดร.ก้องเกียรติ กรสูตร – จากวิภาวดี แยกวงศ์สว่าง สะพานพระราม 7 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แยกบางพลัด รพ.สัตว์ตลิ่งชัน ถนนราชพฤกษ์ The Circle ถนนเพชรเกษม วงเวียนใหญ่ วงเวียนพระราม 5 แยกแคราย เกษตรแฟร์

การเคลื่อนขบวนครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง เพื่อให้ประชาชนทุกเขตได้สัมผัสวิสัยทัศน์ของพรรคไทยก้าวใหม่ จัดทัพคาราวานหาเสียงโค้งสุดท้าย ชูการศึกษาเปลี่ยนประเทศ โดยหยุดความเคยชินเดิมๆ และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

นโยบายการศึกษาที่จะเปลี่ยนประเทศไทย

ดร.เอ้ กล่าวว่า “ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะเลิกอยู่กับความคุ้นชินเดิมๆ หยุดความคิดเดิมๆ เลือกแบบเดิมๆ” พรรคไทยก้าวใหม่มั่นใจว่าการศึกษาจะเป็นเครื่องมือหลักในการยกระดับประเทศ สร้างทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพ เรียนรู้เทคโนโลยีอย่างสนุกสนานและมีความสุข ดร.คุณหญิงกัลยา ย้ำว่า “นโยบายการศึกษาจะนำพาไทยกลับมายืนหนึ่งในอาเซียน” ขณะที่ ดร.ก้องเกียรติ เรียกร้องให้หยุดคิดแบบเดิมๆ และให้โอกาสพรรคในการนำการเปลี่ยนแปลง

นโยบายเด่น ได้แก่ การปฏิรูประบบการศึกษาทั้งโครงสร้าง สร้างโรงเรียนคุณภาพสูงทั่วประเทศ สนับสนุนครูและบุคลากร ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการเรียนการสอน และเน้นทักษะแห่งอนาคต เช่น AI Coding และ Soft Skills เพื่อให้เยาวชนไทยแข่งขันได้ในระดับโลก นอกจากนี้ยังมีแผนลงทุนด้านการศึกษาอย่างจริงจัง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มโอกาสให้ทุกคน

ในยุคที่การศึกษาไทยกำลังเผชิญปัญหา เช่น อัตราสิ้นสุดการศึกษาต่ำ คุณภาพไม่เท่าเทียม พรรคไทยก้าวใหม่มีแผนชัดเจนที่จะแก้ไขทันทีที่ได้เป็นรัฐบาล เช่น เพิ่มงบประมาณการศึกษาเป็น 20% ของงบแผ่นดิน สร้างหลักสูตรใหม่ที่เน้นปฏิบัติจริง และเชื่อมโยงกับตลาดแรงงาน

ทำไมต้องเลือกพรรคไทยก้าวใหม่ เบอร์ 49

การจัดทัพคาราวานหาเสียงโค้งสุดท้ายนี้ ไม่ใช่แค่การหาเสียง แต่เป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับลูกหลานไทย ด้วยการเมืองที่สร้างสรรค์ ไม่ใช่การเมืองเดิมๆ ที่ติดทางตัน พรรคไทยก้าวใหม่พร้อมผลักดันวาระการศึกษาและความมั่นคงทางเศรษฐกิจระยะยาว

ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกท่าน ในวันที่ 8 ก.พ. 2569 ลงคะแนนให้ พรรคไทยก้าวใหม่ เบอร์ 49 เพื่อมอบอนาคตสดใสให้ประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นที่การศึกษา!

ที่มา – พรรคไทยก้าวใหม่ จัดทัพคาราวานหาเสียงโค้งสุดท้าย ชูการศึกษาเปลี่ยนประเทศ

ตร.พร้อมดูแลเลือกตั้ง 69 ห้ามขาย จ่ายแจก จัดเลี้ยงสุรา

วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องรู้ก่อนไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันครับ ตร.พร้อมดูแลเลือกตั้ง 69 ห้ามขาย จ่ายแจก จัดเลี้ยงสุรา ซึ่งเป็นคำเตือนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการออกเสียงประชามติในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นไปอย่างเรียบร้อย สงบสุข และโปร่งใส โดยไม่มีปัญหาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาสร้างความวุ่นวาย

ตร.พร้อมดูแลเลือกตั้ง 69 ห้ามขาย จ่ายแจก จัดเลี้ยงสุรา

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาประกาศความพร้อมของเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายในการดูแลความปลอดภัยหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำชับให้ตำรวจวางตัวเป็นกลางทางการเมืองอย่างเคร่งครัด ไม่ละเมิดกฎหมายเลือกตั้งแม้แต่น้อย ชุดเคลื่อนที่เร็วทั้งระดับสถานีและจังหวัดพร้อมลุยสนับสนุนหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน นอกจากนี้ยังมีการเตรียมแผนพิทักษ์เลือกตั้ง/66 อย่างละเอียด เพื่อให้การนับคะแนนเสร็จสิ้นอย่างปลอดภัย

ตร.พร้อมดูแลเลือกตั้ง 69 ห้ามขาย จ่ายแจก จัดเลี้ยงสุรา

ห้ามขาย จ่ายแจก จัดเลี้ยงสุราทุกชนิดตั้งแต่ 18.00 น.วันนี้

จุดสำคัญที่รองโฆษก ตร. เน้นย้ำคือ ตร.พร้อมดูแลเลือกตั้ง 69 ห้ามขาย จ่ายแจก จัดเลี้ยงสุรา ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสุราไทย สุราต่างประเทศ เบียร์ ไวน์ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใดๆ ห้ามดำเนินการดังกล่าวตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันนี้ (7 ก.พ. 2569) จนถึง 18.00 น. ของวันพรุ่งนี้ (8 ก.พ. 2569) ซึ่งครอบคลุมช่วงเวลาการลงคะแนนและนับคะแนนทั้งวัน หากใครฝ่าฝืนมีโทษรุนแรงตามกฎหมายเลือกตั้ง คือ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับเลยทีเดียว

  • ห้ามขายสุรา ในร้านค้า โรงโรม หรือสถานบริการต่างๆ
  • ห้ามจ่ายแจกสุรา เพื่อแลกกับคะแนนเสียงหรือซื้อโหวต
  • ห้ามจัดเลี้ยงสุรา ไม่ว่าจะเป็นงานเลี้ยงรุ่น ปาร์ตี้ หรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์
  • ห้ามดื่มในที่สาธารณะใกล้หน่วยเลือกตั้ง เพื่อป้องกันการทะเลาะวิวาท

กฎนี้มีขึ้นเพื่อป้องกันการทุจริตเลือกตั้งและรักษาความสงบเรียบร้อย โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทหรือชุมชนที่มักมีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงด้วยสุรา ซึ่งเป็นปัญหาคลาสสิกในการเลือกตั้งไทยมานาน

ชวนโหลดแอป “Police Care” ดูกฎหมายเลือกตั้งแบบง่ายๆ

เพื่อให้ประชาชนเข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตัวเอง รองโฆษก ตร. แนะนำให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “Police Care” ได้ทั้ง Android บน Play Store และ iOS บน App Store ในฟีเจอร์ “ข่าวและอัปเดต” มีหัวข้อ “ความรู้กฎหมายเลือกตั้ง” ที่สรุปแบบเข้าใจง่าย ครอบคลุมทุกประเด็น เช่น สิ่งที่ห้ามทำ ห้ามพูด ห้ามให้ทรัพย์สินแลกคะแนน รวมถึงสิทธิในการลงคะแนนล่วงหน้าและการตรวจสอบบัตรเลือกตั้ง

ความพร้อมของตำรวจในการอำนวยความสะดวกจราจรและความปลอดภัย

นอกจากการห้ามสุราแล้ว ตำรวจยังเตรียมกำลังพลดูแลหน่วยเลือกตั้งกว่า 1 แสนแห่งทั่วประเทศ พร้อมอำนวยความสะดวกจราจร โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ที่คาดว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิหนาแน่น ชุดตรวจสอบและชุดปราบปรามการทุจริตเลือกตั้งจะลาดตระเวนอย่างเข้มข้น หากพบการกระทำผิด เช่น การขนผู้มาเลือกตั้งแบบผิดกฎหมาย หรือการติดป้ายหาเสียงเกินกำหนด จะดำเนินคดีทันที

สิ่งที่ประชาชนควรรู้ก่อนไปเลือกตั้ง 2569

การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นกลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตยไทย ทุกคนมีสิทธิเลือกผู้แทนที่ตรงใจ เพื่อกำหนดนโยบายประเทศในอนาคต สิ่งที่ห้ามทำมีหลายข้อ เช่น ห้ามชวนกันโหวตในหน่วยเลือกตั้ง ห้ามถ่ายรูปบัตรลงคะแนน ห้ามให้เงินทองแลกคะแนนเสียง และที่สำคัญ ตร.พร้อมดูแลเลือกตั้ง 69 ห้ามขาย จ่ายแจก จัดเลี้ยงสุรา เพื่อไม่ให้อารมณ์แอลกอฮอล์มาทำให้เสียการเสียงาน ควรเตรียมบัตรประชาชนไปให้พร้อม ไปลงคะแนนตั้งแต่เช้าเพื่อหลีกเลี่ยงฝูงชน และตรวจสอบผลการนับคะแนนผ่านเว็บ กกต.

ในมุมมองของผม การเลือกตั้งที่โปร่งใสคือรากฐานของประเทศที่มั่นคง ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมได้โดยไม่ต้องกลัวการซื้อสิทธิ์ขายเสียง หากเราร่วมมือกันปฏิบัติตามกฎ ประเทศไทยจะก้าวไปข้างหน้าได้แน่นอน

อย่าลืมดาวน์โหลดแอป Police Care วันนี้ และไปใช้สิทธิเลือกตั้งของคุณให้คุ้มค่าที่สุดนะครับ!

ที่มา – ตร.พร้อมดูแลเลือกตั้ง 69 เตือน ห้ามขาย จ่ายแจก จัดเลี้ยงสุราทุกชนิด 18.00 น.วันนี้

พรรคปวงชนไทย ชูนโยบายเศรษฐกิจฐานราก สวัสดิการประชาชน

วันนี้เรามาพูดถึง พรรคปวงชนไทย ชูนโยบายเศรษฐกิจฐานราก กันเถอะครับ พรรคการเมืองเกิดใหม่ที่กำลังเป็นกระแส เพราะมุ่งแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนไทยอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่พูดเล่นๆ แต่มีนโยบายชัดเจนที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก สวัสดิการประชาชน และยกระดับคุณภาพชีวิตครัวเรือนไทย ในยุคที่ค่าครองชีพแพง ธุรกิจรายย่อยลำบาก พรรคนี้เสนอทางออกที่เป็นรูปธรรม มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

พรรคปวงชนไทย ชูนโยบายเศรษฐกิจฐานราก

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 นายวิทยา ติรณะประกิจ ผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ บัตรชมพู เบอร์ 23 ของพรรคปวงชนไทย ได้เปิดเผยวิสัยทัศน์ของพรรคที่ให้ความสำคัญกับประชาประโยชน์เป็นหลัก พรรคนี้ไม่ใช่แค่พรรคการเมืองธรรมดา แต่เป็นพื้นที่สำหรับแนวคิดใหม่ การเมืองเชิงนโยบายที่โปร่งใส ยั่งยืน และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยมุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานรากที่เป็นหัวใจของประเทศไทย เพราะ SME และผู้ประกอบการรายย่อยคือกำลังหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติกว่า 80% แต่กลับเผชิญต้นทุนสูง แข่งขันยาก

นโยบายของพรรคปวงชนไทย ออกแบบมาจากข้อเท็จจริง ไม่ใช่สัญญาเหนือเมฆ ทำให้ประชาชนรู้สึกมั่นใจมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวช้า อัตราเงินเฟ้อสูง และความเสี่ยงชีวิตประจำวันมากมาย

นโยบายสำคัญ 3 ข้อที่พลาดไม่ได้

  • SME ติดจรวด: ช่วยยกระดับผู้ประกอบการรายย่อยและ SME ให้แข็งแกร่ง โดยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน เปิดช่องทางเข้าถึงสินเชื่ออย่างเป็นธรรม ลดค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มออนไลน์ และกำจัดต้นทุนแฝงที่ทำให้ SME ไทยเสียเปรียบคู่แข่งต่างชาติ เช่น จีนหรือเวียดนาม นโยบายนี้จะช่วยให้ SME เติบโตเร็ว เหมือนติดจรวด สร้างงาน สร้างรายได้ให้ชุมชน
  • เพิ่มสิทธิคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ: แก้痛จุดของครอบครัวไทยที่กลัวเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ เพราะค่ารักษาแพง ล้มละลายได้ง่าย พรรคเสนอขยายสิทธิ์ให้ทุกคนได้รับการคุ้มครอง ไม่ว่าจะค่ารักษาหรือเงินชดเชยกรณีเสียชีวิต โดยไม่ตัดสิทธิประกันเดิม และไม่เพิ่มภาระงบรัฐระยะยาว ใช้กลไกที่ยั่งยืน เช่น กองทุนร่วมจากภาคเอกชน ช่วยให้ครอบครัวมั่นใจ ลดความเสี่ยงทางการเงิน
  • บัตรทองน้องหมาแมว: นวัตกรรมที่มองข้ามไม่ได้ เพราะสัตว์เลี้ยงคือสมาชิกครอบครัว สุขภาพสัตว์เลี้ยงแย่ก็กระทบเจ้าของ พรรคเสนอบัตรทองดูแลสุขภาพพื้นฐานฟรีหรือราคาถูก ลดค่าใช้จ่ายไม่คาดฝัน ส่งเสริมวัฒนธรรมรักสัตว์ และสุขภาพจิตของคนไทยในยุคที่เลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น 30% ในช่วงโควิด

นอกจากนี้ นายวิทยายังย้ำว่า ประชาชนไม่ใช่แค่ผู้รับ แต่เป็นพลังหลักของชาติ พรรคปวงชนไทย จึงสร้างระบบเศรษฐกิจและสวัสดิการที่เป็นธรรม โปร่งใส สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลและสังคมสูงวัยของไทย นโยบายเหล่านี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่ม GDP จากฐานราก และยกระดับ HDI ของประเทศ

ทำไมนโยบายนี้ถึงโดนใจประชาชน

ในมุมมองของผม นโยบาย พรรคปวงชนไทย ชูนโยบายเศรษฐกิจฐานราก ตอบโจทย์ชีวิตจริงมาก โดยเฉพาะ SME ที่กำลังร้องไห้กับดอกเบี้ยแพงและภาษีซับซ้อน สวัสดิการสุขภาพที่ครอบคลุมอุบัติเหตุยานพาหนะที่เกิดวันละพันครั้ง และบัตรทองสัตว์เลี้ยงที่แสดงถึงความเข้าใจครอบครัวสมัยใหม่ ถ้าพรรคนี้ได้เข้าสภา น่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่โครงการแจกเงินชั่วคราว

คุณล่ะครับ คิดว่านโยบายไหนโดนใจที่สุด? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ หรือกดไลค์แชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรู้จักพรรคปวงชนไทยมากขึ้น สนับสนุนการเมืองนโยบายเพื่อประชาชนตัวจริงกันเถอะ!

ที่มา – พรรคปวงชนไทย ชูนโยบายเศรษฐกิจฐานราก–สวัสดิการประชาชน–คุณภาพชีวิตครัวเรือนไทย

ศาลฎีกาสั่งถอน 22 ผู้สมัคร สส. 14 พรรค ไม่ใช้สิทธิเลือกตั้ง

ศาลฎีกา สั่งถอน 22 รายชื่อ ผู้สมัคร สส. จาก 14 พรรค เหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองไทยล่าสุด เมื่อศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง ออกคำสั่งถอนชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจำนวน 22 ราย จากพรรคการเมืองถึง 14 พรรค เนื่องจากบุคคลเหล่านี้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันเลือกตั้งที่ผ่านมา สิ่งนี้สะท้อนถึงความเข้มงวดของกฎหมายเลือกตั้งที่กำหนดให้ผู้สมัครต้องปฏิบัติตามหลักประชาธิปไตยอย่างเคร่งครัด

ศาลฎีกา สั่งถอน 22 รายชื่อ ผู้สมัคร สส. จาก 14 พรรค เหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

ตามรายงานเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวเผยว่า ศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง ได้เผยแพร่ประกาศคำสั่งเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ โดยให้ถอนชื่อผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อทั้ง 22 ราย ออกจากรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สาเหตุหลักมาจากการที่ผู้สมัครเหล่านี้ละเลยไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเป็นข้อบังคับสำคัญตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 151 ที่ระบุชัดเจนว่าผู้สมัครต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้ง มิฉะนั้นจะเสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในครั้งถัดไป

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากการตรวจสอบข้อมูลจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่พบว่าผู้สมัครบางรายไม่ได้ไปลงคะแนน ทำให้ถูกเพิกถอนสิทธิ์ การตัดสินของศาลนี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อตัวผู้สมัครเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องด้วย โดยพรรคเล็กๆ หลายพรรคได้รับผลกระทบหนักเพราะสูญเสียลำดับในบัญชีรายชื่อ

รายชื่อผู้สมัคร สส. ที่ถูกศาลฎีกาสั่งถอน

นี่คือรายชื่อผู้สมัครทั้ง 22 รายที่ถูกถอนชื่อ แบ่งตามพรรคและลำดับในบัญชีรายชื่อ:

  • 1. นายวุฒิไกร ศรีจันไชย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ลำดับที่ 49
  • 2. น.ส.วาเลน ชื่นโชคสันต์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ลำดับที่ 64
  • 3. นาวาอากาศเอกปริญ ไชยเสวกวิ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ลำดับที่ 53
  • 4. นายเปี่ยมศักดิ์ คุณากรประทีป ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยก้าวใหม่ ลำดับที่ 40
  • 5. นายวิชัย แซ่เตีย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยพร้อม ลำดับที่ 4
  • 6. นายกัมชัย อภิโชครตนกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยธรรม ลำดับที่ 7
  • 7. น.ส.พนัชกร ตุลานนท์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ลำดับที่ 38
  • 8. นายปรัชวินทร์ ภาสย์วชิรานนท์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยพร้อม ลำดับที่ 7
  • 9. ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ลำดับที่ 31
  • 10. น.ส.ชัญญพัชร์ โมอินทร์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชาชน ลำดับที่ 3
  • 11. น.ส.วริสรา พังงา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครักชาติ ลำดับที่ 18
  • 12. นายเทวภัทร พรมเอี่ยม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครักชาติ ลำดับที่ 21
  • 13. นายพร้อมพณ ทินวงศ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปวงชนไทย ลำดับที่ 26
  • 14. นายเศรษฐศิษฏ์ ณุวงค์ศรี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ลำดับที่ 3
  • 15. นายธนวิชญ์ พานแก้ว ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปวงชนไทย ลำดับที่ 23
  • 16. สิบตรีสมยศ นุริตานนท์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ลำดับที่ 17
  • 17. นายวชิรชัย คงชัย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปวงชนไทย ลำดับที่ 22
  • 18. นายเลิศบุตร บูรณะคุณาภรณ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ลำดับที่ 98
  • 19. นายพุทธชาติ ช่วยราม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ลำดับที่ 10
  • 20. นายชญาศักดิ์ พูลทรัพย์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยชนะ ลำดับที่ 20
  • 21. นายสมชาติ อ่อนประดิษฐ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคฟิวชัน ลำดับที่ 9
  • 22. นายชัยนครินทร์ ศรีกุลโรจน์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรวมไทย

สาเหตุและผลกระทบจากการไม่ใช้สิทธิเลือกตั้งของผู้สมัคร

กฎหมายเลือกตั้งกำหนดให้ผู้สมัคร สส. ทุกคนต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบต่อประชาธิปไตย หากฝ่าฝืนจะถูกเพิกถอนชื่อทันที คำสั่งศาลฎีกาครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้พรรคการเมืองคัดเลือกผู้สมัครที่มีคุณสมบัติครบถ้วนมากขึ้น ผลกระทบที่ตามมาคือ พรรคเหล่านี้ต้องปรับบัญชีรายชื่อใหม่ ส่งผลต่อกลยุทธ์หาเสียงและโอกาสในการได้ที่นั่ง สส. ในสภา

นอกจากนี้ ยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประชาชนทั่วไปที่มองข้ามการไปเลือกตั้ง เพราะแม้แต่ผู้สมัครเองยังถูกบทลงโทษหนักเช่นนี้ การเลือกตั้งคือหัวใจของประชาธิปไตย การไม่ไปโหวตอาจทำให้เสียสิทธิสำคัญในอนาคต

ในมุมมองของผู้เขียน คำสั่งนี้ช่วยยกระดับคุณภาพผู้สมัคร สส. ให้สูงขึ้น และกระตุ้นให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิเลือกตั้ง หากคุณเป็นสมาชิกพรรคหรือสนใจการเมือง อย่าลืมตรวจสอบสิทธิของตัวเองก่อนเลือกตั้งครั้งหน้า!

ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ศาลฎีกา สั่งถอน 22 รายชื่อ ผู้สมัคร สส. จาก 14 พรรค เหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

กกต.สุราษฎร์ธานี เร่งตรวจสอบโพยซื้อเสียง หัวละ 1,000 บาท

กกต.สุราษฎร์ธานี เร่งตรวจสอบปมโพย ซื้อเสียงเลือกตั้ง หัวละ 1,000 บาท ของพรรคการเมืองใด

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองท้องถิ่นที่กำลังเป็นที่สนใจของทุกคน นั่นคือกรณี กกต.สุราษฎร์ธานี เร่งตรวจสอบปมโพย ซื้อเสียงเลือกตั้ง หัวละ 1,000 บาท ของพรรคการเมืองใด ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ตำรวจบุกตรวจสอบหลังได้รับแจ้งเบาะแสการซื้อสิทธิ์ขายเสียง สร้างความฮือฮาให้กับสังคมเป็นอย่างมาก เพราะเป็นหลักฐานชัดเจนที่บ่งชี้ถึงพฤติกรรมไม่โปร่งใสในการเลือกตั้ง

ย้อนกลับไปดูรายละเอียด เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2567 เวลาประมาณ 13.30 น. เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.พุนพิน ได้รับแจ้งเหตุว่ามีการซื้อเสียงเกิดขึ้นที่ซอยมุ่งพัฒนา ซอย 1 ตำรวจจึงรีบนำกำลังเข้าตรวจสอบทันที ที่เกิดเหตุเป็นบ้านหลังหนึ่ง พบชายหญิงประมาณ 5 รายกำลังหิ้วกระเป๋าใบใหญ่ วิ่งขึ้นรถกระบะสีขาวหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ไม่สามารถไล่ทันได้ แต่ในบ้านยังเหลือผู้ต้องสงสัยอีก 4 ราย คือชาย 1 คนและหญิง 3 คน ที่กำลังนั่งอยู่บริเวณโต๊ะไม้หินอ่อนหน้าบ้าน

หลักฐานสำคัญที่ตำรวจยึดได้

จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบกระดาษโพยจดรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวนมาก โดยระบุรายละเอียดชัดเจน เช่น บ้านเลขที่ เบอร์โทรศัพท์ หน่วยเลือกตั้ง และเขตเลือกตั้ง นี่คือหลักฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงการเตรียมการซื้อเสียงอย่างเป็นระบบ พยานทั้ง 4 รายที่ถูกเชิญมาสอบสวนยอมรับว่า ได้รับการติดต่อจากหัวคะแนนของพรรคการเมืองบางพรรค ให้ช่วยจดรายชื่อคนรู้จักและคนสนิท โดยแลกกับค่าจ้างจดรายชื่อคนละ 100 บาท และจะได้รับเงินอีก 1,000 บาทต่อหัวสำหรับผู้ที่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งจริง

  • พยานระบุว่าถูกติดต่อจากหัวคะแนนพรรคการเมือง
  • ค่าจ้างจดชื่อ 100 บาทต่อคน
  • เงินซื้อเสียง 1,000 บาทต่อหัวที่ไปโหวต
  • ทีมที่มารับโพยไม่ใช่คนเดิม แต่แจ้งว่าเป็นทีมงาน
  • นัดนำเงินมา 15.00 น. แต่ตำรวจมาถึงก่อน

ต่อมาในเวลา 17.00 น. ของวันเดียวกัน พ.ต.อ.สมบัติ ฉ่ำแสง รอง ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี และนายพลัฏฐ์ นิลเนาวรัตน์ ผอ.กกต.ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ร่วมสอบสวนพยานเพิ่มเติม เพื่อขยายผลหาความเชื่อมโยง

นายพลัฏฐ์ นิลเนาวรัตน์ ผอ.กกต.ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า แม้ในโพยจะไม่ระบุชื่อผู้สมัครหรือพรรคการเมืองโดยตรง แต่ข้อมูลนี้ชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับการละเมิดกฎหมายเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่จะบันทึกหลักฐานและประสานตำรวจสืบสวนต่อ โดยสอบปากคำผู้ครอบครองโพยทั้ง 4 ราย เพื่อหาตัวผู้บงการที่แท้จริง

ผลกระทบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

กรณี กกต.สุราษฎร์ธานี เร่งตรวจสอบปมโพย ซื้อเสียงเลือกตั้ง หัวละ 1,000 บาท ของพรรคการเมืองใด นี้ สะท้อนปัญหาเรื้อรังในการเลือกตั้งท้องถิ่นของไทย การซื้อเสียงถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. พ.ศ. 2561 มาตรา 129 ผู้กระทำผิดอาจถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งนาน 10 ปี หรือติดคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในระบบประชาธิปไตย

ในสุราษฎร์ธานีซึ่งเป็นจังหวัดใหญ่ในภาคใต้ การเลือกตั้งท้องถิ่นมักมีปัญหาแบบนี้บ่อยครั้ง ผู้สมัครบางรายใช้เงินทุนมหาศาลเพื่อแลกคะแนน แต่สุดท้ายประชาชนต่างรู้ดีว่าการเลือกตั้งที่แท้จริงต้องมาจากนโยบายและคุณภาพ ไม่ใช่เงินตรา เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ กกต. และตำรวจเข้มงวดยิ่งขึ้น

จากข้อมูลที่ได้ พยานคนหนึ่งเล่าว่า พื้นที่ใกล้เคียงได้รับเงินกันหมดแล้ว จึงรีบสอบถามและนัดตรวจโพย แต่โชคดีที่เจ้าหน้าที่มาทัน ไม่งั้นเงิน 1,000 บาทต่อหัวคงไหลไปแล้ว นี่แสดงให้เห็นถึงเครือข่ายที่ซับซ้อน หัวคะแนน-ทีมงาน-ผู้บงการ

เพื่อป้องกันปัญหานี้ในอนาคต ประชาชนควรตื่นตัว รายงานเบาะแสให้เจ้าหน้าที่ทราบทันที และเลือกผู้สมัครจากผลงานจริงๆ สุดท้ายแล้ว การเลือกตั้งที่สะอาดจะนำมาซึ่งอนาคตที่ดีของชาติ

คุณคิดอย่างไรกับกรณีนี้? มีประสบการณ์เจอการซื้อเสียงบ้างไหม คอมเมนต์มาบอกกันได้เลยนะ แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ทุกคนตื่นตัวกับปัญหา กกต.สุราษฎร์ธานี เร่งตรวจสอบปมโพย ซื้อเสียงเลือกตั้ง หัวละ 1,000 บาท ของพรรคการเมืองใด ครับ

ที่มา – กกต.สุราษฎร์ธานี เร่งตรวจสอบปมโพย ซื้อเสียงเลือกตั้ง หัวละ 1,000 บาท ของพรรคการเมืองใด

รอยเตอร์เปิดโปงฐานสแกมเมอร์ร้างในกัมพูชา พบฉากธนาคารโรงพัก

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้เรามีข่าวร้อนที่ต้องพูดถึงกันหน่อย เพราะ รอยเตอร์เปิดโปงฐานสแกมเมอร์ร้างในกัมพูชา พบจัดฉากเหมือนธนาคารและโรงพัก ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้เราต้องระวังตัวมากขึ้นกับพวกมิจฉาชีพออนไลน์เลยนะครับ สแกมเมอร์พวกนี้ไม่ได้โกงแบบสุ่ม ๆ แต่จัดเต็มแบบมืออาชีพ จนสูญเงินทั่วโลกไปหลายพันล้านดอลลาร์!

ฐานสแกมเมอร์ร้างในกัมพูชาที่รอยเตอร์เปิดโปง

รอยเตอร์เปิดโปงฐานสแกมเมอร์ร้างในกัมพูชา พบจัดฉากเหมือนธนาคารและโรงพัก

ทีมผู้สื่อข่าวรอยเตอร์สบุกสำรวจฐานที่ถูกทิ้งร้างอย่างเร่งด่วนในกัมพูชา บริเวณใกล้เมืองโอร์เสม็ด จังหวัดอุดรมีชัย พื้นที่ชื่อ Royal Hill ที่นี่เคยเป็นศูนย์กลางสแกมออนไลน์และค้ามนุษย์เลยครับ ภายในอาคารเต็มไปด้วยโต๊ะทำงานที่กระจัดกระจาย เอกสารข้อมูลเหยื่อล้นทะลัก ห้องต่าง ๆ ถูกจัดฉากให้เหมือนสถานีตำรวจสิงคโปร์ ออสเตรเลีย และธนาคารเวียดนาม เพื่อใช้หลอกเหยื่อให้เชื่อว่าน่าเชื่อถือ!

ห้องจัดฉากสถานีตำรวจในฐานสแกมเมอร์กัมพูชา

เอกสารลับที่หลุดรอด: ข้อมูลเหยื่อและสคริปต์หลอกลวง

น่าขนลุกสุด ๆ เลยครับ ในกองเอกสารมีข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อจากทั่วโลก เช่น ชายญี่ปุ่นวัย 73 ปีพร้อมเบอร์โทรและยอดเงินบัญชี หญิงอเมริกันที่เคยโดน虐待ในครอบครัว ยังมีสคริปต์ Romance Scam และบทพูดปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ รอยเตอร์สยืนยันข้อมูลบางส่วนโดยติดต่อเหยื่อจริง ๆ ซึ่งเล่าว่าโดนหลอกให้ข้อมูลธนาคารโดยอ้างตัดไฟ!

  • ข้อมูลเหยื่อ: ชื่อ เบอร์โทร ยอดเงิน รายละเอียดชีวิตส่วนตัว
  • สคริปต์หลอก: Romance Scam, เจ้าหน้าที่ไฟฟ้า, ตำรวจ
  • เอกสารบริหาร: แผนฝึกซ้อมทหาร ห้ามส่งอาหาร ห้ามกิจกรรมผิดกฎ
เอกสารสแกมเมอร์ที่พบในกัมพูชา

นอกจากนี้ยังมีเอกสารการเงิน ค่าเช่ากลุ่มสแกมหลายพันดอลลาร์ต่อเดือน ข้อมูลกระเป๋าคริปโตเชื่อมโยงการพนันและฟอกเงิน แม้แต่สมุดบันทึกที่เขียนว่า “วันนี้โทรหลอกโดนด่ากลับหมด เจอแต่คนรู้ทัน” ฮ่า ๆ น่าสงสารพวกมันเหมือนกันนะ

ผลกระทบใหญ่หลวง: สแกมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครองโลก

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นแหล่งสแกมระดับโลก กัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์ ชายแดนไทย-เมียนมา ถูกคุมโดยแก๊งจีน ใช้แรงงานทาสในสภาพโหดร้าย สหรัฐฯ เสียเงินจากสแกมที่นี่ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2024! ไทยทิ้งระเบิดโดรน กัมพูชากวาดล้าง ทำให้สแกมเมอร์อพยพ 100,000 คน

ภาพภายในฐาน Royal Hill กัมพูชา

รัฐบาลกัมพูชาโต้กลับและแผนปราบปราม

รัฐบาลกัมพูชาแถลงว่า Royal Hill เป็นโรงแรม และกล่าวหาไทยบุกยึด แต่ยืนยันปราบสแกมให้หมดในเมษายนนี้ ข้อมูลกรรมสิทธิ์ที่ดินลึกลับ มีชื่อ “จาง” เป็นผู้เช่าแต่ไม่ตอบสื่อ

วิธีป้องกันตัวเองจากสแกมเมอร์แบบนี้

เพื่อไม่ให้เป็นเหยื่อแบบในข่าว รอยเตอร์เปิดโปงฐานสแกมเมอร์ร้างในกัมพูชา พบจัดฉากเหมือนธนาคารและโรงพัก ลองทำตามนี้ครับ

  • อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวทางโทรศัพท์หรือออนไลน์ ถ้าดูแปลก
  • ตรวจสอบเบอร์โทรด้วย Google ก่อนเชื่อ
  • ไม่โอนเงินให้คนไม่รู้จัก โดยเฉพาะ Romance Scam
  • แจ้งตำรวจไซเบอร์ทันที ถ้าถูกหลอก
  • ใช้แอปกันสแกมและอัพเดทความรู้ข่าวสแกมใหม่ ๆ
ภาพเพิ่มเติมฐานสแกมเมอร์ร้าง

เห็นไหมครับว่าสแกมเมอร์พวกนี้ฉลาดและ organized สุด ๆ แต่ถ้าเราตื่นตัว รู้ทัน ก็รอดพ้นได้ ข่าวนี้เป็นเครื่องเตือนใจดี ๆ ว่าอาชญากรรมไซเบอร์กำลังลุกลาม หวังว่ารัฐบาลทุกประเทศจะร่วมมือปราบปรามให้สิ้นซาก

CTA: ถ้าคุณเคยเจอสแกมแบบนี้ แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เพื่อน ๆ ระวังตัวกันด้วยนะครับ อย่าลืมติดตามข่าวอัพเดทสแกมอื่น ๆ จากเรา!

ที่มา – รอยเตอร์เปิดโปงฐานสแกมเมอร์ร้างในกัมพูชา พบจัดฉากเหมือนธนาคารและโรงพัก

กัมพูชาฟ้องโลก พาสื่อสำรวจความเสียหายปราสาทพระวิหาร อ้างโดนทหารไทยถล่ม

เหตุการณ์กัมพูชาฟ้องโลก พาสื่อสำรวจความเสียหายปราสาทพระวิหาร อ้างโดนทหารไทยถล่มกำลังเป็นประเด็นร้อนที่คนไทยและกัมพูชาต่างให้ความสนใจ โดยกัมพูชาได้เชิญสื่อต่างชาติอย่าง AFP จากฝรั่งเศส เข้าดูความเสียหายที่เกิดขึ้นกับปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นมรดกโลก UNESCO หลังจากการปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาที่รุนแรงเมื่อช่วงที่ผ่านมา

กัมพูชาฟ้องโลก พาสื่อสำรวจความเสียหายปราสาทพระวิหาร อ้างโดนทหารไทยถล่ม

กัมพูชาพาสำนักข่าว AFP ซึ่งเป็นสื่อต่างชาติรายแรกที่ได้รับอนุญาตให้เข้าพื้นที่ปราสาทพระวิหารหลังการสู้รบสิ้นสุดลง พบร่องรอยความเสียหายชัดเจนทั่วบริเวณโบราณสถานอายุกว่าพันปีแห่งนี้ ชิ้นส่วนหินทรายแตกกระจาย ตัวปราสาทเต็มไปด้วยรอยกระสุนและสะเก็ดระเบิดใหม่ๆ โดยทางการกัมพูชาอ้างว่าความเสียหายเหล่านี้มาจากการโจมตีด้วยอาวุธหนักของทหารไทย รวมถึงปืนใหญ่และการโจมตีทางอากาศ

ปราสาทพระวิหารตั้งตระหง่านบนหน้าผาสูง มองเห็นวิวที่ราบกัมพูชาตอนเหนือ เป็นผลงานสถาปัตยกรรมขอมชั้นเลิศ แต่กลับกลายเป็นสมรภูมิจากข้อพิพาทชายแดนที่ยืดเยื้อ การปะทะครั้งใหญ่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา ใช้ทั้งเครื่องบินรบ รถถัง ปืนใหญ่ และทหารภาคพื้นดิน ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบราย และประชาชนกว่า 1 ล้านคนต้องอพยพ ก่อนทั้งสองฝ่ายจะหยุดยิงในเดือนธันวาคม

รายละเอียดความเสียหายจากปราสาทพระวิหาร

เอ ดาริธ ผู้อำนวยการฝ่ายอนุรักษ์และโบราณคดีแห่งองค์การปราสาทพระวิหาร เปิดเผยว่าความเสียหายส่วนใหญ่เกิดจากการยิงปืนใหญ่และโจมตีทางอากาศของไทย โดยเฉพาะในเดือนธันวาคมที่ปราสาทเสียหายถึง 420 จุด และก่อนหน้านั้นในเดือนกรกฎาคมอีก 142 จุด นอกจากนี้ เหม ซินาท รองผู้อำนวยการ ยังระบุว่าบางส่วนเสียหายถาวร ต้องเก็บไว้เป็นหลักฐานประวัติศาสตร์แสดงการโจมตีจากฝั่งไทย

  • รอยกระสุนและสะเก็ดระเบิดทั่วตัวอาคารหินทรายคริสต์ศตวรรษที่ 11
  • ชิ้นส่วนหินแตกกระจายในหลายจุดสำคัญ
  • ความเสียหายสะสม 562 จุดจากการปะทะหลายครั้ง
  • บางส่วนไม่สามารถบูรณะได้ ต้องอนุรักษ์เป็นหลักฐาน

ประวัติศาสตร์ข้อพิพาทปราสาทพระวิหาร

ปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนมรดกโลก UNESCO ในปี 2008 แต่เป็นจุดขัดแย้งมานาน ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ตัดสินปี 1962 ว่าอยู่ในอธิปไตยกัมพูชา และยืนยันพื้นที่รอบๆ ในปี 2013 แต่ไทยไม่ยอมรับเขตอำนาจศาลนี้ พื้นที่เคยปะทะหนักในปี 2008 และเกิดความรุนแรงเป็นระยะๆ ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

ด้านไทยเคยชี้ว่ากัมพูชาใช้ปราสาทเป็นฐานทัพ สูญเสียสถานะพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่กัมพูชาโต้ว่าทหารไทยเป็นฝ่ายยิงถล่มหนักเพื่อทำลายโบราณสถาน

แผนบูรณะและบทบาท UNESCO

กัมพูชาจะหารือกับ UNESCO เพื่อวางแผนบูรณะ ซึ่งต้องใช้เวลาและงบประมาณมหาศาล UNESCO วางส่งผู้เชี่ยวชาญประเมินความเสียหายตามคำร้องของกัมพูชาในเดือนมกราคม การบูรณะมรดกโลกเช่นนี้ต้องระมัดระวัง เพื่อรักษาความสมบูรณ์ทางประวัติศาสตร์

เหตุการณ์กัมพูชาฟ้องโลก พาสื่อสำรวจความเสียหายปราสาทพระวิหาร อ้างโดนทหารไทยถล่ม สะท้อนปัญหาความขัดแย้งชายแดนที่ยังค้างคา แม้จะหยุดยิงแล้ว แต่ผลกระทบต่อมรดกวัฒนธรรมรุนแรงมาก ในมุมมองผู้เขียน การแก้ไขข้อพิพาทควรใช้วิธีสันติภาพและการเจรจา เพื่อปกป้องสมบัติร่วมของอาเซียน คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากเห็นว่าน่าสนใจ!

ที่มา – กัมพูชาฟ้องโลก พาสื่อสำรวจความเสียหายปราสาทพระวิหาร อ้างโดนทหารไทยถล่ม

พายุโซนร้อนเปญาถล่มฟิลิปปินส์ ดับ 8 ศพ

พายุโซนร้อนเปญา พัดถล่มภาคใต้ของฟิลิปปินส์อย่างหนักหน่วง สร้างความเสียหายรุนแรงด้วยฝนตกหนักต่อเนื่อง น้ำท่วมฉับพลัน และดินถล่ม ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย และประชาชนกว่า 28,000 คนต้องอพยพ紧急 事件นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงดึกวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ถือเป็นภัยพิบัติที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวฟิลิปปินส์จำนวนมาก

พายุโซนร้อนเปญา

พายุโซนร้อนเปญา หรือชื่อท้องถิ่นว่า “บาซยัง” พัดขึ้นฝั่งที่จังหวัดซูริเกาเดลซูร์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฟิลิปปินส์ ด้วยฝนที่ตกหนักไม่ขาดสาย ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะเมืองคากายันเดอโอโร และเมืองอิลิแกน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สำนักงานป้องกันภัยพลเรือนฟิลิปปินส์ยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตแล้ว 8 ราย ซึ่งรวมถึงคู่สามีภรรยาและเด็ก 2 คนที่ถูกดินถล่มทับบ้านพักในพื้นที่เหมืองหิน

นอกจากนี้ ยังมีผู้เสียชีวิตอีก 3 รายจากจมน้ำในเมืองอิลิแกน และ 1 รายในเมืองคาร์เมน จังหวัดอากูซานเดลนอร์เต ชาวบ้านหลายรายติดค้างในบ้านที่ถูกน้ำท่วม โดยมีหญิงคนหนึ่งโทรขอความช่วยเหลือทางวิทยุ บอกว่าครอบครัวและเพื่อนบ้านติดอยู่ชั้นสองของบ้าน ขณะน้ำเชี่ยวกรากไหลทะลัก หน่วยกู้ภัยรีบรุดเข้าช่วยเหลือทันที

ผลกระทบจากพายุโซนร้อนเปญา: น้ำท่วม ดินถล่ม และการอพยพ

ทางการสั่งอพยพประชาชนกว่า 28,000 คนไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวในหลายจังหวัดตอนใต้และตอนกลาง ปิดโรงเรียนหลายแห่งเพื่อความปลอดภัย ขณะที่ท่าเรือ 78 แห่งมีผู้โดยสารและแรงงานกว่า 7,400 คนติดค้าง เนื่องจากห้ามเรือออกทะเลจากคลื่นลมแรง

  • น้ำท่วมฉับพลันในเมืองอิลิแกนและใกล้เคียง
  • ดินถล่มทับบ้านเรือนในพื้นที่ภูเขา
  • ผู้เสียชีวิต 8 ราย แบ่งตามพื้นที่ดังกล่าว
  • อพยพประชาชน 28,000 คน
  • เรือติดค้าง 7,400 คน

กรมอุตุนิยมวิทยาฟิลิปปินส์แจ้งว่า พายุโซนร้อนเปญาได้อ่อนตัวลงเป็นพายุดีเปรสชันแล้ว ความเร็วลมเหลือ 55 กม./ชม. และเคลื่อนตัวผ่านตอนกลางประเทศ คาดว่าจะสลายตัวในไม่ช้า แต่ยังต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักเพิ่มเติม

บทเรียนจากพายุโซนร้อนเปญา: ฟิลิปปินส์เสี่ยงภัยพิบัติอย่างไร

ฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญพายุหมุนเขตร้อนบ่อยที่สุดในโลก เนื่องจากตั้งอยู่ใน “แนวพายุ” ของแปซิฟิก พายุโซนร้อนเปญาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้พายุรุนแรงขึ้น ฝนตกหนักนานขึ้น และดินถล่มง่ายจากป่าเสื่อมโทรม ชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงควรมีแผนอพยพที่ชัดเจน เตรียมเสบียงอาหารและยา และติดตามข่าวสารจากทางการ

ในประเทศไทยที่อยู่ใกล้เคียง เราก็ควรเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูมรสุม หน่วยงานอย่างกรมอุตุฯ และกรมป้องกันภัยควรเสริมระบบเตือนภัยให้ทันสมัยมากขึ้น เพื่อลดความสูญเสีย

มาตรการป้องกันภัยจากพายุโซนร้อนเปญาแบบนี้

  • ตรวจสอบโครงสร้างบ้านเรือนให้มั่นคง
  • หลีกเลี่ยงพื้นที่ลุ่มน้ำและเชิงเขา
  • เตรียมกระเป๋าเผชิญภัยส่วนตัว
  • ฟังประกาศเตือนภัยอย่างสม่ำเสมอ
  • ช่วยเหลือเพื่อนบ้านและชุมชน

เหตุการณ์พายุโซนร้อนเปญาเตือนใจเราว่าภัยธรรมชาติมาโดยไม่บอกกล่าว การเตรียมพร้อมคือกุญแจสำคัญในการรอดชีวิต สุดท้ายนี้ ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และหวังว่าฟิลิปปินส์จะฟื้นฟูได้เร็ววัน หากคุณสนใจข่าวภัยพิบัติเพิ่มเติม สมัครรับแจ้งเตือนจากเว็บไซต์ของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุดได้เลยครับ!

ที่มา – พายุโซนร้อน “เปญา” ถล่มฟิลิปปินส์ ดับอย่างน้อย 8 ศพ น้ำท่วม-ดินถล่ม ประชาชนอพยพกว่า 2.8 หมื่นคน