วัน: 12 กุมภาพันธ์ 2026

“อิ๊งค์” เผย “ทักษิณ” ร้อง Let It Be หลังเลือกตั้ง

ข่าวการเมืองไทยช่วงนี้ดราม่าจัดเต็ม โดยเฉพาะเรื่องตระกูลชินวัตรที่ยังคงเป็นจุดสนใจของสังคม ล่าสุด “อิ๊งค์” เผย “ทักษิณ” ร้อง Let It Be หลังจากทราบผลการเลือกตั้ง สร้างความฮือฮาให้แฟนๆ พรรคเพื่อไทยและนักการเมืองทั่วไป วันนี้เราจะมาสรุปและวิเคราะห์เหตุการณ์นี้แบบละเอียด เพื่อให้เข้าใจบริบททั้งหมด

“อิ๊งค์” เผย “ทักษิณ” ร้อง Let It Be

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 (หรือ 2569 ตามบางแหล่งข่าว) น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือที่รู้จักกันในนาม “อิ๊งค์” อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมสามี นายปิฎก สุขสวัสดิ์ และนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัว ได้เข้าเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่เรือนจำกลางคลองเปรม เวลา 10.00 น. และออกมากระทบสายตาสื่อมวลชนเวลา 10.40 น.

อิ๊งค์เล่าว่า ได้พูดคุยกับพ่อเรื่องผลการเลือกตั้ง โดยเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าทักษิณพอใจกับคะแนนของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ เธอตอบว่า “ท่านไม่ได้ว่าอะไร เพียงแต่ร้องเพลง Let It Be ของ The Beatles ให้ฟัง” เพลงนี้ทักษิณเคยขับร้องบนเวทีหาเสียงปี 2555 ซึ่งแฟนเพลง Beatles คงรู้ดีว่านี่คือเพลงคลาสสิกที่สื่อถึงการปล่อยวาง อย่ากังวลกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ คำว่า “Let It Be” ตรงตัวเลย แสดง mindset ของท่านที่ยังแคลมแม้อยู่ในสถานการณ์เช่นนี้

นอกจากนี้ อิ๊งค์ยังย้ำว่าไม่ได้คุยทิศทางพรรคในอนาคต เพียงเล่าเหตุการณ์บ้านเมืองให้ฟัง แล้วท่านก็ร้องเพลงจบสนทนา ส่วนเรื่องสุขภาพ ท่านปกติทุกอย่าง ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

ทนายวิญญัติ เตรียมฟ้องคนใส่ร้ายทักษิณ

นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายของทักษิณ เผยว่า วันนี้คุยกับท่านไม่เยอะ เพื่อให้เวลาครอบครัว แต่ได้รายงานคดีความ โดยเฉพาะข่าวเท็จที่ปล่อยก่อนและหลังเลือกตั้ง เช่น เรื่องทุนสีเทา รัฐบาลจีนจับคนเกี่ยวข้องแล้วโยงมาที่ทักษิณ ซึ่งไม่มีหลักฐาน เป็นการใส่ร้ายล้วนๆ ทนายยืนยันว่าจะดำเนินคดีแน่นอน หลังเลือกตั้งเพื่อไม่ให้กระทบบรรยากาศการเลือกตั้ง แต่ตอนนี้พร้อมแล้ว รู้ตัวคนปล่อยข่าว แต่กำลังเลือกฟ้องใครก่อน

ทนายยังอัพเดทสุขภาพทักษิณว่า ดีขึ้นมาก แม้มีปัญหาความดันโลหิตซึ่งเป็นโรคประจำตัว แต่ท่านดูแลตัวเองดี สีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ส่วนเรื่องพักโทษหรือพระราชทานอภัยโทษ ยังไม่มีคืบหน้า ทุกอย่างตามกระบวนการกฎหมาย ทักษิณไม่ได้เร่งรัด ได้สิทธิ์แค่ไหนก็แค่นั้น

  • ประเด็นสำคัญจากข่าว: ทักษิณร้องเพลง Let It Be สะท้อนความสงบใจหลังผลเลือกตั้ง
  • สุขภาพดี ไม่มีปัญหาใหญ่
  • ทนายเตรียมฟ้องคนปล่อยข่าวเท็จ ทุนสีเทา-จีน ไม่มีมูล
  • ครอบครัวชินวัตรยังเข้มแข็ง อิ๊งค์เข้าเยี่ยมสม่ำเสมอ
  • พรรคเพื่อไทยได้คะแนนดี แต่สถานการณ์รัฐบาลยังไม่อาจคาดเดา

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่ข่าวธรรมดา แต่สะท้อนภาพครอบครัวชินวัตรที่ยังคงสามัคคี ท่ามกลางกระแสการเมืองที่ร้อนระอุ เพลง Let It Be กลายเป็นสัญลักษณ์ของการยอมรับความจริงและก้าวต่อไป ซึ่งเหมาะกับสถานการณ์ที่พรรคเพื่อไทยได้ที่นั่งเยอะแต่ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ทันที นักวิเคราะห์การเมืองมองว่านี่คือสัญญาณว่าทักษิณยังมีอิทธิพลเบื้องหลัง และพร้อมสนับสนุนลูกสาว

สำหรับแฟนข่าวการเมือง การร้องเพลงนี้ยังเชื่อมโยงกับอดีต ทักษิณเคยร้องเพลงนี้ในหาเสียง เพื่อสร้างภาพลักษณ์ผ่อนคลาย ตอนนี้แม้อยู่ในเรือนจำ แต่ยังคงสไตล์เดิม นอกจากนี้ ข่าวใส่ร้ายบนโซเชียลมีเดียเป็นปัญหาใหญ่ในยุคนี้ ทนายชินวัตรพร้อมใช้กฎหมายจัดการ แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ยอมให้ใครมาทำลายชื่อเสียงง่ายๆ

สุดท้ายแล้ว “อิ๊งค์” เผย “ทักษิณ” ร้อง Let It Be เป็นโมเมนต์ที่น่าประทับใจ แสดงถึงความเข้มแข็งทางจิตใจของผู้นำคนนี้ คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? คิดว่าทักษิณหมายถึงอะไรกันแน่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ!

ที่มา – “อิ๊งค์” เผย “ทักษิณ” ร้องเพลง Let It Be หลังรู้ผลเลือกตั้ง ส่วนเรื่องสุขภาพปกติทุกอย่าง

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ถกเข้ม จี้มาตรการความปลอดภัยก่อสร้าง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาพูดคุยกันเรื่องข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสในวงการโครงสร้างพื้นฐานของไทยกันครับ นั่นคือกรณี ผู้ตรวจการแผ่นดิน ถกเข้มหน่วยงานรัฐ จี้มาตรการความปลอดภัยไซต์งานก่อสร้าง-บำรุงทาง หลังจากเกิดอุบัติเหตุเครนถล่มซ้ำซากหลายครั้ง โดยเฉพาะที่พระราม 2 และสีคิ้ว ที่ทำให้มีทั้งผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก สร้างความกังวลให้ประชาชนเป็นอย่างยิ่ง

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ถกเข้มหน่วยงานรัฐ จี้มาตรการความปลอดภัยไซต์งานก่อสร้าง-บำรุงทาง

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นายทรงศักดิ์ สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้เรียกประชุมด่วนกับหน่วยงานรัฐต่างๆ ณ ห้องประชุม 901-902 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ โซนซี เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินการตามคำวินิจฉัยเมื่อ 29 กันยายน 2568 ซึ่งมุ่งแก้ปัญหาโศกนาฏกรรมจากงานก่อสร้างของรัฐ ผู้เข้าร่วมมีทั้งรองปลัดกระทรวงคมนาคม อธิบดีกรมทางหลวง กรมบัญชีกลาง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้าง และหน่วยงานอื่นๆ เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย การทางพิเศษฯ สภาวิศวกร ฯลฯ

ปัญหาอุบัติเหตุในไซต์งานก่อสร้างไม่ใช่เรื่องใหม่ครับ ในไทยเรามีสถิติอุบัติเหตุงานก่อสร้างสูงกว่ามาตรฐานสากลมาก โดยเฉพาะโครงการใหญ่ๆ ของรัฐที่ใช้เครื่องจักรหนักอย่างเครน รถบรรทุก หรือโครงสร้างยกระดับ หากขาดมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวด ก็เสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินมหาศาล การประชุมครั้งนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ภาครัฐเริ่มจริงจังมากขึ้น

สรุปผลการประชุม: 4 ประเด็นหลักที่หน่วยงานรัฐกำลังดำเนินการ

จากการประชุม พบว่าหน่วยงานต่างๆ ได้ดำเนินการตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดินใน 4 ด้านหลักแล้ว ดังนี้

  • 1. การจัดสรรงบประมาณด้านความปลอดภัย: กรมทางหลวงปรับสัญญาโครงการใหญ่ปี 2569 เพิ่มงบความปลอดภัยเป็น 2.5% ของมูลค่าโครงการ รวมถึงอุปกรณ์ตรวจวัดโครงสร้าง (Structural Health Monitoring) ค่าจ้างผู้เชี่ยวชาญ และประกันภัย กำลังหารือกับกรมบัญชีกลางเพื่อขยายไปปี 2570 เรื่องนี้ดีมากครับ เพราะก่อนหน้านี้หลายโครงการงบส่วนนี้มักถูกมองข้าม
  • 2. มาตรการและแนวทางปฏิบัติด้านความปลอดภัย: กรมทางหลวงเพิ่มเงื่อนไข Construction Safety และ Traffic Work Zone Safety ในสัญญา มีค่าปรับรายวัน หยุดงานหากไม่ปฏิบัติตาม ผู้รับเหมาจะโดนกำชับหนักแน่น ช่วยลดความเสี่ยงจากจราจรและการทำงานหนักได้จริง
  • 3. กลไกการตรวจสอบและกำกับดูแล: กระทรวงคมนาคมตั้งคณะกรรมการติดตามตามคำสั่ง 121/2569 กรมทางหลวงตั้งคณะทำงาน RSA และ CSA สำหรับโครงการเล็กและใหญ่ โดยจะประเมินความเสี่ยง 360 โครงการ หากเสี่ยงสูงใช้ Third Party ตรวจสอบ นี่คือก้าวสำคัญสู่การกำกับที่โปร่งใส
  • 4. สมุดพกผู้รับเหมา: กรมบัญชีกลางออกกฎกระทรวง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 ติดตามผลงาน หากประมาทเลินเล่อ ลดชั้น ระงับ หรือเพิกถอนทะเบียน กำลังร่างระเบียบเพิ่มเพื่อให้ระบบนี้มีพลังมากขึ้น

นอกจากนี้ สำหรับอุบัติเหตุที่เกิด ทั้งการรถไฟฯ และกรมทางหลวงได้ชดเชยเยียวยาตามกฎหมาย และสั่งงดงานชั่วคราว ปิดจราจรเพื่อปกป้องประชาชน

ในมุมมองของผม การเคลื่อนไหวแบบ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ถกเข้มหน่วยงานรัฐ จี้มาตรการความปลอดภัยไซต์งานก่อสร้าง-บำรุงทาง ครั้งนี้ เป็นสัญญาณบวกที่ภาครัฐตื่นตัว หากทำต่อเนื่อง จะช่วยลดอุบัติเหตุได้มาก คุณที่ทำงานในสายก่อสร้างหรือขับรถผ่านไซต์งานบ่อยๆ ลองเช็คมาตรการในโครงการใกล้ตัวดูนะครับ มันอาจช่วยชีวิตคุณได้! ถ้าชอบบทความนี้ แชร์ต่อและคอมเมนต์ความเห็นของคุณด้านล่างเลยครับ อย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตมาตรการความปลอดภัยเพิ่มเติม

ที่มา – ผู้ตรวจการแผ่นดิน ถกเข้มหน่วยงานรัฐ จี้มาตรการความปลอดภัยไซต์งานก่อสร้าง-บำรุงทาง

ยังไม่แจ้งข้อหาคนร้ายบุกยิงในโรงเรียนพะตง

เหตุการณ์สะเทือนขวัญที่ยังไม่แจ้งข้อหาคนร้ายบุกยิงในโรงเรียนพะตง ยังคงเป็นประเด็นร้อนในสังคม โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.สงขลา ล่าสุดคนร้ายยังคงนอนรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถดำเนินการแจ้งข้อหาได้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ที่โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ต.พะตง อ.หาดใหญ่

ยังไม่แจ้งข้อหาคนร้ายบุกยิงในโรงเรียนพะตง ล่าสุดยังรักษาตัวใน ICU

คนร้ายซึ่งมีประวัติเข้ารับการรักษาอาการทางจิตเวชจากการเสพสารเสพติด ได้ถืออาวุธปืนบุกเข้าไปในโรงเรียน จับเด็กนักเรียนเป็นตัวประกัน สร้างความโกลาหลไปทั่ว ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย ประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียน นักเรียนหญิงวัย 15 ปีที่ถูกยิงเข้าช่องท้อง และนักเรียนหญิงอีกคนที่บาดเจ็บจากการกระโดดหนีจากอาคารเรียนชั้น 2 เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยรีบเข้าควบคุมสถานการณ์ นำตัวคนร้ายและผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลทันที

ภาพเหตุการณ์คนร้ายบุกยิงในโรงเรียนพะตง

ความโศกเศร้าสุดขีดเกิดขึ้นเมื่อช่วงเวลา 02.00 น. นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ได้เสียชีวิตลงที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ เนื่องจากอวัยวะภายในฉีกขาดและเสียเลือดมาก ศพของท่านจะถูกเคลื่อนย้ายไปบำเพ็ญกุศลที่วัดยูงทอง ต.ท่าช้าง อ.บางกล่ำ จ.สงขลา ซึ่งเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการศึกษาในพื้นที่

อัปเดตอาการผู้บาดเจ็บจากเหตุยังไม่แจ้งข้อหาคนร้ายบุกยิงในโรงเรียนพะตง

ส่วนนักเรียนหญิงวัย 15 ปีที่ถูกยิงเข้าช่องท้อง ได้รับการผ่าตัดแล้ว และกำลังรักษาตัวที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ โดยแพทย์ให้การดูแลอย่างใกล้ชิด อาการทรงตัว นักเรียนหญิงอีกรายที่กระโดดจากชั้น 2 ได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้าเท่านั้น ล่าสุดแพทย์แจ้งว่าปลอดภัยดีแล้ว สามารถกลับบ้านได้ในเร็ววัน

ภาพโรงเรียนพะตงหลังเหตุการณ์

สำหรับคนร้าย ได้รับบาดเจ็บถูกยิงเข้าที่ใบหูขณะเจ้าหน้าที่เข้าจู่โจม ล่าสุดอาการดีขึ้นและพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ยังคงอยู่ในห้องไอซียู โรงพยาบาลหาดใหญ่ ตำรวจนายสถานีหาดใหญ่ได้จัดกำลังเฝ้าทั้ง 24 ชั่วโมง ในทางคดี พนักงานสอบสวนยังยังไม่แจ้งข้อหาคนร้ายบุกยิงในโรงเรียนพะตง เนื่องจากต้องรอให้ผู้ต้องหาฟื้นตัวสมบูรณ์ก่อน จากนั้นจะสอบสวนและนำตัวส่งฟ้องศาลจังหวัดสงขลา

ตำรวจพิสูจน์หลักฐานเร่งเก็บข้อมูลคดีบุกยิงโรงเรียน

บรรยากาศที่โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ หลังเหตุการณ์ โรงเรียนได้ปิดการเรียนการสอนชั่วคราว 2 วัน เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากร เช้าวันถัดมา ตำรวจศูนย์พิสูจน์หลักฐานที่ 9 ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด เก็บรวบรวมวัตถุพยาน กระสุนปืน ปลอกกระสุน และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ต่างๆ เพื่อใช้ประกอบสำนวนคดีให้รัดกุมที่สุด

เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ปกครองและชุมชนใน อ.หาดใหญ่เป็นอย่างมาก หลายคนตั้งคำถามถึงระบบความปลอดภัยในโรงเรียนไทย ทำไมผู้ที่มีประวัติจิตเวชถึงสามารถเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่ายดาย นอกจากนี้ยังสะท้อนปัญหาการเสพติดยาเสพติดที่นำไปสู่พฤติกรรมรุนแรง หากไม่แก้ไขที่ต้นตอ อาจเกิดเหตุซ้ำรอยได้

  • เพิ่มการตรวจสอบประวัติผู้เข้า-ออกโรงเรียนอย่างเข้มงวด
  • สนับสนุนงบประมาณระบบรักษาความปลอดภัย เช่น กล้องวงจรปิดและรั้วกั้น
  • บูรณาการการดูแลสุขภาพจิตนักเรียนและบุคคลทั่วไปในชุมชน
  • กฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มข้นยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจัดอบรมให้ครูและบุคลากรโรงเรียนรู้วิธีรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อลดความสูญเสียในอนาคต

เหตุการณ์ยังไม่แจ้งข้อหาคนร้ายบุกยิงในโรงเรียนพะตง เป็นเครื่องเตือนใจสำคัญให้ทุกภาคส่วนตื่นตัวกับปัญหาความปลอดภัยในสถานศึกษา คุณคิดว่าควรมีมาตรการอะไรเพิ่มเติม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้สังคม

ที่มา – ยังไม่แจ้งข้อหา “คนร้าย” บุกยิงในโรงเรียนพะตงฯ ล่าสุดยังรักษาตัวอยู่ห้องไอซียู

ซีอีโออินสตาแกรมขึ้นให้การ ปฏิเสธข้อหาแอปทำลายสุขภาพจิต

ในคดีร้อนที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงทั่วโลก ซีอีโอ “อินสตาแกรม” ขึ้นให้การ ปฏิเสธข้อหาฟีเจอร์แอปฯ ทำลายสุขภาพจิตเยาวชน โดยอดัม มอสเซรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอินสตาแกรมจาก Meta Platforms ได้ขึ้นให้การต่อศาลลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา เพื่อปกป้องบริษัทจากข้อกล่าวหาว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียกระตุ้นให้เกิดภาวะเสพติดและวิกฤตสุขภาพจิตในเด็กและวัยรุ่น คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่สะท้อนปัญหาใหญ่ของยุคดิจิทัลที่เราทุกคนกำลังเผชิญ

ซีอีโอ “อินสตาแกรม” ขึ้นให้การ ปฏิเสธข้อหาฟีเจอร์แอปฯ ทำลายสุขภาพจิตเยาวชน

อดัม มอสเซรี ยืนยันในศาลว่าบริษัทพยายามสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของธุรกิจและความรับผิดชอบต่อผู้ใช้ โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน คดีนี้เริ่มจากหญิงชาวแคลิฟอร์เนียที่เริ่มใช้อินสตาแกรมตั้งแต่อายุ 9 ขวบ เธอยื่นฟ้อง Meta และ YouTube ว่าบริษัทแสวงกำไรจากการทำให้เด็กเสพติด ทั้งที่รู้ถึงผลกระทบต่อสุขภาพจิต เช่น อาการซึมเศร้าและโรค Body Dysmorphic Disorder หรือความไม่ชอบรูปร่างตัวเอง

รายละเอียดคดีและข้อกล่าวหาหลัก

  • แอปกระตุ้นการเสพติดผ่าน алгоритмы แนะนำเนื้อหา
  • ฟีเจอร์อย่างฟิลเตอร์แต่งภาพส่งเสริมภาพลักษณ์ไม่สมจริง
  • ขาดการป้องกันเด็กจากเนื้อหาต้องห้าม
  • บริษัทรู้ปัญหาแต่ละเลยเพื่อผลกำไร

การพิจารณาคดีเปิดเผยอีเมลภายในปี 2019 ที่มอสเซรีและทีมหารือเรื่องยกเลิกห้ามฟิลเตอร์เลียนแบบศัลยกรรม ทีมงานเตือนว่าอาจถูกมองว่าสนใจการเติบโตมากกว่าความรับผิดชอบ แต่สุดท้ายเลือกนำฟิลเตอร์ออกจากส่วนแนะนำแทน เพื่อลดผลกระทบต่อยอดผู้ใช้

การแก้ต่างของซีอีโออินสตาแกรม

มอสเซรีแก้ต่างว่า “ผมพยายามรักษาสมดุลในทุกมิติ” และยืนยันว่านโยบายบริษัทพัฒนาต่อเนื่องเพื่อแก้ปัญหาสำคัญ บรรยากาศในศาลตึงเครียด โดยมีพ่อแม่ที่ลูกเสียชีวิตจากปัญหาสุขภาพจิตที่นั่งฟัง เช่น วิกตอเรีย ฮิงค์ส ที่ลูกสาววัย 16 ปีฆ่าตัวตาย พวกเขามองว่าเด็กๆ เป็น “ความเสียหายข้างเคียง” จากวัฒนธรรม Silicon Valley “Move Fast and Break Things” ซึ่งมอสเซรียอมรับว่าไม่เหมาะสมอีกต่อไป

คดีนี้ทดสอบกฎหมาย Section 230 ที่คุ้มครองแพลตฟอร์มจากความรับผิดชอบต่อเนื้อหาผู้ใช้ หาก Meta และ YouTube แพ้ จะถูกตัดสินว่าประมาทในการออกแบบแอปที่ทำลายสุขภาพจิตโจทก์

แนวโน้มทั่วโลกและมาตรการป้องกัน

  • ออสเตรเลีย: ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดียเป็นชาติแรก
  • สเปน กรีซ: กำลังพิจารณาห้ามคล้ายกัน
  • อังกฤษ ฝรั่งเศส: เสนอกฎเข้มงวดเพื่อปกป้องเยาวชน

การพิจารณาคดียังดำเนินต่อ และคาดมาร์ก ซักเคอร์เบิร์กจะขึ้นให้การเร็วๆ นี้ ผลจะเป็นบรรทัดฐานให้คดีอื่นๆ อีกหลายร้อยคดี

ในมุมมองของผม คดีนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น ไม่ใช่แค่พูด แต่ลงมือจริง เช่น เพิ่มเครื่องมือ parental control และ алгоритмы ที่ตรวจจับพฤติกรรมเสี่ยง คุณล่ะคิดอย่างไร? ลองแชร์ประสบการณ์การใช้โซเชียลมีเดียของลูกๆ หรือตัวคุณเองในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนัก!

ที่มา – ซีอีโอ “อินสตาแกรม” ขึ้นให้การ ปฏิเสธข้อหาฟีเจอร์แอปฯ ทำลายสุขภาพจิตเยาวชน

นายกฯ สวมสร้อยประคำไม้พะยูง พยุงไม่ให้ล้ม

ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 บรรยากาศที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร คึกคักไปด้วยพิธีทำบุญตักบาตรสำคัญ เนื่องในมงคลสมัย 9 ปี แห่งพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ได้เข้าเฝ้าถวายสักการะพระองค์ท่าน ท่ามกลางสายตาของสื่อมวลชนและประชาชน นายกฯ สวมสร้อยประคำไม้พะยูง บอกติดตลก “พยุงไม่ให้ล้ม” ทำให้หลายคนอดยิ้มไม่ได้กับความเป็นกันเองของผู้นำประเทศ

สมเด็จพระสังฆราช เสด็จลงลานวัดราชบพิธ

นายกฯ สวมสร้อยประคำไม้พะยูง พยุงไม่ให้ล้ม

หลังจากเสร็จสิ้นพิธี นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล สวมเสื้อสีฟ้าและนายกฯ สวมสร้อยประคำไม้พะยูง พยุงไม่ให้ล้มเดินออกจากวัด เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงสร้อยประคำที่สวมอยู่ว่าเป็นของขวัญจากญาติโยมใช่หรือไม่ และมีความหมายเพื่อความแข็งแรงมั่นคงหรือไม่ นายกฯ ตอบติดตลกด้วยรอยยิ้มว่า “พยุงไม่ให้ล้ม” คำตอบนี้กลายเป็นไวรัลในโซเชียลมีเดียทันที สะท้อนบุคลิกขี้เล่นแต่หนักแน่นของท่าน

ไม้พะยูงเป็นไม้มีค่าที่มีชื่อเสียงในด้านความแข็งแกร่งและความเชื่อในพลังศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะเมื่อนำมาทำสร้อยประคำใช้จงกรมภาวนา เชื่อว่าช่วยเสริมสิริมงคล เสริมพลังใจ และป้องกันภัยอันตราย ในวัฒนธรรมไทย สร้อยประคำไม้พะยูงมักถูกมอบเป็นของขวัญให้ผู้นำหรือบุคคลสำคัญเพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ทำให้เหตุการณ์นายกฯ สวมสร้อยประคำไม้พะยูง พยุงไม่ให้ล้มนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก

นายกรัฐมนตรีอนุทินและคณะทำบุญตักบาตร

รายละเอียดพิธีเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช

พิธีเริ่มต้นเวลา 08.00 น. สมเด็จพระสังฆราชเสด็จลงลานวัด ทรงตักบาตรถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระบูรพาจารย์ นายกฯ อนุทิน นำโดยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดมหาดไทย ร่วมตักบาตรพระสงฆ์ 108 รูป ก่อนเข้าเฝ้าถวายพระพร

  • สมเด็จพระสังฆราชทรงให้พรนายกรัฐมนตรีทุกครั้งที่เข้าเฝ้า
  • นายกฯ ไม่กราบทูลเรื่องการเป็นนายกต่อ เพื่อไม่รบกวนเวลาให้พร
  • บรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบและศรัทธา
  • คณะมหาดไทยเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
นายกฯ อนุทิน สวมสร้อยประคำไม้พะยูง

ความหมายของสร้อยประคำไม้พะยูงในโอกาสนี้

สร้อยประคำไม้พะยูงไม่ใช่แค่เครื่องประดับ แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่นคง ไม้ชนิดนี้หายาก แข็งแรง ทนทาน เชื่อว่าช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจให้มั่นคง เหมาะกับผู้นำประเทศที่ต้องเผชิญความท้าทายมากมาย การที่นายกฯ สวมสร้อยประคำไม้พะยูง พยุงไม่ให้ล้มจึงสื่อถึงความมุ่งมั่นในการนำพาประเทศให้รอดพ้นวิกฤต คำพูดติดตลกนี้ยังช่วยลดช่องว่างระหว่างผู้นำกับประชาชน ทำให้ภาพลักษณ์ของนายกฯ ดูเข้าถึงได้มากขึ้น

นอกจากนี้ การเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชในโอกาสมงคลสมัย 9 ปี ยังแสดงถึงความเคารพต่อสถาบันสงฆ์และพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นหัวใจของสังคมไทย พิธีดังกล่าวช่วยเสริมสร้างความสามัคคีและกำลังใจให้กับผู้บริหารระดับสูงในการปฏิบัติหน้าที่

คณะผู้บริหารกระทรวงมหาดไทยเข้าเฝ้า
พิธีตักบาตรพระสงฆ์ 108 รูป

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงเป็นข่าวการเมืองเท่านั้น แต่ยังสะท้อนวัฒนธรรมไทยที่ผสมผสานความศรัทธากับอารมณ์ขัน คำว่า “พยุงไม่ให้ล้ม” กลายเป็นวลีฮิตที่ประชาชนนำไปใช้ในโซเชียล แสดงถึงพลังของคำพูดง่ายๆ ที่สร้างรอยยิ้มท่ามกลางสถานการณ์จริงจัง

ในมุมมองของผู้เขียน คำพูดติดตลกของนายกรัฐมนตรีอนุทินแสดงให้เห็นถึงสติปัญญาและความถ่อมตน แม้จะอยู่ในตำแหน่งสูงสุด แต่ยังคงใกล้ชิดประชาชน นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับผู้นำทุกคนในการสื่อสารอย่างมีเสน่ห์ คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตการเมืองและศาสนาของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลดีๆ!

ที่มา – หลังเข้าเฝ้า “สมเด็จพระสังฆราช” นายกฯ สวมสร้อยประคำไม้พะยูง บอกติดตลก “พยุงไม่ให้ล้ม”

ช็อก อินฟลูฯ สายกินของฟิลิปปินส์ดับ หลังชิม “ปูปีศาจ” ทำคอนเทนต์

ช็อก อินฟลูฯ สายกินของฟิลิปปินส์ดับ หลังชิม “ปูปีศาจ” ทำคอนเทนต์ เหตุการณ์สุดสะเทือนใจที่เกิดขึ้นในฟิลิปปินส์ ทำให้ชาวเน็ตทั่วโลกต้องตื่นตัวกับความเสี่ยงของการทำคอนเทนต์อาหารแปลกๆ โดยเฉพาะสัตว์ทะเลที่มีพิษร้ายแรง

ช็อก อินฟลูฯ สายกินของฟิลิปปินส์ดับ หลังชิม “ปูปีศาจ” ทำคอนเทนต์

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 สื่อท้องถิ่นฟิลิปปินส์รายงานกรณีเศร้าของนางเอ็มมา อามิต วัย 51 ปี อินฟลูเอนเซอร์สายกินของแปลกจากเมืองปวยร์โต ปรินเซซา จังหวัดปาลาวัน เธอเสียชีวิตหลังจากรับประทาน “ปูปีศาจ” หรือ “เดวิลแครบ” เพื่อถ่ายคลิปลง TikTok และ Facebook ซึ่งเป็นคอนเทนต์ที่ดึงดูดผู้ติดตามจำนวนมาก

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ อามิตและเพื่อนออกไปเก็บหอยและสัตว์ทะเลในป่าชายเลนใกล้บ้าน จากนั้นนำมาปรุงอาหารสดๆ ในคลิปวิดีโอ เธอต้มสัตว์ทะเล ปรุงรส แล้วกัดกินปูปีศาจโชว์กล้องอย่างเอร็ดอร่อย โดยไม่รู้ถึงพิษร้ายที่ซ่อนอยู่

ช็อก อินฟลูฯ สายกินของฟิลิปปินส์ดับ หลังชิม “ปูปีศาจ” ทำคอนเทนต์: ลำดับเหตุการณ์

วันถัดมา (5 กุมภาพันธ์) อามิตเริ่มมีอาการป่วยหนักจากพิษ เพื่อนบ้านเล่าว่า ขณะนำตัวส่งคลินิกท้องถิ่น เธอชักเกร็งรุนแรง ริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินคล้ำ และหมดสติ แพทย์พยายามช่วยชีวิตอย่างสุดความสามารถ แต่เธอเสียชีวิตในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ เพียง 2 วันหลังชิมปูปีศาจ

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบบ้านผู้เสียชีวิต พบเปลือกปูสีสดใสในถังขยะ สถาบันสมิธโซเนียนยืนยันว่า ปูปีศาจอาศัยตามแนวปะการังในอินโด-แปซิฟิก มีสารพิษต่อระบบประสาท เช่น แซกซิทอกซิน และเตโตรโดทอกซิน ซึ่งรุนแรงเท่าพิษปลาปักเป้า ทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว

ปูปีศาจคืออะไร? อันตรายที่ซ่อนอยู่ในทะเล

  • ลักษณะ: ปูขนาดเล็ก สีสันสดใส พบในป่าชายเลนและแนวปะการัง
  • พิษ: สะสมในเนื้อและอวัยวะ สูงสุดในตับและไข่
  • อาการ: ชา ปวดเมื่อย คลื่นไส้ ชัก หายใจลำบาก ถึงตาย
  • การป้องกัน: ห้ามกินสัตว์ทะเลที่ไม่รู้จัก ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อน

ช็อก อินฟลูฯ สายกินของฟิลิปปินส์ดับ หลังชิม “ปูปีศาจ” ทำคอนเทนต์ กลายเป็นอุทาหรณ์ใหญ่สำหรับครีเอเตอร์ทุกคน โดยเฉพาะสายกินของป่า ของทะเล ที่มักเสี่ยงเพื่อ views และยอดไลค์ ในฟิลิปปินส์และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบกรณีคล้ายๆ กันบ่อยครั้งจากสัตว์ทะเลมีพิษ เช่น หอยงวงช้าง หรือปลาปักเป้า

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ ว่าการปรุงสุกไม่ช่วยกำจัดพิษบางชนิดได้ทั้งหมด ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงสัตว์ทะเลปริศนา โดยเฉพาะที่สีสันฉูดฉาด ซึ่งมักเป็นสัญญาณเตือนจากธรรมชาติ

เหตุการณ์นี้ทำให้หน่วยงานฟิลิปปินส์ออกคำเตือนประชาชน เพิ่มความระมัดระวังในการเก็บและกินสัตว์ทะเลจากธรรมชาติ หากไม่แน่ใจ อย่าบริโภคเด็ดขาด

จากประสบการณ์นี้ เราควรตระหนักถึงความเสี่ยงของคอนเทนต์สุดขั้ว อินฟลูฯ สายกินควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนถ่ายทำ เพื่อปกป้องตัวเองและผู้ชม คำแนะนำ: หากชื่นชอบอาหารทะเล 请选择来源ปลอดภัยจากตลาดหรือร้านอาหารที่น่าเชื่อถือ

สุดท้าย ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวเอ็มมา อามิต และหวังว่าเหตุการณ์ช็อก อินฟลูฯ สายกินของฟิลิปปินส์ดับ หลังชิม “ปูปีศาจ” ทำคอนเทนต์ จะเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับทุกคน

ที่มา – ช็อก อินฟลูฯ สายกินของฟิลิปปินส์ดับ หลังชิม “ปูปีศาจ” ทำคอนเทนต์

“เจมส์ แวน เดอร์ บีก” พระเอก Dawson’s Creek เสียชีวิตวัย 48

“เจมส์ แวน เดอร์ บีก” พระเอก Dawson’s Creek เสียชีวิตในวัย 48 ปี กลายเป็นข่าวช็อกวงการบันเทิงทั่วโลก! นักแสดงขวัญใจวัยรุ่นยุค 90s ที่ใครๆ ก็หลงรักในบทดอว์สัน ลีรี จากซีรีส์ดัง Dawson’s Creek ได้จากไปอย่างสงบหลังสู้กับมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะ 3 มาอย่างกล้าหาญ เรื่องนี้ไม่เพียงทำให้แฟนๆ เสียใจ แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจเรื่องสุขภาพที่เราทุกคนควรใส่ใจ

“เจมส์ แวน เดอร์ บีก” พระเอก Dawson’s Creek เสียชีวิตในวัย 48 ปี

ครอบครัวของเจมส์ แวน เดอร์ บีก ได้โพสต์แถลงการณ์สุดสะเทือนใจผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ตามเวลาท้องถิ่น โดยบอกว่า “เจมส์เผชิญหน้ากับวาระสุดท้ายด้วยความกล้าหาญ ศรัทธา และสง่างาม” เขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2023 แต่เลือกเปิดเผยสู่สาธารณะในเดือนพฤศจิกายน 2024 จุดเริ่มต้นมาจากอาการผิดปกติในการขับถ่าย เขาลองหยุดดื่มกาแฟดูอาการก่อน แล้วตัดสินใจตรวจ จนพบเนื้องอกที่ลุกลามไปต่อมน้ำเหลืองแล้ว

แม้จะป่วยหนัก เจมส์ แวน เดอร์ บีก ยังไม่หยุดนิ่ง เขายังทำงานในวงการต่อ โดยล่าสุดรับเชิญในซีรีส์ Overcompensating บน Prime Video และโผล่ผ่านวิดีโอคอลในงานรวมตัวนักแสดง Dawson’s Creek เพื่อระดมทุนให้ F Cancer องค์กรต่อสู้มะเร็ง

เส้นทางสู่ stardom ของเจมส์ แวน เดอร์ บีก

เจมส์ แวน เดอร์ บีก เกิดมาเป็นเด็กขี้อายที่เคยฝันอยากเป็นนักกีฬา ไม่ใช่นักแสดง แต่โชคชะตาพาให้เขาแจ้งเกิดจากบทดอว์สัน ลีรี ใน Dawson’s Creek (1998-2003) ซีรีส์ที่กำหนดยุคสมัยทีวีวัยรุ่น ผลงานอื่นๆ ที่ทำให้แฟนๆ จดจำ:

  • Varsity Blues (1999): ภาพยนตร์กีฬาแนว coming-of-age ที่ฮิตฮอต
  • CSI: Institute: บทบาทรับเชิญสุดเท่
  • Dancing with the Stars: แสดงให้เห็นด้านขี้เล่น
  • ละครทีวีอื่นๆ อย่าง Brooklyn Nine-Nine และ Walker

เขาเป็นไอคอนที่สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กหนุ่มหลายคนมั่นใจในตัวเอง

การต่อสู้และข้อความสร้างแรงบันดาลใจ

ในช่วงรักษา เจมส์ให้สัมภาษณ์ว่าจุดต่ำสุดคือกลัวสูญเสียบทบาทพ่อ สามี แต่เขาพบว่าตัวเองยังมีคุณค่าตลอด แถมยังรณรงค์ตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ “ถ้าผมช่วยใครสักคนได้ นั่นคือสิ่งวิเศษสุด” เขากล่าว มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคที่ตรวจพบเร็วรักษาหายได้สูง โดยเฉพาะในคนอายุต่ำกว่า 50 ปีที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน สัญญาณเตือนคือเลือดปนอุจจาระ ปวดท้องเรื้อรัง ควรตรวจคอลอนสโคปปีละครั้ง

คำไว้อาลัยจากเพื่อนดารา

  • บีซี่ ฟิลลิปส์ (เพื่อนจาก Dawson’s Creek): “หัวใจฉันแตกสลาย” พร้อมระดมทุนช่วยครอบครัว
  • ซาราห์ มิเชลล์ เกลลาร์: “ความสูญเสียครั้งใหญ่ มรดกของเขาจะอยู่ตลอดไป”
  • เจนนิเฟอร์ การ์เนอร์ และ โอลิเวีย มันน์: ส่งกำลังใจให้ภรรยาคิมเบอร์ลีและลูก 6 คน

โซนี พิกเจอร์ส และบัญชี Dawson’s Creek โพสต์ว่า “บทดอว์สันของเขานิยามยุคทีวี และยังตราตรึงใจผู้ชม”

เจมส์ แวน เดอร์ บีก “พระเอก Dawson’s Creek เสียชีวิตในวัย 48 ปี” แต่ legacy ของเขาจะคงอยู่ผ่านผลงานและการรณรงค์สุขภาพ ในฐานะแฟนๆ เราควรเรียนรู้จากเขา ตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ตั้งแต่วันนี้ อย่ารอให้สายเกินไป! แบ่งปันเรื่องนี้เพื่อสร้างความตระหนัก และติดตามอัปเดตข่าวบันเทิงเพิ่มเติมที่นี่นะครับ

ที่มา – “เจมส์ แวน เดอร์ บีก” พระเอก Dawson’s Creek เสียชีวิตในวัย 48 ปี หลังสู้มะเร็งลำไส้ใหญ่

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติสวนทรัมป์ คัดค้านมาตรการขึ้นภาษีแคนาดา

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติสวนทรัมป์ คัดค้านมาตรการขึ้นภาษีแคนาดา กลายเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สะเทือนวงการการเมืองและการค้าของสหรัฐอเมริกา สร้างความตกตะลึงให้กับทำเนียบขาวและแฟนคลับของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ การลงมติครั้งนี้ไม่เพียงท้าทายนโยบายภาษีศุลกากรที่ทรัมป์ยึดมั่น แต่ยังสะท้อนถึงรอยร้าวภายในพรรครีพับลิกันเอง

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติสวนทรัมป์ คัดค้านมาตรการขึ้นภาษีแคนาดา ด้วยคะแนนถล่มทลาย

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้ลงมติด้วยคะแนน 219 ต่อ 211 เสียง ผ่านญัตติที่คัดค้านมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาของทรัมป์ นโยบายนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ “อเมริกาต้องมาก่อน” ที่ทรัมป์ใช้กดดันคู่ค้าต่างชาติ โดยเฉพาะแคนาดา ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดแต่ถูกมองว่าได้เปรียบด้านการค้า แม้การลงมตินี้จะไม่สามารถยกเลิกภาษีได้ทันที เพราะต้องรอการรับรองจากทรัมป์และวุฒิสภา แต่ก็ถือเป็นสัญญาณเตือนถึงความไม่ลงรอยในหมู่สมาชิกพรรคของเขา

ก่อนการโหวต นายไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร พยายามขัดขวางไม่ให้ญัตติเข้าสู่การลงมติ แต่สุดท้ายแผนล้มเหลว เมื่อสมาชิกพรรครีพับลิกัน 6 คนตัดสินใจแตกแถว ร่วมกับพรรคเดโมแครตเพื่อสนับสนุนญัตติ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความแตกแยกภายในพรรค ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อนโยบายการค้าของทรัมป์ในอนาคต

ผลกระทบจากการลงมติสวนทรัมป์

หลังผลลงมติปรากฏ ทรัมป์รีบออกมาตอบโต้ทันที ผ่านโซเชียลมีเดีย โดยเตือนสมาชิกสภาที่โหวตสวนว่า “จะต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา” เขายังยืนยันว่าภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือสำคัญในการเจรจาการค้า และแคนาดาต้องยอมรับข้อตกลงที่เป็นธรรมมากขึ้น การตอบโต้ของทรัมป์จุดชนวนความตึงเครียดทางการเมือง โดยเฉพาะก่อนการเลือกตั้งที่กำลังใกล้เข้ามา

  • ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: มาตรการภาษีอาจทำให้ราคาสินค้าแคนาดาในสหรัฐฯ สูงขึ้น ส่งผลต่อผู้บริโภคอเมริกัน โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมอย่างเหล็กและอะลูมิเนียม
  • ผลกระทบทางการเมือง: สมาชิกรีพับลิกันที่แตกแถวเสี่ยงถูกทรัมป์กดดันในพรรค อาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่หรือการปรับโครงสร้างพรรค
  • ผลต่อความสัมพันธ์สหรัฐฯ-แคนาดา: แคนาดาอาจตอบโต้ด้วยมาตรการภาษีตอบแทน สร้างสงครามการค้าที่ไม่มีผู้ชนะ

ญัตติจะถูกส่งต่อไปยังวุฒิสภา ซึ่งคาดว่าจะมีกระแสต่อต้านจากรีพับลิกันที่เหนียวแน่นกว่า แต่บรรยากาศการเมืองกำลังตึงเครียดจากนโยบายการค้าของทรัมป์ที่ดุดัน นักวิเคราะห์ชี้ว่านี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการท้าทายอำนาจทรัมป์จากภายใน

พื้นหลังนโยบายภาษีแคนาดาของทรัมป์

ทรัมป์เคยขึ้นภาษีแคนาดาในสมัยแรก (2561) โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ส่งผลให้เกิดข้อตกลง USMCA ใหม่ แต่ในสมัยที่สอง เขากลับมาด้วยท่าทีแข็งกร้าวกว่าเดิม เพื่อลดการขาดดุลการค้า สหรัฐฯ ขาดดุลกับแคนาดากว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ทำให้ทรัมป์มองว่าแคนาดาเอาเปรียบ

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์หลายคนเตือนว่าภาษีเหล่านี้อาจทำลายห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ทั้งสองประเทศพึ่งพากัน การลงมติของสภาผู้แทนราษฎรจึงเป็นเสียงสะท้อนจากสมาชิกสภาที่กังวลต่อผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น

ในมุมมองของผู้เขียน การลงมติครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการเมืองสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ยุคที่พรรครีพับลิกันไม่ใช่เครื่องจักรของทรัมป์อีกต่อไป หากทรัมป์ไม่ปรับนโยบาย อาจเผชิญแรงต้านมากขึ้น คุณคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวการเมืองสหรัฐฯ เพิ่มเติม!

ที่มา – สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติสวนทรัมป์ คัดค้านมาตรการขึ้นภาษีแคนาดา

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 3 รองเลขาธิการ ป.ป.ช. 13 ราย

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้มีข่าวฮอตจากราชกิจจานุเบกษาที่หลายคนสนใจมากๆ เลยนะครับ นั่นคือ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 3 รองเลขาธิการ ป.ป.ช. พร้อมรองเลขาฯ ภาค 1-8 ผู้ตรวจฯ รวม 13 คน การย้ายย้ายและแต่งตั้งครั้งนี้ ถือเป็นการปรับโครงสร้างใหญ่ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่จะช่วยเสริมศักยภาพในการตรวจสอบและปราบปรามการทุจริตได้ดียิ่งขึ้น โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 และมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการครับ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 3 รองเลขาธิการ ป.ป.ช. พร้อมรองเลขาฯ ภาค 1-8 ผู้ตรวจฯ รวม 13 คน

ประกาศนี้เผยแพร่บนเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 สามารถดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็มได้ที่นี่ โดยเป็นการพ้นจากตำแหน่งเดิมและแต่งตั้งใหม่ในประเภทบริหารระดับสูงทั้งหมด 13 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการสับเปลี่ยนตำแหน่งระหว่างรองเลขาธิการ ป.ป.ช. สำนักงานกลาง รองเลขาธิการภาค 1-8 และผู้ตรวจราชการ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศมากขึ้นครับ

รายชื่อผู้ได้รับการแต่งตั้งและย้ายย้าย

มาดูรายละเอียดกันแบบชัดๆ เลยนะครับ ว่ามีใครบ้างที่ได้รับพระราชทานเกียรติยศในครั้งนี้:

  • 1. นายพิเศษ นาคะพันธุ์ พ้นจาก ผู้ตรวจราชการ ป.ป.ช. แต่งตั้งเป็น รองเลขาธิการ ป.ป.ช. ภาค 4
  • 2. นายวัฒนชัย ส้มมี พ้นจาก รองเลขาฯ ป.ป.ช. ภาค 2 แต่งตั้งเป็น ผู้ตรวจราชการ ป.ป.ช.
  • 3. พลตำรวจตรีอรุณ อมรวิริยะกุล พ้นจาก รองเลขาฯ ป.ป.ช. แต่งตั้งเป็น รองเลขาฯ ป.ป.ช. ภาค 2
  • 4. นายประทีป คงสนิท พ้นจาก ผู้ตรวจราชการ ป.ป.ช. แต่งตั้งเป็น รองเลขาธิการ ป.ป.ช. (สำนักงานกลาง)
  • 5. นายณัฐวุฒ ชมประเสริฐ พ้นจาก รองเลขาฯ ป.ป.ช. ภาค 3 แต่งตั้งเป็น ผู้ตรวจราชการ ป.ป.ช.
  • 6. นายสุพจน์ ศรีงามเมือง พ้นจาก รองเลขาฯ ป.ป.ช. ภาค 6 แต่งตั้งเป็น รองเลขาฯ ป.ป.ช. ภาค 3
  • 7. นายจักรกฤช ต้นเลิศ พ้นจาก รองเลขาฯ ป.ป.ช. ภาค 7 แต่งตั้งเป็น รองเลขาฯ ป.ป.ช. ภาค 6
  • 8. พันตำรวจตรีชัชนพ ผดุงกาญจน์ พ้นจาก รองเลขาฯ ป.ป.ช. แต่งตั้งเป็น รองเลขาฯ ป.ป.ช. ภาค 7
  • 9. นายภูเทพ ทวีโชติธนากุล พ้นจาก รองเลขาฯ ป.ป.ช. แต่งตั้งเป็น รองเลขาฯ ป.ป.ช. ภาค 8
  • 10. นางสาวชฎารัตน์ อนรรมอร พ้นจาก รองเลขาฯ ป.ป.ช. ภาค 1 แต่งตั้งเป็น รองเลขาธิการ ป.ป.ช. (สำนักงานกลาง)
  • 11. นายวิวัฒน์ เจริญฉ่ำ พ้นจาก รองเลขาฯ ป.ป.ช. ภาค 5 แต่งตั้งเป็น รองเลขาฯ ป.ป.ช. ภาค 1
  • 12. นายศรชัย ชูวิเชียร พ้นจาก รองเลขาฯ ป.ป.ช. แต่งตั้งเป็น รองเลขาฯ ป.ป.ช. ภาค 5
  • 13. นายสุชาติ กรวยกิตานนท์ พ้นจาก รองเลขาฯ ป.ป.ช. ภาค 8 แต่งตั้งเป็น รองเลขาธิการ ป.ป.ช. (สำนักงานกลาง)

เห็นไหมครับว่ามีการหมุนเวียนตำแหน่งแบบครบวงจร โดยเฉพาะ 3 รองเลขาธิการ ป.ป.ช. สำนักงานกลางคนใหม่ ได้แก่ นายประทีป คงสนิท, นางสาวชฎารัตน์ อนรรมอร และนายสุชาติ กรวยกิตานนท์ ที่จะมาช่วยเลขาธิการหลักในการกำกับดูแลงานใหญ่ๆ

ทำไมการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 3 รองเลขาธิการ ป.ป.ช. ครั้งนี้ถึงสำคัญ?

ป.ป.ช. เป็นหน่วยงานหลักในการรับเรื่องร้องเรียนทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นยันระดับสูงสุด การมีรองเลขาธิการที่เก่งและมีประสบการณ์ จะช่วยให้การตรวจสอบรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ปัญหาคอร์รัปชันยังเป็นวาระแห่งชาติ รองเลขาฯ ภาค 1-8 จะลงพื้นที่ดูแลจังหวัดต่างๆ ให้ทั่วถึง ไม่ปล่อยให้ช่องโหว่หลุดรอด ส่วนผู้ตรวจราชการก็จะเป็นหูเป็นตาในการสืบสวนเบื้องต้นครับ

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา การปรับโครงสร้างแบบนี้มักนำไปสู่คดีใหญ่ๆ หลาย件 เช่น การตรวจสอบโครงการรัฐที่ผิดปกติหรือนักการเมืองที่พัวพัน การแต่งตั้งครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณดีว่าประชาชนจะได้ประโยชน์จากความโปร่งใสมากขึ้น นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงพระราชปณิธานในการกำกับดูแลข้าราชการให้สุจริตด้วยนะครับ

บทบาทหลักของรองเลขาธิการ ป.ป.ช. และทีมงาน

รองเลขาธิการ ป.ป.ช. มีหน้าที่ช่วยเลขาธิการในการวางนโยบายปราบปรามทุจริต ประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น ป.ป.ท. หรือตำรวจ ปราบปรามสินบน และรายงานตรงต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่วนทีมภาคจะโฟกัสที่ปัญหาท้องถิ่น เช่น การจัดซื้อจัดจ้างใน อบจ. อบต. หรือเทศบาล ที่มักมีข่าวฮือฮา ส่วนผู้ตรวจราชการจะเน้นการตรวจสอบเฉพาะกิจ เรียกได้ว่าครอบคลุมทุกมิติเลยครับ

ถ้าถามว่าทำไมต้อง 13 ราย? เพราะเป็นการเติมเต็มช่องว่างจากการย้ายและเกษียณ เพื่อให้องค์กรเดินหน้าต่อเนื่องไม่สะดุด โดยเฉพาะในปีที่รัฐบาลมีวาระเร่งด่วนเรื่องธรรมาภิบาล

สุดท้ายนี้ การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 3 รองเลขาธิการ ป.ป.ช. พร้อมทีม 13 คน ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสังคมไร้ทุจริต คุณคิดว่าทีมชุดนี้จะจัดการปัญหาอะไรได้บ้าง? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือกดแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้รู้ด้วยนะครับ เพื่อช่วยกันเฝ้าระวังสังคมให้ดีขึ้น!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 3 รองเลขาธิการ ป.ป.ช. พร้อมรองเลขาฯ ภาค 1-8 ผู้ตรวจฯ รวม 13 คน