วัน: 21 กุมภาพันธ์ 2026

“พริษฐ์” ชวนจับสังเกต 5 อย่าง ลงคะแนนใหม่พรุ่งนี้

การเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 ยังคงเป็นประเด็นร้อนที่ประชาชนตั้งคำถามถึงความโปร่งใส โดยเฉพาะเรื่องความลับในการลงคะแนนเสียง ล่าสุด “พริษฐ์” หรือนายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ได้ชวนทุกคนจับตาด้วยประเด็นสำคัญ “พริษฐ์” ชวนจับสังเกต 5 อย่าง ลงคะแนนใหม่พรุ่งนี้ เปลี่ยนไปจาก 8 ก.พ. หรือไม่ เพื่อตรวจสอบว่าการจัดการของ กกต. ในวันลงคะแนนใหม่ 22 ก.พ. จะเหมือนเดิมหรือไม่

“พริษฐ์” ชวนจับสังเกต 5 อย่าง ลงคะแนนใหม่พรุ่งนี้ เปลี่ยนไปจาก 8 ก.พ. หรือไม่

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 ชวนประชาชนร่วมสังเกตการณ์การลงคะแนนเสียงใหม่ในบางหน่วย เช่น กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ 15 หน่วยที่ 9 หาก กกต. ยืนยันว่าเลือกตั้ง 8 ก.พ. ถูกต้องและเป็นไปโดยลับแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นในวัน 22 ก.พ. ก็ต้องเหมือนเดิมทุกประการ หากเปลี่ยนแปลง แสดงว่ามีปัญหาในวันเดิมโดยปริยาย

5 สิ่งสำคัญที่ต้องจับตาในการลงคะแนนใหม่

เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและลับจริง ประชาชนควรสังเกต 5 ประเด็นหลักดังนี้ โดยใช้รายการด้านล่างเป็นแนวทาง:

  • 1. บัตรเลือกตั้งต้องมี barcode / QR code เหมือนเดิม: โดยเฉพาะบัตร ส.ส. บัญชีรายชื่อ (สีชมพู) ต้องมี barcode แตกต่างกันแต่ละใบ ระบุ “รหัสบัตร” เฉพาะเจาะจง ไม่ใช่แค่รหัสเล่มหรือหน่วยเลือกตั้ง หากไม่มีหรือเปลี่ยน อาจบ่งชี้ปัญหาการติดตามบัตร
  • 2. เห็น “รหัสบัตร” ชัดเจนตอนรับบัตร: ประชาชนที่ไปใช้สิทธิต้องมองเห็นรหัสบัตรตรงขอบบัตร เช่น Axxxxx0001 เพื่อยืนยันความโปร่งใส ไม่มีการปกปิด
  • 3. รหัสบัตรเรียงลำดับต่อเนื่อง: หาก 2 คนต่อคิวกัน รหัสบัตรต้องเรียงกัน เช่น Axxxxx0001 และ Axxxxx0002 แสดงว่าระบบจัดการถูกต้อง ไม่มีการสลับหรือข้าม
  • 4. เจ้าหน้าที่เขียน “ลำดับ” ชัดเจน: ตรงขอบบัตรต้องบันทึกลำดับในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ ไม่ใช่ลำดับรับบัตร เพื่อป้องกันการสับสน
  • 5. นับคะแนนชูบัตรให้เห็นชัด: เจ้าหน้าที่ต้องชูบัตรขานคะแนนต่อหน้าผู้สังเกตการณ์ โดยไม่ปกปิด barcode / QR code เพื่อให้ทุกคนตรวจสอบได้

ประเด็นเหล่านี้มาจากปัญหาที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้ง 8 ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งมีข้อครหาเรื่อง barcode บนบัตรที่อาจเชื่อมโยงกับผู้ลงคะแนน ทำให้ขัดหลักการลับในการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ หากวัน 22 ก.พ. เปลี่ยนแปลงใดๆ แสดงว่า กกต. ยอมรับว่าวิธีเดิมมีปัญหา ส่งผลให้ต้องทบทวนผลการเลือกตั้งทั้งหมด

นอกจากนี้ การจับตาครั้งนี้ยังช่วยเสริมสร้างประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง ประชาชนมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบอำนาจรัฐ อย่าปล่อยให้เกิดช่องโหว่ที่อาจนำไปสู่การทุจริตเลือกตั้ง

สุดท้าย ชวนทุกท่านออกไปใช้สิทธิและสังเกต 5 อย่างนี้ในวันพรุ่งนี้ แล้วมาแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ เพื่อให้เสียงของเราดังและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง!

ที่มา – “พริษฐ์” ชวนจับสังเกต 5 อย่าง ลงคะแนนใหม่พรุ่งนี้ เปลี่ยนไปจาก 8 ก.พ. หรือไม่

จับจีนเทา ซุกแก๊สหัวเราะ 500 ถัง 1 ล้านบาท คารามคำแหง

ข่าวอาชญากรรมที่กำลังเป็นกระแสในช่วงนี้คือกรณีจับจีนเทา ซุกแก๊สหัวเราะ 500 ถัง มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท คาบ้านย่านรามคำแหง ซึ่งตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) นำทีมบุกจับผู้ต้องหาชาวจีนรายนี้ได้อย่างอยู่หมัด เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การจับกุมธรรมดา แต่เป็นส่วนหนึ่งของการขยายผลเครือข่ายลักลอบนำเข้าแก๊สหัวเราะหรือไนตรัสออกไซด์ (N₂O) ที่ผิดกฎหมาย ซึ่งกำลังระบาดหนักในหมู่วัยรุ่นและปาร์ตี้ต่างๆ

จับจีนเทา ซุกแก๊สหัวเราะ 500 ถัง มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท คาบ้านย่านรามคำแหง

จับจีนเทา ซุกแก๊สหัวเราะ 500 ถัง มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท คาบ้านย่านรามคำแหง

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 (ตามข้อมูลข่าว) โดย พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สั่งการให้ พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการ ปอศ. พร้อม พ.ต.อ.นฤพนธ์ กรุณา ผู้กำกับการ 2 บก.ปอศ. และ พ.ต.ต.ปฏิภาณ เป็นสุข ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลกก.2 บก.ปอศ. นำกำลังบุกตรวจค้นบ้านพักในพื้นที่แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ

ผู้ต้องหาคือ นายไป๋ ฉางโป (MR. BAI CHANGBO) ชาวจีนวัย 54 ปี ถูกจับในข้อหา “ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร” ของกลางที่ยึดได้คือ แก๊สหัวเราะจำนวน 500 ถัง มูลค่าราว 1 ล้านบาท!

ขั้นตอนการจับกุมที่ตื่นเต้น

การสืบสวนครั้งนี้มาจากการขยายผลหลังจับขบวนการใหญ่เมื่อเดือนมกราคม 2567 ตำรวจนายซุ่มเฝ้าสังเกตพฤติกรรมกลุ่มพ่อค้าชาวจีนที่ยังลักลอบขายแก๊สหัวเราะ พบว่านายไป๋ใช้บ้านย่านรามคำแหงเป็นโกดังลับ บรรจุแก๊สใส่กล่องสินค้า แล้วใช้รถจักรยานยนต์ส่งให้ลูกค้าที่สั่งออนไลน์

เจ้าหน้าที่ขอหมายค้นจากศาลภาษีอากรกลาง บุกเข้าไปตอนที่นายไป๋กำลังจะขี่จยย. พ่วงกล่องออกจากบ้าน ตรวจกล่องพบแก๊ส 2 ถังทันที จากนั้นบุกค้นบ้านเพิ่ม พบอีก 498 ถัง รวม 500 ถัง จับกุมคาที่ทันที ก่อนถึงมือลูกค้า!

จับจีนเทา ซุกแก๊สหัวเราะ 500 ถัง มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท คาบ้านย่านรามคำแหง

แก๊สหัวเราะคืออะไร และทำไมถึงผิดกฎหมาย?

แก๊สหัวเราะ หรือไนตรัสออกไซด์ (N₂O) เป็นก๊าซที่ใช้ทางการแพทย์เป็นยาสลบ และในอุตสาหกรรมอาหารทำวิปปิ้งครีม แต่ในไทย การนำเข้าต้องผ่านศุลกากรและมีใบอนุญาต หากลักลอบนำมาเพื่อขายสูดดมในปาร์ตี้ ถือว่าผิด พ.ร.บ.ศุลกากรทันที นายไป๋ให้การสารภาพว่า รับจ้างดูแลโกดังและส่งของให้ “นายทุนต่างประเทศ” เดือนละ 30,000 บาท ตำรวจกำลังขยายผลหาเจ้านายใหญ่

อันตรายร้ายแรงจากการสูดดมแก๊สหัวเราะ

หลายคนคิดว่าสูดดมแก๊สหัวเราะจากลูกโป่งสนุกๆ เพลิดเพลินเคลิบเคลิ้ม แต่จริงๆ แล้วอันตรายถึงชีวิต พ.ต.อ.นฤพนธ์ กรุณา ฝากเตือนประชาชน โดยเฉพาะวัยรุ่น ว่าอย่าเสี่ยง

  • ขาดออกซิเจนเฉียบพลัน: แก๊สเข้าแทนที่ออกซิเจนในปอด ทำให้มึนงง คลื่นไส้ อาเจียน หายใจไม่ออก
  • สูญเสียการทรงตัว: หกล้ม บาดเจ็บ หมดสติได้ง่าย
  • เส้นประสาทเสื่อม: สูดบ่อยๆ ทำให้ชา มึนที่ปลายมือเท้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • อันตรายรุนแรง: ระบบประสาทกลางล้มเหลว อาจเสียชีวิตกะทันหัน

สถิติในไทยพบผู้เสียชีวิตจากแก๊สหัวเราะเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในงานปาร์ตี้และคอนเสิร์ต การจับกุมครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ตำรวจไม่ยอมให้ขบวนการนี้ลุกลาม

บทเรียนและคำเตือนจากกรณีนี้

กรณีจับจีนเทา ซุกแก๊สหัวเราะ 500 ถัง มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท คาบ้านย่านรามคำแหง เป็นเครื่องเตือนใจว่าการลักลอบค้าของผิดกฎหมายไม่ใช่เรื่องเล็ก หากคุณพบเห็นการขายแก๊สหัวเราะออนไลน์หรือในพื้นที่ รีบแจ้งตำรวจ ปอศ. ทันที อย่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหานี้ สุขภาพและชีวิตสำคัญที่สุด มาแชร์ข่าวนี้เพื่อเตือนเพื่อนๆ กันเถอะ!

ที่มา – จับจีนเทา ซุกแก๊สหัวเราะ 500 ถัง มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท คาบ้านย่านรามคำแหง

“อภิสิทธิ์” ตอกกลับ กกต. ปมแจงบัตร “ถามช้าง ตอบม้า”

วันนี้เรามาคุยกันเรื่องดราม่าร้อน ๆ ในวงการการเมืองไทย ที่กำลังเป็นกระแส “อภิสิทธิ์” ตอกกลับ กกต. ปมแจงบัตรออกเสียงประชามติ “ถามช้าง ตอบม้า” กันครับ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างเจ็บแสบ ด้วยการประทับข้อความสุดแซ่บ “ถามช้าง ตอบม้า” บนเอกสารชี้แจงของกกต. เลยทีเดียว

“อภิสิทธิ์” ตอกกลับ กกต. ปมแจงบัตรออกเสียงประชามติ “ถามช้าง ตอบม้า”

เรื่องราวเริ่มต้นจากนายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ในรายการ “กรรมกรข่าวคุยนอกจอ” เมื่อไม่นานมานี้ เขาได้วิจารณ์การจัดการเลือกตั้งทั่วไปของกกต. โดยเฉพาะประเด็นบัตรเลือกตั้งส.ส. ที่มีบาร์โค้ดและ QR Code ซึ่งเขามองว่าขัดต่อหลักการเลือกตั้งลับตามรัฐธรรมนูญมาตรา 85 นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้กกต.เปิดเผยใบขีดคะแนนรวมให้ประชาชนตรวจสอบ เพื่อยืนยันความโปร่งใส

แต่กกต.กลับออกเอกสารข่าวชี้แจง โดยพาดหัวว่า “ชี้แจงกรณีมีความเห็นว่า บัตรออกเสียงประชามติไม่ปลอดภัย ยืนยันมีมาตรการป้องกันและเป็นไปตามกฎหมาย” และมีรูปนายอภิสิทธิ์พร้อมข้อความ “บัตรประชามติ ไม่ปลอดภัย” ซึ่งนายอภิสิทธิ์มองว่าเป็นการตอบผิดประเด็นชัด ๆ เพราะเขาไม่ได้พูดถึงบัตรประชามติ แต่พูดถึงบัตรเลือกตั้งส.ส.!

ทำไมถึง “ถามช้าง ตอบม้า”?

เพจเฟซบุ๊ก “Abhisit Vejjajiva” จึงโพสต์รูปเอกสารชี้แจงนั้น พร้อมประทับข้อความสีแดงตัวใหญ่เฉียง 45 องศา “ถามช้าง ตอบม้า” เต็มหน้าโพสต์ทันที! โพสต์นี้ได้รับไลก์กว่า 1,000 ไลก์ภายในชั่วโมงเดียว แชร์กว่า 100 ครั้ง แฟนคลับและผู้ติดตามส่วนใหญ่เห็นด้วย โดยคอมเมนต์ว่า กกต.ตอบไม่ตรงจุด ควรชี้แจงเรื่องบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งส.ส.ให้ชัดเจนมากกว่า

  • นายอภิสิทธิ์เรียกร้องเปิดเผยใบขีดคะแนนรวม
  • วิจารณ์บาร์โค้ด/QR Code ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 85
  • กกต.ชี้แจงเรื่องบัตรประชามติแทน ผิดประเด็น
  • โพสต์ประทับ “ถามช้าง ตอบม้า” ได้รับการตอบรับดีเยี่ยม

เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาความโปร่งใสในการเลือกตั้งที่สังคมไทยกำลังกังวล โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งส.ส.วันที่ 8 ก.พ. 2569 ที่มีข้อสงสัยเรื่องการนับคะแนนและความสุจริต นายอภิสิทธิ์ยืนยันว่าการมีรหัสบัตรเลือกตั้งจะทำลายหลักการลับ ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาจถูกกดดันได้

ไม่ใช่แค่นั้น โพสต์นี้ยังจุดประเด็นให้ประชาชนหันมาสนใจเรื่องกฎหมายเลือกตั้งมากขึ้น รัฐธรรมนูญมาตรา 85 กำหนดชัดว่าการออกเสียงต้องเป็นไปโดยลับ หากมีระบบติดตามได้ จะถือว่าผิดหลักการประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน

ในมุมมองของผม เหตุการณ์ “อภิสิทธิ์” ตอกกลับ กกต. ปมแจงบัตรออกเสียงประชามติ “ถามช้าง ตอบม้า” นี้ เป็นเครื่องเตือนใจว่าองคากรกากาต้องตอบคำถามให้ตรงประเด็น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน หากปล่อยให้เกิดช่องโหว่แบบนี้ อนาคตการเมืองไทยอาจยิ่งวุ่นวาย

คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? ควรมีการตรวจสอบบัตรเลือกตั้งใหม่หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากเห็นด้วย!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ตอกกลับ กกต. ปมแจงบัตรออกเสียงประชามติ “ถามช้าง ตอบม้า”

ผบ.ตร. กำชับเร่งสืบสวนทารุณกรรมสุนัข “น้องมอลลี่” สงขลา

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังตามติดกันอยู่ นั่นคือคดีทารุณกรรมสุนัข “น้องมอลลี่”ในพื้นที่ จ.สงขลา ที่ทำให้สังคมไทยเกิดความโกรธแค้นอย่างมาก เหตุการณ์โหดร้ายนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567 โดยคนร้ายใช้น้ำมันราดแล้วจุดไฟเผาสุนัขพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกี้ชื่อ “น้องมอลลี่” จนเจ้าตัวน้อยต้องเสียชีวิตในเวลาต่อมา ข่าวนี้สะเทือนใจประชาชนและกลายเป็นกระแสในโซเชียลมีเดียทันที

ทารุณกรรมสุนัข “น้องมอลลี่”

มาดูรายละเอียดของเหตุการณ์ทารุณกรรมสุนัข “น้องมอลลี่”กันครับ น้องมอลลี่เป็นสุนัขที่ดูน่ารักและซุกซนตามประสาฮัสกี้ แต่กลับต้องเจอชะตากรรมสุดโหดร้ายในพื้นที่รับผิดชอบของ สภ.เมืองสงขลา ผู้見เหตุการณ์เล่าว่าคนร้ายลงมืออย่างไม่ใยดี ราดน้ำมันแล้วจุดไฟเผา ทำให้เกิดไฟลุกโหม น้องมอลลี่ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลสัตว์แต่ช่วยไม่ทัน สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ชัดเจน อาจมาจากความขัดแย้งส่วนตัวหรือพฤติกรรมผิดปกติของผู้กระทำ แต่ไม่ว่ายังไง การกระทำแบบนี้คือการทารุณกรรมสัตว์ชัดๆ และผิดกฎหมาย!

ผลกระทบจากการทารุณกรรมสุนัข “น้องมอลลี่”

เหตุการณ์ทารุณกรรมสุนัข “น้องมอลลี่”ไม่ใช่แค่ทำร้ายสัตว์ตัวเดียว แต่ยังสร้างบาดแผลให้สังคมทั้งหมด ผู้เลี้ยงสัตว์หลายคนเกิดความกลัว ไม่อยากปล่อยน้องหมาไว้ข้างนอก ขณะที่เด็กๆ ก็อาจได้รับผลกระทบทางจิตใจจากการเห็นภาพโหดร้ายในข่าว นอกจากนี้ ยังจุดประกายให้คนหันมาสนใจสิทธิสัตว์มากขึ้นด้วยครับ

ผบ.ตร. กำชับเร่งสืบสวน ติดตามจับกุมคนร้าย

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แถลงข่าว โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้กำชับไปยังผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา ให้เร่งรัดการสืบสวนสอบสวนอย่างใกล้ชิด ติดตามจับกุมผู้กระทำผิดให้ได้โดยเร็ว เพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรมตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

นี่แสดงให้เห็นถึงความจริงจังของตำรวจในการรับมือคดีทารุณกรรมสัตว์ครับ พวกเขาสัญญาว่าจะทำให้เกิดความชัดเจนและยุติธรรมต่อสาธารณชน

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดีทารุณกรรมสัตว์

สำหรับใครที่สงสัย คดีแบบนี้เข้าข่ายผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ พ.ศ. 2557 มาตรา 22 ผู้กระทำการทารุณสัตว์โดยเจตนา โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากร้ายแรงกว่านี้อาจเข้าข้อหาฆ่าสัตว์โดยเจตนาด้วย นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่กฎหมายจะเข้มงวดขึ้นในอนาคต

  • การทารุณสัตว์ถือเป็นความผิดอาญา
  • โทษปรับสูงสุด 40,000 บาท
  • จำคุกสูงสุด 2 ปี
  • ตำรวจต้องสืบสวนให้ครบถ้วน

เราหวังว่าคนร้ายจะถูกจับกุมได้เร็วๆ นี้ เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างนะครับ

สังคมควรทำอย่างไรกับปัญหาทารุณกรรมสัตว์

นอกจากรอตำรวจทำงานแล้ว สังคมเราก็มีส่วนร่วมได้ เช่น ถ้าเห็นพฤติกรรมน่าสงสัย รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที หรือสนับสนุนมูลนิธิช่วยเหลือสัตว์ ปลูกฝังจิตสำนึกให้ลูกหลานรักสัตว์ตั้งแต่เด็ก ลดปัญหาแบบนี้ในระยะยาว ในต่างประเทศอย่างอเมริกาหรือยุโรป มีกฎหมายเข้มงวดมาก บางรัฐโทษหนักถึงจำคุก 10 ปีเลยทีเดียว ไทยเราก็ควรพัฒนาตาม

ส่วนตัวผมคิดว่าทารุณกรรมสุนัข “น้องมอลลี่”เป็นเครื่องเตือนใจว่าสังคมไทยยังต้องปรับปรุงเรื่องสิทธิสัตว์ สัตว์เหล่านี้คือเพื่อนแท้ที่ซื่อสัตย์ ไม่สมควรถูกทารุณ ลองนึกภาพตัวเราเจอแบบนั้นสิครับ โหดร้ายขนาดไหน!

สุดท้ายนี้ อยากเชิญชวนทุกคนช่วยกันแชร์ข่าวนี้เพื่อกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่เร่งจับคนร้าย ถ้าคุณมีข้อมูล线索สำคัญ กรุณาแจ้ง สภ.เมืองสงขลา หรือสายด่วน 191 ทันที เพื่อความยุติธรรมให้น้องมอลลี่และสัตว์ทุกตัวครับ ขอบคุณที่อ่านจนจบนะ!

ที่มา – ผบ.ตร. กำชับเร่งสืบสวน ติดตามจับกุมคนร้ายทารุณกรรมสุนัข “น้องมอลลี่” ในพื้นที่ จ.สงขลา

แฟนบอลคู่ปรับเชฟฟิลด์ร่วมมือรื้อกำแพง

แฟนบอลคู่ปรับเชฟฟิลด์ร่วมมือรื้อกำแพง

เมื่อแฟนบอลเชฟฟิลด์เว้นส์เดย์อย่างคริส เลดเจอร์ได้ยินคำเหยียดเชื้อชาติที่ฮิลส์โบโรในปี 2014 เขาต้องใช้เวลาถึง 8 ปีกว่าจะเอาชนะความกลัวการเลือกปฏิบัติและกลับมาดูบอลได้อีกครั้ง

“ตอนนั้นผมลำบากมาก” เขากล่าว

“ผมอยู่ที่เกมกับวัตฟอร์ด แล้วได้ยินใครบางคนใช้คำเหยียดเชื้อชาติต่อแนวรับแอนโธนี่ การ์ดเนอร์ มันกระทบผมหนักมาก”

“ตอนนั้นผมยังไม่ได้ยอมรับความเป็นเกย์ของตัวเองเลย ผมปฏิเสธมันสุดๆ”

“มันทำให้ผมสั่นคลอน ผมเครียดหนักจนแทบจะพัง แล้วออกจากสนามไป 8 ปี เพราะกลัวเจอคำเหยียดเพศตรงๆ มันน่ากลัวจริงๆ”

แฟนบอลคู่ปรับจากเชฟฟิลด์ยูไนเต็ดอย่างเจมส์ ลาเลย์ ก็เจอเรื่องคล้ายกันที่บรัมอลล์ เลน ตอนที่เบลดส์อยู่ลีกวัน

“ผมนั่งคนเดียว นักเตะทีมเรากำลังวอร์มอัพริมเส้นในชุดกันหนาว”

“มีคนข้างหลังตะโกนคำเหยียดเพศเพื่อล้อว่าอ่อนแอ มันทำให้ผมอึดอัดมาก”

ประสบการณ์เหล่านี้คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เลดเจอร์ ลาเลย์ และแฟนบอลคู่ปรับนับร้อยวางความเป็นคู่ปรับลง แล้วแฟนบอลคู่ปรับเชฟฟิลด์ร่วมมือรื้อกำแพงกันเพื่อสร้างบรรยากาศฟุตบอลที่เปิดกว้างยิ่งขึ้น

แฟนบอลคู่ปรับเชฟฟิลด์ร่วมมือรื้อกำแพง

การแข่งขันฟุตบอลหลายคู่ถูกกำหนดด้วยความเกลียดชังระหว่างแฟนบอลคู่ปรับ แต่ในเชฟฟิลด์ ลาเลย์บอกว่า “เราทำงานร่วมกันได้ เพราะเราทุกคนคือแฟนฟุตบอล”

ทั้งสองกลุ่มในเมืองเหล็ก ลาเลย์ก่อตั้ง Rainbow Blades ในปี 2020 และเลดเจอร์ตามด้วย Rainbow Owls ในปี 2023 ด้วยการสนับสนุนจากลาเลย์

“เราลดความเป็นคู่ปรับนอกสนามได้ แล้วทำงานเพื่อเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้ฟุตบอลเปิดกว้างสำหรับทุกคน” ลาเลย์กล่าว

เลดเจอร์รู้สึกพร้อมกลับมาดูบอลในปี 2023 “ผมมั่นใจในตัวเองมากขึ้นในฐานะเกย์ แต่ยังรู้สึกโดดเดี่ยว”

“ผมไม่มีครอบครัวหรือเพื่อนดูบอลด้วย ไปคนเดียวมาตลอด ผมคิดว่าต้องมีคนรู้สึกเหมือนผม เลยเริ่มกลุ่มนี้ ถ้าได้เจอคนคนเดียวก็คุ้มแล้ว”

Rainbow Owls จัดงานสังสรรค์ โดยเฉพาะวันแข่ง ที่กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับ LGBTQ+

“มันช่วยสมาชิกที่ถูกกีดกันมาก เช่น neurodiverse ออทิสติกอย่างผมเอง มีสมาชิกทรานส์และ non-binary มันคือ lifeline ให้พวกเขาเข้า стадион ด้วยความมั่นใจ”

กิจกรรมฟุตบอลรวมพลังบนสนาม

ไม่ใช่แค่ในอัฒจันทร์ Rainbow Blades จัดเซสชั่นฟุตบอล inclusive ในเชฟฟิลด์ สมาชิก Rainbow Owls มาร่วมด้วย บางคนเดินทางไกลจากนอกเมือง

“คนๆ หนึ่งหยุดเล่นบอลเพราะ焦虑 แต่พอมาเล่น กลับมั่นใจขึ้น สังสรรค์ได้ มันทำให้เขายิ้มได้ทุกสัปดาห์” ลาเลย์เล่า

นักเตะอีกคนเพิ่ง outing เป็นทรานส์ แต่ทีมเก่าไม่รับ “เซสชั่นเรารวมทุกคน เขาเลยได้เล่นต่อ นี่สำคัญในยุคนี้ที่สังคมแตกแยก”

แม้ก้าวหน้า แต่ยังมีงานทำ โดย EFL ใช้ลูกบอลรุ้งสัปดาห์นี้เพื่อต่อต้าน homophobia

“เราต้องร่วมมือเพื่อ LGBTQ+ inclusion สังคมแตกแยก คอมเมนต์อย่าง ‘หยุดยัดเยียด’ มันเจ็บปวด บานter เหยียดเพศทำร้ายคนที่เพิ่งมาดูบอลครั้งแรก” ลาเลย์กล่าว

ทรีเวอร์ เบิร์ช CEO EFL บอก “ลูกบอลรุ้งคือสัญลักษณ์คุณค่าของ EFL ที่ทำให้ลีกเป็นตัวแทนทุกชุมชน”

ลาเลย์เสริม “เรามีหน้าที่ต่อ LGBTQ+ และฟุตบอล ให้ทุกคนสนุกได้”

ถ้าเห็นการเหยียดเพศหรือเลือกปฏิบัติ รายงานได้ที่ Kick It Out เครื่องมือ EFL ที่นี่ หรือแจ้ง steward

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

ข้อคิดท้ายบท: แฟนบอลคู่ปรับเชฟฟิลด์ร่วมมือรื้อกำแพง แสดงให้เห็นว่าฟุตบอลคือเกมของทุกคน ลองเข้าร่วมกลุ่มเหล่านี้หรือสนับสนุน inclusivity ในการแข่งขันครั้งต่อไปของคุณ แล้วคุณจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สวยงาม!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

จับร้อยตำรวจเอก คัมรี่ป้ายแดงปลอม รถขโมย

ข่าวใหญ่ในวงการอาชญากรรมที่กำลังเป็นกระแสจับร้อยตำรวจเอก พร้อมคัมรี่ป้ายแดงปลอม รถยนต์ที่ถูกขโมยมาจากเจ้าของชาวเกาหลีใต้ ผู้ต้องหาอ้างว่าไม่รู้เรื่องและรับจำนำมาอีกทอดหนึ่ง เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 ที่จังหวัดกาญจนบุรี สร้างความตกตะลึงให้กับสังคมเพราะผู้ต้องหาคืออดีตนายตำรวจเอง

จับร้อยตำรวจเอก พร้อมคัมรี่ป้ายแดงปลอม

พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผู้บังคับการทางหลวง สั่งการให้ชุดสืบสวนทางหลวง นำโดย พ.ต.อ.ภคพล สุชล และ พ.ต.ต.กฤษฎา พ่วงปาน นำกำลังบุกจับกุม ร.ต.อ.ไทย (นามสมมติ) อายุ 58 ปี อดีตข้าราชการตำรวจ ในข้อหาปลอมแปลงเอกสารราชการและรับของโจร

จับร้อยตำรวจเอก พร้อมคัมรี่ป้ายแดงปลอม

ของกลางที่พบคือรถเก๋งโตโยต้า คัมรี่ สีเทา 1 คัน พร้อมแผ่นป้ายทะเบียนปลอมป้ายแดง 2 แผ่น ที่อู่รถในพื้นที่หมู่ 4 ต.หนองบัว อ.เมือง จ.กาญจนบุรี รถคันนี้เพิ่งถูกขโมยมาจากศูนย์โตโยต้าในพื้นที่ สน.ประชาชื่น โดยเจ้าของคือชาวเกาหลีใต้ที่แจ้งความกับตำรวจ

เส้นทางสืบสวนและการจับกุม

ทุกอย่างเริ่มต้นจากวันที่ 18 ก.พ. 2567 ตำรวจ สน.ประชาชื่น ได้รับแจ้งจากเจ้าของรถคันนี้ ชาวเกาหลีใต้ที่ถูกคนรู้จักลักรถไป เจ้าหน้าที่ทางหลวงได้รับประสานงานทันที และติดตามเบาะแส พบว่ารถถูกนำออกจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่กาญจนบุรี

เมื่อบุกเข้าไปในอู่ พบรถจอดอยู่ในลานด้านใน ฝากระโปรงยังอุ่น แสดงว่าพึ่งขับมาถึง แต่ขั้วแบตเตอรี่ถูกถอดออกเพื่อตัดไฟ เตรียมแยกอะไหล่ขาย ร.ต.อ.ไทยยอมรับว่าเป็นคนขับรถคันนี้มา หมายเลขตัวถังตรงกับรถที่แจ้งหาย แผ่นป้ายเป็นของปลอมป้ายแดง ทำให้จับกุมทันที

รถคัมรี่ป้ายแดงปลอมที่ถูกจับ

คำให้การของผู้ต้องหา

จากการสอบสวน ร.ต.อ.ไทยให้การว่า รับรถคันนี้มาจาก “นายชาติ” ที่โกดังย่านพุทธมณฑลสาย 5 จ.นครปฐม โดยนายชาติบอกว่ารับจำนำจากชาวเกาหลีใต้ และตนจ่ายเงิน 350,000 บาท เป็นค่าจำนำ ก่อนขับมาที่อู่นี้เพื่อเตรียมแยกชิ้นส่วน แต่ยืนยันว่าไม่รู้ว่ารถถูกขโมย ปฏิเสธทุกข้อหา และถูกส่งตัวไป สน.ประชาชื่น

  • รถถูกขโมยจากศูนย์โตโยต้า สน.ประชาชื่น
  • ป้ายทะเบียนปลอมประเภทป้ายแดง ใช้หลบหนี
  • ผู้ต้องหาเป็นอดีตตำรวจ อายุ 58 ปี
  • เงินจำนำ 3.5 แสนบาท จากโกดังสาย 5
  • รถยังสภาพดี ฝากระโปรงอุ่น ถอดแบตเตอรี่

กรณีจับร้อยตำรวจเอก พร้อมคัมรี่ป้ายแดงปลอมนี้ สะท้อนปัญหาการโจรกรรมรถยนต์ที่ใช้ป้ายปลอมหลอกลวง โดยเฉพาะรถนำเข้าหรือมือสอง ป้ายแดงปลอมมักใช้ในขบวนการแยกอะไหล่ขายต่อ ทำให้ตรวจสอบยาก

ในปัจจุบัน การโจรกรรมรถยนต์ในไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรถหรูอย่างโตโยต้า คัมรี่ ที่อะไหล่มีราคาแพง ชาวเกาหลีใต้ที่อยู่อาศัยในไทยมักตกเป็นเป้าเพราะไม่คุ้นเคยระบบ หากคุณกำลังมองหารถมือสอง ควรตรวจสอบเลขตัวถัง เอกสาร และประวัติให้ชัดเจน หลีกเลี่ยงการรับจำนำจากแหล่งไม่น่าเชื่อถือ

บทเรียนจากเคสนี้คือ แม้แต่ตำรวจเก่าก็อาจพลาดได้ การตรวจสอบให้ละเอียดคือกุญแจสำคัญในการป้องกันการรับของโจรโดยไม่รู้ตัว

ติดตามข่าวอาชญากรรมและเคล็ดลับป้องกันการถูกโกงได้ที่บล็อกนี้ คอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับกรณีนี้!

ที่มา – จับร้อยตำรวจเอก พร้อมคัมรี่ป้ายแดงปลอม รถถูกขโมยมา อ้างไม่รู้ รับจำนำต่อมาอีกทอด

“บวรศักดิ์” ปลุก กกต. เรียกความเชื่อมั่นเรื่องบาร์โค้ด

ในยุคที่การเลือกตั้งต้องโปร่งใสและปราศจากทุจริต นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมา “บวรศักดิ์” ปลุก กกต. เรียกความเชื่อมั่นเรื่องบาร์โค้ด ผ่านโพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568 โดยยืนยันว่าบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่ขัดกับหลักการเลือกตั้งโดยลับ แต่กลับมีประโยชน์มหาศาลในการตรวจสอบและจับกุมการทุจริตเลือกตั้ง ทำให้หลายคนเริ่มสนใจประเด็นนี้มากขึ้น

“บวรศักดิ์” ปลุก กกต. เรียกความเชื่อมั่นเรื่องบาร์โค้ด

นายบวรศักดิ์ ชี้แจงอย่างละเอียดว่าคำว่า “ลับ” ในพจนานุกรมหมายถึงการปกปิดไม่ให้ผู้ไม่มีสิทธิ์ล่วงรู้ ไม่ใช่ไม่มีใครรู้เลยทั้งโลก เหมือนในกฎหมายรักษาความลับของราชการที่กำหนดให้เฉพาะผู้มีอำนาจเท่านั้นที่เข้าถึงได้ ในบริบทของบัตรเลือกตั้ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 93 และ 99 กำหนดให้ผู้เลือกตั้งพับบัตรเพื่อไม่ให้ผู้อื่นทราบ แต่ “ผู้อื่น” ไม่รวม กกต. หรือศาลที่ต้องตรวจสอบเพื่อความสุจริต

ตัวอย่างชัดเจนคือกรณีนักศึกษา 100 คนในหน่วยเลือกตั้งหนึ่งเดินทางไปต่างประเทศ แต่กลับมีผู้มาใช้สิทธิ์แทน หากผลคะแนนห่างแค่ 30 เสียง กกต. สามารถสั่งนับใหม่หรือเลือกตั้งใหม่ได้ โดยใช้บาร์โค้ดติดตามต้นขั้วไปยังผู้มีสิทธิ์ หากไม่มีเครื่องมือนี้ การตรวจสอบจะเป็นไปไม่ได้ นอกจากนี้ มาตรา 97 ยังห้ามถ่ายภาพบัตร แต่ กกต. และศาลมีอำนาจพิเศษตามกฎหมาย

“บวรศักดิ์” ปลุก กกต. เรียกความเชื่อมั่นเรื่องบาร์โค้ด ยันช่วยจับทุจริต

นายบวรศักดิ์ ยกตัวอย่างอีกกรณีที่กฎหมายเปิดช่องให้ช่วยผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุกาบัตรตามมาตรา 92 ซึ่งไม่ใช่ความลับ 100% แต่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าถ้าไม่เปิดเผยต่อสาธารณะก็ยังถือว่าลับ ดังนั้น บาร์โค้ดจึงจำเป็นสำหรับการตรวจสอบ โดย กกต. ชี้แจงว่าข้อมูลเก็บแยกกัน ไม่สามารถติดตามบุคคลได้ แต่หากไม่จริงต้องเอาผิดผู้ให้ข้อมูลเท็จ

ประเด็นสำคัญคือ “บวรศักดิ์” ปลุก กกต. เรียกความเชื่อมั่นเรื่องบาร์โค้ด เพื่อสร้างความไว้วางใจในการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหัวใจของประชาธิปไตย หากประชาชนไม่เชื่อมั่น ระบบจะพังทลาย นายบวรศักดิ์ เสนอให้ กกต. จัดสัมมนา หาวิธีใหม่ เช่น ลายน้ำหรือเทคนิคอื่นที่พิสูจน์บัตรปลอมโดยไม่ระบุตัวบุคคล และแยกบทบาทผู้จัดเลือกตั้งออกจากผู้กำหนดกฎและผู้จับผิด เหมือนร่างรัฐธรรมนูญปี 2557-2558 ที่เขาเป็นผู้ยกร่าง

  • ประโยชน์ของบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด: ช่วยตรวจสอบทุจริต เช่น การโกงคะแนนหรือใช้สิทธิ์แทน
  • ป้องกันการซื้อเสียง: หากผู้สมัครรู้ว่าใครลงคะแนนให้ จะนำไปสู่การซื้อสิทธิ์ขายเสียง
  • เพิ่มความโปร่งใส: กกต. และศาลเข้าถึงได้เฉพาะเมื่อจำเป็น เพื่อความสุจริตเที่ยงธรรม
  • บทเรียน: ต้องสร้างความเชื่อมั่นผ่านการสื่อสารและเทคโนโลยีที่ชัดเจน

การเลือกตั้งไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่บาร์โค้ดคือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยยกระดับมาตรฐาน หาก กกต. รับคำปลุกนี้ จะทำให้ประชาชนมั่นใจมากขึ้น สุดท้าย นายบวรศักดิ์ ย้ำถึงการปฏิรูประบบ โดยให้กระทรวงจัดเลือกตั้ง กกต. วางกฎและตรวจสอบ ศาลลงโทษผู้โกง

มุมมองนี้ชัดเจนว่าเทคโนโลยีไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นพันธมิตรในการต่อสู้ทุจริต คุณคิดอย่างไรกับบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง? มันช่วยหรือขัดขวางการเลือกตั้งลับ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้ กกต. สร้างความเชื่อมั่นกันเถอะ!

ที่มา – “บวรศักดิ์” ปลุก กกต. เรียกความเชื่อมั่นเรื่องบาร์โค้ด ยันมีประโยชน์ช่วยจับทุจริตได้

ทูเดอร์มั่นใจ 100% สเปอร์สจะไม่ตกชั้น

ทูเดอร์มั่นใจ 100% สเปอร์สจะไม่ตกชั้น

โค้ชหัวหน้าใหม่ของท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ อิกอร์ ทูเดอร์ แสดงความมั่นใจเต็มร้อยว่า ทูเดอร์มั่นใจ 100% สเปอร์สจะไม่ตกชั้น จากพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ แม้ทีมจะอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่ก็ตาม

ปัจจุบัน สเปอร์สอยู่อันดับ 16 ของตาราง มีคะแนนนำเวสต์แฮมที่อยู่อันดับ 3 จากท้ายตารางเพียง 5 คะแนนเท่านั้น โดยเหลือการแข่งขันในลีกอีก 12 นัด

โธมัส แฟรงค์ อดีตผู้จัดการทีมถูกปลดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ หลังจากคุมทีมได้เพียง 8 เดือน ทูเดอร์ที่เคยคุมมาร์กเซย์ ลาซิโอ และยูเวนตุส เข้ามารับช่วงต่อ

ในการแถลงข่าวครั้งแรกเมื่อวันศุกร์ ทูเดอร์ วัย 47 ปี ซึ่งเคยเป็นกองหลังยูเวนตุสและทีมชาติโครเอเชีย กล่าวว่าเขาต้องการสร้างผลงานทันที “ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อสนุก แต่มาทำงาน” เขากล่าว “ช่วงแรกอาจสนุก แต่หลังจากนั้นคือการทำงานหนัก สโมสรนี้ยอดเยี่ยม ผมโฟกัสที่จะทำสิ่งที่ถูกต้อง”

ทูเดอร์มั่นใจ 100% สเปอร์สจะไม่ตกชั้น

“ไม่ใช่เรื่องระบบการเล่น แต่สำคัญคือการเป็นทีม เป็นกลุ่มที่ดูแลกันและกัน นั่นคือพื้นฐาน สำหรับผม ทีมนี้มีคุณภาพ มีขาที่วิ่งได้ มีศักยภาพ” ทูเดอร์ยืนยัน

แม้สเปอร์สจะเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกหลังจบอันดับ 4 ในรอบลีก แต่ฟอร์มในพรีเมียร์ลีกย่ำแย่ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ชนะแค่ 2 จาก 17 นัด เสมอ 6 แพ้ 9 ชัยชนะนัดล่าสุดคือชนะคริสตัล พาเลซ 1-0 เมื่อ 28 ธันวาคม และในปี 2026 ได้แค่ 4 คะแนนจาก 24 คะแนนที่เล่นได้

สเปอร์สที่จบอันดับ 17 เมื่อฤดูกาลที่แล้ว อยู่ในพรีเมียร์ลีกต่อเนื่องตั้งแต่ตกชั้นปี 1977-78

เมื่อถูกถามถึงความมั่นใจที่สเปอร์สจะอยู่รอด ทูเดอร์ตอบทันที “100%” นัดแรกของเขาคือพบอาร์เซนอล คู่ปรับตลอดกาลที่นำตาราง วันอาทิตย์นี้ ท่ามกลางวิกฤติเจ็บ

ทูเดอร์มั่นใจ 100% สเปอร์สจะไม่ตกชั้น ท่ามกลางวิกฤติบาดเจ็บ

“สถานการณ์หายากมาก เรามีผู้เล่นเจ็บ 10 คน ฝึกซ้อมกับ 13 คนเท่านั้น ยิ่งท้าทาย แต่เป้าหมายแรกคือสร้างทีมที่แท้จริง ที่ทุกข์ทรมานไปด้วยกัน สู้ วิ่ง มีเม้นทัลลิตี้ที่ถูกต้อง การเริ่มต้นคือเรื่องเม้นทัลลิตี้”

ฤดูกาลนี้สเปอร์สเผชิญปัญหามากมาย ทั้งฟอร์มที่ดรอป การเปลี่ยนโค้ช และอาการบาดเจ็บ แต่ทูเดอร์กับประสบการณ์จากทีมใหญ่ในยุโรป เชื่อว่าจะพลิกสถานการณ์ได้ นักเตะหลักอย่างซน เฮือง-มิน และคนอื่นๆ มีคุณภาพพอ หากรวมพลังเป็นทีม

แฟนสเปอร์สที่เคยเห็นทีมรอดตกชั้นหลายครั้ง คงหวังว่าทูเดอร์จะเป็นฮีโร่คนใหม่ การพบอาร์เซนอลนัดนี้จะเป็นบททดสอบแรก หากเริ่มดี โอกาสรอดสูงมาก

  • สเปอร์สอยู่อันดับ 16 นำเวสต์แฮม 5 คะแนน
  • ทูเดอร์เข้ามาแทนแฟรงค์ที่ถูกปลด
  • ทีมเจ็บหนัก 10 คน แต่โค้ชมั่นใจ 100%
  • นัดแรกพบอาร์เซนอลนำตาราง

นอกจากนี้ สเปอร์สยังมีโปรแกรมยุโรปที่ต้องลุ้นด้วย การบริหารจัดการของทูเดอร์จะสำคัญมาก คุณคิดว่าสเปอร์สจะรอดไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอัปเดตทุกวัน!

ความเห็นส่วนตัว: ทูเดอร์ดูมั่นใจและมีแผนชัดเจน หากนักเตะตอบรับ ทีมนี้มีลุ้นติดท็อปฮาล์ฟด้วยซ้ำ

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ทัพเรือภาคที่ 3 สกัดเรือประมงต่างชาติ รุกน่านน้ำไทย

ทัพเรือภาคที่ 3 สกัดเรือประมงต่างชาติ รุกน่านน้ำไทย มีพฤติการณ์คุกคาม เป็นข่าวร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงนี้ เนื่องจากแสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดในการปกป้องอธิปไตยของไทยในทะเลอันดามัน บริเวณเกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 โดยมีเรือประมงต่างชาติหลายลำบุกรุกเข้ามาทำประมงผิดกฎหมายในน่านน้ำไทย

ทัพเรือภาคที่ 3 สกัดเรือประมงต่างชาติ รุกน่านน้ำไทย มีพฤติการณ์คุกคาม

ตามที่ พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568 ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 3 ได้รับแจ้งจากเครือข่ายชาวประมงท้องถิ่นว่าพบเรือประมงต่างชาติประมาณ 8-10 ลำ ลุกล้ำเข้ามาประมาณ 8 ไมล์ทะเลทางทิศตะวันออกของเกาะหลีเป๊ะ เจ้าหน้าที่จึงสั่งการให้เรือ ต.994 ออกตรวจสอบทันที

เมื่อไปถึงพื้นที่ พบเรือกลุ่มดังกล่าวกำลังทำประมงอย่างผิดกฎหมายในทะเลไทย เจ้าหน้าที่แสดงตัวและสั่งให้หยุด แต่เรือประมงต่างชาติพยายามหลบหนี และมีหนึ่งลำแสดงพฤติการณ์คุกคามโดยเปลี่ยนเข็มมุ่งตรงเข้าหาเรือไทยราวกับจะพุ่งชน ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อกำลังพลและเรือรบไทย

การตอบโต้ตามหลักสากล

เพื่อความปลอดภัย เจ้าหน้าที่จึงใช้การยิงข่มขู่ตามสัดส่วน สามารถควบคุมเรือประมงได้ 1 ลำ พร้อมลูกเรือ 3 คน โดยมีผู้บาดเจ็บ 1 ราย เรือประมงลำนั้นจมลงหลังควบคุมสถานการณ์ แต่เจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทันที ส่งผู้บาดเจ็บไปรักษาที่โรงพยาบาลสตูล และมอบผู้ต้องหาอีก 2 คนให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

  • ได้รับแจ้งจากชาวประมงท้องถิ่น
  • เรือ ต.994 เข้าตรวจสอบ
  • แสดงตัวและสั่งหยุด แต่ถูกคุกคาม
  • ยิงข่มตามสัดส่วน จับกุมได้ 1 ลำ
  • ช่วยเหลือมนุษยธรรมและดำเนินคดี

พล.ร.ต.ปารัช ยืนยันว่าการปฏิบัติครั้งนี้เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศและหลักความได้สัดส่วนที่ยอมรับในระดับสากล กองทัพเรือมุ่งรักษาอธิปไตยทางทะเล ความปลอดภัยของกำลังพล และคำนึงถึงชีวิตมนุษย์เสมอ

ปัญหาประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) ในทะเลไทย

ปัญหาเรือประมงต่างชาติบุกรุกน่านน้ำไทยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในทะเลอันดามันและอ่าวไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อทรัพยากรประมงของชาวไทย สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม กองทัพเรือไทยจึงต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ไทยยังมีนโยบายต่อต้าน IUU Fishing อย่างจริงจัง โดยร่วมกับองค์การสหประชาชาติและ ASEAN เพื่อป้องกันการประมงผิดกฎหมายที่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางทะเล เหตุการณ์ ทัพเรือภาคที่ 3 สกัดเรือประมงต่างชาติ รุกน่านน้ำไทย มีพฤติการณ์คุกคาม ครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความมุ่งมั่นดังกล่าว

ทัพเรือภาคที่ 3 สกัดเรือประมงต่างชาติ รุกน่านน้ำไทย มีพฤติการณ์คุกคาม
ภาพเหตุการณ์ทัพเรือภาคที่ 3 สกัดเรือประมง
เรือประมงต่างชาติรุกน่านน้ำไทย
การจับกุมเรือประมงต่างชาติโดยทัพเรือ
ทัพเรือภาคที่ 3 ปกป้องน่านน้ำไทย
ภาพผู้ต้องหาจากเรือประมงต่างชาติ

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของกองทัพเรือไทยในการรักษาความมั่นคงทางทะเล ชาวไทยทุกคนควรภาคภูมิใจและสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ หากปล่อยให้เรือต่างชาติบุกรุกต่อไป ทรัพยากรประมงของเราจะหมดสิ้นในไม่ช้า

คุณคิดอย่างไรกับการปฏิบัติของทัพเรือภาคที่ 3? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้!

ที่มา – ทัพเรือภาคที่ 3 สกัดเรือประมงต่างชาติ รุกน่านน้ำไทย มีพฤติการณ์คุกคาม