ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สังคมไทยต้องเผชิญกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญหลายครั้ง โดยเฉพาะเคสคนคลั่งที่ จ.ปทุมธานี และเหตุใช้อาวุธที่ อ.คุระบุรี จ.พังงา ทำให้โรงเรียนหลายแห่งต้องปิดการเรียนการสอนชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากร เหตุการณ์เหล่านี้ไม่เพียงสร้างความหวาดกลัว แต่ยังสะท้อนปัญหาลึกซึ้งที่ “ลิณธิภรณ์” ชี้วิกฤตสุขภาพจิตคนไทย ที่กำลังรุนแรงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง
น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้โพสต์ข้อความบนเพจส่วนตัวเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ชี้ให้เห็นว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเกิดนอกโรงเรียนหรือไม่ ก็ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเด็ก ครู และผู้ปกครอง โรงเรียนกลายเป็นจุดรับกระแทกแรกเสมอ ต้องตัดสินใจปิดเรียนอย่างรวดเร็ว สื่อสารกับผู้ปกครอง และดูแลจิตใจทุกคนในช่วงเวลาอันเปราะบาง
“ลิณธิภรณ์” ชี้วิกฤตสุขภาพจิตคนไทย
“ลิณธิภรณ์” ชี้วิกฤตสุขภาพจิตคนไทย ว่าเป็นต้นตอของความรุนแรงเหล่านี้ โดยเฉพาะในยุคที่ความเครียด การแข่งขัน และปัญหาครอบครัวทวีคูณขึ้น สถิติจากกรมสุขภาพจิตระบุว่า คนไทยกว่า 6 ล้านคนเผชิญภาวะซึมเศร้า และยิ่งรุนแรงในกลุ่มวัยรุ่นที่ต้องเผชิญแรงกดดันจากสังคมออนไลน์และการเรียน โรงเรียนหลายแห่งมีแผนรับมือวิกฤตอยู่แล้ว แต่ความพร้อมยังไม่เท่าเทียมกันทุกพื้นที่ จึงจำเป็นต้องมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อปกป้องเด็กและลดความเสี่ยง
ผลกระทบจากเหตุคนคลั่งที่ทำให้โรงเรียนต้องปิดเรียน
เหตุการณ์คนคลั่งหลายเคส เช่น นายแอล ในปทุมธานี สร้างความตื่นตระหนกให้ชุมชน สถานศึกษาต้องหยุดชะงัก ส่งผลให้การเรียนสูญเสียโอกาส และเด็กๆ เกิดบาดแผลทางใจ จากประสบการณ์ของ “ลิณธิภรณ์” ชี้วิกฤตสุขภาพจิตคนไทย ที่ทำให้บุคคลเหล่านี้ขาดการควบคุมตนเอง หากไม่แก้ที่ต้นตอ ปัญหาจะยิ่งบานปลาย สังคมไทยต้องตื่นตัวกับวิกฤตนี้ โดยเฉพาะการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตที่ยังจำกัดในพื้นที่ห่างไกล
3 มาตรการเร่งแก้ที่ “ลิณธิภรณ์” เสนอ
เพื่อรับมือกับปัญหานี้ น.ส.ลิณธิภรณ์ เสนอ 3 มาตรการหลักที่กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรรีบดำเนินการ ดังนี้
- มาตรการที่ 1: แผนรับมือวิกฤตอย่างเป็นระบบ
ทุกโรงเรียนต้องมีแผนฝึกซ้อมวิกฤตชัดเจน ทุกเดือน เข้าถึงทุกระดับ เพื่อให้เด็กและครูทุกคนได้รับการคุ้มครองในมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือชนบท การซ้อมจริงจะช่วยลดความตื่นตระหนกและเพิ่มประสิทธิภาพการตอบสนอง - มาตรการที่ 2: ส่งเสริมวินัยเชิงบวกและความเห็นอกเห็นใจ
ฝึกอบรมครูและนักเรียนให้เน้น empathy การแสดงออกความรู้สึก แทนการลงโทษรุนแรง ไม่ละเลยปัญหาบูลลี่ที่เป็นต้นตอความรุนแรงในโรงเรียน ดูแลทั้งผู้ถูกกระทำและผู้กระทำ เพื่อสร้างวัฒนธรรมโรงเรียนที่เอื้อต่อสุขภาพจิต - มาตรการที่ 3: เสริมระบบดูแลสุขภาพจิตชุมชน
เพิ่มสายด่วนรับฟังปัญหา คัดแยกกลุ่มเสี่ยงในชุมชน ติดตามและบำบัดรักษาให้ทันท่วงที โดยเฉพาะในพื้นที่ขาดแคลนทรัพยากร ความปลอดภัยทางใจต้องเป็นพื้นฐานของการศึกษาและสังคม
มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่จะช่วยสร้างสังคมไทยที่ปลอดภัยยั่งยืน “ลิณธิภรณ์” ชี้วิกฤตสุขภาพจิตคนไทย ว่าต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ใช่ภาระของโรงเรียนเพียงผู้เดียว
สุดท้ายแล้ว การศึกษาที่ดีต้องเริ่มจากความปลอดภัยทางใจ เด็กไทยสมควรเติบโตโดยไม่ต้องกลัวความรุนแรง โรงเรียนควรเป็นที่พึ่งที่แท้จริง หากเราร่วมกันผลักดัน 3 มาตรการนี้ สังคมไทยจะเปลี่ยนแปลงได้แน่นอน คุณล่ะ คิดเห็นอย่างไรกับวิกฤตสุขภาพจิตคนไทย? แชร์ประสบการณ์หรือข้อเสนอแนะของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อช่วยกันหาทางออกให้สังคมที่ดีขึ้น
การแก้ปัญหาสุขภาพจิตต้องเริ่มจากวันนี้ เพื่ออนาคตที่สดใสของคนรุ่นใหม่
ที่มา – “ลิณธิภรณ์” ชี้เหตุคนคลั่งหลายเคส จนต้องปิดเรียน สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตคนไทย เสนอ 3 มาตรการเร่งแก้























