วัน: 21 กุมภาพันธ์ 2026

พรรครักชาติ ซัดกัมพูชาขโมยวัฒนธรรมไทย เคลมแม่นาคพระโขนง

พรรครักชาติ ซัดกัมพูชาขโมยวัฒนธรรมไทย เคลม “แม่นาคพระโขนง” ตำนานผีชื่อดังของไทยที่ฝังรากลึกในวัฒนธรรมไทยมานานแสนนาน กลับถูกกัมพูชาพยายามอ้างว่าเป็นของตัวเองในชื่อ “แม่นาคพระตะบอง” ซึ่งโฆษกพรรครักชาติออกมาประณามอย่างหนักว่าเป็นการขโมยวัฒนธรรมหรือ Cultural Theft แบบชัดเจน และยืนยันว่าเป็นข่าวปลอม 100% ไม่มีมูลความจริงแม้แต่น้อย

พรรครักชาติ ซัดกัมพูชาขโมยวัฒนธรรมไทย เคลมแม่นาคพระโขนง

จากกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 ชาวกัมพูชาบางส่วนพยายามบิดเบือนประวัติศาสตร์ โดยเคลมว่า “แม่นาคพระโขนง” ตำนานผีหญิงตายทั้งกลมที่ทุกคนรู้จัก มีต้นกำเนิดจากกัมพูชาในชื่อ “แม่นาคพระตะบอง” ข้อมูลนี้ถูกแพร่กระจายผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้กระทรวงการต่างประเทศไทยต้องออกมาเรียกร้องให้คนไทยช่วยกันเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องในทุกภาษา เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดในระดับสากล

นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรครักชาติ ได้โพสต์คลิปแถลงข่าวเป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้ชาวต่างชาตเข้าใจ โดยระบุชัดเจนว่า “พรรครักชาติ ซัดกัมพูชาขโมยวัฒนธรรมไทย เคลมแม่นาคพระโขนง” นั้นเป็นการกล่าวหาที่เท็จสิ้นเชิง ตำนานนี้มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรม นิทานพื้นบ้าน ภาพยนตร์ และสถานที่จริงที่พระโขนงในกรุงเทพฯ ซึ่งถูกบันทึกมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4-5

ตำนานแม่นาคพระโขนง คือเรื่องราวอะไรกันแน่

แม่นาคพระโขนง เป็นเรื่องเล่าพื้นบ้านไทยที่เล่าต่อกันมานานกว่า 100 ปี เกี่ยวกับหญิงตั้งครรภ์ชื่อนาคที่ตายทั้งกลมระหว่างรอสามีที่ไปเป็นทหาร ร่างกายไม่เน่าเปื่อยเพราะวิญญาณสิง กลับมาอยู่กับสามีอย่างปกติสุข จนถูกจับได้โดยพระที่ใช้ตะปูตอกโลงศพไว้ ตำนานนี้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ดังหลายเรื่อง เช่น เรื่อง “แม่นาคพระโขนง” ปี 2542 ที่โด่งดังระดับโลก และยังมีวัดแม่นาค สุสาน และพิพิธภัณฑ์ที่ยืนยันสถานที่จริงในย่านพระโขนง ไม่มีหลักฐานใดเชื่อมโยงกับกัมพูชาเลยแม้แต่น้อย

  • บันทึกครั้งแรกในหนังสือ “ตำนานเมืองพระนคร” สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
  • สถานที่เกิดเหตุจริง: คลองพระโขนง กรุงเทพฯ
  • ภาพยนตร์และละครไทยนับสิบเรื่อง ยืนยันความเป็นไทยแท้
  • ไม่มีเอกสารเขมรโบราณกล่าวถึง “แม่นาคพระตะบอง” ที่น่าเชื่อถือ

ทำไม “พรรครักชาติ ซัดกัมพูชาขโมยวัฒนธรรมไทย” ครั้งนี้ถึงรุนแรง

ไม่ใช่ครั้งแรกที่กัมพูชาพยายามเคลมวัฒนธรรมไทย เช่น การอ้างอยุธยาเป็นของเขมร มวยไทยเป็นกุนขแมร์บ็อกซิ่ง หรือกระบี่เงินกระบี่ทอง แต่ครั้งนี้กระทบตำนานพื้นบ้านที่เป็นหัวใจของคนไทย การกระทำดังกล่าวไม่เพียงสร้างความเข้าใจผิด แต่ยังเป็นการ “ดิสเครดิต” ประเทศไทยในสายตาชาวโลก โฆษกชัยพร กล่าวว่า “Our แม่นาคพระโขนง legend has its own well-established history and linking it to such claims is misleading and can be considered cultural theft”

พรรครักชาติเรียกร้องให้คนไทยทุกคนเป็นกระบอกเสียง ช่วยแชร์ข้อมูลจริง สร้างคลิปโต้แย้ง และรายงานข่าวปลอม เพื่อปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกในชาติไทย

ในมุมมองของผู้เขียน การปกป้องวัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องชาตินิยมเกินเหตุ แต่เป็นการรักษารากเหง้าที่ทำให้เรามีเอกลักษณ์ ท่ามกลางโลกาภิวัตน์ที่ข้อมูลไหลเวียนรวดเร็ว เราไม่ควรนิ่งเฉยต่อการบิดเบือนแบบนี้

CTA: มาช่วยกันปกป้องแม่นาคพระโขนงและวัฒนธรรมไทย แชร์บทความนี้ สร้าง awareness ในโซเชียลมีเดีย และติดตามข่าวสารจากพรรครักชาติเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ไทยถูกกลืนกิน!

ที่มา – พรรครักชาติ ซัดกัมพูชาขโมยวัฒนธรรมไทย เคลม “แม่นาคพระโขนง” ทั้งที่เป็นของไทย 100%

ผัวหึงหวงหนัก คว้ามีดฟันเมียดับสยองกลางไร่มัน

เหตุการณ์สุดสยองที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ในโซเชียลมีเดีย เมื่อ ผัวหึงหวงหนัก คว้ามีดฟันเมียดับสยองกลางไร่มัน ก่อนตัดสินใจจบชีวิตตามหนีความผิด เกิดขึ้นในพื้นที่ห่างไกล จ.นครราชสีมา ทำให้ชาวเน็ตต่างช็อกและเห็นใจคู่สามีภรรยาชาวไร่คู่นี้เป็นอย่างมาก เรื่องราวความรักที่กลายเป็นโศกนาฏกรรมนี้ สะท้อนปัญหาสุขภาพจิตและความหึงหวงที่รุนแรง ซึ่งเราจะมาวิเคราะห์กันแบบละเอียดในบทความนี้

ผัวหึงหวงหนัก คว้ามีดฟันเมียดับสยองกลางไร่มัน ก่อนตัดสินใจจบชีวิตตามหนีความผิด

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ร.ต.อ.สิทธิศักดิ์ ตะสันเที้ยะ รอง สว.(สอบสวน) สภ.วังน้ำเขียว ได้รับแจ้งเหตุมีผู้เสียชีวิต 2 ศพจากการถูกทำร้ายด้วยมีด ตำรวจพร้อมทีมกู้ภัยและกองพิสูจน์หลักฐานรีบรุดไปที่เกิดเหตุทันที ซึ่งเป็นไร่มันสำปะหลังบ้านหนองกระจง หมู่ 10 ต.ระเริง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

ที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่เกษตรกรรมลึกเข้าไปกว่า 5 กิโลเมตรจากถนนหลัก เส้นทางขรุขระ รถยนต์ทั่วไปเข้าไม่ได้ เจ้าหน้าที่ต้องใช้รถลำเลียงและไฟส่องสว่าง พบศพนางสายพิณ นิ้มกลาง อายุ 62 ปี ถูกฟันด้วยของมีคมที่คอขวาและไหล่ซ้าย แผลฉกรรจ์ เลือดไหลนอง นอนเสียชีวิตอยู่กลางไร่ ใกล้กันมีศพนายสมพร นิ้มกลาง อายุ 61 ปี สามีของผู้ตาย ซึ่งผูกคอตายด้วยเชือก สภาพแขวนตัวอยู่ไม่ไกล

รายละเอียดสภาพที่เกิดเหตุสุดสลด

  • รถไถและรถจักรยานยนต์จอดทิ้งไว้ใกล้ศพ
  • สำรับข้าวที่ภรรยานำมาส่งยังวางอยู่เดิม ไม่ได้กินสักคำ สะท้อนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหัน
  • ไม่มีพยานเห็นเหตุการณ์ เพราะพื้นที่ห่างไกล

สิ่งที่ทำให้ทุกคนใจสลายคือภาพข้าวกล่องที่เตรียมมาอย่างดี แต่กลายเป็นของที่ไม่มีใครแตะต้อง มันเหมือนเป็นสัญลักษณ์ของความรักที่ยังคงอยู่ แต่ถูกทำลายในชั่วพริบตา

ประวัติผู้เสียชีวิตและสาเหตุเบื้องต้น

จาการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่านายสมพร ผู้ตายชาย มีประวัติป่วยทางจิตมานานหลายปี โดยเฉพาะนิสัยหึงหวงภรรยาอย่างรุนแรง มักทะเลาะกันบ่อยครั้ง วันเกิดเหตุช่วงเช้า นายสมพรขับรถไถมาทำงานที่ไร่ ส่วนนางสายพิณขับจยย.ตามมาส่งข้าวตามปกติ แต่คาดว่าทั้งคู่มีปากเสียงรุนแรง จนนายสมพรคลุ้มคลั่ง สติหลุด คว้ามีดฟันภรรยาจนตาย ก่อนจะสำนึกผิดและตัดสินใจจบชีวิตตัวเองเพื่อหนีความผิด

เหตุการณ์ ผัวหึงหวงหนัก คว้ามีดฟันเมียดับสยองกลางไร่มัน ก่อนตัดสินใจจบชีวิตตามหนีความผิด นี้ ไม่ใช่เคสแรกที่เกิดจากปัญหาความหึงหวงผสมกับอาการทางจิต หากแต่ครั้งนี้ยิ่งน่าเศร้าที่ทั้งคู่จากไปพร้อมกัน ทิ้งความว่างเปล่าให้ญาติและชาวบ้าน

บทเรียนจากโศกนาฏกรรมชาวไร่คู่นี้

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้สังคมไทย โดยเฉพาะคู่รักและครอบครัว ว่าความหึงหวงหากไม่ได้รับการแก้ไข อาจนำไปสู่หายนะได้

  • ดูแลสุขภาพจิต: หากมีอาการป่วยทางจิต ควรรักษากับแพทย์ทันที อย่าปล่อยไว้
  • สื่อสารเปิดใจ: คู่สมรสควรคุยกันเมื่อมีปัญหา แสวงความช่วยเหลือจากบุคคลที่สาม
  • ป้องกันความรุนแรงในครอบครัว: รายงานสัญญาณอันตราย เช่น การขู่ทำร้าย ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ
  • การเข้าถึงบริการสุขภาพจิตในพื้นที่ชนบท: ภาครัฐควรเพิ่มศูนย์ช่วยเหลือในพื้นที่ห่างไกล

นอกจากนี้ ตำรวจและกองพีเอ็มยังอยู่ระหว่างตรวจสอบหลักฐาน ส่งศพชันสูตรเพื่อยืนยันสาเหตุ ก่อนมอบให้ญาติประกอบพิธี

ในมุมมองของผม เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าความรักต้องมากับความเข้าใจและการควบคุมอารมณ์ หากปล่อยให้ความหึงหวงครอบงำ ผลลัพธ์อาจเลวร้ายแบบนี้ คุณล่ะคิดอย่างไร? มีประสบการณ์คล้ายๆ กันหรือไม่? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อเตือนใจคนรอบข้างกันนะครับ สุขภาพจิตสำคัญที่สุด!

ที่มา – ผัวหึงหวงหนัก คว้ามีดฟันเมียดับสยองกลางไร่มัน ก่อนตัดสินใจจบชีวิตตามหนีความผิด

รัฐบาล เตือน 5 สัญญาณบุคคลเข้าข่ายภาวะอันตราย เจอขอรีบแจ้งตำรวจทันที

ในช่วงเวลาที่สังคมกำลังเผชิญกับข่าวสารเกี่ยวกับบุคคลที่มีพฤติกรรมผิดปกติทางจิตใจ รัฐบาลจึงออกมารัฐบาล เตือน 5 สัญญาณบุคคลเข้าข่ายภาวะอันตราย เจอขอรีบแจ้งตำรวจทันที เพื่อให้ประชาชนตื่นตัวและช่วยกันเฝ้าระวัง หากพบเห็นบุคคลที่มีอาการเหล่านี้ อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพราะอาจช่วยป้องกันเหตุร้ายได้

รัฐบาล เตือน 5 สัญญาณบุคคลเข้าข่ายภาวะอันตราย เจอขอรีบแจ้งตำรวจทันที

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า จากสถานการณ์ข่าวที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะบุคคลที่มีอาการทางสุขภาพจิตร่วมกับการใช้สารเสพติด ส่งผลให้ประชาชนรู้สึกไม่มั่นใจในความปลอดภัย รัฐบาลจึงแนะนำให้ใช้แนวทาง SMI-V Scan (Serious Mental Illness – Violence Scanning) ซึ่งเป็นเครื่องมือประเมินความเสี่ยงต่อพฤติกรรมรุนแรง โดยเฉพาะผู้ที่ขาดการรักษาต่อเนื่องหรือใช้สารเสพติด

5 สัญญาณเตือนที่ต้องระวัง

ประชาชนสามารถสังเกตได้จาก5 สัญญาณเตือนสำคัญ ดังนี้ หากพบเพียงข้อใดข้อหนึ่งก็ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่

  • ไม่หลับไม่นอน: บุคคลที่อดนอนสะสมนานๆ อาจนำไปสู่ภาวะหลอนประสาท ทำให้เกิดพฤติกรรมอันตราย
  • เดินไปเดินมาผิดปกติ: การเดินวนเวียนซ้ำๆ โดยไม่มีสาเหตุ อาจบ่งชี้ถึงความกระวนกระวายใจรุนแรง
  • พูดจาคนเดียว: พูดคุยกับตัวเองหรือสิ่งที่ไม่มีจริง เป็นสัญญาณของอาการประสาทหลอน
  • หงุดหงิดฉุนเฉียว: อารมณ์พลุ่งพล่านง่าย อาจระเบิดออกมาเป็นความรุนแรงได้ทุกเมื่อ
  • เที่ยวหวาดระแวง: กลัวใครกลัวอะไรโดยไม่มีเหตุผล อาจมองว่าคนอื่นเป็นภัยคุกคาม

หากพบรัฐบาล เตือน 5 สัญญาณบุคคลเข้าข่ายภาวะอันตราย เจอขอรีบแจ้งตำรวจทันที ตามที่กล่าวมา ควรรีบแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตำรวจ พนักงานฝ่ายปกครอง หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อนำตัวส่งสถานพยาบาลของรัฐใกล้บ้าน หากเข้าข่าย “ภาวะอันตราย” หรือ “มีความจำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษา” ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 การเข้าถึงแพทย์อย่างรวดเร็วจะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก

บทบาทของครอบครัวและชุมชน

ครอบครัวและชุมชนมีบทบาทสำคัญในการเฝ้าสังเกต โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติอาการดังกล่าว ต้องติดตามการกินยา พบแพทย์ตามนัด และหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น เช่น สารเสพติดหรือการอดนอน นอกจากนี้ สังคมควรหลีกเลี่ยงการเหมารวมหรือตีตราผู้ป่วย เพราะอาจทำให้พวกเขาหลีกเลี่ยงการรักษา ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในระยะยาว

สำหรับเหตุฉุกเฉินที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน สามารถแจ้งสายด่วน 191 หรือ 1669 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หากต้องการปรึกษาหรือประเมินอาการทางจิตเวชเบื้องต้น ติดต่อสายด่วนสุขภาพจิต 1323 เพื่อรับคำแนะนำและประสานช่วยเหลือ

การตื่นตัวของทุกคนจะช่วยให้ชุมชนกลับมาเป็นพื้นที่ปลอดภัย หากคุณพบรัฐบาล เตือน 5 สัญญาณบุคคลเข้าข่ายภาวะอันตราย เจอขอรีบแจ้งตำรวจทันที อย่ามองข้าม ลงมือแจ้งทันทีเพื่อปกป้องตัวเองและผู้อื่น การป้องกันที่ดีกว่าการแก้ไขเสมอ

เรียกร้องให้ทุกคนมีส่วนร่วม: แชร์ข้อมูลนี้ให้เพื่อนบ้านและครอบครัว เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ที่มา – รัฐบาล เตือน 5 สัญญาณบุคคลเข้าข่ายภาวะอันตราย เจอขอรีบแจ้งตำรวจทันที

กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงปมกำลังพลกัมพูชาบาดเจ็บช่องอานม้า

กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงปม “กำลังพลกัมพูชา” ได้รับบาดเจ็บพื้นที่ช่องอานม้า อย่างเป็นทางการ หลังเกิดเหตุเสียงปืนดังขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา สร้างความสนใจให้กับประชาชนที่ติดตามสถานการณ์ล่าสุด ล่าสุดกองทัพภาคที่ 2 ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงรายละเอียด เพื่อคลายข้อกังวลและยืนยันความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่

กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงปม “กำลังพลกัมพูชา” ได้รับบาดเจ็บพื้นที่ช่องอานม้า

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 10.45 น. ฝ่ายกัมพูชาแจ้งว่ามีเสียงปืนดัง 5-7 นัดบริเวณช่องอานม้า ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนที่ค่อนข้างอ่อนไหว และพบว่ามีกำลังพลกัมพูชา 1 นายได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่า กองทัพภาคที่ 2 ได้รับแจ้งทันทีและดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็ว โดยขอบคุณฝ่ายกัมพูชาที่ประสานงานอย่างใกล้ชิด

ผลการตรวจสอบเบื้องต้นจากกองทัพภาคที่ 2

จากการตรวจสอบ พบว่าก่อนเกิดเหตุ เวลา 09.30 น. หน่วยฝ่ายไทยตรวจพบว่าฝ่ายกัมพูชาเพิ่มกำลังพลและเคลื่อนที่เข้าใกล้แนวป้องกันของไทย ฝ่ายไทยจึงแจ้งเตือนด้วยวาจา หรือการตะโกนตามขั้นตอนมาตรฐานการควบคุมสถานการณ์ โดยไม่มีการใช้อาวุธใดๆ กำลังพลไทยยึดมั่นในกฎการใช้กำลังอย่างเคร่งครัด และมุ่งแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีเสมอ

ที่น่าสนใจคือ ข้อสังเกตทางการแพทย์เบื้องต้นระบุว่า ลักษณะบาดแผลบริเวณหัวเข่าไม่น่าจะเกิดจากกระสุนปืน ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องระหว่างกัน

  • ฝ่ายไทยไม่ยิงปืนตามบันทึกการตรวจสอบ
  • บาดแผลไม่ตรงกับกระสุนปืน
  • ยึดแนวทางสันติภาพตาม GBC

กองทัพภาคที่ 2 ยังย้ำให้ทั้งสองฝ่ายยึดถือถ้อยแถลงของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการคงกำลังพลอยู่ในพื้นที่ควบคุมของตนเองหลังหยุดยิง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย เสถียรภาพ และความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-กัมพูชาให้ยั่งยืน

บริบทพื้นที่ช่องอานม้าและความสำคัญของการชี้แจง

ช่องอานม้าเป็นหนึ่งในจุดชายแดนที่ไทยและกัมพูชามีความขัดแย้งมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะประเด็นเขตแดนและการตั้งป้ายอ้างสิทธิ์ในอดีต การชี้แจงครั้งนี้จากกองทัพภาคที่ 2 ไม่เพียงคลายปมข่าวลือ แต่ยังแสดงถึงความรับผิดชอบและโปร่งใสของกองทัพไทยในการจัดการสถานการณ์ชายแดน สะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่ยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศและการทูต

ในมุมกว้างขึ้น ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาได้รับการแก้ไขผ่านกลไก GBC มาอย่างต่อเนื่อง ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงชี้ว่า การเคลื่อนไหวของกำลังพลฝั่งตรงข้ามอาจเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกซ้อมหรือตรวจการณ์ แต่ฝ่ายไทยพร้อมรับมือด้วยสันติวิธีเสมอ การชี้แจงปมนี้ช่วยลดความตึงเครียดและป้องกันข่าวปลอมที่อาจจุดชนวนเหตุ

นอกจากนี้ กองทัพภาคที่ 2 ยังโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลตรงจากแหล่งที่มา สร้างความเชื่อมั่นในหน่วยงานความมั่นคง

สรุปแล้ว การชี้แจงของกองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงปม “กำลังพลกัมพูชา” ได้รับบาดเจ็บพื้นที่ช่องอานม้า แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพและมุ่งมั่นรักษาสันติภาพ สถานการณ์ชายแดนยังคงอยู่ภายใต้การควบคุม

คุณคิดเห็นอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แสดงความคิดเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารชายแดนไทย-กัมพูชาเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด การเข้าใจข้อเท็จจริงช่วยเสริมสร้างความสามัคคีของชาติ

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” ชี้แจงปม “กำลังพลกัมพูชา” ได้รับบาดเจ็บพื้นที่ช่องอานม้า

“พีระพันธุ์” เผย คดีเหมืองทองอัคราคลี่คลาย ทีมนินจา

“พีระพันธุ์” เผย คดีเหมืองทองอัคราคลี่คลาย เป็นเพราะ ทีมนินจา ที่ทำงานมา 3 รัฐบาล คดีดังที่ทำให้รัฐบาลไทยปวดหัวมานานหลายปี ในที่สุดก็คลี่คลายได้แล้ว ด้วยฝีมือของทีมลับที่เรียกว่า “ทีมนินจา” นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ออกมาเผยความจริงเบื้องหลังการเจรจาครั้งนี้ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568

“พีระพันธุ์” เผย คดีเหมืองทองอัคราคลี่คลาย เป็นเพราะ ทีมนินจา ที่ทำงานมา 3 รัฐบาล

คดีเหมืองทองอัครา เป็นข้อพิพาทใหญ่ระหว่างรัฐบาลไทยกับบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด จากออสเตรเลีย เจ้าของเหมืองทองคำอัคราในจังหวัดพิจิตร ปัญหาเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2559 เมื่อรัฐบาล คสช. ภายใต้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้อำนาจตามมาตรา 44 สั่งระงับกิจการเหมือง หลังมีกระแสต่อต้านจากประชาชนที่กังวลเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะประเด็นไซยาไนด์ที่อาจรั่วไหล

บริษัทคิงส์เกตมองว่ารัฐบาลไทย “กลั่นแกล้ง” จึงฟ้องร้องต่ออนุญาโตตุลาการที่สิงคโปร์ ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย เสี่ยงต้องจ่ายค่าเสียหายสูงถึงหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งเป็น “ค่าโง่” ที่ไม่มีใครอยากเห็น

จุดเริ่มต้นของทีมนินจาในสมัยรัฐบาลลุงตู่

ตอนที่นายพีระพันธุ์เข้ามารับผิดชอบ คดีใกล้ถึงจุดชี้ขาดแล้ว ทีมปกติจากกระทรวงอุตสาหกรรมกำลังเจรจา แต่ต้องการการประสานงานลึกซึ้งนอกรอบ จึงขออนุมัติจากนายกฯ ประยุทธ์ ตั้ง “ทีมนินจา” ขึ้นมา ชุดนี้ประกอบด้วย

  • นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค
  • ศ.อธึก อัศวานันท์
  • พล.ท.นิธิ จึงเจริญ (ตำแหน่งขณะนั้น)
  • ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ทีมนี้เข้าไปเจรจากับผู้บริหารบริษัทอัคราและบริษัทแม่ในออสเตรเลีย ชี้แจงข้อเท็จจริงว่าการสั่งปิดเป็นอำนาจปกติของอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ไม่ใช่เจตนากลั่นแกล้ง แม้ใช้ ม.44 แต่เป็นเพื่อเร่งด่วนเท่านั้น นอกจากนี้ คดีอาญาที่ยังค้าง รัฐบาลไม่สามารถแทรกแซงได้ แต่ทีมชี้ให้เห็นโอกาสธุรกิจระยะยาวในไทยที่คุ้มค่า

ผู้บริหารคิงส์เกตทั้งในไทยและออสเตรเลียยอมรับแนวทางนี้ ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายขอขยายเวลาคำชี้ขาดจากอนุญาโตตุลาการร่วมกัน โดยไม่มีใครคัดค้าน

ความต่อเนื่องข้าม 3 รัฐบาล: จากประยุทธ์ สู่เศรษฐา และแพทองธาร

สิ่งน่าประทับใจคือ ทีมนินจายังคงทำงานต่อเนื่อง แม้รัฐบาลเปลี่ยน สมัยนายเศรษฐา ทวีสิน และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ไม่ได้ตั้งทีมใหม่ แต่ให้ทีมนเดิมประสานต่อ จนในที่สุดผู้ถือหุ้นบริษัทยอมรับเงื่อนไขที่ผู้บริหารเสนอ ไม่ต้องรอคำตัดสินจากสิงคโปร์ ยุติข้อพิพาทได้สำเร็จ

การเจรจาครั้งนี้ไม่เพียงช่วยประหยัดเงินภาษีของประชาชนหลายหมื่นล้าน แต่ยังฟื้นความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ โดยแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยมีระบบยุติธรรมและเปิดกว้างสำหรับธุรกิจที่โปร่งใส

นอกจากนี้ คดีนี้ยังเป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการใช้อำนาจรัฐ ว่าต้องชัดเจนเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่นำไปสู่การฟ้องร้องระดับนานาชาติ เหมืองทองอัคราอาจกลับมาเปิดใหม่ได้ หากปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย

เหมืองทองอัคราเคยสร้างรายได้มหาศาล สร้างงานให้คนในพื้นที่พิจิตรนับพันคน หากคลี่คลายได้จริง จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและเพิ่มรายได้แผ่นดินจากภาษี แต่ต้องสมดุลกับการดูแลสุขภาพประชาชนและแม่น้ำป่าสัตว์ป่าใกล้เคียง

“พีระพันธุ์” เผย คดีเหมืองทองอัคราคลี่คลาย เป็นเพราะ ทีมนินจา ที่ทำงานมา 3 รัฐบาล แสดงให้เห็นพลังของความสามัคคีและความต่อเนื่องในการแก้ปัญหาชาติ อย่าปล่อยให้การเมืองมาขัดขวางผลประโยชน์ประชาชน

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? คดีเหมืองทองอัคราควรกลับมาเปิดหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รู้เบื้องหลังความสำเร็จที่แท้จริง!

ที่มา – “พีระพันธุ์” เผย คดีเหมืองทองอัคราคลี่คลาย เป็นเพราะ ทีมนินจา ที่ทำงานมา 3 รัฐบาล

เปิดไทม์ไลน์เสือโคร่งตาย 72 ตัวจากไข้หัดแมว

เหตุการณ์ร้ายแรงที่สร้างความสะเทือนใจให้คนรักสัตว์ทั่วประเทศ เมื่อ เปิดไทม์ไลน์เสือโคร่งตาย 72 ตัว ที่คุ้มเสือเชียงใหม่ อำเภอแม่ริมและแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ กรมปศุสัตว์ยืนยันสาเหตุหลักมาจาก “ไข้หัดแมว” โรคระบาดร้ายที่คร่าชีวิตเสือโคร่งจำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น คุ้มเสือต้องปิดบริการชั่วคราว 14 วัน เพื่อตรวจสอบและควบคุมสถานการณ์

จากรายงานเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เชียงใหม่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบุกตรวจสอบทันที พบอาการปอดบวมอักเสบรุนแรงในซากเสือ ส่งตัวอย่างไปตรวจที่โรงพยาบาลสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) และกรมปศุสัตว์ ผลออกมาชัดเจนว่าเป็นไข้หัดแมวหรือ Feline Panleukopenia Virus (FPV) ซึ่งเป็นโรคไวรัสที่ติดต่อง่ายในสัตว์ตระกูลแมว รวมถึงเสือโคร่งด้วย

เปิดไทม์ไลน์เสือโคร่งตาย 72 ตัว

นี่คือไทม์ไลน์เหตุการณ์แบบวันต่อวัน ที่แสดงให้เห็นความรุนแรงของการระบาด:

  • 8 กุมภาพันธ์ 2569: พบเสือโคร่งที่คุ้มเสือแม่แตง มีอาการซึมและป่วย 31 ตัว
  • 9 กุมภาพันธ์ 2569: คุ้มเสือแม่แตง เสือโคร่งตาย 1 ตัว เหลือ 145 ตัว
  • 10 กุมภาพันธ์ 2569: คุ้มเสือแม่ริม เสือโคร่งป่วย 15 ตัว ตาย 3 ตัว เหลือ 47 ตัว
  • 11 กุมภาพันธ์ 2569: คุ้มเสือแม่แตง ตายเพิ่ม 4 ตัว เหลือ 141 ตัว
  • 12 กุมภาพันธ์ 2569: คุ้มเสือแม่ริม ตายเพิ่ม 10 ตัว เหลือ 37 ตัว / แม่แตง ตายเพิ่ม 15 ตัว เหลือ 126 ตัว
  • 13 กุมภาพันธ์ 2569: แม่ริม ตายเพิ่ม 4 ตัว เหลือ 33 ตัว / แม่แตง ตายเพิ่ม 16 ตัว เหลือ 110 ตัว
  • 14 กุมภาพันธ์ 2569: ย้ายเสือจากแม่ริมไปแม่แตง 21 ตัว / แม่แตง ตายเพิ่ม 9 ตัว เหลือ 101 ตัว
  • 15 กุมภาพันธ์ 2569: ย้ายเพิ่ม 12 ตัว / แม่แตง ตายเพิ่ม 3 ตัว เหลือ 98 ตัว
  • 16 กุมภาพันธ์ 2569: แม่ริม ตายเพิ่ม 3 ตัว เหลือ 30 ตัว
  • 17 กุมภาพันธ์ 2569: แม่ริม ป่วยเพิ่ม 5 ตัว / ย้าย 23 ตัวไปแม่แตง ตายเพิ่ม 3 ตัว เหลือ 95 ตัว
  • 18 กุมภาพันธ์ 2569: แม่ริม ป่วย 3 ตัว ตาย 1 ตัว เหลือ 29 ตัว / ย้ายเพิ่ม 29 ตัว แม่แตง คงเหลือ 95 ตัว

สรุปยอดรวม เสือโคร่งตาย 72 ตัว (แม่ริม 21 ตัว, แม่แตง 51 ตัว) เหลือเสือทั้งหมด 124 ตัว

สาเหตุหลัก: ไข้หัดแมวคืออะไร?

ไข้หัดแมวเป็นโรคติดต่อรุนแรงจากไวรัส parvovirus ที่โจมตีระบบภูมิคุ้มกัน ทางเดินอาหาร และไขกระดูกของแมวใหญ่ โรคนี้แพร่กระจายผ่านอุจจารณาจากมูล อุจจารณะ หรืออาหารปนเปื้อน อาการเริ่มจากซึม เบื่ออาหาร ท้องเสียเป็นเลือด อาเจียน และเสียชีวิตเฉียบพลันภายใน 2-3 วัน เสือโคร่งที่คุ้มเสือส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับวัคซีนป้องกัน ทำให้ไวต่อโรคนี้มาก

ก่อนหน้านี้มีการสงสัยว่าเป็นไข้หวัดนกจากอาหารไก่ แต่สวนสัตว์เชียงใหม่ยืนยันว่าเลิกให้อาหารไก่แล้วนาน เปลี่ยนเป็นเนื้ออื่นเพื่อป้องกันโรคสัตว์ปีก ผลผ่าพิสูจน์ซากเสือจาก รพ.สัตว์ มช. และกรมปศุสัตว์ ยืนยันชัดว่าเป็นไข้หัดแมว ไม่ใช่ไข้หวัดนก

มาตรการรับมือหลังเปิดไทม์ไลน์เสือโคร่งตาย 72 ตัว

กรมปศุสัตว์สั่งปิดคุ้มเสือ 14 วัน ฆ่าเชื้อทำความสะอาดกรงและอุปกรณ์ทุกชิ้น ตรวจคัดกรองเสือที่เหลือ และฉีดวัคซีนป้องกันทันที เจ้าหน้าที่พี่เลี้ยงต้องกักตัวและตรวจสุขภาพ นอกจากนี้ ยังตรวจสอบอาหารและน้ำทุกวันเพื่อป้องกันการปนเปื้อน

เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนราคาแพงให้กับฟาร์มสัตว์ป่าและสวนสัตว์ทั่วประเทศ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการฉีดวัคซีนประจำปี การควบคุมสุขอนามัย และการแยกฝูงสัตว์ป่วย ผู้ประกอบการต้องเข้มงวดมากขึ้นเพื่อปกป้องสัตว์มีค่าพวกนี้

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ เปิดไทม์ไลน์เสือโคร่งตาย 72 ตัว แสดงให้เห็นว่าระบบการเลี้ยงสัตว์ป่าต้องปรับปรุงด่วน โดยเฉพาะวัคซีนและการตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ หากไม่ทำ อาจเกิดซ้ำได้อีก หากคุณสนใจเรื่องสุขภาพสัตว์ป่า ลองแชร์บทความนี้และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – เปิดไทม์ไลน์ “เสือโคร่ง” ตาย 72 ตัว “กรมปศุสัตว์” เผยสาเหตุมาจาก “ไข้หัดแมว”

“ธนกร” ชู “อนุทิน” กำชับยุติข้อพิพาทเหมืองทองอัครา

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวดีของบ้านเมืองกันบ้างนะครับ ความสำเร็จในการยุติข้อพิพาทเหมืองทองอัคราที่ทุกคนรอคอยมานานกว่า 8 ปี ในที่สุดก็เป็นรูปธรรมแล้ว! นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ออกมาให้เครดิตเต็มๆ ให้กับนายกรัฐมนตรี “อนุทิน” ชาญวีรกูล ที่กำชับให้ใช้กลยุทธ์เชิงรุก จนคู่กรณียอมยุติข้อพิพาทโดยสมัครใจ สุดยอดไปเลยใช่ไหมล่ะ?

ยุติข้อพิพาทเหมืองทองอัครา

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักปัญหานี้กันหน่อย เหมืองทองอัครา ตั้งอยู่ในจังหวัดพิจิตร เป็นเหมืองทองคำรายใหญ่ของไทยที่ดำเนินการโดยบริษัท Kingsgate Consolidated จากออสเตรเลีย ปัญหาเริ่มมาตั้งแต่ปี 2560 เมื่อรัฐบาลสั่งปิดเหมืองเพราะตรวจพบไซยาไนด์เกินมาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนท้องถิ่น บริษัทฟ้องไทยต่ออนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ (ICSID) ขอค่าชดเชยมหาศาลกว่า 1 แสนล้านบาท ยืดเยื้อมา 8 ปี จนกลายเป็นบาดแผลใหญ่ของภาคการลงทุน

แต่ตอนนี้ จบแล้วครับ! การยุติข้อพิพาทเหมืองทองอัคราครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาจากการวางแผนอย่างเป็นระบบ ตามที่นายธนกรเล่าว่า ในปี 2563 เคยตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งที่มีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เข้ามาช่วย แต่ชุดนั้นสิ้นสุดตามวาระรัฐบาลเก่า จนมาถึงพฤษภาคม 2568 ตั้งคณะทำงานใหม่ นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ

กลยุทธ์เชิงรุกจาก “อนุทิน”

สิ่งที่ทำให้สำเร็จคือคำสั่งตรงจากนายกฯ อนุทิน ที่มอบหมายให้นายธนกรวางกลยุทธ์ต่อสู้คดีแบบเข้มข้น โดยบูรณาการทีมที่ปรึกษากฎหมาย ไทยแสดงจุดยืนชัดเจนในเวทีโลก ว่าเราพร้อมสู้ถึงที่สุดในชั้นอนุญาโตตุลาการ แต่ก็เปิดช่องเจรจาแบบฉันมิตร ภายใต้หลักกฎหมายสำคัญ คือ ไม่ยอมรับเงื่อนไขที่เป็นภาระต่อชาติเด็ดขาด

特にในช่วงก่อนคำชี้ขาดกลางพฤศจิกายน 2568 สัญญาณเข้มแข็งจากไทย ทำให้คู่กรณีเห็นว่าทางออกที่ดีที่สุดคือยุติข้อพิพาทเหมืองทองอัคราโดยสมัครใจ นายธนกรยังแย้มว่า ได้ขอคำแนะนำจากทีมที่ปรึกษาของ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตลอด และเมื่อสำเร็จ ลุงตู่ยังชื่นชมทีมงานด้วย

ผลงานรูปธรรมของทีมกระทรวงอุตสาหกรรม

  • ใช้กลยุทธ์เจรจาเชิงรุก รักษาผลประโยชน์ชาติสูงสุด
  • ปกป้องภาพลักษณ์การลงทุนของไทย
  • ยุติคดียาวนาน 8 ปี โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม
  • บูรณาการทุกฝ่าย ตั้งแต่ปลัดฯ ไปจนถึงที่ปรึกษากฎหมาย

นี่คือตัวอย่างการทำงานที่ต่อเนื่องของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรมทุกคน ทำให้ปัญหาที่ค้างคาไม่จบสิ้น กลายเป็นชัยชนะของชาติ สุดยอดมาก!

จากมุมมองของผม การยุติข้อพิพาทเหมืองทองอัคราครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยประหยัดงบประมาณมหาศาล แต่ยังฟื้นความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ ว่าไทยเคารพกฎหมายและปกป้องสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน มันเป็นบทเรียนสำคัญว่าการเจรจาแบบมีหลักการ สามารถชนะคดีใหญ่ได้โดยไม่ต้องสู้ถึงที่สุด

คุณล่ะครับ คิดว่าความสำเร็จนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นให้ไทยแก้ปัญหาคล้ายๆ กันได้อีกไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ!

ที่มา – “ธนกร” ชู “อนุทิน” กำชับใช้กลยุทธ์เชิงรุก ทำยุติข้อพิพาทเหมืองทองอัคราสำเร็จ

ของดี! Audi RS5 AVANT/SPORTBACK QUATTRO 2026 มาแล้ว

เพื่อนๆ สายรถสปอร์ตทั้งหลาย หูผึ่งกันเลยมั้ยล่ะ? Audi RS5 AVANT/SPORTBACK QUATTRO 2026 ของดีประจำจังหวัด Ingolstadt มาแล้ว! ในยุคที่กฎมลพิษ EU เข้มงวด Mercedes-AMG กับ BMW M หันไปพึ่ง PHEV แล้ว ตอนนี้ Audi Sport ก็ไม่ยอมแพ้ เปิดตัว RS5 Quattro รุ่นใหม่ที่ผสานเครื่อง V6 Twin-Turbo กับมอเตอร์ไฟฟ้า สร้างพลังรวม 630 แรงม้า แรงบิด 825 นม. ทาบรัศมี RS6 เลยทีเดียว

Audi RS5 AVANT/SPORTBACK QUATTRO 2026

แทนที่จะลดเครื่องเหลือ 4 สูบ Audi ยังยึด V6 2.9 ลิตร แต่จูนใหม่ให้แรง 503 แรงม้า (+59 ตัวจากเดิม) บวกมอเตอร์ไฟฟ้า 174 แรงม้า รวมพลังมหาศาล ขับเคลื่อนด้วย ZF 8-Speed และ Quattro เจนใหม่ ส่งทอร์คหลังสูงสุด 85% มีโหมด Drift สำหรับสนามแข่งด้วยนะ สายดริฟต์ฟังแล้วใจสั่นเลย!

Audi RS5 AVANT/SPORTBACK QUATTRO 2026: พลังไฮบริดสุดโหด

Audi RS5 AVANT/SPORTBACK QUATTRO 2026 ใช้เทคโนโลยี Miller Cycle + เทอร์โบ VTG (Variable Turbine Geometry) ครีบปรับมุมไอเสีย ลด Turbo Lag ตอนรอบต่ำ และลด Back Pressure ตอนรอบสูง ทำงานคู่ Water-to-Air Intercooler มอเตอร์ไฟฟ้าติดเกียร์ ส่งทอร์คทันทีตั้งแต่起步 แรงกว่า RS6 Performance รุ่นเก่า!

เครื่องยนต์ Audi RS5

เทคโนโลยี VTG ใน Audi RS5 AVANT/SPORTBACK QUATTRO 2026

VTG ใช้ Vanes ปรับทิศไอเสีย รอบต่ำหุบแคบเร่งบุสต์ รอบสูงกางโล่งไหล่ดี วิศวกร Audi ใช้วัสดุทนร้อนสำหรับเบนซิน V6 ทำให้ตอบสนองไวเหมือน NA แต่พลังเทอร์โบ!

ระบบ Quattro ใหม่ Drift Mode มันส์หยด

Quattro B10 ใช้ Electro-mechanical Torque Vectoring ครั้งแรกของโลก มอเตอร์เล็ก 11 แรงที่เพลาหลัง สร้างต่างทอร์คซ้ายขวา 2,000 นม. ใน 15 ms. คำนวณใหม่ทุก 5 ms (200 Hz) ส่งหลัง 85-100% ใน RS Torque Rear Mode ดริฟต์ได้ แต่ใช้ในสนามปิดเท่านั้นนะเพื่อนๆ

ระบบ Quattro Audi RS5

  • Dynamic Torque Control: เข้าโค้งคม ลด Understeer
  • Boost Button: ปลดพลัง 10 วินาที
  • แบต 25.9 kWh: EV Mode 80-87 กม. ชาร์จ AC 11 kW เต็ม 2.5 ชม.

ดีไซน์ดุดัน น้ำหนักหนักแต่คุ้ม

ตัวถังกว้าง 9 ซม. ช่องลมใหญ่ ท่อไอเสีย oval ใหญ่ สปอยคาร์บอนออปชั่น ล้อ 21″ ไฟ Matrix Dark ภายในจอ 3 จอ เบาะ RS Honeycomb พวงมาลัยแบน ปุ่ม RS Boost แต่หนัก Avant 2,370 กก. (+625 กก.) มากกว่า RS6 ซะอีก!

ภายนอก Audi RS5 AVANT/SPORTBACK QUATTRO 2026ภายใน Audi RS5

ราคา Sportback 106,200 ยูโร (~3.9 ล้านบาท) Avant 107,850 ยูโร เริ่มส่ง EU เม.ย. 2026 US 2027 ไทยมาแน่เร็วๆ นี้!

Audi RS5 AVANT/SPORTBACK QUATTRO 2026 คือสุดยอดการผสมสมรรถนะดั้งเดิมกับไฮบริดยุคใหม่ แม้น้ำหนักเพิ่มแต่เทคโนโลยีช่วยชดเชย ถ้าคุณอยากได้รถที่ทั้งแรง ดริฟต์ได้ และประหยัดน้ำมัน ลองรอตัวจริงในไทยแล้วจองเลย! คุณคิดยังไง คอมเมนต์บอกหน่อย

ที่มา – ของดีประจำจังหวัด มาแล้ว AUDI RS5 AVANT/SPORTBACK QUATTRO 2026

ไทยสร้างไทยยินดีไอติม พริษฐ์แก้ รธน.รายมาตรา ปราบโกง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องการเมืองที่กำลังเป็นกระแสแรงมากๆ เลยนะครับ นั่นคือ พรรคไทยสร้างไทย ยินดี “ไอติม พริษฐ์” ตอบรับแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา เพื่อปราบโกง ข่าวนี้ทำให้แฟนๆ การเมืองหลายคนยิ้มแก้มปริ เพราะมันแสดงให้เห็นถึงการร่วมมือข้ามพรรคเพื่อประโยชน์ของประชาชนจริงๆ ไม่ยึดติดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

จากที่นายปริเยศ อังกูรกิตติ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย ได้ออกมาแถลงเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงกรณีที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “ไอติม” โฆษกพรรคประชาชน ได้ตั้งคำถามและยืนยันว่าจะร่วมผลักดันนโยบายปราบโกงของไทยสร้างไทย โดยเฉพาะการแก้รัฐธรรมนูญแบบรายมาตรา เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนในการถอดถอนองค์กรอิสระต่างๆ พรรคไทยสร้างไทยยืนยันว่าสิ่งนี้เป็นนโยบายหลักที่พวกเขาผลักดันมาตั้งแต่สภาชุดที่แล้ว แต่ครั้งนั้นยังไม่ได้รับการตอบสนองมากนัก

พรรคไทยสร้างไทย ยินดี “ไอติม พริษฐ์” ตอบรับแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา เพื่อปราบโกง

โฆษกปริเยศ ย้ำชัดว่าพรรคไทยสร้างไทยพร้อมมาก ถ้าได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ร่างกฎหมายที่เตรียมไว้จะเข้าสภาได้ทันที โดยไม่ต้องยึดติดว่ารัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แม้ที่ผ่านมาเคยชวนพรรคประชาชน (เดิมคือก้าวไกล) แล้วแต่ไม่ได้รับการตอบรับในสภาชุดเก่า แต่ตอนนี้ในช่วงหาเสียง ได้เจอไอติมหลายเวที และได้รับคำยืนยันว่าจะทำควบคู่กับการร่างฉบับใหม่ นี่คือสัญญาณดีมากๆ เลยครับ!

นอกจากนี้ ยังชี้แจงว่าการที่ไทยสร้างไทยได้รับเชิญจากภูมิใจไทยให้สนับสนุนนายกฯ ไม่ได้หมายความว่าเสียจุดยืนปราบโกงนะครับ มันคือการทำงานร่วมกันด้วยดี และเชื่อว่าไอติมตั้งคำถามด้วยความห่วงใยเท่านั้น ทางพรรคจึงถือโอกาสยืนยันจุดยืนอีกครั้ง

ทำไมการแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ถึงสำคัญต่อการปราบโกง

การแก้แบบรายมาตราเร็วกว่าการร่างใหม่ทั้งฉบับมากครับ เพราะสามารถเลือกแก้เฉพาะจุดที่เป็นปัญหา เช่น คืนอำนาจประชาชนให้เข้าชื่อถอดถอน สว. กรรมการ ป.ป.ช. หรือองค์กรอิสระอื่นๆ ที่ตอนนี้ประชาชนทำไม่ได้ ที่ผ่านมาฝ่ายค้านเน้นแก้ทั้งเล่ม แต่ไทยสร้างไทยเสนอให้ทำคู่กันไป ซึ่งตอนนั้นเสียงไม่พอ แต่ครั้งนี้มีโอกาสสูงเพราะพรรคประชาชนตอบรับแล้ว

  • คืนอำนาจประชาชน: ให้ประชาชน 5 หมื่นชื่อ ถอดถอนได้ทันที ไม่ต้องรอสภา
  • เพิ่มเครื่องมือปราบโกง: แก้กลไก ป.ป.ช. ให้โปร่งใสยิ่งขึ้น
  • เร่งด่วน: ไม่ต้องรอร่างใหม่ที่ใช้เวลานานหลายปี
  • ร่วมมือข้ามพรรค: ไม่แบ่งฝ่าย สร้างฉันทามติเพื่อชาติ

นี่คือก้าวสำคัญที่ไทยสร้างไทยผลักดันมาตลอด ตั้งแต่สมัยสุพรรณาหรือคุณหญิงสุดารัตน์นำพรรค พวกเขามุ่งเน้นปราบคอร์รัปชันให้สิ้นซาก เพื่อให้งบประมาณถึงประชาชนจริงๆ ไม่รั่วไหลไปกลางทาง

ในมุมมองของผม การที่ พรรคไทยสร้างไทย ยินดี “ไอติม พริษฐ์” ตอบรับแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา เพื่อปราบโกง แบบนี้ แสดงให้เห็นว่านักการเมืองรุ่นใหม่เริ่มคิดเพื่อชาติมากขึ้น ไม่ใช่แค่ต่อสู้เพื่ออำนาจ ถ้าทุกพรรคร่วมมือได้ ปัญหาโกงกินที่เราพูดกันมานานจะลดลงแน่นอนครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากเชิญชวนทุกท่านติดตามข่าวสารการเมืองต่อไป และช่วยกันกดดัน ส.ส. ให้ผลักดันเรื่องนี้จริงจัง คุณมีมุมมองอย่างไรต่อการแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ลองคอมเมนต์มาบอกกันหน่อยนะครับ แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วย จะได้สร้างแรงกดดันร่วมกัน!

ที่มา – พรรคไทยสร้างไทย ยินดี “ไอติม พริษฐ์” ตอบรับแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา เพื่อปราบโกง