วัน: 21 กุมภาพันธ์ 2026

พปชร. เรียกประชุม กก.บห. 24 ก.พ. นี้ ขอมติหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจมากจาก พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โดยเฉพาะเรื่อง พปชร. เรียกประชุม กก.บห. 24 ก.พ. นี้ ขอมติหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ ซึ่งเป็นข่าวร้อนที่ทุกคนกำลังจับตามอง

พปชร. เรียกประชุม กก.บห. 24 ก.พ. นี้ ขอมติหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ตรีนุช เทียนทอง ว่าที่ ส.ส.สระแก้ว และรักษาการหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ประกาศเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ในวันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมพรรคพลังประชารัฐ

วาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้คือ การขอมติสนับสนุนจาก 5 ว่าที่ ส.ส. ของพรรค เพื่อให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้รับการสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย

背景และเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจ

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่กำลังร้อนระอุ หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องวินัยร้ายแรงต่อนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดช่องว่างในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ พรรคพลังประชารัฐซึ่งเป็นพรรคขนาดกลางที่มีบทบาทสำคัญในการเจรจารัฐบาล จึงเลือกทางสายกลางในการสนับสนุนนายอนุทิน ผู้มีประสบการณ์ยาวนานในวงการการเมืองและเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายสมัย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าในวันที่ 7 มีนาคม 2567 พรรคพลังประชารัฐจะจัดการประชุมใหญ่สามัญของพรรค เพื่อขอมติแต่งตั้ง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นการวางหมากเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเลือกตั้งครั้งหน้า

ผลกระทบต่อการเมืองไทย

  • เสริมสร้างเสถียรภาพรัฐบาล: การสนับสนุนนายอนุทิน จะช่วยให้พรรคร่วมรัฐบาลมีเสียงข้างมากที่มั่นคงมากขึ้น
  • เปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้นำ: น.ส.ตรีนุช ในฐานะหัวหน้าพรรคคนใหม่ จะนำภาพลักษณ์สดชื่นมาสู่พรรคพลังประชารัฐ
  • การเจรจาพรรคร่วม: คาดว่าจะมีผลต่อการแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีในคณะใหม่

นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า การตัดสินใจของพรรคพลังประชารัฐครั้งนี้ เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เพื่อรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของพรรคในระยะยาว โดยเฉพาะในประเด็นเศรษฐกิจและนโยบายสาธารณสุขที่นายอนุทินมีความเชี่ยวชาญ

อย่างไรก็ตาม การประชุม กก.บห. ครั้งนี้ยังคงเป็นเพียงขั้นตอนเบื้องต้น คาดว่าผลการลงมติจะส่งผลโดยตรงต่อทิศทางของรัฐบาลชุดใหม่

ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ

ดร.สมชาย ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมือง กล่าวว่า “พปชร. เรียกประชุม กก.บห. 24 ก.พ. นี้ ขอมติหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคงยิ่งขึ้น แต่ก็ต้องติดตามการเจรจาระหว่างพรรคร่วมด้วย”

สำหรับประชาชนทั่วไป การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้หมายถึงนโยบายใหม่ๆ ที่อาจช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าไฟ ค่าน้ำมัน และสาธารณสุขให้ดีขึ้น หากนายอนุทินได้นั่งเก้าอี้นายกฯ จริง

ติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกของเรา และอย่าลืมแสดงความเห็นของคุณในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง คุณคิดว่าการสนับสนุนนี้จะสำเร็จหรือไม่? แชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ด้วยนะครับ!

ที่มา – พปชร. เรียกประชุม กก.บห. 24 ก.พ. นี้ ขอมติหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ

เรนเจอร์ส เจรจาสัญญาใหม่ Raskin

เรนเจอร์ส เจรจาสัญญาใหม่ Raskin ข่าวลือสุดร้อน

เรนเจอร์ส เจรจาสัญญาใหม่ Raskin กำลังเป็นประเด็นร้อนในวงการฟุตบอลสกอตแลนด์เลยทีเดียว! สโมสรเรนเจอร์ส แห่งไอบร็อกซ์ เตรียมเปิดโต๊ะเจรจาสัญญาใหม่กับดาวเตะชาวเบลเยียมวัย 24 ปี นิโค拉斯 รัสกิน กองกลางตัวหลักที่ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ สัญญาปัจจุบันของเขาจะหมดอายุในช่วงซัมเมอร์ปี 2028 แต่สโมสรอยากรางวัลผลงานด้วยเงื่อนไขที่ดีกว่าเดิม เพื่อให้เจ้าตัวอยู่ช่วยทีมต่อไปยาวๆ

จากรายงานของ Daily Record บอกว่าการเจรจานี้จะเริ่มเร็วๆ นี้ เพราะรัสกินกลายเป็นกำลังสำคัญในแดนกลาง ช่วยให้ทีมมีเกมรุกที่ดุดันและมั่นคงยิ่งขึ้น แฟนบอลเรนเจอร์สหลายคนตื่นเต้นมาก เพราะถ้าสัญญาใหม่สำเร็จ จะช่วยให้ทีมแข็งแกร่งขึ้นในศึกสกอตติช พรีเมียร์ชิพ และยูโรป้า ลีก

เรนเจอร์ส เจรจาสัญญาใหม่ Raskin: รายละเอียดและความเคลื่อนไหวล่าสุด

นอกจากเรื่อง เรนเจอร์ส เจรจาสัญญาใหม่ Raskin แล้ว ยังมีข่าวอื่นๆ ในวงการฟุตบอลสกอตแลนด์ที่น่าสนใจ เช่น ไรอัน นาเดรี กองหน้าที่เอเย่นต์ยืนยันว่าเดิมทีจะย้ายมาช่วงซัมเมอร์ แต่เรนเจอร์สรีบคว้าตัวจากฮันซ่า รอสต็อก ด้วยค่าตัว 4.2 ล้านปอนด์ ก่อนปิดตลาดเดือนมกราคม เพราะค่าลีสตัวอื่นแพงขึ้นเรื่อยๆ จาก Glasgow Times

ส่วนแนวรับดูจอน สเตอร์ลิง มีลุ้นลงสนามนัดดับเบิ้ลเฮดเดอร์กับเซลติกเดือนหน้าหรือไม่ หลังบาดเจ็บซ้ำซาก จาก Daily Record ข่าวร้ายสำหรับกุนซือฟิลิปป์ คlemente เลย

ข่าวลือย้ายทีมอื่นๆ ที่น่าติดตาม

  • นาโปลี มั่นใจต่อสัญญาสกอตต์ แม็คโทมิเนย์ เพื่อต้านทีมพรีเมียร์ลีก จาก Football Insider
  • วิล เฟอร์รี่ วิงแบ็ค ดันดี ยูไนเต็ด จี้นักข่าวที่บอกว่าข่าวย้ายทีมกระทบฟอร์ม หลังแวนคูเวอร์ ไวท์แคปส์ เสนอซื้อแต่โดนปฏิเสธ
  • ดันดี ไม่กลัวเสียบิลลี่ คูเมติโอ แม้สัญญาหมด แต่มีออปชั่นต่อปีเดียว
  • จอช แม็คเพค อยากพาเซนต์ จอห์นสโตน คว้าแชมป์ชิพเพิร์ธชิพ ก่อนย้ายฟรีไปฮาร์ทส์ ออฟ มิดโลเธียน

ข่าวผู้จัดการทีม: ไอริค ฮอร์เนแลนด์ ปฏิเสธข่าวไปเอเบอร์ดีน ก่อนซัมเมอร์ จาก Press & Journal ขณะที่จอห์นนี่ เคนนี่ ดาวยิงยืมจากเซลติก ได้กุนซือโบลตันปกป้องหลังท้าแข่งหนัก ส่วนรูปปั้นทอมมี เจ็มเมลล์ ตำนานเซลติก จะเปิดตัวที่คราเกนยุก และจอร์แดน ฮอลส์โกรฟ จากเอสโตริล พร้อมรับใช้สกอตแลนด์

การ เรนเจอร์ส เจรจาสัญญาใหม่ Raskin ถือเป็นข่าวดีที่ช่วยเสริมขวัญกำลังใจทีมในช่วงวิกฤติบาดเจ็บ ถ้าสำเร็จ จะเป็นก้าวสำคัญสู่การลุ้นแชมป์ลีกกับเซลติก ในฤดูกาลนี้เรนเจอร์สโชว์ฟอร์มดีในยูโรป แต่ลีกยังต้องลุ้นหนัก การเก็บตัวหลักไว้สำคัญมาก

คุณคิดยังไงกับข่าวนี้? แฟนเรนเจอร์สดีใจไหมที่รัสกินจะอยู่ต่อ? ติดตามข่าวฟุตบอลสกอตแลนด์และพรีเมียร์ลีกอัปเดตล่าสุดได้ที่นี่! หรือคอมเมนต์บอกความเห็นของคุณด้านล่างเลยนะ

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

รวบหนุ่มขนยาไอซ์ 150 กิโล ซุกช่องลับรถตู้

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวด่วนที่ต้องรีบอัปเดตให้ทุกคนรู้กันเลย! รวบหนุ่มขนยาไอซ์ 150 กิโล ซุกใต้ช่องลับหลังคารถตู้ ค่าจ้างครั้งละ 1.5 แสนบาท เป็นคดีใหญ่ที่ตำรวจทำได้สุดยอดมาก ตำรวจกองกำกับการสืบสวน บก.น.8 ร่วมกับ สภ.หนองปลิง จับกุมผู้ต้องหาได้อย่างอยู่หมัด มาดูรายละเอียดกันแบบละเอียดยิบเลยนะ

รวบหนุ่มขนยาไอซ์ 150 กิโล ซุกใต้ช่องลับหลังคารถตู้

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2569 เวลา 16.00 น. บริเวณหน้าป้อมจราจร สภ.หนองปลิง ต.นครสวรรค์ออก อ.เมืองนครสวรรค์ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบรถตู้โตโยต้า คอมมิวเตอร์ สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน นจ 6842 เชียงใหม่ พบช่องลับใต้หลังคารถ ซึ่งซุกยาไอซ์เอาไว้เพียบ! ผู้ต้องหาคือ นายวรายุทธ หรือเชฟ บัวบุศย์ อายุ 41 ปี ชาว ต.ปากท่า อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา

ของกลางที่ยึดได้คือยาไอซ์จำนวน 150 กิโลกรัม บรรจุในถุงชาสีแดงมีตัวอักษรจีน ห่อด้วยพลาสติกใส รวม 150 ถุง นอกจากนี้ยังมีโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่องด้วย ตำรวจต้องใช้อุปกรณ์ตัดถ่างเหล็กที่เชื่อมแน่นหนา กว่าจะเปิดช่องลับได้ พบยาไอซ์อีกเพียบ!

ขบวนการขนยาไอซ์ 150 กิโลจากเชียงราย

นายวรายุทธสารภาพว่า รับจ้างขนยาเสพติดจาก จ.เชียงราย ลงมาภาคกลาง ค่าจ้างเที่ยวละ 150,000 บาท! เขาเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายใหญ่จากอยุธยา ที่ขับรถขึ้นเหนือไปรับของ แล้วกระจายให้รายย่อยในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

การสืบสวนครั้งนี้มาจากคำสั่งของ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ บัณฑิตย์ ผบก.น.8 ที่ให้ 11 สถานีในสังกัดกวาดล้างยาเสพติดตามนโยบายตร. ชุดสืบสวนติดตามพฤติกรรมมานาน ทราบว่ารถตู้คันนี้ไปรอรับของที่เชียงราย กำลังมุ่งหน้ามาภาคกลางพอดี

เจ้าหน้าที่วางแผนดักที่สี่แยกค่ายจิรประวัติ แต่รถถูกเรียกตรวจภาษีขาดที่ป้อมจราจรพอดี สงสัยช่องลับใต้หลังคา เปิดดูเจอยาไอซ์ 45 ถุงก่อน (45 กก.) แล้วลากรถไปตัดถ่างเพิ่ม ได้อีก 105 กก. สุดยอดการทำงานทีม!

  • ผู้ต้องหา: นายวรายุทธ บัวบุศย์ อายุ 41 ปี
  • ของกลาง: ยาไอซ์ 150 กก., รถตู้, มือถือ 2 เครื่อง
  • สถานที่จับ: หน้าป้อม สภ.หนองปลิง นครสวรรค์
  • ข้อหา: จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เพื่อการค้า ส่งผลกระทบความมั่นคง

หลังแถลงข่าวที่ กก.สส.บก.น.8 เมื่อ 21 ก.พ. 2569 โดย พ.ต.อ.โชติช่วง รัศมี ผกก.สส.บก.น.8 และทีม ส่งตัวผู้ต้องหาไป บช.ปส. ดำเนินคดีต่อ

ข่าวนี้แสดงให้เห็นว่าเครือข่ายยาเสพติดยังโหดร้าย ลำเลียงของหนักขนาดนี้ด้วยช่องลับรถตู้ ค่าจ้างสูงขนาด 1.5 แสนต่อเที่ยว แต่ตำรวจไทยไม่ยอมแพ้! ถ้าทุกคนช่วยกันแจ้งเบาะแส ยาเสพติดจะหมดไปจากสังคมได้แน่นอน

คุณคิดยังไงกับคดีนี้? คอมเมนต์บอกกันหน่อยนะ หรือแชร์เพื่อเตือนภัย อย่าลืมติดตามข่าวอาชญากรรมอัปเดตทุกวันที่นี่!

ที่มา – รวบหนุ่มขนยาไอซ์ 150 กิโล ซุกใต้ช่องลับหลังคารถตู้ ค่าจ้างครั้งละ 1.5 แสนบาท

“แม่น้องเกล” ดีใจได้เงินประกันทำบุญให้ลูก

“แม่น้องเกล” ดีใจได้เงินประกันมาทำบุญให้ลูกแล้ว เป็นข่าวที่สร้างความโล่งใจให้กับครอบครัวของเด็กหญิงวัย 7 ปี ที่เสียชีวิตอย่างน่าเศร้าจากอุบัติเหตุรถชนหน้าโรงเรียน หลังจากบริษัทประกันภัยทั้งสองแห่งยอมจ่ายเงินชดเชยรวม 1 ล้านบาท ทำให้แม่น้องเกลสามารถนำเงินไปทำบุญอุทิศให้ลูกสาวได้ทันที ขณะที่เรื่องเงินเยียวยาจากผู้กระทำผิด ครอบครัวยอมให้ศาลตัดสินตามกระบวนการยุติธรรม

แม่น้องเกล ดีใจได้เงินประกันมาทำบุญให้ลูกแล้ว

เหตุการณ์เศร้าที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2568 น้องเกล วัย 7 ปี กำลังข้ามทางม้าลายหน้าโรงเรียนเพื่อไป上เรียน แต่ถูก น.ส.กนกวรรณ อายุ 32 ปี ข้าราชการครูจาก จ.นครราชสีมา ขับรถเก๋งพุ่งชนอย่างแรง ส่งผลให้น้องเกลเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ เพียงไม่กี่วันก่อนวันเกิดของน้องเอง เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้สังคมไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเด็นความปลอดภัยบนทางม้าลายและพฤติกรรมขับขี่ของผู้ใช้รถใช้ถนน

ล่าสุด เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568 แม่น้องเกลได้จุดธูปบอกกล่าวหน้ารูปภาพของลูกสาวด้วยน้ำตาคลอเบ้า พร้อมเอ่ยปากว่า “แม่จะมีเงินมาทำบุญให้น้องแล้ว” หลังจากพนักงานบริษัทประกันภัย 2 แห่งนำเอกสารมาให้เซ็น เพื่อเบิกจ่ายเงินบริษัทละ 500,000 บาท รวมทั้งสิ้น 1,000,000 บาท โดยเงินจะเข้าบัญชีภายใน 7 วันทำการ แม่น้องเกลเปิดใจว่าตอนนี้โล่งใจมาก หลังจากไปออกรายการโหนกระแสที่ช่วยหาทางออกให้ครอบครัว

รายละเอียดเงินประกันและกระบวนการเบิกจ่าย

ในกรณีอุบัติเหตุทางถนนแบบนี้ กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1 มักครอบคลุมผู้เสียหายโดยตรง โดยบริษัทประกันจะจ่ายเงินทุนประกันชีวิตหรือผู้ประสบภัยตามวงเงินที่กำหนด ครอบครัวน้องเกลได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของระบบประกันภัยในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ผู้ขับขี่ควรตรวจสอบกรมธรรม์ให้ครบถ้วนเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต

  • บริษัทประกันจ่ายทันที 1 ล้านบาท
  • เงินเข้าบัญชีภายใน 7 วัน
  • นำไปใช้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ลูก

เงินเยียวยาจากผู้กระทำผิด ปล่อยให้ศาลตัดสิน

สำหรับเงินเยียวยาจาก น.ส.กนกวรรณ และครอบครัว ทางครอบครัวน้องเกลยืนยันว่าจะไม่ยื้อเยื้อ แต่ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม โดยให้ศาลพิจารณาว่าน้องเกลสมควรได้รับเท่าไร ปู่น้องเกล นายทองล้วน พรมจันทรา วัย 48 ปี กล่าวว่าสบายใจขึ้นแล้ว ทุกอย่างลงตัว ไม่ต้องเถียงกันเรื่องเงิน และไม่คิดโหดร้ายกับครู เพราะพูดคุยกันได้

เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสังคม โดยเฉพาะเรื่อง ความปลอดภัยทางถนน และ ทางม้าลาย ที่ควรมีป้ายเตือน สัญญาณไฟจราจร และการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดมากขึ้น สถิติอุบัติเหตุในไทยยังสูง โดยเฉพาะบริเวณโรงเรียนที่มีเด็กนักเรียนจำนวนมาก ผู้ปกครองและโรงเรียนควรร่วมมือกันรณรงค์ให้เด็กเดินทางอย่างปลอดภัย เช่น ใช้นวัตกรรมสะท้อนแสงหรือแอปติดตาม位置

นอกจากนี้ ประกันภัยรถยนต์ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสีย แนะนำให้ทุกคนทำประกันชั้น 1 เพื่อความคุ้มครองสูงสุด หากเกิดเหตุไม่คาดฝันจะได้ไม่ลำบากแบบนี้

สุดท้าย แม่น้องเกล ดีใจได้เงินประกันมาทำบุญให้ลูกแล้ว สะท้อนถึงความเมตตาและความหวังในกระบวนการยุติธรรมของคนไทย คุณคิดอย่างไรกับกรณีนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์เพื่อเตือนใจผู้ใช้ถนนทุกคนให้ขับขี่ปลอดภัย หยุดรถเมื่อเห็นทางม้าลายเพื่อปกป้องชีวิตเด็กๆ

ที่มา – “แม่น้องเกล” ดีใจได้เงินประกันมาทำบุญให้ลูกแล้ว ส่วนเงินเยียวยาปล่อยศาลตัดสิน

“ไผ่ ลิกค์” ไม่ทราบข่าวปิดดีลรัฐบาล 300 เสียง

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้กำลังร้อนระอุด้วยกระแสข่าวการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะข่าวลือว่าพรรคภูมิใจไทยกำลังปิดดีลรวบรวมเสียง ส.ส. ถึง 300 เสียง เพื่อตั้งรัฐบาลโดยไม่รวมพรรคกล้าธรรม แต่ตัวแทนพรรคกล้าธรรมกลับยืนยันว่าไม่ทราบเรื่องแต่อย่างใด สร้างความสนใจให้สื่อและนักการเมืองติดตามอย่างใกล้ชิด

“ไผ่ ลิกค์” ไม่ทราบข่าวปิดดีลรัฐบาล 300 เสียง

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 นายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรม (กธ.) ได้ให้สัมภาษณ์สั้น ๆ ต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับกระแส “ไผ่ ลิกค์ ไม่ทราบข่าวปิดดีลรัฐบาล 300 เสียง” ของพรรคภูมิใจไทย โดยระบุว่าตนเองยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าว เนื่องจากกำลังอยู่ต่างประเทศและยังไม่ได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่ในพรรค ข่าวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลที่เข้มข้นหลังการเลือกตั้งทั่วไป

โฆษกพรรคกล้าธรรมยืนยันยังไม่ทราบข่าว

ด้านนายกองตรี ธนกฤต จิตอารีย์รัตน์ โฆษกพรรคกล้าธรรม ก็ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนว่า ตนเองยังไม่ได้ยินหรือทราบข่าว “ไผ่ ลิกค์ ไม่ทราบข่าวปิดดีลรัฐบาล 300 เสียง” นี้เช่นกัน ผู้ใหญ่ในพรรคยังไม่มีการแจ้งใด ๆ หากมีพัฒนาการอะไรสำคัญ คงจะมีการประชุมในระดับกรรมการบริหารพรรคหรือแจ้งสื่อทันที ปัจจุบันสถานการณ์ยังคงเป็นไปตามที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ได้แถลงต่อสื่อว่า ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ

สถานการณ์การเจรจาตั้งรัฐบาลล่าสุด

หลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคการเมืองต่าง ๆ กำลังเร่งหาพันธมิตรเพื่อรวบรวมเสียงสนับสนุนให้ครบ 251 เสียงในการตั้งรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยซึ่งมี ส.ส. จำนวนมาก กลายเป็นตัวแปรสำคัญในการปิดดีลใหญ่ ข่าวลือเรื่องปิดดีล 300 เสียงที่เกินความต้องการ แสดงถึงความมั่นใจในการเจรจา แต่การตัดพรรคกล้าธรรมออกนอกวงสนทนากลับสร้างคำถามมากมาย ว่ามีปัจจัยอะไรซ่อนอยู่

พรรคกล้าธรรมซึ่งนำโดย ร.อ.ธรรมนัส ถือเป็นพรรคใหม่ที่เกิดจากการรวมตัวของ ส.ส. ที่แยกตัวจากพรรคอื่น ๆ โดยมีจุดยืนชัดเจนในประเด็นปฏิรูปและต่อต้านคอร์รัปชัน การถูกตัดออกจากดีลนี้อาจส่งผลต่อโอกาสในการเข้าร่วมรัฐบาลของพรรค

  • ปัจจัยที่อาจทำให้ปิดดีลไร้พรรคกล้าธรรม:
  • ความขัดแย้งนโยบายระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับกล้าธรรม
  • การเจรจาลับกับพรรคใหญ่ตัวอื่น เช่น พรรคเพื่อไทยหรือก้าวไกล
  • จำนวนเสียง ส.ส. ของกล้าธรรมที่ยังไม่เพียงพอต่อการต่อรอง
  • กลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อกดดันให้พรรคเล็กยอมตามเงื่อนไข

บทบาทของ ร.อ.ธรรมนัส ในสถานการณ์นี้

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ถือเป็นแกนนำสำคัญของพรรคกล้าธรรม ที่มีประสบการณ์ยาวนานในวงการการเมือง เคยเป็นรัฐมนตรีช่วย และมีเครือข่ายกว้างขวาง การที่เขาแจ้งสื่อว่ายังไม่มีเคลื่อนไหว อาจเป็นสัญญาณว่าพรรคกำลังรอจังหวะหรือเตรียมแผนรับมือ หากข่าวปิดดีลเป็นจริง พรรคกล้าธรรมอาจหันไปรวมกับฝ่ายค้านแทน

นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า “ไผ่ ลิกค์ ไม่ทราบข่าวปิดดีลรัฐบาล 300 เสียง” นี้ อาจเป็นเพียงข่าวลือเพื่อกดดันการเจรจา หรือกลยุทธ์ในการทดสอบพันธมิตร สถานการณ์การเมืองไทยยังคงผันผวน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรติดตามอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม หากพรรคภูมิใจไทยปิดดีลสำเร็จจริง จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจกำหนดทิศทางรัฐบาลชุดใหม่ของไทย

ความเห็นส่วนตัว: ข่าวแบบนี้แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน พรรคเล็กอย่างกล้าธรรมต้องเร่งเสริมสร้างอิทธิพลเพื่อไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามอัปเดตข่าวการเมืองล่าสุดจากบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดทุกพัฒนาการ!

ที่มา – “ไผ่ ลิกค์” ไม่ทราบข่าวพรรคภูมิใจไทย ปิดดีลตั้งรัฐบาล 300 เสียง ไร้พรรคกล้าธรรม

ตร.ย้ำ เมาแล้วขับ ไม่มีเตือนก่อนปรับ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ออกมาประกาศย้ำชัดเจนอีกครั้งสำหรับผู้ขับขี่ทุกคน โดยเฉพาะในช่วงนโยบายกวดขันจราจรปี 2569 ที่ เมาแล้วขับ ไม่มีเตือนก่อนปรับ แน่นอน หากถูกตรวจพบจะดำเนินคดีทันที ไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือยานพาหนะใดๆ ก็ตาม นโยบายนี้มาจากคำสั่งของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่มุ่งเสริมสร้างวินัยจราจรและลดอุบัติเหตุบนท้องถนน

เมาแล้วขับ ไม่มีเตือนก่อนปรับ

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า ตำรวจจราจรทั่วประเทศได้รับคำสั่งให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะฐานเมาแล้วขับ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุร้ายแรงที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากทุกปี การขับรถในสภาพมึนเมาไม่เพียงเสี่ยงต่อตัวผู้ขับเอง แต่ยังคุกคามชีวิตผู้อื่นบนท้องถนนด้วย จึงไม่มีมาตรการตักเตือนเบาๆ ก่อน แต่ลงโทษทันทีเพื่อเป็นตัวอย่าง

ตัวอย่างชัดเจนเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้ขับขี่รถยนต์รายหนึ่งมีอาการมึนเมาชัดเจน แต่กลับปฏิเสธการตรวจวัดแอลกอฮอล์ พยายามหลบหนีและทำร้ายเจ้าหน้าที่ ก่อนถูกจับกุมและตรวจพบค่าความเข้มข้นแอลกอฮอล์ในลมหายใจสูงถึง 126 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด (ไม่เกิน 20 มก.%) กรณีนี้เข้าข่ายผิดหลายฐาน ทั้งเมาแล้วขับ ขัดขืนคำสั่งเจ้าพนักงาน และต่อสู้ขัดขวาง

ไม่ยอมเป่า = เมาแล้วขับ

สิ่งสำคัญที่ ตร. ย้ำคือ ถ้าคุณ เมาแล้วขับ ไม่มีเตือนก่อนปรับ และหากปฏิเสธการเป่าถุงลมหรือตรวจวัดแอลกอฮอล์ กฎหมายจะสันนิษฐานทันทีว่าคุณเมาแล้วขับ มีโทษเท่ากัน และอาจเพิ่มโทษฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานอีกด้วย นี่คือจุดเปลี่ยนที่หลายคนไม่รู้ ทำให้หลายรายพลาดโดนจับเพราะคิดว่าปฏิเสธแล้วรอด

โทษปรับเมาแล้วขับหนักแค่ไหน?

ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และฉบับแก้ไข ผู้ขับขี่เมาแล้วขับมีโทษดังนี้:

  • ปรับ 5,000 – 20,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ศาลสั่งพักใช้ใบขับขี่ 6 เดือน – 1 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาต
  • หากก่ออุบัติเหตุบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต โทษจำคุกสูงสุด 10 ปี และปรับเพิ่ม
  • ผิดซ้ำภายใน 2 ปี: จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับ 50,000 – 100,000 บาท พัก/เพิกถอนใบขับขี่แน่นอน

นอกจากนี้ รถที่ใช้ก่อเหตุอาจถูกยึดและสั่งห้ามใช้ชั่วคราว สร้างความเดือดร้อนทั้งค่าใช้จ่ายและชื่อเสียง

ทำไมต้องเข้มงวดกับเมาแล้วขับ ไม่มีเตือนก่อนปรับ?

สถิติอุบัติเหตุในไทยพบว่าเมาแล้วขับเป็นสาเหตุหลักกว่า 30% ของการเสียชีวิตบนท้องถนนทุกปี โดยเฉพาะช่วงเทศกาลอย่างสงกรานต์หรือปีใหม่ การบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดแบบนี้ช่วยลดตัวเลขผู้เสียชีวิตได้จริง จากข้อมูลปีที่ผ่านมา อุบัติเหตุลดลงหลังเริ่มปฏิบัติการพิเศษเมาไม่ขับ พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ หัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ยังขอความร่วมมือประชาชนยึดหลัก "เมาไม่ขับ" และชื่นชมเจ้าหน้าที่ที่อดทนแม้ถูกทำร้ายระหว่างปฏิบัติหน้าที่

เพื่อป้องกัน เรามีเคล็ดลับง่ายๆ:

  • ดื่มแล้วใช้บริการแท็กซี่ Grab หรือ Bolt
  • มอบกุญแจให้เพื่อนที่ไม่ดื่มขับแทน
  • วางแผนล่วงหน้า หากจะดื่มให้พักรถไว้
  • ใช้แอปเช็คค่าแอลกอฮอล์เบื้องต้นก่อนขับ

สุดท้าย ในมุมมองของผม กฎ เมาแล้วขับ ไม่มีเตือนก่อนปรับ นี้ดีมาก เพราะชีวิตคนมาก่อนกฎหมายเสมอ อย่าให้ความสนุกช่วงค่ำมาทำลายอนาคตตัวเองและครอบครัว ลองคิดดู ถ้าคุณเมาแล้วขับแล้วเกิดอุบัติเหตุ ครอบครัวจะเสียใจแค่ไหน? ขับขี่ปลอดภัย เมาไม่ขับกันเถอะ!

หากมีประสบการณ์เจอจุดตรวจหรือเคล็ดลับขับปลอดภัย แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ ช่วยกันสร้างถนนปลอดภัย

ที่มา – ตร. ย้ำชัด “เมาแล้วขับ” ไม่มีเตือนก่อนปรับ “ไม่ยอมเป่าเท่ากับเมาแล้วขับ” ดำเนินคดีทันที

อะไรกินอาร์เซนอล? เดอร์บีทดสอบ bottle กูนเนอร์ส

อาร์เซนอล เตรียมบุกไปเยือน ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ในศึกเดอร์บีเหนือลอนดอน ท่ามกลางคำถามหนักๆ เกี่ยวกับความกล้า หรือ ‘bottle’ ความแข็งแกร่งทางจิตใจ และแม้กระทั่งการเยาะเย้ยจากคู่แข่ง

คำถามพื้นฐานที่สุดคือ ทีมของมิเกล อาร์เตต้า กำลัง ‘ช็อก’ หรือกำลังกดดันตัวเองในโอกาสทองที่จะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกนับตั้งแต่ยุค ‘อินวิ้นซิเบิ้ลส์’ ของอาร์แซน เวนเกอร์ ในปี 2003-04 หรือไม่?

สถานการณ์รอบๆ การเดินทางไปยังดินแดนศัตรูครั้งนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา จากที่เคยดูเหมือนเดินเล่นในสวนสาธารณะ กลายเป็นบททดสอบทุกคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับการคว้าแชมป์

อะไรกำลังกินอาร์เซนอล? เดอร์บีเหนือลอนดอนทดสอบ bottle กูนเนอร์ส

อาร์เซนอล จะไปที่ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดี้ยม สถานที่ที่สเปอร์สชนะในลีกได้เพียง 2 จาก 13 นัดฤดูกาลนี้ โดยความเป็นพิษจากโธมัส แฟรงค์ อดีตกุนซือ อาจถูกถอดออกหลังจากการปลดเขาและแทนที่ด้วยอิกอร์ ตูเดอร์

การแต่งตั้งตูเดอร์มีจุดมุ่งหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการตกชั้น อาชีพผู้จัดการทีมที่เต็มไปด้วยรอยแผลของเขารวมถึงฮายดูก สปลิท กาลาตาซาไร อูดิเนเซ่ มาร์เซย ลาซิโอ และยูเวนตุส

ถึงกระนั้น ตูเดอร์เชี่ยวชาญในการออกสตาร์ทอย่างร้อนแรง ด้วยบุคลิกที่ทรงพลัง ซึ่งจะเพิ่มความเข้มข้นให้กับบรรยากาศที่ร้อนระอุอยู่แล้ว

ทั้งหมดนี้คือการทดสอบอย่างหนักหน่วงสำหรับ อาร์เซนอล ในช่วงที่พวกเขาดูเหมือนกำลังทรุดตัวลงภายใต้แรงกดดันในการไล่ล่าแชมป์พรีเมียร์ลีกที่รอคอยมานาน

ก่อนอื่นต้องมีบริบท อาร์เซนอล ยังนำจ่าฝูง พวกเขาจบอันดับ 1 ในแชมเปี้ยนส์ลีกด้วยชัยชนะ 8 จาก 8 นัด รอพบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในนัดชิงคาราบาว คัพ และมีคิวบุกเยือนแมนส์ฟิลด์ ทาวน์ ทีมลีกวันในเอฟเอ คัพ รอบ 5

ปัญหาหลัก: อะไรกำลังกินอาร์เซนอลในเดอร์บีเหนือลอนดอน?

แล้วอะไรกำลังกิน อาร์เซนอล? การเสียประตูฟรีๆ จากนำ 2-0 ที่ วูล์ฟส์ ทีมหนีตกชั้น และวิธีที่เสียประตูนั้น เป็นตัวอย่างของความตึงเครียดที่ครอบงำกูนเนอร์สทั้งในและนอกสนาม ในผลงานที่ชนะเพียง 2 จาก 7 นัดลีกล่าสุด

ราวกับว่าการพังทลายที่โมลินูซ์ซึ่งจบลงด้วยฉากวุ่นวายระหว่างนักเตะทั้งสองทีมยังไม่พอ บัญชีโซเชียลมีเดียของ วูล์ฟส์ ยังเติมน้ำมันไฟด้วยโพสต์ TikTok พร้อมแคปชั่น “Game Management” ที่ดูไปกว่า 2 ล้านครั้ง

โพสต์นั้นเล็งไปที่การเสียเวลาเตะมุมของอาร์เซนอลและปฏิกิริยาที่เกินจริงต่ออาการบาดเจ็บ ยังมีภาพกาเบรียล มาร์ติเนลลีเยาะเย้ยแฟนวูล์ฟส์ด้วยท่าทาง “2-1” ก่อนที่อาร์เซนอลจะโดนตีเสมอในนาทีสุดท้าย

สถิติจาก Opta ระบุว่าอาร์เซนอลใช้เวลาเฉลี่ยนานที่สุดในการรีสตาร์ทจากมุม旗 44 วินาที และรวมทั้งฤดูกาลนานถึง 117 นาที ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในลีก

การเสียประตูตีเสมอนาที 94 จากทอม เอโดซี่ที่กลายเป็นลูกของริคคาร์โด คาลาฟิโอรี สรุปความโกลาหลของอาร์เซนอล โดยผู้รักษาประตูเดวิด รายา ชนกับกาเบรียลอย่างน่าอาย

โอกาสกดดันคู่แข่งด้วยการหนี 7 แต้มหลุดลอย ทำให้เหลือแค่ 5 แต้มเหนือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แม้เล่นมากกว่า 1 นัด

ในอดีต 3 ฤดูกาลหลัง อาร์เซนอลจบรองแชมป์ สองครั้งแพ้ซิตี้ และฤดูกาลที่แล้วแพ้ลิเวอร์พูล ซิตี้มีประสบการณ์ไล่จ่าฝูงสำเร็จ

ฟอร์มช่วงท้ายฤดูกาลของอาร์เซนอลแย่กว่าซิตี้ใน 4 ฤดูกาลหลัง โดยต่างห่างกันสูงสุด 12 แต้มใน 2021-22

ตั้งแต่ชัยชนะ 4-1 เหนือแอสตัน วิลล่าเมื่อ 30 ธ.ค. การป้องกันที่แข็งแกร่งของอาร์เซนอลอ่อนลง เสียเฉลี่ย 1 ประตูต่อนัด จากเดิม 0.61

ทีมดูระมัดระวังมากขึ้นเมื่อนำ และเสียประตูต่อเนื่องที่แมนยูไนเต็ด เบรนท์ฟอร์ด และวูล์ฟส์

ความกลัวการแพ้หรือเสมอทำให้กดดันนักเตะที่รู้ว่านี่คือโอกาสทองที่สุด ฤดูกาลนี้ไม่มีข้อแก้ตัว อาจเป็นตอนนี้หรือไม่เลย

อาร์เตต้าดูหงุดหงิดข้างสนาม เขาบอกแฟนๆ ให้ “กระโดดขึ้นเรือสนุก” แต่ตัวเขาไม่ดูสนุก แม้ยืนยันว่า “ปัจจุบันสวยงาม” พวกเขาต้องการนักเตะที่ดีที่สุด

มาร์ติน ซูบิเมนดี้ ดาวเด่นตั้งแต่ย้ายจากเรอัล โซเซียดาด เล่นทุกนัด 2,270 นาที ขณะที่เอเบเรชิ เอเซ่ จากคริสตัล พาเลซ เล่นน้อยมาก เพียง 360 นาทีหลังแฮตทริกเหนือสเปอร์ส

คำถามใหญ่คืออาร์เซนอลมีจิตใจไหวหรือไม่ การกลับมาของมาร์ติน โอเดการ์ด และไค ฮาแวร์ตซ์ จะช่วยได้ ถ้าชนะสเปอร์ส ความสงสัยจะลดลง

เดอร์บีเหนือลอนดอนครั้งนี้ต่างจาก 2 สัปดาห์ก่อนอย่างสิ้นเชิง คุณคิดว่าอาร์เซนอลจะผ่านบททดสอบ bottle นี้ได้ไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

กกต. ชี้แจงบัตรประชามติไม่ปลอดภัย ไม่เป็นจริง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาพูดคุยกันเรื่องข่าวการเมืองร้อนๆ ที่หลายคนกำลังให้ความสนใจ นั่นคือประเด็น กกต. ชี้แจงบัตรประชามติไม่ปลอดภัย หลังจากมีข่าวลือว่าบัตรออกเสียงประชามติอาจไม่ปลอดภัย แต่กกต. ออกมาชี้แจงทันทีว่าไม่เป็นความจริง พร้อมยืนยันระบบป้องกันที่แน่นหนาแบบสุดๆ เพื่อให้เพื่อนๆ ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง เรามาดูรายละเอียดกันเลยครับ

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 12.42 น. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้ออกแถลงการณ์โต้กระแสข่าวที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็นว่า “บัตรประชามติไม่ปลอดภัย” กกต. ย้ำชัดว่าความเห็นนี้ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะบัตรออกเสียงประชามติทุกใบมีการออกแบบระบบป้องกันการปลอมแปลงไว้อย่างดีเยี่ยม ไม่ต้องกังวลเลยครับ

กกต. ชี้แจงบัตรประชามติไม่ปลอดภัย อย่างเป็นทางการ

ในแถลงการณ์ กกต. อธิบายว่าบัตรประชามติมีรหัสลับ เครื่องหมายพิเศษ หรือข้อความอื่นๆ ที่กำหนดขึ้นเป็นกรณีพิเศษ โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า เพื่อป้องกันการปลอมแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งนี้เป็นไปตามระเบียบ กกต. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2565 ข้อ 68 วรรคสาม ซึ่งให้อำนาจกกต. ในการกำหนดมาตรการเหล่านี้ นอกจากนี้ ยังมีมาตรการรักษาความปลอดภัย (รปภ.) ที่เข้มงวดทุกขั้นตอน ตั้งแต่การพิมพ์ การขนส่ง ไปจนถึงการแจกจ่ายที่หน่วยเลือกตั้ง

ระบบป้องกันการปลอมแปลงบัตรประชามติ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น กกต. มีระบบป้องกันหลายชั้นที่ทำให้บัตรปลอดภัย 100% ดังนี้

  • รหัสและเครื่องหมายพิเศษ: ใส่รหัสลับที่ตรวจสอบได้เฉพาะเจ้าหน้าที่ ทำให้ปลอมยากมาก
  • กระดาษและหมึกพิเศษ: ใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติตรวจจับปลอม เช่น ใยแก้วหรือลายน้ำ
  • การควบคุมการพิมพ์: พิมพ์ในโรงพิมพ์ที่ได้รับอนุญาต มีการตรวจนับทุกขั้นตอน
  • รปภ. เข้มงวด: มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอดสายโซ่ และใช้เทคโนโลยี CCTV ช่วยตรวจสอบ
  • การลงคะแนนลับ: ผู้มีสิทธิลงคะแนนด้วยตัวเองในคูหา เพื่อป้องกันการบงการ

มาตรการเหล่านี้ทำให้บัตรประชามติเป็นหัวใจสำคัญในการสะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง กกต. ย้ำหน้าที่หลักคือทำให้การออกเสียงเป็นไปอย่างสุจริต เที่ยงธรรม และตามกฎหมายทุกประการ

บริบทและความสำคัญของข่าวนี้

ก่อนหน้านี้ นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์แสดงความกังวลเรื่องความปลอดภัยของบัตร ซึ่งอาจมาจากประสบการณ์ในอดีตของการเลือกตั้งที่เคยมีปัญหา แต่กกต. ชี้แจงชัดเจนเพื่อไม่ให้ข่าวลือแพร่กระจาย สร้างความไม่ไว้วางใจให้ประชาชน ในยุคที่ประชาธิปไตยไทยกำลังก้าวหน้า การมีระบบเลือกตั้งที่เชื่อถือได้จึงสำคัญยิ่ง เพราะประชามติคือเครื่องมือให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตชาติ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือนโยบายสำคัญต่างๆ

จากประสบการณ์การเลือกตั้งครั้งก่อนๆ กกต. ได้พัฒนาระบบให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เช่น ใช้บาร์โค้ดดิจิทัลหรือ QR Code ในบางส่วน (แต่ยังคงความลับ) เพื่อตรวจสอบย้อนหลังได้ หากมีข้อสงสัย เพื่อนๆ สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ที่เว็บไซต์กกต. อย่างเป็นทางการ

ส่วนตัวผมคิดว่า การที่กกต. ออกมาชี้แจงเร็วแบบนี้เป็นสัญญาณที่ดี แสดงถึงความโปร่งใสและรับผิดชอบ ช่วยลดข่าวปลอมในสังคมโซเชียลได้เยอะ หากปล่อยไว้ อาจทำให้ผู้มีสิทธิลังเลไม่ไปใช้สิทธิ์ได้นะครับ

ข้อคิดทิ้งท้าย: การเมืองไทยยังต้องพัฒนาอีกเยอะ แต่เชื่อมั่นในระบบที่กกต. วางไว้ แล้วเพื่อนๆ ล่ะคิดยังไง? เชื่อว่าปลอดภัยไหม? มาคอมเมนต์แลกเปลี่ยนกันด้านล่างเลยครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ จะได้ข้อมูลตรงๆ ไม่โดนข่าวลือหลอก!

ประกาศฉบับ 2 พายุฤดูร้อน 23-25 ก.พ. ฝนหนัก

กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออก ประกาศฉบับ 2 พายุฤดูร้อน แล้วนะครับ เพื่อเตือนพี่น้องประชาชนทั่วประเทศไทยตอนบนให้เตรียมตัวรับมือกับพายุฤดูร้อนที่กำลังมาเยือนในช่วงวันที่ 23–25 กุมภาพันธ์ 2569 ใครที่กำลังวางแผนออกนอกบ้านหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งช่วงนี้ อย่าประมาทเลย เพราะอาจเจอฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และฝนตกหนักบางแห่ง รวมถึงฟ้าผ่าด้วย

ประกาศฉบับ 2 พายุฤดูร้อน ครอบคลุมพื้นที่ไหนบ้าง

ประกาศฉบับ 2 พายุฤดูร้อน นี้เริ่มมีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป โดยจะเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน จากนั้นลุยต่อไปยังภาคเหนือ ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงภาคตะวันออก พื้นที่เสี่ยงสูงได้แก่ จังหวัดในอีสานตอนบนอย่างเลย หนองคาย อุดรธานี แล้วตามด้วยเชียงใหม่ ลำปาง พิษณุโลก นครสวรรค์ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง เป็นต้น

ผลกระทบหลักจากประกาศฉบับ 2 พายุฤดูร้อน

  • ฝนฟ้าคะนองและฝนตกหนักบางแห่ง ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง
  • ลมกระโชกแรง อาจทำให้ต้นไม้หัก โครงสร้างเสียหาย
  • ลูกเห็บตก โดยเฉพาะพื้นที่ชนบทและภูเขา
  • ฟ้าผ่า เพิ่มความเสี่ยงในการทำกิจกรรมกลางแจ้ง

สภาพอากาศแบบนี้เกิดจากมวลอากาศเย็นจากจีนที่เคลื่อนลงมาปกคลุมอีสานและทะเลจีนใต้ ทำให้ลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดเข้ามาปะทะกับอากาศร้อนในไทยตอนบน บวกกับคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกที่ผ่านภาคเหนือ ส่งผลให้เกิดพายุฤดูร้อนแบบนี้แหละครับ

เตรียมตัวอย่างไรเมื่อมีประกาศฉบับ 2 พายุฤดูร้อน

เพื่อความปลอดภัย กรมอุตุฯ แนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้างเก่าแก่ หรือป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง ถ้าจำเป็นต้องออกจากบ้าน ควรวางแผนเส้นทางและเช็คพยากรณ์อากาศล่วงหน้า สำหรับเกษตรกรด้วยนะครับ ควรเสริมความแข็งแรงให้เรือนกระจก ฟาร์มไก่ หรือรวบรวมผลไม้ให้เรียบร้อย เตรียมผ้าใบคลุมผลผลิต และย้ายสัตว์เลี้ยงเข้าที่ปลอดภัย

นอกจากนี้ ช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงแบบนี้ อย่าลืมดูแลสุขภาพตัวเองและครอบครัวด้วย ดื่มน้ำมากๆ สวมเสื้อผ้าที่เหมาะสม และถ้ามีอาการไม่สบายให้รีบพบแพทย์ทันที พายุฤดูร้อนแบบนี้มักมาเร็วไปเร็ว แต่ถ้าประมาทอาจเสียหายหนักได้

ช่องทางติดตามข้อมูลพายุฤดูร้อน

  • เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา: www.tmd.go.th
  • โทรสอบถาม: 0-2399-4012-13 หรือ 1182 ตลอด 24 ชม.
  • แอปพลิเคชัน TMD Weather

ในมุมมองของผม พายุฤดูร้อนเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นทุกปีในฤดูนี้ แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทำให้รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นการเตรียมพร้อมล่วงหน้าจึงสำคัญมาก หากคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ลองแชร์ประสบการณ์พายุครั้งก่อนๆ ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือบอกเพื่อนๆ ให้ช่วยกันแชร์ข่าวนี้เพื่อความปลอดภัยของทุกคนนะครับ สุดท้าย อย่าลืมติดตามประกาศจากกรมอุตุฯ อย่างใกล้ชิด!

ที่มา – ประกาศฉบับ 2 เตือน “พายุฤดูร้อน” ช่วงวันที่ 23–25 ก.พ. มีฝนตกหนักบางแห่ง