วัน: 23 กุมภาพันธ์ 2026

ส่งออกนำเข้าไทย ม.ค.69 พุ่งสูงสุด สนค.จับตาภาษีสหรัฐ

การค้าไทยเดือนมกราคม 2569 สร้างสถิติใหม่ด้วย ส่งออก-นำเข้าไทย ม.ค. 69 พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ มูลค่าส่งออกทะลุ 31,573.1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 24.4% จากปีก่อน ขณะที่นำเข้าสูงสุดที่ 34,876.5 ล้านเหรียญ เพิ่ม 29.4% ส่งผลให้ขาดดุลการค้า 3,303.4 ล้านเหรียญ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กำลังจับตาการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีสหรัฐฯ เพื่อหาแนวทางขยายตลาดใหม่

ส่งออก-นำเข้าไทย ม.ค. 69 พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สนค. เปิดเผยว่าการส่งออกขยายตัวต่อเนื่อง 19 เดือน มูลค่าสูงสุดนับจากพฤษภาคม 2568 ที่ 31,044.9 ล้านเหรียญ สินค้าหลักที่หนุนคือกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ จากวัฏจักร AI และดาต้าเซ็นเตอร์ สินค้าเกษตรอย่างทุเรียน มังคุด ข้าวหอมมะลิ กุ้งแช่แข็ง ก็ฟื้นตัวดี

ส่วนการนำเข้าเพิ่มจากวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูป สินค้าทุน เครื่องจักร รับประโยชน์จากเงินบาทแข็งค่า ไทยยังขาดดุลหนักกับจีน 7,223.8 ล้านเหรียญ เพิ่มจากปีก่อน แต่ได้ดุลสหรัฐ 473.8 ล้านเหรียญ ลดลงจาก 3,078.3 ล้านเหรียญ

ตลาดส่งออกขยายตัวกว้างขวาง

ตลาดหลักเติบโตสูง สหรัฐฯ +43.1%, จีน +35.1%, ญี่ปุ่น +2.7%, EU +17.8%, อาเซียน +29.8% แต่ CLMV หด -8.7% ออสเตรเลียพุ่ง +97.8% ตะวันออกกลาง +13.7% ลาตินอเมริกา +13.9%

  • สหรัฐฯ: ตลาดใหญ่สุด โตแรงจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และอาหาร
  • จีน: ขาดดุลสูง แต่ยังเป็นตลาดสำคัญ
  • อาเซียน: เติบโตดีจากห่วงโซ่อุปทาน

กราฟส่งออกนำเข้าไทย ม.ค.69

ผลกระทบภาษีสหรัฐฯ 15% ต่อการส่งออกไทย

ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศภาษีนำเข้า 10-15% ตามมาตรา 122 แทนภาษีตอบโต้ที่ศาลยกเลิก ภาษีลดจาก 19% เป็น 15% ทำให้ต้นทุนผู้นำเข้าสหรัฐถูกลง ราคาสินค้าปลายทางลด ผู้บริโภคซื้อง่ายขึ้น โดยเฉพาะอาหารไทยอย่างไก่ อาหารทะเล ผลไม้กระป๋อง

แต่ไทยไม่ได้เปรียบคู่แข่ง เพราะทุกประเทศลดเหลือ 15% เท่ากัน บวกปัญหาเงินบาทแข็ง สนค.ย้ำต้องเจรจาต่อเนื่อง จับตามาตรการใหม่ที่สหรัฐอาจออกเพื่อแก้ขาดดุลกับไทย

ภาษีสหรัฐกระทบส่งออกไทย

น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สั่งทูตพาณิชย์บุกตลาดใหม่ หาโอกาสสินค้าและบริการ เชิญผู้นำเข้าสหรัฐเจรจากับผู้ส่งออกไทย เพื่อรักษาส่วนแบ่ง แม้ ส่งออก-นำเข้าไทย ม.ค. 69 พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ แต่ต้องระวังวัฏจักรขาขึ้นสิ้นสุด

ไทยควรเร่งกระจายตลาด ลดพึ่งพาสหรัฐ-จีน สนับสนุน SME ส่งออกดิจิทัล และพัฒนาสินค้าเกษตรแปรรูปคุณภาพสูง เพื่อแข่งขันยั่งยืน

ติดตามข่าวการค้าอัปเดต และแชร์ประสบการณ์ส่งออกของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – ส่งออก-นำเข้าไทย ม.ค. 69 พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ สนค.จับตาแก้เกมภาษีสหรัฐฯ ลุยขยายตลาด

ทช.เร่งสร้างถนน Thailand Riviera ตะนาวศรีคีรีพัฒน์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวท่องเที่ยวและคนรักการเดินทางทุกท่าน! วันนี้มีข่าวดีมาบอกกันเลย ทช.เร่งสร้างถนน Thailand Riviera เส้นตะนาวศรีคีรีพัฒน์ เพื่อยกระดับการเดินทางเลียบชายฝั่งทะเลอ่าวไทยให้สะดวกและสวยงามยิ่งขึ้น โครงการนี้อยู่ในจังหวัดเพชรบุรี อำเภอหนองหญ้าปล้องและเขาย้อย ช่วงจากบ้านเขาบันไดไปบ้านน้ำพุร้อน คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2570 ด้วยงบประมาณรวมกว่า 714 ล้านบาท ระยะทาง 37.24 กิโลเมตร นี่คือก้าวสำคัญที่ทำให้การท่องเที่ยวภาคใต้ตอนบนคึกคักแน่นอน

ทช.เร่งสร้างถนน Thailand Riviera เส้นตะนาวศรีคีรีพัฒน์

นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท หรือ ทช. ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการก่อสร้างถนนท่องเที่ยวตะนาวศรีคีรีพัฒน์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายถนนเลียบชายฝั่งทะเลภาคใต้ หรือที่เรียกว่า Thailand Riviera โครงการนี้จะช่วยให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางได้รวดเร็ว ปลอดภัย ลดปัญหารถติดบนถนนเพชรเกษม (ทล.4) โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลใหญ่ๆ ที่คนแห่เที่ยวทะเลอ่าวไทยด้านตะวันตก นอกจากนี้ยังส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนอีกด้วย

ปัจจุบันโครงการกำลังก่อสร้างชั้นโครงสร้างทางและระบบระบายน้ำท่อเหลี่ยมคอนกรีตเสริมเหล็ก มีการปรับปรุงภูมิทัศน์ 1 จุด และสร้างจุดพักรถ จุดชมวิวที่อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ประจันต์ บริเวณสะพานกม.ที่ 36+800 ฝั่งขวา จะกลายเป็นจุดเช็คอินใหม่ที่สวยมากแน่นอน!

รายละเอียด 4 ช่วงก่อสร้างหลัก

โครงการทช.เร่งสร้างถนน Thailand Riviera เส้นตะนาวศรีคีรีพัฒน์ แบ่งออกเป็น 4 ช่วง เพื่อให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพสูงสุด ดังนี้

  • ช่วงที่ 1: บ้านเขาบันได – บ้านน้ำพุร้อน (กม. 21+600 ถึง 43+730) ก่อสร้างถนนแอสฟัลต์ติกคอนกรีต 2 ช่องจราจร มีไหล่ทาง สะพาน 3 แห่ง และสิ่งอำนวยความปลอดภัย
  • ช่วงที่ 2: ถนนทางหลวงชนบทสาย พบ.1015 (ทล.4 ถึง บ้านพุตะเคียน) (กม. 0+000 ถึง 13+767) ช่วงแรกคอนกรีตเสริมเหล็ก ช่วงหลังแอสฟัลต์ติกคอนกรีต พร้อมท่อระบายน้ำ
  • ช่วงที่ 3: ถนนทดแทนช่วงที่ 1 (กม. 37+655 ถึง 38+453) ถนนแอสฟัลต์ติกคอนกรีต 2 ช่องจราจร
  • ช่วงที่ 4: ถนนเชื่อม ทล.3510 (กม. 0+000 ถึง 1+100) แอสฟัลต์ติกคอนกรีต 2 ชั้น 2 ช่องจราจร

ประโยชน์ที่นักท่องเที่ยวจะได้รับจากโครงการนี้

Thailand Riviera คือแนวคิดพัฒนาถนนเลียบชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตะวันตก จากเพชรบุรียาวไปประจวบคีรีขันธ์ ที่จะเปลี่ยนเส้นทางธรรมดาให้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวระดับโลก มีวิวทะเลสวยๆ ชายหาด น้ำพุร้อน และอ่างเก็บน้ำ เมื่อทช.เร่งสร้างถนน Thailand Riviera เส้นตะนาวศรีคีรีพัฒน์ เสร็จ จะช่วยกระจายนักท่องเที่ยว ลดความแออัดบนทล.4 และเปิดโอกาสให้รีสอร์ท โฮมสเตย์ ร้านอาหารทะเลท้องถิ่นเฟื่องฟู เศรษฐกิจหมุนเวียน สร้างงานให้ชาวบ้าน

นอกจากนี้ ทช. ยังกำชับผู้รับจ้างเรื่องความปลอดภัยระหว่างก่อสร้าง เช่น ติดป้ายเตือน ลดความเร็ว สัญญาณไฟกระพริบ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เดินทางปลอดภัย ไม่ต้องกังวล

ในมุมมองผม โครงการนี้ไม่ใช่แค่ถนนใหม่ แต่เป็นการลงทุนระยะยาวให้การท่องเที่ยวไทยยั่งยืน โดยเฉพาะอ่าวไทยตะวันตกที่ยังไม่ค่อยดังเท่าภาคอื่นๆ เมื่อเสร็จปี 2570 นักท่องเที่ยวจะได้เส้นทางใหม่ สวย ปลอดภัย แวะเที่ยวได้ตลอดสาย ลองนึกภาพขับรถเลียบทะเล วิวพระอาทิตย์ตกดินที่จุดชมวิวห้วยแม่ประจันต์ สุดยอดไปเลย!

ถ้าคุณกำลังวางแผนเที่ยวเพชรบุรีหรือประจวบ ลองติดตามความคืบหน้าโครงการนี้ แล้วเตรียมตัวไปเช็คอินเมื่อเปิดใช้งานนะครับ ชอบข่าวแบบนี้ กดไลค์ แชร์ บอกเพื่อนๆ กันด้วย!

ที่มา – ทช.เร่งสร้างถนน Thailand Riviera เส้นตะนาวศรีคีรีพัฒน์ หวังยกระดับการเดินทางเลียบทะเลอ่าวไทย

“มัลลิกา” ประกาศลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. 2569 อิสระ

“มัลลิกา” ประกาศลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ในนามอิสระ เป็นข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสในวงการการเมืองกรุงเทพฯ เลยทีเดียว! นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อจากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ประกาศอย่างเป็นทางการในรายการ มัลลิกา SHOW แนวหน้าออนไลน์ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 หลังจากเพิ่งฉลองวันเกิดครบ 53 ปีไปหมาดๆ เมื่อวันก่อนหน้า

“มัลลิกา” ประกาศลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ในนามอิสระ

การประกาศครั้งนี้มาพร้อมกับความมั่นใจเต็มเปี่ยม โดยคุณมัลลิกา ยืนยันชัดเจนว่าจะลงสมัครในนามบุคคลอิสระ ไม่สังกัดพรรคการเมืองใดๆ ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่อาจดึงดูดผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เบื่อการเมืองแบบเก่าๆ ได้ดีทีเดียว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการร้องเพลง Happy Birthday จากทีมงานในรายการ ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและ惊喜

นโยบายเด่นที่ “มัลลิกา” เสนอสำหรับผู้ว่าฯ กทม.

นอกจากการประกาศลงสมัครแล้ว คุณมัลลิกายังได้แชร์วิสัยทัศน์และนโยบายหลักๆ ที่จะนำมาปรับใช้หากได้เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะประเด็นที่ใกล้ชิดชีวิตประชาชนกรุงเทพฯ ดังนี้

  • สวนสาธารณะเปิดกว้าง: ไม่เห็นด้วยกับการปิดรั้วล็อกกุญแจสวนสาธารณะ เพราะเป็นพื้นที่สาธารณะที่ประชาชนควรเข้าถึงได้สะดวก หากมีรั้วก็ควรเป็นรั้วเตี้ยๆ และแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มแสงสว่าง รวมถึงจ้างรปภ. คอยดูแล เพื่อความปลอดภัยโดยไม่จำกัดสิทธิ์การใช้งาน
  • บริการสำนักงานเขตดิจิทัล: เลิกเก็บเอกสารบัตรประชาชนแบบหน้า-หลัง ให้ดำเนินการออนไลน์ทั้งหมด เพื่อความสะดวก รวดเร็ว ลดภาระประชาชนที่ต้องวิ่งวุ่นไปมา
  • การพัฒนากรุงเทพฯ แบบยั่งยืน: มุ่งเน้นปัญหาจราจร น้ำท่วม และคุณภาพชีวิต โดยอาศัยประสบการณ์จากอดีต ส.ส. ที่ทำงานใกล้ชิดประชาชน

นโยบายเหล่านี้ฟังดูตรงจุดและตอบโจทย์ชีวิตคนกรุงจริงๆ โดยเฉพาะในยุคที่ทุกคนต้องการความคล่องตัวและพื้นที่สีเขียวที่เข้าถึงง่าย คุณมัลลิกาเน้นย้ำว่า การแก้ปัญหาต้องตรงจุด ไม่ใช่แก้แบบเหมารวมแบบเดิมๆ

พื้นหลังและความน่าสนใจของมัลลิกา บุญมีตระกูล

มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการการเมือง เธอเคยเป็น ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ มากับประสบการณ์การทำงานที่หลากหลาย ทั้งด้านสื่อ สังคมสงเคราะห์ และการเมืองท้องถิ่น การตัดสินใจลงในนามอิสระครั้งนี้ อาจเป็นเพราะต้องการอิสระในการนำเสนอนโยบาย โดยไม่ถูกผูกมัดจากพรรค ทำให้สามารถพูดตรงๆ กับปัญหาของกรุงเทพฯ ได้เต็มที่

การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ คาดว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 หากนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ คนปัจจุบัน อยู่ครบวาระ ซึ่งจะเป็นการชิงชัยที่เข้มข้นแน่นอน ด้วยคู่แข่งมากมาย แต่การลงอิสระของมัลลิกาอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มผู้เลือกตั้งรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบผู้สมัครที่กล้าแตกต่าง

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา มัลลิกาแสดงให้เห็นถึงความเป็นนักสู้เพื่อประชาชนเสมอมา ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันนโยบายสาธารณสุข การศึกษา หรือสิทธิสตรี การประกาศลงสมัครครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่ข่าวการเมือง แต่เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงที่กรุงเทพฯ ต้องการ

คุณคิดอย่างไรกับการลงสมัครของมัลลิกา? นโยบายสวนสาธารณะเปิดหรือบริการออนไลน์ จะช่วยแก้ปัญหาชีวิตกรุงเทพฯ ได้จริงหรือไม่? ชวนแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เพื่อข้อมูลล่าสุด! การเมืองที่ดี เริ่มจากประชาชนที่ตื่นตัว

ที่มา – “มัลลิกา” ประกาศลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ในนามอิสระ

“บีโอไอ” ไฟเขียว 5 บริษัทยักษ์ใหญ่จากจีน ลงทุน 9,200 ล้าน

“บีโอไอ” ไฟเขียว 5 บริษัทยักษ์ใหญ่จากจีน ลงทุน 9,200 ล้าน ปั้นโรงงานผลิตชิ้นส่วนหุ่นยนต์ ถือเป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการอุตสาหกรรมไทยเลยทีเดียว! นี่คือก้าวสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นฐานผลิตชิ้นส่วนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์นอกประเทศจีนเป็นครั้งแรก ลูกค้าหลักอย่าง Tesla Bot, Apple, Samsung และ Huawei จะได้ประโยชน์เต็มๆ จากการผลิตที่นี่

“บีโอไอ” ไฟเขียว 5 บริษัทยักษ์ใหญ่จากจีน ลงทุน 9,200 ล้าน ปั้นโรงงานผลิตชิ้นส่วนหุ่นยนต์

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการส่งเสริมการลงทุนได้อนุมัติคำขอจาก 5 บริษัทชั้นนำจากจีน ได้แก่ Hangzhou Seenpin Electromechanical Transmission, Beite Technology, Sanhua Intelligent Drives, Tuopu Technology และ Xusheng Group โดยทั้งหมดจะลงทุนรวมกว่า 9,220 ล้านบาท เพื่อตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนสำคัญของหุ่นยนต์ที่มีลักษณะเหมือนมนุษย์ (Humanoid Robot) เช่น โครงร่าง ระบบเคลื่อนไหว ชุดควบคุมข้อต่อแขนและนิ้ว รวมถึงชิ้นส่วนโลหะความแม่นยำสูงและระบบส่งกำลังประสิทธิภาพสูง

การลงทุนครั้งนี้ไม่เพียงนำเงินทุนมหาศาลเข้ามา แต่ยังสร้างงานให้แรงงานไทยทักษะสูงกว่า 1,000 ตำแหน่ง และใช้วัตถุดิบในประเทศปีละ 45,000 ล้านบาท ถือเป็นการจุดชนวนคลัสเตอร์อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในไทยให้เติบโตอย่างรวดเร็ว

รายละเอียด 5 บริษัทผู้ลงทุน

  • Hangzhou Seenpin Electromechanical Transmission: ผลิต Planetary Roller Screw และ Robot Ball Screw ชิ้นส่วนส่งกำลังความแม่นยำสูงสำหรับระบบขับเคลื่อนหุ่นยนต์ ลงทุน 2,120 ล้านบาท ที่ชลบุรี
  • Beite Technology: ผลิต Planetary Roller Screw สำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ลงทุน 1,670 ล้านบาท ที่ชลบุรี และกำลังยื่นโครงการเพิ่ม 3,000 ล้านบาทสำหรับ Robot Ball Screw
  • Sanhua Intelligent Drives: ผลิต Actuator หรืออุปกรณ์ข้อต่อควบคุมการเคลื่อนที่ เปรียบเสมือนกล้ามเนื้อหุ่นยนต์ ลงทุน 1,800 ล้านบาท ที่ชลบุรี ก่อนหน้านี้เคยลงทุนชิ้นส่วนยานยนต์ให้ BYD, Volvo, Tesla มูลค่า 3,200 ล้านบาท
  • Tuopu Technology: ผลิต Actuator เช่นกัน ลงทุน 930 ล้านบาท ที่ฉะเชิงเทรา และมีโครงการชิ้นส่วนยานยนต์อีก 2 โครงการมูลค่า 3,500 ล้านบาท
  • Xusheng Group: ผลิต Robot Body/Joint/Bone Components หรือโครงร่างหุ่นยนต์จากวัสดุแข็งแรง น้ำหนักเบา ทนสั่นสะเทือน ลงทุน 2,700 ล้านบาท ที่ระยอง

โอกาสทองของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในไทย

หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์กำลังกลายเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่โตแบบก้าวกระโดด ศูนย์วิจัยคาดว่าตลาดโลกจะพุ่งถึง 200,000 ล้านบาทภายในปี 2573 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ย 130% ต่อปี โดยปี 2570 จะเป็นจุดเปลี่ยนที่หุ่นยนต์อย่าง Optimus ของ Tesla เข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ สามารถเดิน ทำงานซับซ้อนใกล้เคียงมนุษย์

ประเทศไทยมีจุดแข็งจากฐานการผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว การต่อยอดสู่ชิ้นส่วนหุ่นยนต์จะทำให้เราเป็น New Growth Engine ร่วมกับ EV, เซมิคอนดักเตอร์, ดิจิทัล และชีวภาพ นักลงทุนจีนมองไทยมีศักยภาพสูงในการผลิตชิ้นส่วนสำคัญเหล่านี้ และคาดว่าจะมีบริษัทอื่นๆ เข้ามาเพิ่มในเร็ววัน

“ขณะนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยกำลังสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่” เลขาธิการบีโอไอ กล่าว การลงทุนนี้จะยกระดับทักษะแรงงานไทย สร้างห่วงโซ่อุปทานครบวงจร และดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีสูงเข้ามาอีกมาก

ในมุมมองของผม นี่คือโอกาส黃金ที่จะผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตยั่งยืน หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ไม่ได้เป็นแค่เครื่องจักร แต่เป็นอนาคตของแรงงานอัจฉริยะ คุณคิดว่าประเทศไทยพร้อมเป็นฮับชิ้นส่วนหุ่นยนต์หรือยัง? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติม!

ที่มา – “บีโอไอ” ไฟเขียว 5 บริษัทยักษ์ใหญ่จากจีน ลงทุน 9,200 ล้าน ปั้นโรงงานผลิตชิ้นส่วนหุ่นยนต์

พี่เขยซัลโวน้องเมีย อุ้มศพ-รถแยกทิ้ง อ้างป้องกันตัว ไม่ยิงก็ถูกฟัน

เหตุการณ์สุดสะเทือนใจที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ทั่วประเทศ เมื่อพี่เขยซัลโวน้องเมีย อุ้มศพ-รถแยกทิ้ง อ้างป้องกันตัว ไม่ยิงก็ถูกฟัน กลายเป็นคดีที่ทุกคนจับตามอง เรื่องราวเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อพี่เขยรายนี้ใช้อาวุธปืนลูกซองยิงน้องเมียจนเสียชีวิต จากนั้นยังลากศพใส่ท้ายรถกระบะ ขับรถจักรยานยนต์ไปทิ้งแยกกัน จนกระทั่งเจ้าหน้าที่พบศพขึ้นอืดหลังจากหายตัวไปนาน 10 วัน

พี่เขยซัลโวน้องเมีย อุ้มศพ-รถแยกทิ้ง อ้างป้องกันตัว ไม่ยิงก็ถูกฟัน

รายละเอียดของคดีนี้เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567 ผู้ตายซึ่งเป็นน้องเมียได้ออกจากบ้านไปและหายตัวไป โดยญาติได้แจ้งความคนหายทันที จนกระทั่งวันที่ 21 กุมภาพันธ์ มีคนพบรถจักรยานยนต์จอดทิ้งไว้ในพื้นที่หมู่ 8 ต.ไร่รถ อ.ดอนเจดีย์ และในเย็นวันถัดมา ก็พบศพขึ้นอืดในบ่อน้ำริมคันนา หมู่ 1 ต.ดอนเจดีย์ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเป็นบุคคลที่หายไปจริง

พี่เขยสารภาพป้องกันตัว แต่ปฏิเสธข้อหาอื่น

ผู้ต้องหาคือ นายมณเฑียร เจริญพจน์ วัย 50 ปี ซึ่งถูกศาลจังหวัดสุพรรณบุรีออกหมายจับวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 ตำรวจสามารถจับกุมตัวได้พร้อมยึดรถโตโยต้า วีโก้ สีบรอนซ์เทา ทะเบียนสุพรรณบุรี ระหว่างสอบสวน นายมณเฑียรอ้างป้องกันตัว โดยบอกว่า เห็นผู้ตายถือมีดจะฟันตัวเอง แต่ตนถือปืนลูกซองอยู่ จึงยิงสวนไป หลังเกิดเหตุกลัวและตกใจจึงอุ้มศพใส่ท้ายรถไปทิ้ง และทิ้งรถจักรยานยนต์แยกกัน นอกจากนี้ยังพาไปชี้จุดทิ้งปืนที่อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี

ที่น่าสนใจคือ เมื่อถามว่านายมณเฑียรมีอะไรฝากถึงครอบครัวผู้ตายหรือไม่ เขาตอบสั้นๆ ว่า “ไม่ครับ” ขณะที่ลูกชายของผู้ต้องหาให้การเพิ่มเติมว่า ผู้ตายมีปัญหากับพ่อแม่เพราะติดยาเสพติด ชอบหาเรื่องเวลาพบหน้า และเรื่องเบิ้ลรถที่ถูกกล่าวหานั้นไม่จริง ผู้ตายต่างหากที่ทำ ลูกชายยืนยันว่าถ้าพ่อไม่ยิง พ่อก็คงโดนฟันตายแทน

  • ไทม์ไลน์เหตุการณ์:
  • 13 ก.พ. 2567: ผู้ตายหายตัวไปจากบ้าน
  • 21 ก.พ.: พบรถจักรยานยนต์ทิ้งไว้
  • 22 ก.พ.: พบศพในบ่อน้ำ และจับกุมผู้ต้องหา
  • ญาติผู้ตายนิมนต์พระทำพิธีเชิญวิญญาณที่จุดเกิดเหตุ
  • ตำรวจเตรียมส่งฝากขังที่เรือนจำสุพรรณบุรี

คดีนี้ยังคงมีประเด็นให้ถกเถียง โดยเฉพาะเรื่องการป้องกันตัวตามกฎหมายไทย ซึ่งมาตรา 68-69 ของประมวลกฎหมายอาญา กำหนดว่าการป้องกันตัวต้องสมเหตุสมผลและไม่เกินกว่าเหตุ ผู้ต้องหาอ้างว่าไม่เห็นหน้าเพราะมืด แต่ตำรวจกำลังรวบรวมพยานหลักฐานทั้งภาพจากกล้องวงจรปิด พยานใกล้เคียง และผลชันสูตรศพเพื่อหาความจริง

ญาติทั้งสองฝ่ายต่างโศกเศร้า ฝั่งผู้ต้องหามีภรรยาและลูกๆ มาเยี่ยมร่ำไห้หน้าห้องขัง ขณะที่ญาติผู้ตายทำพิธีทางศาสนาเพื่ออัญเชิญวิญญาณ สะท้อนถึงความขัดแย้งในครอบครัวที่รุนแรงจนนำไปสู่โศกนาฏกรรม

เหตุการณ์พี่เขยซัลโวน้องเมีย อุ้มศพ-รถแยกทิ้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงปัญหายาเสพติดและอาวุธปืนที่ผิดกฎหมายในชุมชน การมีปืนลูกซองโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นความผิดร้ายแรงอีกประการหนึ่ง

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้ชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งในครอบครัวสามารถลุกลามได้รวดเร็ว หากไม่มีการสื่อสารและขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สายด่วน 1323 สำหรับปัญหายาเสพติด แนะนำให้ทุกคนเรียนรู้กฎหมายป้องกันตัวให้ชัดเจน เพื่อป้องกันเหตุ悲剧ซ้ำรอย

คุณคิดอย่างไรกับคดีนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามอัปเดตข่าวสารอาชญากรรมจากบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – พี่เขยซัลโวน้องเมีย อุ้มศพ-รถแยกทิ้ง อ้างป้องกันตัว ไม่ยิงก็ถูกฟัน

ตำแหน่งลีกสเปอร์ส ‘น่ากังวลใหญ่’ – รูนีย์

ตำแหน่งลีกสเปอร์ส ‘น่ากังวลใหญ่’ – รูนีย์

เวย์น รูนีย์ อดีตดาวยิงระดับตำนานของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ออกมากล่าวถึงสถานการณ์ของท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ในศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ โดยชี้ว่าตำแหน่งในลีกของสเปอร์สกำลังกลายเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างมาก เขาแสดงความเห็นในรายการ The Wayne Rooney Show ว่าทีมของอันโตนิโอ คอนเต้ อาจตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการตกชั้นหากไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ตำแหน่งลีกสเปอร์สเป็นเรื่องใหญ่ – รูนีย์

รูนีย์ ซึ่งเป็นนักวิจารณ์ฟุตบอลชื่อดัง วิเคราะห์ว่าสเปอร์สกำลังเผชิญปัญหาหนักในฤดูกาลนี้ หลังจากที่ทีมรั้งอันดับต่ำกว่าที่คาดหวังไว้มาก โดยปัจจุบันพวกเขาอยู่อันดับกลางตารางและห่างจากโซนตกชั้นเพียงไม่กี่คะแนนเท่านั้น “ตำแหน่งลีกสเปอร์สเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ” รูนีย์กล่าว “พวกเขามีผู้เล่นเก่งๆ มากมาย แต่ฟอร์มการเล่นโดยรวมยังไม่ดีพอ”

สาเหตุที่ทำให้ตำแหน่งลีกสเปอร์สย่ำแย่

หนึ่งในสาเหตุหลักที่รูนีย์ชี้ให้เห็นคือปัญหาการปรับตัวของผู้เล่นใหม่ๆ และการขาดความสม่ำเสมอในแนวรุก สเปอร์สแพ้หลายนัดติดต่อกัน โดยเฉพาะเกมในบ้านที่เคยเป็นจุดแข็ง นอกจากนี้ การเปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมบ่อยครั้งก็ส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของนักเตะ

  • ฟอร์มไม่แน่นอน: ชนะบ้างแพ้บ้าง สลับกันไป
  • แนวรับอ่อนแอ: สูญเสียประตูมากเกินไปในนัดสำคัญ
  • แรงกดดันจากแฟน: สนามไวท์ฮาร์ท เลนเริ่มไม่เป็นมิตร

รูนีย์ยังเปรียบเทียบกับสมัยที่เขาค้าแข้งกับเอฟเวอร์ตัน โดยบอกว่าทีมที่เคยเกือบตกชั้นต้องรวมใจกันเพื่อรอดพ้นวิกฤติ

โอกาสรอดตกชั้นของสเปอร์สยังมีหรือไม่?

แม้สถานการณ์จะย่ำแย่ แต่รูนีย์ยังมองในแง่ดี โดยเชื่อว่าด้วยศักยภาพของแฮร์รี่ เคน และซอน เฮือง-มิน สเปอร์สยังมีลุ้นพลิกเกมได้ หากคอนเต้ปรับแท็คติกให้เหมาะสมมากขึ้น นอกจากนี้ การเสริมทัพในตลาดซื้อขายเดือนมกราคมอาจช่วยเสริมจุดอ่อนได้ทันเวลา

แฟนบอลสเปอร์สหลายคนเห็นด้วยกับรูนีย์ และเริ่มเรียกร้องให้บอร์ดบริหารลงมือแก้ปัญหาโดยด่วน ฤดูกาลนี้ พรีเมียร์ลีกแข่งขันดุเดือด โซนท้ายตารางมีทีมฟอร์มดีหลายทีมไล่จี้ สเปอร์สต้องเร่งฟอร์มด่วน!

คุณคิดอย่างไรกับความเห็นของรูนีย์? สเปอร์สจะรอดตกชั้นได้ไหม? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอัปเดตล่าสุดกับเรา

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ตรีนุช เตรียมมอบรางวัล 33 สตรีทำงานดีเด่น 2569

วันนี้เรามีข่าวดีสำหรับสตรีไทยทุกคนเลยนะคะ! ตรีนุช เตรียมมอบรางวัล 33 สตรีทำงานดีเด่น 2569 เพื่อเชิดชูเกียรติสตรีที่ทำงานเก่ง มีผลงานโดดเด่นในหลากหลายสาขา และสร้างแรงบันดาลใจให้กับพี่น้องสตรีทั่วประเทศ โดยพิธีมอบรางวัลจะจัดขึ้นในวันที่ 6 มีนาคม 2569 นี้เอง มาดูรายละเอียดกันเลยค่ะ

ตรีนุช เตรียมมอบรางวัล 33 สตรีทำงานดีเด่น 2569

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานแถลงข่าวเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เปิดตัวรายชื่อ 33 สตรีทำงานดีเด่น เนื่องในวันสตรีสากลประจำปี 2569 สตรีเหล่านี้มาจากหลากหลายอาชีพ ทั้งภาครัฐ เอกชน ศิลปิน สื่อมวลชน และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเป็นตัวอย่างของผู้หญิงไทยที่ประสบความสำเร็จ มีศักยภาพสูง และมีส่วนร่วมพัฒนาสังคม

ตัวอย่างสตรีที่ได้รับเลือก เช่น นางสาวสุวรา ทวิชศรี ผู้ว่าการการประปานครหลวง ในสาขาสตรีผู้บริหารรัฐวิสาหกิจดีเด่น, นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี สตรีผู้บริหารภาคราชการดีเด่น, มาลีวัลย์ เจมีน่า ศิลปินสตรีดีเด่น, นางสาวสมปรารถนา นาวงษ์ เจ้าของเพจอีจัน สื่อมวลชนสตรีดีเด่น, นางสาวณัฏฐ์กัญญา แสงโพธิ์ สตรีผู้บริหารภาคเอกชนดีเด่น และนางสาวนารี สมรัตนกุล สตรีผู้ปฏิบัติการภาคเอกชนดีเด่น เป็นต้นค่ะ

ประเภทรางวัลทั้ง 11 ประเภทในปี 2569

  • สตรีนักบริหารดีเด่น
  • สตรีผู้ปฏิบัติการดีเด่น
  • สตรีเครือข่ายด้านแรงงานดีเด่น
  • สตรีผู้ประกอบอาชีพอิสระดีเด่น
  • สตรีผู้นำองค์กรแรงงานภาคเอกชนดีเด่น
  • ศิลปินสตรีดีเด่น
  • สื่อมวลชนสตรีดีเด่น
  • สตรีองค์กรพัฒนาเอกชนดีเด่น
  • สตรีนักวิชาการด้านแรงงานดีเด่น
  • สตรีดีเด่นด้านการมีส่วนร่วมพัฒนาสังคม
  • สตรีดีเด่นด้านส่งเสริมการพัฒนาชุมชน

พิธีมอบรางวัลจัดภายใต้แนวคิด “พลังสตรี วิถีทันสมัย พัฒนาเศรษฐกิจแรงงานไทย ก้าวไปอย่างยั่งยืน” ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ ในวันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2569 ค่ะ

นโยบายสนับสนุนสตรีจากกระทรวงแรงงาน

กระทรวงแรงงานภายใต้การนำของตรีนุช ให้ความสำคัญกับแรงงานสตรีเป็นอย่างมาก โดยมุ่งสร้างงานที่มีคุณค่า มั่นคง และมีศักดิ์ศรี โดยเฉพาะการยกระดับทักษะผ่าน Upskill, Reskill, New Skill ในสาขาดิจิทัล เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ คุ้มครองสิทธิแรงงานหญิงอย่างเป็นธรรม ขยายความคุ้มครองทางสังคม และส่งเสริม Work-Life Balance เช่น เพิ่มสิทธิลาคลอดจาก 98 วันเป็น 120 วัน เพื่อให้สตรีได้ดูแลครอบครัวและกลับมาทำงานอย่างมีคุณภาพ

“ดิฉันเชื่อมั่นเสมอว่าผู้หญิงไม่ได้เป็นเพียงแรงงานที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นผู้วางรากฐานคุณภาพของครอบครัวและสังคม กระทรวงแรงงานจึงมุ่งสนับสนุนให้สตรีทุกคนได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ และก้าวไปข้างหน้าอย่างภาคภูมิ” นางสาวตรีนุช กล่าว

เรือเอกสาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน 补充ว่าการคัดเลือกในปีนี้ครอบคลุมทุกภาคส่วน เพื่อเป็นแบบอย่างให้สตรีรุ่นใหม่

ความสำคัญของรางวัลสตรีทำงานดีเด่น

รางวัลนี้ไม่ใช่แค่การมอบเกียรติยศ แต่เป็นการจุดประกายแรงบันดาลใจให้สตรีไทยทุกคน ในยุคที่ผู้หญิงต้องเผชิญความท้าทายมากมาย เช่น ความเหลื่อมล้ำทางเพศ การเลี้ยงลูกควบคู่การทำงาน หรือการแข่งขันในตลาดแรงงาน รางวัล ตรีนุช เตรียมมอบรางวัล 33 สตรีทำงานดีเด่น 2569 ช่วยย้ำว่านโยบายรัฐบาลสนับสนุนสตรีอย่างจริงจัง สร้างโอกาส平等 และพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืน

ในมุมมองของผู้เขียน รางวัลนี้เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงพลังสตรีไทยที่กำลังเติบโต หากสตรีทุกคนได้รับการสนับสนุนที่ดี ประเทศไทยจะก้าวหน้าอย่างไร้ขีดจำกัด สตรีไทยลองมองหาตัวอย่างจาก 33 ท่านนี้ แล้วนำมาปรับใช้ในชีวิตการทำงานของคุณดูนะคะ

อย่าพลาด! ติดตามพิธีมอบรางวัลสดๆ ทางช่องทางกระทรวงแรงงาน หรือแชร์โพสต์นี้เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้สตรีคนอื่นๆ มาคอมเมนต์กันค่ะว่าสตรีต้นแบบในใจคุณคือใคร?

ที่มา – “ตรีนุช” เตรียมมอบรางวัล “33 สตรีทำงานดีเด่น 2569” เชิดชูเกียรติ-สร้างแรงบันดาลใจ

สภากลาโหมเห็นชอบรั้วอิเล็กทรอนิกส์ชายแดนไทย-กัมพูชา

ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ประชุมสภากลาโหมครั้งที่ 2/2569 มีมติสำคัญที่ทุกคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะ สภากลาโหม เห็นชอบสร้างรั้วอิเล็กทรอนิกส์ติดกล้องวงจรปิด-ทำรั้วถาวรพื้นที่เขตแดนชัดเจน ไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ 5 มาตรการควบคุมชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืน

สภากลาโหม เห็นชอบสร้างรั้วอิเล็กทรอนิกส์ติดกล้องวงจรปิด-ทำรั้วถาวรพื้นที่เขตแดนชัดเจน ไทย-กัมพูชา

พลเรือตรีสุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ได้แถลงผลการประชุมที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ โดยมติที่ประชุมมุ่งบูรณาการทุกภาคส่วนในการดูแลชายแดน แทนการพึ่งพากำลังทหารเพียงอย่างเดียว มาตรการทั้ง 5 นี้ ได้แก่:

  • คงกำลังทหารตามความจำเป็นของสถานการณ์
  • จัดทำรั้วอิเล็กทรอนิกส์พร้อมระบบกล้องวงจรปิด เพื่อการเฝ้าระวังแบบเรียลไทม์
  • สร้างรั้วถาวรในพื้นที่เขตแดนที่ชัดเจน
  • จัดสรรพื้นที่ให้ทหารผ่านศึกทำกินและช่วยดูแล
  • พัฒนาพื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

เริ่มดำเนินการที่ชายแดนไทย-กัมพูชาก่อน โดยสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นผู้กำกับดูแล นี่คือก้าวสำคัญที่ทำให้ สภากลาโหม เห็นชอบสร้างรั้วอิเล็กทรอนิกส์ติดกล้องวงจรปิด-ทำรั้วถาวรพื้นที่เขตแดนชัดเจน ไทย-กัมพูชา กลายเป็นข่าวเด่น

มาตรการรับมือภัยแล้งและไฟป่า

นอกจากชายแดน ที่ประชุมยังกำชับให้ทุกเหล่าทัพวางแผนใช้น้ำอย่างประหยัดในค่ายทหาร ตามแนวทางรัฐบาล เพื่อรองรับฤดูแล้ง 2568/2569 รวมทั้งประชาสัมพันธ์ให้กำลังพลตระหนักถึงการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า สำหรับปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 สั่งปฏิบัติเชิงรุก เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง สนับสนุนกำลังพลและยานพาหนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการข้อมูลกับฝ่ายปกครองเพื่อสร้างความร่วมมือจากประชาชน

เสริมจริยธรรมและพัฒนาขีดความสามารถ

ที่ประชุมย้ำให้ยึดประมวลจริยธรรม พ.ศ.2564 ของกระทรวงกลาโหม เน้นความซื่อสัตย์ โปร่งใส ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน นอกจากนี้ ยังเห็นชอบจัดตั้งหน่วยบัญชาการขีดความสามารถร่วมกองทัพไทย (JCC) เพื่อรับมือภัยคุกคามใหม่ เช่น สงครามไซเบอร์ อากาศยานไร้คนขับ และปฏิบัติการอวกาศ ทำให้กองทัพไทยพร้อมรบในทุกมิติ

รับทราบความคืบหน้าคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนกรณีไทย-กัมพูชา เสนอจัดทำระเบียบปฏิบัติเพื่อความโปร่งใส และปรับปรุงโรงพยาบาลทศมินทราธิราช (สีกัน) เป็นระดับตติยภูมิ ขยายเตียงจาก 130 เป็น 300 เตียง เปิดบริการ 1 ตุลาคม 2569 ตามนโยบาย 50 เขต 50 โรงพยาบาล

กิจกรรมเด่นคือพิธีเปิดอนุสรณ์สถานสำนักงานปลัดกลาโหม 31 มี.ค. 2569 และ “กลาโหมร่วมใจ เดิน-วิ่ง ด้วยหัวใจที่เทิดทูน” 26 เม.ย. 2569 เชิญชวนทุกคนร่วมแสดงความจงรักภักดีและสามัคคี

มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงเสริมความมั่นคงชายแดน แต่ยังตอบโจทย์ปัญหาสิ่งแวดล้อม จริยธรรม และสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะ สภากลาโหม เห็นชอบสร้างรั้วอิเล็กทรอนิกส์ติดกล้องวงจรปิด-ทำรั้วถาวรพื้นที่เขตแดนชัดเจน ไทย-กัมพูชา ที่จะช่วยลดความขัดแย้งและส่งเสริมความร่วมมือกับเพื่อนบ้าน

ในมุมมองผู้เขียน มาตรการนี้เป็นนวัตกรรมที่ชาญฉลาด ผสมผสานเทคโนโลยีกับชุมชนท้องถิ่น จะทำให้ชายแดนไทยมั่นคงยั่งยืนยาวนาน คุณคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ทราบเพื่อติดตามพัฒนาการต่อไป

ที่มา – สภากลาโหม เห็นชอบสร้างรั้วอิเล็กทรอนิกส์ติดกล้องวงจรปิด-ทำรั้วถาวรพื้นที่เขตแดนชัดเจน ไทย-กัมพูชา

กบน. สั่งตรึงราคาน้ำมันดีเซล-เบนซิน อีกระลอก

ในช่วงที่สถานการณ์โลกตึงเครียดจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน กบน. สั่งตรึงราคาน้ำมันดีเซล-เบนซิน อีกระลอก เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนไทย โดยมาตรการนี้จะช่วยให้ราคาขายปลีกน้ำมันคงที่ ณ หน้าสถานีบริการน้ำมัน ไม่ต้องปรับขึ้นตามความผันผวนของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก

กบน. สั่งตรึงราคาน้ำมันดีเซล-เบนซิน อีกระลอก รับมือสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้เปิดเผยหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้เพิ่มการชดเชยจากกองทุนน้ำมันสำหรับน้ำมันดีเซลอีก 0.44 บาทต่อลิตร และลดอัตราการจัดเก็บเงินกองทุนสำหรับน้ำมันเบนซินในกลุ่มต่างๆ ระหว่าง 0.30 ถึง 0.80 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกทั้งน้ำมันดีเซลและกลุ่มน้ำมันเบนซินคงเดิม โดยได้สั่งการให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนจากวิกฤตการณ์ดังกล่าว

รายละเอียดมาตรการตรึงราคาน้ำมัน

มาตรการกบน. สั่งตรึงราคาน้ำมันดีเซล-เบนซิน อีกระลอกนี้ เป็นการปรับโครงสร้างกองทุนน้ำมันให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่ใช้ในภาคการขนส่งและอุตสาหกรรมเป็นหลัก การเพิ่มชดเชย 0.44 บาทต่อลิตร จะช่วยพยุงราคาไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง สำหรับน้ำมันเบนซิน การลดอัตราการจัดเก็บจะช่วยลดต้นทุน ทำให้ราคาคงที่ เช่น เบนซิน 95 และ E20 คงเดิม

  • น้ำมันดีเซล: เพิ่มชดเชย 0.44 บาท/ลิตร
  • น้ำมันเบนซิน: ลดจัดเก็บ 0.30-0.80 บาท/ลิตร ตามประเภท
  • ผลกระทบ: ราคาขายปลีกคงที่ทั้งหมด

สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงล่าสุด

ณ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ ฐานะกองทุนน้ำมันรวมเป็นบวก 2,385 ล้านบาท โดยบัญชีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่บวก 40,374 ล้านบาท ขณะที่บัญชีก๊าซหุงต้ม (LPG) ติดลบ 37,989 ล้านบาท การปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเบนซินครั้งนี้ จะทำให้รายรับกองทุนลดลงวันละ 54.77 ล้านบาท จากเดิมที่รับวันละ 45.52 ล้านบาท กลายเป็นรายจ่ายวันละ 9.25 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการรักษาเสถียรภาพราคา แม้จะกระทบฐานะกองทุนในระยะสั้น

ผลกระทบจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านต่อราคาน้ำมันไทย

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่าน โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์โจมตีฐานทัพสหรัฐในอิรัก ได้กดดันให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์และ WTI พุ่งสูงขึ้นเกือบ 4-5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันในประเทศไทยที่นำเข้ากว่า 90% หากไม่มีการแทรกแซงจากกองทุน ราคาน้ำมันดีเซลอาจปรับขึ้น 1-2 บาทต่อลิตร ส่งผลต่อค่าขนส่ง ค่าอาหาร และค่าครองชีพโดยรวม

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการรถบรรทุกและแท็กซี่ซึ่งใช้น้ำมันดีเซลเป็นหลัก จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการตรึงราคา ช่วยลดต้นทุนและป้องกันการขึ้นราคาสินค้าในห่วงโซ่อุปทาน

แนวโน้มราคาน้ำมันในอนาคต

สกนช. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากความขัดแย้งยืดเยื้อ อาจต้องพิจารณามาตรการเพิ่มเติม เช่น การนำเข้าน้ำมันจากแหล่งอื่นหรือเจรจากับผู้ผลิต OPEC เพื่อกระจายความเสี่ยง ในขณะที่กองทุน LPG ติดลบสูง รัฐบาลควรเร่งหาแนวทางลดภาระ เช่น ปรับโครงสร้างราคาแก๊สหุงต้มให้สมดุลมากขึ้น

โดยสรุป มาตรการกบน. สั่งตรึงราคาน้ำมันดีเซล-เบนซิน อีกระลอกนี้ เป็นการตัดสินใจที่ทันท่วงที ช่วยปกป้องประชาชนจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลก ในระยะยาว รัฐบาลควรส่งเสริมพลังงานทางเลือก เช่น รถยนต์ไฟฟ้าและชีวภาพ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า มุมมองส่วนตัวคือ นี่เป็นมาตรการที่ดีแต่ต้องมีแผนสำรองที่ยั่งยืน เพื่อไม่ให้กองทุนน้ำมันกลายเป็นภาระหนักในอนาคต

ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและพลังงานเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – กบน. สั่งตรึงราคาน้ำมันดีเซล-เบนซิน อีกระลอก รับมือสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน