วัน: 24 กุมภาพันธ์ 2026

แผ่นดินไหว 5.6 ไต้หวัน เขย่าอี๋หลานหลายเมือง

แผ่นดินไหว 5.6 ไต้หวัน เกิดขึ้นเมื่อช่วงเที่ยงวันของวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไต้หวันสะเทือนไปหลายเมืองใหญ่ ผู้คนในหลายพื้นที่รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนอย่างชัดเจน แต่โชคดีที่ยังไม่มีรายงานความเสียหายรุนแรงหรือผู้บาดเจ็บ

แผ่นดินไหว 5.6 ไต้หวัน: รายละเอียดเหตุการณ์

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาไต้หวันรายงานว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเวลา 12.37 น. ตามเวลาท้องถิ่น จุดศูนย์กลางอยู่ใกล้กับเมืองอี๋หลาน (Yilan) ห่างจากที่ว่าการอำเภออี๋หลานไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 16.9 กิโลเมตร โดยมีความลึกประมาณ 66.8 กิโลเมตร ขนาดความรุนแรง 5.6 ตามมาตรฐานริกเตอร์ ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนที่รู้สึกได้ในหลายเมือง เช่น เมืองหลงหลาน ไถเป่ย์ และพื้นที่ใกล้เคียง

ไต้หวันเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในบริเวณ “ห่วงไฟแปซิฟิก” (Ring of Fire) ซึ่งเป็นโซนที่มีกิจกรรมแผ่นดินไหวและภูเขาไฟสูงสุดในโลก ดังนั้นเหตุการณ์แบบ แผ่นดินไหว 5.6 ไต้หวัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่ครั้งนี้เกิดในเวลากลางวัน ทำให้ประชาชนตื่นตัวและอพยพออกจากอาคารอย่างรวดเร็ว

จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว 5.6 ไต้หวัน อยู่ที่ไหน

ศูนย์กลางของแผ่นดินไหว 5.6 ไต้หวัน อยู่บริเวณอี๋หลาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อแผ่นดินไหวเนื่องจากรอยเลื่อนธรณีวิทยาหลายแห่ง เช่น Philippine Sea Plate ที่เคลื่อนตัวชนกับ Eurasian Plate ความลึก 66.8 กม. ทำให้แรงสั่นไม่รุนแรงมากนัก แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เฟอร์นิเจอร์สั่นไหวและผู้คนตื่นตระหนก

ผลกระทบและการตอบสนองหลังแผ่นดินไหว 5.6 ไต้หวัน

จนถึงขณะนี้ เจ้าหน้าที่ไต้หวันยังไม่พบความเสียหายรุนแรง รายงานจาก Taiwan News ระบุว่าทีมกู้ภัยและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกำลังตรวจสอบอาคารสูงและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่อี๋หลานและเมืองใกล้เคียง สัญญาณเตือนภัยแผ่นดินไหวทำงานได้ดี ทำให้ประชาชนรู้ตัวทันเวลา

  • เมืองที่รับรู้แรงสั่น: อี๋หลาน, หลงหลาน, ไถเป่ย์, และบางส่วนของฮัวเหลียน
  • ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต
  • ระบบขนส่งสาธารณะหยุดชั่วคราวเพื่อตรวจสอบความปลอดภัย
  • โรงเรียนและสำนักงานสั่งอพยพชั่วคราว

นอกจากนี้ แผ่นดินไหว 5.6 ไต้หวัน ครั้งนี้ยังตามมาด้วยแรงสั่นหลังอ่อนๆ หลายครั้ง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ปกติในพื้นที่ที่มีรอยเลื่อน活跃

ประวัติแผ่นดินไหวรุนแรงในไต้หวัน

ไต้หวันเคยประสบแผ่นดินไหวครั้งใหญ่หลายครั้ง เช่น แผ่นดินไหวเกาสงปี 2542 ขนาด 7.3 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 2,400 คน หรือแผ่นดินไหวฮัวเหลียนปี 2561 ขนาด 6.4 เหตุการณ์ แผ่นดินไหว 5.6 ไต้หวัน ครั้งนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจให้ประชาชนและรัฐบาลรักษาความพร้อมสูงสุด

เคล็ดลับรับมือแผ่นดินไหวเพื่อความปลอดภัย

แม้ไต้หวันจะมีระบบเตือนภัยที่ทันสมัย แต่การเตรียมตัวส่วนบุคคลก็สำคัญไม่แพ้กัน นี่คือคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ:

  • หยุด พวก และจับ: หยุดสิ่งที่กำลังทำ คลานหลบใต้โต๊ะแข็งแรง แล้วจับขาโต๊ะไว้
  • หลีกเลี่ยงหน้าต่างและชั้นวางของ
  • หลังสั่นหยุด ตรวจสอบก๊าซและไฟฟ้าก่อนออกจากอาคาร
  • เตรียมกระเป๋า应急ที่มีน้ำ อาหาร และยา
  • ดาวน์โหลดแอปเตือนภัยแผ่นดินไหวของไต้หวัน

สำหรับคนไทยที่อาศัยหรือเดินทางไปไต้หวัน ควรศึกษาวิธีรับมือเหล่านี้ให้ดี เพราะแผ่นดินไหว 5.6 ไต้หวัน อาจเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ใหญ่ได้

บทวิเคราะห์: ไต้หวันพร้อมรับมือแผ่นดินไหวหรือไม่?

จากประสบการณ์หลายครั้ง ไต้หวันแสดงให้เห็นถึงระบบป้องกันภัยที่ดีเยี่ยม อาคารส่วนใหญ่สร้างตามมาตรฐานกันแผ่นดินไหว และการฝึกซ้อมอพยพเป็นประจำ ทำให้เหตุการณ์แผ่นดินไหว 5.6 ไต้หวัน ครั้งนี้ผ่านไปอย่างราบรื่น แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ารอยเลื่อนในอี๋หลานยัง活躍 อาจเกิดเหตุใหญ่ในอนาคต

ในฐานะนักสังเกตการณ์ สิ่งที่น่าชื่นชมคือความรวดเร็วในการตอบสนองของรัฐบาล ซึ่งเป็นแบบอย่างให้ประเทศอื่นๆ รวมถึงไทยที่อยู่ในเขตเสี่ยงแผ่นดินไหวเช่นกัน

ติดตามข่าวสารภัยพิบัติเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อแจ้งเตือนเพื่อนๆ ให้เตรียมพร้อมรับมือแผ่นดินไหวกันนะครับ!

ที่มา – แผ่นดินไหว 5.6 เขย่าภาคตอ.เฉียงเหนือของไต้หวันสะเทือนหลายเมืองใหญ่ หลายเมืองรับรู้แรงสั่นสะเทือน

“อนุทิน” ปัดจบดีลรัฐบาล ย้ำยังไม่เริ่ม ลั่น“ผมเป็นคนดีล”

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องการเมืองร้อนๆ ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้ นั่นคือ “อนุทิน” ปัดจบดีลรัฐบาล ย้ำยังไม่เริ่ม ลั่น“ผมเป็นคนดีล” ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตา หลังจากมีข่าวลือหนาหูเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ มาดูกันว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายกรัฐมนตรีปัจจุบัน ได้ออกมาพูดอะไรบ้าง

“อนุทิน” ปัดจบดีลรัฐบาล ย้ำยังไม่เริ่ม ลั่น“ผมเป็นคนดีล”

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 11.50 น. นายอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน หลังจากที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ออกมาแฉว่าดีลตั้งรัฐบาลจบแล้ว 300 เสียง นายอนุทินตอบแบบชัดเจน ร้อง ‘ฮึ’ แล้วถามสื่อว่า ‘มาตู้ผมป่าว’ พร้อมชี้ตัวเองและย้ำว่า ‘คนดีลคือคนนี้’ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและบทบาทหลักในการเจรจาของตัวเอง

สถานการณ์คะแนนเสียงยังไม่นิ่ง กกต. กำลังนับใหม่

นายอนุทิน ชี้แจงว่าตอนนี้ยังไม่มีการเริ่มดีลอะไรทั้งสิ้น เพราะกำลังมีการนับคะแนนใหม่ ส.ส. บัญชีรายชื่อหลายเขต และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็เพิ่งออกข่าวมา ดังนั้นจึงยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องดีลตั้งรัฐบาล ส่วนหลักการเดิมที่ต้องโหวตนายกฯ ก่อนแล้วค่อยคุยตำแหน่งนั้น ตอนนี้ยังรอให้ทุกอย่างนิ่งก่อน ‘ทุกวันนี้ได้แต่ประมาณเอาว่ามี ส.ส. อยู่เท่าไหร่ ถ้าทุกอย่างไม่นิ่งก็ไปคุยกับใครไม่ได้’

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการประกาศผลจาก กกต. นายอนุทิน บอกว่า กกต. ไม่ได้ขึ้นกับรัฐบาล จึงรายงานไม่ได้ และเรื่องประเด็นเลือกตั้งโมฆะจากบาร์โค้ด ก็ตอบว่า ‘ไม่ทราบครับ’ แสดงถึงความระมัดระวังในการให้ข้อมูล

เมินกระแสข่าวรัฐบาลไฟจราจรและเซอร์ไพรส์จาก ร.อ.ธรรมนัส

ที่น่าสนใจคือ เมื่อสื่อถามถึงกระแสตั้งรัฐบาลสีไฟจราจร ที่พรรคเพื่อไทย กล้าธรรม และประชาชน ร่วมมือกันเพื่อผลักพรรคภูมิใจไทยไปเป็นฝ่ายค้าน นายอนุทิน ไม่ตอบตรงๆ เพียงหัวเราะในลำคอ และเมื่อถามเรื่องตั้งรัฐบาลแข่งเพื่อล้มรัฐบาลปัจจุบัน ก็หัวเราะแล้วบอก ‘เหรอ’

  • กระแสเซอร์ไพรส์ใหญ่หลัง 25 ก.พ. จาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่จะกลับจากต่างประเทศ
  • นายอนุทิน ตอบ ‘ไม่ได้ยิน’
  • เมื่อถามกลัวจะโดนแฉหรือมีไม้เด็ด ก็ย้อน ‘กลัวหมายความว่ากลัวยังไง’

พฤติกรรมเหล่านี้แสดงให้เห็นว่านายอนุทินยังคงนิ่งและไม่หวั่นไหวกับข่าวลือ สถานการณ์การเมืองไทยกำลังเข้มข้น ทุกฝ่ายกำลังรอผลนับคะแนนใหม่จาก กกต. ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางต่อไป

จากมุมมองของผม สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย ที่ดีลต่างๆ ต้องรอให้คะแนนชัดเจนก่อน นายอนุทินที่ลั่น ‘ผมเป็นคนดีล’ น่าจะมีแผนการในใจแล้ว แต่ยังไม่เปิดไพ่ ทุกคนควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีเซอร์ไพรส์รออยู่!

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? คอมเมนต์มาบอกกันได้เลยนะครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากชอบ เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อัพเดทข่าวการเมืองล่าสุด

ที่มา – “อนุทิน” ปัดจบดีลรัฐบาล ย้ำยังไม่เริ่ม ลั่น“ผมเป็นคนดีล”

กองทัพเมียนมายกระดับโจมตีทางอากาศรัฐคะฉิ่น

สถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมามีแนวโน้มรุนแรงยิ่งขึ้น เมื่อกองทัพเมียนมายกระดับโจมตีทางอากาศรัฐคะฉิ่นหลายพื้นที่ หลังจากอ้างว่าเครื่องบินโดยสารของสายการบินแห่งชาติถูกโจมตีด้วยโดรนพุ่งชนที่สนามบินมิตจีนา เหตุการณ์นี้จุดชนวนให้เกิดปฏิบัติการทางอากาศที่เข้มข้นมากขึ้น สร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านในพื้นที่

กองทัพเมียนมายกระดับโจมตีทางอากาศรัฐคะฉิ่น

ตามรายงานเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 กองทัพเมียนมาได้เพิ่มความถี่ในการโจมตีทางอากาศอย่างต่อเนื่องในรัฐคะฉิ่นตั้งแต่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พื้นที่เป้าหมายครอบคลุมหลายจุดสำคัญใกล้ชายแดนจีน เช่น เมืองไลซา ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของกองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) โดยเช้าวันจันทร์ กองทัพทิ้งระเบิดใกล้หมู่บ้านวาชองและลามยางในเมืองเวียงมอว์ ซึ่งเป็นจุดปะทะบ่อยครั้งระหว่างทหารรัฐบาลกับ KIA นอกจากนี้ยังมีรายงานการทิ้งระเบิดใกล้หมู่บ้านมินจางในเมืองโมเมาก์ แม้ยังไม่ทราบจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บที่แน่ชัด แต่เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ประชาชนในพื้นที่หวาดกลัวอย่างมาก

จุดเริ่มต้นจากเหตุโดรนโจมตีเครื่องบินโดยสาร

สาเหตุหลักที่ทำให้กองทัพเมียนมายกระดับโจมตีทางอากาศรัฐคะฉิ่นคือเหตุการณ์เมื่อวันที่สำคัญที่เครื่องบินโดยสารแบบ ATR 72-600 ของสายการบิน Myanmar National Airlines ถูกโดรนพลีชีพพุ่งชนขณะจอดอยู่ที่สนามบินมิตจีนา รัฐบาลทหารเมียนมาโทษว่า KIA เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง และประกาศว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรงและมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม พ.อ. นอว์ บู โฆษกของ KIA ออกมาปฏิเสธอย่างหนักแน่น โดยยืนยันว่าไม่มีนโยบายโจมตีเป้าหมายพลเรือน และเหตุการณ์ดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายพวกเขา

รัฐคะฉิ่นเป็นหนึ่งในรัฐที่มีความขัดแย้งยืดเยื้อมายาวนาน โดย KIA เป็นกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์คะฉิ่นที่ต่อสู้เพื่ออิสรภาพและสิทธิของชาวคะฉิ่นมาตั้งแต่ปี 1961 หลังการรัฐประหารในปี 2564 สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดเมื่อกลุ่มต่อต้านต่างๆ รวมตัวกันต่อกรกับรัฐบาลทหาร ทำให้เกิดการปะทะหนักหน่วง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือใกล้ชายแดนจีนและไทย

  • พื้นที่ที่ถูกโจมตีล่าสุด: เมืองไลซา, หมู่บ้านวาชอง, ลามยางในเวียงมอว์, หมู่บ้านมินจางในโมเมาก์
  • อาวุธที่ใช้: เครื่องบินรบและระเบิดทางอากาศ
  • ผลกระทบ: ชาวบ้านขาดที่หลบภัย โดยเฉพาะหากมิตจีนาถูกโจมตีหนัก

การโจมตีทางอากาศเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความเสียหายทางกายภาพ แต่ยังส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนนับหมื่นคน หลายครอบครัวต้องอพยพหนีภัยไปยังพื้นที่ใกล้เคียง สร้างวิกฤตมนุษยธรรมที่รุนแรง ชาวบ้านในรัฐคะฉิ่นหลายคนแสดงความกังวลว่าหากการโจมตีขยายวงกว้างขึ้น จะไม่มีที่หลบภัยที่ปลอดภัยอีกต่อไป

บริบทความขัดแย้งในเมียนมาและผลกระทบระยะยาว

ความขัดแย้งในเมียนมาไม่ได้จำกัดแค่รัฐคะฉิ่นเท่านั้น แต่แผ่ขยายไปยังรัฐฉาน รากข่า และพื้นที่อื่นๆ กลุ่มต่อต้านอย่าง KIA, AA, TNLA และ PDF ได้ร่วมมือกันภายใต้นายกองทัพสามพี่น้อง สร้างความเสียหายหนักให้กับกองทัพรัฐบาล การใช้โดรนโจมตีโดยฝ่ายกบฏกลายเป็นยุทธวิธีใหม่ที่ทำให้กองทัพรัฐบาลเสียเปรียบ โดยเฉพาะเหตุการณ์เครื่องบินโดยสารที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

นอกจากนี้ พื้นที่รัฐคะฉิ่นยังเป็นเส้นทางค้าชายแดนสำคัญกับจีน ทำให้จีนมีบทบาทในการไกล่เกลี่ย แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นความคืบหน้า สถานการณ์นี้อาจกระทบต่อความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยที่อยู่ใกล้ชายแดน

ในมุมมองของผู้เขียน การยกระดับโจมตีทางอากาศเช่นนี้อาจนำไปสู่สงครามเต็มรูปแบบที่ไม่มีผู้ชนะ สิ่งที่จำเป็นคือการเจรจาสันติภาพผ่านช่องทางนานาชาติ เพื่อยุติความทุกข์ทรมานของประชาชน ผู้อ่านควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและสนับสนุนกิจกรรมช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม หากคุณมีมุมมองอย่างไร สามารถแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย

ที่มา – กองทัพเมียนมายกระดับโจมตีทางอากาศรัฐคะฉิ่น หลังอ้างว่าเครื่องบินโดยสารสายการบินแห่งชาติถูกโดรนถล่ม

อาร์เตต้าแก้ปัญหาเกียวเคเรสได้แล้วหรือ?

ในเกมเดอร์บีเหนือลอนดอนที่อาร์เซนอลบุกไปเอาชนะท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์แบบสุดมันส์ แฟนปืนใหญ่หลายคนคงต้องยกนิ้วให้มิเกล อาร์เตต้าแก้ปัญหาเกียวเคเรสได้แล้วหรือ เพราะวิคเตอร์ เกียวเคเรส กองหน้าตัวเก่งโชว์ฟอร์มระเบิดเถิดเทิง ยิงประตูสำคัญและมีส่วนร่วมกับเกมรุกอย่างลงตัว แต่ก่อนหน้านี้ฤดูกาลนี้ เกียวเคเรสดูจะไม่ค่อยลงตัวกับระบบของอาร์เซนอลนัก

อาร์เตต้าแก้ปัญหาเกียวเคเรสได้แล้วหรือ ในเดอร์บีลอนดอนเหนือ

ตามการวิเคราะห์ของ Umir Irfan ผู้สื่อข่าวแท็คติกจาก BBC Sport ในแมตช์นี้ อาร์เตต้าแก้ปัญหาเกียวเคเรสได้แล้วหรือ โดยปรับแท็คติกให้เหมาะกับสไตล์ของดาวยิงสวีเดนรายนี้ เกียวเคเรสที่ย้ายมาร่วมทีมอาร์เซนอลด้วยค่าตัวมหาศาล มีจุดเด่นคือความแข็งแกร่งทางกายภาพ การวิ่งทะลุช่อง และการจบสกอร์แบบฉกาจ แต่ฤดูกาลนี้ เขามักถูกบีบให้เล่นแบบหลุดกรอบ เนื่องจากระบบ possession-based ของอาร์เตต้าที่เน้นการครองบอลและสร้างโอกาสจากด้านข้าง

ในเกมกับสเปอร์ส อาร์เตต้าปรับ formation เป็น 4-3-3 โดยให้มาร์ติเนลลี่และซาก้าเปิดปีกให้กว้าง ขณะที่ Odegaard ถอยลงมาสร้างพื้นที่ตรงกลาง เกียวเคเรสจึงได้วิ่งทะลุหลังกองหลังสเปอร์สแบบไม่มีใครตามติด ส่งผลให้เขายิงได้ 2 ประตูและแอสซิสต์อีก 1 ทำให้อาร์เซนอลคว้าชัย 3-1

ปัญหาเกียวเคเรสก่อนหน้านี้คืออะไร

ก่อนหน้านี้ อาร์เตต้าแก้ปัญหาเกียวเคเรสได้แล้วหรือ ไม่ได้ เพราะเกียวเคเรสไม่ถนัดเล่นแบบ drop deep เพื่อลิงค์อัพกับกองกลาง เขาชอบรับบอลหลังกองหลังมากกว่า ในแมตช์กับทีมใหญ่ๆ อย่างแมนซิตี้หรือลิเวอร์พูล เขาจึงเงียบเหงา แต่ในเดอร์บีนี้ อาร์เตต้าแก้จุดอ่อนโดยให้ Rice และ Partey คอยป้อนบอลยาวตรงไปหาเกียวเคเรส แทนการ build-up ช้าๆ

  • ปรับตำแหน่ง: ให้เกียวเคเรสยืนเป็น focal point แทน false 9
  • เพิ่ม cross: จากปีกทั้งสองข้าง มากกว่า 20 ครั้งต่อเกม
  • ใช้ pace: ผสานกับความเร็วของ wingers

สถิติจาก Opta ยืนยันว่า เกียวเคเรสมี xG สูงสุดในทีม (1.8) และ touch ในกรอบเขตโทษมากที่สุด นี่คือหลักฐานว่าอาร์เตต้าปรับใช้ได้แล้ว

อนาคตของเกียวเคเรสกับอาร์เซนอล

แต่คำถามคือ นี่คือจุดเปลี่ยนถาวรหรือแค่เกมเดียว? ฤดูกาลนี้เกียวเคเรสยิงได้แค่ 8 ประตูจาก 20 นัด หากอาร์เตต้าจะใช้สไตล์นี้ต่อ ทีมอาจเสียสมดุลในเกมรับ แต่ถ้าปรับ possession ผสม direct play นี่อาจเป็นสูตรลับที่พาอาร์เซนอลลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก

นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า การชนะสเปอร์สคือจุดเริ่มต้นใหม่ เกียวเคเรสจะกลายเป็นตัวอันตรายที่สุดในลีก หากอาร์เตต้ารักษาฟอร์มนี้ไว้

คุณคิดว่า อาร์เตต้าแก้ปัญหาเกียวเคเรสได้แล้วหรือ แบบถาวร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอาร์เซนอลอัพเดททุกวัน!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

“ร็อบ เจทเทน” นายกฯ เนเธอร์แลนด์อายุน้อยสุด

“ร็อบ เจทเทน” วัย 38 ปี นั่งนายกฯ เนเธอร์แลนด์อายุน้อยสุด จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ถือเป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการการเมืองยุโรป เมื่อวันจันทร์ที่ 23 ก.พ. ที่ผ่านมา นายร็อบ เจทเทน ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากสมเด็จพระราชาธิบดีวิลเลม-อเล็กซานเดอร์ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเนเธอร์แลนด์ สร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้นำที่ร็อบ เจทเทนอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศ

“ร็อบ เจทเทน” วัย 38 ปี นั่งนายกฯ เนเธอร์แลนด์อายุน้อยสุด จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย

การขึ้นสู่อำนาจของร็อบ เจทเทน มาจากชัยชนะของพรรค D66 ซึ่งเป็นพรรคแนวคิดก้าวหน้าและสนับสนุนสหภาพยุโรป (EU) ในการเลือกตั้งเดือนตุลาคมปีก่อน แคมเปญของเขเน้นเรื่องความหวัง การประนีประนอม และยุติความแตกแยกที่เกิดจากนักการเมืองชาตินิยมอย่างเกียร์ต วิลเดอร์ส ทำให้พรรคคว้าที่นั่งจำนวนมากในสภา

รัฐบาลชุดใหม่นี้ไม่ธรรมดา เพราะเป็นการรวมพรรค 3 พรรค ได้แก่ D66, พรรคคริสเตียนเดโมแครต (อนุรักษนิยม) และ VVD (ฝ่ายขวา) แต่เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่มีที่นั่งในสภาล่างเพียง 66 จาก 150 ที่นั่ง ส่งผลให้ต้องพึ่งพาเสียงจากฝ่ายค้านในการผ่านกฎหมายทุกฉบับ ซึ่งถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่สำหรับผู้นำหน้าใหม่วัย 38 ปี

นโยบายหลักของ “ร็อบ เจทเทน” นายกฯ เนเธอร์แลนด์อายุน้อยสุด

บททดสอบแรกคือแผนเพิ่มงบกลาโหมให้ถึง 3.5% ของ GDP ภายในปี 2035 จากปัจจุบัน 2% เพื่อตอบสนองเป้าหมายนาโต โดยจะเก็บ “ภาษีเสรีภาพ” (Freedom Tax) เพิ่มจากภาษีเงินได้อีก 5 พันล้านยูโรต่อปี แต่เงินมาจากไหน? รัฐบาลวางแผนตัดงบสวัสดิการ สาธารณสุข จำกัดเงินชดเชยว่างงาน เพิ่มค่าค่ารักษาพยาบาลส่วนตัว และเร่งเกณฑ์อายุเกษียณตามอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น

  • เพิ่มงบกลาโหม: เพื่อเสริมความมั่นคงท่ามกลางความตึงเครียดในยุโรป
  • ตัดงบสวัสดิการ: ลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น จัดสรรใหม่ไปยังความมั่นคง
  • ภาษีใหม่: Freedom Tax เพื่อระดมทุนโดยตรง

แผนนี้ถูกคัดค้านหนัก นายเจสซี คลาเวอร์ ผู้นำฝ่ายซ้าย บอกว่าไม่ยุติธรรม คนธรรมดาต้องจ่ายเพิ่มหลายร้อยยูโร แต่คนรวยไม่เสียอะไร ขณะที่เกียร์ต วิลเดอร์ส จากพรรคขวาจัด ประกาศขัดขวางทุกนโยบาย

คณะรัฐมนตรีชุดนี้ก็น่าสนใจ ดีลัน เยซิลกอซ จาก VVD รับกระทรวงกลาโหม ทอม เบเรนดืเซน กระทรวงการต่างประเทศ และเอลโก ไฮเน็น ยังอยู่กระทรวงการคลัง ร็อบ เจทเทน มองว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยเป็นโอกาสสร้างความร่วมมือในสภา แก้ปัญหาความขัดแย้งเก่าๆ และพร้อมปรับแผนงบประมาณในอีกไม่กี่เดือน

背景ของร็อบ เจทเทนคือทนายความและนักการเมืองรุ่นใหม่ เคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงยุติธรรมมาก่อน แนวคิดโปร-EU และก้าวหน้าของเขาจะช่วยนำเนเธอร์แลนด์ฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจ พลังงาน และความมั่นคงได้หรือไม่? นี่คือคำถามที่ชาวดัตช์จับตา

การเมืองเนเธอร์แลนด์ในยุคนี้ซับซ้อนมาก หลังจากวิลเดอร์สครองกระแสชาตินิยม การมาของเจทเทนเหมือนลมใหม่ แต่รัฐบาลเสียงข้างน้อยเสี่ยงล้มละลายง่ายหากไม่ประนีประนอม นโยบายกลาโหมที่เพิ่มขึ้นสะท้อนความกังวลเรื่องรัสเซียและจีน ขณะที่ตัดสวัสดิการอาจจุดชนวนประท้วง

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า เจทเทนต้องใช้ทักษะการเจรจาในการสร้างพันธมิตรข้ามพรรค ซึ่งเป็นจุดแข็งจากแคมเปญเลือกตั้ง หากสำเร็จ จะเป็นแบบอย่างให้ผู้นำรุ่นใหม่ในยุโรป

สำหรับคนไทยที่สนใจการเมืองต่างประเทศ การติดตาม “ร็อบ เจทเทน” วัย 38 ปี นั่งนายกฯ เนเธอร์แลนด์อายุน้อยสุด จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย จะช่วยให้เข้าใจพลวัตการเมืองสมัยใหม่ คุณคิดว่านโยบายนี้จะเวิร์กไหม? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย!

ที่มา – “ร็อบ เจทเทน” วัย 38 ปี นั่งนายกฯ เนเธอร์แลนด์อายุน้อยสุด จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย

พปชร. งานเข้า! สนธิญา ยื่น กกต. ตรวจสอบจริยธรรมผู้บริหารพรรค

พปชร. งานเข้าเต็มๆ! เมื่อ “สนธิญา ยื่น กกต. ตรวจสอบจริยธรรมผู้บริหารพรรค” พลังประชารัฐ กรณีไม่สนับสนุนผู้สมัคร ส.ส. อย่างเป็นธรรมในการเลือกตั้งล่าสุด เรื่องนี้กำลังเป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทย ที่ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของพรรคใหญ่พรรคนี้

สนธิญา ยื่น กกต. ตรวจสอบจริยธรรมผู้บริหารพรรค

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นายสนธิญา สวัสดี ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในแวดวงการเมือง ได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. โดยตรง เพื่อขอให้ตรวจสอบจริยธรรมของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ปมหลักคือการสนับสนุนผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในการเลือกตั้งที่ผ่านมาไม่ได้เป็นธรรม

จากที่ทราบ พรรคพลังประชารัฐส่งผู้สมัครลงแข่งขันหลายเขต แต่ผู้สมัครบางรายกลับไม่ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายหาเสียง หรือแม้แต่ค่าสมัคร 10,000 บาท ทั้งที่ได้ยื่นเอกสารครบถ้วนตามที่พรรคกำหนด เช่น สำเนาสมุดบัญชีธนาคาร นี่อาจเป็นสัญญาณของการเลือกปฏิบัติที่ไม่สุจริตและขาดความโปร่งใส ซึ่งขัดต่อหลักจริยธรรมของผู้บริหารพรรค

รายละเอียดกรณี สนธิญา ยื่น กกต. ตรวจสอบจริยธรรมผู้บริหารพรรค

นายสนธิญา เรียกร้องให้ กกต. ตรวจสอบหลายประเด็นสำคัญ เช่น

  • พรรคมีการสนับสนุนเงินแก่ผู้สมัครรายใดบ้าง หรือเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
  • หากพรรคได้รับเงินจากผู้สนับสนุนรายใหญ่ เงินเหล่านั้นถูกจัดสรรอย่างไร
  • รายรับ-รายจ่ายของพรรค โดยเฉพาะการโอนเงินสนับสนุนผู้สมัคร ต้องไม่เกินเพดานค่าใช้จ่ายหาเสียง 1.9 ล้านบาทต่อคน ตามที่ กกต. กำหนด นับจากวันที่มีพระราชกฤษฎีกายุบสภา จนถึงวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569

หากพบว่าผู้บริหารพรรคละเลยหน้าที่ อาจเข้าข่ายผิดจริยธรรมร้ายแรง ซึ่ง กกต. มีอำนาจสั่งพักงานหรือเพิกถอนสถานะตามระเบียบ

บริบทการเมืองเบื้องหลัง สนธิญา ยื่น กกต. ตรวจสอบจริยธรรมผู้บริหารพรรค

พรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญในรัฐบาล ถ้าประเด็นนี้ถูกขุดคุ้ย อาจกระทบภาพลักษณ์และการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ นายสนธิญายังเสนอให้ กกต. รับรองผลเลือกตั้ง ส.ส. ก่อน แล้วค่อยตรวจสอบประเด็นอื่นๆ เช่น บาร์โค้ดหรือ QR Code ในบัตรเลือกตั้ง ซึ่งเป็นอำนาจศาลจะตัดสิน โดยยึดแนวทางเลือกตั้ง 2566 เพื่อไม่ให้ล่าช้า

นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้ กกต. ดำเนินคดีเด็ดขาดกับผู้ฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง หากละเว้นอาจผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 การยื่นครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้สมัครทุกคน และรักษาความโปร่งใสในระบบพรรคการเมืองไทย

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

หาก กกต. พบความผิดจริง ผู้บริหารพรรคอาจถูกสั่งลงโทษ ส่งผลให้พรรคต้องปรับโครงสร้างภายใน สมาชิกพรรคและผู้สมัครที่ถูกละเลยอาจรวมตัวร้องเรียนเพิ่ม นี่เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นปัญหาโครงสร้างในพรรคการเมืองไทย ที่มักมีข่าวการสนับสนุนไม่เท่าเทียม สะท้อนถึงความจำเป็นในการปฏิรูประบบการเงินพรรคให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้วิเคราะห์การเมือง กรณี “สนธิญา ยื่น กกต. ตรวจสอบจริยธรรมผู้บริหารพรรค” นี้จะเป็นบททดสอบสำคัญของ กกต. ในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกหน้า หากจัดการได้ดี จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้งไทย

สุดท้าย เรื่องนี้เตือนใจพรรคการเมืองทุกพรรค ว่าต้องบริหารงานด้วยหลักสุจริตและโปร่งใส มิเช่นนั้นอาจเสียคะแนนจากประชาชน คุณคิดเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความคิดเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – พปชร. งานเข้า “สนธิญา” ยื่น กกต. ตรวจสอบจริยธรรมผู้บริหารพรรค ปมไม่สนับสนุนผู้สมัครอย่างเป็นธรรม

พายุหิมะถล่มชายฝั่งตะวันออกสหรัฐฯ ยกเลิก 5,000 เที่ยวบิน

พายุหิมะถล่มชายฝั่งตะวันออกสหรัฐฯ ยกเลิกกว่า 5,000 เที่ยวบิน ไฟฟ้าดับนับแสนครัวเรือน สร้างความเดือดร้อนอย่างหนักให้กับประชาชนและนักเดินทางทั่วไป เมื่อพายุหิมะครั้งประวัติศาสตร์พัดกระหน่ำเข้ามาในช่วงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้หลายพื้นที่เผชิญหิมะหนาสุดขีด สูงถึง 33 นิ้วในบางจุด

พายุหิมะถล่มชายฝั่งตะวันออกสหรัฐฯ ยกเลิกกว่า 5,000 เที่ยวบิน ไฟฟ้าดับนับแสนครัวเรือน

เหตุการณ์พายุหิมะรุนแรงนี้ส่งผลกระทบหลักต่อรัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น โรดไอส์แลนด์ แมสซาชูเสตส์ นิวยอร์ก นิวเจอร์ซีย์ และคอนเนคติกัต โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติ (NWS) รายงานว่าหิมะสะสมในนครนิวยอร์กสูงกว่า 19 นิ้ว ทำให้ถนนหนทางกลายเป็นลานน้ำแข็ง สัญจรไม่ได้ ขณะที่บ้านเรือนและธุรกิจกว่า 600,000 แห่งต้องเผชิญกับไฟฟ้าดับทั่วพื้นที่

ผลกระทบต่อการเดินทางและเที่ยวบิน

ข้อมูลจาก FlightAware ระบุว่ามีเที่ยวบินถูกยกเลิกมากกว่า 5,675 เที่ยวบิน ทั้งขาเข้าและขาออก ส่งผลให้สนามบินหลักอย่าง JFK และ Logan ติดขัดยาวนาน ผู้โดยสารนับหมื่นต้องติดค้าง สายการบินใหญ่ๆ อย่าง Delta และ American Airlines ต้องปรับแผนด่วน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในเมืองพรอวิเดนซ์ต้องลากรถที่จอดขวางทางกวาดหิมะออกไปกว่า 300 คัน

หลายรัฐประกาศมาตรการเข้มงวด เช่น ผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเสตส์สั่งลดความเร็วบนทางหลวงหลักเหลือ 40 กม./ชม. และห้ามเดินทางที่ไม่จำเป็น โรดไอส์แลนด์และคอนเนคติกัตก็ออกคำสั่งคล้ายกัน เนื่องจากทัศนวิสัยลดลงเหลือศูนย์จากหิมะที่โปรยปรายไม่หยุด

  • หิมะสะสมสูงสุด 33 นิ้ว ในโรดไอส์แลนด์
  • ไฟดับกว่า 600,000 ครัวเรือน ในนิวเจอร์ซีย์และแมสซาชูเสตส์
  • ยกเลิกเที่ยวบิน 5,675 เที่ยว
  • รถถูก towed กว่าร้อยคันในหลายเมือง
  • พายุคาดว่าจะดำเนินต่อเนื่องถึงเช้าวันอังคาร

สาเหตุและสถิติที่ทำลายสถิติ

ผู้เชี่ยวชาญอุตุนิยมวิทยาระบุว่านี่คือพายุหิมะที่รุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ ปริมาณหิมะทุบสถิติเก่าในหลายพื้นที่ สร้างความตกตะลึงให้แม้แต่นักพยากรณ์เอง อุณหภูมิลดฮวบลงต่ำกว่า -10 องศาเซลเซียสในบางจุด ทำให้เกิดอันตรายจากพายุหนาว (blizzard) ที่มาพร้อมลมแรงกว่า 80 กม./ชม.

ภาครัฐและเอกชนเร่งระดมกำลังพล เครื่องจักรไถหิมะ และทีมกู้ภัย เพื่อฟื้นฟูสภาพปกติ ประชาชนได้รับคำแนะนำให้ตุนเสบียงอาหาร น้ำ และเครื่องทำความร้อนสำรอง ขณะที่โรงเรียนและหน่วยงานรัฐปิดทำการชั่วคราว

เหตุการณ์นี้เตือนใจให้เราตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ทำให้พายุรุนแรงขึ้น หากคุณมีแผนเดินทางไปสหรัฐอเมริกาในฤดูหนาว ควรตรวจสอบพยากรณ์อากาศล่วงหน้าและเตรียมแผนสำรองให้พร้อม เพื่อหลีกเลี่ยงความเดือดร้อนแบบนี้

ที่มา – พายุหิมะถล่มชายฝั่งตะวันออกสหรัฐฯ ยกเลิกกว่า 5,000 เที่ยวบิน ไฟฟ้าดับนับแสนครัวเรือน

นายกฯ โยน สธ. แจงปมคุ้มเสือเชียงใหม่ตาย 72 ตัว

เหตุการณ์ที่กำลังเป็นที่สนใจของคนทั้งประเทศในขณะนี้คือ นายกฯ โยน สธ. แจงปมคุ้มเสือเชียงใหม่ตาย 72 ตัว ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับเชื้อไข้หวัดนกหรือไม่ หลังจากศาสตราจารย์นายแพทย์ยงค์ ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาแสดงความกังวลถึงความเสี่ยงนี้ ทำให้ทุกคนหันมองไปที่กระทรวงสาธารณสุขว่าจะมีคำตอบอย่างไร

นายกฯ โยน สธ. แจงปมคุ้มเสือเชียงใหม่ตาย 72 ตัว

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เข้าประชุมคณะรัฐมนตรีตามปกติ แต่ผู้สื่อข่าวไม่ปล่อยให้โอกาสผ่านไปง่ายๆ ได้สอบถามถึงกรณีคุ้มเสือที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีเสือโคร่งและเสือดาวตายจำนวนมากถึง 72 ตัว นายกฯ อนุทินตอบสั้นๆ แต่ชัดเจนว่า “ให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นคนดำเนินการเรื่องนี้” แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังโยนความรับผิดชอบไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านสุขภาพโดยตรง

กรณีนี้เริ่มร้อนแรงหลังจาก หมอยงค์ โพสต์ข้อความเตือนถึงความเป็นไปได้ที่สัตว์ป่าจะได้รับเชื้อไข้หวัดนก ซึ่งเป็นไวรัสที่สามารถติดต่อข้ามสายพันธุ์ได้ ทำให้เกิดคำถามใหญ่หลวงว่ามนุษย์จะปลอดภัยหรือไม่ โดยเฉพาะในพื้นที่เชียงใหม่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง

ไข้หวัดนกคืออะไร และเสี่ยงต่อมนุษย์แค่ไหน

ไข้หวัดนก หรือ avian influenza เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากไวรัส influenza type A โดยเฉพาะสายพันธุ์ H5N1 ที่เคยระบาดหนักในอดีต สัตว์ปีกน้ำ เช่น เป็ด ไก่ เป็นพาหะหลัก แต่พบการติดเชื้อในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์ป่าบ้าง หากเสือในคุ้มเสือเชียงใหม่ติดเชื้อจริง อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยร้ายแรง เพราะไวรัสนี้สามารถกลายพันธุ์และกระโดดสู่มนุษย์ได้ แม้โอกาสจะต่ำแต่ไม่ใช่เป็นศูนย์

อาการในสัตว์จะรุนแรง เช่น หายใจลำบาก เลือดออกจากจมูก ตายกะทันหัน ซึ่งตรงกับรายงานเบื้องต้นจากคุ้มเสือเชียงใหม่ ทำให้ นายกฯ โยน สธ. แจงปมคุ้มเสือเชียงใหม่ตาย 72 ตัว กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตา

รมว.สธ. พัฒนา เผยกรมควบคุมโรคกำลังสอบสวน

ด้านนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ปฏิเสธให้สัมภาษณ์รายละเอียด แต่ยืนยันว่ากรมควบคุมโรคกำลังดำเนินการสอบสวนโรคอย่างเร่งด่วน โดยเก็บตัวอย่างจากสัตว์ที่ตาย สิ่งแวดล้อม และบุคลากรที่สัมผัส เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดนก พิษจากอาหาร หรือโรคอื่นๆ

  • สาเหตุที่เป็นไปได้: ไข้หวัดนก H5N1 จากนกป่าหรือฟาร์มใกล้เคียง
  • พิษจากยาฆ่าหญ้าที่ปนเปื้อนในน้ำหรืออาหาร
  • โรคติดต่อจากสัตว์อื่นในคุ้มเสือ
  • สภาพอากาศ极端ที่ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ประชาชนในพื้นที่เชียงใหม่หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้สัตว์ป่า และล้างมือบ่อยๆ หากมีไข้สูง ไอ จาม ควรรีบพบแพทย์ทันที

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าทางคุ้มเสือได้เพิ่มมาตรการป้องกัน เช่น ฆ่าเชื้อพื้นที่ และกักสัตว์ที่เหลือ ซึ่งเป็นมาตรการที่ดีแต่ต้องรอผลแล็บยืนยัน

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างสัตว์ มนุษย์ และสิ่งแวดล้อม หรือ One Health ที่องค์การอนามัยโลกเคยเน้นย้ำ หากเป็นไข้หวัดนกจริง อาจนำไปสู่การระบาดใหญ่ได้ ดังนั้นการติดตามผลสอบสวนจาก สธ. เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

คุณคิดอย่างไรกับกรณีนี้? คอมเมนต์ด้านล่างและแชร์บทความเพื่อเตือนเพื่อนๆ กันนะครับ ติดตามอัปเดตล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – นายกฯ โยน สธ. แจงปมคุ้มเสือเชียงใหม่ตาย 72 ตัว เกี่ยวไข้หวัดนกหรือไม่ ขณะ รมว.สธ. เผยสอบสวนโรคอยู่

เปิดไทม์ไลน์คนละครึ่งพลัส เฟส 2 รับเงิน 2,000-2,400 บาท

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามาเปิดไทม์ไลน์ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2”กันแบบชัดๆ เลยนะ ใครที่กำลังรอเงินช่วยเหลือ 2,000-2,400 บาท เพื่อไปช้อปปิ้ง ใช้จ่ายผ่านแอปเป๋าตัง คงตื่นเต้นไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น แม้รัฐบาลใหม่อาจยังไม่ชัดเจน แต่พรรคภูมิใจไทยที่ชนะใจชาวบ้าน สัญญาแล้วว่าจะเดินหน้าทันที โครงการนี้เคยค้างเพราะยุบสภา ตอนนี้ใกล้ได้ใช้จริงแล้วล่ะ!

โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 เป็นนโยบายเรือธงที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ช่วยให้ประชาชนมีเงินหมุนเวียน ซื้อของกินของใช้ ร้านค้าท้องถิ่นก็ได้ประโยชน์ ถ้าคุณเคยใช้เฟสก่อนๆ คงรู้ดีว่าสะดวกแค่ไหน แค่สแกน QR ผ่าน G-Wallet ในเป๋าตัง ก็ช้อปได้ทั้งวัน วันนี้เราจะเจาะลึกไทม์ไลน์ ผู้มีสิทธิ์ และวงเงินกันเลย

คนละครึ่งพลัส เฟส 2 เริ่มใช้เมื่อไร

ตามไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง 8 ก.พ. โดยอนุทิน ชาญวีรกูล คาดการณ์แบบเข้าใจง่ายๆ ดังนี้ เพื่อนๆ เตรียมจดไว้เลย

  • 8 ก.พ.: เลือกตั้ง ส.ส.
  • ภายใน 9 เม.ย.: กกต. รับรอง ส.ส. 95%
  • 10-16 เม.ย.: ส.ส. ใหม่รายงานตัว
  • หลังสงกรานต์: เปิดประชุมสภาฯ ครั้งแรก เลือกประธาน-รองประธานสภา และรอโปรดเกล้าฯ
  • พ.ค.: ประชุมสภาเลือกนายกฯ หากผ่านจะโปรดเกล้าฯ แล้วตั้ง ครม. ตรวจคุณสมบัติราว 3 สัปดาห์
  • ครม. จัดทำนโยบายรัฐบาล
  • กลาง มิ.ย.: แถลงนโยบายต่อรัฐสภา
  • หลังแถลงนโยบาย: เดินหน้าคนละครึ่งพลัส เฟส 2ทันที

สรุปง่ายๆ เลยนะ ถ้าคุณรอใช้เงินคนละครึ่งพลัส เฟส 2 คาดว่าจะเริ่มจริงจังช่วงมิถุนายน หรือหลังจากนั้นนิดหน่อย ขึ้นกับความเร็วของรัฐบาลใหม่ รออีกนิดเดียวเอง อย่าเพิ่งท้อ!

คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ได้เงินเท่าไร

รองนายกฯ และ รมว.คลัง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เคยเผยว่าพร้อมเดินหน้าเมื่อรัฐบาลเป็นทางการ วงเงินยังยึดเดิม คือ 2,000 บาท สำหรับคนนอกระบบภาษี และ 2,400 บาท สำหรับคนในระบบภาษี อาจแจกพร้อมกันหรือกลุ่มตกหล่นก่อน รวมถึงพิจารณา TISA เพื่อกระตุ้นออมด้วย

โครงการจำกัด 10 ล้านสิทธิ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม:

  • กลุ่มไม่เคยร่วม และพื้นที่อุทกภัยหรือชายแดนกัมพูชา: 5 ล้านสิทธิ
  • กลุ่มเคยร่วมคนละครึ่งพลัส: 5 ล้านสิทธิ

ใช้ได้ 06.00-23.00 น. ผ่านเป๋าตัง ไม่ต้องครบ 200 บาท/วันก็ได้ ช่วยเหลือยาวๆ ตลอดโครงการ สุดยอดไปเลย!

คุณสมบัติผู้มีสิทธิลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส เฟส 2

เช็กสิทธิ์ตัวเองด่วน! เงื่อนไขหลักๆ มีดังนี้

  • สัญชาติไทย
  • อายุ 16 ปีขึ้นไป ณ วันลงทะเบียน
  • มีบัตรประชาชน
  • ไม่ใช่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ข้อมูล 1 ต.ค. 2568)
  • ไม่ถูกระงับสิทธิหรือเรียกคืนเงินจากโครงการคนละครึ่งเฟส 1-5

ยังต้องรอรัฐบาลยืนยันอีกที แต่ถ้าคุณเข้าเกณฑ์ โอกาสสูงมาก โครงการนี้ช่วยเศรษฐกิจชุมชนได้จริง จากเฟสก่อนๆ ที่ประชาชนใช้เงินเกือบหมดสิทธิ์ ร้านค้าขายดีขึ้น ถ้าคนละครึ่งพลัส เฟส 2 มา จะยิ่งคึกคัก

ส่วนตัวผมมองว่า นี่คือโอกาสทองสำหรับคนรายได้น้อย ช่วยลดภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะช่วงเศรษฐกิจผันผวน แนะนำให้อัปเดตแอปเป๋าตังให้ล่าสุด เตรียมบัตรประชาชนไว้ ลงทะเบียนทันทีที่เปิด! ถ้าคุณมีคำถาม คอมเมนต์มาคุยกันได้เลย หรือแชร์ให้เพื่อนๆ ที่กำลังรอข่าวนี้ ชวนกันเช็กสิทธิ์ไปด้วยกันนะ

ที่มา – เปิดไทม์ไลน์ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” รับเงิน 2,000-2,400 บาท เริ่มใช้เมื่อไร