วัน: 24 กุมภาพันธ์ 2026

เร่งรวบรวมหลักฐานออกหมายจับเบน สมิธ ยึดทรัพย์ชนนพัฒฐ์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนที่หลายคนรอคอยกัน นั่นคือกรณีออกหมายจับเบน สมิธ ยึดทรัพย์ชนนพัฒฐ์ที่กำลังเป็นประเด็นใหญ่ในวงการปราบปรามสแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์ ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2568 นายยศวินทร์ เพียรพิทักษ์ ตัวแทนช่วยเหลือเหยื่อคอลเซ็นเตอร์ ได้เข้าพบ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อยื่นหนังสือขอบคุณรัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีที่จริงจังกับปัญหานี้ จนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. สามารถยึดทรัพย์ผู้กระทำผิดได้กว่า 13,000 ล้านบาท นี่คือความคืบหน้าที่น่าชื่นชมมากๆ เลยครับ

เร่งรวบรวมหลักฐานออกหมายจับเบน สมิธ ยึดทรัพย์ชนนพัฒฐ์

หลังจากนั้น พล.ต.ท.รุทธพล ได้ให้ข้อมูลสำคัญว่า ปัญหาหลักของเหยื่อสแกมคือถูกธนาคารฟ้องร้องและอายัดทรัพย์เพราะไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้ กระทรวงยุติธรรมจึงจะเข้ามาช่วยเหลือผ่านกรมคุ้มครองสิทธิ์ ก่อนที่ศาลจะพิพากษา และกรมบังคับคดีจะช่วยจัดการหนี้หลังพิพากษา โดยจะนำเคสเหยื่อสแกมเมอร์และอาชญากรรมออนไลน์เข้าสู่ระบบกรมคุ้มครองสิทธิ์ เพื่อประสานเยียวยาและคืนทรัพย์ทันที นอกจากนี้ ในคดีอาญา ตำรวจจะนำผู้กระทำผิดมาลงโทษแน่นอน ไม่มีการปล่อยปละละเลย และที่สำคัญ จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบนักการเมืองใดเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ด้วย

ออกหมายจับเบน สมิธ ยึดทรัพย์ชนนพัฒฐ์ คดีสแกมเมอร์

ออกหมายจับ “เบน สมิธ” ยึดทรัพย์ “ชนนพัฒฐ์” อยู่ในขั้นตอนไหน?

ส่วนประเด็นที่หลายคนอยากรู้มากที่สุด คือคดีออกหมายจับเบน สมิธ ยึดทรัพย์ชนนพัฒฐ์ พล.ต.ท.รุทธพล เผยว่าตอนนี้กำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อพิจารณาว่าจะออกหมายจับนายเบน สมิธ ได้ทันทีหรือไม่ โดยตรวจสอบว่าเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนหรือเปล่า แต่รายละเอียดทั้งหมดอยู่ในสำนวนการสอบสวนยังเปิดเผยไม่ได้ เช่นเดียวกับกรณีนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ผู้สมัคร ส.ส.สงขลา เขต 4 พรรคกล้าธรรม ว่าจะมีการยึดทรัพย์สินหรือไม่ ก็ยังบอกไม่ได้เช่นกัน เพราะทุกอย่างอยู่ในกระบวนการสอบสวน

พล.ต.ท.รุทธพล พูดถึงออกหมายจับเบน สมิธ ยึดทรัพย์ชนนพัฒฐ์

จะยึดทรัพย์ “ชนนพัฒฐ์” หรือไม่ ต้องรออะไร?

สำหรับคดีนี้ เราเห็นความโปร่งใสจากหน่วยงานรัฐที่ไม่ปิดบัง แต่ก็ต้องเคารพกระบวนการยุติธรรม นี่คือสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน โดยเฉพาะเหยื่อสแกมที่เสียหายไปหลายหมื่นราย ปัญหาคอลเซ็นเตอร์และสแกมออนไลน์ในไทยรุนแรงมาก สูญเงินปีละหลายหมื่นล้าน ดีใจที่รัฐบาลสั่งการ ปปง. เข้มข้น จนยึดทรัพย์ได้มหาศาล

ตัวแทนเหยื่อพบรมว.ยุติธรรม คดีออกหมายจับเบน สมิธ

สถานการณ์สแกมเมอร์ในไทยและมาตรการป้องกัน

เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น แก๊งสแกมเมอร์ส่วนใหญ่ใช้ call center จากต่างประเทศ หลอกลงทุน หวยออนไลน์ หรือให้โอนเงิน โดยเฉพาะช่วงโควิดที่เพิ่มขึ้น 3-4 เท่า รัฐบาลจึงมีมาตรการเข้มงวด ดังนี้:

  • ยึดทรัพย์ผ่าน ปปง. กว่า 13,000 ล้านบาทแล้ว
  • ช่วยเหลือเหยื่อหนี้สินผ่านกรมคุ้มครองสิทธิ์
  • ปราบปรามเครือข่ายข้ามชาติ จับผู้ต้องหานับพัน
  • พัฒนาระบบแจ้งเบาะแสออนไลน์

ถ้าคุณเคยเจอสแกม อย่าลืมแจ้งตำรวจทันที และตรวจสอบข้อมูลก่อนโอนเงินนะครับ

คดีสแกมเมอร์ เร่งออกหมายจับเบน สมิธ ยึดทรัพย์
ความคืบหน้า ยึดทรัพย์ชนนพัฒฐ์ คดีเบน สมิธ

ในความเห็นของผม การเร่งรวบรวมหลักฐานออกหมายจับเบน สมิธ ยึดทรัพย์ชนนพัฒฐ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจริงจัง ไม่ยอมให้อาชญากรลอยนวล หวังว่าจะมีข่าวดีจับกุมได้เร็วๆ นี้ เพื่อคืนความยุติธรรมให้เหยื่อทุกคน หากคุณมีประสบการณ์หรือข้อมูลเพิ่มเติม สามารถแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ หรือติดตามบล็อกเราเพื่ออัปเดตข่าวสารล่าสุด!

ที่มา – เร่งรวบรวมหลักฐานออกหมายจับ “เบน สมิธ” ยึดทรัพย์ “ชนนพัฒฐ์” หรือไม่ ยังเปิดเผยไม่ได้

เปิดประวัติต้นข้าว ปัณฑิตา ภรรยาบังมัดคลองตัน

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามีเรื่องราวสุดฮือฮามาเล่าให้ฟังกันค่ะ กับข่าวการแต่งงานของ ต้นข้าว ปัณฑิตา สาวสวยวัย 24 ที่กลายเป็นภรรยาของ “บังมัดคลองตัน” หรือนายวันชัย มะอินทร์ วัย 51 ปี อดีตผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์ งานวิวาห์สุดหวานนี้จัดขึ้นที่โรงแรมบรรจงบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ท่ามกลางความยินดีจากครอบครัว เพื่อนๆ และคนใกล้ชิด เรียกได้ว่าเป็นคู่รักที่ห่างอายุกันเกือบ 30 ปี แต่ความรักของทั้งคู่กลับอบอุ่นและจริงใจมากๆ เลยนะคะ

เปิดประวัติต้นข้าว ปัณฑิตา ภรรยาบังมัดคลองตัน

ต้นข้าว ปัณฑิตา แสงจันทร์ หรือที่แฟนๆ รู้จักในชื่อ “ต้นข้าว” คือสาวสวยมากความสามารถ วัย 24 ปี เธอจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม และปัจจุบันกำลังปั้นแบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของตัวเอง พร้อมเป็นอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังในโซเชียลมีเดีย ชีวิตของเธอไม่ธรรมดาเลยค่ะ โดยเฉพาะดีกรีอดีต มิสแกรนด์สิงห์บุรี 2025 ที่ทำให้เธอเป็นที่จับตามอง!

เส้นทางนางงามสุดโดดเด่นของต้นข้าว ปัณฑิตา ภรรยาบังมัดคลองตัน

ต้นข้าวเข้าสู่วงการนางงามครั้งแรกจากการประกวด มิสแกรนด์สุราษฎร์ธานี 2024 ซึ่งเธอคว้าตำแหน่งรองอันดับ 1 มาได้อย่างสวยงาม ต่อมาปี 2025 เธอลงประกวด มิสแกรนด์สิงห์บุรี 2025 และกลายเป็นตัวเต็งตั้งแต่รอบแรก! ในรอบ Preliminary เธอคว้า 2 รางวัลใหญ่ คือ Miss Kastel และผู้ชนะแคมเปญ 9.9 สุดท้ายก็ได้เป็นมิสแกรนด์สิงห์บุรี 2025 เรียบร้อย แต่ต่อมาเธอเลือกสละตำแหน่งด้วยเหตุผลส่วนตัว ส่งมอบมงกุฎ สายสะพาย และถ้วยรางวัลคืน ต้องชื่นชมความกล้าตัดสินใจของเธอเลยค่ะ แม้จะเสียตำแหน่ง แต่ชื่อเสียงและแฟนคลับยังอยู่กับเธอเต็มๆ

  • จบปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
  • เจ้าของแบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
  • อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง
  • อดีตรองอันดับ 1 มิสแกรนด์สุราษฎร์ธานี 2024
  • มิสแกรนด์สิงห์บุรี 2025 (สละตำแหน่ง)

จุดเริ่มต้นความรักระหว่างต้นข้าว ปัณฑิตา ภรรยาบังมัดคลองตัน กับสามี

เรื่องราวความรักของทั้งคู่เริ่มต้นตอนที่ต้นข้าวกำลังประกวดมิสแกรนด์สิงห์บุรี บังมัดคลองตันเดินหน้าจีบแบบตรงไปตรงมา จนพัฒนาความสัมพันธ์มาจนถึงวันแต่งงาน ในงานวิวาห์ เจ้าสาวอย่างต้นข้าวเปิดใจว่าไม่ได้เลือกเพราะเงินอย่างเดียว แต่ประทับใจในความสม่ำเสมอ การดูแลเอาใจใส่ และที่สำคัญ บังมัดสอนให้เธอรู้จักหาเงินทำมาหากินด้วยตัวเอง ทำให้เธอมีอาชีพมั่นคง น่ารักมากเลยใช่มั้ยคะ? แม้จะมีกระแสวิจารณ์เรื่องวัยที่ห่างกัน แต่ทั้งคู่ก็พิสูจน์ว่าความรักแท้จริงไม่สนอายุขัย

จากสาวนางงามสู้ชีวิต สู่การเป็นภรรยาที่เข้มแข็ง ต้นข้าว ปัณฑิตา ภรรยาบังมัดคลองตัน เป็นตัวอย่างของผู้หญิงยุคใหม่ที่กล้าเลือกทางเดินของตัวเอง ไม่ว่าจะเจอเสียงวิจารณ์แค่ไหนก็ตาม ชีวิตคู่ของทั้งสองยังคงเป็นกระแสในโลกออนไลน์ต่อเนื่อง เพราะภาพงานแต่งสุดโรแมนติกที่แชร์กันเพียบ!

สำหรับเพื่อนๆ ที่ชื่นชอบเรื่องราวนางงามและดราม่าความรัก คุณคิดยังไงกับคู่รักคู่นี้บ้าง? ความรักข้ามวัยแบบนี้จะยั่งยืนได้มั้ยนะ? คอมเมนต์มาแชร์กันได้เลยค่ะ อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะ รับรองสนุก!

ที่มา – เปิดประวัติ “ต้นข้าว ปัณฑิตา” ภรรยา “บังมัดคลองตัน” สาวสวยวัย 24 ดีกรีไม่ธรรมดา

พรรครักชาติเสนอสื่อสารวัฒนธรรมไทยเชิงรุก

พรรครักชาติ เสนอรัฐบาล สื่อสารวัฒนธรรมไทยเชิงรุก เพื่อป้องกันการเคลมวัฒนธรรมไทยจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกัมพูชาที่พยายามอ้างสิทธิ์ด้วยหลักฐานฉาบฉวย ล่าสุดนายภูมิ สวัสดี สมาชิกพรรครักชาติ ได้ยื่นหนังสือถึงกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลทำงานเชิงรุกในการประชาสัมพันธ์มรดกวัฒนธรรมไทยสู่สายตาโลก

สื่อสารวัฒนธรรมไทยเชิงรุก: จุดยืนของพรรครักชาติ

ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิ สวัสดี ได้ยื่นหนังสือถึงนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับมอบแทน นี่คือการเคลื่อนไหวที่ชัดเจนจากพรรครักชาติในการปกป้องเอกลักษณ์ไทย ท่ามกลางกระแสประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกัมพูชา ที่พยายามเคลมวัฒนธรรมไทยหลายครั้ง เช่น มวยไทย ผ้าปาเต๊ะ หรือแม้กระทั่งน้ำพริกและอาหารพื้นบ้าน

นายภูมิ เน้นย้ำว่า รัฐบาลต้อง สื่อสารวัฒนธรรมไทยเชิงรุก โดยแจ้งให้ประชาชนทราบชัดเจนว่าวัฒนธรรมไทยมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยาวนาน และหลายรายการได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโก เช่น นนลักษ์ปุตตะรังสี (โนรา) งานประเพณีบุญบั้งไฟ ลิเก และอื่นๆ ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ไม่มีใครปฏิเสธได้

ข้อเสนอสำคัญในการสื่อสารวัฒนธรรมไทยเชิงรุก

  • สนับสนุนภาคเอกชนผลิตคอนเทนต์บันเทิง เช่น ภาพยนตร์ ซีรีส์ และเพลงที่นำเสนอวัฒนธรรมไทยสู่เวทีนานาชาติ
  • ประชาสัมพันธ์เป็นภาษาอังกฤษ โดยตรงถึงกัมพูชาว่า ต้องเคารพวัฒนธรรมที่มีร่วมกันในภูมิภาคอาเซียน และอย่านำหลักฐานฉาบฉวยมาเคลมเป็นของตน
  • จัดแคมเปญดิจิทัล เช่น วิดีโอ TikTok YouTube และโซเชียลมีเดีย เพื่อเผยแพร่ประวัติศาสตร์และเอกลักษณ์ไทยอย่างต่อเนื่อง
  • ประสานงานกับยูเนสโกเพื่อยืนยันสถานะมรดกโลกของไทยให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

การ สื่อสารวัฒนธรรมไทยเชิงรุก แบบนี้ไม่ใช่แค่การป้องกัน แต่เป็นการเสริมสร้าง soft power ให้ประเทศไทย โดยใช้เครื่องมือสมัยใหม่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ทั่วโลก ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายรวดเร็ว การนิ่งเฉยอาจทำให้สูญเสียสิทธิ์ในวัฒนธรรมของตัวเองไป

ตัวอย่างปัญหาการเคลมวัฒนธรรมไทยจากเพื่อนบ้าน

ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ กัมพูชาเคยพยายามยื่นขอขึ้นทะเบียนยูเนสโกหลายครั้ง เช่น ในปี 2565 ที่พยายามเคลม ‘โบราณสถานพระวิหาร’ ให้เป็นมรดกเดี่ยวของตน ทั้งที่เป็นดินแดน спорный และมีหลักฐานไทยชัดเจน หรือล่าสุดเรื่องอาหารไทยที่ถูกอ้างว่าเป็นกัมพูชา เช่น ส้มตำและลาบ การเคลมเหล่านี้มักอาศัยหลักฐานเก่าแก่ตีความบิดเบือน โดยไม่คำนึงถึงบริบททางประวัติศาสตร์ที่วัฒนธรรมในภูมิภาคนี้มีการแลกเปลี่ยนกันมานาน

นอกจากนี้ ไทยยังเผชิญการเคลมจากลาวและพม่าในบางประเด็น เช่น ผ้าทอพื้นเมืองหรือดนตรีพื้นบ้าน ซึ่งรัฐบาลไทยในอดีตตอบสนองแบบรับมือ แต่ครั้งนี้พรรครักชาติเสนอให้เปลี่ยนเป็น สื่อสารวัฒนธรรมไทยเชิงรุก เพื่อครองความได้เปรียบตั้งแต่แรก

ประโยชน์ของการสื่อสารเชิงรุกต่อเศรษฐกิจไทย

ไม่เพียงปกป้องวัฒนธรรม การสื่อสารเชิงรุกยังกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยววัฒนธรรมที่สร้างรายได้ปีละหลายหมื่นล้านบาท ภาพยนตร์ไทยอย่างบุพเพสันนิวาสหรือซีรีส์วัดตะโก้ ได้ช่วยประชาสัมพันธ์วัดไทยและประเพณีได้อย่างยอดเยี่ยม หากรัฐสนับสนุนมากขึ้น จะยิ่งขยายผลไปสู่ตลาดโลก

ด้านนายภราดร ปริศนานันทกุล กล่าวขอบคุณพรรครักชาติที่ยังคงนำเสนอแนวคิดดีๆ แม้พรรคจะยุติบทบาทในสนามเลือกตั้งแล้ว และรับปากว่าจะนำหนังสือไปให้กระทรวงวัฒนธรรมดำเนินการต่อไป นี่แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยยังมีพื้นที่สำหรับข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อชาติ

ในมุมมองของผู้เขียน การริเริ่ม สื่อสารวัฒนธรรมไทยเชิงรุก ครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำวัฒนธรรมอาเซียน หากรัฐบาลลงมือจริงจัง จะไม่เพียงหยุดการเคลมจากเพื่อนบ้าน แต่ยังสร้างความภาคภูมิใจให้คนไทยทุกคน คุณลองคิดดูสิว่าถ้าวันหนึ่งลูกหลานเราถูกสอนว่ามวยไทยเป็นของกัมพูชา เราจะยอมหรือ?

CTA: มาแสดงความเห็นของคุณกันครับ! คุณคิดว่าวัฒนธรรมไทยชิ้นไหนที่ถูกเคลมมากที่สุด? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อช่วยกันปกป้องมรดกไทย!

ที่มา – พรรครักชาติ เสนอรัฐบาล สื่อสารวัฒนธรรมไทยเชิงรุก ป้องกันประเทศเพื่อนบ้านเคลมวัฒนธรรมไทย

ผจญภัยกับสัตว์เลี้ยงแสนรัก ใน Ford Everest Platinum

คำว่าครอบครัวไม่ได้หมายถึงคนเท่านั้นนะ สัตว์เลี้ยงอย่างน้องหมาน้องแมวคือสมาชิกสำคัญที่เติมเต็มความสุขให้เราเสมอ วันนี้เราจะมาพูดถึงการผจญภัยกับสัตว์เลี้ยงแสนรัก ใน Ford Everest Platinumกันเลย! ตลาดสัตว์เลี้ยงในไทยกำลังโตแบบก้าวกระโดด จากข้อมูลศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ TTB คาดว่าจะขยาย 13.2% ในปี 2568 และทะลุ 1 แสนล้านบาทปี 2569 ททท. ก็ยืนยันว่านักท่องเที่ยวที่พาสัตว์เลี้ยงไปใช้จ่ายต่อทริปสูงกว่า 20% ดังนั้น การเตรียมตัวให้พร้อมจึงสำคัญมาก เพื่อให้ทุกทริปสนุกและปลอดภัย

ผจญภัยกับสัตว์เลี้ยงแสนรัก ใน Ford Everest Platinum

ผจญภัยกับสัตว์เลี้ยงแสนรัก ใน Ford Everest Platinum

ก่อนออกทริป สิ่งแรกที่ต้องเช็กคือสุขภาพน้องๆ นะ สัตว์เลี้ยงควรอายุเกิน 3 เดือน ฉีดวัคซีนครบ และตรวจสุขภาพก่อนเดินทางเสมอ สัตวแพทย์หญิงศิริรัตน์ อัมหิรัญ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แนะนำว่า ไม่ใช่น้องทุกตัวจะชอบออกนอกบ้าน ควรฝึกนั่งรถล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน เริ่มจากระยะสั้นๆ แล้วค่อยเพิ่ม เพื่อลดเครียด

เตรียมสัตว์เลี้ยงสำหรับผจญภัย

เคล็ดลับเตรียมรถสำหรับผจญภัยกับสัตว์เลี้ยงแสนรัก ใน Ford Everest Platinum

รถต้องรองรับน้องๆ ด้วยนะ มีพื้นที่กว้าง ผ้าปูรอง ระบบระบายอากาศดี สำหรับแมวต้องมีกระบะทราย Ford Everest Platinum เป็น SUV อเนกประสงค์ที่ตอบโจทย์ พื้นที่ใหญ่ ฟีเจอร์ครบ

  • ปูผ้าป้องกันขนและเปื้อน
  • พื้นที่หลังกว้างสำหรับกรงหรือที่นอน
  • ระบบปรับอากาศเย็นทั่วถึง
Ford Everest Platinum พื้นที่กว้าง

เส้นทางขรุขระทำให้เมารถง่าย ระบบช่วงล่างคอยล์สปริง+วัตต์ลิ้งก์ของ Ford Everest Platinum ช่วยนุ่มนวล ลดอาการเวียนหัว พกยาเมารถเผื่อด้วย!

ระบบช่วงล่าง Ford Everest

อย่าให้น้องโผล่หัวออกหน้าต่างตอนออฟโรด อันตราย! ใช้ Panoramic Moonroof แง้มรับลม ระบายอากาศ ลดฝุ่นขน กลิ่น ร้อน สดชื่นปลอดภัย

Panoramic Moonroof

หลังเล่นสนุก น้องเปื้อนโคลน? ช่องปลั๊ก 230V 400W ที่เบาะแถวสอง ใช้พัดลมเป่าขน เครื่องดูดฝุ่น หรืออาบน้ำพกพา สัตวแพทย์เตือน สุนัขหน้าสั้นเสี่ยงฮีทสโตรก ปลั๊กนี้ช่วยชีวิตได้!

ช่องปลั๊กไฟ Ford Everest Platinum

เบาะหนังพรีเมียม เช็ดง่าย ทนทาน รับมือโคลนฝุ่นได้สบาย ทุกอย่างออกแบบมาเพื่อผจญภัยกับสัตว์เลี้ยงแสนรัก ใน Ford Everest Platinumโดยเฉพาะ

เบาะหนังทนทาน

สรุปแล้ว การผจญภัยครั้งนี้ไม่ใช่แค่สนุก แต่สร้างความทรงจำดีๆ กับน้องแสนรัก ลองเอา Ford Everest Platinum ไปพิสูจน์ดู แล้วคุณจะติดใจ! ความเห็นส่วนตัวคือ รถคันนี้เปลี่ยนทริปธรรมดาให้เป็นตำนานเลยนะ

ที่มา – ผจญภัยกับสัตว์เลี้ยงแสนรัก ใน Ford Everest Platinum

เลขาฯ กฤษฎีกา ย้อนถามลงคะแนน “ลับ” ใครผิด

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมไทย คือเรื่องการลงคะแนนแบบ “ลับ” ในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะกรณีบัตรเลือกตั้งที่อาจถูกตรวจสอบภายหลัง เลขาฯ กฤษฎีกา ย้อนถามลงคะแนน “ลับ” อย่างน่าสนใจว่า หากประชาชนไปกาบัตรแล้ว แต่มีคนพยายามแซะข้อมูลภายหลัง ใครกันแน่ที่เป็นผู้ทำผิด คนกาหรือคนไปแซะกันแน่ คำถามนี้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงถึงหลักการประชาธิปไตยและความลับในการเลือกตั้ง

การลงคะแนนลับถือเป็นหลักสากลที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งของไทย เพื่อให้ประชาชนสามารถแสดงเจตจำนงได้อย่างอิสระ โดยไม่ถูกกดดันหรือกลั่นแกล้งจากบุคคลหรือกลุ่มใดๆ หากถูกเปิดเผย จะส่งผลกระทบต่อสิทธิส่วนบุคคลและความน่าเชื่อถือของระบบเลือกตั้งทั้งหมด ในประเทศไทย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาตรา 101 กำหนดชัดเจนว่าการลงคะแนนต้องเป็นลับ เพื่อรักษาความโปร่งใสและเป็นธรรม

เลขาฯ กฤษฎีกา ย้อนถามลงคะแนน “ลับ” คนกาหรือคนแซะข้อมูลภายหลัง ใครเป็นคนทำผิด

เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้ โดยระบุว่าเรื่องการตีความคำว่า “ลับ” เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ต้องดำเนินการตามกระบวนการ หากบุคคลทั่วไปออกมาพูดมั่วๆ อาจก่อให้เกิดความสับสนในสังคม ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบการเมืองและเศรษฐกิจการลงทุนของไทย

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า หากประชาชนลงคะแนนแบบลับแล้ว แต่ภายหลังมีคนไปตรวจสอบข้อมูล จะยังถือเป็นความลับอยู่หรือไม่ เลขาฯ กฤษฎีกาตอบกลับอย่างแหลมคมว่า “ใครเป็นคนทำผิดล่ะ คนกาหรือคนไปแซะข้อมูลเขา” คำถามย้อนนี้ชี้ให้เห็นถึงจุดสำคัญว่าการบุกรุกข้อมูลลับอาจเป็นการกระทำผิดกฎหมายมากกว่า

เลขาฯ กฤษฎีกา ย้อนถามลงคะแนน “ลับ” กับการตีความในแวดวงราชการ

ในส่วนของการตีความคำว่า “ลับ” ตามระเบียบราชการไทย นายปกรณ์อธิบายว่ามีระดับความลับที่ชัดเจนตามระเบียบการรักษาความลับทางราชการ พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรักษาระดับความลับของราชการ โดยแบ่งเป็น 3 ระดับหลัก ดังนี้

  • เรื่องลับ (Secret): ข้อมูลที่หากรั่วไหลอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลประโยชน์ของชาติ ผู้รับรู้ได้เฉพาะระหว่างผู้ส่งและผู้รับ
  • ลับมาก (Confidential): ระดับที่ละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น หากรั่วไหลจะกระทบความมั่นคง
  • ลับที่สุด (Top Secret): ระดับสูงสุด ข้อมูลสำคัญยิ่ง ห้ามรั่วไหลโดยเด็ดขาด

ข้อมูลเหล่านี้ระหว่างทางห้ามส่งต่อ หากฝ่าฝืนถือเป็นความผิดทางอาญา นายปกรณ์ยกตัวอย่างว่าการลงคะแนนลับในเลือกตั้งเข้าข่ายระดับ “ลับ” ที่ต้องปกป้องอย่างเคร่งครัด

เมื่อถูกถามต่อว่าหากข้อมูลลับถูกเปิดเผยภายหลัง จะกลายเป็นโมฆะหรือไม่ เลขาฯ กฤษฎีกาหัวเราะเบาๆ ก่อนย้อนถามสื่อว่า “สื่อก็ทำกับตนบ่อยๆ เห็นเอาเอกสารราชการไปลงกันบ่อยๆ” คำตอบนี้สะท้อนถึงปัญหาการเปิดเผยข้อมูลราชการที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย ซึ่งอาจนำไปสู่การพิจารณาความรับผิดชอบจากทุกฝ่าย

ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในอดีตเคยมีกรณีการเลือกตั้งที่ถูกตั้งคำถามถึงความลับของบัตรเลือกตั้ง เช่น กรณีเลือกตั้งปี 2562 ที่มีข้อครหาเรื่องบัตรปลอมและการตรวจสอบ แต่ศาลรัฐธรรมนูญยืนยันว่าการลงคะแนนลับต้องได้รับการคุ้มครองเต็มที่ เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากพรรคการเมืองหรือกลุ่มอิทธิพล การที่ เลขาฯ กฤษฎีกา ย้อนถามลงคะแนน “ลับ” แบบนี้ ช่วยเตือนใจให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของกระบวนการยุติธรรม

นอกจากนี้ ยังกระทบต่อภาพลักษณ์ของ กกต. ที่ต้องพิสูจน์ความโปร่งใส โดยไม่ละเมิดสิทธิผู้ลงคะแนน หากเกิดความสับสน อาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่หรือคดีความยืดเยื้อ ส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองไทยที่กำลังฟื้นตัวหลังวิกฤตโควิด-19

จากมุมมองของผู้เขียน การรักษาความลับในการเลือกตั้งคือหัวใจของประชาธิปไตยที่แท้จริง หากประชาชนไม่มั่นใจว่าคะแนนของตัวเองปลอดภัย ระบบทั้งหมดก็จะพังทลายลง เลขาฯ กฤษฎีกาทำให้เห็นว่าปัญหาอยู่ที่การบุกรุกมากกว่าการกาเลือกตั้ง ดังนั้นเราควรสนับสนุนให้มีกฎหมายที่เข้มงวดยิ่งขึ้นในการปกป้องข้อมูลเลือกตั้ง

คุณคิดเห็นอย่างไรกับคำย้อนถามของเลขาฯ กฤษฎีกา? คนกาหรือคนแซะกันแน่ที่ผิด? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดไลค์แชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวัน!

ที่มา – เลขาฯ กฤษฎีกา ย้อนถามลงคะแนน “ลับ” คนกาหรือคนแซะข้อมูลภายหลัง ใครเป็นคนทำผิด

TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต

ข่าวดีสุดๆ สำหรับวงการศึกษาไทยเลยนะ! TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต แล้ว เพื่อแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาอย่างยั่งยืน ล่าสุดตัวเลขเด็กนอกระบบลดฮวบจากกว่า 1 ล้านคนในปี 2566 เหลือแค่ 603,095 คน (ข้อมูล ณ พ.ย. 2568) ต้องชื่นชมความร่วมมือทุกภาคส่วนจริงๆ

TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต ลดเด็กหลุดระบบ

TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต

คณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาระดับชาติ หรือ TZD มีมติเห็นชอบแนวโน้มการศึกษาแบบยืดหยุ่น (Flexible Learning) และโครงการ Learning Passport ที่จะเปลี่ยนบัตรประชาชนใบเดียวให้กลายเป็นบัญชีคลังหน่วยกิตชีวิต (ILA) สะสมทักษะได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ต้องยึดติดห้องเรียนแบบเดิมๆ พลเอกตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ ประธานคณะกรรมการ กล่าวว่า นโยบายนี้จะช่วยสร้างทักษะพื้นฐานชีวิต 3 ด้านหลัก จากงานวิจัย กสศ. คือ ทักษะดิจิทัล ทักษะอารมณ์-สังคม และทักษะผู้ประกอบการ

ภาพประชุม TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต

เจ๋งตรงที่ ILA นี้เทียบโอนหน่วยกิตได้เลย สมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยกับ อว. หรือใช้สมัครงานโดยตรง เพราะข้อมูลสมรรถนะรับรองมาตรฐาน แถมมีแพลตฟอร์มช่วยอย่าง Mobile School จาก กสศ. หรือ EWE จาก สคช. เรียนรู้ anywhere anytime สะดวกสุดๆ

ตัวอย่างความสำเร็จจากจังหวัดต่างๆ หลัง TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต

หลายจังหวัดเดินหน้าจนเห็นผลชัด เช่น บุรีรัมย์ กับโครงการ BURIRAM ZERO DROPOUT (BZDM) ช่วยเด็ก 17,401 คน ด้วย 4 กลไก: ป้องกัน แก้ไข ส่งต่อ และติดตาม ผนึก อสม. อพม. ผู้นำชุมชน ค้นหาเชิงรุก สนับสนุนอุปกรณ์ อุปโภค อาชีพ

ตัวอย่างโครงการบุรีรัมย์ TZD

สงขลาโมเดล 2569 หรือ Songkhla Model ใช้ “ค้นหา-ช่วยเหลือ-ดูแล-ส่งต่อ” ใน 16 อำเภอ 127 ตำบล สทิงพระโมเดลเปลี่ยนชุมชนเป็นห้องเรียน 3 ฐาน: วิชาชีวิต วิชาการ วิชาอาชีพ เช่น ทำน้ำตาลโตนด โนราห์ แถม “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” รองรับทุกกลุ่ม

พิษณุโลก ติดตามเด็ก TZD 7,178 คน (99.61%) ด้วย “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” One Stop Service และ “ตาข่ายการศึกษา 3 ชั้น”: ชั้น 1 ปรับสถานศึกษา ชั้น 2 ศูนย์ ม.12 Mobile School ชั้น 3 ชุมชนฐาน บูรณาการทุกภาคส่วน

โครงการสงขลาโมเดล

แผนปี 2569: 3 มาตรการเร่งด่วนหลัง TZD ไฟเขียว

  • เชื่อมข้อมูลข้ามกระทรวง: ศธ. มท. กต. ยธ. พม. แรงงาน เดสิมิเทค สร้าง Case Management รายบุคคล
  • ขยายกลุ่มเปราะบาง: เยาวชนยุติธรรม แรงงานนอกระบบ เด็กศูนย์ ม.12 เข้าถึงเงินอุดหนุน นม อาหารกลางวัน
  • ดูแล Crisis PLUS: เด็กน้ำท่วม โรคระบาด ภัยสงคราม ไม่ให้หลุดถาวร

พลัสยังมี Prime Minister TZD+ Awards มอบโล่จากนายกฯ ให้หน่วยงานต้นแบบ สร้างแรงบันดาลใจปีที่ 3

นโยบาย TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต นี้ จะปฏิรูประบบการศึกษาไทยให้เท่าเทียมยั่งยืน ลดช่องโหว่ได้จริง คุณคิดว่านโยบายนี้จะช่วยเด็กไทยได้แค่ไหน? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รู้ด้วยนะ จะได้ช่วยกันผลักดัน!

ที่มา – TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต ลดเด็กหลุดจากระบบการศึกษาไทย

สตง. น้อมรับทุกคำติชม ปมปล่อยเอ็มวีเพลงใหม่

สตง. น้อมรับทุกคำติชม ปมปล่อยเอ็มวีเพลงใหม่ “ปณิธานคนตรวจเงิน” กลายเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลมีเดียเมื่อไม่นานมานี้ หลังจากที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เผยแพร่มิวสิกวิดีโอเพลงที่แต่งเนื้อร้องโดยนายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อปลุกใจให้ทุกคนร่วมกันปกป้องเงินภาษีของประชาชน แต่กลับถูกวิจารณ์อย่างหนัก จนต้องปิดคอมเมนต์ ล่าสุด สตง. ออกแถลงการณ์ชี้แจงอย่างเป็นทางการ เพื่อคลายข้อสงสัยและยืนยันความโปร่งใสในการทำงาน

สตง. น้อมรับทุกคำติชม ปมปล่อยเอ็มวีเพลงใหม่

จากกรณีที่เกิดขึ้น สตง. ได้รับกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อสังคมออนไลน์จำนวนมากเกี่ยวกับการนำเสนอสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบมิวสิกวิดีโอ (MV) เพลง “ปณิธานคนตรวจเงิน” ซึ่งมีเนื้อหาเชิญชวนให้บุคลากรและประชาชนร่วมมือกันตรวจสอบการใช้เงินแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด แม้จุดประสงค์จะดี แต่หลายคนตั้งคำถามว่า เป็นการใช้เงินภาษีหรือเปล่า? หรือเปลืองงบประมาณมากเกินไป? สตง. จึงรีบออกหนังสือชี้แจงเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 โดยสำนักประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร

พื้นหลังของเอ็มวีเพลง “ปณิธานคนตรวจเงิน”

ก่อนหน้านี้ สตง. ได้ปล่อย MV นี้เพื่อประชาสัมพันธ์ภารกิจหลักขององค์กรในการตรวจสอบบัญชีและการเงินของรัฐ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ข่าวต้นทาง) เพลงนี้แต่งโดยผู้ว่าการ สตง. เอง โดยมีเนื้อเพลงที่เรียบง่าย สดใส เปรียบเสมือนการจับมือกันเดินไปสู่เป้าหมายในการปกป้องเงินแผ่นดิน แต่เมื่อโพสต์ออกไป กลับมีคอมเมนต์เชิงลบ เช่น "เอ็มวีแบบนี้จำเป็นไหม?" หรือ "ใช้งบเท่าไหร่?" จนต้องปิดคอมเมนต์เพื่อหยุดกระแส

ชี้แจง 2 ประเด็นหลักจาก สตง. น้อมรับทุกคำติชม ปมปล่อยเอ็มวีเพลงใหม่

ในแถลงการณ์ สตง. ขอบคุณทุกคำติชมและข้อเสนอแนะ โดยถือว่าเป็นโอกาสในการปรับปรุงการสื่อสารให้ดีขึ้น จากนั้นชี้แจงข้อเท็จจริง 2 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

  • ด้านงบประมาณ: MV ชุดนี้ไม่ได้มีการจัดจ้างภายนอกหรือใช้งบประมาณแผ่นดินแต่อย่างใด แต่เป็นผลงานที่ผลิตเองภายในองค์กร (In-house Production) โดยบุคลากรสำนักประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร ใช้ทรัพยากรและอุปกรณ์ที่มีอยู่เดิมเท่านั้น เพื่อนำเสนอเนื้อหาให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบสื่อวิดีโอสั้นๆ
  • ด้านการบริหารบุคลากรและเวลา: การถ่ายทำและผลิต MV ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจปกติของสำนักประชาสัมพันธ์ ไม่ได้เบียดบังเวลาทำงานของเจ้าหน้าที่ส่วนอื่นๆ หรือกระทบต่อภารกิจหลักในการตรวจเงินแผ่นดิน เจ้าหน้าที่ที่ร่วมแสดงล้วนมาด้วยจิตอาสาและความมุ่งมั่นในการสร้างภาพลักษณ์องค์กร

“เราขอน้อมรับทุกความคิดเห็นด้วยความยินดี และขอยืนยันว่า สตง. ยังคงยึดมั่นในหลักการใช้ทรัพยากรของรัฐให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด และจะนำเสียงสะท้อนในครั้งนี้ไปเป็นแนวทางการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อสังคมที่ดียิ่งขึ้นต่อไป” – excerpt จากแถลงการณ์

บทเรียนจากการสื่อสารของหน่วยงานรัฐ

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของโซเชียลมีเดียในยุคดิจิทัล ที่ประชาชนสามารถแสดงความเห็นได้อย่างรวดเร็ว แม้สตง. จะมีเจตนาดีในการใช้สื่อสมัยใหม่เพื่อประชาสัมพันธ์ แต่การขาดการสื่อสารล่วงหน้าหรือบริบทที่ชัดเจน อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดได้ อย่างไรก็ตาม การชี้แจงที่รวดเร็วและโปร่งใสแบบนี้ เป็นตัวอย่างที่ดีของหน่วยงานรัฐในการรับมือกับวิกฤตสื่อสังคม

นอกจากนี้ การผลิตสื่อ In-house ยังช่วยประหยัดงบประมาณได้มาก เมื่อเทียบกับการจ้างบริษัทภายนอกที่อาจมีต้นทุนหลักแสนหรือล้านบาท MV นี้ไม่เพียงสร้างความบันเทิง แต่ยังสื่อสารภารกิจสำคัญของ สตง. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานและเยาวชนที่อาจไม่สนใจข่าวสารแบบดั้งเดิม

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ สตง. น้อมรับทุกคำติชม ปมปล่อยเอ็มวีเพลงใหม่ ถือเป็นเคสศึกษาที่น่าสนใจสำหรับหน่วยงานรัฐอื่นๆ ที่อยากลองใช้นวัตกรรมในการสื่อสาร แต่ต้องคำนึงถึงความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชนเสมอ มันแสดงให้เห็นว่า แม้จะประหยัดงบ แต่ถ้าขาดการสื่อสารที่ดี ก็อาจกลายเป็นดราม่าได้ง่ายๆ

สุดท้ายนี้ คุณคิดอย่างไรกับการใช้ MV ประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานรัฐ? มันจำเป็นหรือเปล่า? หรือควรยึดติดกับสื่อแบบเก่า? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้รู้ข้อมูลที่ถูกต้องด้วยนะครับ!

ที่มา – สตง. น้อมรับทุกคำติชม ปมปล่อยเอ็มวีเพลงใหม่ ยันไม่ได้จัดจ้างหรือใช้เงินแผ่นดิน

รมว.ยุติธรรม ย้ำ “ทักษิณ” ครบกำหนดพักโทษ พ.ค.นี้

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามีข่าวร้อนๆ มาอัปเดตกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ เรื่องของ รมว.ยุติธรรม ย้ำ “ทักษิณ” ครบกำหนดพักโทษ พ.ค.นี้ ตามระเบียบที่ถูกคุมขัง 2 ใน 3 นี่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในวงการการเมืองไทยเลยทีเดียว

รมว.ยุติธรรม ย้ำ “ทักษิณ” ครบกำหนดพักโทษ พ.ค.นี้ ตามระเบียบที่ถูกคุมขัง 2 ใน 3

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาพูดถึงกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่หลายคนจับตา โดยย้ำชัดเจนว่า รมว.ยุติธรรม ย้ำ “ทักษิณ” ครบกำหนดพักโทษ พ.ค.นี้ ตามระเบียบที่ถูกคุมขัง 2 ใน 3 ซึ่งเป็นไปตามกฎระเบียบปกติ ไม่มีอะไรพิเศษ ตนเองได้สอบถามข้อมูลจากเรือนจำ กรมราชทัณฑ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงยุติธรรมมาแล้ว และยืนยันว่านายทักษิณสามารถยื่นคำร้องพักโทษได้ในเดือนพฤษภาคม 2569 หลังจากรับโทษคุมขังครบ 2 ใน 3 ของระยะเวลาทั้งหมด

ทำความเข้าใจระเบียบพักโทษผู้ต้องขัง

เพื่อให้เพื่อนๆ เข้าใจง่ายๆ แบบไม่ต้องงง เรามาอธิบายกันหน่อยนะครับ ตามพระราชบัญญัติวินัยผู้ต้องขัง พ.ศ. 2560 และระเบียบกระทรวงยุติธรรม ผู้ต้องขังที่ถูกตัดสินคดีอาญาจะมีสิทธิยื่นพักโทษได้เมื่อรับโทษครบกำหนดตามที่กฎหมายกำหนด โดยสำหรับคดีร้ายแรงอย่างคอร์รัปชันหรือละเมิดอำนาจศาล มักต้องรับโทษไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของโทษทั้งหมด ซึ่งกรณีของทักษิณก็ตรงตามนี้เป๊ะๆ เลยครับ

  • ต้องรับโทษคุมขังครบ 2/3 ของโทษที่ศาลสั่ง
  • มีพฤติกรรมสุจริต ไม่กระทำผิดในเรือนจำ
  • ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการพักโทษ
  • ไม่เป็นภัยต่อสังคมหรือความมั่นคง

ดังนั้น มันจึงเป็นกระบวนการปกติที่เกิดขึ้นกับผู้ต้องขังทั่วไป ไม่ใช่เรื่องพิเศษสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

ประวัติย่อคดีของทักษิณ ชินวัตร

ย้อนกลับไป นายทักษิณถูกศาลฎีกาฯ สั่งจำคุก 3 ปี จากคดีช่วยเหลือภริยาในการขายหุ้นชินคอร์ป ถือเป็นคดีใหญ่ที่สั่นสะเทือนวงการการเมืองไทยมานาน ตั้งแต่ปี 2551 จนนำมาซึ่งการประท้วงและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลายครั้ง หลังจากหลบหนีต่างประเทศนาน 17 ปี ทักษิณก็กลับมาและเข้ามารับโทษในปี 2566 ก่อนได้รับการลดโทษเหลือ 1 ปี และพักโทษไป แต่ล่าสุดกลับเข้าคุกใหม่จากคดีอื่นๆ จนครบกำหนดพักโทษแบบนี้

ข่าวนี้ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากทุกฝ่าย บ้างบอกว่าระบบยุติธรรมโปร่งใส บ้างก็ตั้งคำถามถึงการบังคับใช้กฎหมายที่อาจเลือกปฏิบัติ แต่จากคำยืนยันของ รมว.ยุติธรรม ก็ชัดเจนว่าทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบ

ผลกระทบทางการเมืองที่อาจตามมา

ถ้าทักษิณได้พักโทษจริงในพฤษภาคมนี้ คงส่งผลต่อสถานการณ์การเมืองแน่นอนครับ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่กำลังร้อนระอุกับข่าวรัฐบาล สมมติว่าเขาจะเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อ ความเป็นไปได้ที่ทักษิณจะกลับมาสนับสนุนลูกสาวอย่าง แพทองธาร ในฐานะ “นายกแม่” หรือมีบทบาทเบื้องหลังมากขึ้น ก็เป็นไปได้สูง นอกจากนี้ ฝ่ายค้านอย่าง ก้าวไกล ก็คงไม่นิ่งเฉย อาจนำไปสู่การอภิปรายในสภาหรือการชุมนุม

ส่วนตัวผมมองว่าข่าว รมว.ยุติธรรม ย้ำ “ทักษิณ” ครบกำหนดพักโทษ พ.ค.นี้ ตามระเบียบที่ถูกคุมขัง 2 ใน 3 นี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม ถ้าทุกอย่างโปร่งใส ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล แต่ก็ต้องจับตาดูการตัดสินใจของคณะกรรมการพักโทษต่อไป

สุดท้ายนี้ อยากชวนเพื่อนๆ มาคุยกันในคอมเมนต์ครับ คุณคิดว่าทักษิณจะได้พักโทษจริงไหม และจะกระทบการเมืองไทยอย่างไรบ้าง? แชร์มุมมองของคุณมาเลยนะครับ หรือกดแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย!

ที่มา – รมว.ยุติธรรม ย้ำ “ทักษิณ” ครบกำหนดพักโทษ พ.ค.นี้ ตามระเบียบที่ถูกคุมขัง 2 ใน 3

ส่องความคุ้ม Hyundai PALISADE Diesel Santa Fe Hybrid

ส่องความคุ้ม Hyundai PALISADE Diesel และ Hyundai all-new SANTA FE Hybrid สอง SUV เรือธงจาก Hyundai ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ครอบครัวยุคใหม่ได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไกลหรือใช้งานประจำวัน รถทั้งสองรุ่นนี้มาพร้อมสมรรถนะที่แข็งแกร่ง เทคโนโลยีล้ำสมัย และโปรโมชั่นสุดคุ้มจากแคมเปญ Hyundai Pay Less ที่ช่วยให้คุณเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น

ส่องความคุ้ม Hyundai PALISADE Diesel และ Hyundai all-new SANTA FE Hybrid

ยุคนี้ SUV ไม่ใช่แค่รถอเนกประสงค์ แต่เป็นตัวสะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ Hyundai PALISADE Diesel เป็น D-SUV ดีเซลขนาดใหญ่ 7 ที่นั่ง ขุมพลัง 2.2 ลิตรเทอร์โบ 197 แรงม้า แรงบิด 440 นม. เหมาะสำหรับครอบครัวใหญ่และสายเดินทางไกล ด้วยระบบขับเคลื่อน 4WD ในรุ่น Prestige และ 2WD ในรุ่น Exclusive ให้ความมั่นคงบนทุกเส้นทาง

ส่องความคุ้ม Hyundai PALISADE Diesel ห้องโดยสารกว้างขวาง

จุดเด่น Hyundai PALISADE Diesel

  • เบาะ Captain Seat แถวสอง ปรับไฟฟ้า สบายระดับพรีเมียม
  • ระบบปรับอากาศ 3 โซน หน้าจอ 12.3 นิ้ว เครื่องเสียง Infinity 12 ลำโพง
  • เกียร์ 8 สปีด นุ่มนวล ประหยัดน้ำมันทางไกล
  • ราคา: Exclusive 2WD 2,299,000 บาท, Prestige 4WD 2,499,000 บาท

ส่วน Hyundai all-new SANTA FE Hybrid เป็น SUV ไฮบริด 6 ที่นั่ง ดีไซน์ Boxy เท่ทันสมัย ขุมพลัง 1.6 Turbo Parallel Hybrid 232 แรงม้า ประหยัดสุด 19.6 กม./ลิตร เหมาะกับไลฟ์สไตล์เมืองและアウトドア

ส่องความคุ้ม Hyundai all-new SANTA FE Hybrid ดีไซน์โดดเด่น

จุดเด่น Hyundai all-new SANTA FE Hybrid

  • ระบบไฮบริดเงียบ นุ่มนวล แรงบิด 367 นม. ตั้งแต่รอบต่ำ
  • เบาะ Captain Seat แถวสอง ช่องเก็บของ 16 จุด Wireless Charger USB-C ทุกที่นั่ง
  • พื้นที่ท้ายกว้าง หน้าจอ 12.3 นิ้ว Hyundai SmartSense 11 ระบบ
  • ราคา: Exclusive 1,599,000 บาท, Prestige 1,749,000 บาท
Hyundai PALISADE Diesel และ Santa Fe Hybrid ภายในหรูหรา

ทั้งสองรุ่นติดตั้ง Hyundai SmartSense 11 ระบบช่วยขับอัตโนมัติ ลดความเหนื่อยล้า เพิ่มความปลอดภัย เช่น ระบบเตือนการชน ช่วยรักษาเลน และครูซคอนโทรลอัจฉริยะ ทำให้ขับสบายใจทั้งครอบครัว

โปรโมชั่นสุดคุ้ม Hyundai Pay Less

Hyundai ส่งแคมเปญ Hyundai Pay Less ช่วยผ่อนสูงสุด 300,000 บาท (เดือนละ 12,500 บาท นาน 24 เดือน) ดอกเบี้ย 0%* จองและรับรถ 1-28 ก.พ. 2569 ทำให้ส่องความคุ้ม Hyundai PALISADE Diesel และ Hyundai all-new SANTA FE Hybrid ยิ่งน่าสนใจเข้าไปใหญ่

โปรโมชั่น Hyundai PALISADE Diesel Santa Fe Hybrid

ไม่ว่ารุ่นไหนก็ตอบโจทย์ชีวิตจริง Palisade สำหรับครอบครัวใหญ่เดินทางไกล Santa Fe สำหรับความคล่องตัวประหยัดในเมือง ลองนึกภาพครอบครัวคุณขับ Palisade ลุยทางไกลสบายๆ หรือ Santa Fe ออกทริปวันหยุดแบบชิลๆ ทั้งคู่คือ SUV ที่คุ้มค่าที่สุดในคลาส

อย่ารอช้า! ทดลองขับและสัมผัสด้วยตัวเองได้ที่โชว์รูม Hyundai ทั่วประเทศ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.hyundai.com/th/th *เงื่อนไขตามบริษัทกำหนด นี่คือโอกาสทองในการอัพเกรด SUV คันใหม่ที่ตรงใจที่สุด

ที่มา – ส่องความคุ้ม Hyundai PALISADE Diesel และ Hyundai all-new SANTA FE Hybrid