วัน: 26 กุมภาพันธ์ 2026

เซอร์ไพรส์! สว. เห็นชอบ กกต. จิรุตม์ ไม่เห็นชอบ มณฑล

เซอร์ไพรส์ สว. เห็นชอบ กกต. กันเลยทีเดียวครับ เมื่อที่ประชุมวุฒิสภาเห็นชอบบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพียงแค่ “จิรุตม์ วิศาลจิตร” อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก คนเดียว แต่ไม่เห็นชอบ “มณฑล สุดประเสริฐ” อดีตอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง รวมถึงอดีตอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อาคารรัฐสภา ซึ่งเป็นการประชุมครั้งที่ 1 สมัยวิสามัญ ถือเป็นวาระสำคัญที่ทุกคนจับตามอง เพราะ กกต. มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลการเลือกตั้งให้โปร่งใสยุติธรรม

การประชุมเริ่มต้นด้วยการพิจารณาแบบลับ ก่อนจะเปิดให้ถ่ายทอดสดอีกครั้ง เวลา 12.24 น. นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานในขณะนั้น เรียกให้สมาชิกลงคะแนนเสียงเห็นชอบบุคคลทั้ง 2 ราย ผลการลงคะแนนกลายเป็นเซอร์ไพรส์ สว. เห็นชอบ กกต. ที่ไม่คาดคิด โดยเฉพาะการปฏิเสธรายหนึ่งอย่างชัดเจน

เซอร์ไพรส์ สว. เห็นชอบ กกต. “จิรุตม์ วิศาลจิตร”

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ได้รับความไว้วางใจจากวุฒิสภาเป็นอย่างมาก ด้วยผลคะแนนที่ถล่มทลาย ดังนี้

  • เห็นชอบ 144 เสียง
  • ไม่เห็นชอบ 1 เสียง
  • งดออกเสียง 26 เสียง
  • ไม่ลงคะแนน 0 เสียง

คะแนนเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด ทำให้คุณจิรุตม์ผ่านฉลุยในการดำรงตำแหน่ง กกต. คุณจิรุตม์มีประสบการณ์ยาวนานในกรมการขนส่งทางบก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการองค์กรขนาดใหญ่ น่าจะนำมาปรับใช้ในการทำงาน กกต. ได้อย่างดี

จิรุตม์ วิศาลจิตร กกต.

หลังจากนั้นไม่นาน เวลา 12.35 น. มีการอ่านพระบรมราชโองการ พระราชกฤษฎีกาปิดสมัยประชุมวิสามัญ พ.ศ. 2569 โดยสมาชิกวุฒิสภาทุกคนยืนเคารพ ก่อนปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ

ไม่เห็นชอบ “มณฑล สุดประเสริฐ” ด้วยคะแนนถล่มทลาย

ในทางตรงกันข้าม นายมณฑล สุดประเสริฐ กลับไม่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา คะแนนออกมาเป็น

  • เห็นชอบ 9 เสียง
  • ไม่เห็นชอบ 102 เสียง
  • งดออกเสียง 57 เสียง
  • ไม่ลงคะแนน 1 เสียง

คะแนนไม่เห็นชอบพุ่งสูงเกินกึ่งหนึ่ง ทำให้คุณมณฑลไม่ผ่านเกณฑ์ แม้จะมีประสบการณ์ในกรมโยธาธิการและผังเมือง รวมถึงกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แต่เหตุผลที่วุฒิสภาไม่เห็นชอบยังไม่เปิดเผยชัดเจน อาจมาจากการพิจารณาในที่ประชุมลับ

ที่ประชุมวุฒิสภา

เซอร์ไพรส์ สว. เห็นชอบ กกต. แบบนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการคัดกรองที่เข้มงวดของวุฒิสภาในการเลือกคนเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญ โดยเฉพาะ กกต. ที่ต้องรับผิดชอบเรื่องการเลือกตั้งทั่วไป การเลือกตั้งท้องถิ่น และการตรวจสอบทุจริตเลือกตั้ง หาก กกต. ไม่น่าเชื่อถือ อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในระบบประชาธิปไตย

พื้นหลังและบทบาทของ กกต.

ตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560 บุคคลที่จะดำรงตำแหน่งต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา กกต. มีหน้าที่หลักในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นธรรม จัดทำทะเบียนผู้มาใช้สิทธิ์ และปราบปรามการซื้อสิทธิขายเสียง ในอดีต กกต. เคยถูกวิจารณ์เรื่องความโปร่งใส ดังนั้นการเลือกคนใหม่จึงต้องรอบคอบยิ่งขึ้น

สำหรับคุณจิรุตม์ นี่คือก้าวสำคัญที่อาจนำประสบการณ์ด้านการขนส่งมาช่วยพัฒนาระบบ IT การเลือกตั้งให้ทันสมัยมากขึ้น ส่วนคุณมณฑล แม้ไม่ผ่าน แต่ประสบการณ์ด้านภัยพิบัติอาจนำไปใช้ในที่อื่นได้

เหตุการณ์เซอร์ไพรส์ สว. เห็นชอบ กกต. ครั้งนี้ ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าปัจจัยอะไรที่วุฒิสภาตัดสินใจแบบนี้? เป็นเพราะคุณสมบัติส่วนตัว ความรู้ความสามารถ หรือมีประเด็นอื่นซ่อนอยู่? ไม่ว่าจะอย่างไร การตัดสินใจนี้จะส่งผลต่อคณะ กกต. ชุดใหม่ที่กำลังจะสมบูรณ์แบบ

ในมุมมองของผม การเลือก กกต. ต้องให้ความสำคัญกับความเป็นกลางและความเชี่ยวชาญจริงๆ เพื่อให้การเลือกตั้งไทยก้าวหน้า ลดข้อครหาได้ในอนาคต คุณคิดเห็นอย่างไรกับเซอร์ไพรส์ สว. เห็นชอบ กกต. ครั้งนี้? มาคอมเมนต์แลกเปลี่ยนกันด้านล่างนะครับ หรือติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกนี้เลย!

ที่มา – เซอร์ไพรส์ สว. เห็นชอบ กกต. แค่ “จิรุตม์ วิศาลจิตร” คนเดียว ไม่เห็นชอบ “มณฑล”

กระบะขนแรงงาน ซิ่งหนี ตร. พลิกลงข้างทาง เทกระจาดเจ็บเกือบ 20

กระบะขนแรงงาน ซิ่งหนี ตร. พลิกลงข้างทาง เทกระจาดเจ็บเกือบ 20

เกิดเหตุระทึกขวัญบนท้องถนนในจังหวัดกาญจนบุรี เมื่อรถกระบะที่คาดว่าขนกระบะขนแรงงานเถื่อนเต็มคัน ซิ่งหนีการตรวจสอบของตำรวจทางหลวง ก่อนเสียหลักพลิกคว่ำลงข้างทาง ส่งผลให้แรงงานต่างด้าวได้รับบาดเจ็บกระจายเกลื่อนกว่า 30 ราย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 07.00 น. ตามรายงานของผู้สื่อข่าว

กระบะขนแรงงาน ซิ่งหนี ตร. พลิกลงข้างทาง

รายละเอียดเหตุการณ์กระบะขนแรงงาน ซิ่งหนีตร.

จากข้อมูลของเจ้าหน้าที่ พันตำรวจเอกภคพล สุชล ผกก.2 บก.ทล. และทีมงาน ได้ออกลาดตระเวนเพื่อปราบปรามขบวนการลักลอบขนแรงงานต่างด้าว พบรถกระบะมิตซูบิชิทะเบียนกรุงเทพฯ ป้ายผูกเชือก คาดอัดแรงงานเกือบ 40 คน ซิ่งมุ่งหน้ามาทางอำเภอไทรโยค ก่อนหักรถลงข้างทางที่บ้านหนองสามพราน หมู่ 9 ต.วังด้ง อ.เมืองกาญจนบุรี จนรถพลิกตะแคง คนขับทิ้งรถขึ้นรถตู้อีกคันหลบหนีไปได้

ที่เกิดเหตุ พบแรงงานชายหญิงบาดเจ็บหนัก บางรายสีแดง (บาดเจ็บสาหัส) 1 ราย สีเขียว 16 ราย และสีเหลืองอีกหลายราย เจ้าหน้าที่มูลนิธิพิทักษ์กาญจน์เร่งช่วยเหลือ ส่งโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา แรงงานทั้งหมดไม่พูดภาษาไทยได้ คาดมาจากประเทศเพื่อนบ้าน

ผลกระทบและมาตรการป้องกัน

เหตุกระบะขนแรงงาน ซิ่งหนี ตร. พลิกลงข้างทาง เทกระจาดเจ็บเกือบ 20 สร้างความเสียหายรุนแรง แสดงให้เห็นปัญหาการลักลอบขนคนเข้าเมืองที่ยังแพร่หลาย สร้างความเสี่ยงต่อชีวิตและความปลอดภัยบนท้องถนน

  • ความเสี่ยงจากรถอัดแน่น: รถกระบะบรรทุกเกิน 40 คน ทำให้ควบคุมยาก เสี่ยงอุบัติเหตุสูง
  • การหลบหนี: คนขับทิ้งผู้โดยสาร เจ้าหน้าที่กำลังตามล่า
  • การช่วยเหลือ: ทีมแพทย์และมูลนิธิทำงานเต็มที่
  • มาตรการ: เพิ่มการลาดตระเวน ปรับปรุงกฎหมายขนส่ง

เหตุการณ์นี้เตือนใจให้เจ้าหน้าที่และประชาชนตื่นตัวมากขึ้นในการปราบปรามขบวนการผิดกฎหมาย เพื่อป้องกันโศกนาฏกรรมซ้ำรอย

นอกจากนี้ ยังพบว่าป้ายทะเบียนรถถูกผูกเชือก แสดงถึงการเตรียมหลบเลี่ยงการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง ส.ทล.6 กก.2 บก.ทล. โดย ร.ต.อ.กุศล ยะฝั้น และทีม กำลังสอบสวนเพิ่มเติม หากมีพัฒนาการจะอัปเดตให้ทราบ

ข้อคิดจากเหตุการณ์: การลักลอบขนแรงงานไม่เพียงผิดกฎหมาย แต่ยังคุกคามชีวิตผู้บริสุทธิ์ ควรสนับสนุนการทำงานถูกกฎหมายเพื่อความปลอดภัยทุกฝ่าย

ติดตามข่าวสารอุบัติเหตุและความเคลื่อนไหวตำรวจทางหลวงได้ที่บล็อกของเรา เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุดและเคล็ดลับความปลอดภัยบนท้องถนน

ที่มา – กระบะขนแรงงาน ซิ่งหนี ตร. พลิกลงข้างทาง เทกระจาดเจ็บเกือบ 20

ภูมิใจไทย ดึงโอกาสใหม่-พปชร. หนุนอนุทินนายกฯ

ในสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังเข้มข้น พรรคภูมิใจไทยกำลังเร่งรวบรวมเสียงสนับสนุนเพื่อผลักดันนายอนุทิน ชาญวีรกูล สู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ล่าสุดมีข่าวสำคัญที่ทำให้หลายคนตื่นเต้น นั่นคือ ภูมิใจไทย ดึงโอกาสใหม่-พปชร. หนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ ส่วน กธ.-ปชป. รอสรุปหลัง 8 มี.ค. การเคลื่อนไหวครั้งนี้ทำให้จำนวนเสียงสนับสนุนพุ่งสูงถึง 292 เสียง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

ภูมิใจไทย ดึงโอกาสใหม่-พปชร. หนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ ส่วน กธ.-ปชป. รอสรุปหลัง 8 มี.ค.

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 11.00 น. ที่สำนักงานพรรคภูมิใจไทย มีการแถลงข่าวร่วมกันระหว่างแกนนำพรรคภูมิใจไทย นำโดยนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค, น.ส.บุญธิดา สมชัย โฆษกพรรค, นายทรงศักดิ์ ทองศรี และนายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี ร่วมกับตัวแทนจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นำโดยน.ส.ตรีนุช เทียนทอง รักษาการหัวหน้าพรรค และน.ส.รสรินทร์ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ เขต 2 จากพรรคโอกาสใหม่ รวมถึง ส.ส.อีก 5 คนจากพปชร.

น.ส.บุญธิดา กล่าวยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยได้รับการสนับสนุนเพิ่มอีก 6 เสียง จากพรรคพลังประชารัฐและพรรคโอกาสใหม่ ทำให้มั่นใจมากขึ้นในการเสนอชื่อนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี การร่วมมือครั้งนี้เกิดจากอุดมการณ์ที่สอดคล้องกัน โดยเฉพาะนโยบายที่มุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ความมั่นคง และความเดือดร้อนของประชาชน

พรรคพลังประชารัฐและโอกาสใหม่ยืนยันหนุนอนุทินเต็มที่

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง จากพปชร. เปิดเผยว่า พรรคได้รับคำเชิญจากผู้ใหญ่พรรคภูมิใจไทยที่เคารพนับถือมานาน หลังการพูดคุย พปชร.มีมติสนับสนุนการทำงานของภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคแกนนำที่ได้รับเสียงจากประชาชน พปชร.เน้นนโยบายความมั่นคงและบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน

ด้านน.ส.รสรินทร์ จากพรรคโอกาสใหม่ ซึ่งเป็นบุตรสาวของนายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ อดีต ส.ส. ยินดีที่ได้รับเกียรติร่วมรัฐบาล พรรคโอกาสใหม่มีมติหนุนนายอนุทิน โดยนายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรค ได้พูดคุยกับผู้ใหญ่ภูมิใจไทยแล้ว อุดมการณ์เดียวกันในการฟื้นเศรษฐกิจและดูแลประชาชน

สถานะพรรคกล้าธรรมและประชาธิปัตย์ยังไม่ชัดเจน

สำหรับพรรคเล็กอื่นๆ โฆษกภูมิใจไทยย้ำว่าตัวเลขทางการต้องรอแถลงจากพรรค ส่วนพรรคกล้าธรรม (กธ.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ยังไม่สรุป ต้องรอหลังการสัมมนาพรรคภูมิใจไทยวันที่ 8 มีนาคมนี้ ก่อนรายงานตัวและพูดคุยเพิ่มเติม การรวบรวมเสียงกว่า 290 เสียง ถือว่าพอสำหรับเสียงข้างมากในสภาแล้ว แต่ยังไม่มีตัวเลขตายตัว

นายไชยชนก กล่าวถึงโควตารัฐมนตรีสำหรับพรรคเล็กที่รวมกันกว่า 30 เสียง ต้องรอหัวหน้าพรรคสรุปหลังสัมมนา ภูมิใจไทย ดึงโอกาสใหม่-พปชร. หนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ ส่วน กธ.-ปชป. รอสรุปหลัง 8 มี.ค. จึงเป็นข่าวที่สะท้อนการเมืองไทยกำลังรวมพลังเพื่อความมั่นคง

  • พรรคภูมิใจไทย: แกนนำเสนอชื่ออนุทิน
  • พรรคพลังประชารัฐ: สนับสนุน 5 ส.ส. + รักษาการหัวหน้า
  • พรรคโอกาสใหม่: สนับสนุนเต็มที่จากหัวหน้าและ ส.ส.
  • พรรคกล้าธรรม-ประชาธิปัตย์: รอตัดสินใจหลัง 8 มี.ค.

การเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นว่าพรรคภูมิใจไทยมีเครือข่ายกว้างขวาง นโยบายหลักอย่างเศรษฐกิจดิจิทัล สุขภาพ และเกษตรกรรม จะเป็นจุดแข็ง หากอนุทินได้นั่งนายกฯ คาดว่ารัฐบาลจะเน้นแก้ปัญหาเร่งด่วน เช่น ค่าครองชีพและการท่องเที่ยว

ในมุมมองผู้วิเคราะห์ การรวมพรรคแบบนี้ช่วยสร้างเสถียรภาพ ลดโอกาส解散สภา แต่ต้องจับตาการเจรจาโควตา ภูมิใจไทย ดึงโอกาสใหม่-พปชร. หนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ เป็นสัญญาณบวกสำหรับอนาคตการเมืองไทย

ติดตามพัฒนาการหลังสัมมนา 8 มี.ค. และแสดงความเห็นของคุณในคอมเมนต์ ว่าคุณมองอนุทินเป็นนายกฯ ที่เหมาะสมหรือไม่?

ที่มา – ภูมิใจไทย ดึงโอกาสใหม่-พปชร. หนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ ส่วน กธ.-ปชป. รอสรุปหลัง 8 มี.ค.

ประชุมส่วนราชการที่ร้อยเอ็ด ธีมมหาเวสสันดรชาดก

เรียกได้ว่าเป็นข่าวที่สร้างสีสันและความประทับใจให้กับชาวโซเชียลอย่างมาก เมื่อ ประชุมส่วนราชการที่ร้อยเอ็ด ธีมมหาเวสสันดรชาดก จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับงานบุญใหญ่ประจำปี “มหาทานบารมี ประเพณีบุญผะเหวด” ในวันที่ 6-8 มีนาคม 2569 นี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด นายชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ได้นำทีมผู้บริหารและส่วนราชการทุกหน่วย แต่งกายเข้าธีมตัวละครจากมหาเวสสันดรชาดกกันแบบจัดเต็ม ทำให้ทุกคนที่เห็นภาพต้องอุทานว่า “ร้อยเอ็ดเขาทำถึงจริงๆ”

ประชุมส่วนราชการที่ร้อยเอ็ด ธีมมหาเวสสันดรชาดก

การประชุมครั้งนี้คือการประชุมนายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ และหัวหน้ารัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงมหาดไทย ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ครั้งที่ 2/2569 จัดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธาน ร่วมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัด อย่างนางสาวปราณี วงศ์บุตร, นายพิชัยยา ตุระซอง และนายนันทวิทย์ นาคแสง นอกจากนี้ยังมีนายไพโรจน์ จิตจักร์ ปลัดจังหวัดร้อยเอ็ด และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

จุดเด่นที่ทำให้การประชุมครั้งนี้ไม่เหมือนใคร คือการแต่งกายตามธีม มหาเวสสันดรชาดก ซึ่งเป็นเรื่องราวชาดกสุดยิ่งใหญ่ของพระโพธิสัตว์เวสสันดร ที่แสดงถึงทานบารมีอันประเสริฐ ผู้ว่าฯ เองก็แปลงโฉมสุดปัง สวมวิกผมยาว แปะเครา สวมชุดขาวสะอาดราวกับพระผู้ทรงศีล ส่วนราชการอื่นๆ ก็แต่งเป็นตัวละครต่างๆ เช่น นางมัททนี จันทร์เทวี หรือชูชก ทำให้บรรยากาศการประชุมเต็มไปด้วยความสนุกสนานและสามัคคี

ประชุมส่วนราชการที่ร้อยเอ็ด ธีมมหาเวสสันดรชาดก

เตรียมพร้อมจัดงานบุญผะเหวดอย่างยิ่งใหญ่

วัตถุประสงค์หลักของการประชุม ประชุมส่วนราชการที่ร้อยเอ็ด ธีมมหาเวสสันดรชาดก คือการสรุปความคืบหน้าและวางแผนงาน “มหาทานบารมี ประเพณีบุญผะเหวด” ซึ่งเป็นประเพณีเก่าแก่ของจังหวัดร้อยเอ็ด สืบเนื่องจากบุญผะเหวด หรือการถวายผ้าป่าแบบอีสานดั้งเดิม ที่ชาวบ้านจะช่วยกันตัดเย็บผ้าจีวร ถวายพระสงฆ์ เพื่อสะเดาะเคราะห์และเสริมสิริมงคล โดยในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-8 มีนาคม 2569 ที่วัดศรีมงคล หรือสถานที่สำคัญในตัวเมืองร้อยเอ็ด

ประเพณีบุญผะเหวดนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำบุญเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงจิตวิญญาณของทานบารมี เหมือนในมหาเวสสันดรชาดก ที่พระเวสสันดรทอดทานทั้งช้าง ม้า ลูก เพื่อบารมีแห่งการเป็นพระพุทธเจ้า ทางจังหวัดจึงเลือกธีมนี้เพื่อเชื่อมโยง สร้างความรู้สึกตื่นเต้นให้เจ้าหน้าที่และประชาชน

  • กิจกรรมหลัก: พิธีตัดเย็บผ้าป่าใหญ่ ถวายวัดต่างๆ
  • ขบวนแห่ตัวละครเวสสันดรชาดก
  • การแสดงละครชาดกและดนตรีพื้นบ้านอีสาน
  • นิทรรศการวัฒนธรรมร้อยเอ็ด
  • เวทีมหาทานบารมี สะสมบุญร่วมกัน
ผู้ว่าราชการร้อยเอ็ดแต่งธีมเวสสันดรชาดก

กระแสโซเชียลและความหมายลึกซึ้ง

ภาพจาก ประชุมส่วนราชการที่ร้อยเอ็ด ธีมมหาเวสสันดรชาดก แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในโซเชียลมีเดีย ชาวเน็ตต่างชื่นชมความคิดสร้างสรรค์ โดยคอมเมนต์เด็ดๆ อย่าง “ร้อยเอ็ดเขาทำถึง” “ผู้ว่าฯ ปังมาก สร้างแรงบันดาลใจ” “น่ารัก สนุก อยากไปร้อยเอ็ดจัง” การแต่งกายแบบนี้ไม่ใช่แค่สีสัน แต่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้บริหารท้องถิ่นในการส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น สร้างความภาคภูมิใจให้ชาวร้อยเอ็ด และดึงดูดนักท่องเที่ยว

มหาเวสสันดรชาดกเองก็เป็นนิทานชาดกที่สอนเรื่องทาน การเสียสละ เพื่อบารมี 10 ประการ ซึ่งเชื่อมโยงกับบุญผะเหวดได้อย่างลงตัว ในยุคที่ทุกคนยุ่งวุ่นวาย การนำวัฒนธรรมเข้ามาในงานราชการแบบนี้ ช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย เพิ่มประสิทธิภาพการประชุม และประชาสัมพันธ์งานบุญได้อย่างแยบยล

สำหรับใครที่ชื่นชอบประเพณีอีสาน หรืออยากสะสมบุญใหญ่ ลองวางแผนไปร่วมงานบุญผะเหวดที่ร้อยเอ็ดกันนะครับ จะได้เห็นทั้งความงดงามของวัฒนธรรมและความอบอุ่นของชาวอีสานแท้ๆ สุดยอดจริงๆ ที่ร้อยเอ็ดทำถึงขนาดนี้! ถ้าคุณมีประสบการณ์คล้ายๆ กัน แชร์ในคอมเมนต์ได้เลยครับ

ที่มา – ทำถึง ประชุมส่วนราชการที่ร้อยเอ็ด ธีมมหาเวสสันดรชาดก เตรียมพร้อมจัดงานบุญผะเหวด

“นเรศ” โยน “ธรรมนัส” ตอบปมดีล “ภูมิใจไทย-งูเห่า” จับตา ก.เกษตร

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้กำลังร้อนระอุ เมื่อมีกระแสข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของพรรคเล็กพรรคใหญ่ โดยเฉพาะประเด็น“นเรศ” โยน “ธรรมนัส” ตอบปมดีล “ภูมิใจไทย-งูเห่าสีเขียว” จับตาเข้า ก.เกษตรฯ ที่กลายเป็นจุดสนใจของสื่อและนักการเมืองทุกฝ่าย วันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันแบบละเอียดว่าปมนี้คืออะไร และทำไมถึงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

“นเรศ” โยน “ธรรมนัส” ตอบปมดีล “ภูมิใจไทย-งูเห่าสีเขียว” จับตาเข้า ก.เกษตรฯ

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2567 นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ ส.ส.เชียงใหม่ เขต 9 พรรคกล้าธรรม และในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนหลังรับหนังสือรับรองผลการเลือกตั้ง โดยโยนประเด็นร้อนให้กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม บอกว่าเรื่องทิศทางพรรคและกระแสข่าวดีลกับ “ภูมิใจไทย” หรือที่เรียกกันว่า “งูเห่าสีเขียว” เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ และตัวเขาเองยังไม่ทราบรายละเอียด

เมื่อผู้สื่อข่าวย้ำถามถึงโอกาสมี “งูเห่าสีเขียว” เข้ามา นายนเรศตอบชัดเจนว่า “ไม่มี” แต่พอถามต่อว่ ถ้า ร.อ.ธรรมนัส ไปอยู่ที่ไหน ส.ส.ทุกคนพร้อมตามไปหรือไม่ ก็ได้รับคำตอบสั้นๆ ว่า “ครับ” ซึ่งแสดงถึงความภักดีต่อหัวหน้าพรรคอย่างชัดเจน สะท้อนให้เห็นว่าพรรคกล้าธรรมยังคงรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่ ร.อ.ธรรมนัส แม้จะมีกระแสข่าวโผคณะรัฐมนตรีอนุทิน 2 ที่ไม่มีชื่อจากพรรคนี้ก็ตาม

ทิศทางพรรคกล้าธรรมหลัง กกต.รับรอง ส.ส.

หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลเลือกตั้ง ส.ส.บางเขต พรรคการเมืองต่างๆ เริ่มเคลื่อนไหวเพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่สมการการเมืองปัจจุบันยังไม่มีที่ทางให้พรรคกล้าธรรม ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าพรรคจะไปทางไหน จะเข้าร่วมรัฐบาลอนุทิน 2 หรือกลายเป็นฝ่ายค้าน นายนเรศยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการปกติ และมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง ส่วนตัวพร้อมปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.อย่างเต็มที่

จับตาการกลับมาของ “ผู้กองธรรมนัส” ที่กระทรวงเกษตร

ขณะที่สื่อมวลชนปักหลักรอที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยฯ ยืนยันว่า ร.อ.ธรรมนัส จะเข้ามาปฏิบัติราชการตามปกติวันแรกหลังกลับจากฟินแลนด์ ช่วง 09.12 น. นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวง ได้เชิญรองอธิบดีกรมต่างๆ 7 คนที่เพิ่งแต่งตั้งใหม่ เข้าพบเพื่อขอบคุณและรับนโยบาย ซึ่งน่าจะเป็นสัญญาณว่ารัฐมนตรียังคงควบคุมกระทรวงได้อย่างมั่นคง

ประเด็นสำคัญที่ทุกคนรอฟังคือ แนวทางของพรรคกล้าธรรมว่าจะร่วมรัฐบาลหรือไม่ โดยเฉพาะท่ามกลางข่าวดีลกับภูมิใจไทย ซึ่ง “งูเห่าสีเขียว” อาจหมายถึง ส.ส.บางคนที่อาจย้ายขั้วหรือทำข้อตกลงลับเพื่อแลกเก้าอี้ในคณะรัฐมนตรี

  • จุดจับตาหลัก: คำแถลงของ ร.อ.ธรรมนัส เรื่องทิศทางพรรค
  • โอกาสเข้าร่วมรัฐบาลอนุทิน 2 หรือไม่
  • ผลกระทบจากโผ ครม.ที่ไร้ชื่อพรรคกล้าธรรม
  • นโยบายเกษตรที่ ร.อ.ธรรมนัส จะประกาศ
  • กระแสย้ายพรรคของ “งูเห่าสีเขียว”

สถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน พรรคกล้าธรรมที่นำโดย ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งมีประวัติการเมืองยาวนานและเคยผ่านดรามมากมาย กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ หากเข้าร่วมรัฐบาล อาจได้เก้าอี้กระทรวงเกษตรต่อ แต่ถ้าอยู่นอก ก็อาจกลายเป็นพรรคฝ่ายค้านที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการทำงานของ กกต. ที่ถูกวิจารณ์ แต่ นายนเรศมองว่าเป็นเรื่องปกติที่ต้องเคารพกระบวนการ

จากมุมมองของเรา สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงพลังของ “ผู้ใหญ่” ในพรรคการเมืองไทย ที่ ส.ส.อย่างนายนเรศยังคงยึดมั่นในหลักการตามหัวหน้า นี่อาจเป็นกลยุทธ์เพื่อรอจังหวะดีลที่ดีกว่าในอนาคต โดยเฉพาะกับพรรคภูมิใจไทยที่กำลังรุกหนักในโผ ครม.

ความเห็นส่วนตัว: ต้องยอมรับว่า ร.อ.ธรรมนัส ยังคงเป็นนักการเมืองมือฉมัง การจับตาวันนี้จะเป็นตัวกำหนดอนาคตพรรคกล้าธรรม หากมีอัพเดทใหม่ เราจะนำมาบอกต่อทันที

เรียกร้องให้คุณ: ติดตามข่าวการเมืองอัพเดทล่าสุดจากบล็อกเรา และแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างว่าพรรคกล้าธรรมควรไปทางไหนดี?

ที่มา – “นเรศ” โยน “ธรรมนัส” ตอบปมดีล “ภูมิใจไทย-งูเห่าสีเขียว” จับตาเข้า ก.เกษตรฯ

รอง ผกก. ควงขวดเบียร์ ตีหัวสาว ในร้านเนื้อย่าง เจ็บเลือดอาบ

เหตุการณ์สุดช็อกที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ทั่วโซเชียล! รอง ผกก. ควงขวดเบียร์ ตีหัวสาว ในร้านเนื้อย่าง เจ็บเลือดอาบ เกิดขึ้นจริงในจังหวัดชัยภูมิ ผู้เสียหายเข้าแจ้งความเรียบร้อยแล้ว ตำรวจรับคำสัญญาดำเนินคดีเต็มที่ วันนี้เราจะมาสรุปทุกแง่มุมของคดีนี้ให้ฟังแบบละเอียดยิบ

รอง ผกก. ควงขวดเบียร์ ตีหัวสาว ในร้านเนื้อย่าง เจ็บเลือดอาบ

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาช่วงเช้า น.ส.สุพัตรา อายุ 32 ปี ผู้เสียหาย ได้เดินทางเข้าแจ้งความกับ ร.ต.อ.ไพรวรรณ ภูมิมะนาว ร้อยเวร สภ.หนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ โดยระบุว่าถูก รอง ผกก. จากสภาแห่งหนึ่งในจังหวัดนครพนม ทำร้ายร่างกายด้วยขวดเบียร์ จนศีรษะแตกเลือดอาบ เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 24 กุมภาพันธ์ เวลาประมาณ 20.00 น. ภายในร้านเนื้อย่างชื่อดังที่ตลาดเทศบาลหนองบัวแดง

สาเหตุที่นำไปสู่เหตุการณ์รุนแรง

ตามคำให้การของน.ส.สุพัตรา ในคืนเกิดเหตุ เธอและเพื่อนๆ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้หญิงจากหมู่บ้านใกล้เคียง กำลังนั่งกินเนื้อย่างอย่างสนุกสนาน จากนั้นมีชายหญิงคู่สามีภรรยา พร้อมเพื่อนผู้หญิงอีกคน เดินเข้ามาในร้าน สั่งเนื้อย่างและเหล้าเบียร์ดื่มกินกัน ฝ่ายชายซึ่งต่อมาทราบว่าเป็น รองผู้กำกับการ ได้พยายามมองมาที่โต๊ะของน.ส.สุพัตรา หลายครั้ง จนภรรยาเกิดความหึงหวง ไม่พอใจ จึงปาขวดเบียร์มาที่โต๊ะของผู้เสียหาย

น.ส.สุพัตราไม่ยอม จึงขว้างขวดกลับไป ส่งผลให้เกิดการทะเลาะวิวาท ตบตีกันขึ้นระหว่างฝ่ายหญิงทั้งสองฝั่ง ขณะนั้น รอง ผกก. ซึ่งเป็นสามี ได้เข้ามาห้ามปราม แต่กลับคว้าขวดเบียร์ตีเข้าที่ศีรษะของน.ส.สุพัตราเต็มๆ จนเลือดไหลทะลัก ศีรษะแตก

  • กล้องวงจรปิดจับภาพเหตุการณ์ทั้งหมดได้ชัดเจน
  • เจ้าของร้านรีบเข้ามาห้าม แยกทั้งสองฝ่าย
  • รอง ผกก. พาภรรยาเดินออกจากร้านไปทันที โดยไม่แสดงความรับผิดชอบ
  • ผู้เสียหายและเพื่อนๆ รีบไปโรงพยาบาลหนองบัวแดงทำแผล ก่อนมาแจ้งความ

ความคืบหน้าของคดี

หลังรับแจ้งความ ร.ต.อ.ไพรวรรณ ได้สั่งให้ผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลหนองบัวแดงอีกครั้งเพื่อยืนยันอาการบาดเจ็บ ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนปากคำพยานผู้เห็นเหตุการณ์ รวมถึงตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด และเตรียมออกหมายเรียกตัวรอง ผกก. ผู้ต้องหามาให้ปากคำ คดีนี้ถือเป็นทำร้ายร่างกายชัดเจน และเนื่องจากผู้กระทำเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส

เหตุการณ์ รอง ผกก. ควงขวดเบียร์ ตีหัวสาว ในร้านเนื้อย่าง เจ็บเลือดอาบ สะท้อนปัญหาการดื่มสุราและการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ โดยเฉพาะจากผู้ที่ควรเป็นแบบอย่างของสังคม บางคนวิจารณ์ว่าการกระทำเช่นนี้ไม่สมควรเกิดจากตำรวจเลย แม้จะทะเลาะกับเมียฝ่ายอื่น แต่การใช้ความรุนแรงต่อบุคคลที่สามคือสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

จากสถิติ พบว่าคดีทำร้ายร่างกายจากความเมาในร้านอาหารย่างมักเกิดบ่อย โดยเฉพาะช่วงดึก หากคุณเคยเจอเหตุการณ์คล้ายๆ กัน ควรหลีกเลี่ยงการโต้เถียง และรีบแจ้งเจ้าของร้านหรือตำรวจทันทีเพื่อความปลอดภัย

ในมุมมองของเรา เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เจ้าหน้าที่ทุกคนรักษาวินัย โดยเฉพาะเมื่ออยู่นอกหน้าที่ คุณคิดเห็นอย่างไรกับคดีนี้? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตคดี รอง ผกก. ควงขวดเบียร์ ตีหัวสาว ในร้านเนื้อย่าง เจ็บเลือดอาบ ได้ที่นี่!

ที่มา – รอง ผกก. ควงขวดเบียร์ ตีหัวสาว ในร้านเนื้อย่าง เจ็บเลือดอาบ

“นานา-เวย์” สู้คดีฉ้อโกง ศาลนัดตรวจหลักฐาน 25 พ.ค.

ข่าวใหญ่ในวงการบันเทิงและธุรกิจที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วประเทศ เมื่อ “นานา-เวย์” คู่สามีภรรยาแร็ปเปอร์ชื่อดัง ถูกฟ้องคดีฉ้อโกงประชาชน ล่าสุดทั้งคู่เดินทางมาศาลเพื่อให้การปฏิเสธข้อหา และศาลนัดตรวจหลักฐานสำคัญในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ “นานา-เวย์” สู้คดีฉ้อโกง ศาลนัดตรวจหลักฐาน 25 พ.ค.นี้ จะเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง

“นานา-เวย์” สู้คดีฉ้อโกง ศาลนัดตรวจหลักฐาน 25 พ.ค.นี้

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ห้องเวรชี้ ศาลอาญา เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 09.30 น. ศาลนัดสอบคำให้การจำเลยในคดีหมายเลขดำ อ.508/2569 โดยพนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2 เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.นานา ไรบีนา อายุ 44 ปี นายปริญญา อินทชัย หรือเวย์ ไทยเทเนี่ยม อายุ 44 ปี บริษัทฟลิกค์ออฟ เดอไรท์ โปรดักส์ชั่น จำกัด และบริษัทไรบีนา 2016 จำกัด เป็นจำเลยที่ 1-4 ในข้อหาหลายประการ

รายละเอียดข้อกล่าวหาในคดีฉ้อโกง

จำเลยทั้งสี่ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันฉ้อโกงและร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ปลอมและใช้เอกสารปลอม โดยหลอกลวงผู้เสียหายรวม 11 ราย ด้วยการแสดงข้อความเท็จและปกปิดความจริง ชักชวนให้ลงทุนในธุรกิจต่างๆ เช่น

  • ธุรกิจปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล
  • ธุรกิจซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์
  • ธุรกิจเกี่ยวกับบริษัทกีฬา
  • กองทุนสำหรับลงทุนธุรกิจต่างๆ
  • ซื้อหุ้น
  • ธุรกิจร้านอาหารต่างประเทศ
  • ซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์

โดยสัญญาว่าจะจ่ายผลตอบแทนสูงถึงร้อยละ 4-7 ต่อเดือน หรือร้อยละ 40 ของเงินลงทุน ซึ่งสูงเกินกว่าดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินกำหนดตามกฎหมาย ส่งผลให้ผู้เสียหายโอนเงินรวมกว่า 100 ล้านบาทเข้าบัญชีของจำเลย

ก่อนหน้านี้ จำเลยทั้งหมดได้รับการประกันตัวคนละ 1 ล้านบาท และศาลสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ในวันนัดศาล นานาและเวย์เดินทางมาด้วยการหลบผู้สื่อข่าวทางด้านข้างศาล ศาลอ่านคำฟ้องและสอบถามให้การ ทั้งคู่แถลงปฏิเสธข้อกล่าวหาเต็มที่ เพื่อต่อสู้คดีในทุกขั้นตอน

ประวัติและชื่อเสียงของนานา-เวย์

นานา ไรบีนา เป็นนางแบบและพิธีกรชื่อดัง ส่วนเวย์ ไทยเทเนี่ยม หรือปริญญา อินทชัย เป็นแร็ปเปอร์และนักแสดงที่มีชื่อเสียงในวงการฮิปฮอปไทย ทั้งคู่ก่อตั้งบริษัทฟลิกค์ออฟ เดอไรท์ โปรดักส์ชั่น จำกัด เพื่อผลิตคอนเทนต์บันเทิง และบริษัทไรบีนา 2016 จำกัด ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจลงทุน ชื่อเสียงของทั้งคู่เคยรุ่งโรจน์ แต่คดีนี้ทำให้ภาพลักษณ์เสียหายหนัก

คดีฉ้อโกงแบบนี้มักเกิดจากการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าดอกเบี้ยเกิน 15% ต่อปีถือว่าน่าสงสัย ประชาชนควรตรวจสอบใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. หรือธนาคารแห่งประเทศไทยก่อนลงทุน

ขั้นตอนต่อไปและผลกระทบ

ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายในวันที่ 25 พฤษภาคม 2567 เวลา 09.00 น. ซึ่งจะเป็นจุดตัดสินว่าหลักฐานฝ่ายโจทก์เพียงพอหรือไม่ หากจำเลยแพ้คดี อาจต้องชดใช้ค่าเสียหายและติดคุกยาว คดีนี้ไม่เพียงกระทบคู่กรณี แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจสังคมเรื่องการลงทุนเสี่ยง

ในมุมมองของผู้เขียน คดี “นานา-เวย์” สู้คดีฉ้อโกง ศาลนัดตรวจหลักฐาน 25 พ.ค.นี้ สะท้อนปัญหาการฉ้อโกงที่ซ่อนในชื่อเสียงดารา ประชาชนควรศึกษาให้ดีก่อนโอนเงินลงทุน อย่าหลงเชื่อผลตอบแทนสูงโดยไม่ตรวจสอบ

เรียกดูข่าวอัพเดทเพิ่มเติม: ติดตามความคืบหน้าคดีนี้และเคล็ดลับป้องกันการถูกหลอกลงทุนได้ที่เว็บไซต์ของเรา สมัครรับข่าวสารฟรีวันนี้!

ที่มา – “นานา-เวย์” สู้คดีฉ้อโกง ศาลนัดตรวจหลักฐาน 25 พ.ค.นี้

เปรูประกาศภาวะฉุกเฉินกว่า 700 เขต ฝนถล่ม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 68 ศพ

เปรูประกาศภาวะฉุกเฉินกว่า 700 เขต ฝนถล่ม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 68 ศพ สถานการณ์ภัยพิบัติรุนแรงกำลังสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนชาวเปรูอย่างหนัก หลังจากฝนตกหนักต่อเนื่อง ดินถล่มและน้ำท่วมฉับพลันคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 68 ราย รัฐบาลต้องเร่งมือประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อรับมือกับวิกฤตนี้

เปรูประกาศภาวะฉุกเฉินกว่า 700 เขต ฝนถล่ม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 68 ศพ

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 รัฐบาลเปรูได้ประกาศภาวะฉุกเฉินในกว่า 700 เขตทั่วประเทศ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ ทั้งชายฝั่งแปซิฟิก เทือกเขาแอนดีส และลุ่มน้ำอเมซอน สาเหตุหลักมาจากปรากฏการณ์เอลนีโญชายฝั่ง (El Niño Costero) ที่ทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น ส่งผลให้ฝนตกหนักผิดปกติ ดินถล่มและน้ำท่วมรุนแรง

คำสั่งประกาศภาวะฉุกเฉินนี้ลงนามโดยประธานาธิบดีรักษาการ โฮเซ่ มาเรีย บาลคาซาร์ และเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งจัดสรรงบประมาณให้หน่วยงานท้องถิ่นและภูมิภาค สำหรับซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหาย เช่น สะพาน ถนน ระบบ供水 และไฟฟ้า รวมถึงมาตรการคุ้มครองชีวิตและสุขภาพประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

ผลกระทบรุนแรงจากฝนถล่มและดินถล่มในเปรู

กระทรวงคมนาคมของเปรুরายงานว่า ถนนทั่วประเทศเสียหายแล้วกว่า 931 กิโลเมตร โดยเฉพาะใน 4 ภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เส้นทางเหล่านี้เป็นเส้นทางหลักที่รองรับประชาชนกว่า 500,000 คนต่อสัปดาห์ ทำให้การสัญจรและขนส่งสินค้าต้องหยุดชะงัก สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล

นอกจากนี้ ยอดผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับฝนตกหนักตั้งแต่เดือนธันวาคม 2566 เพิ่มขึ้นเป็น 68 รายแล้ว รายล่าสุดคือพ่อและลูกชายที่ถูกดินถล่มพัดหายไปในแคว้นอาเรกีปา ขณะที่ตำรวจนายหนึ่งในกรุงลิมาเสียชีวิตจากการจมน้ำในแม่น้ำรีมัก ขณะกำลังช่วยเหลือสุนัขที่ติดค้างท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยวกราก เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความกล้าหาญของเจ้าหน้าที่และความสูญเสียที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

  • พื้นที่ประกาศภาวะฉุกเฉิน: กว่า 700 เขต (เกือบครึ่งประเทศ)
  • ความเสียหายหลัก: ถนน 931 กม., สะพาน, ระบบสาธารณูปโภค
  • ผู้เสียชีวิต: 68 ราย (ตั้งแต่ธ.ค. 2566)
  • สาเหตุ: เอลนีโญชายฝั่งจากน้ำทะเลอุ่น
  • ผลกระทบประชาชน: >500,000 คน/สัปดาห์

สถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความสูญเสียทางชีวิตและทรัพย์สิน แต่ยังกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมและการท่องเที่ยวที่พึ่งพาพื้นที่ชายฝั่งและภูเขา รัฐบาลกำลังเร่งระดมกำลังพลและทรัพยากรเพื่อฟื้นฟู แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าปีนี้เอลนีโญอาจรุนแรงยิ่งขึ้น

จากประสบการณ์ภัยพิบัติในอดีตของเปรู เช่น เหตุการณ์เอลนีโญปี 2560 ที่คร่าชีวิตกว่า 100 รายและทำลายบ้านเรือนนับแสนหลัง สอนให้เห็นว่าการเตรียมพร้อมล่วงหน้าเป็นสิ่งสำคัญ เปรูได้พัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าและแผนผังเสี่ยงภัย แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ภัยพิบัติเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น

สำหรับประชาชนทั่วโลก สถานการณ์ เปรูประกาศภาวะฉุกเฉินกว่า 700 เขต ฝนถล่ม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 68 ศพ นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงผลกระทบของภาวะโลกร้อน เราควรติดตามข่าวสารและสนับสนุนการบรรเทาภัยพิบัติ หากคุณสนใจเรื่องภัยธรรมชาติ ลองแชร์ประสบการณ์หรือติดตามอัปเดตจากเราเพื่อเตรียมตัวรับมือในอนาคต

ที่มา – เปรูประกาศภาวะฉุกเฉินกว่า 700 เขต ฝนถล่ม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 68 ศพ

“เสือ ดุสิต” กับพวกมอบตัว ไหว้ขอโทษ รู้สึกผิด

เหตุการณ์ล่าสุดที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลมีเดียทั่วประเทศคือ “เสือ ดุสิต” กับพวกมอบตัว ไหว้ขอโทษ หลังจากก่อเหตุรุมทำร้ายร่างกายชายวัย 53 ปี จนบาดเจ็บสาหัส แฟนหนุ่มชื่อดังในวงการบันเทิงย่านนนทบุรีคนนี้ เดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยสีหน้าเคร่งเครียด พร้อมเพื่อนอีก 2 คน เพื่อรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

“เสือ ดุสิต” กับพวกมอบตัว ไหว้ขอโทษ

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00 น. ที่สถานีตำรวจรัตนาธิเบศร์ นายสัมฤทธิ์ ริมเถื่อน หรือที่รู้จักกันในชื่อ เสือ ดุสิต อายุ 40 ปี พร้อมนายอานนท์ จันสอน หรือบอย อายุ 37 ปี และนายไมตรี แสงฤทธิ์ หรือแมน อายุ 29 ปี ได้เดินทางมามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ พล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผู้บังคับการตำรวจนครบาลนนทบุรี, พ.ต.อ.ศุภชัย ศรีศักดิ์ ผู้กำกับการสืบสวน และ พ.ต.อ.พฤฒ จำรูญศาสน์ ผู้กำกับการสถานีรัตนาธิเบศร์

ทางตำรวจยืนยันชัดเจนว่าจะไม่ให้ประกันตัว และส่งผู้ต้องหาทั้ง 3 คนไปยังศาลจังหวัดนนทบุรีทันที พล.ต.ต.เดชรพี กล่าวว่าผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้บาดเจ็บสาหัส โดยผู้เสียหายนายธนพล เวคะวากยานนท์ อายุ 53 ปี ยังรักษาตัวในอาการวิกฤต รอใบรับรองแพทย์

เสือ ดุสิต รู้สึกผิดหนัก ครอบครัวพังยับ

ในเบื้องต้น “เสือ ดุสิต” กับพวกมอบตัว ไหว้ขอโทษ โดยเสือ ดุสิต ยกมือไหว้ขอโทษเจ้าหน้าที่และประชาชนที่อาจเข้าใจผิด เขายอมรับว่าทำผิดจริง รู้สึกผิดมากจนนอนไม่หลับ กินไม่ได้ หลังเหตุการณ์นี้ครอบครัวแตกสลาย ภรรยาที่ทนมานาน 9 ปี ตัดสินใจเลิกกันแล้ว เสือ ดุสิต ยังท้าทายด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า หากไม่มีหลักฐานว่าผู้เสียหายจับก้นแฟนสาวของตัวเองจริง ก็ยอมให้ประหารชีวิตได้เลย

เขาเล่าว่าพยายามติดต่อผู้เสียหายผ่านคนกลางเพื่อขอโทษ แต่ทางนั้นไม่พร้อมคุย จึงต้องยอมรับสภาพตามกฎหมาย หลังจากนี้สัญญาจะไม่เที่ยวเตร่แล้ว และรับผิดชอบคนเดียว โดยปฏิเสธคำกล่าวหาว่าท้าทายตำรวจหรือขู่ใคร

เวลา 10.00 น. เจ้าหน้าที่นำผู้ต้องหาชี้จุดเกิดเหตุหน้าห้องน้ำร้านอาหารย่านสนามบินน้ำ ซึ่งกล้องวงจรปิดจับภาพชัดเจน เสือ ดุสิต และพรรคพวกสีหน้าเคร่งเครียด ปฏิเสธสัมภาษณ์สื่อ ก่อนถูกควบคุมตัวกลับสถานีเพื่อสอบสวนต่อ

  • ข้อกล่าวหาหลัก: ร่วมกันทำร้ายร่างกายให้บาดเจ็บสาหัส
  • เหตุเกิด: 18 กุมภาพันธ์ 2569
  • ผู้เสียหาย: นายธนพล อายุ 53 ปี อาการสาหัส
  • สาเหตุ: อ้างผู้เสียหายลวนลามแฟนสาว

จากข่าวที่เกี่ยวข้อง เสือ ดุสิต เคยมีฉายา “พระเอกในคราบนักเลง” แต่ครั้งนี้ทำเกินกว่าเหตุ จนภาพลักษณ์พังยับ เหตุการณ์นี้กลายเป็นบทเรียนราคาแพงให้คนดังในวงการบันเทิง

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นให้สังคมถกเถียง เช่น การใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาควรถูกตัดสินอย่างไร การปกป้องคนรักต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย และผลกระทบต่อครอบครัวที่ตามมาแบบไม่คาดคิด ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายชี้ว่าคดีนี้มีโทษจำคุกสูงสุด 15 ปี หากศาลพิพากษาเต็มอัตรา

เหตุการณ์ “เสือ ดุสิต” กับพวกมอบตัว ไหว้ขอโทษ สะท้อนให้เห็นว่าความโกรธชั่ววูบอาจทำลายชีวิตทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคนดังแค่ไหน กฎหมายก็เท่าเทียมกัน คุณคิดว่าควรลงโทษอย่างไรให้เหมาะสม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามอัปเดตคดีนี้กับเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลล่าสุด

ที่มา – “เสือ ดุสิต” กับพวกมอบตัว ไหว้ขอโทษ บอกรู้สึกผิด รับครอบครัวพัง ต้องเลิกเมีย