วัน: 4 มีนาคม 2026

5 เดือนแรก ปีงบ 69 สรรพสามิต จับ 15,827 คดี

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวดีจากภาครัฐที่น่าสนใจมากเลยนะ ในช่วง 5 เดือนแรก ปีงบ 69 กรมสรรพสามิต จับผู้กระทำผิดกฎหมายสรรพสามิต 15,827 คดี ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนถึง 6.57% เลยทีเดียว! คิดค่าปรับจริงไปแล้ว 455.42 ล้านบาท และประมาณการรวมกว่า 1,578.31 ล้านบาท นี่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจริงจังกับการปราบปรามสินค้าละเมิดกฎหมายสรรพสามิตมากแค่ไหน โดยเฉพาะยาสูบที่ครองแชมป์คดีสูงสุด

5 เดือนแรก ปีงบ 69 กรมสรรพสามิต จับผู้กระทำผิดกฎหมายสรรพสามิต 15,827 คดี

จากข้อมูลที่ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ เผยเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 กรมสรรพสามิตได้ขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐบาล ปราบปรามผ่านช่องทางต่างๆ รวมถึงศูนย์ปราบปรามสินค้าออนไลน์ ตั้งแต่ตุลาคม 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569 จับกุมได้ทั้งหมด 15,827 คดี สูงขึ้นชัดเจนจากปีก่อนๆ นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่หมายถึงการปกป้องรายได้ของรัฐ สร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการที่ถูกกฎหมาย และลดความเสี่ยงจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานที่อาจอันตรายต่อสุขภาพประชาชน

สถิติคดีเด่นใน 5 เดือนแรก ปีงบ 69 กรมสรรพสามิต จับผู้กระทำผิดกฎหมายสรรพสามิต 15,827 คดี

มาดูกันว่าคดีไหนบ้างที่ถูกจับมากที่สุด โดยแบ่งตามประเภทสินค้า:

  • ยาสูบ: 9,599 คดี (60.65%) ค่าปรับ 294.50 ล้านบาท ของกลางยาสูบในประเทศ 152,376 ซอง ยาสูบต่างประเทศ 2,368,573 ซอง – นี่แหละตัว-TOP ที่รัฐบาลโฟกัสเพราะกระทบสุขภาพและรายได้รัฐมหาศาล
  • สุรา: 4,720 คดี (29.82%) ค่าปรับ 58.69 ล้านบาท สุราในประเทศ 116,160.500 ลิตร สุราต่างประเทศ 6,442.555 ลิตร
  • น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน: 494 คดี ค่าปรับ 51.31 ล้านบาท ของกลาง 1,264,587 ลิตร
  • รถจักรยานยนต์: 409 คดี ค่าปรับ 8.99 ล้านบาท ของกลาง 983 คัน
  • ไพ่: 137 คดี ค่าปรับ 1.26 ล้านบาท ของกลาง 9,507 สำรับ
  • รถยนต์: 117 คดี ค่าปรับ 15.76 ล้านบาท ของกลาง 276 คัน
  • เครื่องหอมและเครื่องสำอาง: 104 คดี ค่าปรับ 14.46 ล้านบาท ของกลาง 72,260 ขวด หัวน้ำหอม 41,838.294 กิโลกรัม
  • เครื่องดื่ม: 72 คดี ค่าปรับ 1.07 ล้านบาท ของกลาง 40,718.292 ลิตร
  • แบตเตอรี่: 139 คดี ค่าปรับ 8.65 ล้านบาท ของกลาง 123,839 ก้อน
  • ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นเครื่องดื่ม: 11 คดี ค่าปรับ 0.56 ล้านบาท ของกลางเครื่องดื่มผง 733.735 กิโลกรัม เครื่องดื่มเข้มข้น 19,932.280 ลิตร

เห็นตัวเลขแล้วตื่นเต้นแทนเลยใช่มั้ยครับ? การจับกุมเหล่านี้ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่ชายแดน ลักลอบนำเข้า การกระจายสินค้า ไปจนถึงออนไลน์ ภายใต้นโยบาย “ปราบปรามเชิงรุก ยุติวงจรผิดกฎหมาย” ที่ใช้ข้อมูล大数据 (Data Driven Enforcement) พุ่งเป้าไปที่ขบวนการใหญ่ๆ ไม่ใช่แค่ปลายน้ำ แต่ตัดตอนตั้งแต่ต้นน้ำกลางน้ำ

นโยบายปราบปรามของกรมสรรพสามิตที่เข้มข้น

รัฐบาลสั่งการให้กรมสรรพสามิตเดินหน้าต่อเนื่อง เพื่อปกป้องผลประโยชน์รัฐ สร้างความเป็นธรรมทางการค้า และความปลอดภัยสังคม ภารกิจไม่ใช่แค่เก็บภาษี แต่ขจัดสินค้าผิดกฎหมายที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น ยาสูบปลอม สุราปลอม ที่อาจมีสารพิษปนเปื้อน ทำให้ประชาชนเสี่ยงสุขภาพ นอกจากนี้ยังปรับปรุงกฎหมายดึงผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบถูกต้อง ลดช่องโหว่

ในมุมมองผมนะ การที่ 5 เดือนแรก ปีงบ 69 กรมสรรพสามิต จับผู้กระทำผิดกฎหมายสรรพสามิต 15,827 คดี แล้วยังมีแนวโน้มเพิ่ม แสดงว่าระบบเฝ้าระวังดีขึ้นมาก ผู้ประกอบการที่สุจริตควรดีใจเพราะตลาดจะแฟร์ขึ้น ลูกค้าซื้อของปลอดภัยกว่าเดิม

สุดท้ายนี้ ถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการหรือสนใจเรื่องภาษีสรรพสามิต แนะนำให้ติดตามข่าวจากกรมสรรพสามิตอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิประโยชน์หรือหลงผิดกฎหมาย ลองแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้กันด้วยนะครับ แล้วคุณคิดยังไงกับมาตรการนี้ คอมเมนต์มาบอกกัน!

ที่มา – 5 เดือนแรก ปีงบ 69 กรมสรรพสามิต จับผู้กระทำผิดกฎหมายสรรพสามิต 15,827 คดี

“โสภณ” บอก สภาฯ เปิดตั้งรัฐบาลได้เลย พรรคกล้าธรรม?

“โสภณ” บอก สภาฯ เปิดก็ตั้งรัฐบาลได้เลย ไม่รู้มี “พรรคกล้าธรรม” ร่วมหรือไม่ เป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ เมื่อนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรีและ ส.ส. บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ออกมาให้สัมภาษณ์เรื่องการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หลังสภาผู้แทนราษฎรกำลังจะเปิดประชุม สถานการณ์การเมืองกำลังเข้มข้น โดยเฉพาะการนับคะแนนและการรับรอง ส.ส. จาก กกต. ที่ใกล้เสร็จสิ้น

“โสภณ” บอก สภาฯ เปิดก็ตั้งรัฐบาลได้เลย ไม่รู้มี “พรรคกล้าธรรม” ร่วมหรือไม่

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเกี่ยวกับกระแสข่าวที่ชื่อของเขาถูกพูดถึงในตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร เขายอมรับว่าไม่ทราบรายละเอียด แต่ขั้นตอนต่างๆ กำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดย กกต. ได้รับรอง ส.ส. แล้ว รวมถึง ส.ส. บัญชีรายชื่อที่กำลังรายงานตัว ต่อไปเลขาธิการสภาจะแจ้งรัฐบาลเพื่อทูลเกล้าฯ เรียกประชุมสภา และเลือกประธานสภา

ผู้สื่อข่าวถามถึงความเป็นไปได้ในการจัดตั้งรัฐบาลหลังสภาเปิด นายโสภณ ตอบอย่างชัดเจนว่า สภาฯ เปิดก็ตั้งรัฐบาลได้เลย แต่ต้องดูกระแสโลกด้วย ซึ่งสะท้อนถึงมุมมองที่คำนึงถึงสถานการณ์ระหว่างประเทศ เมื่อถูกถามถึงตัวเลขเสียงพรรคร่วมรัฐบาลที่ 293 เสียงเพียงพอหรือไม่ เขาตอบว่าไม่ทราบรายละเอียด ส่วนคำถามสำคัญเรื่องการรวม “พรรคกล้าธรรม” (กธ.) เขาก็ย้ำว่า ไม่รู้ และยืนยันว่าทำงานร่วมกับทุกพรรคได้ หากได้เป็นประธานสภา

กระแสข่าว “มนพร” จ่อรองประธานสภา

นอกจากนี้ ยังมีข่าวว่าพรรคเพื่อไทยจะเสนอนางมนพร เจริญศรี ส.ส. นครพนม รองหัวหน้าพรรค เป็นรองประธานสภาฯ ในโควตาของพรรค นายโสภณ มองว่าเป็นเรื่องภายในพรรคเพื่อไทย แต่ย้ำว่าทำงานร่วมกันได้ทุกคน โดยเฉพาะหากตัวเขาได้ตำแหน่งประธานสภา สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงการเจรจาที่เข้มข้นระหว่างพรรคใหญ่ๆ เพื่อจัดสรรตำแหน่งสำคัญ

  • ขั้นตอนการรับรอง ส.ส. เสร็จสิ้นจาก กกต.
  • สภาฯ เปิดประชุมและเลือกประธานทันที
  • ตัวเลขเสียง 293 เสียงเพียงพอตั้งรัฐบาลหรือไม่?
  • บทบาทพรรคกล้าธรรมในการรวมพรรครัฐบาล
  • โอกาสนายโสภณนั่งประธานสภา

สถานการณ์การเมืองไทยหลังเลือกตั้งกำลังเข้าสู่โหมดจัดตั้งรัฐบาลอย่างรวดเร็ว พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคอื่นๆ กำลังเคลื่อนไหวเพื่อรวมเสียงให้ได้มากที่สุด การที่นายโสภณ ย้ำถึง “กระแสโลก” แสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจต้องคำนึงถึงปัจจัยภายนอก เช่น เศรษฐกิจโลก สงครามการค้า หรือสถานการณ์ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอาจส่งผลต่อนโยบายรัฐบาลใหม่

สำหรับพรรคกล้าธรรมที่ถูกถามถึง นับเป็นพรรคใหม่ที่อาจมีบทบาทในสมการการเมือง หากเข้าร่วมรัฐบาลจะช่วยเสริมจำนวนเสียงให้มั่นคงยิ่งขึ้น แต่ตัวแทนพรรคภูมิใจไทยยังไม่ยืนยัน ทำให้เกิดการคาดเดาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ กระแสชื่อ “มนพร เจริญศรี” ในตำแหน่งรองประธานสภา ก็เป็นจุดที่น่าจับตา เพราะจะสะท้อนถึงอิทธิพลของพรรคเพื่อไทยในสภา

โดยรวมแล้ว การสัมภาษณ์ของนายโสภณ สร้างความหวังว่ารัฐบาลใหม่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ หลังสภาเปิด แต่ยังมีหลายปริศนาที่รอคำตอบ เช่น การรวมพรรคเล็กๆ และการจัดสรรเก้าอี้สำคัญ ผู้ติดตามการเมืองควรจับตาการประชุมสภาครั้งแรกอย่างใกล้ชิด

ความเห็นส่วนตัว: การตั้งรัฐบาลที่รวดเร็วจะช่วยให้ไทยก้าวผ่านวิกฤตเศรษฐกิจได้ทันเวลา แต่ต้องระวังการเมืองแบบเก่าๆ ที่อาจทำให้เกิดความขัดแย้ง ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด!

ที่มา – “โสภณ” บอก สภาฯ เปิดก็ตั้งรัฐบาลได้เลย ไม่รู้มี “พรรคกล้าธรรม” ร่วมหรือไม่

ทรัมป์-รูบิโอ ให้ข้อมูลขัดแย้ง ปมส่งทัพถล่มอิหร่าน

ทรัมป์-รูบิโอ ให้ข้อมูลขัดแย้ง กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองสหรัฐฯ เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ มีมุมมองต่างกันเกี่ยวกับเหตุผลที่สั่งให้กองทัพสหรัฐฯ เข้าศึกถล่มอิหร่านเคียงข้างอิสราเอล สร้างความสับสนให้ประชาชนและนักการเมืองฝ่ายต่างๆ

ทรัมป์-รูบิโอ ให้ข้อมูลขัดแย้ง ปมตัดสินใจส่งกองทัพ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยรูบิโอให้ข้อมูลเมื่อวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม ว่า สหรัฐฯ ต้องชิงโจมตีก่อน เพราะทราบว่าอิสราเอลมีแผนโจมตีอยู่แล้ว และหากปล่อยให้อิหร่านตอบโต้ จะทำให้กองกำลังอเมริกันสูญเสียมากกว่าเดิม “เราต้องป้องกันไม่ให้อิหร่านโจมตีกองทัพเราก่อน” รูบิโอย้ำ

ทรัมป์โต้กลับข้อมูลขัดแย้งของรูบิโอ

แต่เพียงวันถัดมา วันที่ 3 มีนาคม ทรัมป์กลับให้ภาพที่ต่างออกไประหว่างพบปะนายกฯ เยอรมนีที่ห้องรูปไข่ เขาปฏิเสธว่าอิสราเอลเป็นฝ่ายกดดัน แต่ยืนยันว่าเป็นความเชื่อส่วนตัวของเขาว่า “อิหร่านกำลังจะโจมตีเราก่อน ถ้าเราไม่ทำ พวกเขาก็ทำอยู่ดี” ทรัมป์ยังแซวว่าตัวเขาเองอาจเป็นฝ่ายกดดันอิสราเอลด้วยซ้ำ ทำให้เกิดคำถามใหญ่ ทรัมป์-รูบิโอ ให้ข้อมูลขัดแย้ง จริงหรือไม่ และใครพูดจริง

ความขัดแย้งนี้จุดชนวนวิพากษ์จากทั้งพรรคเดโมแครตที่มองว่าเป็น “สงครามที่เลือกเอง” และกลุ่มอนุรักษนิยมที่เคยหนุนทรัมป์ เช่น แมตต์ วอลช์ ที่ตั้งคำถามว่าสหรัฐฯ ถูกอิสราเอลจูงจมูกหรือเปล่า ขณะที่เมจิน เคลลี่ บอกว่ารัฐบาลควรดูแลคนอเมริกัน ไม่ใช่เข้าไปยุ่งเรื่องอิสราเอล-อิหร่าน

พื้นหลังปมตัดสินใจส่งกองทัพสหรัฐฯ เปิดศึกถล่มอิหร่าน

ก่อนหน้าการโจมตี สตีฟ วิตคอฟฟ์ และจาเร็ด คุชเนอร์ พยายามเจรจาที่นครเจนีวาเพื่อให้อิหร่านหยุดเสริมสมรรถนะยูเรเนียม แต่ฝั่งอิหร่านกลับขู่เพิ่มระดับ ทำให้สหรัฐมองว่าเป็นการยื้อเวลาเพื่อนิวเคลียร์ แม้จะมีโอกาสทำข้อตกลงคล้าย JCPOA สมัยโอบามา แต่ทรัมป์เลือกโจมตีทันที

  • ข้อเท็จจริงสำคัญ: อิหร่านยืนกรานว่าไม่ยั่วยุ แต่ถูกโจมตีโดยปราศจากเหตุผล
  • สงครามทางอากาศดำเนินถึงวันที่ 4 แล้ว สหรัฐฯ ทำ Damage Control เพื่อรักษาความเชื่อมั่น
  • นักวิเคราะห์ชี้ว่านโยบาย “America First” ของทรัมป์ถูกทดสอบหนัก

ทรัมป์-รูบิโอ ให้ข้อมูลขัดแย้ง สะท้อนความซับซ้อนในการเมืองต่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์อิหร่านที่รุมเร้าสหรัฐมานาน อิสราเอลมองอิหร่านเป็นภัยคุกคามใหญ่ ขณะที่สหรัฐพยายามหลีกเลี่ยงสงครามเต็มรูปแบบ แต่สถานการณ์บานปลายเร็วเกินคาด

ผลกระทบและปฏิกิริยาจากนานาชาติ

นอกจากในสหรัฐฯ แล้ว ชาติมหาอำนาจอย่างเยอรมนี จีน รัสเซีย ต่างจับตาใกล้ชิด เยอรมนีเรียกร้องให้เจรจา ขณะที่รัสเซียประณามสหรัฐฯ เป็นผู้รุกราน การขัดแย้งภายในรัฐบาลทรัมป์อาจทำให้พันธมิตรลังเลในการหนุน สงครามนี้อาจยืดเยื้อหากไม่มีการหยุดยิง

จากประสบการณ์ในตะวันออกกลาง สหรัฐฯ เคยเจอปัญหาคล้ายๆ กันในอิรัก อัฟกานิสถาน ทำให้ประชาชนอเมริกันเบื่อสงคราม ทรัมป์ที่หาเสียงด้วยสัญญาสิ้นสุดสงคราม endless wars กลับถูกวิจารณ์หนัก สถานการณ์ปัจจุบัน ทำเนียบขาวเร่งชี้แจงเพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตภายใน

ในมุมมองผู้เขียน ทรัมป์-รูบิโอ ให้ข้อมูลขัดแย้ง นี้เป็นสัญญาณเตือนว่าการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ต้องโปร่งใส มิเช่นนั้นจะเสียความน่าเชื่อถือทั้งในและนอกประเทศ สงครามกับอิหร่านอาจกลายเป็นหายนะถ้าไม่จัดการดี คุณคิดว่าสหรัฐฯ ควรถอนทัพหรือสู้ต่อ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ!

ที่มา – “ทรัมป์-รูบิโอ” ให้ข้อมูลขัดแย้ง ปมตัดสินใจส่งกองทัพสหรัฐฯ เปิดศึกถล่มอิหร่าน

นายกฯ ย้ำ 2 รอบไม่มีกักตุนน้ำมัน หลังอิหร่านปิดฮอร์มุซ

สถานการณ์โลกตึงเครียดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังสร้างความกังวลให้ประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะเรื่องราคาน้ำมันที่อาจพุ่งสูงขึ้นหลังจากอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลก แต่ นายกฯ ย้ำ 2 รอบไม่มีประชาชนกักตุนน้ำมัน หลัง “อิหร่าน” ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ชัดเจนแล้วนะครับ

นายกฯ ย้ำ 2 รอบไม่มีประชาชนกักตุนน้ำมัน หลัง “อิหร่าน” ปิดช่องแคบฮอร์มุซ

วันที่ 4 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่เมืองทองธานี หลังเป็นประธานเปิดการประชุมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวว่าประชาชนเริ่มกักตุนน้ำมันเพราะกลัวราคาแพงจากเหตุอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ นายกฯ ตอบสั้นๆ ว่า “ไม่มีครับ” ไม่ตอบเรื่องตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน แล้วเดินขึ้นรถไปประชุมต่อที่ ปปง.

ต่อมา เวลา 10.15 น. ที่สำนักงาน ปปง. ถนนพญาไท ผู้สื่อข่าวถามย้ำอีกครั้งเรื่องประชาชนแห่เติมน้ำมันกักตุน นายอนุทินยังย้ำคำเดิม “ไม่มีครับ” แสดงถึงความมั่นใจว่าระบบน้ำมันในไทยยังปกติ ไม่มีปัญหาการกักตุน

ช่องแคบฮอร์มุซคืออะไร ทำไมสำคัญต่อน้ำมันโลก?

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นคอคอดที่เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน กว้างแค่ 33 กม. แต่ขนส่งน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก หรือวันละ 21 ล้านบาร์เรล ถ้าปิดจริงจะกระทบหนัก โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างไทยที่พึ่งพาการนำเข้าถึง 80% ช่องแคบนี้ผ่านน้ำมันจากซาอุฯ อิรัก UAE ส่งไปยุโรป เอเชีย ถ้าปิดราคาน้ำมันโลกอาจทะยานสู่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลทันที สร้างแรงกดดันเงินเฟ้อทั่วโลก

สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางกระทบไทยอย่างไร?

ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ฮามาส ลุกลามมาถึงอิหร่านที่ขู่ปิดช่องแคบตอบโต้ ทำให้ราคาน้ำมัน Brent พุ่งขึ้น 5% ในวันเดียว ไทยเผชิญความเสี่ยงเพราะนำเข้าน้ำมัน 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน รัฐบาลมีน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ 45 วัน สามารถรับมือได้ แต่ถ้ายืดเยื้ออาจต้องปรับราคา

ผลกระทบที่อาจเกิดกับราคาน้ำมันในไทย

แม้นายกฯ จะย้ำว่า นายกฯ ย้ำ 2 รอบไม่มีประชาชนกักตุนน้ำมัน หลัง “อิหร่าน” ปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่เรามาดูผลกระทบที่เป็นไปได้กันครับ

  • ราคาน้ำมันดีเซลและเบนซิน: อาจขึ้น 5-10 บาทต่อลิตร หากช่องแคบปิดนาน
  • ค่าขนส่ง: สินค้าอุปโภคบริโภคแพงขึ้น ส่งผลต่อค่าครองชีพ
  • เศรษฐกิจ: GDP ไทยอาจชะลอตัว 0.5-1% หากน้ำมันแพงต่อเนื่อง
  • น้ำมันสำรอง: รัฐมีสต็อกพอ แต่ต้องบริหารดี

คำแนะนำสำหรับประชาชน อย่าตื่นตระหนก

จากคำยืนยันของนายกฯ เราไม่ควรกักตุนน้ำมัน เพราะจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ รัฐบาลกำลังติดตามใกล้ชิดและมีแผนสำรอง ลองทำตามนี้แทนครับ

  • ตรวจสอบรถยนต์ให้พร้อม เพื่อประหยัดน้ำมัน
  • ใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น
  • ติดตามข่าวจากแหล่ง官方 เช่น PTT, Bangchak
  • สนับสนุนพลังงานทางเลือกอย่างไฟฟ้า EV

ในมุมมองของผม คำย้ำของนายกฯ แสดงว่ารัฐบาลควบคุมสถานการณ์ได้ดี ประชาชนไทยใจเย็นกันหน่อยครับ ไม่ต้องแห่ซื้อกักตุนเด็ดขาด เพราะยิ่งตื่นตระหนกยิ่งเสียหาย สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซอาจคลี่คลายหากการเจรจาสำเร็จ

CTA: คุณกังวลเรื่องราคาน้ำมันไหม? คิดว่ารัฐบาลรับมือได้หรือยัง? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้กันครับ เพื่อไม่ให้เกิดการกักตุนโดยไม่จำเป็น!

ที่มา – นายกฯ ย้ำ 2 รอบไม่มีประชาชนกักตุนน้ำมัน หลัง “อิหร่าน” ปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ผู้ประกอบการรถโดยสารวอนรัฐคุมราคาน้ำมันสงคราม

ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ผู้ประกอบการรถโดยสารวอนรัฐคุมราคาน้ำมัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนหลักที่คิดเป็น 35-40% ของการดำเนินธุรกิจ หากไม่ได้รับการช่วยเหลือ อาจต้องลดจำนวนเที่ยววิ่ง ส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารทั่วไป

ผู้ประกอบการรถโดยสาร วอนรัฐคุมราคาน้ำมัน

วันที่ 4 มีนาคม 2569 นายชัยวัฒน์ วงศ์เบญจรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นครชัย 21 จำกัด และรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท นครชัยทัวร์ จำกัด ได้ออกมาเปิดเผยถึงปัญหาที่ผู้ประกอบการรถโดยสารกำลังเผชิญ จากราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับขึ้นลิตรละ 4-5 บาท ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันผันผวน ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10% ซึ่งถือเป็นภาระหนักสำหรับอุตสาหกรรมนี้

ปกติแล้ว ต้นทุนการประกอบการรถโดยสารก็สูงกว่าค่าโดยสารที่เรียกเก็บจากผู้โดยสารอยู่แล้ว โดยผู้ประกอบการต้องแบกรับราคาน้ำมันในอัตราที่เท่ากับประชาชนทั่วไป ไม่มีสิทธิพิเศษใดๆ หากราคายังคงปรับขึ้นต่อเนื่อง ผู้ประกอบการจะต้องสำรวจจำนวนเที่ยววิ่งทั้งหมด เพื่อเสนอต่อกรมการขนส่งทางบก ขอปรับลดเที่ยวให้สอดคล้องกับต้นทุนที่สูงขึ้น

ผลกระทบต่อผู้ประกอบการรถโดยสาร วอนรัฐคุมราคาน้ำมัน

น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนหลักที่ใหญ่ที่สุดในการดำเนินธุรกิจรถโดยสารประจำทาง เมื่อราคาพุ่งขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อกำไรและความสามารถในการแข่งขัน หากต้องลดเที่ยววิ่ง จะทำให้ผู้โดยสารจำนวนมากได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในเส้นทางสายหลักอย่างนครราชสีมา-กรุงเทพฯ หรือเส้นทางเหนือ-อีสาน ผู้โดยสารอาจต้องรอคิวนานขึ้น หรือหันไปใช้วิธีการเดินทางอื่นที่แพงกว่า

  • ต้นทุนน้ำมันเพิ่ม 10% จากราคาขึ้นล่าสุด
  • อาจลดเที่ยววิ่งหากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย
  • ไม่มีมาตรการ补贴ราคาน้ำมันสำหรับผู้ประกอบการ

บริษัท นครชัย 21 จำกัด ให้บริการเส้นทางนครราชสีมา-กรุงเทพฯ วันละ 58 เที่ยวทั้งขาไปและขากลับ ขณะที่บริษัท นครชัยทัวร์ จำกัด ครอบคลุมเส้นทางเหนือ อีสาน และภาคกลาง เช่น นครราชสีมา-เชียงใหม่, นครราชสีมา-แม่สาย, นครราชสีมา-มุกดาหาร และนครราชสีมา-นครสวรรค์ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญที่ประชาชนพึ่งพา

ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐจากผู้ประกอบการ

ผู้ประกอบการรถโดยสารวอนรัฐคุมราคาน้ำมัน โดยเสนอให้มีมาตรการเฉพาะสำหรับกลุ่มรถโดยสาร เช่น ควบคุมราคาน้ำมันให้กับผู้ประกอบการโดยตรง หรือปรับลดภาษีนำเข้าอุปกรณ์อะไหล่รถโดยสาร เพื่อลดต้นทุนโดยรวม นอกจากนี้ ยังควรพิจารณาปรับค่าโดยสารให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง เพื่อความยั่งยืนของธุรกิจ

สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความเปราะบางของระบบขนส่งสาธารณะต่อปัจจัยภายนอก หากรัฐบาลสามารถแทรกแซงได้ทันท่วงที จะช่วยรักษาบริการเดินทางราคาประหยัดให้กับประชาชนได้

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางเป็นเครื่องเตือนใจว่ารัฐควรมีกองทุนสำรองน้ำมันหรือนโยบายพลังงานทางเลือก เช่น ส่งเสริมรถโดยสารไฟฟ้า เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าในอนาคต นี่คือโอกาสให้ภาครัฐและผู้ประกอบการร่วมมือกัน สร้างความมั่นคงให้ระบบขนส่ง

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ หรือติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและขนส่งเพิ่มเติมจากเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ผู้ประกอบการรถโดยสาร วอนรัฐคุมราคา “น้ำมัน” หลังปรับขึ้นราคาจากสถานการณ์สงคราม

อิหร่านถล่ม 3 ศูนย์ข้อมูล Amazon ตะวันออกกลาง

เหตุการณ์ร้อนระอุในตะวันออกกลาง เมื่ออิหร่านถล่ม 3 ศูนย์เก็บข้อมูลของ Amazon ในตะวันออกกลาง ธุรกิจเสียหายรุนแรง ทำให้วงการคลาวด์คอมพิวติ้งสะเทือนไปทั้งภูมิภาค เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวการเมือง แต่กระทบตรงต่อธุรกิจ รัฐบาล และสถาบันการศึกษาที่พึ่งพาบริการของ Amazon Web Services (AWS) มาดูกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น และ Amazon จัดการอย่างไร

อิหร่านถล่ม 3 ศูนย์เก็บข้อมูลของ Amazon ในตะวันออกกลาง ธุรกิจเสียหายรุนแรง

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ที่ผ่านมา อิหร่านได้ใช้โดรนโจมตีศูนย์ข้อมูลสำคัญของ Amazon สูงถึง 3 แห่ง โดย 2 แห่งอยู่ในใจกลางสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และอีก 1 แห่งในบาห์เรน ศูนย์เหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจดิจิทัลในภูมิภาคที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นรุนแรงมาก เจ้าหน้าที่ Amazon ยืนยันว่าอาคารเก็บข้อมูลพังยับเยิน ระบบไฟฟ้าภายในหยุดชะงัก บางแห่งยังเกิดเพลิงไหม้หลังถูกโจมตี ส่งผลให้การดำเนินงานหยุดชะงักทันที สร้างความตื่นตระหนกให้กับลูกค้าที่ใช้บริการ โดยเฉพาะภาครัฐ มหาวิทยาลัย และบริษัทขนาดใหญ่ที่เก็บข้อมูลสำคัญไว้ที่นี่

ผลกระทบจากการอิหร่านถล่ม 3 ศูนย์เก็บข้อมูลของ Amazon ในตะวันออกกลาง

นอกจากความเสียหายทางกายภาพแล้ว เหตุการณ์นี้ยังสั่นคลอนความเชื่อมั่นในระบบคลาวด์ของ Amazon อย่างหนัก ลูกค้าหลายรายเริ่มกังวลว่าข้อมูลของตัวเองอาจสูญหาย หากเกิดการโจมตีแบบนี้ซ้ำๆ ธุรกิจในตะวันออกกลางที่กำลังบูมด้านดิจิทัล อาจชะลอการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

  • ความเสียหายโครงสร้าง: อาคารศูนย์ข้อมูลเสียหายหนัก ต้องใช้เวลาซ่อมแซมหลายเดือน
  • ระบบไฟฟ้าและน้ำ: ไฟดับสนิท ส่งผลให้เซิร์ฟเวอร์หยุดทำงานชั่วคราว
  • ไฟไหม้: บางจุดลุกลาม ทีมดับเพลิงต้องเข้าควบคุม
  • ผลกระทบทางธุรกิจ: ลูกค้าขนาดใหญ่หยุดใช้บริการชั่วคราว สูญเสียรายได้มหาศาล

อย่างไรก็ตาม Amazon รีบออกมาให้ข้อมูลว่า ไม่มีข้อมูลลูกค้าสูญหาย เนื่องจากมีศูนย์สำรองใกล้เคียงที่ทำหน้าที่备份ข้อมูลแบบเรียลไทม์ แต่ถ้าเกิดการโจมตีหลายจุดพร้อมกันในอนาคต อาจกลายเป็นวิกฤตใหญ่ได้

การตอบสนองของ Amazon หลังอิหร่านถล่ม 3 ศูนย์เก็บข้อมูล

Amazon Web Services ไม่นิ่งนอนใจ โดยยืนยันว่าทุกศูนย์ข้อมูลมีระบบสำรองครบครัน ไม่ว่าจะเป็น

  • เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองและแบตเตอรี่ UPS
  • ระบบน้ำหล่อเย็นสำรอง
  • การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตหลายเส้นทาง
  • ศูนย์ข้อมูลกระจายตัวเพื่อป้องกัน single point of failure

ทีม IT ของ Amazon สามารถโอนย้ายข้อมูลไปยังศูนย์อื่นได้อย่างรวดเร็ว ทำให้บริการไม่สะดุด นอกจากนี้ บริษัทยังเน้นย้ำถึงระบบรักษาความปลอดภัยทางกายภาพที่เข้มงวด เช่น กล้องวงจรปิด รั้วกั้น และทีมรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง แม้ในสถานการณ์ตึงเครียดแบบนี้ Amazon ก็ยืนยันว่าการดำเนินงานโปร่งใสและพร้อมสร้างความเชื่อมั่นกลับคืน

เหตุการณ์นี้ยังจุดประกายให้อุตสาหกรรมคลาวด์ทบทวนกลยุทธ์ความปลอดภัย โดยเฉพาะในภูมิภาคที่มีความขัดแย้งทางการเมืองสูง บริษัทอย่าง Google Cloud และ Microsoft Azure อาจได้เปรียบ หากลูกค้าเริ่มกระจายความเสี่ยง

บทเรียนจากเหตุการณ์อิหร่านถล่ม 3 ศูนย์เก็บข้อมูลของ Amazon ในตะวันออกกลาง ธุรกิจเสียหายรุนแรง

จากประสบการณ์นี้ ธุรกิจควรพิจารณาการใช้ multi-cloud หรือ hybrid cloud เพื่อลดความเสี่ยง นอกจากนี้ การลงทุนใน cybersecurity และ physical security ก็สำคัญไม่แพ้กัน ในยุคที่สงครามไซเบอร์ผสมโรงกับสงครามจริงแบบนี้ ความปลอดภัยข้อมูลคือหัวใจของธุรกิจดิจิทัล

สุดท้าย เหตุการณ์อิหร่านถล่ม 3 ศูนย์เก็บข้อมูลของ Amazon ในตะวันออกกลาง ธุรกิจเสียหายรุนแรง เป็นเครื่องเตือนใจว่าคลาวด์ไม่ใช่ invincible ธุรกิจไทยที่ใช้บริการ AWS ก็ควรตรวจสอบแผนสำรองของตัวเองให้ดี คุณคิดว่าอนาคตของคลาวด์ในตะวันออกกลางจะเป็นอย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตจากเรา!

ที่มา – อิหร่านถล่ม 3 ศูนย์เก็บข้อมูลของ Amazon ในตะวันออกกลาง ธุรกิจเสียหายรุนแรง

รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาคดีอาญา สูงสุด 3 แสนบาท มีผลแล้ว

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกทุกท่าน! วันนี้มีข่าวดีจากรัฐบาลที่เพิ่งมีผลบังคับใช้มาบอกกันครับ นั่นคือ รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาคดีอาญา สูงสุด 3 แสนบาท สำหรับผู้เสียหายในคดีอาญาและจำเลยที่ศาลพิพากษายกฟ้องแล้ว มาตรการนี้จะช่วยให้ทุกคนได้รับการชดเชยที่เป็นธรรมมากขึ้น สอดคล้องกับค่าครองชีพและสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ใครที่เคยเจอเรื่องแบบนี้หรือกลัวว่าจะเจอ ต้องอ่านให้จบเลยนะครับ

รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาคดีอาญา สูงสุด 3 แสนบาท

รองโฆษกรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2567 ว่า ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ กฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2567 เป็นต้นไป การปรับปรุงครั้งนี้เกิดจากความจำเป็นต้องอัปเดตอัตราเยียวยาให้ทันสมัย เพราะเดิมเงินชดเชยน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายจริงในสังคมไทยทุกวันนี้

ไม่ว่าจะเป็นผู้เสียหายที่ถูกละเมิดสิทธิ หรือจำเลยที่ถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรมแต่สุดท้ายศาลยกฟ้อง ตอนนี้รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาให้สูงขึ้นหลายเท่า เพื่อลดภาระและสร้างความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม มาดูรายละเอียดกันแบบชัดๆ เลยครับ

รายละเอียดรัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาคดีอาญา สูงสุด 3 แสนบาท สำหรับผู้เสียหาย

สำหรับ ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นฝ่ายที่ได้รับความเสียหายจากอาชญากรรม มีการปรับเพิ่มดังนี้

  • กรณีผู้เสียหายถึงแก่ความตาย: จากเดิม 30,000-100,000 บาท ปรับเป็น สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท โดยรวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไว้ในวงเงินเดียว ทำให้ครอบครัวผู้เสียหายได้รับการช่วยเหลือแบบครบวงจร
  • กรณีผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย:
  • ค่ารักษาพยาบาล: เพิ่มเป็นไม่เกิน 80,000 บาท (จ่ายตามจริง ไม่เกินเพดาน)
  • ค่าฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ: เพิ่มเป็นไม่เกิน 50,000 บาท
  • ค่าเสียหายอื่นๆ ทางร่างกายหรือจิตใจ: เพิ่มเป็นไม่เกิน 100,000 บาท
  • กรณีสูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพ: กำหนดใหม่ สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท

รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาคดีอาญา สูงสุด 3 แสนบาท สำหรับจำเลยที่ได้รับการยกฟ้อง

ส่วน จำเลย ที่ถูกดำเนินคดีแต่ศาลพิพากษาว่าไม่ผิด หรือยกฟ้อง ก็ได้รับการคุ้มครองเพิ่มเช่นกัน

  • กรณีจำเลยถึงแก่ความตายจากการถูกดำเนินคดี: ปรับเพดานเป็นสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท
  • กรณีจำเลยไม่ถึงแก่ความตาย:
  • ค่ารักษาพยาบาล: ไม่เกิน 80,000 บาท (จ่ายตามจริง)
  • ค่าฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ: ไม่เกิน 50,000 บาท
  • ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี: ไม่เกิน 30,000 บาท (เช่น ค่าทนาย ค่าเดินทาง)

นอกจากเพิ่มเงินแล้ว ยังปรับปรุงกระบวนการให้คล่องตัว ลดขั้นตอนยุ่งยาก เพื่อให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินเยียวยาได้เร็วขึ้น รองโฆษกฯ ระบุว่ามาตรการนี้สะท้อนความเสียหายจริง ลดช่องว่างระหว่างกฎหมายกับชีวิตจริงของประชาชน

ทำไมมาตรการนี้ถึงสำคัญมาก? ลองคิดดูครับ ในคดีอาญา ผู้เสียหายอาจต้องเสียค่ารักษา ค่าฝังศพ หรือสูญเสียรายได้ไปนานๆ ขณะที่จำเลยที่บริสุทธิ์อาจต้องเสียเวลา เงินทองไปกับการสู้คดีเป็นปีๆ เดิมเงินเยียวยาแค่หลักหมื่น ไม่พอปิดบาดแผล แต่ตอนนี้สูงสุด 3 แสนบาท ช่วยให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ง่ายขึ้น สร้างความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมไทย

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณถูกทำร้ายจนพิการ ค่ารักษา+ฟื้นฟูอาจเกินแสน ตอนนี้ได้ชดเชยเต็มที่ หรือจำเลยที่ถูกจับโดยไม่มีหลักฐานชัด แต่ต่อมาถูกยกฟ้อง ก็ได้ค่าทนายคืนบางส่วน ช่วยลดความอยุติธรรมทางสังคม

พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายฯ พ.ศ. 2544 เดิมทีมีไว้คุ้มครอง แต่ไม่เคยปรับปรุงนาน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญ ถ้าคุณหรือคนใกล้ตัวเคยเจอคดีแบบนี้ สามารถยื่นขอได้ที่สำนักงานคณะกรรมการยุติธรรมกระบวนการทางอาญา (สคย.) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แค่เตรียมเอกสารคำพิพากษา ใบเสร็จค่าใช้จ่าย ก็ขอได้ครับ

ในมุมมองผม นี่คือสัญญาณว่ารัฐบาลใส่ใจสิทธิพลเมืองจริงจัง ช่วยเสริมภาพลักษณ์กระบวนการยุติธรรมให้ทันสมัย หากเทียบกับต่างประเทศอย่างสหรัฐฯ หรือยุโรป ที่มีกองทุนเยียวยาผู้เสียหายจากอาชญากรรมมูลค่าสูง ไทยเราก็กำลังตามทันแล้ว

สุดท้าย ถ้าคุณมีประสบการณ์เกี่ยวกับคดีอาญาหรือคำถามเรื่องการขอเงินเยียวยา คอมเมนต์มาพูดคุยกันด้านล่างได้เลยนะครับ! อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ และครอบครัว เพื่อให้ทุกคนรู้สิทธิตัวเอง ติดตามบล็อกเราเพื่อข่าวกฎหมายอัปเดตต่อไปครับ

ที่มา – รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยา ผู้เสียหาย–จำเลยในคดีอาญาที่ยกฟ้อง สูงสุดถึง 3 แสนบาท มีผลใช้บังคับแล้ว

ยุโรปเร่งอพยพพลเมืองออกจากตะวันออกกลาง หลังสงครามรุนแรง

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังตึงเครียดสุดขีด เมื่อ ยุโรปเร่งอพยพพลเมืองออกจากตะวันออกกลาง หลังจากสงครามระหว่างอิสราเอลและสหรัฐฯ กับอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว น่านฟ้าหลายพื้นที่ถูกปิดกั้น ส่งผลให้พลเมืองยุโรปจำนวนมากติดค้างอยู่ในภูมิภาคนี้ รัฐบาลหลายประเทศในยุโรปจึงรีบประสานงานกับสายการบินและทางการท้องถิ่นเพื่อช่วยเหลือให้ประชาชนของตนเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย

ยุโรปเร่งอพยพพลเมืองออกจากตะวันออกกลาง ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยกระดับ

ความขัดแย้งครั้งนี้เริ่มต้นจากความตึงเครียดระหว่างอิสราเอล สหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งลุกลามจนกระทบต่อความมั่นคงในภูมิภาคทั้งหมด ชาวยุโรปที่กำลังท่องเที่ยว ทำงาน หรือศึกษาอยู่ในตะวันออกกลางต่างตกอยู่ในความเสี่ยง รัฐบาลยุโรปจึงไม่รอช้า ประกาศมาตรการอพยพด่วนเพื่อปกป้องชีวิตประชาชน โดยเน้นกลุ่มผู้เปราะบางอย่างเด็ก ผู้สูงอายุ และครอบครัวเป็นลำดับแรก

สหราชอาณาจักรเพิ่มเที่ยวบินเช่าเหมาลำช่วยเหลือ

รัฐบาลสหราชอาณาจักรนำโดยนางอีเว็ตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศ กำลังประสานงานกับสายการบินต่างๆ เพื่อเพิ่มเที่ยวบินอพยพ เที่ยวบินพาณิชย์บางส่วนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เริ่มกลับมาให้บริการแล้ว ขณะที่เครื่องบินเช่าเหมาลำจากโอมานถูกจัดเตรียมไว้ โดยให้ความสำคัญกับผู้ที่มีความเปราะบางก่อน นอกจากนี้ ยังมีการติดต่อทางการท้องถิ่นเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง

ฝรั่งเศสเตรียมเที่ยวบินแรก 2 ลำในวันอังคาร

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ประกาศว่า ประเทศของเขาจะเริ่มอพยพพลเมืองออกจากตะวันออกกลางทันที โดยมีเที่ยวบินแรก 2 เที่ยวในช่วงเย็นวันอังคาร ชาวฝรั่งเศสประมาณ 400,000 คนอาศัยอยู่ในภูมิภาคนี้ ทำให้ภารกิจนี้เป็นความท้าทายครั้งใหญ่ ฝรั่งเศสกำลังใช้ทุกช่องทางทั้งพาณิชย์และเช่าเหมาลำเพื่อเร่งดึงคนของตนกลับ

อิตาลีจัดเที่ยวบินพิเศษจากโอมานและอาบูดาบี

กระทรวงการต่างประเทศไทยอิตาลีเปิดเผยว่า ได้จัดเที่ยวบินพาณิชย์พิเศษ 2 เที่ยวจากโอมานสู่นครโรม รองรับผู้โดยสารราว 300 คน และอีก 1 เที่ยวจากอาบูดาบีรับราว 200 คน รวมถึงนักเรียนจากโครงการ World Students’ Connection ในดูไบ เที่ยวบินเพิ่มจากมัสกัตมีกำหนดในวันพุธ แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วในการตอบสนอง

สาธารณรัฐเช็กใช้เครื่องบินทหารอพยพ

สาธารณรัฐเช็กส่งเครื่องบินแอร์บัสของกองทัพจากจอร์แดน ลำแรกลงจอดที่กรุงปรากแล้ว รองรับผู้โดยสาร 40 คน และคาดมีอีก 2 ลำในวันเดียวกัน นายซเดเน็ก วิคโตริน หนึ่งในผู้โดยสาร เล่าว่าเขารู้สึกสับสนกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงกะทันหัน จากการเจรจาที่ดูดีกลายเป็นสงครามในชั่วพริบตา

นอกจากประเทศเหล่านี้ ยังมีเยอรมนี สเปน และเนเธอร์แลนด์ที่กำลังเตรียมมาตรการคล้ายกัน สงครามครั้งนี้ไม่เพียงกระทบพลเมืองยุโรปเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก โดยราคาน้ำมันพุ่งสูงและห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก

  • ผลกระทบหลัก: น่านฟ้าปิด เที่ยวบินยกเลิก
  • กลุ่มเป้าหมาย: ผู้เปราะบางและครอบครัว
  • วิธีการ: เที่ยวบินเช่าเหมาลำและทหาร
  • สถานที่: UAE, โอมาน, จอร์แดน, ดูไบ

สถานการณ์ ยุโรปเร่งอพยพพลเมืองออกจากตะวันออกกลาง นี้สะท้อนถึงความเสี่ยงของความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจลุกลามไปทั่วโลก ชาวไทยที่อยู่ในพื้นที่ควรติดตามประกาศจากกระทรวงการต่างประเทศไทยอย่างใกล้ชิด

ในมุมมองของผู้เขียน สงครามครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตใหญ่ หากไม่มีการเจรจาที่จริงจัง ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและธุรกิจที่พึ่งพาภูมิภาคนี้ต้องปรับตัวด่วน ติดตามอัปเดตข่าวสารจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ยุโรปเร่งอพยพพลเมืองออกจากตะวันออกกลาง หลังสงครามอิสราเอล-สหรัฐฯ ปะทะอิหร่านทวีความรุนแรง

รรท.ผู้การเมืองคอน เด้ง 2 รอง ผกก.สืบ ปมยาบ้า 90 เม็ด

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวด่วนจากแวดวงตำรวจที่กำลังเป็นกระแสเดือดเลยทีเดียว นั่นคือกรณี รรท.ผู้การเมืองคอน เด้ง 2 นาย รอง ผกก.สืบ ปมจับยาบ้า 90 เม็ด รีดเงินแลกลดจำนวนยาเสพติด ซึ่งเกิดขึ้นในจังหวัดนครศรีธรรมราช เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดในการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อาจมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม มาดูรายละเอียดกันเลยครับ

รรท.ผู้การเมืองคอน เด้ง 2 นาย รอง ผกก.สืบ ปมจับยาบ้า 90 เม็ด

เหตุการณ์เริ่มต้นจากวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้เข้าตรวจค้นนายเกรียงศักดิ์ แขกพงศ์ ที่ริมถนนซอยบ่อนไก่ หมู่ 7 ต.หน้าสตน อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ผลการตรวจพบ ยาบ้า 90 เม็ด ซึ่งผู้ต้องหายอมรับว่าเป็นของตัวเอง และตรวจปัสสาวะเบื้องต้นไม่พบสารเสพติด จากนั้นก็ควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.หัวไทร

แต่แล้วก็มีสายลับแฉเข้ามาว่า เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมมีการเรียกรับเงินจากผู้ต้องหา เพื่อแลกกับการลดจำนวนยาบ้าที่บันทึกของกลาง และยังไม่ดำเนินคดีขยายผลกับพวกเครือข่ายยาเสพติดด้วย ข่าวนี้ทำให้ผู้บังคับบัญชาต้องเคลื่อนไหวทันที พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น รอง ผบช.ภ.8 ในฐานะ รรท.ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช ได้ลงนามคำสั่งที่ 229/2569 ลงวันที่ 2 มีนาคม 2569 สั่งให้ข้าราชการตำรวจ 4 นายไปช่วยราชการ เพื่อไม่ให้กระทบการตรวจสอบ

ใครถูกเด้งในกรณี รรท.ผู้การเมืองคอน เด้ง 2 นาย รอง ผกก.สืบ ปมจับยาบ้า 90 เม็ด

จริงๆ แล้วมีการสับเปลี่ยนตำแหน่งแบบ cross posting ถึง 4 ราย เพื่อให้การตรวจสอบโปร่งใส โดยมีคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามคำสั่งที่ 225/2569 รายชื่อผู้ที่ถูกสั่งช่วยราชการมีดังนี้:

  • 1. พันตำรวจโท สวัสดิ์ นิยมเดชา รองผู้กำกับการสืบสวน สภ.บางขัน ไปช่วยราชการที่ กก.สืบสวน ภ.จว.นครศรีธรรมราช
  • 2. พันตำรวจโท เอกชัย พลเกษตร รองผู้กำกับการสืบสวน ภ.จว.นครศรีธรรมราช ไปช่วยราชการที่ สภ.บางขัน
  • 3. พันตำรวจโท เกียรติชัย มีสุข รองผู้กำกับการสืบสวน สภ.หัวไทร ไปช่วยราชการที่ สภ.ไม้เรียง
  • 4. พันตำรวจโท ไพโรจน์ อุณพันธ์ รองผู้กำกับการสืบสวน สภ.ไม้เรียง ไปช่วยราชการที่ สภ.หัวไทร

ระยะเวลาการช่วยราชการตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม ถึง 27 สิงหาคม 2569 อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 และระเบียบ สตช. เพื่อป้องกันความเสียหายต่อทางราชการ

เรื่องนี้สะท้อนปัญหายาเสพติดที่ยังรุนแรงในภาคใต้ โดยเฉพาะนครศรีธรรมราชที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการค้าขายยาเสพติด การที่ผู้บังคับบัญชาเด้งเจ้าหน้าที่ทันทีแบบนี้ เป็นสัญญาณดีว่าตำรวจกำลังจริงจังกับการกำจัดคนไม่ดีในองค์กร ป้องกันการใช้อำนาจในทางมิชอบ โดยเฉพาะการรีดไถผู้ต้องหาเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งหากปล่อยไว้จะทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบว่ามีการกระทำผิดวินัยหรืออาญาหรือไม่ หากพบผิดจริง คงต้องดำเนินคดีเต็มรูปแบบ เพื่อให้เป็นตัวอย่างต่อไป

ในมุมมองของผม การดำเนินการรวดเร็วเช่นนี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์ตำรวจให้ดูโปร่งใสและรับผิดชอบมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่โซเชียลมีเดียทำให้ข่าวแฉแพร่กระจายเร็ว หากเจ้าหน้าที่ทุกคนยึดมั่นจรรยาบรรณ ปัญหายาเสพติดคงลดลงได้เยอะ คุณล่ะคิดเห็นยังไงกับกรณี รรท.ผู้การเมืองคอน เด้ง 2 นาย รอง ผกก.สืบ ปมจับยาบ้า 90 เม็ด รีดเงินแลกลดจำนวนยาเสพติด นี้? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดเรื่องสำคัญ!

ที่มา – รรท.ผู้การเมืองคอน เด้ง 2 นาย รอง ผกก.สืบ ปมจับยาบ้า 90 เม็ด รีดเงินแลกลดจำนวนยาเสพติด