ทรัมป์ลั่น ตนต้องมีส่วนร่วม ในการเลือกผู้นำใหม่อิหร่าน คำประกาศที่สร้างความฮือฮาในเวทีการเมืองโลก เมื่ออดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน โดยยืนยันว่าจะไม่ยอมรับลูกชายของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน
ทรัมป์ลั่น ตนต้องมีส่วนร่วม ในการเลือกผู้นำใหม่อิหร่าน
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Axios โดยระบุว่า “พวกเขากำลังเสียเวลาเปล่า ลูกชายของคาเมเนอีนั้นไร้ความสำคัญ ผมต้องมีส่วนร่วมในการแต่งตั้ง เหมือนกับกรณีของเดลซีในเวเนซุเอลา” เขาอ้างถึงกรณีที่สหรัฐฯ มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงผู้นำของเวเนซุเอลา โดยบุกจับกุมนิโกลัส มาดูโร และผลักดันเดลซี โรดริเกซ ขึ้นมารักษาการ
ทรัมป์ยังเน้นย้ำว่า เขาจะไม่ยอมรับผู้สืบทอดที่ยังคงยึดมั่นนโยบายเดิมของอดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน ซึ่งถูกสหรัฐฯ สังหารไปเมื่อวันเสาร์ก่อนหน้า “เราต้องการใครสักคนที่จะนำความปรองดองและสันติภาพมาสู่อิหร่าน” ทรัมป์กล่าว พร้อมเตือนว่าหากอิหร่านเลือกผู้นำที่เดินตามรอยเดิม สหรัฐฯ อาจต้องกลับเข้าสู่สงครามอีกครั้งภายใน 5 ปีข้างหน้า
บริบทเบื้องหลังทรัมป์ลั่น ตนต้องมีส่วนร่วม ในการเลือกผู้นำใหม่อิหร่าน
คำพูดนี้เกิดขึ้นเพียงวันเดียวหลังทำเนียบขาวส่งสัญญาณว่า การเปลี่ยนระบอบการปกครองอิหร่านไม่ใช่เป้าหมายหลักของปฏิบัติการทางทหาร แต่ทรัมป์กลับแสดงท่าทีแข็งกร้าวมากกว่า โดยมุจตาบา คาเมเนอี ลูกชายของอาลี คาเมเนอี ถือเป็นตัวเก็งที่จะสืบทอดอำนาจ เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่ง
นโยบายของทรัมป์ต่ออิหร่านในสมัยก่อนหน้านี้เคยเข้มข้น เช่น การถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA การโจมตีด้วยโดรนสังหารนายพลกาเซม สุไลมานี และการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่รุนแรง สิ่งเหล่านี้ทำให้อิหร่านเผชิญวิกฤตภายใน จนเกิดการประท้วงครั้งใหญ่
- จุดสำคัญของคำประกาศ: ทรัมป์ปฏิเสธมุจตาบา คาเมเนอีอย่างชัดเจน
- เปรียบเทียบกับเวเนซุเอลา เพื่อแสดงบทบาทสหรัฐฯ ในการแทรกแซง
- เตือนสงครามหากไม่เปลี่ยนแปลงผู้นำ
- เรียกร้องผู้นำที่นำสันติภาพและปรองดอง
ผู้เชี่ยวชาญการเมืองมองว่า คำพูดนี้อาจเป็นกลยุทธ์เพื่อกดดันอิหร่านและเสริมภาพลักษณ์ “ทรัมป์ผู้แข็งแกร่ง” ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง แต่ก็เสี่ยงจุดชนวนความตึงเครียดในตะวันออกกลางให้รุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับพันธมิตรอย่างอิสราเอลที่กำลังเผชิญภัยคุกคามจากกลุ่มฮูธีและเฮซบอลเลาะห์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากท่าทีของทรัมป์
หากทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง นโยบาย “มีส่วนร่วมในการเลือกผู้นำ” อาจนำไปสู่การแทรกแซงที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม เช่น การสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามในอิหร่าน หรือเพิ่มแรงกดดันทางทหาร แต่ในทางตรงข้าม อิหร่านอาจรวมตัวกันมากขึ้นภายใต้ระบอบอนุรักษนิยม ส่งผลให้สถานการณ์โลกยิ่งไม่แน่นอน
นอกจากนี้ คำประกาศยังสะท้อนมุมมองของทรัมป์ที่มองอิหร่านเป็นภัยคุกคามหลักต่อสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยเขามักกล่าวหาอิหร่านว่าเป็น “ผู้สนับสนุนการก่อการร้าย” และเรียกร้องให้ชาติอาหรับรวมตัวต้านทาน
ในมุมเศรษฐกิจ การคว่ำบาตรอิหร่านยังคงส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลก หากเกิดสงครามใหม่ ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูง สร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน
- โอกาสที่มุจตาบา คาเมเนอี จะขึ้นจริง: สูง หากกลุ่มอนุรักษ์นิยมครองอำนาจ
- บทบาทสหรัฐฯ: อาจจำกัดแค่คำขู่ หากไม่มีฐานสนับสนุนภายในอิหร่าน
- ผลต่อภูมิภาค: เพิ่มความเสี่ยงสงครามตัวแทน
สุดท้ายแล้ว คำพูดทรัมป์ลั่น ตนต้องมีส่วนร่วม ในการเลือกผู้นำใหม่อิหร่าน แสดงให้เห็นถึงสไตล์การเมืองที่ดุดันของเขา ซึ่งอาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงใหญ่หรือความขัดแย้งใหม่ ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด คุณคิดอย่างไรกับท่าทีนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวสารต่างประเทศล่าสุด!
ที่มา – ทรัมป์ลั่น ตนต้องมีส่วนร่วม ในการเลือกผู้นำใหม่อิหร่าน







