วัน: 18 มีนาคม 2026

ฮอร์มุซเริ่มคลายล็อก? เรือเพิ่มเท่าตัว หลังอิหร่านเปิดทางให้บางประเทศ

สถานการณ์ใน ช่องแคบฮอร์มุซ กำลังมีสัญญาณบวกเล็กน้อย เมื่อ ฮอร์มุซเริ่มคลายล็อก? เรือเพิ่มเท่าตัว หลังอิหร่านเปิดทางให้บางประเทศ ทำให้จำนวนเรือพาณิชย์ที่แล่นผ่านเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สิ่งนี้สะท้อนถึงการผ่อนคลายความตึงเครียดที่เคยรุนแรงจากความขัดแย้งในภูมิภาค

ฮอร์มุซเริ่มคลายล็อก? เรือเพิ่มเท่าตัว หลังอิหร่านเปิดทางให้บางประเทศ

ข้อมูลล่าสุดจากบริษัทวิเคราะห์การเดินเรืออย่าง Windward เผยว่ามีเรือพาณิชย์อย่างน้อย 8 ลำ ไม่รวมเรือธงอิหร่าน ที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงก่อนหน้า ขณะที่ MarineTraffic รายงานการสัญจร 9 ลำในวันอาทิตย์ถึงจันทร์ เทียบกับเพียง 5 ลำในสองวันก่อน นี่คือสัญญาณที่นักวิเคราะห์จับตา เพราะช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางสำคัญที่รองรับน้ำมันโลกกว่า 20% ของปริมาณทั้งหมด

อิหร่านเปิดทางให้ใครบ้าง?

นักวิเคราะห์ชี้ว่า อิหร่านเริ่มอนุญาตเป็นกรณีพิเศษให้กับประเทศที่เป็นมิตร เช่น จีน อินเดีย และปากีสถาน โดยเรือจากชาติเหล่านี้มีแนวโน้มเลือกเส้นทางน่านน้ำอิหร่านมากขึ้น ขณะที่เรือจากฝั่งตะวันตกอย่างสหรัฐฯ และยุโรป ยังคงหลีกเลี่ยงเพื่อความปลอดภัย แม้จำนวนเรือจะเพิ่ม แต่ภาพรวมการขนส่งยังต่ำมาก ลดลงกว่า 95% ตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นกว่า 40% จากช่วงก่อนหน้า

ด้านการเมือง อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ยืนยันว่าช่องแคบยังเปิดอยู่ แต่ปิดกั้นต่อ “ศัตรู” ก่อนหน้านี้ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ยังขู่ว่าจะเผาเรือที่พยายามฝืนผ่าน ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่าสหรัฐฯ จัดการเปิดเส้นทางได้เอง โดยไม่ต้องพึ่งพันธมิตร แม้ไม่พอใจที่นาโตไม่สนับสนุนกองเรือนานาชาติ ล่าสุด กองทัพสหรัฐฯ ใช้ระเบิดเจาะบังเกอร์โจมตีฐานขีปนาวุธอิหร่านใกล้ช่องแคบ โดยอ้างว่าเป็นภัยคุกคามต่อการเดินเรือ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดพลังงาน

  • ราคาน้ำมันพุ่ง: เพิ่มขึ้น 40% ส่งผลต่อค่าครองชีพทั่วโลก
  • เส้นทางค้าสำคัญ: ช่องแคบฮอร์มุซคิดเป็น 20% ของน้ำมันโลก หากปิดนานจะกระทบหนัก
  • ประเทศผู้ได้รับประโยชน์: จีน อินเดีย ปากีสถาน ได้เปรียบจากเส้นทางที่เปิด
  • ความเสี่ยงที่เหลือ: สถานการณ์ยังเปราะบาง อาจพลิกผันได้ทุกเมื่อ

ช่องแคบฮอร์มุซมีความยาว 33 กิโลเมตร กว้างสุด 96 กม. แต่จุดแคบสุดแค่ 3 กม. ทำให้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ นับตั้งแต่สงครามอิรัก-อิหร่านในปี 1980 ที่เรียกว่า “สงครามเรือน้ำมัน” จนถึงปัจจุบัน มันยังคงเป็นจุด nóngที่กำหนดทิศทางพลังงานโลก หาก ฮอร์มุซเริ่มคลายล็อก อย่างถาวร อาจช่วยลดแรงกดดันราคาน้ำมันและฟื้นเศรษฐกิจได้

อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนยังคงมีสูง ตลาดพลังงานโลกจึงจับตาอย่างใกล้ชิด ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์สามารถคลี่คลายได้ผ่านการเจรจาแบบค่อยเป็นค่อยไป หากทุกฝ่ายแสดงเจตจำนงที่ดี ผู้ประกอบการค้าพลังงานควรเตรียมแผนสำรองเส้นทางอื่นๆ เช่น ผ่านทะเลแอฟริกา เพื่อลดความเสี่ยง

ติดตามข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซและผลกระทบต่อไทยได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – ฮอร์มุซเริ่มคลายล็อก? เรือเพิ่มเท่าตัว หลังอิหร่านเปิดทางให้บางประเทศ

เลขาธิการ ป.ป.ช. แย้ง DSI ข้อพิพาทที่ดิน รฟท.-เอกชน-ปชช.

ประเด็นข้อพิพาทที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ กำลังเป็นที่จับตามองของประชาชนและหน่วยงานรัฐหลายแห่ง ล่าสุด เลขาธิการ ป.ป.ช. แย้ง DSI ข้อพิพาทกรรมสิทธิ์ที่ดิน รฟท.- เอกชน – ปชช. หน่วยงานรัฐต้องฟ้องเอง โดยชี้แจงว่าปัญหานี้เป็นเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินที่หน่วยงานรัฐต้องดำเนินการทางกฎหมายด้วยตัวเอง ไม่ใช่หน้าที่ตรวจสอบทุจริตของ ป.ป.ช. แม้ DSI จะส่งสำนวนคดีมาให้ แต่ ป.ป.ช. ยืนยันว่าจะไต่สวนเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น

เลขาธิการ ป.ป.ช. แย้ง DSI ข้อพิพาทกรรมสิทธิ์ที่ดิน รฟท.- เอกชน – ปชช. หน่วยงานรัฐต้องฟ้องเอง

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษก ป.ป.ช. ได้แถลงความคืบหน้าคดีที่ดินเขากระโดง ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ส่งสำนวนมาให้พิจารณา ปัญหาหลักคือการออกโฉนดที่ดินที่อาจทับซ้อนเขตที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มีหลายแปลงที่เป็นข้อพิพาทระหว่าง รฟท. กับเอกชนและประชาชนที่ถือกรรมสิทธิ์ตามโฉนด

เลขาธิการ ป.ป.ช. ชี้แจงว่า เบื้องต้นไม่พบหลักฐานการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เป็นปัญหาอาณาเขตที่ดิน การครอบครอง และการออกโฉนด ซึ่งอยู่ในอำนาจศาลปกครองจะตีความ โดยเฉพาะข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานรัฐกับเอกชนหรือประชาชนนั้น หน่วยงานรัฐอย่าง รฟท. ต้องยื่นฟ้องเองเพื่อเพิกถอนโฉนดที่ผิดพลาด

ประวัติคดีที่ดินเขากระโดงและมติ ป.ป.ช.

ย้อนไปปี 2554 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ไต่สวนและมีมติเพิกถอนโฉนดที่ดิน 2 แปลง คือ เลขที่ 3466 และ 8564 ตำบลอีสาน อำเภอเมืองบุรีรัมย์ เนื่องจากออกโฉนดทับที่ดิน รฟท. ตามมาตรา 99 พ.ร.ป.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 สำนักงาน ป.ป.ช. ส่งหนังสือแจ้งกรมที่ดินเมื่อ 14 กันยายน 2554 แต่จนถึงปัจจุบัน กรมที่ดินยังไม่ดำเนินการเพิกถอน ขณะที่ รฟท. ในฐานะเจ้าของที่ดิน ก็ไม่ยื่นฟ้องศาลเพื่อบังคับตามมติ

ล่าสุดในการประชุม ป.ป.ช. ครั้งที่ 100/2566 เมื่อ 19 กันยายน 2566 มีมติไต่สวนอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ว่าการ รฟท. และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องในสมัยนั้น คดีนี้กำลังดำเนินการอยู่

DSI ส่งหนังสือเมื่อ 24 ธันวาคม 2568 กล่าวหาว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวง อธิบดีกรมที่ดิน และคณะกรรมการสอบสวนตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 ละเว้นหน้าที่ ไม่เพิกถอนโฉนดในพื้นที่เขากระโดง รวมถึง รฟท. ไม่บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาและไม่ฟ้องขับไล่ผู้บุกรุก

  • ปัญหาหลัก: โฉนดทับที่ดิน รฟท. หลายแปลง
  • มติเก่า: เพิกถอน 2 แปลงแต่ยังไม่ทำ
  • การไต่สวนปัจจุบัน: อธิบดีกรมที่ดิน, ผู้ว่าการ รฟท., เจ้าหน้าที่
  • DSI กล่าวหา: ละเว้นไม่เพิกถอนโฉนด

บทบาทของ ป.ป.ช. และ DSI ในคดีนี้

ป.ป.ช. ย้ำว่า เลขาธิการ ป.ป.ช. แย้ง DSI ข้อพิพาทกรรมสิทธิ์ที่ดิน รฟท.- เอกชน – ปชช. หน่วยงานรัฐต้องฟ้องเอง จะเร่งไต่สวนข้อเท็จจริงเรื่องทุจริตของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ส่วนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐไปสู้ศาล ข่าวที่ปรากฏอาจมีข้อเท็จจริงไม่ตรงตามแถลง ประชาชนควรติดตามข้อมูลจากแหล่ง官方

กรณีนี้สะท้อนปัญหาการจัดการที่ดินรัฐที่ยืดเยื้อมานาน ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาโครงการรถไฟและสิทธิประชาชน หาก รฟท. และกรมที่ดินเร่งฟ้องคดี อาจคลี่คลายได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นบทเรียนให้หน่วยงานรัฐต้องตรวจสอบโฉนดอย่างรอบคอบเพื่อป้องกันข้อพิพาทในอนาคต

ปัญหาที่ดินพิพาทแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยในหลายจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้โครงการโครงสร้างพื้นฐาน การมีระบบฐานข้อมูลที่ดินดิจิทัลจะช่วยลดปัญหาได้มาก

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ กรณีนี้แสดงให้เห็นช่องโหว่ในกระบวนการออกโฉนดและการบังคับใช้มติ ป.ป.ช. หากไม่แก้ไข อาจนำไปสู่การบุกรุกที่ดินรัฐเพิ่มขึ้น สุดท้ายแล้ว การฟ้องร้องทางศาลคือทางออกหลักเพื่อความยุติธรรม

คุณคิดอย่างไรกับการจัดการปัญหาที่ดินพิพาทนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามอัปเดตคดีได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข่าวสารสำคัญ

ที่มา – เลขาธิการ ป.ป.ช. แย้ง DSI ข้อพิพาทกรรมสิทธิ์ที่ดิน รฟท.- เอกชน – ปชช. หน่วยงานรัฐต้องฟ้องเอง

“โสภณ” สักการะศาลพระสยามเทวาธิราชฯ-อนุสาวรีย์ ร.7 ก่อนปฏิบัติหน้าที่

เช้าวันที่ 18 มีนาคม 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ในฐานะประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ทำพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ หลังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่น่าประทับใจและสะท้อนถึงวัฒนธรรมไทยที่ผสมผสานความเชื่อและประเพณีเข้ากับการเมือง

“โสภณ” สักการะศาลพระสยามเทวาธิราชฯ-อนุสาวรีย์ ร.7 ก่อนปฏิบัติหน้าที่

กิจกรรมครั้งนี้เริ่มต้นด้วยการสักการะศาลพระสยามเทวาธิราช พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระภูมิชัยมงคล และศาลตา-ยาย ที่ตั้งอยู่ในอาคารรัฐสภาใหม่ เวลา 09.59 น. นายโสภณได้ถวายเครื่องบูชาและดอกไม้ เพื่อขอพรให้การปฏิบัติหน้าที่ราบรื่น สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของรัฐสภา โดยเฉพาะศาลพระสยามเทวาธิราชที่อัญเชิญมาจากรัฐสภาเดิม มีทั้งองค์เดิมสูง 6 นิ้วและองค์จำลองสูง 16 นิ้ว สร้างจากไม้สักอย่างประณีต บุคลากรรัฐสภาให้ความเคารพนับถือมานาน

โสภณ สักการะศาลพระสยามเทวาธิราชฯ ก่อนปฏิบัติหน้าที่

จากนั้น เวลา 10.09 น. นายโสภณเดินทางไปถวายพวงมาลัยสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.7) ซึ่งเป็นพระราชกรณียกิจที่สำคัญในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย ร.7 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรกให้ประชาชน ถือเป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย กิจกรรมนี้แสดงถึงความจงรักภักดีและขอพรให้การนำสภาฯ สำเร็จลุล่วง

โสภณ ถวายพวงมาลัยอนุสาวรีย์ ร.7 ก่อนปฏิบัติหน้าที่

ความสำคัญของศาลพระสยามเทวาธิราชในรัฐสภาไทย

ศาลพระสยามเทวาธิราชไม่ใช่แค่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็นประวัติศาสตร์ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจชาวรัฐสภา พระภูมิชัยมงคลและศาลตา-ยาย ช่วยเสริมสิริมงคลให้ผู้ปฏิบัติงาน การที่ “โสภณ สักการะศาลพระสยามเทวาธิราชฯ-อนุสาวรีย์ ร.7 ก่อนปฏิบัติหน้าที่” จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้นำที่ยึดมั่นในประเพณี

  • ศาลพระสยามเทวาธิราช: ปกป้องเมืองหลวง
  • พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง: เสริมอำนาจปกครอง
  • ศาลตา-ยาย: คุ้มครองข้าราชการ
  • พระบรมราชานุสาวรีย์ ร.7: สัญลักษณ์ประชาธิปไตย

ภาพพิธีสักการะของโสภณโสภณ กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์

เวลา 10.19 น. นายโสภณยังกราบสักการะพระพุทธรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อความมั่นใจในการนำสภาผู้แทนราษฎร กิจกรรมทั้งหมดนี้เกิดขึ้นทันทีหลังการแต่งตั้ง แสดงถึงความพร้อมและความศรัทธา

อนุสาวรีย์ ร.7 รับพวงมาลัยจากโสภณโสภณ สักการะพระพุทธรูป

ทำไมการสักการะจึงสำคัญสำหรับนักการเมืองไทย

ในสังคมไทย ความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะผู้นำที่ต้องเผชิญความท้าทายมากมาย การที่ประธานสภาฯ อย่างนายโสภณเลือก “สักการะศาลพระสยามเทวาธิราชฯ-อนุสาวรีย์ ร.7 ก่อนปฏิบัติหน้าที่” ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดี สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน และยึดโยงกับรากเหง้าวัฒนธรรม เหตุการณ์นี้ยังเป็นสัญญาณว่าสภาใหม่จะเดินหน้าด้วยความสามัคคี

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผู้นำที่เริ่มต้นด้วยพิธีกรรมเช่นนี้มักประสบความสำเร็จในการนำพาองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการอภิปรายหรือออกกฎหมายสำคัญ เราคาดว่านายโสภณจะนำพาสภาผู้แทนราษฎรให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สุดท้ายแล้ว การกระทำของ “โสภณ” สักการะศาลพระสยามเทวาธิราชฯ-อนุสาวรีย์ ร.7 ก่อนปฏิบัติหน้าที่ เป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้การเมืองจะซับซ้อน แต่ความศรัทธาและประเพณีไทยยังคงเป็นพลังสำคัญ หากคุณสนใจข่าวการเมืองอัปเดต ติดตามบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – “โสภณ” สักการะศาลพระสยามเทวาธิราชฯ-อนุสาวรีย์ ร.7 ก่อนปฏิบัติหน้าที่

ราคาน้ำมันโลกพุ่งแรง! หลังอิหร่านเตือน ช่องแคบฮอร์มุซ

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่อง ราคาน้ำมันโลกพุ่งแรง! หลังอิหร่านเตือน ช่องแคบฮอร์มุซ ที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ระดับโลกเลยทีเดียว สถานการณ์ในตะวันออกกลางตึงเครียดหนัก จนราคาน้ำมันดีดตัวสูงขึ้นแบบไม่หยุด ส่งผลกระทบต่อทุกคนทั่วโลก รวมถึงคนไทยเราด้วยนะครับ

ราคาน้ำมันโลกพุ่งแรง หลังอิหร่านเตือน ช่องแคบฮอร์มุซ

หลังจากที่ประธานรัฐสภาอิหร่าน โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ออกมาประกาศชัดเจนว่า ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และไม่มีวันปลอดภัยอีกแล้ว เพราะมีกองกำลังสหรัฐฯ กับอิสราเอลบุกเข้ามาในภูมิภาค สัญญาณนี้ทำให้ตลาดน้ำมันโลกสะเทือนหนักทันที

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้นกว่า 3% แตะระดับ 103 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ กระโดด 3.7% ไปอยู่ที่ 97 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันเบนซินในอเมริกา ก็ขยับขึ้นถึง 3.79 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 เลยทีเดียว

ช่องแคบฮอร์มุซคืออะไร และทำไมถึงสำคัญ?

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นคอขวดสำคัญของการขนส่งพลังงานโลก รองรับน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวราว 20% ของปริมาณการค้าทั่วโลก ถ้าปิดกั้นได้ ราคาน้ำมันทั่วโลกจะพุ่งทะลุฟ้าแน่นอน ปกติแล้วเส้นทางนี้ผ่านน้ำมันวันละหลายล้านบาร์เรล แต่ตอนนี้เสี่ยงมากเพราะการโจมตีต่อเนื่อง

สถานการณ์ยิ่งรุนแรงขึ้นหลังอิหร่านเพิ่มปฏิบัติการโจมตีโครงสร้างพลังงานในตะวันออกกลาง ล่าสุด สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ต้องหยุดผลิตก๊าซที่แหล่ง Shah ใกล้กรุงอาบูดาบี ท่าเรือน้ำมันฟูไจราห์ถูกโดรนโจมตีจนเพลิงลุกโหม แหล่งน้ำมันในอิรักก็โดนเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตีด้วยวัตถุปริศนาใกล้ฟูไจราห์

  • ศูนย์ปฏิบัติการการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักรรายงาน: การโจมตีเรือในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซมากกว่า 10 ครั้งตั้งแต่ปลายกุมภาพันธ์
  • อิสราเอลอ้างสังหารอาลี ลาริจานี ผู้นำความมั่นคงอิหร่าน ซึ่งอิหร่านยืนยันแล้ว
  • นักวิเคราะห์ชี้: ราคาน้ำมันสูงกว่าช่วงก่อนขัดแย้งกว่า 40%

ผู้นำโลกตอบโต้อย่างไร?

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรียกร้องให้พันธมิตรช่วยกันเปิดเส้นทางเดินเรือ ขณะที่ยุโรปยังลังเล สหภาพยุโรปบอกชัด “นี่ไม่ใช่สงครามของเรา” แม้ยอมรับว่าผลกระทบพลังงานหนักหน่วง เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกฯ อังกฤษ บอกว่ากำลังร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อฟื้นฟูเสรีภาพการเดินเรือ แต่จะไม่เข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบ

สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ยืนยันว่าประเทศสมาชิกมีน้ำมันสำรองฉุกเฉินพอ และเตรียมปล่อยน้ำมันกว่า 400 ล้านบาร์เรลเข้าตลาดในสัปดาห์นี้ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่านี่เป็นแค่มาตรการชั่วคราว ทางออกจริงๆ ต้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้ปกติ ซึ่งตอนนี้ยังมืดมน

สำหรับคนไทย สถานการณ์ ราคาน้ำมันโลกพุ่งแรง! หลังอิหร่านเตือน ช่องแคบฮอร์มุซ นี้จะกระทบตรงๆ เพราะไทยนำเข้าน้ำมันส่วนใหญ่ผ่านเส้นทางนี้ ราคาน้ำมันหน้าปั๊มอาจแพงขึ้น กระทบค่าครองชีพ ค่าน้ำมันรถ ค่าเดินทางทุกอย่าง คาดว่าราคาน้ำมันวันนี้และสัปดาห์หน้าจะผันผวนสูง ควรเตรียมตัวเก็บสต็อกหรือหันมาใช้รถ EV มากขึ้น

เพื่อนๆ ลองคิดดูนะครับ ถ้าช่องแคบฮอร์มุซปิดนานๆ เศรษฐกิจโลกจะชะงักงันแค่ไหน สุดท้ายแล้ว สันติภาพในตะวันออกกลางคือกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพราคาพลังงาน

ติดตามข่าวอัปเดตราคาน้ำมันและสถานการณ์โลกได้ที่บล็อกนี้ทุกวันนะครับ! แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ถ้าคิดว่ามีประโยชน์

ที่มา – ราคาน้ำมันโลกพุ่งแรง! หลังอิหร่านเตือน ช่องแคบฮอร์มุซจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่สนใจของทุกคน นั่นคือ ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติรับคำร้องปมบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดไว้พิจารณา ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2566 (หรือ 2569 ตามเอกสาร) ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นคำร้องให้ศาลวินิจฉัยว่าการใช้บาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะอาจทำให้การลงคะแนนไม่ลับได้

ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติรับคำร้องปมบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดไว้พิจารณา

ศาลรัฐธรรมนูญประชุมใหญ่เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 มีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 รับคำร้องนี้ไว้พิจารณา โดยเห็นว่าปัญหานี้เกิดขึ้นทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะเจาะจง ทำให้ต้องตรวจสอบการใช้อำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 224 ประกอบมาตรา 83 วรรคสอง คำร้องนี้เข้าข่ายตามมาตรา 213 ด้วย

ผู้ร้องคือผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้รับเรื่องร้องเรียนถึง 21 เรื่อง กล่าวหาว่า กกต. (ผู้ถูกร้องที่ 1) เลขาธิการ กกต. (ที่ 2) และสำนักงาน กกต. (ที่ 3) จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและ QR Code ซึ่งอาจสืบตัวตนผู้ลงคะแนนและผลคะแนนได้ ขัดรัฐธรรมนูญหลายมาตรา เช่น มาตรา 4 (หลักประชาธิปไตย), มาตรา 25 (สิทธิเสรีภาพ), มาตรา 34 (สิทธิเลือกตั้ง), มาตรา 50(7) (การเลือกตั้งสุจริต), มาตรา 83 วรรคสอง, มาตรา 85, มาตรา 95 และ มาตรา 224

รายชื่อตุลาการที่ลงมติรับคำร้อง

  • นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์
  • นายวิรุพห์ แสงเทียน
  • นายจิรนิติ หะวานนท์
  • นายนภทัล เทพพิทักษ์
  • นายอุดม รัฐอมฤต
  • นายสุเมธ รอยกุลเจริญ

ส่วนตุลาการเสียงข้างน้อย 3 คน คือ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม, นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ และนายสราวุธ ทรงศิวิไล เห็นว่าไม่ใช่การใช้อำนาจตรงตามรัฐธรรมนูญ แต่เป็นตาม พ.ร.ป.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560 และ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561

หลังจากนี้ ศาลสั่งให้ผู้ถูกร้องทั้ง 3 ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน นับจากรับสำเนาคำร้อง และทุกฝ่ายต้องยื่นบัญชีพยานหลักฐานพร้อมวิธีการได้มาภายใน 15 วันเช่นกัน ตาม พ.ร.ป.วิธีพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 วรรคสาม

ประเด็นนี้สำคัญมากเพราะเกี่ยวข้องกับความโปร่งใสของการเลือกตั้ง บาร์โค้ดและ QR Code ถูกนำมาใช้เพื่อป้องกันการปลอมแปลง แต่ฝ่ายค้านกังวลว่าจะถูกใช้ติดตามผู้ลงคะแนนได้ โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีสแกนได้ง่าย หากศาลวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ อาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่หรือปรับระบบได้

จากมุมมองของผม การเลือกตั้งครั้งนี้มีข้อถกเถียงเยอะอยู่แล้ว ตั้งแต่การยุบสภา การหาเสียง ไปจนถึงวันลงคะแนน ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติรับคำร้องปมบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดไว้พิจารณา จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่อาจสร้างความเชื่อมั่นหรือสั่นคลอนระบบได้ ประชาชนควรติดตามใกล้ชิด เพราะสิทธิเลือกตั้งคือหัวใจประชาธิปไตย

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? บาร์โค้ดช่วยหรือก่อปัญหา? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รู้ด้วยนะครับ สุดท้ายนี้ อย่าลืมติดตามอัปเดตคดีนี้ เพราะผลอาจกระทบการเมืองไทยทั้งประเทศ

ที่มา – ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติรับคำร้องปมบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดไว้พิจารณา

“อรรถวิชช์” เข้ารายงานตัวสภาฯ เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ รทสช.

“อรรถวิชช์” เข้ารายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รทสช. แทน “พีระพันธุ์” ที่ลาออก เป็นข่าวที่หลายคนในแวดวงการเมืองให้ความสนใจเลยนะครับ เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ซึ่งกำลังเป็นพรรคใหญ่ในสภาแห่งนี้ วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง และมีนัยสำคัญยังไงต่อการเมืองไทย

“อรรถวิชช์” เข้ารายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รทสช. แทน “พีระพันธุ์” ที่ลาออก

เมื่อเวลา 10.30 น. ของวันที่ 18 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ซึ่งเป็นผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับถัดไปของพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เดินทางเข้ารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้ว เพื่อรับตำแหน่ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อแทนที่ว่างลง หลังจากที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ซึ่งเคยเป็น ส.ส. ลำดับที่ 1 ของพรรค ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็น ส.ส. ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

อรรถวิชช์ เข้ารายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รทสช.

การลาออกของนายพีระพันธุ์นี้ ส่งผลให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลงตามมาตรา 101 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จากนั้น กกต. ก็ได้ประกาศเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ให้คนลำดับถัดไปเลื่อนขึ้นมาแทนตามมาตรา 105 (2) ซึ่งนางสาวสิริธร ลิมปพยอม รองเลขาธิการสภาฯ ก็ได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รายงานตัวสภา

ใครคือ “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” และบทบาทใน รทสช.

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ในวงการธุรกิจและสังคมมาอย่างยาวนาน แม้จะไม่ใช่หน้าใหม่ในพรรค แต่การก้าวขึ้นมาเป็น ส.ส. ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญ เขาเคยมีส่วนร่วมในกิจกรรมของพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งก่อตั้งโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และกำลังมีบทบาทสำคัญในรัฐบาลกึ่งกลางของไทย

  • ชื่อเต็ม: อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี
  • ลำดับในบัญชีรายชื่อ รทสช.: ถัดจากพีระพันธุ์
  • พรรค: รวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)
  • วันที่รายงานตัว: 18 มี.ค. 2569

เหตุผลเบื้องหลังการลาออกของ “พีระพันธุ์” และกระบวนการทางกฎหมาย

แม้รายละเอียดเหตุผลการลาออกของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค จะยังไม่เปิดเผยอย่างชัดเจน แต่ตามระบบของรัฐธรรมนูญ การลาออกทำให้เกิดการเลื่อนลำดับอัตโนมัติ เพื่อให้พรรคไม่เสียที่นั่งในสภา กระบวนการนี้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดย กกต. ประกาศผลอย่างเป็นทางการ ทำให้ “อรรถวิชช์” เข้ารายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รทสช. แทน “พีระพันธุ์” ที่ลาออก ได้อย่างถูกต้อง

  • มาตรา 101 (3): สิ้นสุดสมาชิกภาพเมื่อลาออก
  • มาตรา 105 (2): เลื่อนคนถัดไปในบัญชี
  • ประกาศ กกต. วันที่ 4 มี.ค. 2569

ระบบนี้ช่วยให้การเมืองไทยมีความต่อเนื่อง ไม่เกิดช่องว่างในสภา ซึ่งสำคัญมากในช่วงที่รัฐบาลกำลังเผชิญความท้าทายต่างๆ เช่น เศรษฐกิจและการปฏิรูป

นัยยะต่อพรรค รทสช. และการเมืองไทย

การเปลี่ยนแปลงนี้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มี ส.ส. สำรองพร้อมรบเสมอ ไม่ว่าสมาชิกคนไหนจะลาออกหรือมีปัญหา พรรคก็ยังคงมีกำลังในสภาได้เต็มที่ นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงพลวัตของการเมืองไทยที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งใหญ่

ในมุมมองของผม การที่ “อรรถวิชช์” เข้ารายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รทสช. แทน “พีระพันธุ์” ที่ลาออก นี้ เป็นสัญญาณดีว่าพรรคมีระบบสำรองที่ดี และอาจนำมาซึ่งมุมมองใหม่ๆ ในสภา หากคุณเป็นคนสนใจการเมือง อย่าลืมติดตามพัฒนาการของ ส.ส. คนใหม่ท่านนี้ เพราะเขาอาจมีบทบาทสำคัญในอนาคต!

ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันได้ที่บล็อกของเรา และแชร์บทความนี้หากคุณคิดว่ามีประโยชน์นะครับ

ที่มา – “อรรถวิชช์” เข้ารายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รทสช. แทน “พีระพันธุ์” ที่ลาออก

รู้จัก อาลี ลารีจานี ผู้นำอิหร่านที่ถูกลอบสังหาร

รู้จัก อาลี ลารีจานี ผู้นำอิหร่านที่ถูกลอบสังหาร ผู้เป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน คอยวางกลยุทธ์ทางทหารและการทูตมานานกว่า 5 ทศวรรษ การจากไปของเขาสร้างความเสียหายครั้งใหญ่ให้กับระบอบปกครองอิหร่าน

รู้จัก อาลี ลารีจานี ผู้นำอิหร่านที่ถูกลอบสังหาร

เช้าวันพุธที่ 18 มีนาคม 2569 ตามเวลาท้องถิ่น อิหร่านยืนยันการเสียชีวิตของ อาลี ลารีจานี ในวัย 67 ปี หลังถูกลอบสังหารจากการโจมตีของอิสราเอล ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยืดเยื้อมานานหลายสัปดาห์ แม้จะเป็นเป้าหมายสำคัญ แต่เขายังคงออกมาแสดงจุดยืนในที่สาธารณะกลางกรุงเตหะราน สร้างเป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งให้กับประชาชน

ก่อนหน้านี้ อาลี ลารีจานี โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียเพื่อยั่วยุประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเตือนประเทศมุสลิมในอ่าวเปอร์เซียให้ระวังอเมริกาและอิสราเอล ซึ่งเป็นศัตรูตัวจริง พวกเขาควรหันกลับมาคิดถึงผลประโยชน์ของตนและอนาคตตะวันออกกลาง การสูญเสียผู้นำคนนี้จะทำให้การเจรจาสันติภาพยิ่งยากลำบาก เพราะเขาคือสมองหลักในการตัดสินใจสำคัญๆ ของอิหร่าน

บทบาทสำคัญของอาลี ลารีจานี ในประวัติศาสตร์อิหร่าน

อาลี ลารีจานี ได้รับการยอมรับจากชนชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงสถาบันจากเยอรมนี เขาเป็นผู้วางแผนหลักเบื้องหลังนโยบายอิหร่านหลายทศวรรษ แม้ก่อนหน้านี้จะไม่ใช่เป้าหมายหลักของสหรัฐและอิสราเอล แต่หลังจากผลักดันการปราบปรามผู้ประท้วงในประเทศ เขากลายเป็นบุคคลสำคัญที่ถูกจับตาในฐานะนักวางกลยุทธ์ทางทหาร

สภาความมั่นคงแห่งชาติยกย่องเส้นทาง政治 50 ปีของเขา จนวาระสุดท้ายยังอุทิศตนเพื่ออิหร่าน และเรียกร้องความสามัคคีต่อสู้ภัยภายนอก เขามีทักษะในการรับมือการเปลี่ยนแปลง政治ของสาธารณรัฐอิสลาม เป็นนักอนุรักษนิยมที่ปฏิบัติได้จริง ยึดอุดมการณ์แต่มีประสิทธิภาพ

  • ปี 1980: ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ช่วงสงครามอิรัก-อิหร่าน
  • ต่อมา: หัวหน้าสถานีโทรทัศน์รัฐ
  • ปี 2004: หัวหน้าผู้เจรจานิวเคลียร์อิหร่าน นักการทูตตะวันตกชื่นชมความฉลาด ได้รับความไว้วางใจจากอยาตอลเลาะห์คาเมเนอีมากขึ้น
  • ปี 2015: ตัวแทนทำข้อตกลงนิวเคลียร์ (JCPOA) กับรัฐบาลโอบามา จำกัดโครงการนิวเคลียร์แลกยกเลิก санкции
  • ช่วงหลัง: เจรจากับปูตินที่รัสเซีย เยือนโอมาน เป็นตัวกลางวอชิงตัน-เตหะราน

ผลงานเหล่านี้ทำให้ รู้จัก อาลี ลารีจานี ผู้นำอิหร่านที่ถูกลอบสังหาร เป็นชื่อที่คุ้นเคยในเวทีโลก การจากไปของเขาคือจุดเปลี่ยนสำคัญ อาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางมากขึ้น

นอกจากนี้ อาลี ลารีจานี ยังมีบทบาทในการกำหนดทิศทางความมั่นคงของอิหร่าน โดยเฉพาะในยุคที่เผชิญแรงกดดันจากชาติตะวันตก เขาเป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้นำสูงสุดกับหน่วยงานต่างๆ ทำให้การตัดสินใจรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า เขาเป็น ‘มือขวา’ ที่ขาดไม่ได้ของคาเมเนอี

ในมุมมองของผู้วิเคราะห์ การลอบสังหารครั้งนี้อาจเป็นกลยุทธ์ของอิสราเอลเพื่อตัดหัวใจสำคัญของอิหร่าน ส่งผลให้เกิดการตอบโต้ที่รุนแรงขึ้น อิหร่านอาจต้องปรับโครงสร้างผู้นำใหม่ ซึ่งจะใช้เวลานานและสร้างความแตกแยกภายใน

สุดท้ายแล้ว การสูญเสีย รู้จัก อาลี ลารีจานี ผู้นำอิหร่านที่ถูกลอบสังหาร ทำให้เราต้องจับตาการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคนี้อย่างใกล้ชิด คุณคิดว่าอิหร่านจะรับมืออย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญ

ที่มา – รู้จัก อาลี ลารีจานี (Ali Larijani) ผู้นำหัวใจสำคัญของอิหร่านที่ถูกลอบสังหาร

“ธนกร” สั่งเร่งช่วยผู้ประกอบการ 3 ด้านสำคัญ รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

สถานการณ์วิกฤตตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบหนักต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านพลังงานที่ราคาพุ่งสูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญความท้าทายใหญ่หลวง ล่าสุด “ธนกร” สั่งเร่งช่วยผู้ประกอบการ 3 ด้านสำคัญ รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง เพื่อประคองภาคอุตสาหกรรมให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้สั่งการทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการตามนโยบายของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศปศ.)

“ธนกร” สั่งเร่งช่วยผู้ประกอบการ 3 ด้านสำคัญ รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

จากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล สหรัฐอเมริกา และอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันผันผวน รัฐบาลไทยจึงตั้งศูนย์ ศปศ. ขึ้นเพื่อบูรณาการทุกหน่วยงาน ติดตามวิเคราะห์ และออกมาตรการบรรเทาผลกระทบอย่างเร่งด่วน ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มอบหมายสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมรวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการ ประเมินผลกระทบ โดยเฉพาะปัญหาการจัดหาน้ำมันที่กระทบห่วงโซ่อุปทาน

รัฐบาลกำหนดให้ผู้ประกอบการกลับไปใช้น้ำมันผ่านระบบค้าส่งตามปกติ หากมีปัญหา สามารถยื่นหลักฐานการสั่งซื้อย้อนหลัง 2 เดือนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหรือพลังงานจังหวัด เพื่อจัดซื้อต่อเนื่อง สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมันดีเซลหลังตรึงที่ 30 บาทต่อลิตร กระทรวงพลังงานหารือกับผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่น เพื่อบริหารปริมาณและกระจายให้เพียงพอ พร้อมปรับราคาค่อยเป็นค่อยไป ครั้งละ 50 สตางค์ถึง 1 บาท ลดผลกระทบค่าครองชีพประชาชน

3 ด้านสำคัญที่ “ธนกร” สั่งเร่งช่วยผู้ประกอบการ

นายธนกร เน้นย้ำมาตรการ 3 ด้านหลัก ดังนี้

  • ด้านที่ 1: สำรวจสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบ จากต้นทุนพลังงานสูงและขาดแคลนวัตถุดิบ เพื่อจัดมาตรการบรรเทาอย่างตรงจุด เช่น สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือลดภาษีชั่วคราว
  • ด้านที่ 2: รณรงค์ลดใช้พลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน สนับสนุนพลังงานทางเลือก เช่น ชีวมวลจากแกลบ ใบอ้อย หรือโซลาร์รูฟท็อปบนโรงงาน
  • ด้านที่ 3: ส่งเสริมบริการออนไลน์ ผ่านระบบ I-Industry, Digital License และ Digital Payment เพื่อลดภาระและอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ

นอกจากนี้ กระทรวงยังแนะนำให้ผู้ประกอบการปรับตัว เช่น ใช้สินเชื่อกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี สินเชื่อสีเขียว กระจายตลาดไปลาตินอเมริกา แอฟริกา อินเดีย ทำประกันความเสี่ยงสงครามและอัตราแลกเปลี่ยน หันมาใช้พลังงานหมุนเวียนอย่าง SAF (เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน) และ biofuel จากวัสดุเหลือใช้เกษตร ลดพึ่งพาน้ำมันฟอสซิล

วิกฤตนี้เป็นโอกาสให้อุตสาหกรรมไทยก้าวสู่ความยั่งยืนมากขึ้น ผู้ประกอบการควรเริ่มตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานของตนทันที และใช้เครื่องมือดิจิทัลจากกระทรวงเพื่อลดต้นทุน หากทำได้ดี จะแข็งแกร่งกว่าคู่แข่งในระยะยาว

กระทรวงอุตสาหกรรมจะติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด พร้อมมาตรการเพิ่มเติม ผู้ประกอบการไทยจะผ่านวิกฤตนี้ได้อย่างมั่นใจ

คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ: อย่ารอช้า! ติดต่อสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเพื่อขอความช่วยเหลือ หรือสมัครระบบออนไลน์วันนี้ เพื่อรับมือ “ธนกร” สั่งเร่งช่วยผู้ประกอบการ 3 ด้านสำคัญ รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “ธนกร” สั่งเร่งช่วยผู้ประกอบการ 3 ด้านสำคัญ รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

อย่าหาทำ! หนุ่มโดดลงบ่อ หมูเด้ง ถ่ายคลิปโดนจับ

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนนะครับ วันนี้มีเรื่องราวสุดช็อกจากสวนสัตว์เปิดเขาเขียวที่กำลังเป็นไวรัลในโซเชียลเลยทีเดียว นั่นคือกรณี หนุ่มโดดลงบ่อ หมูเด้ง เพื่ออัดคลิปถ่ายคอนเทนต์! เรียกได้ว่าหวังดังแต่เกือบไปไม่กลับ มาฟังรายละเอียดกันเลย

หนุ่มโดดลงบ่อ หมูเด้ง เกิดอะไรขึ้น?

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ช่วงเย็นประมาณ 17.00 น. ที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จ.ชลบุรี มีหนุ่มไทยคนหนึ่งแอบปีนรั้ว ลักลอบลงไปในบ่อเลี้ยง “หมูเด้ง” ซึ่งจริงๆ แล้วคือฮิปโปโปเตมัสแคระ สัตว์ดุร้ายที่ไม่ใช่หมูตัวนุ่มๆ นะเพื่อนๆ เขาตั้งใจถ่ายคลิปคอนเทนต์ไวรัล แต่ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจับได้คาหนังคาเขาด้วยซ้ำ!

หนุ่มโดดลงบ่อ หมูเด้ง ถ่ายคลิปคอนเทนต์

ทางเพจสวนสัตว์เปิดเขาเขียว Khao Kheow Open Zoo ได้โพสต์ชี้แจงทันที ว่าผู้บุกรุกเป็นคนไทย อาศัยช่วงเจ้าหน้าที่ดูแลสัตว์ยามเย็น溜เข้าไปในเขตหวงห้าม ซึ่งเป็นพื้นที่อันตรายมากๆ

สวนสัตว์จัดการกับหนุ่มโดดลงบ่อ หมูเด้ง อย่างไร?

  • เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยควบคุมตัวได้ใน 10 นาที ส่งมอบให้ตำรวจ สภ.ศรีราชา ทันที
  • กำลังสอบสวนหามูลเหตุ และรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีให้ถึงที่สุด
  • หมูเด้งและครอบครัวปลอดภัยดี แต่ตื่นตกใจเล็กน้อย ทีมสัตวแพทย์เฝ้าดูอาการใกล้ชิด
  • ขอบคุณประชาชนที่แจ้งเบาะแส ช่วยกันรักษาความปลอดภัย

นายณรงวิทย์ ชดช้อย ผู้อำนวยการสวนสัตว์ เปิดเผยว่าฮิปโปเป็นสัตว์ดุร้ายตามสัญชาตญาณ อย่าคิดว่าเอ็นดูแล้วจะเข้าใกล้ได้นะ แม้แต่เจ้าหน้าที่อย่างเพจ “ขาหมู แอนด์เดอะแก๊ง” ที่ลงไปทำความสะอาดยังย้ำตลอดว่าอันตราย!

ภาพจากเหตุการณ์หนุ่มโดดลงบ่อ หมูเด้ง

ทำไม หนุ่มโดดลงบ่อ หมูเด้ง ถึงอันตรายมาก?

หลายคนอาจมองว่าหมูเด้งน่ารัก เหมือนหมูยักษ์ แต่จริงๆ มันคือฮิปโปแคระนะ! สัตว์ประเภทนี้มีฟันแหลมคม อารมณ์รุนแรง โดยเฉพาะเมื่อถูกรบกวนในพื้นที่ส่วนตัว ในต่างประเทศมีเคสนักท่องเที่ยวโดนฮิปโปโจมตีจนบาดเจ็บสาหัสมาแล้ว สวนสัตว์มีกฎห้ามเข้าใกล้เพื่อความปลอดภัยทั้งคนและสัตว์ ถ้าอยากใกล้ชิดก็มีโซนพิเศษที่เจ้าหน้าที่ดูแลเท่านั้น

เรื่องนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการแสวงหาคอนเทนต์ไวรัลไม่ควรเสี่ยงชีวิตหรือกฎหมาย สวนสัตว์ย้ำชัด ถ้าพบพฤติกรรมเสี่ยงจะดำเนินคดีไม่มีข้อยกเว้น ดีที่ครั้งนี้จบดี ไม่มีใครเจ็บ แต่ถ้าโชคร้ายล่ะ?

ส่วนตัวผมคิดว่าหมูเด้งน่ารักจริง แต่ความปลอดภัยมาก่อน ถ้าอยากถ่ายคลิปสวยๆ ก็ทำตามกฎ รอโซนที่อนุญาตดีกว่า จะได้เที่ยวสนุกทั้งคนทั้งสัตว์

เชิญชวนทุกคนไปสวนสัตว์เปิดเขาเขียวกันนะครับ แต่จำไว้ ปฏิบัติตามกฎ 100% จะได้ไม่ต้องกลายเป็นข่าวแบบนี้! แชร์ประสบการณ์เที่ยวสวนสัตว์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างด้วยสิ

ที่มา – อย่าหาทำ หนุ่มโดดลงบ่อ “หมูเด้ง” อัดคลิปถ่ายคอนเทนต์ สวนสัตว์จับส่ง ตร. แล้ว