วัน: 19 มีนาคม 2026

“จุลพันธ์” ลั่น เพื่อไทย 74 เสียงโหวต “อนุทิน” ตั้งรัฐบาล

“จุลพันธ์” ลั่น เพื่อไทย 74 เสียง โหวต “อนุทิน” เดินหน้าตั้งรัฐบาล แก้ปัญหาประชาชน เป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ สะท้อนถึงการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วเพื่อให้ประเทศมีรัฐบาลที่มั่นคง โดยเฉพาะหลังจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา

ในวันที่ 19 มีนาคม 2567 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายอย่างหนักแน่นในสภาผู้แทนราษฎร ประกาศว่าพรรคเพื่อไทยทั้ง 74 เสียง มีมติเอกฉันท์สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ผู้สมัครนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ การตัดสินใจนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาจากการคำนวณที่รอบคอบเพื่อประโยชน์ของประชาชน

“จุลพันธ์” ลั่น เพื่อไทย 74 เสียง โหวต “อนุทิน” เดินหน้าตั้งรัฐบาล แก้ปัญหาประชาชน

นายจุลพันธ์ ย้ำชัดว่าพรรคภูมิใจไทยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนสูงสุด ด้วยคะแนนเสียงถึง 191 เสียง จากทั้งระบบบัญชีรายชื่อและระบบเลือกตั้งเขต ซึ่งเหนือกว่าพรรครองอันดับสองและสามอย่างมีนัยสำคัญ เสียงเหล่านี้คือพลังจากประชาชนที่ต้องการเห็นประเทศเดินหน้าต่อไป พรรคเพื่อไทยในฐานะตัวแทนประชาชน จึงยอมรับและเคารพผลการเลือกตั้งนี้เต็มที่ โดยไม่ยึดติดกับผลประโยชน์ส่วนตัวของพรรค

นอกจากนี้ นายจุลพันธ์ ยังขอบคุณพรรคภูมิใจไทยที่ให้เกียรติเชิญพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการรวมพลังเพื่อไทยเพื่อเร่งด่วนในการเลือกนายกรัฐมนตรี จัดตั้งรัฐบาล โปรดเกล้าฯ และแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อให้รัฐบาลมีอำนาจเต็มในการแก้ไขปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญหนาอยู่

เหตุผลหลักที่เพื่อไทยโหวตสนับสนุน “อนุทิน”

การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ มีพื้นฐานมาจากหลายปัจจัยที่ชัดเจน โดยสามารถสรุปได้ดังนี้

  • จำนวนเสียงที่เด็ดขาด: พรรคภูมิใจไทยกวาด 191 เสียง ซึ่งมากพอที่จะนำพาประเทศสู่เสถียรภาพ
  • เสียงประชาชนคือหลัก: ทุกพรรคต้องเคารพเจตจำนงของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
  • เร่งแก้ปัญหาเรื้อรัง: ประชาชนรอคอยรัฐบาลที่ทำงานจริง ไม่ใช่การเมืองล่าช้า
  • ความร่วมมือระหว่างพรรค: การเชิญร่วมรัฐบาลแสดงถึงจิตวิญญาณการประสานกัน

สถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันเต็มไปด้วยความท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซา เงินเฟ้อพุ่งสูง การว่างงานเพิ่มขึ้น รวมถึงปัญหาสังคมและโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน “จุลพันธ์” ลั่น เพื่อไทย 74 เสียง โหวต “อนุทิน” เดินหน้าตั้งรัฐบาล แก้ปัญหาประชาชน จึงเป็นสัญญาณบวกที่นักการเมืองไทยกำลังรวมพลังเพื่อประชาชน ไม่ใช่แย่งชิงอำนาจส่วนตัว

ผลกระทบที่คาดหวังจากรัฐบาลใหม่

หากนายอนุทิน ได้รับการโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีจริง ประชาชนคาดหวังว่ารัฐบาลชุดนี้จะเดินหน้าด้วยนโยบายที่ชัดเจน เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก การลดค่าครองชีพ และการปฏิรูประบบสาธารณสุข โดยเฉพาะหลังวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยที่เข้าร่วมจะช่วยเสริมสร้างความสมดุลให้รัฐบาลมีทั้งประสบการณ์และวิสัยทัศน์ที่หลากหลาย

นอกจากนี้ การที่พรรคเพื่อไทยซึ่งมีฐานเสียงแข็งแกร่งในภาคอีสานและเหนือ สนับสนุนเต็มตัว จะช่วยให้รัฐบาลใหม่มีเสถียรภาพมากขึ้น ลดโอกาสเกิดความขัดแย้งในสภา และเร่งให้เกิดการอนุมัตินโยบายสำคัญๆ ได้เร็วขึ้น ในมุมมองของผู้เขียน “จุลพันธ์” ลั่น เพื่อไทย 74 เสียง โหวต “อนุทิน” เดินหน้าตั้งรัฐบาล แก้ปัญหาประชาชน ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการเมืองแบบใหม่ที่เน้นผลลัพธ์มากกว่าคำพูด

อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังคงจับตาดูว่ารัฐบาลที่จะเกิดขึ้นจะสามารถตอบโจทย์ได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นดิจิทัลวอลเล็ตที่เป็นนโยบายเรื้อรังของเพื่อไทย หรือนโยบายสาธารณสุขของภูมิใจไทย สุดท้ายแล้ว เสียง 74 เสียงจากเพื่อไทยนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความเจริญรุ่งเรือง

เห็นได้ชัดว่านี่คือก้าวสำคัญที่แสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของพรรคการเมืองใหญ่ คุณคิดว่ารัฐบาลชุดนี้จะแก้ปัญหาประชาชนได้จริงหรือไม่? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้ติดตามข่าวสารการเมืองล่าสุด!

ที่มา – “จุลพันธ์” ลั่น เพื่อไทย 74 เสียง โหวต “อนุทิน” เดินหน้าตั้งรัฐบาล แก้ปัญหาประชาชน

โหวตนายกฯ เริ่มแล้ว ภูมิใจไทยเสนอ อนุทิน-ประชาชนดัน ณัฐพงษ์

วันนี้เรามาพูดถึงเหตุการณ์ร้อนแรงในวงการการเมืองไทยกันเลยครับ โหวตนายกฯ เริ่มแล้ว ภูมิใจไทย เสนอ “อนุทิน”-พรรคประชาชนดัน “ณัฐพงษ์” แข่ง ที่กำลังเป็นประเด็นที่ทุกคนจับตามอง สภาเริ่มลงมือโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้วนะครับ ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญ ทำให้บรรยากาศในรัฐสภาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

โหวตนายกฯ เริ่มแล้ว ภูมิใจไทย เสนอ “อนุทิน”-พรรคประชาชนดัน “ณัฐพงษ์” แข่ง

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาเรื่องด่วนเรื่องการให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยโดยนายไชยชนก ชิดชอบ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เสนอชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ขณะที่พรรคประชาชนโดยนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ เสนอชื่อ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ การโหวตครั้งนี้จะเป็นแบบขานชื่อเลยครับ ทำให้ทุกเสียงมีความสำคัญมาก

การอภิปรายเด็ดของนายณัฐพงษ์ จากพรรคประชาชน

หลังจากเสนอชื่อแล้ว เวลาประมาณ 11.45 น. นายณัฐพงษ์ ได้ขึ้นอภิปรายอย่างหนักแน่น โดยย้ำว่าพรรคประชาชนไม่ได้ตั้งใจแข่งจัดตั้งรัฐบาล เพราะรัฐบาลชุดปัจจุบันจัดตั้งมาตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ. 2569 แล้ว พรรคยึดหลักว่าพรรคที่ได้คะแนนอันดับ 1 ควรมีสิทธิ์จัดตั้งก่อนเสมอ

  • ชี้ปัญหาความชอบธรรมรัฐบาล เช่น การโยกย้ายข้าราชการก่อนเลือกตั้ง
  • ยกตัวอย่างสุพรรณบุรี เขต 2 ที่ กปน. ไม่โชว์บัตร ทำให้คะแนนเปลี่ยนกว่า 100 เสียง สร้างข้อสงสัย
  • พูดถึงผลกระทบจากความขัดแย้งตะวันออกกลางและชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กระทบปากท้องประชาชน
  • วิจารณ์คอร์รัปชั่นในภาคเกษตร ล้งต่างชาติ ทำให้เกษตรกรยิ่งปลูกยิ่งจน

นายณัฐพงษ์ ทิ้งท้ายด้วยเจตจำนงทางการเมือง ต้องกล้าตรวจสอบตัวเอง ทำงานเพื่อประชาชน ไม่ใช่ธุรกิจการเมือง และขอให้ประชาชนอย่าหมดหวัง ช่วยกันสอดส่องนักการเมือง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล อภิปรายขอบคุณและยืนยันวิสัยทัศน์

เวลา 12.03 น. นายอนุทิน ขึ้นอภิปราย ขอบคุณทุกคนที่เสนอชื่อ โดยย้ำว่าในหัวใจ ส.ส.ทุกคนมีเสียงเท่ากัน พร้อมฟังคำแนะนำ หากได้เป็นนายกฯ จะทำงานร่วมกับ ส.ส.ทุกพรรค เพื่อประโยชน์ประเทศ น้อมรับกระแสพระราชดำรัสเปิดสภา 14 มี.ค. 2569 จะสนับสนุนงานนิติบัญญัติเต็มที่ ขอน้อมรับผลโหวต และย้ำว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ผ่านมาแก้ปัญหาประชาชนได้ดี

หลังจากนั้น ประธานสภา นายโสภณ ชี้แจงขั้นตอน ตรวจนับคะแนนโดย ส.ส. 6 คน เรียงลำดับชื่อ ส.ส.ยืนกล่าวชื่อผู้ที่เห็นชอบ สามารถแก้ไขได้ก่อนออกเสียง และตรวจองค์ประชุมเพื่อโหวตขานชื่อต่อไป

เหตุการณ์ โหวตนายกฯ เริ่มแล้ว ภูมิใจไทย เสนอ “อนุทิน”-พรรคประชาชนดัน “ณัฐพงษ์” แข่ง นี้ แสดงให้เห็นถึงการแข่งขันทางการเมืองที่เข้มข้น พรรคภูมิใจไทยที่เคยมีบทบาทสำคัญ กับพรรคประชาชนที่เน้นตรวจสอบ สะท้อนแนวคิดที่แตกต่าง นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทยปี 2569 ที่อาจกำหนดทิศทางรัฐบาลชุดใหม่

จากมุมมองผู้เขียน การโหวตครั้งนี้ไม่ใช่แค่เลือกคน แต่เลือกอนาคตประเทศ ประชาชนควรติดตามใกล้ชิด เพราะผลจะกระทบทุกคน ไม่ว่าจะเศรษฐกิจ สังคม หรือความมั่นคง

คุณคิดเห็นอย่างไรกับผู้สมัครทั้งสองท่าน? อนุทินหรือณัฐพงษ์? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์กันครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อัพเดทข่าวสารการเมืองล่าสุด!

ที่มา – โหวตนายกฯ เริ่มแล้ว ภูมิใจไทย เสนอ “อนุทิน”-พรรคประชาชนดัน “ณัฐพงษ์” แข่ง

“อภิสิทธิ์” แจง ปชป. งดโหวตนายกฯ อนุทิน-ณัฐพงษ์ มีคดี

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามาคุยกันเรื่องดราม่าร้อนๆ ในสภาเลยนะครับ “อภิสิทธิ์” แจง ปชป. งดออกเสียงโหวตนายกฯ “อนุทิน-ณัฐพงษ์” ยังมีคดีทั้งคู่ เป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจมาก เพราะเกี่ยวข้องกับการโหวตนายกรัฐมนตรีคนใหม่หลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายชัดเจนถึงเหตุผลที่พรรคของเขาต้องงดออกเสียง ไม่สนับสนุนทั้งอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย และณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน

“อภิสิทธิ์” แจง ปชป. งดออกเสียงโหวตนายกฯ “อนุทิน-ณัฐพงษ์” ยังมีคดีทั้งคู่

เหตุผลหลักที่อภิสิทธิ์ยกมานั่นคือเรื่องจริยธรรมและความซื่อสัตย์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 ที่กำหนดว่านายกฯ ต้องสุจริตและไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง พรรคประชาธิปัตย์ยึดหลักการเมืองสะอาดมาตลอด ไม่ใช่แค่กฎหมายแต่ต้องสูงกว่า มาดูรายละเอียดกันครับ

กรณีอนุทิน: คดีฮั้วสว. ร้ายแรงต่อประชาธิปไตย

สำหรับอนุทิน มีคดีใหญ่ที่ กกต. และ DSI กำลังสืบสวน คดีฮั้วสว. หรือการแทรกแซงการได้มาซึ่งสว. ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงเพราะสว. ต้องเป็นกลาง ถ้าตกเป็นเครื่องมือพรรคการเมือง องค์กรอิสระก็เสียหายหมด

  • กกต. ส่งอนุกรรมการสืบสวนชุด 26 ชี้ว่าอนุทินและพวกฝ่าฝืนกฎหมายได้มาซึ่งสว.
  • ตั้งชุด 36 เฉพาะเรื่องนี้ แต่โดนฟ้องศาลอาญาทุจริตว่าการตั้งไม่ชอบ คำสั่งออกเดือนหน้า
  • DSI คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน วงเงิน 300 ล้าน เกี่ยว 1,200 คน อัยการส่งคืนเพราะต้องสอบครบ ไม่ฟ้องแยก

สถานะตอนนี้ยังค้างคา อภิสิทธิ์บอกว่าถ้าให้เป็นนายกฯ จะบั่นทอนศรัทธาประชาชน และรบกวนการบริหารประเทศ สงสัยว่าทำไมไม่เลือกคนอื่นที่สะอาดกว่า

อภิสิทธิ์ แจง ปชป. งดออกเสียงโหวตนายกฯ อนุทิน-ณัฐพงษ์

ส่วนณัฐพงษ์ ก็ด้วยหลักเดียวกัน ป.ป.ช. ชี้มูลแล้ว ส่งศาล อาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้ อภิสิทธิ์ย้ำชัด ไม่ใช่รอร่วมรัฐบาล แต่ยึดหลักตรวจสอบจริง

เสียดายโอกาสของสองพรรคใหญ่

อภิสิทธิ์เสียดายที่สองพรรคมีแคนดิเดตดีๆ อย่างสีหศักดิ์ พวงเกตุ (ภูมิใจไทย) และวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร (ประชาชน) แต่กลับเสนอคนมีปัญหา แถมเลือกตั้งยังมีข้อพิพาทค้างศาล

  • ประชาธิปัตย์ทำงานฝ่ายค้านมานาน ไม่มีประวัติรอเก้าอี้
  • เน้นการเมืองสุจริต สร้างศรัทธาให้ประชาชน

เหตุผลงดโหวตนายก อนุทิน ณัฐพงษ์

สรุปแล้ว “อภิสิทธิ์” แจง ปชป. งดออกเสียงโหวตนายกฯ “อนุทิน-ณัฐพงษ์” ยังมีคดีทั้งคู่ เพื่อรักษามาตรฐานจริยธรรมการเมืองไทยให้สูงขึ้น ในมุมผมคิดว่าจุดยืนแบบนี้ดีนะครับ ทำให้การเมืองไทยมีคุณภาพมากขึ้น ไม่ปล่อยให้คนมีคดีมาบริหารประเทศได้ง่ายๆ คุณล่ะเห็นด้วยมั้ย? คอมเมนต์บอกกันหน่อย แล้วอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันที่นี่เลย!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” แจง ปชป. งดออกเสียงโหวตนายกฯ “อนุทิน-ณัฐพงษ์” ยังมีคดีทั้งคู่

คริส พรรคเศรษฐกิจ หนุน อนุทิน หมอวรงค์ ชวนซื้อข้าว

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันครับ คริส พรรคเศรษฐกิจ หนุน อนุทิน อย่างชัดเจนในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2567 นายคริส โปตระนันทน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคเศรษฐกิจ ได้ขึ้นอภิปรายแสดงจุดยืนสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศ

เหตุผลที่ คริส พรรคเศรษฐกิจ หนุน อนุทิน นั้นน่าสนใจมาก เพราะทั้งสองพรรคมีวิสัยทัศน์ตรงกันในหลายประเด็น โดยเฉพาะการปราบปรามการทุจริต ซึ่งพรรคเศรษฐกิจเคยชูสโลแกน “นโยบายทุจริตเท่ากับประหาร” มาดูกันว่าข้อเสนอ 4 ข้อที่คริสยกมาจะช่วยยกระดับอนุทินให้กลายเป็น “รัฐบุรุษ” ได้อย่างไร

คริส พรรคเศรษฐกิจ หนุน อนุทิน ชู 4 ข้อเสนอสำคัญ

ในการอภิปรายตอนเวลา 11.20 น. คริสได้ชูธง 4 ข้อเสนอที่เชื่อว่าถ้านายอนุทินทำได้จริง จะไม่ใช่แค่นายกฯ สมัยที่ 3 แต่จะเป็นผู้นำระดับรัฐบุรุษของชาติเลยทีเดียว ข้อเสนอเหล่านี้ตอบโจทย์ปัญหาเรื้อรังของประเทศได้ตรงจุด

  • ข้อ 1: ปราบทุจริตเต็มสูบ – พรรคเศรษฐกิจและภูมิใจไทยมีนโยบายแก้ไขกฎหมายหลายร้อยฉบับที่ล้าสมัย ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดคอร์รัปชัน ถ้าทำได้ จะช่วยตัดวงจรทุจริตได้อย่างเด็ดขาด
  • ข้อ 2: เลือกคนรักชาติในยุคสงครามโลก – โลกกำลังเผชิญสงครามและความไม่แน่นอน อนุทินต้องดึงคนรักชาติ รักแผ่นดินมาช่วยงาน เพื่อความมั่นคงของชาติ
  • ข้อ 3: กิโยตินกฎหมายนำเข้าน้ำมัน – เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่นำเข้าน้ำมันราคาถูกมาขายในประเทศ ลดภาระค่าครองชีพของประชาชน
  • ข้อ 4: ผลักดันโครงสร้างพื้นฐานใหญ่ – ในฐานะวิศวกร อนุทินเคยผลักดันโครงสร้างพื้นฐานมาแล้ว คริสเชื่อว่าจะต่อยอดโครงการ Ocean Link และรถไฟฟ้าความเร็วสูงได้สำเร็จ ซึ่งเป็นนโยบายหลักของพรรคเศรษฐกิจ

คริส พรรคเศรษฐกิจ หนุน อนุทิน จะเป็นจุดเปลี่ยนการเมือง?

การที่ คริส พรรคเศรษฐกิจ หนุน อนุทิน แสดงให้เห็นถึงการรวมพลังพรรคเล็กพรรคกลางเพื่อแก้ปัญหาใหญ่ของชาติ ในสถานการณ์ที่การเมืองไทยกำลังแบ่งขั้ว การสนับสนุนนี้ช่วยเพิ่มน้ำหนักให้อนุทินในการลุ้นตำแหน่งนายกฯ หลังจากการเจรจารัฐบาลที่ยืดเยื้อ นอกจากนี้ ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ของพรรคเศรษฐกิจที่เน้นเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานมากกว่าการเมืองแบบเดิมๆ

แต่ไม่ใช่ทุกคนจะเห็นด้วย ด้านนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยภักดี ได้ออกมาคัดค้านอย่างดุเดือด โดยยืนยันว่าจะไม่โหวตให้นายณัฐพงษ์ (น่าจะหมายถึงตัวแทนฝั่งตรงข้าม) และเรียกร้องให้อนุทินแสดงความเป็นผู้นำตัวจริง

หมอวรงค์ ชวนอนุทินซื้อข้าวกินเอง เป็นตัวอย่าง ส.ส.

หมอวรงค์ยกประเด็นอาหาร ส.ส. ที่เคยเสนอให้ยกเลิกเพราะเป็นการใช้ภาษีประชาชน แต่ถูก ส.ส.พรรคประชาชนคัดค้าน เขาจึงท้าทายอนุทินในฐานะผู้นำปราบทุจริต ว่าควรตั้งที่ปรึกษานายกฯ น้อยลง ไม่ใช่ปูนบำเหน็จ และประกาศซื้ออาหารกินเอง ไม่ใช้เงินภาษี

“ถ้าท่านประกาศว่าจะซื้ออาหารกินเอง จะไม่รบกวนภาษีประชาชน ผมเชื่อว่าจะโดนใจพี่น้องประชาชนแน่นอน” หมอวรงค์กล่าว พร้อมเชิญอนุทินมากินมื้อกลางวันด้วยกัน เพื่อให้ ส.ส.เกรงใจและเป็นต้นแบบที่ดี การกระทำเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ ถ้าผู้นำทำได้ จะช่วยฟื้นศรัทธาในนักการเมืองได้มาก

ประเด็นนี้ชี้ให้เห็นปัญหาการใช้จ่ายงบประมาณ ส.ส. ที่ประชาชนบ่นมานาน โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจยากลำบากแบบนี้ การเป็นตัวอย่างด้วยการสละสิทธิ์ส่วนตัว จะช่วยลดภาพลักษณ์นักการเมืองฟุ่มเฟือยได้

การอภิปรายครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการโหวตนายกฯ แต่ยังสะท้อนวิสัยทัศน์และค่านิยมของ ส.ส. แต่ละคน สุดท้ายแล้ว ประชาชนอย่างเราคือผู้ตัดสินใจผ่านการเลือกตั้งครั้งหน้า

คุณคิดเห็นอย่างไรกับการที่ คริส พรรคเศรษฐกิจ หนุน อนุทิน และข้อเสนอซื้อข้าวกินเองของหมอวรงค์? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญนะครับ!

นอกจากนี้ การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่เน้นผลงานมากกว่าปากเสียง หากอนุทินได้เป็นนายกฯ จริง ข้อเสนอ 4 ข้อนี้จะเป็นเครื่องวัดความสำเร็จหรือไม่ ต้องจับตาดูต่อไป

ที่มา – “คริส” พรรคเศรษฐกิจ ยืนยัน หนุน “อนุทิน” ด้าน “หมอวรงค์” ชวนซื้อข้าวกินเองเป็นตัวอย่างสส.

“เพนตากอน” ของบกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ ทำสงครามอิหร่าน

“เพนตากอน” ของบกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ ทำสงครามอิหร่าน เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการระหว่างประเทศในขณะนี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือที่รู้จักกันในชื่อเพนตากอน ได้ยื่นขอรับงบประมาณมหาศาลถึง 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6.56 ล้านล้านบาท เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่ สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในตะวันออกกลาง

“เพนตากอน” ของบกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ ทำสงครามอิหร่าน

ตามรายงานจากวอชิงตันโพสต์ เพนตากอนยื่นคำขอนี้ไปยังทำเนียบขาวเพื่อให้สภาคองเกรสอนุมัติ โดยงบประมาณจำนวนนี้จะใช้เร่งขยายการผลิตอาวุธที่กำลังขาดแคลน หลังจากสงครามปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ค่าใช้จ่ายพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว ในสัปดาห์แรกเพียงสัปดาห์เดียว สหรัฐฯ ใช้ไปแล้วกว่า 11,000 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังเสนอเพิ่มงบกลาโหมปี 2027 เป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 50% จากปีก่อน

แผนส่งทหารภาคพื้นดินบุกยึดเกาะคาร์ก

นอกเหนือจากงบประมาณ “เพนตากอน” ของบกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ ทำสงครามอิหร่าน แล้ว รัฐบาลทรัมป์ยังพิจารณาส่งกองทัพทหารราบหลายพันนายไปตะวันออกกลาง เพื่อยึดเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางส่งออกน้ำมัน 90% ของอิหร่าน แทนการทำลาย แผนนี้รวมถึงการคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ การส่งทหารประจำชายฝั่งอิหร่านเพื่อปกป้องเรือบรรทุกน้ำมัน และภารกิจหน่วยรบพิเศษบุกควบคุมคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของเตหะราน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมาก

แม้ทรัมป์จะหาเสียงว่าจะหลีกเลี่ยงสงครามใหม่ในตะวันออกกลาง แต่ตอนนี้การส่งทหารบกกลายเป็นทางเลือกหลัก แม้คะแนนนิยมสงครามอิหร่านของชาวอเมริกันจะต่ำ เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวยืนยันว่า ยังไม่ตัดสินใจอย่างเป็นทางการ แต่ทรัมป์ “เก็บทุกทางเลือกไว้บนโต๊ะ” เพื่อบรรลุเป้าหมายปฏิบัติการ Epic Fury ได้แก่:

  • ทำลายศักยภาพขีปนาวุธของอิหร่าน
  • กวาดล้างกองทัพเรืออิหร่านให้สิ้นซาก
  • กำจัดกลุ่มตัวแทนที่ก่อความไม่มั่นคงในภูมิภาค
  • การันตีว่าอิหร่านไม่มีวันครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

สถานการณ์ “เพนตากอน” ของบกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ ทำสงครามอิหร่าน สะท้อนถึงความซับซ้อนของ geopolitics ในปัจจุบัน งบมหาศาลนี้ไม่เพียงกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ยังส่งผลต่อราคาน้ำมันทั่วโลกและความมั่นคงภูมิภาค ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าหากส่งทหารบกจริง อาจนำไปสู่สงครามยืดเยื้อคล้ายอิรักหรืออัฟกานิสถาน

ในมุมมองของเรา สถานการณ์นี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หากสหรัฐฯ สำเร็จในการยึดเกาะคาร์ก จะควบคุมน้ำมันอิหร่านได้ แต่หากล้มเหลว อาจจุดชนวนวิกฤตใหญ่ คุณคิดว่าสหรัฐฯ ควรทำอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวสารล่าสุด!

ที่มา – “เพนตากอน” ของบกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ ทำสงครามอิหร่าน

“โรม” ซัด “อนุทิน” ขาดคุณสมบัติไร้ซื่อสัตย์

การเมืองไทยร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อเกิดดราม่าระหว่าง ส.ส.รังสิมันต์ โรม จากพรรคประชาชน กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เหตุการณ์นี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตา โดยเฉพาะประเด็นที่โรมออกโรงอภิปรายแบบจัดหนัก จวกอนุทินว่าขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ ไร้ความซื่อสัตย์สุจริต และยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต

“โรม” ซัด “อนุทิน” ขาดคุณสมบัติ ไร้ซื่อสัตย์ ตัวการทำเลือกตั้งไม่สุจริต

วันที่ 19 มีนาคม 2567 (คาดว่าพิมพ์ผิดจาก 2569 ในบางแหล่ง) ที่อาคารรัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา ทำหน้าที่ประชุมวาระสำคัญ คือการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 โดยมี ส.ส. ปฏิบัติหน้าที่ 499 คน การโหวตใช้วิธีเปิดเผย ขานชื่อ ส.ส. รายบุคคล ต้องได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่ง หรือ 250 เสียงขึ้นไป

ผู้เสนอชื่อคือ นายไชยชนก ชิดชอบ ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย เสนอชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายรังสิมันต์ โรม เสนอชื่อ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ก่อนโหวต ทั้งสองฝ่ายได้อภิปรายตัวบุคคลฝ่ายละ 70 นาที ซึ่งตรงนี้เองที่โรมไม่ยั้ง เปิดประจานปัญหาต่าง ๆ ของอนุทิน

ประเด็นน้ำมันเถื่อนสะท้อนความไม่ซื่อสัตย์

โรมชี้ว่าปัญหาราคาน้ำมันแพงและน้ำมันเถื่อนที่ฝังรากลึกมานาน แสดงให้เห็นการบริหารที่เต็มไปด้วยทุจริต แม้รัฐบาลยืนยันว่าน้ำมันมีพอ แต่ทำไมถึงหายไป? นี่คือหลักฐานชัดเจนว่า “โรม” ซัด “อนุทิน” ขาดคุณสมบัติ ไร้ซื่อสัตย์ ตัวการทำเลือกตั้งไม่สุจริต จริง ส.ส.ฝั่งภูมิใจไทยอย่างนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ประท้วงว่านอกประเด็น แต่โรมยืนยันว่ามันเกี่ยวข้องกับความซื่อสัตย์สุจริตตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160

การเลือกตั้งสกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์

อีกประเด็นหนักคือการเลือกตั้งปี 2566 ที่โรมเรียกว่า “สกปรกที่สุดครั้งหนึ่ง” โดยกล่าวหาอนุทินในฐานะอดีตนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ใช้อำนาจโยกย้ายข้าราชการก่อนหาเสียง ซึ่งไม่ใช่มาตรฐานการเมืองไทย และส่อเค้าโกงเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังมีประเด็นฮั้ว สว. ที่ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนในการเลือก สว. ทำให้ ส.ส.ภูมิใจไทยประท้วงหนัก ประธานสภาต้องเตือนหลายรอบไม่ให้ลงรายละเอียดลึกเหมือนอภิปรายไม่ไว้วางใจ

  • ปัญหาน้ำมันเถื่อน: องค์กรข้ามชาติฝังราก บริหารเชิงทุจริต
  • โยกย้ายขรก.ก่อนเลือกตั้ง: ส่อโกงเลือกตั้ง
  • ฮั้ว สว.: ประชาชนสิ้นศรัทธา

ทั้ง 3 ประเด็นนี้ โรมย้ำว่ามาจากความรู้สึกของประชาชนทั้งประเทศ สะท้อนชัดว่านายอนุทินไม่มีคุณสมบัติเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ

ก่อนเข้าสู่การโหวต มีการปฏิญาณหน้าที่ของ ส.ส.ใหม่ ๆ อย่างนายไชยชนก ชิดชอบ และนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รวมถึงพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานสภา เหตุการณ์นี้ไม่เพียงเป็นการชิงเก้าอี้นายก แต่ยังเผยรอยร้าวทางการเมืองระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลกับฝ่ายค้าน

การอภิปรายของโรมกลายเป็นไวรัลในโซเชียล มีเดียทันที ผู้คนจำนวนมากเห็นด้วยกับประเด็นที่ยกมา โดยเฉพาะปัญหาน้ำมันที่กระทบชีวิตประชาชนโดยตรง การเมืองไทยในยุคนี้เต็มไปด้วยการตรวจสอบกันเอง ซึ่งเป็นกลไกประชาธิปไตยที่ดี แต่ก็ต้องระวังไม่ให้กลายเป็นการโจมตีส่วนตัว

สุดท้ายแล้ว “โรม” ซัด “อนุทิน” ขาดคุณสมบัติ ไร้ซื่อสัตย์ ตัวการทำเลือกตั้งไม่สุจริต นี้จะส่งผลต่อผลโหวตอย่างไร? ต้องติดตามต่อไป แต่ชัดเจนว่ามันจุดประกายให้ประชาชนตื่นตัวกับคุณสมบัติผู้นำมากขึ้น

คุณคิดอย่างไรกับการอภิปรายครั้งนี้? คิดว่าประเด็นที่โรมยกมามีน้ำหนักหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อน ๆ ได้อ่านด้วยนะครับ!

ที่มา – “โรม” ซัด “อนุทิน” ขาดคุณสมบัติ ไร้ซื่อสัตย์ ตัวการทำเลือกตั้งไม่สุจริต

“สมชาย” เยี่ยม “ทักษิณ” ฝากชม “ยศชนัน”

การเมืองไทยยังคงคึกคักไม่หยุดหย่อน ล่าสุดมีข่าวร้อนที่ทุกคนจับตามอง เมื่อ “สมชาย” เยี่ยม “ทักษิณ” ฝากชม “ยศชนัน” เรียนรู้เร็ว พร้อมทำงานการเมืองในอนาคต เกิดขึ้นที่เรือนจำกลางคลองเปรม สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในครอบครัวชินวัตรและวงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นแกนนำสำคัญของพรรคเพื่อไทย

“สมชาย” เยี่ยม “ทักษิณ” ฝากชม “ยศชนัน” เรียนรู้เร็ว พร้อมทำงานการเมืองในอนาคต

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมกับนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ภรรยา และนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัว เดินทางเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่กำลังรับโทษในเรือนจำฯ ในฐานะตัวแทนครอบครัว บริเวณหน้าเรือนจำยังมีมวลชนคนเสื้อแดงมารอต้อนรับและให้กำลังใจอย่างคับคั่ง ปัจจุบันนายทักษิณถูกคุมขังมาแล้วครบ 6 เดือนกับอีก 10 วัน

การเยี่ยมครั้งนี้ใช้เวลาประมาณ 35 นาที โดยนายสมชายเล่าว่ามาเยี่ยมเพราะคิดถึง หลังจากไม่ได้เจอกันเกือบเดือน สอบถามสารทุกข์สุกดิบและเรื่องครอบครัวตามประสาญาติพี่น้อง ไม่มีประเด็นหนักหน่วงอะไรเป็นพิเศษ ส่วนเรื่องการเมืองมีการพูดคุยกันบ้าง เพราะนายทักษิณยังติดตามข่าวสารบ้านเมืองอย่างใกล้ชิด แต่ไม่ได้โฟกัสประเด็นใด เพราะตระหนักดีว่าอยู่ในพื้นที่จำกัด ไม่สามารถวุ่นวายกับภายนอกได้ ผู้เข้าเยี่ยมส่วนใหญ่เป็นคนครอบครัวเท่านั้น ไม่มีนักการเมืองอื่น

สภาพจิตใจนายทักษิณและการนับถอยหลังสู่อิสรภาพ

นายสมชายเผยว่านายทักษิณมีสภาพจิตใจสดชื่นแจ่มใส ทำใจได้ดีกับสถานการณ์ เขาให้กำลังใจโดยบอกว่า “เราจะไม่นับเศษเวลา แต่นับเวลาเต็ม” คาดว่าอีกประมาณ 1 เดือน หรือภายในเดือนพฤษภาคม 2569 นายทักษิณจะได้รับอิสรภาพเต็มตัว ครอบครัวทุกคนต่างรอคอยวันนั้นด้วยความหวังที่จะได้อยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง

นอกจากนี้ นายทักษิณยังเอ่ยชม ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หรือ “อาจารย์เชน” ลูกชายของนายสมชาย ว่ามีบุคลิกดีขึ้นหลังเข้าทำงานการเมือง แม้เป็นหน้าใหม่แต่เรียนรู้รวดเร็ว สนใจสืบค้นข้อมูลเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับบทบาทในอนาคต และฝากให้กำลังใจ ชื่นชมความสามารถของอาจารย์เชน

มุมมองต่อการเมืองและคนรุ่นใหม่

นายสมชายย้ำว่าการบริหารพรรคเพื่อไทยเป็นหน้าที่ของพรรคเอง เขาเพียงติดตามและให้กำลังใจลูกชายเท่านั้น สำหรับบ้านเมืองในปัจจุบัน ต้องฝากความหวังไว้กับคนรุ่นใหม่ เพราะโลกเปลี่ยนแปลงเร็วด้วยเทคโนโลยี ต้องมีคนสมัยใหม่ที่ใฝ่เรียนรู้มาพัฒนาประเทศ มิเช่นนั้นจะก้าวไม่ทัน การสนทนาครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นเรื่องผู้สูงอายุ นายทักษิณไม่สามารถขับเคลื่อนได้ เป็นหน้าที่ของพรรคเพื่อไทยและผู้เกี่ยวข้อง เขาขอบคุณสื่อและประชาชนที่ติดตาม และอาจได้เจอกันอีกวันที่ 11 พ.ค. 2569

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีในเครือข่ายเพื่อไทย ทักษิณยังมีอิทธิพลสูง แม้อยู่ในเรือนจำ ยศชนันที่เป็นนักวิชาการเข้าสู่การเมือง ถือเป็นสัญญาณบวกของพรรคที่เตรียมคนรุ่นใหม่สู่เวทีการเมืองไทย

  • สมชาย วงศ์สวัสดิ์: อดีตนายกฯ สนิททักษิณ
  • ทักษิณ ชินวัตร: ผู้นำศูนย์กลางเพื่อไทย
  • ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์: นักการเมืองหน้าใหม่ มีศักยภาพ

ในมุมมองของผู้เขียน การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่คนรุ่นใหม่อย่างยศชนันจะมีบทบาทสำคัญ หากพรรคเพื่อไทยใช้โอกาสนี้ให้ดี อนาคตอาจสดใส คุณคิดอย่างไรกับอนาคตของยศชนัน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “สมชาย” เยี่ยม “ทักษิณ” ฝากชม “ยศชนัน” เรียนรู้เร็ว พร้อมทำงานการเมืองในอนาคต

จันทร์ดับ 19 มีนาคม 2569 คืนมองไม่เห็นดวงจันทร์

คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคืนท้องฟ้ากลับมืดสนิทไร้เงาดวงจันทร์? วันที่ 19 มีนาคม 2569 คือวันนั้นเลย! สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ประกาศว่าเป็นวันจันทร์ดับ 19 มีนาคม 2569 หรือ New Moon คืนเดือนมืดที่ดวงจันทร์หายไปจากสายตาเรา ทำให้เป็นโอกาสทองสำหรับคนรักดาราศาสตร์ที่จะได้ชมดวงดาวชัดเจนยิ่งขึ้น

จันทร์ดับ 19 มีนาคม 2569 คืออะไร

จันทร์ดับ 19 มีนาคม 2569 คือจุดเริ่มต้นของวัฏจักรดวงจันทร์ใหม่ ดวงจันทร์โคจรเข้าสู่ตำแหน่งที่หันด้านมืดสนิทเข้าหาโลก เนื่องจากด้านนั้นไม่ได้รับแสงจากดวงอาทิตย์เลย ดวงจันทร์จะขึ้นและตกพร้อมกับดวงอาทิตย์ ทำให้ในยามค่ำคืนที่ท้องฟ้ามืดสนิท เราจะมองไม่เห็นมันเลยสักนิด

ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นทุกเดือนตามปฏิทินจันทรคติ โดยรอบหนึ่งใช้เวลาประมาณ 29.5 วัน ซึ่งเป็นวัฏจักรธรรมชาติที่สวยงามและคาดเดาได้แม่นยำ

เหตุผลที่มองไม่เห็นดวงจันทร์ในคืนจันทร์ดับ 19 มีนาคม 2569

หลักการง่ายๆ คือ ดวงจันทร์ไม่มีแสงของตัวเอง มันส่องสว่างเพราะสะท้อนแสงอาทิตย์ เมื่อดวงจันทร์อยู่ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ ด้านที่หันหน้าเข้าหาเราก็จะเป็นด้านมืดทั้งดวง นั่นคือเหตุผลที่คืนนี้ท้องฟ้าจะมืดกว่าปกติ เหมาะสำหรับการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์

วัฏจักรดวงจันทร์หลังจันทร์ดับ 19 มีนาคม 2569

หลังจากวันจันทร์ดับ 19 มีนาคม 2569 ดวงจันทร์จะเริ่มแสดงเสี้ยวสว่างบางๆ ในวันถัดไป นี่คือขั้นตอนวัฏจักรที่คุณสามารถติดตามได้:

  • วัน 20-22 มี.ค.: จันทร์เสี้ยวแรก (Waxing Crescent) เสี้ยวบางๆ ใกล้ขอบฟ้า
  • วัน 25 มี.ค.: จันทร์ครึ่งแรก (First Quarter) สว่างครึ่งซีก
  • ต้นเม.ย.: จันทร์ใกล้เต็มดวง (Waxing Gibbous)
  • กลางเม.ย.: จันทร์เพ็ญ (Full Moon) สว่างเต็มดวง
  • แล้ววนกลับมาจันทร์ดับรอบใหม่

การรู้จักวัฏจักรนี้ช่วยให้เราวางแผนกิจกรรมได้ เช่น เลือกคืนจันทร์ดับดูดาว หรือคืนเพ็ญจัดงานเทศกาล

โอกาสพิเศษในคืนจันทร์ดับ 19 มีนาคม 2569

คืนเดือนมืดแบบนี้คือเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการดูดาว! แสงจันทร์ไม่มากวน ทำให้เห็นทางช้างเผือก กาแล็กซี และดาวเคราะห์ได้ชัดเจน ถ้าอากาศปลอดโปร่ง ลองหาที่มืดๆ อย่างนอกเมืองแล้วเงยหน้ามองท้องฟ้า NARIT แนะนำให้ใช้แอปดาราศาสตร์ช่วยระบุตำแหน่งดาว

นอกจากนี้ ปรากฏการณ์จันทร์ดับยังมีความสำคัญในทางวัฒนธรรมไทย เช่น การกำหนดวันสำคัญทางพุทธศาสนาหรือปฏิทินเกษตรกรรม

ข้อมูลนี้มาจากเพจเฟซบุ๊ก NARIT ที่อัปเดตปฏิทินดาราศาสตร์ประจำวันอย่างสม่ำเสมอ หากคุณสนใจ สามารถติดตามได้ที่ NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ

สุดท้ายนี้ อย่าพลาดคืนจันทร์ดับ 19 มีนาคม 2569 ลองออกไปสัมผัสความมืดอันน่าตื่นเต้นของจักรวาล แล้วแบ่งปันภาพสวยๆ กับเพื่อนๆ ทางโซเชียลได้เลย! การสังเกตการณ์ท้องฟ้าจะช่วยให้เราเข้าใจโลกและจักรวาลมากขึ้น

ที่มา – 19 มีนาคม 2569 คือวัน “จันทร์ดับ” คนบนโลกจะมองไม่เห็นดวงจันทร์ในคืนนี้

“ธรรมนัส” กำชับ สส. “กล้าธรรม” ห้ามแตกแถว งดออกเสียงโหวตนายกฯ

“ธรรมนัส” กำชับ สส. “กล้าธรรม” ห้ามแตกแถว งดออกเสียงโหวตนายกฯ เป็นข่าวใหญ่ในวงการการเมืองไทยที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในขณะนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่สภาผู้แทนราษฎรกำลังประชุมเพื่อลงมติแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ การเคลื่อนไหวของพรรคกล้าธรรม (กธ.) ภายใต้การนำของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กลายเป็นจุดสนใจ เพราะแสดงให้เห็นถึงหลักการและความสามัคคีของพรรคฝ่ายค้านพรรคนี้

“ธรรมนัส” กำชับ สส. “กล้าธรรม” ห้ามแตกแถว งดออกเสียงโหวตนายกฯ

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2567 เวลา 09.50 น. ที่ห้องประชุม 202 อาคารรัฐสภา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม พร้อมด้วยนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ได้ประชุมร่วมกับ ส.ส.พรรคทั้งหมด เพื่อกำหนดทิศทางการลงมติในสภา โดยเฉพาะประเด็นสำคัญอย่างการโหวตนายกรัฐมนตรี

ในที่ประชุม ร.อ.ธรรมนัส ได้เน้นย้ำหลักการของพรรคอย่างชัดเจนว่า พรรคกล้าธรรมอยู่กันแบบพี่น้องในครอบครัว การตัดสินใจใด ๆ โดยเฉพาะการโหวต ต้องมาจากมติร่วมกันของ ส.ส. ทั้ง 58 คน ห้ามแตกแถวเด็ดขาด หากมีความเห็นต่าง ให้ถกเถียงกันในห้องประชุมนี้เท่านั้น และเมื่อได้มติจากเสียงส่วนใหญ่แล้ว ทุกคนต้องยืนเคียงข้างกันไปในทิศทางเดียวกัน นี่คือหัวใจสำคัญของพรรคที่ยึดมั่น

มติเอกฉันท์งดออกเสียงโหวตนายกฯ ของพรรคกล้าธรรม

ผลจากการประชุม พรรคกล้าธรรมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ งดออกเสียง ในการโหวตนายกรัฐมนตรี โดยไม่มีใครถกเถียงหรือขัดแย้งกันเลย ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นเอกภาพที่แข็งแกร่ง เมื่อสื่อมวลชนถาม ร.อ.ธรรมนัส ว่า จะโหวตให้เพื่อนหรือไม่ เขาตอบอย่างชัดเจนว่า ต้องฟังเสียงอีก 57 เสียงก่อน ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน แสดงให้เห็นถึงประชาธิปไตยภายในพรรคที่แท้จริง

กำชับ ส.ส. ทำหน้าที่ฝ่ายค้านสร้างสรรค์

นอกจากเรื่องการโหวต ร.อ.ธรรมนัส ยังกำชับ ส.ส.ทุกคนให้ทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสร้างสรรค์ โดยเน้นการอภิปรายปัญหาประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก เช่น ปัญหาการเกษตร เศรษฐกิจพื้นฐาน สุขภาพ การศึกษา และสิ่งแวดล้อม ที่จะสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศชาติ ขอให้หลีกเลี่ยงการพูดเรื่องส่วนตัวหรือการโจมตีที่ไม่มีสาระ เพราะจะทำให้การเมืองกลายเป็นน้ำเน่า

ทุกสัปดาห์ที่สภาเปิดประชุม ส.ส.พรรคกล้าธรรมต้องผลัดกันอภิปราย โดยพรรคจะมีข้อมูลและคอนเทนต์สำรอง (แบ็กอัป) ให้ เพื่อให้การพูดจามีหลักการ ข้อมูลครบถ้วน สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่พูดแบบไร้สาระ พรรคจะสนับสนุนญัตติต่าง ๆ เพื่อให้ ส.ส. เป็นตัวแทนประชาชนอย่างแท้จริง

  • หลักการสำคัญ: ความสามัคคี ห้ามแตกแถว
  • ทิศทาง: งดออกเสียงโหวตนายกฯ
  • หน้าที่: อภิปรายปัญหาประชาชน ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว
  • การสนับสนุน: ข้อมูลและคอนเทนต์จากพรรค

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของพรรคกล้าธรรมไม่เพียงแต่แสดงถึงความเป็นมืออาชีพ แต่ยังเป็นตัวอย่างที่ดีให้พรรคการเมืองอื่น ๆ ในไทย โดยเฉพาะในสถานการณ์การเมืองที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง การยืนหยัดในหลักการจะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจงดออกเสียงของพรรคกล้าธรรมเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เพราะช่วยรักษาความเป็นกลางในฐานะฝ่ายค้าน ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ตรวจสอบรัฐบาลใหม่ได้อย่างเต็มที่ หากคุณสนใจข่าวการเมืองอัปเดต ติดตามบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ และแสดงความคิดเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับมติของพรรคนี้

ที่มา – “ธรรมนัส” กำชับ สส. “กล้าธรรม” ห้ามแตกแถว งดออกเสียงโหวตนายกฯ