วัน: 24 มีนาคม 2026

เสียเวลาทั้งวัน จอดรอคิวเติมน้ำมันที่กระบี่

วันนี้เรามาพูดถึงปัญหาที่กำลังสร้างความเดือดร้อนให้ชาวกระบี่กันนะคะ เสียเวลาทั้งวัน จอดรอคิวเติมน้ำมันที่กระบี่ กลายเป็นภาพติดตาที่หลายคนต้องเจอ โดยเฉพาะชาวบ้านจากเกาะลันตาที่ต้องเสี่ยงเดินทางมาถึงตัวเมืองเพื่อหวังเติมน้ำมันให้รถ สถานการณ์นี้เกิดขึ้นจริงเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2569 ที่ปั๊มน้ำมัน ปตท.กระบี่น้อย มีรถยนต์นับกว่า 300 คัน จอดรอคิวตั้งแต่เช้ามืด กว่าจะได้เติมก็ต้องรอถึงบ่ายสามโมง ชาวบ้านหลายคนเสียโอกาสในการทำงานไปเต็มๆ เลยค่ะ

เสียเวลาทั้งวัน จอดรอคิวเติมน้ำมันที่กระบี่ สถานการณ์วิกฤตที่ทุกปั๊มเจอ

ที่ปั๊ม ปตท.กระบี่น้อย อ.เมืองกระบี่ ชาวบ้านจากอำเภอใกล้เคียงและต่างอำเภอพากันมารอเติมน้ำมันดีเซล ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ทางปั๊มต้องออกบัตรคิวเพื่อจัดการให้เข้าตามลำดับ บางคนรอนานจนน้ำมันรถหมดเกลี้ยง ต้องหาแกลลอนไปซื้อน้ำมันมาเติมแทน ภาพความวุ่นวายแบบนี้เกิดขึ้นแทบทุกปั๊มในจังหวัดกระบี่เลยนะคะ ทำให้หลายคนพลาดงานสำคัญไปเพียบ

คิวยาวเติมน้ำมันที่กระบี่

พนักงานขับรถส่งสินค้าคนหนึ่งเล่าว่า ต้องมารอตั้งแต่เช้า น้ำมันหมดจนต้องควักเงิน 900 บาท ซื้อแกลลอนมาเติม วันนี้ยังไม่ได้ส่งของให้ลูกค้าเลยสักราย เพราะ เสียเวลาทั้งวัน จอดรอคิวเติมน้ำมันที่กระบี่ ปกติวิ่งส่งของทุกวัน แต่ตอนนี้ล่าช้าทุกเที่ยว ลูกค้าเข้าใจ แต่ก็อยากวอนรัฐบาลช่วยแก้ไขด่วน ชาวบ้านเดือดร้อนหนักจริงๆ ค่ะ

ชาวเกาะลันตาเผย บนเกาะไม่มีน้ำมันให้เติม ต้องเสี่ยงมาถึงเมือง

น่าปวดใจสุดๆ สำหรับหญิงสาวจากเกาะลันตา ที่พาคดีๆ มารอคิว เธอบอกว่าเกาะลันตาไม่มีน้ำมันเติมมา 2 วันแล้ว ชาวบ้านบนเกาะเดือดร้อนกันหมด เธอมารอตั้งแต่เช้า ได้คิวที่ 200 กว่าคิว ยังไม่รู้จะได้เติมวันนี้มั้ย กลัวไม่มีน้ำมันมากกว่าราคาแพงอีก วอนรัฐช่วยเรื่องปริมาณน้ำมันให้เพียงพอเถอะค่ะ

ผู้ประกอบการก่อสร้างหยุดชะงักเพราะขาดน้ำมันเครื่องจักร

ไม่ใช่แค่รถยนต์นะคะ ผู้รับเหมาก่อสร้างเอกชนเล่าว่าต้องหยุดงาน เพราะรถแบ็คโฮและรถบรรทุกปูนขาดน้ำมันดีเซล เอารถหนักมาเติมไม่ได้ ต้องรอคิวซื้อไปเติมเอง รอบละแค่ 100 ลิตร ไม่พอใช้เลย สถานการณ์แบบนี้กระทบเศรษฐกิจท้องถิ่นชัดเจน

ปัญหาเสียเวลาทั้งวัน จอดรอคิวเติมน้ำมันที่กระบี่ อาจเกิดจากน้ำมันไม่พอ供給 อาจเพราะโรงกลั่นมีปัญหาหรือความต้องการพุ่งสูงในช่วงนี้ โดยเฉพาะดีเซลที่ใช้เยอะในภาคใต้ ชาวกระบี่และนักท่องเที่ยวที่มาเกาะลันตาต้องปรับตัวยังไงดีล่ะคะ?

  • เสียเวลาและโอกาสทำงาน: รอตั้งแต่เช้าถึงบ่าย ส่งผลให้รายได้ลด
  • กระทบผู้ประกอบการ: ก่อสร้าง หยุดชะงัก ส่งสินค้าช้า
  • ชาวเกาะลันตาลำบาก: ต้องลุ้นคิวไกลจากบ้าน เสี่ยงอุบัติเหตุ
  • เศรษฐกิจท้องถิ่นสะดุด: นักท่องเที่ยวอาจได้รับผลกระทบตาม

เพื่อรับมือ สามารถวางแผนเติมน้ำมันแต่เช้ามืด ใช้รถให้น้อยลง หรือหันมาใช้พลังงานทางเลือกอย่างไฟฟ้าในอนาคต แต่ตอนนี้ต้องพึ่งรัฐบาลช่วยกระจายน้ำมันให้ทั่วถึงมากกว่านี้ค่ะ

ในมุมมองของเรา สถานการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนว่าการจัดการพลังงานต้องดีขึ้น รัฐควรเร่งนำเข้าดีเซลและเพิ่มสต็อกปั๊มในพื้นที่ห่างไกลอย่างเกาะลันตา ถ้าปล่อยไว้อาจกระทบการท่องเที่ยวที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของกระบี่ได้ คุณล่ะคะ เคยเจอปัญหาแบบนี้มั้ย? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วช่วยกันกดแชร์เพื่อให้รัฐเห็นปัญหานะคะ!

ที่มา – ​เสียเวลาทั้งวัน จอดรอคิวเติมน้ำมันที่กระบี่ ชาวบ้านที่ลันตาเผย บนเกาะไม่มีให้เติม

ราคาทอง 1 บาท วันนี้ 24 มี.ค. 69: 69,100 บาท

สวัสดีครับชาวนักลงทุนทองคำทุกท่าน! วันนี้เรามาอัพเดท ราคาทอง 1 บาท วันนี้ กันแบบสดๆ ร้อนๆ เลยนะครับ สำหรับวันที่ 24 มีนาคม 2569 หรือ 24 มี.ค. 69 ตามที่หลายคนเรียก สมาคมค้าทองคำได้รายงานราคาล่าสุดปิดตลาดแล้ว โดยมีการปรับขึ้นลงสุดตัวถึง 49 ครั้ง! เรียกว่าโผกผันสุดๆ เลยทีเดียว ราคาทั้งหมดเพิ่มขึ้นจากเมื่อวานนี้ 1,400 บาท ถือเป็นข่าวดีสำหรับคนถือทอง หรือใครที่กำลังมองหาโอกาสซื้อขาย

ราคาทอง 1 บาท วันนี้ ปรับ 49 ครั้ง

มาดูรายละเอียดกันเลยครับ ราคาทอง 1 บาท วันนี้ จากสมาคมค้าทองคำ ตั้งแต่เปิดตลาดจนปิด 17.30 น. มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยมาก ปัจจัยหลักมาจากราคาทองโลกที่ผันผวน ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า และสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังไม่นิ่ง โดยสรุปราคาปิดตลาด:

  • ทองคำแท่ง 96.5%: รับซื้อ 68,100 บาท ขายออก 68,300 บาท
  • ทองรูปพรรณ 96.5%: รับซื้อ 66,734.32 บาท ขายออก 69,100 บาท

เห็นไหมครับว่าราคาขึ้นชัดเจน ถือเป็นโอกาสทองสำหรับนักลงทุนที่เก็งกำไรระยะสั้น แต่ก็ต้องระวังความผันผวนด้วยนะ

ราคาทอง 1 บาท วันนี้ แบ่งตามน้ำหนักทองรูปพรรณ

สำหรับคนที่สนใจซื้อทองรูปพรรณ ราคาจะแบ่งตามน้ำหนักดังนี้ (เป็นการประมาณการเท่านั้น กรุณาตรวจสอบกับร้านค้าจริงก่อนซื้อนะครับ):

  • ทองรูปพรรณ ครึ่งสลึง: 9,337.50 บาท
  • ทองรูปพรรณ 1 สลึง: 17,875 บาท
  • ทองรูปพรรณ 2 สลึง: 34,950 บาท
  • ทองรูปพรรณ 1 บาท: 69,100 บาท
  • ทองรูปพรรณ 2 บาท: 138,200 บาท
  • ทองรูปพรรณ 5 บาท: 345,500 บาท

ราคาเหล่านี้เหมาะสำหรับคนที่ซื้อสะสมหรือเป็นของขวัญ อย่างสร้อยคอหรือแหวนทองคำ เพราะทองรูปพรรณมีค่ากระแสเงินสดดีกว่าแท่งเล็กน้อย แม้จะมีเบี้ยเพิ่ม

ทำไมราคาถึงปรับบ่อยขนาดนี้? ในวันนี้ ราคาทองสปอตโลกเคลื่อนไหวตามข่าว Fed อาจลดดอกเบี้ยช้าลง บวกกับความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่หนุนราคาทองให้พุ่ง นักลงทุนหลายคนหันมาถือทองเป็น safe haven ทำให้ ราคาทอง 1 บาท วันนี้ สูงขึ้นตามไปด้วย ถ้าดูกราฟย้อนหลัง 1 สัปดาห์ ราคาขึ้นต่อเนื่องเกือบ 3,000 บาทแล้ว!

คำแนะนำจากผมในฐานะคนติดตามตลาด: ถ้าคุณเป็นมือใหม่ อย่ารีบซื้อตอนขึ้นแรงแบบนี้ ลองรอ pullback หรือแบ่งซื้อทีละน้อยดีกว่า สำหรับคนถือทองเก่า ถือต่อได้เพราะแนวโน้มยังดี แต่ติดตามข่าวประจำวันด้วยนะครับ เพราะพรุ่งนี้ 25 มี.ค. 69 อาจปรับอีก

นอกจากนี้ ถ้าสนใจลงทุนทอง อย่าลืมเช็ค เว็บสมาคมค้าทองคำ เป็นประจำ หรือใช้แอพแจ้งเตือนราคา จะช่วยให้ไม่พลาดโอกาส สุดท้าย ผมคิดว่าราคาทองปีนี้ยังมี upside อีก ถือยาวๆ น่าจะกำไร!

ติดตามอัพเดทราคาทองวันต่อไปได้ที่นี่เลยครับ หรือคอมเมนต์บอกว่าคุณคิดยังไงกับ ราคาทอง 1 บาท วันนี้ ?

ที่มา – ราคาทอง 1 บาท วันนี้ 24 มี.ค. 69 ปรับ 49 ครั้ง ทองรูปพรรณขายออก 69,100 บาท

“อนุทิน” สยบข่าวลือยันชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์ปกติ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ช่วงนี้ข่าวชายแดนไทย-กัมพูชาเริ่มร้อนระอุอีกครั้ง มีกระแสข่าวลือสะพัดว่าอาจเกิดการปะทะรอบที่ 3 เพราะฝั่งกัมพูชายกพลมาประชิดชายแดน แต่ไม่ต้องตกใจนะครับ! “อนุทิน” สยบข่าวลือยันชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์ปกติ เรียบร้อยแล้ว รัฐบาลยืนยันว่าทุกอย่างเรียบร้อย ประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนก มาฟังรายละเอียดกันเลย

“อนุทิน” สยบข่าวลือยันชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์ปกติ

วันที่ 24 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชี้แจงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างชัดเจน หลังจากมีข่าวจากกรมข่าวทหารบอกว่ามีความเสี่ยงปะทะรอบใหม่ เพราะพบทหารกัมพูชาเคลื่อนไหวผิดปกติ นายกฯ ไม่รอช้า สอบถามตรงไปยัง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก เพื่อเช็คข้อเท็จจริงทันที

ผลที่ได้คือ การเคลื่อนย้ายกำลังพลของกัมพูชาเป็นแค่การหมุนเวียนตามปกติเท่านั้น ไม่ใช่การเตรียมโจมตีหรือคุกคามไทยแต่อย่างใด นายอนุทินย้ำชัดว่า “วันนี้ผมถามย้ำไปถึง 2 ครั้ง” แถมยังส่งโพสต์ข่าวจากสำนักต่างๆ ไปให้กองทัพดู เพื่อให้โฆษกกองทัพบกออกมาชี้แจงให้ประชาชนสบายใจ เพราะตอนนี้รัฐบาลมีปัญหาเยอะอยู่แล้ว ไม่ต้องการเพิ่มความกังวลแบบนี้

“อนุทิน” สยบข่าวลือยันชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์ปกติ รับข้อมูลกองทัพไม่ได้มโนไปเอง

เมื่อนักข่าวถามถึงโอกาสปะทะรอบใหม่ นายกฯ ตอบหนักแน่นว่า จากข้อมูลเชิงลึกและการประสานกองทัพ ไม่มีอะไรน่ากังวลเลย กองทัพยังดูแลพื้นที่ตามปกติ ยุทโธปกรณ์พร้อมรบเสมอ แต่ขอให้ประชาชนตัดเรื่องนี้ทิ้งไป ใช้ชีวิตปกติได้เลย เพราะรัฐบาลและทหารเฝ้าระวัง 24 ชม.

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองย้อนดูประวัติศาสตร์ชายแดนไทย-กัมพูชากันหน่อยครับ ปัญหาที่ปราสาทพระวิหารเคยปะทะกันปี 2551 นำไปสู่การเสียหายทั้งสองฝ่าย แต่หลังจากนั้นมีการเจรจาผ่านอาเซียนและศาลโลก จนสถานการณ์สงบมานาน ตอนนี้ทั้งสองประเทศมีกลไกสันติภาพ เช่น คณะกรรมการชายแดนร่วม (JBC) ที่ทำงานร่วมกันตลอด

  • สอบถามกองทัพ 2 รอบ: ยืนยันข้อมูลจริง ไม่มีมโน
  • เคลื่อนไหวกัมพูชาปกติ: แค่หมุนเวียนกำลัง ไม่ใช่คุกคาม
  • กองทัพไทยพร้อม: เฝ้าระวังเต็มที่ ยุทโธปกรณ์เช็คแล้ว
  • ขอให้ประชาชนสบายใจ: ไม่ต้องตื่นข่าวลือโซเชียล

ยุคนี้โซเชียลมีเดียทำให้ข่าวลือแพร่เร็วมาก บางทีแค่รูปเก่าๆ หรือข้อมูลเก่า ก็ถูกตีความใหม่ สร้างความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น การที่นายกฯ ออกมาชี้แจงแบบนี้ ถือเป็นการสื่อสารที่ดีเยี่ยม ช่วยลดความเข้าใจผิดได้ทันท่วงที

ในมุมมองผม สถานการณ์ชายแดนแบบนี้เป็นบททดสอบความสัมพันธ์เพื่อนบ้านอาเซียน ถ้าทั้งสองฝ่ายรักษาความสงบได้ จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้ภูมิภาค ลองคิดดู ถ้าเราโฟกัสปัญหาภายในอย่างเศรษฐกิจ การศึกษา การท่องเที่ยว จะดีกว่าไปกลัวข่าวลือไหมครับ?

สุดท้าย ขอฝากว่า อย่าตื่นตระหนกกับข่าวลือ ติดตามข้อมูลจากแหล่ง官方อย่างกองทัพหรือรัฐบาลเท่านั้น ถ้าอยากอัพเดทข่าวการเมืองเพิ่ม แวะมาอ่านบล็อกเราต่อได้เลยนะครับ คอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดยังไงกับเรื่องนี้!

ที่มา – “อนุทิน” สยบข่าวลือยันชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์ปกติ รับข้อมูลกองทัพไม่ได้มโนไปเอง

ยอมลงมาแล้ว หนุ่มปีนเสาสัญญาณสูง 36 เมตร นาน 2 วัน

สุดท้ายก็จบลงด้วยดีแล้วครับ! สำหรับเหตุการณ์สุดระทึกที่ยอมลงมาแล้ว หนุ่มปีนเสาสัญญาณสูง 36 เมตร นาน 2 วัน ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลและข่าวท้องถิ่น จังหวัดนครราชสีมา ชายหนุ่มวัย 32 ปีรายนี้ใช้เวลาอยู่บนเสาสูงลิ่วตั้ง 36 เมตรนานเกือบ 48 ชั่วโมง สร้างความหวาดกลัวให้ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาช่วยเหลืออย่างมาก

ยอมลงมาแล้ว หนุ่มปีนเสาสัญญาณสูง 36 เมตร นาน 2 วัน

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2569 เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สีคิ้ว ได้รับแจ้งว่ามีชายคนหนึ่งปีนขึ้นไปบนเสาสื่อสารในพื้นที่บ้านดอนวัว หมู่ 10 ต.ลาดบัวขาว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ชายคนนั้นคือ นายสมศักดิ์ อายุ 32 ปี ที่ปีนขึ้นไปนั่งอยู่บนที่สูงกว่า 36 เมตร ชาวบ้านที่พบเห็นต่างหวาดผวา เพราะเสาสูงขนาดนี้ หากพลาดพลั้งตกลงมา อาจถึงตายได้ทันที

เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานต่างระดมกำลังทั้งตำรวจ กู้ภัยฮุก 31 ทีมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครราชสีมา รวมถึงพล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา และ พ.ต.อ.ธัชพล ชิณวงศ์ ผู้กำกับการ สภ.สีคิ้ว เข้าควบคุมสถานการณ์ พยายามเกลี้ยกล่อมให้ลงมา แต่ผู้ก่อเหตุไม่ยอม พวกเขาต้องเฝ้าดูแลตลอดทั้งคืนแบบไม่ละสายตา

กลยุทธ์เด็ดที่ทำให้ยอมลงมา

สิ่งที่ทำให้สถานการณ์คลี่คลายคือการตัดสินใจที่ชาญฉลาดของเจ้าหน้าที่ เมื่อเวลา 15.00 น. ของวันที่ 24 มีนาคม พวกเขาตัดสินใจถอนกำลังออกจากพื้นที่ชั่วคราว เพื่อลดความกดดันให้กับชายหนุ่มที่อยู่ด้านบน เมื่อเขามองลงมาแล้วไม่เห็นใครรอบๆ ก็เริ่มปีนลงมาด้วยตัวเอง แต่พอลงถึงพื้น ก็วิ่งหนีทันที! โชคดีที่ตำรวจวางกำลังลับรอบบริเวณไว้แล้ว สามารถจับกุมตัวได้ไม่ไกลจากจุดเกิดเหตุ

หลังจากควบคุมตัวได้ พบว่านายสมศักดิ์มีอาการอิดโรย เหนื่อยล้า และบ่นหิวข้าวสุดๆ เพราะไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่ปีนขึ้นไป ระยะเวลารวมกว่า 2 วัน 2 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่รีบเรียกรถพยาบาลมาดูอาการ ก่อนนำส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด และเมื่อหายดีแล้ว จะสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป

แม้เหตุการณ์นี้จะจบลงด้วยดี แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงสูงมากในการปีนเสาสัญญาณ ลมแรง ความสูง และความเหนื่อยล้าสามารถนำไปสู่โศกนาฏกรรมได้ง่ายๆ ชาวบ้านในพื้นที่เล่าว่าช่วงที่เขาอยู่ด้านบน สัญญาณโทรศัพท์ในบริเวณนั้นอาจได้รับผลกระทบด้วย

สาเหตุเบื้องต้นและบทเรียนที่ได้

  • ปัญหาสุขภาพจิต: หลายครั้งเหตุการณ์แบบนี้เกิดจากความเครียดหรือปัญหาส่วนตัว แม้ยังไม่ยืนยัน แต่เจ้าหน้าที่จะสอบสวนให้ชัดเจน
  • การเตรียมพร้อมของเจ้าหน้าที่: การถอนกำลังเพื่อลดกดดันเป็นเทคนิคที่ได้ผล ช่วยให้การช่วยเหลือสำเร็จโดยไม่ต้องใช้กำลังบังคับ
  • ความปลอดภัยสาธารณะ: เสาสัญญาณเหล่านี้ตั้งอยู่ในชุมชน ต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้บุคลากรบุกรุก
  • สุขภาพหลังเหตุการณ์: การอดอาหารและขาดน้ำนานขนาดนี้ อาจส่งผลต่อร่างกายระยะยาว ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด

จากประสบการณ์นี้ ทำให้เราเห็นว่าการจัดการวิกฤตต้องใช้ทั้งสมองและหัวใจ เจ้าหน้าที่ไทยทำงานได้อย่างมืออาชีพจริงๆ ครับ หากเป็นคุณจะทำยังไงถ้าประสบเหตุแบบนี้?

บทเรียนสำคัญคือ อย่าประมาทกับความสูง และหากมีปัญหาควรขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญทันที สุดท้าย อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ และแสดงความคิดเห็นด้านล่างว่าคุณคิดเห็นอย่างไรกับเหตุการณ์ยอมลงมาแล้ว หนุ่มปีนเสาสัญญาณสูง 36 เมตร นาน 2 วันนี้ครับ!

ที่มา – ยอมลงมาแล้ว หนุ่มปีนเสาสัญญาณสูง 36 เมตร นาน 2 วัน อาการอิดโรย-บ่นหิวข้าว

คูเปอร์ถูกกล่าวหาตัดตัวนักเตะบอสเนียที่บรอนด์บี้

คูเปอร์ถูกกล่าวหาตัดตัวนักเตะบอสเนียที่บรอนด์บี้

สตีฟ คูเปอร์ เทรนเนอร์ชาวเวลส์ของบรอนด์บี้ ถูกกล่าวหาว่าตัดตัวเบนจามิน ทาฮิโรวิช มิดฟิลด์จากบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา ออกจากทีมเพราะเวลส์จะเจอกับทีมชาติบอสเนียในรอบรองชนะเลิศเพลย์ออฟคัดบอลโลก

เซอร์เกจ บาร์บาเรซ กุนซือทีมชาติบอสเนียเป็นผู้กล่าวหานี้ แต่สโมสรบรอนด์บี้ปฏิเสธอย่างหนักแน่น

แมตช์สำคัญระหว่างเวลส์กับบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนาจะเกิดขึ้นที่สนามคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ สเตเดี้ยม ในวันพฤหัสบดีนี้ ผู้ชนะจะได้สิทธิ์ไปเล่นชิงชนะเลิศกับอิตาลีหรือไอร์แลนด์เหนือในวันอังคารที่ 31 มีนาคม

คูเปอร์ถูกกล่าวหาตัดตัวนักเตะบอสเนียที่บรอนด์บี้เพราะอะไร?

บาร์บาเรซเปิดเผยในงานแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ว่า อดีตกุนซือสวอนซี ซิตี้อย่างคูเปอร์ ได้ตัดทาฮิโรวิชออกจากทีมในสองนัดล่าสุดเพราะเกมคัดบอลโลกนัดนี้

“เบนโจบอกฉันเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ มันเกี่ยวข้องกับต้นกำเนิดของโค้ชเขา” บาร์บาเรซกล่าว “พอโค้ชอวยพรเขาแต่ไม่ใช่ทีมชาติ มันก็น่าให้คิดแล้ว”

“เขา (คูเปอร์) บอกว่าทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติหลังช่วงทีมชาติ ผมไม่ใช่แบบนั้น ผมรักกีฬาและการแข่งขันมากกว่า”

คูเปอร์ซึ่งเกิดที่เมืองพอนตีพริดด์ในแถบเวลส์ใต้ เคยคุมเลสเตอร์ ซิตี้ และน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ มาก่อน ในอดีต เขาเคยตัดทาฮิโรวิชและฌอน ไคลเบอร์ แบ็คขวาจากซูรินาเม เพราะไม่ทำตาม “คุณค่าของสโมสร”

การตอบโต้จากบรอนด์บี้ต่อข้อกล่าวหา

ซอเรน ฮังโฮจ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารของบรอนด์บี้ ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ว่าเป็น “การคาดเดาที่เกินจริง”

“สตีฟได้อธิบายเหตุผลสาธารณะแล้ว และไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับทีมชาติเลย แน่นอน” ฮังโฮจ์กล่าว “นี่ไม่ใช่การตัดสินใจของเฮดโค้ชคนเดียว แต่เป็นการตัดสินใจของสโมสรทั้งทีมโค้ชและผู้บริหารกีฬา”

“แล้วในบรอนด์บี้ก็ไม่มีแฟนเวลส์มากมายขนาดนั้นหรอก” เขายั่วเย้า

เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการฟุตบอลยุโรป โดยเฉพาะก่อนเกมเพลย์ออฟคัดบอลโลกที่เวลส์มีลุ้นเข้ารอบสุดท้าย เวลส์ภายใต้การนำของโรบิน เบลลามี่ กำลังมุ่งมั่นคว้าชัยชนะเพื่อไปเจอผู้ชนะระหว่างอิตาลีกับไอร์แลนด์เหนือ

ทาฮิโรวิชเป็นนักเตะพรสวรรค์วัย 22 ปี ที่ย้ายมาร่วมบรอนด์บี้จากอาแจ็กซ์เมื่อปีที่แล้ว เขามีบทบาทสำคัญในทีม แต่การถูกตัดตัวสองนัดติดทำให้เกิดคำถามมากมาย

นอกจากนี้ คูเปอร์ยังเคยมีประวัติตัดตัวนักเตะต่างชาติอื่นๆ มาแล้ว ทำให้แฟนบอลบางส่วนสงสัยในแนวทางของเขา แต่สโมสรยืนยันว่าเป็นเรื่องภายในและไม่มีเจตนาเรื่องชาตินิยม

  • เกมเวลส์ vs บอสเนีย: วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 19:45 GMT ที่คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ สเตเดี้ยม
  • ถ่ายทอดสด: BBC iPlayer, BBC One Wales และช่องอื่นๆ
  • ผู้ชนะได้ไปชิงกับอิตาลีหรือไอร์แลนด์เหนือ

ประเด็นนี้ยังเชื่อมโยงกับข่าวอื่นๆ เช่น การสัมภาษณ์เบลลามี่เกี่ยวกับการขาดวิลสัน หรือไกด์เกมเพลย์ออฟ ทำให้แฟนบอลเวลส์ตื่นเต้นยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผม คูเปอร์ถูกกล่าวหาตัดตัวนักเตะบอสเนียที่บรอนด์บี้แบบนี้ดูเกินจริงไปหน่อย เพราะสโมสรชั้นนำมักตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ทีม แต่ก็เป็นบทเรียนให้โค้ชต้องระวังภาพลักษณ์ คุณคิดว่าคูเปอร์ทำถูกหรือผิด? คอมเมนต์บอกกันหน่อย และติดตามอัปเดตฟุตบอลคัดบอลโลกที่นี่!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

รฟม. ลุย “แทรมเชียงใหม่” ปักธงประมูลปี 70

สวัสดีชาวเชียงใหม่ทุกคน! วันนี้มีข่าวดีที่หลายคนรอคอย นั่นคือ รฟม. ลุย “แทรมเชียงใหม่” ปักธงประมูลปี 70 เพื่อแก้ปัญหารถติดและช่วยบูมการท่องเที่ยวให้กับเมืองล้านนาแห่งนี้ครับ

การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. โดยนายสาโรจน์ ต.สุวรรณ รองผู้ว่าการ (กลยุทธ์และแผน) ร่วมกับนายนักปราชญ์ ไชยานนท์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ ได้เป็นประธานในการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนครั้งที่ 2 เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อสรุปผลการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี ไปยังอุทยานหลวงราชพฤกษ์ การประชุมนี้ชี้แจงรายละเอียดแนวเส้นทาง รูปแบบโครงการ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการรองรับ พร้อมเปิดรับฟังไอเดียจากทุกภาคส่วน เพื่อปรับปรุงให้โครงการเพอร์เฟกต์ยิ่งขึ้น

ภาพการประชุมโครงการแทรมเชียงใหม่ รฟม.

แนวเส้นทางแทรมเชียงใหม่ ระยะทาง 5 กิโลเมตร

ผลการศึกษาพบว่า โครงการ แทรมเชียงใหม่ มีความเหมาะสมสูงมาก โดยจะเป็นระบบรถรางไฟฟ้า (Tramway) ที่วิ่งบนทางระดับถนน ระยะทางรวม 5 กม. เชื่อมจุดสำคัญสองแห่ง นั่นคือจากแยกแม่เหียะสมานสามัคคี ไปยังอุทยานหลวงราชพฤกษ์ แนวเส้นทางหลักๆ คือ:

  • จุดเริ่มต้น: แยกแม่เหียะสมานสามัคคี วิ่งตามทางหลวงหมายเลข 108 (2.3 กม.) เลี้ยวขวาที่แยกพืชสวนโลก เข้าทางหลวงชนบท ชม.3028 และตัดผ่านทางหลวง 121 ที่แยกราชพฤกษ์
  • จุดสิ้นสุด: อุทยานหลวงราชพฤกษ์ สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิต
แผนที่แนวเส้นทางแทรมเชียงใหม่ 5 กม.

5 สถานีหลักและจุดจอด Park & Ride ในแทรมเชียงใหม่

โครงการวางแผนสถานีรับ-ส่งผู้โดยสารทั้งหมด 5 สถานี ดังนี้:

  1. สถานีบ้านดอนปิน
  2. สถานีแยกพืชสวนโลก
  3. สถานีบ้านเอื้ออาทร
  4. สถานีแยกราชพฤกษ์
  5. สถานีอุทยานหลวงราชพฤกษ์

นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่จอดรถแล้วจร (Park & Ride) 2 จุด ที่แยกพืชสวนโลก (ฝั่งขาเข้า) และแยกราชพฤกษ์ เพื่อให้ทุกคนจอดรถแล้วต่อแทรมได้สะดวก ส่งเสริมการใช้ขนส่งสาธารณะ ลดรถส่วนตัวบนท้องถนน

ภาพสถานีและ Park & Ride แทรมเชียงใหม่
รายละเอียดสถานีแทรมเชียงใหม่

ประโยชน์เด่นของแทรมเชียงใหม่

แทรมเชียงใหม่ ไม่ใช่แค่รถรางธรรมดา แต่เป็นทางออกยั่งยืนสำหรับปัญหารถติดเรื้อรังในเชียงใหม่ โดยเฉพาะช่วงฤดูท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวทะลัก คิดดูสิครับ เดินทางสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว ส่งผลให้:

  • ลดปัญหาการจราจรติดขัด โดยเฉพาะถนนสายหลัก
  • ลดมลพิษทางอากาศจากไอเสีย ลด PM2.5 ที่เป็นห่วง
  • บูมการท่องเที่ยว เชื่อมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างพืชสวนโลกและราชพฤกษ์
  • ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเชียงใหม่ เดินทางสบายขึ้น
  • รองรับประชากรและนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ รฟม. ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก ให้ทำโปรเจกต์แบบ PPP (เอกชนร่วมลงทุน) พร้อมจัดทำ EIA เพื่อให้โปร่งใสและยั่งยืน

ภาพรถรางไฟฟ้าแทรมเชียงใหม่

ไทม์ไลน์โครงการแทรมเชียงใหม่

กำหนดการชัดเจน ดังนี้:

  • เริ่มคัดเลือกเอกชน ปี 2570 (ค.ศ. 2027)
  • ก่อสร้าง ปี 2571–2574
  • เปิดให้บริการ ลุ้นปี 2575

เมื่อเสร็จ จะช่วยเพิ่มทางเลือกการเดินทางที่ทันสมัย รองรับทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว ทำให้เชียงใหม่เป็น smart city ที่แท้จริง

กำหนดการก่อสร้างแทรมเชียงใหม่

ในมุมมองผม โครงการ แทรมเชียงใหม่ คือก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมการเดินทางในเชียงใหม่ จากรถติดนรกกลายเป็นเมืองน่าอยู่ ลดมลพิษ บูสต์เศรษฐกิจท่องเที่ยว ถ้าทำสำเร็จ เชียงใหม่จะกลายเป็นต้นแบบสำหรับเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ ในไทยแน่นอน คุณล่ะคิดยังไง? คอมเมนต์บอกกันหน่อย และแชร์ข่าวนี้ให้เพื่อนๆ รู้ด้วยนะครับ!

ที่มา – รฟม. ลุย “แทรมเชียงใหม่” ปักธงประมูลปี 70 หวังแก้รถติด-บูมท่องเที่ยว

จีนประท้วงญี่ปุ่น ชายอ้างเป็นทหารบุกรุกสถานทูตในโตเกียว ขู่ฆ่าเจ้าหน้าที่

เกิดเหตุระทึกใจในกรุงโตเกียว เมื่อ จีนประท้วงญี่ปุ่น ชายอ้างเป็นทหารบุกรุกสถานทูตในโตเกียว ขู่ฆ่าเจ้าหน้าที่ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจเอเชียยิ่งตึงเครียด รัฐบาลจีนไม่ยอมนิ่งเฉย ยื่นประท้วงอย่างรุนแรงทันที เรียกร้องให้ญี่ปุ่นสอบสวนและลงโทษผู้กระทำผิดเด็ดขาด

จีนประท้วงญี่ปุ่น ชายอ้างเป็นทหารบุกรุกสถานทูตในโตเกียว ขู่ฆ่าเจ้าหน้าที่

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ชายคนหนึ่งที่อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น (JSDF) ได้ปีนรั้วบุกเข้าไปในสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงโตเกียว เขาไม่เพียงบุกรุกเท่านั้น แต่ยังข่มขู่จะสังหารเจ้าหน้าที่การทูตจีนในนามของพระเจ้า นายหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวในการแถลงข่าวว่า เหตุการณ์นี้เป็นการละเมิดอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างร้ายแรง และเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของบุคลากรทางการทูต

จีนประท้วงญี่ปุ่นอย่างด่วน โดยตำหนินโยบายต่างประเทศของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ ที่ทำให้ความสัมพันธ์เสื่อมถอย ชายผู้บุกรุกยอมรับว่าการกระทำของตนผิดกฎหมาย แต่เหตุการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณของแนวคิดขวาจัดที่กำลังแพร่กระจายในญี่ปุ่น

ความต้องการ 3 ประการจากจีน

  • สอบสวนเหตุการณ์อย่างละเอียดและลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด
  • รับประกันความปลอดภัยขั้นสูงสุดให้สถานทูตและกงสุลจีนทุกแห่งในญี่ปุ่น
  • ทบทวนและแก้ไขนโยบายต่อต้านจีน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่รุนแรง โดยเฉพาะประเด็นไต้หวัน นายกฯ ทากาอิจิเคยระบุเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อนว่า ญี่ปุ่นอาจใช้กำลังทหารหากจีนบุกไต้หวัน นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังเตรียมลดระดับความสำคัญของความสัมพันธ์กับจีนในรายงานทูตประจำปี หลังเกิดการเผชิญหน้าหลายครั้งในทะเลจีนใต้และพื้นที่พิพาท

กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นยังเงียบกริบต่อข้อกล่าวหาว่าผู้บุกรุกเป็นทหารในสังกัด ขณะที่จีนเรียกร้องให้นายกฯ ทากาอิจิถอนคำพูดที่กระทบประเด็นไต้หวัน เพื่อลดความตึงเครียด

背景ความตึงเครียดจีน-ญี่ปุ่น

ความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นมีรากฐานจากประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 และปัญหาเกาะเซนกากุ/เตียวหยู่อวิปาท จีนมองว่าญี่ปุ่นกำลังขยับใกล้ชิดสหรัฐฯ มากขึ้น โดยเฉพาะการซ้อมรบร่วมและการขายอาวุธให้ไต้หวัน ในทางตรงกันข้าม ญี่ปุ่นกังวลกับการขยายกำลังทหารของจีนในทะเลจีนใต้และ东海 เหตุการณ์บุกรุกสถานทูตครั้งนี้จึงเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่จุดชนวนความไม่พอใจจากปักกิ่ง

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า แนวคิดชาตินิยมในญี่ปุ่นกำลังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังโควิด-19 ที่ทำให้เกิดกระแสต่อต้านจีน สื่อญี่ปุ่นบางแห่งก็มีส่วนกระตุ้นด้วยการรายงานเชิงลบต่อจีนบ่อยครั้ง ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมสุดโต่งเช่นนี้

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ จีนประท้วงญี่ปุ่น ชายอ้างเป็นทหารบุกรุกสถานทูตในโตเกียว ขู่ฆ่าเจ้าหน้าที่ เป็นเครื่องเตือนใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ยังคงเปราะบาง หากไม่มีการเจรจาทวิภาคีที่จริงจัง อาจนำไปสู่ความขัดแย้งใหญ่ได้ ผู้นำทั้งสองฝ่ายควรรีบหาทางลดอุณหภูมิลง

คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แบ่งปันความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวต่างประเทศอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – จีนประท้วงญี่ปุ่น ชายอ้างเป็นทหารบุกรุกสถานทูตในโตเกียว ขู่ฆ่าเจ้าหน้าที่

DBD งัดไม้แข็งสกัด “นอมินี” ทุนต่างชาติ ดีเดย์ 1 เม.ย.

DBD งัดไม้แข็งสกัด “นอมินี” ทุนต่างชาติ เริ่มบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป! หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจหรือกำลังคิดจะจดทะเบียนบริษัทใหม่ โดยเฉพาะที่มีชาวต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง บทความนี้มีข้อมูลสำคัญที่คุณไม่ควรพลาด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ออกมาตรการเข้มงวดเพื่อป้องกันปัญหานอมินี ซึ่งเป็นการใช้คนไทยเป็นหุ่นเชิดให้ทุนต่างชาติแสวงหาผลประโยชน์จากธุรกิจที่กฎหมายห้ามหรือต้องขออนุญาต

DBD งัดไม้แข็งสกัด “นอมินี” ทุนต่างชาติ เริ่ม 1 เม.ย. นี้

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงมาตรการใหม่ที่ยกระดับการตรวจสอบ โดยกำหนดให้หุ้นส่วน ผู้จัดการ หรือกรรมการที่ลงชื่อจดทะเบียนนิติบุคคล ต้องเซ็นหนังสือรับรองว่า ผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วนทุกคนได้ลงทุนและชำระเงินจริง รวมถึงไม่ได้ช่วยเหลือหรือสนับสนุนคนต่างด้าวในลักษณะนอมินีตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรการนี้ปิดช่องโหว่ที่ผ่านมา แม้ก่อนหน้านี้ DBD จะลดการจดทะเบียนกลุ่มเสี่ยงลง 65% ด้วยการตรวจหลักฐานการเงิน แต่ยังมีผู้หลบเลี่ยง

นอกจากนี้ DBD จะส่งรายชื่อบุคคลหรือนิติบุคคลที่เสี่ยงสูงไปให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางตรวจสอบต่อ หากพบการให้ข้อมูลเท็จ จะเข้าข่ายผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 267 โทษหนักจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในกรณีร้ายแรงอาจจำคุกสูงสุด 3 ปี หรือปรับ 60,000 บาท

นอมินีคืออะไร และทำไม DBD ต้องงัดไม้แข็งสกัด “นอมินี” ทุนต่างชาติ

นอมินี (Nominee) คือการที่คนไทยยอมให้ชื่อตัวเองเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการ แต่จริงๆ แล้วทุนต่างชาติเป็นเจ้าของหลัก เพื่อเลี่ยงกฎหมายที่ห้ามต่างชาติทำธุรกิจบางประเภท เช่น อสังหาริมทรัพย์ โรงแรม รีสอร์ต หรือค้าปลีกบางอย่าง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทำให้คนไทยเสียโอกาสและเกิดการแข่งข้องไม่เป็นธรรม

ปิดช่องโหว่เก่า มาตรการใหม่เข้มข้นยิ่งขึ้น

ก่อนหน้านี้ หากบริษัทมีต่างชาติถือหุ้นต่ำกว่า 50% หรือมีกรรมการต่างชาติ DBD จะขอหลักฐานธนาคารยืนยันการโอนเงินลงทุนของคนไทย แต่ผู้กระทำผิดหันไปใช้วิธีอื่น เช่น ใช้เงินกู้หรือโอนย้อนหลัง ทำให้ DBD ต้องเพิ่มหนังสือรับรองนี้เข้าไป ทุกการจดทะเบียนใหม่ต้องปฏิบัติตาม

จับตาเข้ม 5 จังหวัดท่องเที่ยวเสี่ยงสูง

DBD เตือนพิเศษในช่วงก่อนดีเดย์ โดยเร่งตรวจสอบจังหวัดที่มีนอมินีเยอะ เช่น ชลบุรี เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และกระบี่ ซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวที่ทุนต่างชาติมักตั้งบริษัทปลอมเพื่อซื้อที่ดินหรือทำโรงแรม หากพบผิดปกติจะดำเนินคดีเด็ดขาด

  • ชลบุรี: พัทยา บางแสน ธุรกิจรีสอร์ต
  • เชียงใหม่: โซนเมืองเก่า ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
  • สุราษฎร์ธานี: เกาะสมุย ธุรกิจท่องเที่ยว
  • ภูเก็ต: ชายหาดดัง ทุนต่างชาติแสวงหา
  • กระบี่: อ่าวนาง ริมหาด

นอกจากนี้ ธุรกิจที่เสี่ยงนอมินี เช่น การซื้อขายอสังหา ค้าส่งค้าปลีกที่ต้องขออนุญาตต่างด้าว หากคุณทำธุรกิจเหล่านี้ ควรตรวจสอบสถานะตัวเองให้ดี

คำแนะนำสำหรับนักลงทุนไทยและต่างชาติ

สำหรับคนไทย: อย่ายอมเป็นนอมินีเด็ดขาด เพราะเสี่ยงผิดกฎหมายและเสียชื่อเสียง ตรวจสอบคู่หุ้นให้ชัดเจน สำหรับต่างชาติ: ปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น ขออนุญาตจาก BOI หรือใช้โครงสร้างที่ถูกต้อง มาตรการ DBD งัดไม้แข็งสกัด “นอมินี” ทุนต่างชาติ จะช่วยให้การแข่งขันเป็นธรรมมากขึ้น ส่งเสริมเศรษฐกิจไทยยั่งยืน

สรุปแล้ว มาตรการนี้เป็นสัญญาณดีที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผลประโยชน์ชาติ หากคุณมีประสบการณ์เกี่ยวกับนอมินีหรือคำถามเกี่ยวกับการจดทะเบียน แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย! หรือติดต่อ DBD โดยตรงเพื่อข้อมูลเพิ่มเติม อย่าลืมติดตามบล็อกเราเพื่อข่าวธุรกิจล่าสุด

ที่มา – กรมพัฒนาธุรกิจการค้า งัดไม้แข็งสกัด “นอมินี” ทุนต่างชาติ ดีเดย์ 1 เม.ย. นี้

“เอกนิติ” รับจำเป็นปล่อย “ราคาน้ำมันดีเซล” ลอยตัว ทะลุ 33 บาทแน่

ในสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่กำลังรุนแรงขึ้นทั่วโลก “เอกนิติ” รับจำเป็นปล่อย “ราคาน้ำมันดีเซล” ลอยตัว ทะลุ 33 บาทแน่ เพื่อให้สอดคล้องกับกลไกตลาดโลก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาเปิดเผยในรายการ กรรมกรข่าว คุยนอกจอ เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 69 โดยยอมรับว่าสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ไม่มีใครคาดคิด ทำให้ราคาน้ำมันผันผวนหนักหน่วง

“เอกนิติ” รับจำเป็นปล่อย “ราคาน้ำมันดีเซล” ลอยตัว ทะลุ 33 บาทแน่

นายเอกนิติ อธิบายว่าหลังเกิดวิกฤต รัฐบาลได้นำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาช่วยตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร เพื่อบรรเทาผลกระทบให้ประชาชน แต่ตอนนี้สถานการณ์เลวร้ายกว่าที่คาดไว้ เพราะไม่เพียงน้ำมันดิบที่ราคาพุ่งสูง แต่ยังมีวิกฤตพลังงาน ก๊าซธรรมชาติ และปิโตรเคมีมาซ้ำเติม จากการพูดคุยกับรัฐมนตรีคลังของหลายประเทศ ก็เห็นตรงกันว่าวิกฤตครั้งนี้จะยืดเยื้อ

ปัญหาหลักคือเมื่อประชาชนทราบว่าราคาน้ำมันจะปรับขึ้น ก็เกิดการกักตุน ทำให้ความต้องการน้ำมันดีเซลพุ่งสูงเกินกำลังการกลั่นของประเทศ ส่งผลให้เกิดการขาดแคลน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องบริหารจัดการสองประการหลัก คือ 1) ป้องกันการขาดแคลนน้ำมัน และ 2) ดูแลไม่ให้ราคาขยับเร็วเกินไป โดยใช้กองทุนน้ำมันช่วยเหลือ

เหตุผลหลักที่ต้องปล่อยราคาน้ำมันดีเซลลอยตัว

นายเอกนิติ ยืนยันชัดเจนว่า “เอกนิติ” รับจำเป็นปล่อย “ราคาน้ำมันดีเซล” ลอยตัว ทะลุ 33 บาทแน่ เพราะหากฝืนตรึงราคาต่อไป จะยิ่งทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนรุนแรงขึ้น ไม่มีประเทศใดในโลกที่สามารถฝืนกลไกตลาดได้นาน จากประสบการณ์วิกฤตรัสเซีย-ยูเครนครั้งก่อน ก็เห็นแล้วว่าการตรึงราคานำไปสู่หายนะ

  • วิกฤตซ้อนวิกฤต: สงครามตะวันออกกลางกระทบน้ำมัน ก๊าซ และเคมีภัณฑ์ทั้งหมด
  • พฤติกรรมผู้บริโภค: การกักตุนทำให้อุปทานไม่พอ
  • กลไกตลาดโลก: ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุเพดาน ต้องปรับตาม ไม่ใช่ตระบัดสัตย์แต่ยอมรับความจริง

เป้าหมายคือชะลอผลกระทบ โดยปล่อยราคาลอยตัวแต่ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้มีรายได้น้อยหรือเกษตรกร ผ่านมาตรการ补贴จากกองทุน เพื่อให้ทุกภาคส่วนปรับตัวร่วมกัน

สถานการณ์นี้คล้ายกับมาเลเซียที่ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ราว 33 บาท หากไทยฝืนต่อ อาจนำไปสู่การขาดแคลนหนัก รัฐบาลจึงเลือกทางสายกลาง คือ บริหารจัดการให้สมดุลระหว่างอุปสงค์-อุปทาน และปกป้องประชาชนจากผลกระทบรุนแรงที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีแผนสนับสนุนพลังงานทางเลือก เช่น รถยนต์ไฟฟ้า และส่งเสริมการประหยัดพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าในระยะยาว ผู้ประกอบการขนส่งและธุรกิจที่ใช้น้ำมันดีเซลจำนวนมาก ควรเตรียมตัวปรับกลยุทธ์ เช่น ลดต้นทุนโลจิสติกส์หรือหันมาใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสให้ไทยเร่งพัฒนาโครงสร้างพลังงานให้ยั่งยืนมากขึ้น หากเราร่วมมือกันปรับตัว ผลกระทบจะไม่รุนแรงเกินไป สุดท้ายแล้ว การยอมรับกลไกตลาดคือทางออกที่สมเหตุสมผลที่สุด

คุณคิดอย่างไรกับการปล่อยราคาน้ำมันดีเซลลอยตัว? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตราคาน้ำมันล่าสุดเพื่อวางแผนการใช้จ่ายให้ดี!

ที่มา – “เอกนิติ” รับจำเป็นปล่อย “ราคาน้ำมันดีเซล” ลอยตัว ทะลุ 33 บาทแน่