วัน: 25 มีนาคม 2026

สภาฯ ถกญัตติกู้วิกฤติพลังงาน กรณ์ย้ำไอ้โม่งจริง

วิกฤติพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังสร้างความเดือดร้อนให้คนไทยทั่วประเทศ ราคาน้ำมันพุ่งสูง ปั๊มน้ำมันบางแห่งขาดแคลน สภาผู้แทนราษฎรจึงไม่นิ่งนอนใจ เมื่อ สภาฯ ถกญัตติกู้วิกฤติพลังงาน อย่างด่วน เพื่อหาทางออกให้ประชาชน โดยมี สส. จาก 6 พรรคร่วมเสนอญัตติ สส.ชื่อดังอย่าง “กรณ์” จาติกวณิช ย้ำชัดว่าไอ้โม่งโรงกลั่นมีจริง และบี้รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันทันที จะช่วยลดราคาลิตรละ 9 บาท

สภาฯ ถกญัตติกู้วิกฤติพลังงาน ด่วนจากวิกฤติตะวันออกกลาง

การประชุมสภาฯ เมื่อเช้าวันที่ผ่านมา นายโสภณ ซารัมย์ ทำหน้าที่ประธาน โดยมี สส.ฝ่ายค้านและรัฐบาลอย่าง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ (ภูมิใจไทย), นายกรณ์ จาติกวณิช (ประชาธิปัตย์), นายจาตุรนต์ ฉายแสง (เพื่อไทย) และอื่นๆ ร่วมยื่นญัตติด่วนด้วยวาจา เพื่อรับมือวิกฤติที่กระทบราคาน้ำมันและการกระจายสินค้าในไทย

สส.ฝ่ายค้านเรียกร้องให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ หรือ รมว.พลังงาน มาชี้แจง แต่ประธานสภาแจงว่าเป็นเรื่องที่ฝ่ายบริหารตัดสินใจเอง ไม่บังคับได้ สถานการณ์ตอนนี้ประชาชนสับสน ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานบอกว่ามีน้ำมันสำรองเพียบ โรงกลั่นผลิตเต็มที่ ส่งให้ปั๊มวันละ 77-84 ล้านลิตร แต่ปั๊มบางแห่งกลับได้โควตาน้อย เกิดคำถามว่าน้ำมันหายไปไหน?

เอกนัฏ เตือนรัฐ อย่าฟังแค่เจ้าหน้าที่

นายเอกนัฏ กล่าวว่า สภาฯ ถกญัตติกู้วิกฤติพลังงาน เพื่อให้รัฐบาลรวบรวมข้อมูลทุกขั้นตอน เปิดเผยปริมาณกลั่น ส่งออก และถึงปั๊มให้โปร่งใส คลายตื่นตระหนกประชาชน นอกจากนี้ยังทักทาย รมว.พลังงานคนใหม่ (ยังไม่ประกาศ) ว่า อย่าฟังข้อมูลเจ้าหน้าที่อย่างเดียว ให้ฟังเสียงประชาชน ใช้ความกล้าและเจตจำนงแก้ปัญหา รวมถึงทบทวนกองทุนน้ำมันที่เป็น “สิ่งสะกดจิต” ทำให้คนไทยคิดว่าน้ำมันถูก แต่เพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ลิตรละ 50+ บาท

กรณ์ จาติกวณิช ย้ำไอ้โม่งโรงกลั่นมีจริง

จุดเด่นของการถกวันนี้คือ นายกรณ์ จาติกวณิช ชี้ 3 ปัญหาหลักที่ทำให้ สภาฯ ถกญัตติกู้วิกฤติพลังงาน 1) โรงกลั่นไม่ส่งน้ำมันให้ปั๊มพอ ไอ้โม่งมีจริง รัฐรู้แต่ไม่ติดตาม 2) โครงสร้างราคาซับซ้อน มี 3 ตลาด ราคาหน้าปั๊มถูกสุดเพราะชดเชย แต่จ๊อบเปอร์และน้ำมันเขียวแพงกว่า ทำให้อุตสาหกรรมแย่งซื้อปั๊ม 3) กองทุนน้ำมันหนี้ 2 หมื่นล้าน ไม่มีมติครม.ให้กู้ ชดเชยไม่ได้ โรงกลั่นเลยไม่ส่ง

นายกรณ์ เสนอทางออกชัดเจน ลดค่ากลั่นที่โรงกลั่นฟัน 3 เท่า และลดภาษีสรรพสามิตจาก 6.95 บาท/ลิตร ลง 6 บาท รวมลดราคา 9 บาท/ลิตร รัฐส่งสัญญาณลอยตัวราคา ประชาชนกลัวพุ่ง 50 บาท แต่จริงๆ รัฐปล่อยให้โรงกลั่นกักสต็อกฟันกำไร รัฐต้องเอาจริง อย่าปล่อยให้คนคิดว่ารัฐกับไอ้โม่งรวมหัว

จาตุรนต์ เบรกผลักภาระให้ประชาชน

นายจาตุรนต์ ฉายแสง เตือนว่ารัฐต้องตอบชัด ปัญหาน้ำมันขาดเพราะอะไร จะสร้างความมั่นใจยังไง ลามไปค่าขนส่ง สินค้า ค่าครองชีพ เศรษฐกิจทั้งระบบ อย่าปล่อยตามตลาดเด็ดขาด ระยะสั้นกระจายน้ำมัน หาแหล่งนำเข้าใหม่ ลดพึ่งตะวันออกกลาง ระยะยาวสร้างความมั่นคงพลังงานยั่งยืน

  • เปิดเผยข้อมูลทุกขั้นตอนการผลิต-กระจายน้ำมัน
  • ลดภาษีสรรพสามิตและค่ากลั่นทันที
  • ทบทวนกองทุนน้ำมันและโครงสร้างราคา
  • รัฐมนตรีออกมาชี้แจงสร้างความเชื่อมั่น
  • วางแผนสำรองพลังงานระยะยาว

การ สภาฯ ถกญัตติกู้วิกฤติพลังงาน ครั้งนี้เป็นสัญญาณดีว่ารัฐสภาทำหน้าที่เข้มข้น สะท้อนปัญหาที่ประชาชนเผชิญจริง รัฐบาลชุดใหม่ต้องลงมือทันที อย่าปล่อยให้วิกฤติลุกลาม มิฉะนั้นเศรษฐกิจไทยจะยิ่งแย่ คุณคิดว่ารัฐบาลควรลดภาษีน้ำมันไหม? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวอัปเดตวิกฤติพลังงานที่นี่เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – สภาฯ ถกญัตติกู้วิกฤติพลังงาน “กรณ์” ย้ำไอ้โม่งโรงกลั่นมีจริง บี้รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

อาสาทหารพราน ดับ ถูกคนร้ายลอบยิงขณะลาพัก

เหตุการณ์สุดสะเทือนใจในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เมื่ออาสาทหารพราน ดับ ถูกคนร้ายลอบยิงขณะกำลังลาพักกลับมาบ้านเกิดได้เพียง 2 วันเท่านั้น ชวนให้คนทั้งประเทศต้องตั้งคำถามถึงความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ยังคงร้อนระอุ

อาสาทหารพราน ดับ ถูกคนร้ายลอบยิง

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2569 เวลาประมาณ 20.51 น. ที่บ้านหลังหนึ่งในตำบลโต๊ะเด็ง อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส อส.ทพ.ดรุณ ดาราฮง วัย 40 ปี สังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 4813 กำลังยืนคุยกับเพื่อนบ้านที่ประตูห้องครัว จู่ๆ ก็มีคนร้าย 2 คน สวมชุดสีดำ ควงปืนอาก้า ลอบยิงเข้าใส่ไม่ยั้ง

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบร่องรอยกระสุนและคราบเลือดกระจายไปทั่วบริเวณ ทั้งที่ห้องครัว ประตูหน้าบ้าน และพื้นบันได มีกองเลือดขนาดใหญ่ 3 จุด นอกจากนี้ยังพบปลอกกระสุนปืนอาก้ากว่า 20 ปลอก กระจายอยู่ 3 พื้นที่หลัก คือ ฝาผนังห้องครัว หน้าบันได และหน้าบ้านข้างเคียง

รายละเอียดการก่อเหตุโหด

ตามคำให้การของนายรอตะนัน เสาดี เจ้าของบ้านและเพื่อนของผู้เสียชีวิต เล่าว่า ขณะที่ทั้งคู่กำลังสนทนากันอยู่นั้น คนร้ายบุกยิงทันที ผู้เสียชีวิตพยายามวิ่งหลบเข้าไปในบ้าน แต่ถูกยิงตามหลายนัด จากนั้นวิ่งออกประตูหน้าเพื่อหนีไปตามถนนในหมู่บ้าน แต่คนร้ายดักรออยู่ ยิงซ้ำที่ศีรษะและร่างกายหลายจุด ก่อนหลบหนีไปทางเทือกเขาหลังหมู่บ้าน โดยอาศัยความมืดและความชำนาญพื้นที่

ญาติและชาวบ้านรีบนำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลสุไหงปาดี แต่เสียชีวิตในที่สุด แพทย์ชันสูตรพบถูกยิงหลายนัด สาเหตุการตายชัดเจน

เจ้าหน้าที่เร่งล่าคนร้าย

เช้าวันถัดมา 25 มี.ค. 2569 เวลา 09.30 น. พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ผู้บัญชาการกองกำลังนราธิวาส นำทีมเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด และกองพิสูจน์หลักฐาน รุดตรวจสอบที่เกิดเหตุ สั่งการให้เร่งติดตามตัวคนร้ายทันที

พล.ต.ยอดอาวุธ ยังเดินทางไปบ้านผู้เสียชีวิตที่ห่างเพียง 300 เมตร เพื่อแสดงความเสียใจกับครอบครัว มอบเงินช่วยเหลือ และตำหนิเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหมู่บ้านที่ปล่อยให้คนร้ายบุกเข้ามาก่อเหตุในชุมชนได้ เชื่อว่าคนร้ายรู้ความเคลื่อนไหวของเป้าหมายล่วงหน้า

  • คนร้ายแต่งชุดดำ 2 คน
  • ใช้อาวุธปืนอาก้า
  • หลบหนีทางเทือกเขา
  • น่าจะกลุ่มเดียวกับที่ยิงจุดตรวจฉัตรวารินเมื่อ 19 มี.ค.

พิธีศพจัดอย่างสมเกียรติ ญาติอาบน้ำศพที่บ้าน ก่อนเคลื่อนย้ายไปมัสยิดและฝังที่กูโบร์โต๊ะเด็ง มีเจ้าหน้าที่และชาวบ้านร่วมงานจำนวนมาก

บทเรียนจากเหตุการณ์

เหตุอาสาทหารพราน ดับ ถูกคนร้ายลอบยิงครั้งนี้ สะท้อนปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ยังไม่จบสิ้น แม้กำลังพลจะลาพัก แต่ก็ไม่วายตกเป็นเป้า แสดงให้เห็นว่าความมั่นคงต้องเข้มข้นยิ่งขึ้น ชาวบ้านในพื้นที่เรียกร้องให้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย เช่น เพิ่มจุดตรวจและกล้องวงจรปิด

ในฐานะที่ติดตามข่าวสารภาคใต้มาเนิ่นนาน ผมเชื่อว่านี่คือโอกาสให้หน่วยงานรัฐบูรณาการกำลังมากขึ้น เพื่อปกป้องทั้งทหารและประชาชน หากคุณมีประสบการณ์หรือเห็นด้วย สามารถแสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้และช่วยกันเฝ้าระวัง

ที่มา – “อาสาทหารพราน” ดับ ถูกคนร้ายลอบยิงขณะลาพัก กลับมาอยู่บ้านได้เพียง 2 วัน

น้ำมันขาด แต่ส้วมเต็ม ชาวแจ้ห่มนับพันเดือดร้อน

ปัญหาน้ำมันขาด แต่ส้วมเต็ม ชาวแจ้ห่มนับพันหลังเดือดร้อนหนักกำลังกลายเป็นวิกฤตใหญ่ในอำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง ชาวบ้านนับพันหลังคาเรือนต้องเผชิญกับส้วมที่เต็มจนใช้งานไม่ได้ ส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง และต้องหาทางแก้ไขด้วยตัวเองแบบชั่วคราว สถานการณ์นี้เกิดจากรถสูบส้วมไม่สามารถให้บริการได้ เนื่องจากขาดแคลนน้ำมันและไม่มีบ่อทิ้งสิ่งปฏิกูลที่เหมาะสม

น้ำมันขาด แต่ส้วมเต็ม ชาวแจ้ห่มนับพันหลังเดือดร้อนหนัก

จากรายงานล่าสุด ชาวบ้านในหลายหมู่บ้านของอำเภอแจ้ห่ม โดยเฉพาะบ้านม่วง หมู่ 6 ตำบลแจ้ห่ม และพื้นที่ใกล้เคียง กำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านศรีวร อวดกล้า เล่าว่า ส้วมในหมู่บ้านเต็มมากกว่า 10 หลัง รวมทั้งบ้านของตัวเองเอง ชาวบ้านต้องรอรถสูบส้วมมานานหลายวัน แต่ปัญหาคือไม่มีที่ทิ้งเพราะบ่อเดิมถูกปิดไป คาดว่าทั้งอำเภอมีบ้านเดือดร้อนเกือบ 1,000 หลัง ทางอำเภอแจ้ห่มจึงให้ผู้นำชุมชนจดรายชื่อเพื่อประสานงาน แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่คืบหน้า

ผลกระทบต่อชาวบ้านแจ้ห่ม: จากส้วมเต็มสู่การขุดหลุมฝังเอง

นางบาน ธรรมสาย อายุ 70 ปี ชาวบ้านหมู่ 8 ตำบลแจ้ห่ม บอกเล่าถึงความลำบากว่า ต้องจ้างรถแมคโฮมาขุดบ่อใหม่ข้างบ้าน หมดเงินไปหลายหมื่นบาท ส้วมราดน้ำลงไม่ได้ ส่งกลิ่นเหม็นโชยไปทั่ว การถ่ายอุจจาระแต่ละครั้งต้องลุ้นว่าจะลงหรือไม่ ปัญหานี้ยังลุกลามไปยังเขตเทศบาลตำบลแจ้ห่ม ที่มีชาวบ้านกว่า 100 หลังรอคิวสูบส้วมเช่นกัน

  • ส้วมเต็ม น้ำทิ้งไม่ได้ ส่งกลิ่นเหม็นรบกวนเพื่อนบ้าน
  • ชาวบ้านต้องขุดหลุมฝังอุจจาระเอง เสี่ยงสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
  • ค่าใช้จ่ายสูงในการแก้ปัญหาชั่วคราว เช่น จ้างรถขุด
  • เด็กและผู้สูงอายุได้รับผลกระทบหนักที่สุด

สถานการณ์ยิ่งรุนแรงเมื่อรถสูบส้วมในพื้นที่หยุดบริการมาร่วม 20 วันแล้ว ทำให้ชาวบ้านต้องปรับตัวอย่างหนัก

ผู้ประกอบการรถสูบส้วมชี้แจงสาเหตุหลัก

นายสุวดลย์ มอญขาม ผู้ประกอบการรถสูบส้วม วัย 45 ปี อธิบายว่า เดิมทีมีบ่อทิ้งที่บ้านฮ่องลี่ ตำบลแจ้ห่ม แต่ชาวบ้านร้องเรียนกลิ่นเหม็นและปัญหาอื่นๆ จนเทศบาลตำบลบ้านสั่งปิดบ่อในเดือนพฤศจิกายน 2568 ทีมงานเคยแก้ปัญหาโดยขนไปทิ้งบ่อที่อำเภอเมืองปาน ค่าใช้จ่ายน้ำมันและทางไกลแพงมาก แต่สุดท้ายบ่อนั้นก็เต็ม นอกจากนี้ ยังมีรถสูบส้วมต่างถิ่นแอบทิ้งที่บ่อเดิมที่ปิดไปแล้ว ทำให้เกิดข้อพิพาทจนแจ้งความที่ สภ.แจ้ห่ม กลัวถูกดำเนินคดี

อย่างไรก็ตาม บางพื้นที่อย่างบ้านสบฟ้า (40 หลัง) บ้านวังสักล่ม วังสักแพะ (61 หลัง) ชาวบ้านช่วยหาที่ทิ้งให้ ทำให้บริการได้

นายณรงค์ ปากกล้า ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฮ่องลี่ เสริมว่า บ่อเดิมเป็นของเอกชน ทิ้งสิ่งปฏิกูลทั้งอำเภอมานาน ชาวบ้านประชาคมแล้วเชิญเทศบาลมาฟัง ปิดบ่อไปแล้ว แต่ตอนนี้ปัญหากลับมาอีก ผู้นำชุมชนถูกกดดันให้เปิดใหม่ แต่รถต่างถิ่นบุกรุกทิ้ง ทำให้เกือบถูกดำเนินคดี กลายเป็นจำเลยสังคม

ปัญหานี้สะท้อนถึงการจัดการขยะมูลฝักและสิ่งปฏิกูลที่ยังไม่เพียงพอในพื้นที่ชนบท ต้องมีบ่อทิ้งใหม่ที่ได้มาตรฐานและยอมรับจากชุมชน

ในมุมมองของเรา สถานการณ์น้ำมันขาด แต่ส้วมเต็ม ชาวแจ้ห่มนับพันหลังเดือดร้อนหนักนี้จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขด่วนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น จังหวัดลำปางและเทศบาล ควรเร่งหาที่ทิ้งใหม่หรือระบบบำบัดกลาง เพื่อป้องกันปัญหาลุกลาม คุณล่ะคิดว่าทางออกที่ดีที่สุดคืออะไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้เสียงชาวบ้านดังขึ้น!

ที่มา – น้ำมันขาด แต่ส้วมเต็ม ชาวแจ้ห่มนับพันหลังเดือดร้อนหนัก ผู้ประกอบการชี้แจง

หัวหน้าพรรคประชาชาติเรียกร้องเร่งสอบคนบงการยิง ส.ส.กมลศักดิ์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนในภาคใต้กันครับ คือ หัวหน้าพรรคประชาชาติ เรียกร้องตำรวจเร่งสอบสวนหาตัวคนบงการจ้างมือปืนยิง สส.กมลศักดิ์ เหตุการณ์ลอบยิง ส.ส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ จากพรรคประชาชาติ เขต 5 จังหวัดนราธิวาส ด้วยอาวุธสงคราม M16 เมื่อคืนวันที่ 19-20 มีนาคม 2567 หลังจากการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ถือเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับทุกคน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังคงมีความอ่อนไหวด้านความมั่นคง

หัวหน้าพรรคประชาชาติ เรียกร้องตำรวจเร่งสอบสวนหาตัวคนบงการจ้างมือปืนยิง สส.กมลศักดิ์

วันที่ 25 มีนาคม 2567 พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้แถลงข่าวพร้อม ส.ส.กมลศักดิ์ โดยเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งรัดการสืบสวน หาตัวผู้บงการและผู้จ้างวานมือปืนที่ลงมือกราดยิงอย่างโหดร้าย พันตำรวจเอกทวี ย้ำว่าคดีนี้เกิดขึ้นบนถนนสายหลักเข้าเมืองนราธิวาส ซึ่งเป็นจุดที่ฝ่ายความมั่นคงต้องรับผิดชอบสูงสุด "ไม่มีใครมีสิทธิ์ถูกฆ่าด้วยอาวุธสงคราม โดยเฉพาะ ส.ส.ที่ได้คะแนนเสียงสูงสุด เป็นตัวแทนประชาชน หากตัวแทนยังไม่ปลอดภัย แล้วประชาชนจะปลอดภัยได้อย่างไร" ท่านกล่าวอย่างหนักแน่น

เหตุการณ์ลอบยิง ส.ส.กมลศักดิ์ เกิดขึ้นอย่างไร

จากรายงาน คนร้ายขับรถลงจากสนามบินหาดใหญ่ เดินทางตรงมาถึงบริเวณบ้านพักของ ส.ส.กมลศักดิ์ แล้วใช้อาวุธ M16 กราดยิงใส่รถของ ส.ส. และทีมติดตาม รวมถึงคนขับรถ โชคดีที่ ส.ส.รอดชีวิตมาได้ แต่เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงการวางแผนอย่างเป็นขบวนการ พรรคประชาชาติเชื่อว่านายกฯ ได้รับปากแล้วว่าจะเร่งติดตามคดีให้เร็วที่สุด โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ในการสืบสวน

ข้อเสนอแนะจากหัวหน้าพรรคประชาชาติ

พันตำรวจเอกทวี เสนอแนวทางสำคัญเพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย โดยเฉพาะการควบคุมอาวุธสงครามในพื้นที่ภาคใต้ที่ใฝ่ฝันถึงสันติภาพ

  • ทำประวัติผู้ครอบครองปืนทุกชนิด: ทุกกระสุน ทุกอาวุธต้องมีการบันทึกประวัติ ลายเซ็นเจ้าของ เพื่อตรวจสอบย้อนกลับได้ทันที
  • เพิ่มระบบแจกจ่ายอาวุธให้เจ้าหน้าที่รัฐ: ต้องมีระบบตรวจสอบเข้มงวด ห้ามแจกจ่ายแบบไม่บันทึก
  • เร่งสืบสวนผู้บงการ: ไม่ใช่แค่มือปืน แต่ต้องถึงตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง

"ถึงเวลาแล้วที่อาวุธสงครามต้องหายไปจากมือประชาชน และเจ้าหน้าที่ต้องมีระบบตรวจสอบชัดเจน" พันตำรวจเอกทวีย้ำ พรรคประชาชาติทำงานเพื่ออุดมการณ์ยุติธรรม ความเสมอภาค และสันติสุขในภาคใต้ แต่เหตุการณ์นี้ทำให้ทุกคนตื่นตัว

มุมมองจาก ส.ส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ

ตัว ส.ส.กมลศักดิ์ เอง เผยว่า ชาวบ้านในพื้นที่เคยเตือนให้ระวังตัว เคยบอกให้เดินทางเป็นกลุ่มเสมอ ตนเองจึงระมัดระวังมาตลอด แต่ยังไม่ปักใจไปที่มูลเหตุใดแน่นอน ไม่ว่าจะการเมืองหรือเรื่องอื่นๆ ขอให้ตำรวจเร่งสืบให้ถึงที่สุด นายกฯ ก็รับปากช่วยเร่งแล้ว หวังว่าคดีจะคลี่คลายเร็วๆ นี้

เหตุการณ์ หัวหน้าพรรคประชาชาติ เรียกร้องตำรวจเร่งสอบสวนหาตัวคนบงการจ้างมือปืนยิง สส.กมลศักดิ์ ไม่ใช่แค่คดีธรรมดา แต่สะท้อนปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ยังต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน การเมืองต้องเดินหน้าเพื่อประชาชน แต่ความปลอดภัยต้องมาก่อน หากปล่อยให้เกิดซ้ำ จะกระทบต่อสันติภาพที่ทุกคนปรารถนา

ในมุมมองของผม เหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนว่าต้องมีมาตรการเข้มงวดกับอาวุธปืนและการสืบสวนคดีใหญ่ๆ มากขึ้น คุณล่ะคิดเห็นอย่างไร? คิดว่าคนบงการคือใคร หรือควรมีมาตรการอะไรเพิ่ม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข่าวสารแพร่กระจาย สร้างแรงกดดันให้เจ้าหน้าที่ทำงานให้ดีที่สุด!

ที่มา – หัวหน้าพรรคประชาชาติ เรียกร้องตำรวจเร่งสอบสวนหาตัวคนบงการจ้างมือปืนยิง สส.กมลศักดิ์

“วีระยุทธ” แนะ 3 แนวทางกู้วิกฤตน้ำมัน

“วีระยุทธ” แนะรัฐบาลเปลี่ยน 3 แนวทางกู้วิกฤตน้ำมัน เสนออุดหนุนขั้นบันได–แจกคูปองช่วยเกษตรกร ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงจากความปั่นป่วนในตะวันออกกลาง ส.ส.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร จากพรรคประชาชน ได้เสนอแนะแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือประชาชนและเศรษฐกิจไทยให้รอดพ้นวิกฤตนี้

“วีระยุทธ” แนะรัฐบาลเปลี่ยน 3 แนวทางกู้วิกฤตน้ำมัน เสนออุดหนุนขั้นบันได–แจกคูปองช่วยเกษตรกร

วันที่ 25 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายวีระยุทธ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาชนและ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้ยื่นญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่องวิกฤตน้ำมัน โดยชี้ว่าน้ำมันคือเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนตัวเล็กอย่างไรเดอร์ คนขับรถ เกษตรกร และชาวประมง ที่พึ่งพาน้ำมันในการทำมาหากินประจำวัน ด้วยการนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 60% จากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สงครามในภูมิภาคนี้จึงกระทบตรงจุด

วีระยุทธย้ำว่าภาวะผู้นำในวิกฤตต้องเหนือชั้น ด้วยความเข้าใจเศรษฐกิจโลก ความกล้าตัดสินใจ และความเห็นใจประชาชน โดยเสนอให้รัฐบาลเปลี่ยน 3 แนวทางหลัก ดังนี้

แนวทางที่ 1: เปลี่ยนจากจัดการแบบปิด เป็นโปร่งใส เปิดรับฟังและลงโทษผิด

ศูนย์บริหารสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง (ศบก.) ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ เป็นผู้อำนวยการ ถูกวิจารณ์ว่าทำงานแบบปิด พูดคุยเฉพาะธุรกิจใหญ่ เช่น วันที่ 15 มี.ค. เรียกบริษัทน้ำมันใหญ่สอบถามสต็อก แล้วแถลงว่าไม่ขาดแคลน แต่ละเลยกลุ่มปั๊มเล็ก เกษตรกร ขนส่ง จนต้องรวมตัวประท้วงเอง

รัฐควรเดินเข้าไปรับฟังปัญหาจากกลุ่มกระจัดกระจายอย่างไรเดอร์ ชาวประมง โดยตรง นอกจากนี้ต้องเปิดข้อมูลสถานะปั๊มน้ำมันแบบเรียลไทม์ ไม่ใช่แค่บอกมีสำรอง 100 วัน แต่บอกว่าปั๊มไหนเหลือน้ำมันบ้าง ปัจจุบันข้อมูลกระจัดกระจายในเฟซบุ๊กสำนักงานพลังงานจังหวัด หรือแอป Fuel Now ที่ยังไม่พร้อมใช้ ประชาชนเลยหันไปใช้เพจอย่าง pumpradar.com เอง

พรรคประชาชนเรียกร้องให้เปิดรับฟังรอบด้าน เปิดข้อมูลสาธารณะ และลงโทษผู้โก่งราคา เพื่อสร้างความโปร่งใส

แนวทางที่ 2: เปลี่ยนจากการตรึงราคา เป็นอุดหนุนขั้นบันไดและช่วยเปราะบาง

การประกาศตรึงราคา 15 วันล่วงหน้า สร้างความโกลาหลเพราะคนแห่ซื้อเก็ง ผู้ค้าขายช้า วีระยุทธเสนออุดหนุนแบบขั้นบันได เช่น กำหนดกรอบราคาน้ำมันโลกแล้วอุดหนุนตามระดับ เพื่อให้ราคาปรับตัวสมดุล ไม่กระชากแรง

นอกจากนี้ ใช้การอุดหนุนเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างเกษตรกร ชาวประมง ขนส่ง โดยประสานฐานข้อมูลหลายหน่วยงาน รวมถึงลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หรือเก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่นที่ได้กำไรเกิน รัฐต้องสื่อสารชัดเจนว่าใช้นโยบายอะไร ใครได้ประโยชน์ เพื่อสร้างความเข้าใจ

แนวทางที่ 3: เปลี่ยนโครงการธงเขียว เป็นดูแลซัพพลายเชนและแจกคูปองเกษตรกร

ภาคเกษตรเดือดร้อนหนักเพราะนำเข้าปุ๋ย 1 ใน 3 จากตะวันออกกลาง โครงการปุ๋ยธงเขียว (หรือธงเขียวพลัส) ช่วยได้แค่น้อยนิด 97,000 กระสอบ จากความต้องการ 5.6 ล้านตันต่อปี หรือแค่ 0.1%

เสนอให้รัฐมอนิเตอร์ซัพพลายเชนปุ๋ยตั้งแต่นำเข้า-จำหน่าย ป้องกันกักตุนโก่งราคา และแจกคูปองปุ๋ยตามฐานข้อมูลเกษตรกร ปรับตามพืช ไร่ และฤดูเก็บเกี่ยว เพื่อช่วยกว้างขวางและควบคุมงบได้

สรุป “วีระยุทธ” แนะรัฐบาลเปลี่ยน 3 แนวทางกู้วิกฤตน้ำมัน เสนออุดหนุนขั้นบันได–แจกคูปองช่วยเกษตรกร เพื่อโปร่งใส เป็นธรรม สร้างความเชื่อมั่น สิ่งสำคัญคือรัฐต้องเคียงข้างประชาชนในยามวิกฤต

หากคุณกำลังเดือดร้อนจากวิกฤตนี้ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ชาวประมง ไรเดอร์ หรือผู้ประกอบการ ส่งเสียงมาที่พรรคประชาชนได้เลย เราจะช่วยเป็นกระบอกเสียงให้ถึงรัฐบาล!

ที่มา – “วีระยุทธ” แนะรัฐบาลเปลี่ยน 3 แนวทางกู้วิกฤตน้ำมัน เสนออุดหนุนขั้นบันได–แจกคูปองช่วยเกษตรกร

ฆ่าหั่นศพสาวลาว ยัดถุงดำ 8 ถุง คำสารภาพแฟนหนุ่ม

คดีสะเทือนขวัญที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ในขณะนี้คือ ฆ่าหั่นศพสาวลาว ยัดใส่ถุงดำ 8 ถุง เปิดคำสารภาพแฟนหนุ่ม ลงมือโหด อ้างปมหึงหวงบันดาลโทสะ เหตุการณ์โหดร้ายที่เกิดขึ้นจากความรักที่บิดเบี้ยว สู่การลงมือฆ่าแฟนสาวด้วยความโกรธแค้น วันนี้เราจะมาสรุปทุกแง่มุมของคดีนี้ให้ฟังแบบละเอียด เพื่อให้เข้าใจที่มาที่ไปของเรื่องราวสุดช็อกนี้

ฆ่าหั่นศพสาวลาว ยัดใส่ถุงดำ 8 ถุง เปิดคำสารภาพแฟนหนุ่ม ลงมือโหด อ้างปมหึงหวงบันดาลโทสะ

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2567 เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) หนองคาย นำโดย พ.ต.ท.ธียาฌพัตท์ รังสิพราหมณกุล รอง ผกก.ตม.จว.หนองคาย และ พ.ต.ท.อภิชาติ คลธา สว.ตม.จว.หนองคาย ได้ควบคุมตัวนายต้อม ชายชาวลาววัย 26 ปี ผู้ต้องหาคดีนี้ ขณะที่เขากำลังพยายามหลบหนีข้ามกลับสปป.ลาวที่ด่านพรมแดนหนองคาย การจับกุมครั้งนี้เกิดจากการประสานงานอย่างรวดเร็วจากตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง หลังจากที่นายต้อมลงเครื่องที่สนามบินอุดรธานี

ปมหึงหวงที่จุดชนวนโศกนาฏกรรม

นายต้อมสารภาพว่ารักแฟนสาวนางสาวแรม วัย 20 ปี ชาวลาวเช่นกัน มาก คบหากันมานาน 6-7 ปี แม้แต่พิธีผูกข้อมือก็ทำกันแล้ว ทั้งคู่ข้ามมาทำงานในไทย ตนทำงานที่ครัวโรงพยาบาล แฟนทำงานในตลาดใกล้กัน แต่เดือนนี้แฟนสาวหนีไปทำงานที่พัทยา โดยไม่บอกกล่าว

นายต้อมตามไปหาที่พัทยา แต่ถูกห้ามเข้า เขาแอบดูจนตี 5 เห็นแฟนสาวเดินออกมาพร้อมลูกค้าที่ร้านคาราโอเกะ เจ้าของร้านบอกลูกค้าให้กลับไปก่อน แล้วค่อยไปหาที่ห้องพัก คำพูดนี้จุดประกายความหึงหวง นายต้อมขู่ว่าจะแจ้งญาติแฟนสาว แฟนสาวอายจึงยอมตามกลับกรุงเทพฯ มาถึงก็บอกเหนื่อย ขอนอนพัก ไม่ได้ทะเลาะ แต่สุดท้ายอารมณ์ชั่ววูบบันดาลโทสะ ใช้มีดแทงจนเสียชีวิต

หลังจากนั้น นายต้อมชำแหละศพด้วยประสบการณ์ชำแหละสัตว์ที่เคยทำ เริ่มจากขาไล่ขึ้นถึงคอ แยกใส่ถุงดำ 8 ถุง ทิ้ง 2 ถุงที่ถังขยะหน้าปากซอย (น่าจะแขน) และ 6 ถุงที่นนทบุรี

  • คบกัน 6-7 ปี ผูกข้อมือแล้ว
  • แฟนหนีไปพัทยา ทำงานคาราโอเกะ
  • เห็นกับลูกค้าตี 5 จุดหึง
  • ขู่บอกญาติ ยอมกลับ กทม.
  • แทงตาย หั่นศพ 8 ถุงทิ้ง

การสืบสวนและจับกุมที่ฉับไว

พ.ต.ท.ธียาฌพัตท์ เผยว่า ได้รับประสานจากตำรวจท่องเที่ยวว่าผู้ต้องหาหลบหนีมาอุดรธานี ชุดสืบสวนตามล่าจนจับได้หน้า ด่าน ตม.หนองคายป้องกันการหลบหนีได้ดี เพราะระบบแจ้งเตือนทันทีหากผู้ต้องหาแสดงเอกสาร ผู้ต้องหาถูกตั้งข้อหา “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพหรือส่วนของศพเพื่อปิดบังการตาย” ก่อนส่งกลับ กทม.ดำเนินคดี

คดีนี้สะท้อนปัญหาความรุนแรงในความสัมพันธ์ โดยเฉพาะชาวต่างด้าวที่ทำงานในไทย ปมหึงหวงมักนำไปสู่โศกนาฏกรรมได้ง่าย หากไม่ควบคุมอารมณ์ เหตุการณ์แบบ ฆ่าหั่นศพสาวลาว ยัดใส่ถุงดำ 8 ถุง เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

จากประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่ เคสนี้คล้ายหลายคดีที่ ตม.หนองคายจับได้ แสดงถึงประสิทธิภาพการทำงาน แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคน โดยเฉพาะคู่รัก ว่าความหึงหวงต้องจัดการด้วยเหตุผล ไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ

สุดท้ายนี้ คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ชัดเจนว่าความรักต้องมากับความเข้าใจ หากมีปัญหาควรปรึกษาผู้ใหญ่หรือหน่วยงานช่วยเหลือ อย่าปล่อยให้โทสะครอบงำ คุณคิดเห็นอย่างไรกับคดีนี้? แชร์ความคิดในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อเตือนใจผู้อื่นนะครับ

ที่มา – ฆ่าหั่นศพสาวลาว ยัดใส่ถุงดำ 8 ถุง เปิดคำสารภาพแฟนหนุ่ม ลงมือโหด อ้างปมหึงหวงบันดาลโทสะ

อิหร่านเปิดทาง “เรือที่ไม่เป็นปฏิปักษ์” ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อิหร่านเปิดทาง “เรือที่ไม่เป็นปฏิปักษ์” ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ภายใต้เงื่อนไขความปลอดภัยที่เข้มงวด สร้างความหวังให้ตลาดน้ำมันและหุ้นเอเชีย ขณะที่ข่าวลือแผนสันติภาพ 15 ข้อจากทรัมป์ช่วยคลายความตึงเครียด

อิหร่านเปิดทาง “เรือที่ไม่เป็นปฏิปักษ์” ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

คณะผู้แทนอิหร่านประจำสหประชาชาติได้แถลงข่าวสำคัญเมื่อวันอังคารที่ 24 มีนาคม โดยระบุว่า เรือพาณิชย์ที่ไม่มีเจตนาเป็นปฏิปักษ์สามารถสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เคร่งครัด เช่น ไม่เข้าร่วมการรุกรานอิหร่าน ปฏิบัติกฎความปลอดภัย และประสานงานกับหน่วยงานอิหร่านล่วงหน้า ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางสำคัญที่ลำเลียงน้ำมัน 1 ใน 5 ของโลก ทำให้การเคลื่อนไหวนี้มีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก

ก่อนหน้านี้ ปริมาณเรือผ่านช่องแคบลดฮวบจากเฉลี่ย 120 ลำต่อวัน เหลือเพียง 5 ลำ นับตั้งแต่สงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านปะทุเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ การปิดกั้นช่องแคบส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง นักวิเคราะห์คาดหากยืดเยื้ออาจแตะ 150-200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ล่าสุดราคาน้ำมันดิบเบรนท์ลดลงกว่า 9% ในวัน 25 มีนาคม หลังข่าวทรัมป์ส่งแผนสันติภาพ 15 ข้อให้อิหร่าน

ผลกระทบต่อตลาดน้ำมันและหุ้นเอเชีย

การอิหร่านเปิดทาง “เรือที่ไม่เป็นปฏิปักษ์” ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลบวกต่อตลาดทันที ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นพุ่ง 2.3% KOSPI เกาหลีใต้ขึ้น 2.6% และ Hang Seng ฮ่องกงขึ้น 0.7% นักลงทุนมองว่านี่เป็นสัญญาณคลายความตึงเครียด แม้รายละเอียดกฎเดินเรือยังคลุมเครือ สร้างความกังวลให้บริษัทขนส่ง

  • เงื่อนไขหลัก: ไม่สนับสนุนการรุกรานอิหร่าน
  • ต้องประสานงานล่วงหน้ากับอิหร่าน
  • ปฏิบัติกฎความมั่นคงเข้มงวด
  • เปิดเฉพาะเรือที่ “ไม่เป็นปฏิปักษ์”

สถานการณ์ยังเปราะบางเพราะการสู้รบยังเกิดขึ้นเป็นระยะ การเจรจาสันติภาพเพิ่งเริ่มต้น ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลต่อราคาพลังงานที่อาจผันผวน

ความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซต่อเศรษฐกิจโลก

ช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่แค่เส้นทางเดินเรือ แต่เป็นหลอดเลือดใหญ่ของอุตสาหกรรมน้ำมัน 20% ของน้ำมันโลกผ่านที่นี่ หากปิดกั้นนาน เศรษฐกิจโลกอาจชะงักงัน โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างจีน ญี่ปุ่น และอินเดีย การตัดสินใจของอิหร่านครั้งนี้ช่วยลดความเสี่ยงระยะสั้น แต่ต้องพิสูจน์ในทางปฏิบัติ

นอกจากนี้ ข่าวแผนสันติภาพจากทรัมป์ 15 ข้อ ครอบคลุมประเด็นนิวเคลียร์ สงครามตัวแทน และการคว่ำบาตร หากสำเร็จจะเปลี่ยนโฉมภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างสิ้นเชิง

มุมมองอนาคตและคำแนะนำ

จากมุมมองนักวิเคราะห์ สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การฟื้นตัวของตลาดพลังงาน แต่ความไม่แน่นอนยังสูง บริษัทขนส่งควรเตรียมแผนสำรอง ขณะที่นักลงทุนหุ้นพลังงานอาจได้ประโยชน์

ในฐานะผู้ติดตามข่าวสาร เรามองว่าการเปิดทางนี้เป็นก้าวแรกสู่สันติภาพ แต่ต้องระวังความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ติดตามอัปเดตล่าสุดเพื่อปรับกลยุทธ์การลงทุนของคุณได้ที่บล็อกนี้!

ที่มา – อิหร่านเปิดทาง “เรือที่ไม่เป็นปฏิปักษ์” ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

เช็กเงื่อนไขลงทะเบียนล้างแอร์ 2569 รับส่วนลด 300 บาท

ยุคนี้ค่าไฟแพงขึ้นทุกวัน แต่มีทางออกช่วยประหยัดได้ง่ายๆ ด้วยโครงการดีๆ จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อย่าง “ล้างแอร์ช่วยชาติ ประหยัดไฟ ไทยต้องรอด” วันนี้เราจะพาคุณไป เช็กเงื่อนไข ลงทะเบียนล้างแอร์ 2569 รับสิทธิ์ส่วนลดล้างแอร์ 300 บาท กันแบบละเอียดยิบ รีบมาดูเลย เพราะสิทธิ์มีจำกัดแค่ 30,000 สิทธิ์เท่านั้น!

เช็กเงื่อนไข ลงทะเบียนล้างแอร์ 2569 รับสิทธิ์ส่วนลดล้างแอร์ 300 บาท

โครงการนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569 เวลา 11.00 น. จนถึง 23 พฤษภาคม 2569 หรือจนกว่าสิทธิ์จะหมด ใครที่อยากล้างแอร์ให้เครื่องเย็นฉ่ำ ประหยัดไฟ ลดค่าใช้จ่าย ก็ต้องรีบเช็กเงื่อนไขด่วนๆ หลักๆ คือ:

  • เครื่องปรับอากาศแบบติดผนัง ขนาดไม่เกิน 24,000 BTU/h เท่านั้นนะ
  • จำกัด 1 สิทธิ์ต่อ 1 คน ต่อ 1 ครัวเรือน
  • สงวนสิทธิ์สำหรับพนักงาน กฟผ. ไม่สามารถใช้ได้
  • ค่าบริการล้างแอร์ไม่เกิน 600 บาท จะได้ลด 300 บาท ชำระจริงเหลือไม่เกิน 300 บาท

ทำไมต้องล้างแอร์? เพราะฝุ่นและสิ่งสกปรกสะสมในแอร์ทำให้เครื่องทำงานหนัก กินไฟมากขึ้น ล้างแล้วช่วยประหยัดไฟได้ถึง 10-20% เลยทีเดียว โดยเฉพาะหน้าร้อนแบบนี้ แอร์สะอาด=เย็นฉ่ำ+ไฟถูก!

ขั้นตอนการรับสิทธิ์เช็กเงื่อนไข ลงทะเบียนล้างแอร์ 2569

ไม่ต้องลงทะเบียนออนไลน์ แค่มาที่ห้างสรรพสินค้าที่ร่วมโครงการ เช่น HomePro, MEGA HOME, Power Buy, ไทวัสดุ, BnB home, โกลบอลเฮ้าส์, เดอะมอลล์, Power Mall, Emporium, PARAGON, โฮมวัน และอื่นๆ อีกมากมาย ขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้:

  1. เตรียมบัตรประชาชนและบิลค่าไฟฟ้า 1 เดือนในปี 2569 (เดือนไหนก็ได้)
  2. ไปที่จุดบริการ พนักงานจะเช็กสิทธิ์ให้
  3. นัดหมายให้พนักงานมาล้างแอร์ที่บ้าน ภายใน 23 มิถุนายน 2569
  4. ชำระค่าบริการจริง (ลดแล้วไม่เกิน 300 บาท)

ถ้ามีข้อสงสัย สอบถามเพิ่มได้ที่ LINE OA: https://lin.ee/4PdJQqA เลย สะดวกมาก!

ประโยชน์ที่ได้จากการล้างแอร์ในโครงการนี้

นอกจากส่วนลด 300 บาทแล้ว ยังช่วยให้บ้านเย็นสบาย อากาศสะอาด ลดโรคภูมิแพ้จากฝุ่น ล้างแอร์เป็นประจำทุก 3-6 เดือน ช่วยยืดอายุเครื่อง ลดการเสียหายใหญ่ๆ ในระยะยาว คิดดูสิ ค่าไฟลด+เครื่องทนทาน=คุ้มสุดๆ โดยเฉพาะครอบครัวที่มีแอร์หลายตัว เริ่มจากตัวหลักก่อนเลย

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการช่วยประชาชนประหยัดพลังงาน ลดภาระค่าไฟช่วงหน้าร้อน กฟผ. จัดเต็มเพื่อไทยต้องรอดจริงๆ หากคุณมีแอร์ติดผนังขนาดเหมาะสม อย่าพลาดเด็ดขาด สิทธิ์หมดเร็วแน่นอน!

รีบไปเช็กเงื่อนไข ลงทะเบียนล้างแอร์ 2569 กันเลยวันนี้ ล้างแอร์สะอาด ประหยัดไฟ ชีวิตดีขึ้นทันตา!

“ณัฐวุฒิ” เผยเคาะประชุมสภาฯ เพิ่มวันศุกร์ 2ครั้ง/เดือน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้สนใจข่าวการเมืองทุกท่าน วันนี้มีอัพเดทเด็ดจากสภาเลยนะครับ โดย “ณัฐวุฒิ” เผยที่ประชุมร่วม เคาะ ประชุมสภาฯ เพิ่มวันศุกร์ แต่ไม่เกิน 2 ครั้งต่อเดือน เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีเวลาพอในการถกเถียงวาระสำคัญๆ ที่ค้างคา ไม่ว่าจะเป็นร่างกฎหมาย รายงานจากหน่วยงานรัฐ หรือญัตติจากประชาชน นับเป็นข่าวดีที่สภาจะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.พรรคประชาชน ในฐานะตัวแทนวิปฝ่ายค้าน ได้แถลงหลังการหารือเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 กับประธานสภาผู้แทนราษฎรและผู้แทนพรรคการเมืองต่างๆ การประชุมครั้งนี้มุ่งกำหนดวัน เวลา และสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง โดยมีประเด็นหลัก 3 เรื่องที่ตกลงกันได้อย่างลงตัว

ประชุมสภาฯ เพิ่มวันศุกร์

ประเด็นแรกที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องคือ การประชุมสภาฯ ปกติยังคงยึดรูปแบบเดิม คือวันพุธและพฤหัสบดีทุกสัปดาห์ แต่เพื่อรองรับวาระที่อาจคั่งคา เช่น รายงานจากหน่วยงานรัฐ ร่างกฎหมายจาก ส.ส. หรือข้อเสนอจากภาคประชาชน จึงเคาะเพิ่มวันประชุมสภาฯ เพิ่มวันศุกร์ ไม่เกิน 2 ครั้งต่อเดือน โดยเฉพาะสัปดาห์ที่ตรงกับวันหยุดนักขัตฤกษ์ สามารถชดเชยได้ ทำให้สภาได้นำปัญหาของประชาชนมาพูดคุยอย่างเต็มที่ การประชุมจะเริ่มเวลา 09.00 น. และจบตามวาระของวันนั้นๆ ซึ่งจะช่วยลดการสะสมงานและเร่งแก้ไขเรื่องเร่งด่วน

กำหนดระยะเวลาสมัยประชุมสภาฯ

ประเด็นที่สองคือกำหนดวันปิดสมัยประชุม สมัยประชุมสามัญครั้งที่หนึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 และปิดวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ส่วนสมัยที่สองจะเปิดวันที่ 25 สิงหาคม 2569 จนถึงช่วงคริสต์มาส 22 ธันวาคม 2569 ซึ่งเป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ตลอด 4 ปีของสภา ชุดนี้ การวางแผนแบบนี้ช่วยให้ ส.ส. มีเวลาจัดการวาระได้อย่างเป็นระบบ

อภิปรายญัตติด่วนปัญหาพลังงานขาดแคลน

ประเด็นสุดท้ายที่ร้อนแรงคือการพิจารณาญัตติเกี่ยวกับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะราคาน้ำมันแพงและราคาพืชผลเกษตรที่ผันผวน ซึ่งค้างมาจากสัปดาห์ก่อน วันนี้ (25 มี.ค.) จะให้เวลาอภิปรายเต็มที่ คาดว่าจะมีผู้อภิปรายเกือบ 100 คน จากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ผู้เปิดญัตติแต่ละพรรคสรุปไม่เกิน 15 นาที ปิดท้ายคนละ 10 นาที ส่วนอภิปรายทั่วไปคนละ 7 นาที โดยจะไม่ตั้งคณะกรรมาธิการ แต่รวบรวมข้อเสนอทั้งหมดส่งให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการทันที เพราะถือเป็นเรื่องด่วนสำคัญที่กระทบประชาชนโดยตรง

  • ยืนยันวันประชุมหลัก: พุธ-พฤหัสทุกสัปดาห์
  • เพิ่มประชุมสภาฯ เพิ่มวันศุกร์: ไม่เกิน 2 ครั้ง/เดือน สำหรับวาระค้าง
  • กำหนดสมัยประชุมชัดเจน: สมัย 1 (มี.ค.-ก.ค.) สมัย 2 (ส.ค.-ธ.ค.)
  • อภิปรายญัตติพลังงาน: เต็มเวลา คาด 100 ผู้ร่วม

การเคาะประชุมสภาฯ เพิ่มวันศุกร์ ครั้งนี้ ถือเป็นการปรับตัวของสภาให้เข้ากับสถานการณ์ที่วาระงานหนักขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ปัญหาเศรษฐกิจ พลังงาน และความมั่นคงอาหารกำลังรุมเร้าประชาชน นายณัฐวุฒิ เน้นย้ำว่าการหารือครั้งนี้เป็นการประสานงานที่ดีระหว่างทุกพรรค ทำให้สภาไทยก้าวหน้าไปอีกขั้น

ในมุมมองของผม การประชุมสภาฯ เพิ่มวันศุกร์ แบบจำกัดไม่เกิน 2 ครั้ง จะช่วยป้องกันการประชุมยืดเยื้อ แต่ยังคงยืดหยุ่นพอแก้ปัญหาได้ทันท่วงที โดยเฉพาะเรื่องพลังงานที่กำลังเป็นประเด็นร้อน ถ้าสภาทำงานแบบนี้ต่อเนื่อง ประชาชนคงได้ประโยชน์เต็มๆ คุณล่ะคิดเห็นอย่างไรกับนโยบายนี้? มาแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รู้ข่าวกันนะครับ! ติดตามบล็อกเราเพื่ออัพเดทข่าวการเมือง สภาฯ และนโยบายรัฐบาลแบบเรียลไทม์

ที่มา – “ณัฐวุฒิ” เผยที่ประชุมร่วม เคาะ ประชุมสภาฯ เพิ่มวันศุกร์ แต่ไม่เกิน 2 ครั้งต่อเดือน