วัน: 27 มีนาคม 2026

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “จิรุตม์ วิศาลจิตร” เป็นกรรมการการเลือกตั้ง

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “จิรุตม์ วิศาลจิตร” เป็นกรรมการการเลือกตั้ง ถือเป็นข่าวสำคัญในแวดวงการเมืองไทยล่าสุด ที่กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนและนักการเมืองจำนวนมาก ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการนี้เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นการแต่งตั้งนายจิรุตม์ วิศาลจิตร เข้ามารับตำแหน่งแทนนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ที่ครบวาระการดำรงตำแหน่งแล้ว

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “จิรุตม์ วิศาลจิตร” เป็นกรรมการการเลือกตั้ง

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งนายจิรุตม์ วิศาลจิตร เป็นกรรมการการเลือกตั้ง ตามที่วุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบแล้ว เนื่องจากนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ได้พ้นจากตำแหน่งเพราะครบวาระ ทำให้ตำแหน่งว่างลง การแต่งตั้งนี้จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 222 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560

รายละเอียดในพระบรมราชโองการ

ในประกาศระบุชัดเจนว่านายจิรุตม์ วิศาลจิตร มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย การโปรดเกล้าฯ นี้มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังกำหนดจัดพิธีรับสนองพระบรมราชโองการในวันที่ 2 เมษายน 2569 เวลา 10.59 น. ณ ห้องประชุม 201 ชั้น 2 สำนักงาน กกต. เพื่อความเป็นทางการ

บทบาทสำคัญของกรรมการการเลือกตั้ง

คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มีหน้าที่หลักในการกำกับดูแลการเลือกตั้งทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งสมาชสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม และเป็นไปตามหลักประชาธิปไตย การมีกรรมการใหม่ที่ผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มงวดจะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในอนาคต

  • กำกับดูแลกระบวนการเลือกตั้งทั้งหมด
  • รับเรื่องร้องเรียนและทุจริตเลือกตั้ง
  • จัดทำทะเบียนผู้มาใช้สิทธิ์
  • ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ซึ่งได้รับการแต่งตั้งนี้ คาดว่าจะนำประสบการณ์มาปรับใช้ในการทำงานของ กกต. ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เช่น การลงทะเบียนออนไลน์หรือการตรวจสอบผลแบบเรียลไทม์

ผลกระทบต่อการเมืองไทย

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “จิรุตม์ วิศาลจิตร” เป็นกรรมการการเลือกตั้ง เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การเมืองไทยกำลังร้อนระอุ หลังจากการเลือกตั้งใหญ่ครั้งล่าสุดและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรัฐบาล การมีคณะกรรมการชุดใหม่ที่สมบูรณ์ จะช่วยให้การเลือกตั้งท้องถิ่นและระดับชาติในอนาคตดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ลดข้อครหาเรื่องความไม่โปร่งใสที่มักเกิดขึ้นในอดีต

นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงกระบวนการทำงานของรัฐธรรมนูญที่ให้วุฒิสภามีบทบาทในการเสนอชื่อผู้เหมาะสม ซึ่งช่วยให้เกิดความสมดุลในการตรวจสอบอำนาจ ประชาชนควรติดตามการทำงานของนายจิรุตม์ในตำแหน่งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าการเลือกตั้งไทยจะยั่งยืนและเป็นธรรม

ในมุมมองของผู้เขียน การแต่งตั้งครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความต่อเนื่องของสถาบันการเมือง หาก กกต. ชุดใหม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบประชาธิปไตยได้อย่างมาก แนะนำให้ทุกท่านติดตามข่าวสารจากราชกิจจานุเบกษาและเว็บไซต์ กกต. เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “จิรุตม์ วิศาลจิตร” เป็นกรรมการการเลือกตั้ง

หนังคนละม้วน “แก๊งสุนัข 7 ตัว” เดินเท้ากลับบ้านที่จีน

หนังคนละม้วน “แก๊งสุนัข 7 ตัว” เดินเท้ากลับบ้านที่จีน ที่แท้คือเรื่องลวงโลก คลิปวิดีโอที่กลายเป็นไวรัลทั่วโลก สุนัข 7 ตัวเดินเกาะกลุ่มกันบนทางหลวงในจีน สร้างความประทับใจนับล้าน แต่สุดท้ายถูกเปิดโปงว่าเป็นเรื่องแต่ง!

หนังคนละม้วน “แก๊งสุนัข 7 ตัว” เดินเท้ากลับบ้านที่จีน ที่แท้คือเรื่องลวงโลก

คลิปวิดีโอสั้นๆ ที่มียอดวิวกว่า 90 ล้านครั้งทั่วทุกแพลตฟอร์ม แสดงภาพสุนัข 7 ตัว ไม่ว่าจะเป็นคอร์กี้ โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ และอัลเซเชียนเชพเพิร์ดที่ดูบาดเจ็บ เดินเกาะกลุ่มแน่นหนาบนขอบทางหลวงในมณฑลจี๋หลิน ประเทศจีน เรื่องราวถูกแต่งเติมให้กลายเป็นมหากาพย์การเดินทางกลับบ้าน เหมือนหนังดิสนีย์เรื่อง Homeward Bound ทำให้คนทั่วโลกหลงรัก แถมยังมี AI สร้างโปสเตอร์หนังและฉากจบซึ้งๆ ตามมาเพียบ

แต่ความจริงแล้ว? สื่อจีนชั้นนำอย่าง City Evening News และ Cover News ลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่าสุนัขเหล่านี้ไม่ใช่สุนัขที่ถูกขโมยจากรถบรรทุกเนื้อเพื่อนำไปขายแต่อย่างใด! พวกมันคือ “สุนัขบ้าน” หรือสุนัขเลี้ยงแบบปล่อยของชาวบ้านในละแวกนั้น เจ้าของยืนยันว่ามักหายไปเที่ยวเล่น 1-2 วันเป็นเรื่องปกติ

สาเหตุที่สุนัขเกาะกลุ่มกัน: ไม่ใช่การปกป้องเพื่อนบาดเจ็บ!

ส่วนที่ดูเหมือนพวกมันปกป้องสมาชิกบาดเจ็บนั้น จริงๆ แล้วสุนัขเยอรมันเชเพิร์ดเพศเมียกำลังอยู่ในช่วงติดสัด! ทำให้ตัวอื่นๆ เดินตามติดๆ ไม่ยอมห่าง ล่าสุดทั้งหมดกลับบ้านปลอดภัย สุนัขตัวต้นเหตุ也被ล่ามโซ่ไว้จนกว่าจะหมดช่วงผสมพันธุ์

  • คลิปไวรัลยอดวิว 90 ล้านครั้ง
  • ภาพจริง ไม่ใช่ AI แต่เนื้อหาบิดเบือน
  • สะท้อนปัญหาข้อมูลเท็จในยุคโซเชียล

ดร. ทีเจ ทอมสัน ผู้เชี่ยวชาญดิจิทัลมีเดียจาก RMIT University ชี้ว่า ผู้คนโหยหาคอนเทนต์ “Wholesome” เพื่อหนีข่าวร้ายอย่างสงคราม ทำให้ครีเอเตอร์สร้างเรื่องโกหกหรือใช้ AI เสริม เพื่อแลกยอดวิวที่คือเงินในโลกโซเชียล

แม้ดูไร้พิษภัย แต่มีอันตรายซ่อนอยู่ เช่น ข่าวลือรถขนเนื้อสุนัข ผลิตภาพลบต่อคนจีนเรื่องกินเนื้อหมา นำไปสู่การเหยียดเชื้อชาติ และทำให้เราชินกับข่าวปลอม จนแยกแยะข่าวจริงอย่างการเมืองหรือสงครามไม่ได้

นี่คือบทเรียนยุค AI: สิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่ความจริง คอนเทนต์น่ารักที่สุดอาจบิดเบือนที่สุด ควรตรวจสอบก่อนแชร์เสมอ

คำแนะนำ: ฝึกทักษะ Fact-check ด้วยการดูแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ อย่าให้อารมณ์พาไป ลองแชร์บทความนี้เพื่อเตือนเพื่อนๆ ให้ระวังข้อมูลเท็จกันนะ!

ที่มา – หนังคนละม้วน “แก๊งสุนัข 7 ตัว” เดินเท้ากลับบ้านที่จีน ที่แท้คือเรื่องลวงโลก

เลขาฯ สภาพัฒน์ ย้ำน้ำมันดิบเพียงพอ ชี้คลัง-ปั๊มปกติ

ช่วงนี้หลายคนกังวลเรื่องสถานการณ์น้ำมันที่ดูตึงเครียด แต่ล่าสุด เลขาฯ สภาพัฒน์ ย้ำน้ำมันดิบเพียงพอ โดยนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ออกมาให้ข้อมูลอัปเดตที่ทำให้ทุกคนโล่งใจ จากการตรวจสอบอย่างละเอียด ไม่พบปัญหาความผิดปกติในคลังน้ำมันหรือปั๊มบริการเลย

เลขาฯ สภาพัฒน์ ย้ำน้ำมันดิบเพียงพอ

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 เวลา 10.07 น. นายดนุชา ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำมันล่าสุด โดย DSI และพลังงานจังหวัดได้ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และพ่อค้าคนกลางหรือจ็อบเบอร์ ใน 7 จังหวัดหลัก ได้แก่ ฉะเชิงเทรา นครราชสีมา อุดรธานี ลำปาง พิษณุโลก ชุมพร และสงขลา ผลการตรวจพบว่าทุกอย่างปกติ จ็อบเบอร์ที่มีคลังน้ำมันมีปริมาณคงเหลือเฉลี่ย 1 หมื่นลิตร การซื้อขายเป็นไปตามปกติ ไม่มีอะไรผิดแปลก

ตรวจสอบคลังน้ำมันขนาดใหญ่และสถานีบริการ

สำหรับคลังน้ำมันขนาดใหญ่ในจังหวัดสงขลาของ ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก และเชลล์แห่งประเทศไทย พบว่าน้ำมันคงเหลือไม่ถึง 50% หรือราว 10 ล้านลิตร จากความจุ 25-28 ล้านลิตร แต่เป็นการส่งออกตามปกติ โดยสถิติเดือนมีนาคม การส่งออกเพิ่มสูงขึ้นตามความต้องการ

ส่วนสถานีบริการน้ำมัน จากการสำรวจ 550 แห่งโดยหอการค้า พบว่าปั๊มที่ไม่มีน้ำมันลดลงเหลือ 390 แห่ง จากเดิม 450 แห่ง แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ดีขึ้นอย่างชัดเจน

  • จ็อบเบอร์ซื้อขายปกติ ไม่พบผิดปกติ
  • คลังสงขลาคงเหลือ 10 ล้านลิตร ส่งออกตามแผน
  • ปั๊มหมดน้ำมันลดลง 60 แห่ง

ที่สำคัญคือปริมาณน้ำมันดิบ เลขาฯ สภาพัฒน์ ย้ำน้ำมันดิบเพียงพอ จากเดิมรายงาน 3,400 ล้านลิตร ระหว่าง 20-25 มีนาคม เข้ามาเพิ่ม 878 ล้านลิตร รวมปัจจุบัน 4,231 ล้านลิตร เพียงพอสำหรับการกลั่นให้ประชาชนใช้ นอกจากนี้ สิ้นเดือนมีนาคม จะมีเข้ามาเพิ่ม 4 ล้านบาร์เรล เมษายน 24 ล้านบาร์เรล และพฤษภาคม 8 ล้านบาร์เรล รองรับได้สบาย

แนวทางการส่งออกน้ำมันและความมั่นคงพลังงาน

ในเรื่องการส่งออก ตั้งแต่ 1-25 มีนาคม ไทยส่งน้ำมันไปลาวเฉลี่ย 4.6 ล้านลิตรต่อวัน และเมียนมา 227,000 ลิตรต่อวัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีดำริให้ศึกษาการส่งน้ำมันสำเร็จรูปไปยัง 2 ประเทศเพื่อนบ้านแทนการกลั่นในไทย ซึ่งจะช่วยเก็บน้ำมันกลั่นไว้ให้ประชาชนใช้ เพิ่มความมั่นคงพลังงานอย่างน้อย 5 ล้านลิตรต่อวัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังศึกษาความเป็นไปได้

สถานการณ์น้ำมันในไทยช่วงนี้เกิดจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความต้องการสูง การส่งออกเพิ่ม และปัญหาโลจิสติกส์ แต่จากข้อมูลล่าสุด รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดการได้ดี การนำเข้าน้ำมันดิบต่อเนื่อง และการตรวจสอบเข้มงวดช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

สำหรับผู้ใช้รถยนต์และธุรกิจที่พึ่งพาน้ำมัน แนะนำให้ติดตามข้อมูลจากแหล่ง官方อย่างสม่ำเสมอ เพื่อวางแผนการใช้พลังงานให้เหมาะสม ในอนาคต รัฐบาลอาจมีมาตรการเพิ่มเติม เช่น ส่งเสริมน้ำมันทางเลือกหรือพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดความเสี่ยงจากน้ำมันดิบ

โดยรวมแล้ว เลขาฯ สภาพัฒน์ ย้ำน้ำมันดิบเพียงพอ ทำให้เรามั่นใจได้ว่าปัญหาน้ำมันขาดแคลนกำลังคลี่คลาย ไม่ต้องตื่นตระหนก สัญญาณบวกที่เห็นคือปริมาณคงเหลือเพิ่มและปั๊มเปิดบริการปกติ

ความเห็นส่วนตัว: นี่เป็นตัวอย่างที่ดีของการสื่อสารข้อมูลที่โปร่งใสจากหน่วยงานรัฐ ช่วยลดความสับสนในสังคม หากรัฐบาลดำเนินการต่อเนื่องแบบนี้ เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวเร็วขึ้นแน่นอน

ติดตามข่าวสารพลังงานและเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา และแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลจริง!

ที่มา – เลขาฯ สภาพัฒน์ ย้ำน้ำมันดิบเพียงพอ ชี้ ตรวจสอบแล้วไม่พบคลังน้ำมัน-ปั๊ม จ่ายน้ำมันผิดปกติ

เปิดเกณฑ์เยียวยาน้ำมันแพง รถบรรทุก-บัส-ไรเดอร์ 1-30 เม.ย.

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ ยุคนี้น้ำมันแพงเวอร์จริงๆ จากพิษสงครามตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นลิตรละ 6 บาทกลางดึกคืน 25 มี.ค. แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ รัฐบาลเคลื่อนไหวไวมาก ครม.นัดพิเศษคลอด 7 มาตรการด่วนช่วยประชาชนทันที และวันนี้เรามีข้อมูลเจ๋งๆ มาอัพเดท เปิดเกณฑ์เยียวยาน้ำมันแพง รถบรรทุก-บัส-ไรเดอร์ รับสิทธิ์อุดหนุน ดีเดย์ 1-30 เม.ย. นี้ โดยเฉพาะสำหรับพี่ๆ ขนส่งที่เดือดร้อนหนักสุด

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นคนประกาศเองครับ มาตรการนี้พุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบาง ช่วยลดต้นทุนค่าน้ำมันจริงๆ จากข้อมูล GPS และระบบติดตามการทำงาน ระหว่าง 1-30 เม.ย. 2565 (ปรับจากเอกสารต้นทาง) ไม่ใช่เหมาจ่าย แต่จ่ายตามจริง ใครยังไม่มี GPS ก็ใช้ QR Code แทน สะดวกมาก!

เปิดเกณฑ์เยียวยาน้ำมันแพง รถบรรทุก-บัส-ไรเดอร์ รับสิทธิ์อุดหนุน ดีเดย์ 1-30 เม.ย. นี้

แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่เลยครับ มาดูรายละเอียดกันแบบชัดๆ

กลุ่มที่ 1: รถบรรทุกไม่ประจำทาง (ป้ายเหลือง 70) หรือรถบรรทุกขนส่งสินค้า

มีทั้งหมด 287,175 คัน ข้อมูล GPS จากกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เฉลี่ยวิ่ง 31 ล้านกิโลเมตรต่อวัน สิ้นเปลือง 4 กม./ลิตร ใช้น้ำมันรวม 7.8 ล้านลิตร/วัน รัฐบาลอุดหนุนเต็มๆ 6 บาทต่อลิตร เป้าหมายคือลดต้นทุนขนส่ง ป้องกันสินค้าอุปโภคบริโภคแพงตาม ซึ่งกระทบค่าครองชีพประชาชนโดยตรง พี่ๆ ขนส่งสินค้าฟังแล้วดีใจแน่ๆ

กลุ่มที่ 2: รถโดยสารสาธารณะและไรเดอร์

แยกย่อยดังนี้

  • รถโดยสารหมวด 2 และ 3 (11,395 คัน) อุดหนุน 4 บาทต่อลิตร
  • รถโดยสารหมวด 4 เช่น รถตู้ (19,414 คัน) ได้ 300 บาทต่อคันต่อวัน
  • กลุ่มไรเดอร์ (114,653 คัน) รับ 300 บาทต่อคันต่อเดือน – ข่าวดีสำหรับน้องๆ Foodpanda, Grab, Lineman ที่ส่งของทุกวัน!

เป้าหมายคือตรึงค่าโดยสาร กระตุ้นใช้ขนส่งสาธารณะ ลดภาระเดินทาง โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์ที่คนเดินทางเยอะ แถมระบบขนส่งมวลชนอย่าง บขส. และรถร่วมบริการ ไม่ขึ้นค่าโดยสารเด็ดขาด! คงที่ฐานน้ำมัน 33 บาท/ลิตร ส่วนต่างรัฐชดเชยให้ เริ่ม 1 เม.ย. ไปเลย ไปไหนมาไหนสงกรานต์นี้สบายใจได้

หลักการสำคัญคือ tracking จริงจากระบบ ขบ. ที่มีอยู่แล้ว ไม่ปล่อยไก่แน่นอน สำหรับรถบัสไม่ประจำทางหรือรถทัวร์นักท่องเที่ยว กำลังหารือกับกระทรวงท่องเที่ยวเพื่อสูตรช่วยที่เหมาะสมต่อไป

เป็นไงครับ เพื่อนๆ ที่ขับรถบรรทุก รถบัส หรือเป็นไรเดอร์ รีบเช็คข้อมูลตัวเองเลย มาตรการนี้ช่วยตรงจุดมาก ลดภาระต้นทุนไม่ให้กระทบผู้บริโภคในที่สุด ในมุมผมมองว่านี่คือการช่วยเหลือแบบฉลาด ใช้เทคโนโลยี GPS-QR ตรวจสอบโปร่งใส ไม่ใช่แจกกระจายแบบเก่า สุดยอดเลย! ถ้าอยากรู้เพิ่มเติม แนะนำเช็คเว็บกรมการขนส่งทางบก หรือติดตามข่าวจากเราเพื่อไม่พลาดสิทธิ์นะครับ

ที่มา – เปิดเกณฑ์เยียวยาน้ำมันแพง รถบรรทุก-บัส-ไรเดอร์ รับสิทธิ์อุดหนุน ดีเดย์ 1-30 เม.ย. นี้

“ธนกร” ยันนายกฯ ติดตามวิกฤตพลังงานใกล้ชิด

สวัสดีครับทุกท่าน ในช่วงที่ราคาน้ำมันและพลังงานพุ่งสูงขึ้นแบบไม่หยุดหย่อน ทำให้ประชาชนหลายคนเริ่มกังวลใจกันถ้วนหน้า วันนี้เรามีข่าวดีมาอัปเดตให้ฟังกันครับ “ธนกร” ยันนายกฯ ติดตามวิกฤตพลังงานใกล้ชิด แจงรัฐบาลรักษาการมีข้อจำกัด วอนเลิกวาทกรรมสาดโคลน ซึ่งเป็นคำชี้แจงจากนายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ออกมาให้ข้อมูลแบบตรงไปตรงมา เพื่อคลายความกังวลของสังคม

“ธนกร” ยันนายกฯ ติดตามวิกฤตพลังงานใกล้ชิด แจงรัฐบาลรักษาการมีข้อจำกัด วอนเลิกวาทกรรมสาดโคลน

จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 นายธนกรได้ออกมาพูดถึงสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะในไทยเท่านั้น โดยยืนยันว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไม่ได้นิ่งนอนใจเลยสักนิด แม้จะเป็นรัฐบาลรักษาการที่มีข้อจำกัดในการตัดสินใจบางเรื่อง แต่ก็กำลังดำเนินการหลายอย่างอยู่เบื้องหลัง เช่น การให้กระทรวงการคลังพิจารณาลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ที่สำคัญกว่านั้น นายกรัฐมนตรีสั่งการชัดเจน หากพบการกักตุนน้ำมันหรือพลังงาน รัฐบาลพร้อมดำเนินคดีทันที ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับใครทั้งสิ้น นี่คือจุดยืนที่ชัดเจน แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจริงจังกับปัญหานี้มากแค่ไหน

ทำไมรัฐบาลรักษาการถึงมีข้อจำกัด?

หลายคนอาจสงสัยว่ารัฐบาลทำไมออกมาตรการช้า หรือทำไมไม่คล่องตัวเหมือนรัฐบาลปกติ คำตอบคือเพราะเป็นช่วงรักษาการ รัฐบาลไม่สามารถอนุมัติงบประมาณใหญ่หรือเปลี่ยนแปลงนโยบายหลักได้ง่าย ๆ ต้องรอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แต่ถึงอย่างนั้น นายกฯ ก็ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เรียกประชุมด่วน โทรหาผู้รับผิดชอบ และกำชับ ส.ส. ลงพื้นที่แจ้งข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบ แม้จะไม่ประกาศใหญ่โต แต่การทำงานเบื้องหลังนี้มีจริง

  • ลดภาษีสรรพสามิต: ครม.เห็นชอบให้คลังศึกษาวิธีลดและระยะเวลา เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์
  • ช่วยเหลือเปราะบาง: ใช้บัตรสวัสดิการและกลไกอื่น ๆ สนับสนุนค่าพลังงาน
  • ปราบกักตุน: ดำเนินคดีเด็ดขาดตามกฎหมาย
  • ติดตามใกล้ชิด: นายกฯ สอบถามสถานการณ์ทุกวัน

วิกฤตพลังงานครั้งนี้มาจากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามในยูเครน การลดผลิตน้ำมันของ OPEC และปัญหาซัพพลายเชนทั่วโลก ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูง กระทบไทยโดยตรงเพราะนำเข้ามาก รัฐบาลจึงต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดเงินเฟ้อรุนแรงหรือขาดแคลน

ฝ่ายค้านวิจารณ์หนัก แต่รัฐบาลมีคำตอบ

ฝ่ายค้านบางคนบอกว่ารัฐบาลช้าเกินไป ไม่ช่วยประชาชนทันท่วงที แต่ “ธนกร” ยันนายกฯ ติดตามวิกฤตพลังงานใกล้ชิด แจงรัฐบาลรักษาการมีข้อจำกัด วอนเลิกวาทกรรมสาดโคลน โดยชี้ว่าการโจมตีแบบนี้สร้างความตื่นตระหนกให้สังคมเปล่า ๆ แทนที่จะเสนอแนวทางแก้ปัญหาที่เป็นประโยชน์ นายธนกรเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือกัน ใช้ข้อเท็จจริง ไม่ใช่วาทกรรมหากินทางการเมือง เพราะในที่สุด ประชาชนต่างหากที่เดือดร้อน

ย้อนดูประวัติศาสตร์ ไทยเคยเจอวิกฤตน้ำมันปี 2542 และ 2551 รัฐบาลสมัยนั้นก็ใช้เวลาปรับตัวเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยความร่วมมือ ถ้าวันนี้เรายังสาดโคลนใส่กัน สังคมจะกลายเป็นวาทกรรมล้วน ๆ ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ซึ่งไม่ช่วยแก้ปัญหาได้เลย

ส่วนตัวผมเห็นด้วยว่ารัฐบาลควรสื่อสารให้ชัดเจนกว่านี้ เพื่อลดช่องว่างข้อมูล แต่ก็เข้าใจข้อจำกัดช่วงเปลี่ยนผ่าน การลดภาษีและปราบกักตุนเป็นก้าวแรกที่ดี ถ้าทุกคนช่วยกันประหยัดพลังงาน รัฐบาลจะมีช่องว่างจัดการได้มากขึ้น เช่น ใช้รถสาธารณะ ลดใช้เครื่องปรับอากาศ หรือหันมาใช้พลังงานทดแทนอย่างไฟฟ้าและก๊าซหุงต้มอย่างประหยัด

สุดท้ายนี้ “ธนกร” ยันนายกฯ ติดตามวิกฤตพลังงานใกล้ชิด แจงรัฐบาลรักษาการมีข้อจำกัด วอนเลิกวาทกรรมสาดโคลน เป็นเครื่องยืนยันว่ารัฐบาลยังทำงานอยู่ เราในฐานะประชาชนควรให้กำลังใจและร่วมมือกัน คุณคิดยังไงกับสถานการณ์นี้? คิดว่ารัฐบาลควรทำอะไรเพิ่มเติมบ้าง ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ จะได้ช่วยกันหาทางออกไปด้วยกัน!

ที่มา – “ธนกร” ยันนายกฯ ติดตามวิกฤตพลังงานใกล้ชิด แจงรัฐบาลรักษาการมีข้อจำกัด วอนเลิกวาทกรรมสาดโคลน

สลากออมสิน พิเศษ 1 ปี 2 ปี รางวัล 113 ล้านลุ้น 3 ครั้ง

สลากออมสิน พิเศษ 1 ปี และ 2 ปี กำลังมาแรงมากในช่วงนี้! ธนาคารออมสินจัดโปรโมชั่นฉลองครบรอบ 113 ปีแบบสุดยิ่งใหญ่ เพิ่มเงินรางวัลพิเศษรวมกว่า 113 ล้านบาท ลุ้นได้ถึง 3 ครั้งด้วยกัน ไม่ว่าคุณจะเป็นลูกค้าเก่าหรือเพิ่งเริ่มออม ก็มีสิทธิ์ลุ้นรางวัลใหญ่ได้ทุกคน ยิ่งซื้อเยอะยิ่งเพิ่มโอกาส นี่คือโอกาสทองสำหรับคนที่อยากออมเงินพร้อมลุ้นรวยในคราวเดียว!

สลากออมสิน พิเศษ 1 ปี และ 2 ปี คืออะไร?

สลากออมสิน พิเศษ 1 ปี และ 2 ปี คือสลากออมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ยตามที่ธนาคารกำหนด แถมยังมีโอกาสลุ้นรางวัลปกติทุกเดือน และครั้งนี้พิเศษสุดกับกิจกรรม “ฉลอง 113 ปี เพิ่มเงินรางวัล เพิ่มจำนวนรางวัล” โดยครอบคลุมทั้งแบบใบสลากกระดาษและสลากดิจิทัลผ่านแอป MyMo ทำให้สะดวกสบาย ไม่ต้องเดินทางไปสาขา รางวัลพิเศษทั้งหมด 63 รางวัล มูลค่ารวม 113 ล้านบาท จัดจับ 3 ครั้งใหญ่โต

กำหนดการจับรางวัลสลากออมสิน พิเศษ 1 ปี และ 2 ปี

  • ครั้งที่ 1: 16 พฤษภาคม 2569 – รางวัลพิเศษ 26 รางวัล รางวัลละ 500,000 บาท รวม 13 ล้านบาท
  • ครั้งที่ 2: 16 มิถุนายน 2569 – รางวัลพิเศษ 30 รางวัล รางวัลละ 1 ล้านบาท รวม 30 ล้านบาท
  • ครั้งที่ 3: 16 กรกฎาคม 2569 – รางวัลพิเศษ 7 รางวัล รางวัลละ 10 ล้านบาท รวม 70 ล้านบาท

นอกจากรางวัลพิเศษแล้ว ผู้ถือสลากยังลุ้นรางวัลที่ 1 และรางวัลอื่นๆ ประจำงวดได้ตามปกติ สลากออมสินเป็นการออมที่ปลอดภัย รับดอกเบี้ยสูงกว่าบัญชีฝากทั่วไป และที่สำคัญคือเงินรางวัลยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 100% ช่วยให้เงินรางวัลเข้าถึงกระเป๋าเต็มๆ ท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวนแบบนี้ การออมกับธนาคารออมสินคือทางเลือกที่ทั้งมั่นคงและสนุก!

ทำไมต้องเลือกสลากออมสิน พิเศษ 1 ปี และ 2 ปี?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องเลือกสลากออมสิน พิเศษ 1 ปี และ 2 ปี ตอนนี้? นอกจากผลตอบแทนที่แน่นอนแล้ว ยังมีโอกาสเปลี่ยนเงินออมหลักร้อยให้กลายเป็นหลักสิบล้านได้จริงๆ ลูกค้าที่ถือสลากเก่าอยู่แล้วก็มีสิทธิ์ลุ้น เพียงแค่ซื้อเพิ่มเพื่อเพิ่มหน่วยสลาก ยิ่งมีสลากมาก โอกาสถูกรางวัลก็สูงขึ้นตามไปด้วย เหมาะสำหรับทุกวัย ทั้งพนักงานเงินเดือน พ่อค้าแม่ค้าหรือผู้เกษียณที่อยากมีเงินก้อนใหญ่ไว้ใช้ในยามจำเป็น

ในยุคที่เงินเฟ้อสูงและรายได้ไม่แน่นอน การออมแบบนี้ช่วยสร้างวินัยการเงินไปพร้อมกับความหวัง ลองนึกภาพถ้าคุณถูกรางวัล 10 ล้านบาท จะเอาไปทำอะไร? ผ่อนบ้าน ลงทุนธุรกิจ หรือเที่ยวรอบโลก? โอกาสอยู่ตรงหน้าแล้ว!

วิธีซื้อสลากออมสิน พิเศษ 1 ปี และ 2 ปี ง่ายๆ

  • ไปที่ธนาคารออมสินทุกสาขา ซื้อหน้างานได้ทันที
  • ดาวน์โหลดแอป MyMo กดซื้อสลากดิจิทัลได้ 24 ชม.
  • เช็กรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.gsb.or.th
  • ติดต่อ GSB Contact Center 1115 สำหรับคำปรึกษา

เริ่มต้นซื้อขั้นต่ำไม่สูง ใครๆ ก็เข้าถึงได้ รีบตัดสินใจเลย เพราะยิ่งรีบซื้อ ยิ่งมีเวลาสะสมสลากลุ้นหลายงวด

สรุปแล้ว สลากออมสิน พิเศษ 1 ปี และ 2 ปี ไม่ใช่แค่การออม แต่เป็นการลงทุนที่ให้ทั้งกำไรแน่นอนและโชคลาภมหาศาล อย่าพลาดโปรฉลอง 113 ปีนี้ ไปซื้อวันนี้เพื่อลุ้นรางวัลใหญ่ 113 ล้านบาท ลุ้นให้คุณโชคดี ถูกรางวัลใหญ่ๆ นะ!

ที่มา – “สลากออมสิน” พิเศษ 1 ปี และ 2 ปี เพิ่มเงินรางวัลใหญ่ลุ้นโชค 3 ครั้ง รวม 113 ล้าน

“กรุณพล” ชี้ วิกฤติน้ำมัน รัฐล้มเหลว ชู 5 ข้อเสนอ

กรุณพล ชี้ วิกฤติน้ำมัน สะท้อนความล้มเหลวในการบริหารจัดการของรัฐบาลชัดเจนที่สุด โดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้นกับธุรกิจร้านอาหารและผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นถึง 6 บาทต่อลิตรในคืนเดียว ทำให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจพุ่งปรี๊ด ผู้ประกอบการหลายรายกำลังดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด ในบทความนี้เราจะมาวิเคราะห์ปัญหานี้กันแบบเจาะลึก พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายที่น่าสนใจจากนายกรุณพล เทียนสุวรรณ หรือที่รู้จักในนาม “เพชร กรุณพล” รองโฆษกพรรคประชาชน

กรุณพล ชี้ วิกฤติน้ำมัน สะท้อนรัฐบริหารล้มเหลว

วันที่ 27 มีนาคม 2569 นายกรุณพล ได้ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า กรุณพล ชี้ วิกฤติน้ำมัน ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาเศรษฐกิจธรรมดา แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลที่ใช้นโยบายตรึงราคาน้ำมันจนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงขาดทุนยับเยิน ก่อนจะปล่อยลอยตัวราคาอย่างกะทันหัน ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบสะเทือน โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารที่ครอบครัวของนายกรุณพลเองก็ทำมานานกว่า 40 ปี จึงเข้าใจปัญหานี้อย่างถ่องแท้ ลูกค้าหาย ต้นทุนพุ่ง ก๊าซหุงต้มและน้ำมันแพงขึ้น ร้านอาหารไทยนับแสนรายตกอยู่ในภาวะทางตัน

ผลกระทบรุนแรง 3 ระดับ จากกรุณพล ชี้ วิกฤติน้ำมัน

วิกฤตินี้กระทบหนักใน 3 ระดับหลัก ดังนี้

  • ระดับผู้ประกอบการรายย่อย: ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าขนส่ง และก๊าซหุงต้มพุ่งสูง ผลกำไรที่บางอยู่แล้วหายวับไป ผู้ประกอบการหลายรายต้องปิดร้านเพราะแบกไม่ไหว สถานการณ์นี้ทำให้ครอบครัวหลายพันครอบครัวสูญเสียรายได้หลัก
  • ระดับผู้ประกอบการขนาดกลาง: กดดันจากทุกด้าน ต้นทุนคงที่สูง แต่กำลังซื้อของลูกค้าลดลงเพราะประชาชนต้องจ่ายเงินแพงขึ้นกับพลังงาน ส่งผลให้ยอดขายตกฮวบ ร้านที่เคยฟื้นตัวจากโควิดกำลังเจอปัญหาใหม่
  • ระดับผู้ประกอบการรายใหญ่: ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก การขนส่งขาดแคลนน้ำมัน ทำให้กระจายสินค้าไม่ได้ สุดท้ายนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น เศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัว

ทั้งหมดนี้เกิดจากการขาดวิสัยทัศน์ ฝืนกลไกตลาดจนพังพินาศ ในช่วงที่ธุรกิจกำลังฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด รัฐกลับสร้างภาระใหม่ให้ประชาชนและผู้ประกอบการ

ข้อเสนอเชิงนโยบาย 5 เรื่อง จากกรุณพล ชี้ วิกฤติน้ำมัน

นายกรุณพล ชูข้อเสนอเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรม 5 เรื่อง เพื่อให้รัฐบาลนำไปปรับใช้ทันที

  1. ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันอย่างเร่งด่วน: ลดหย่อนทันทีเพื่อลดภาระต้นทุนให้ประชาชนและธุรกิจ ช่วยให้ราคาน้ำมันไม่พุ่งสูงเกินไป
  2. ช่วยเหลือเฉพาะเจาะจงกลุ่มผู้ผลิตอาหาร: อุดหนุนราคาพลังงานสำหรับร้านอาหารและเกษตรกร เพื่อรักษาราคาอาหารให้เสถียร ประชาชนไม่เดือดร้อน
  3. ปรับโครงสร้างยุติเอื้อนายทุนพลังงาน: หันมาโฟกัสลดค่าครองชีพประชาชน แทนการเอื้อกลุ่มทุนใหญ่
  4. ส่งเสริมเข้าสู่ระบบภาษี: จูงใจผู้ประกอบการด้วยแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ สำหรับผู้ที่จดทะเบียนถูกต้อง
  5. ปรับลดภาระภาษี เพิ่มหักค่าใช้จ่ายเหมา: จาก 60% เป็น 90% ช่วยผู้ประกอบการลดภาษีได้มากขึ้น สร้างสภาพคล่อง

คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารรับมือวิกฤติ

นอกจากนี้ นายกรุณพล ยังมีคำแนะนำปฏิบัติจริงสำหรับเจ้าของร้านอาหาร

  • บริหารเมนู: ยกเลิกเมนูผลกำไรต่ำ ต้นทุนสูงทิ้งไปเลย
  • ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น: ลดค่าขนส่ง หันไปซื้อจากแหล่งใกล้เคียง สนับสนุนชุมชนด้วย
  • ประหยัดพลังงาน: ใช้เทคโนโลยีประหยัดไฟ ประหยัดก๊าซ ลดต้นทุนทุกขั้นตอน

วิกฤติน้ำมันครั้งนี้เป็นบทเรียนราคาแพง หากรัฐยังแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ธุรกิจร้านอาหารทั่วประเทศจะซบเซาหนัก ความไม่พอใจของประชาชนจะบานปลาย สุดท้ายรัฐบาลเสียหายมหาศาล ในฐานะนักอ่าน คุณล่ะคิดอย่างไรกับข้อเสนอเหล่านี้? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ผู้ประกอบการที่กำลังเดือดร้อน เพื่อช่วยกันกดดันให้รัฐแก้ปัญหาจริงจัง ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน!

ที่มา – “กรุณพล” ชี้ วิกฤติน้ำมันสะท้อนรัฐบริหารล้มเหลว ชูข้อเสนอเชิงนโยบาย 5 เรื่อง

กลับมาแล้ว ค่าฝุ่น PM2.5 เชียงใหม่เกินมาตรฐาน ติดอันดับ 1

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ ช่วงนี้เข้าสู่ฤดูหนาวปลายๆ แต่ปัญหาค่าฝุ่น PM2.5 กลับมาแล้ว ค่าฝุ่น PM2.5 “เชียงใหม่” เกินมาตรฐาน ติดอันดับ 1 เมืองอากาศยอดแย่ ของไทยอีกครั้ง ท้องฟ้าสวยๆ ของดอยสุเทพที่เคยชวนให้ถ่ายรูปกันรัวๆ ตอนนี้มองแล้วขมุกขมัวไปหมด นักท่องเที่ยวหลายคนขึ้นไปจุดชมวิวเพื่อซึมซับความงามของเมืองเชียงใหม่จากมุมสูง แต่ต้องผิดหวังเพราะหมอกควันปกคลุมหนาแน่น แถมยังได้กลิ่นควันไฟป่าลอยมาแตะจมูกอีก วันนี้เรามาไล่ดูสถานการณ์ล่าสุดกันเลยครับ

กลับมาแล้ว ค่าฝุ่น PM2.5 “เชียงใหม่” เกินมาตรฐาน ติดอันดับ 1 เมืองอากาศยอดแย่

จากรายงานของศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 27 มี.ค. 69 พบว่าปริมาณฝุ่น PM2.5 ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศเกินค่ามาตรฐาน โดยเฉพาะจังหวัดทางภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ เชียงราย น่าน แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำพูน ลำปาง แพร่ และอื่นๆ รวมถึงภาคอื่นๆ อีกมากมาย เช่น อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก ตาก กำแพงเพชร พิจิตร เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี สระบุรี สมุทรสงคราม ระยอง บึงกาฬ หนองคาย เลย อุดรธานี นครพนม สกลนคร มุกดาหาร ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ ชัยภูมิ ยโสธร อุบลราชธานี ศรีสะเกษ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์

สรุปคุณภาพอากาศแต่ละภาคทั่วประเทศ

  • ภาคเหนือ: เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ วัดได้ 44.5 – 178.4 มคก./ลบ.ม. เชียงใหม่นี่แหละครับที่รุนแรงสุด
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เกินมาตรฐานหลายพื้นที่ วัดได้ 32.7 – 92.4 มคก./ลบ.ม.
  • ภาคกลางและตะวันตก: เกิน 4 พื้นที่ วัดได้ 14.8 – 48.1 มคก./ลบ.ม.
  • ภาคตะวันออก: เกิน 1 พื้นที่ วัดได้ 18.5 – 43.5 มคก./ลบ.ม.
  • ภาคใต้: ดีมาก วัดได้ 15.4 – 19.6 มคก./ลบ.ม.
  • กรุงเทพฯ และปริมณฑล: อยู่ในเกณฑ์ดี วัดได้ 16.6 – 33.3 มคก./ลบ.ม. จากสถานี คพ. และ กทม.

ที่อำเภอเชียงใหม่ วัดได้ถึง 87.3 มคก./ลบ.ม. ซึ่งเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพแล้วครับ ปภ. ส่ง Cell Broadcast เตือนประชาชนให้ระวัง คาดว่าอีก 1-2 วันอากาศยังไม่ดีขึ้นแน่นอน

ไฟป่าเชียงใหม่ลุกลามหนัก 104 จุด

สาเหตุหลักมาจากไฟป่าที่ลุกโหมในหลายอำเภอ วันนี้พบจุดความร้อนถึง 104 จุด โดยอำเภอเชียงดาวมากสุด 22 จุด แม่วาง 18 จุด แม่แจ่ม 14 จุด และกระจายไปยังอำเภออื่นๆ หมอกควันจากไฟป่าลอยข้ามแดนมาปกคลุมเมือง ทำให้ทัศนวิสัยแย่ลงชัดเจน แม้แต่ตัวเมืองเชียงใหม่มองจากดอยสุเทพก็ไม่เห็นแล้วครับ

PM2.5 คืออะไร และอันตรายยังไง?

สำหรับมือใหม่ PM2.5 คือฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน สามารถลอยเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพ เช่น ระคายเคืองตา จมูก คอ ไอ จาม หอบหืด หัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และคนมีโรคประจำตัว ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแจ้ง อยู่แต่ในห้องที่มีเครื่องฟอกอากาศ

เคล็ดลับป้องกันฝุ่น PM2.5 ในเชียงใหม่

  • สวมหน้ากากอนามัย N95 หรือสูงกว่า ป้องกันได้ดีที่สุด
  • ปิดประตูหน้าต่าง ใช้พัดลมดูดอากาศเข้าห้องกรอง
  • ดื่มน้ำเยอะ ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ
  • ตรวจสอบคุณภาพอากาศผ่านแอป IQAir หรือ AirVisual ทุกวัน
  • งดเผาในที่โล่ง ช่วยลดปัญหาได้จริง

กลับมาแล้ว ค่าฝุ่น PM2.5 “เชียงใหม่” เกินมาตรฐาน ติดอันดับ 1 เมืองอากาศยอดแย่ แบบนี้ ทำให้เห็นว่าปัญหาไฟป่าและการเกษตรเผาไร่ยังเป็นเรื่องใหญ่ เราต้องช่วยกันลดการเผา ลดขยะ ลดควัน เพื่ออนาคตที่อากาศสะอาดกว่านี้ ผมแนะนำให้เพื่อนๆ ติดตามข่าวคุณภาพอากาศประจำวัน และแชร์บทความนี้ให้คนรอบตัวรับรู้ หากมีอาการผิดปกติรีบพบแพทย์ทันทีครับ สุขภาพสำคัญที่สุด!

ที่มา – กลับมาแล้ว ค่าฝุ่น PM2.5 “เชียงใหม่” เกินมาตรฐาน ติดอันดับ 1 เมืองอากาศยอดแย่

ราคาทองรูปพรรณวันนี้ 27 มี.ค. 69 ล่าสุด

สวัสดีครับชาว投资者ทองคำทุกท่าน! วันนี้เรามาเช็กราคาทองรูปพรรณวันนี้กันแบบ real-time เลยนะครับ สำหรับวันที่ 27 มีนาคม 2569 หรือ 27 มี.ค. 69 ตามที่หลายคนเรียกกัน ราคาทองรูปพรรณวันนี้เปิดตลาดวันศุกร์แบบไม่เปลี่ยนแปลงจากเมื่อวาน สมาคมค้าทองคำประกาศครั้งแรกตอน 09.02 น. ทำให้ราคาทองยังคงนิ่งๆ แต่ก็ต้องจับตาดูการเคลื่อนไหวตลอดทั้งวัน เพราะราคาทองรูปพรรณวันนี้และราคาทองแท่งอาจปรับขึ้นลงได้ตามสถานการณ์โลก

ราคาทองรูปพรรณวันนี้ ล่าสุด 27 มีนาคม 2569

อัปเดตสดๆ จากสมาคมค้าทองคำ ราคาทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 68,800 บาท ขายออกบาทละ 69,000 บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 67,416.52 บาท ขายออกบาทละ 69,800 บาท เรียกได้ว่าราคาทองรูปพรรณวันนี้ยังคงสูงวูบวาบ เหมาะสำหรับนักลงทุนที่อยากสะสมทองคำในช่วงนี้ ใครที่กำลังมองหาโอกาสซื้อขาย อย่าพลาดข้อมูลนี้ครับ

ราคาทองรูปพรรณวันนี้ 1 บาท

สำหรับทอง 1 บาท น้ำหนักทองคำแท่งอยู่ที่ 15.244 กรัม ทองรูปพรรณ 15.16 กรัม ราคารับซื้อ-ขายดังนี้:

  • ราคาทองคำแท่ง 1 บาท รับซื้อ 68,800 บาท
  • ราคาทองคำแท่ง 1 บาท ขายออก 69,000 บาท
  • ราคาทองรูปพรรณ 1 บาท รับซื้อ 67,416.52 บาท
  • ราคาทองรูปพรรณ 1 บาท ขายออก 69,800 บาท

ราคาทองวันนี้ 2 สลึง (50 สตางค์)

ทอง 2 สลึง หรือ 50 สตางค์ น้ำหนักทองแท่ง 7.622 กรัม รูปพรรณ 7.58 กรัม:

  • ทองคำแท่ง 2 สลึง รับซื้อ 34,400 บาท
  • ทองคำแท่ง 2 สลึง ขายออก 34,500 บาท
  • ทองรูปพรรณ 2 สลึง รับซื้อ 33,708.26 บาท
  • ทองรูปพรรณ 2 สลึง ขายออก 34,900 บาท

ราคาทอง 1 สลึง

ทอง 1 สลึง น้ำหนักแท่ง 3.811 กรัม รูปพรรณ 3.79 กรัม:

  • ทองคำแท่ง 1 สลึง รับซื้อ 17,200 บาท
  • ทองคำแท่ง 1 สลึง ขายออก 17,250 บาท
  • ทองรูปพรรณ 1 สลึง รับซื้อ 16,854.13 บาท
  • ทองรูปพรรณ 1 สลึง ขายออก 17,450 บาท

ราคาทองครึ่งสลึง

ทองครึ่งสลึง แท่ง 1.905 กรัม รูปพรรณ 1.89 กรัม:

  • ทองคำแท่งครึ่งสลึง รับซื้อ 8,600 บาท
  • ทองคำแท่งครึ่งสลึง ขายออก 8,625 บาท
  • ทองรูปพรรณครึ่งสลึง รับซื้อ 8,427.07 บาท
  • ทองรูปพรรณครึ่งสลึง ขายออก 8,725 บาท

หมายเหตุ: ราคานี้ยังไม่รวมค่ากำเหน็จ และอาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศสมาคมค้าทองคำ แนะนำให้โทรเช็คกับร้านทองใกล้บ้านก่อนตัดสินใจซื้อนะครับ

อัปเดตล่าสุดถึง 10.20 น. ราคาทองยังคงเดิม รับซื้อทองแท่ง 68,800 บาท ขาย 69,000 บาท รูปพรรณรับ 67,416.52 บาท ขาย 69,800 บาท ตลอดเช้านี้ปรับไป 4 ครั้งแต่ไม่เปลี่ยน!

ทำไมราคาทองรูปพรรณวันนี้ถึงนิ่ง? มาจากปัจจัยเศรษฐกิจโลก ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า ดัชนีเงินเฟ้อสหรัฐฯ สูง และความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ทองคำเป็น safe haven แต่ในไทย ยังไม่มีแรงซื้อแรงขายหนัก ใครถือทองเก่าๆ อาจลองขายตอนนี้ได้กำไร หรือสะสมเพิ่มถ้าคิดว่าราคาจะพุ่ง

เคล็ดลับการลงทุนทองคำ: อย่าซื้อตามอารมณ์ ตั้งงบประมาณชัดเจน และกระจายความเสี่ยง ศึกษาข่าวสารจากสมาคมค้าทองคำทุกวัน ถ้าคุณเป็นมือใหม่ ลองเริ่มจากทองรูปพรรณสะสมเพราะสวยงามและขายง่าย

ติดตามอัปเดตราคาทองรูปพรรณวันนี้และทุกวันได้ที่นี่เลยครับ! ถ้าสนใจซื้อขาย แนะนำเช็คร้านทองใกล้บ้านหรือแอปออนไลน์ทันที อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ นักลงทุนด้วยนะ

ที่มา – ราคาทองรูปพรรณวันนี้ ราคาทองแท่ง เช็กราคาทองวันนี้ 27 มี.ค. 69 อัปเดตล่าสุด