วัน: 8 เมษายน 2026

กสทช. จ่อคุมเข้ม “แพลตฟอร์มออนไลน์-OTT” แก้ปัญหาร้องเรียนแต่เอาผิดไม่ได้

ในยุคที่สื่อดิจิทัลครองโลก กสทช. จ่อคุมเข้ม “แพลตฟอร์มออนไลน์-OTT” แก้ปัญหาร้องเรียนแต่เอาผิดไม่ได้ กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจ ด้วยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใช้แพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น กสทช. จึงเดินหน้าจัดระเบียบเพื่อปิดช่องโหว่กฎหมาย ทำให้สามารถกำกับดูแลเนื้อหาที่อาจส่งผลกระทบต่อสังคม โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กสทช. จ่อคุมเข้ม “แพลตฟอร์มออนไลน์-OTT” แก้ปัญหาร้องเรียนแต่เอาผิดไม่ได้

ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางการจัดทำ “แผนแม่บทแพลตฟอร์มแห่งชาติ” ซึ่งจะดึงแพลตฟอร์มดิจิทัลและบริการ OTT (Over-The-Top) ทุกประเภทที่ให้บริการแพร่ภาพและกระจายเสียงในไทย เข้าสู่ระบบกำกับดูแลของ กสทช. คล้ายกับผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลที่ถือใบอนุญาตปัจจุบัน แต่จะปรับหลักเกณฑ์ให้เหมาะสมกับลักษณะเฉพาะ

แผนนี้เกิดจากปัญหาที่ผ่านมา ผู้ให้บริการหลายรายย้ายเนื้อหาจากทีวีดิจิทัลมาออนไลน์ เช่น รายการข่าวที่อัปโหลดหลังออกอากาศ หรือคอนเทนต์ช่วงพักโฆษณา แต่เนื้อหาเหล่านี้ไม่ตกอยู่ภายใต้การกำกับของ กสทช. เมื่อมีร้องเรียนเรื่องเนื้อหาไม่เหมาะสม โดยเฉพาะที่กระทบเยาวชน กสทช. ก็ไม่สามารถดำเนินการเอาผิดได้ ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขส์กับผู้ประกอบการที่ถูกควบคุมอยู่แล้ว

เหตุผลหลักที่ กสทช. จ่อคุมเข้ม “แพลตฟอร์มออนไลน์-OTT” แก้ปัญหาร้องเรียนแต่เอาผิดไม่ได้

ช่องโหว่นี้ทำให้เกิดปัญหาร้องเรียนจำนวนมาก โดยเฉพาะเนื้อหาที่รุนแรง ลามก อนาจาร หรือปลอมแปลงข้อมูลที่อาจหลอกลวงผู้ชม โดยเฉพาะเด็กๆ ที่เข้าถึงง่ายผ่านสมาร์ทโฟนและแอปต่างๆ การมีแผนแม่บทใหม่จะช่วยกำหนดมาตรฐานการนำเสนอเนื้อหา สร้างความโปร่งใส และคุ้มครองผู้บริโภค นอกจากนี้ ยังส่งเสริมความเป็นธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจ เพราะแพลตฟอร์มใหญ่ๆ อย่าง Netflix, YouTube หรือ TikTok จะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เดียวกันกับทีวีไทย

ความคืบหน้าโรดแมปต่อใบอนุญาตทีวีดิจิทัล

นอกจากนี้ กสทช. ยังเร่งรัดโรดแมปต่อใบอนุญาตทีวีดิจิทัล ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขกฎหมาย โดยจะประชุมพิจารณาอีกครั้งหลังเทศกาลสงกรานต์ เพื่อให้ทันกำหนดหมดอายุสัญญาสัมปทาน ผู้ประกอบการทีวีหลายช่องกำลังรอคอยความชัดเจนนี้ เพื่อวางแผนธุรกิจในยุคดิจิทัลที่ผสมผสานทั้งออนไลน์และออฟไลน์

การเคลื่อนไหวนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการปรับตัวของ กสทช. ให้ทันสมัย โดยไม่ใช่การห้ามหรือจำกัดเสรีภาพ แต่เป็นการสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมและการคุ้มครองสาธารณะ ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มควรเตรียมตัวรับมือกับกฎใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษในอนาคต

  • ประโยชน์ต่อผู้บริโภค: เนื้อหาคุณภาพสูงขึ้น ลดเนื้อหาไม่เหมาะสม
  • ประโยชน์ต่ออุตสาหกรรม: การแข่งขันที่เท่าเทียม
  • ประโยชน์ต่อสังคม: คุ้มครองเยาวชนจากสื่อที่เป็นอันตราย

ผลกระทบที่คาดหวังจากแผนแม่บท

คาดว่าแผนนี้จะช่วยลดการร้องเรียนได้กว่า 30% ภายใน 1 ปีแรก โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องมีระบบกรองเนื้อหา รายงานต่อ กสทช. และรับผิดชอบทางกฎหมาย นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้เกิดแพลตฟอร์มไทยที่แข็งแกร่งขึ้นในการแข่งขันระดับโลก

ในมุมมองของผู้เขียน การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสิ่งจำเป็นในยุคที่สื่อออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน หาก กสทช. สามารถบังคับใช้ได้จริง จะช่วยยกระดับมาตรฐานสื่อไทยให้เทียบชั้นสากล คุณคิดอย่างไรกับนโยบายนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – กสทช. จ่อคุมเข้ม “แพลตฟอร์มออนไลน์-OTT” แก้ปัญหาร้องเรียนแต่เอาผิดไม่ได้

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตำรวจ นั่งที่ปรึกษาพิเศษ-ผู้ทรงคุณวุฒิ 60 นาย

วันนี้เรามีข่าวสำคัญจากราชกิจจานุเบกษาที่หลายคนกำลังให้ความสนใจ นั่นคือ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตำรวจ นั่งที่ปรึกษาพิเศษ-ผู้ทรงคุณวุฒิ 60 นาย ซึ่งเป็นการยกระดับข้าราชการตำรวจชุดใหญ่ให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) การแต่งตั้งครั้งนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงการปรับโครงสร้างองค์กรตำรวจให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตำรวจ นั่งที่ปรึกษาพิเศษ-ผู้ทรงคุณวุฒิ 60 นาย

ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา วันที่ 8 เมษายน 2569 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตำรวจจำนวน 60 ราย ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำแหน่งเหล่านี้เป็นบทบาทที่ต้องอาศัยประสบการณ์ยาวนานและความเชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ การปราบปรามอาชญากรรม และการบริหารจัดการองค์กรขนาดใหญ่

ประกาศลงวันที่ 3 เมษายน 2569 โดยมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี การแต่งตั้งครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเกียรติยศแก่ผู้รับตำแหน่งเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมศักยภาพให้กับ สตช. ในการรับมือกับความท้าทายต่างๆ เช่น ยาเสพติด อาชญากรรมไซเบอร์ และความมั่นคงสาธารณะ

รายละเอียดการแต่งตั้งและผลกระทบ

ข้าราชการตำรวจที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ล้วนเป็นบุคคลที่มีผลงานโดดเด่น บางรายเคยดำรงตำแหน่งนายพลระดับสูง การนั่งเก้าอี้ที่ปรึกษาพิเศษและผู้ทรงคุณวุฒิ จะช่วยถ่ายทอดความรู้สู่รุ่นใหม่ ทำให้การทำงานของตำรวจไทยมีประสิทธิภาพมากขึ้น คุณสามารถดูรายชื่อเต็มๆ ในเอกสารราชกิจจานุเบกษา เพื่อติดตามชื่อบุคคลที่คุณสนใจ

  • ตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษ สตช.: เน้นให้คำแนะนำเชิงยุทธศาสตร์
  • ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สตช.: ช่วยพัฒนานโยบายและการฝึกอบรม
  • มีผลตั้งแต่ 29 มี.ค. 2569: สามารถเริ่มปฏิบัติหน้าที่ทันที

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ตำรวจไทยกำลังปรับตัวรับมือกับปัญหาสังคมที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือการดูแลความปลอดภัยในช่วงเลือกตั้ง การมีที่ปรึกษาระดับสูงถึง 60 คน จะช่วยให้ สตช. มีมุมมองที่หลากหลายและทันสมัยยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงพระราชปณิธานในการพัฒนาราชการแผ่นดินให้มั่นคง ผู้ที่ติดตามข่าวการแต่งตั้งข้าราชการจะเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบ่อยครั้งเพื่อความคล่องตัว หากคุณเป็นข้าราชการตำรวจหรือผู้สนใจอาชีพนี้ การติดตามข่าวแบบนี้จะช่วยให้เข้าใจทิศทางองค์กรได้ดี

ความสำคัญต่อสังคมไทย

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตำรวจ นั่งที่ปรึกษาพิเศษ-ผู้ทรงคุณวุฒิ 60 นาย ไม่ใช่แค่ข่าวการแต่งตั้งธรรมดา แต่เป็นสัญญาณบวกว่าประเทศไทยกำลังเสริมแกร่งกองทัพประชาชนอย่างตำรวจ ในอนาคต เราอาจเห็นผลงานเด่นๆ จากทีมที่ปรึกษาชุดนี้ เช่น นโยบายใหม่ๆ ในการป้องกันอาชญากรรม

สำหรับผู้อ่านที่อยากรู้ลึกกว่านี้ ลองศึกษาประวัติผู้ถูกแต่งตั้งบางรายที่เคยมีบทบาทสำคัญในคดีดังๆ การมีผู้ทรงคุณวุฒิมากขนาดนี้ จะช่วยลดช่องโหว่ในระบบได้เยอะ

ในมุมมองของผม การแต่งตั้งครั้งนี้เป็นโอกาสทองสำหรับ สตช. ในการก้าวสู่ยุคดิจิทัล หากนำความเชี่ยวชาญของ 60 ท่านนี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประชาชนอย่างเราจะได้รับความปลอดภัยที่ดียิ่งขึ้นแน่นอน คุณคิดเห็นอย่างไร ลองคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตำรวจ นั่งที่ปรึกษาพิเศษ-ผู้ทรงคุณวุฒิ 60 นาย

ทำไมทีมลาลีกาใส่เสื้อย้อนยุค?

ทำไมทีมลาลีกาใส่เสื้อย้อนยุค?

ทั้ง 38 จาก 42 ทีมในลีกสูงสุดและลีกรองของสเปนจะสวมเสื้อย้อนยุคในสุดสัปดาห์นี้ เพื่อเฉลิมฉลองเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของแต่ละสโมสร

ชุดแข่งเหล่านี้ได้แรงบันดาลใจจากลุคไอคอนิกในอดีต และเป็นการยกย่องประวัติศาสตร์สโมสรพร้อมประเพณีของแฟนบอล

มีเพียงบาร์เซโลนา, เรโย บาเยกาโน, เกตาเฟ และเรอัล มาดริดเท่านั้นที่ไม่เข้าร่วมในวันนี้

สื่อสเปน Marca รายงานว่าบาร์เซโลนา, เรโย บาเยกาโน และเกตาเฟ ไม่สวมเสื้อเนื่องจากปัญหาด้านโลจิสติกส์ แต่ยังคงมีส่วนร่วมในแคมเปญนี้

เรอัล มาดริดไม่เข้าร่วมแคมเปญนี้เลย

ผู้ตัดสินจะสวมชุดพิเศษสำหรับโอกาสนี้ ขณะที่กราฟิกในถ่ายทอดสดทางทีวีจะย้อนยุคไปยังทศวรรษก่อนหน้า

นอกจากนี้ยังมีลูกบอลแมตช์สไตล์วินเทจใช้ตลอดแมตช์สุดสัปดาห์

ชุดแข่งเหล่านี้เปิดตัวเมื่อวันที่ 19 มีนาคม ที่ Madrid Fashion Week ในฐานะความร่วมมือระหว่างฟุตบอลและแฟชั่น

ลาลีกาเป็นลีกใหญ่ 5 ลีกของยุโรปแห่งแรกที่จัดแคมเปญเสื้อย้อนยุคแบบประสานงาน แต่กีฬาอื่นอย่าง National Rugby League และ Australian Football League ของออสเตรเลียเคยจัดรอบย้อนยุคมาแล้ว

ทำไมทีมลาลีกาใส่เสื้อย้อนยุค

Jaime Blanco ผู้อำนวยการลาลีกากล่าวว่านี่เป็นวิธีที่ไม่เหมือนใครในการเชื่อมโยงประวัติศาสตร์และประเพณีของสโมสร

“มันช่วยนำอดีตมาสู่ปัจจุบัน ขณะที่ยังคงสร้างประสบการณ์และเสริมสร้างมรดกที่เชื่อมโยงทางอารมณ์กับแฟนบอล” เขากล่าว

“การนำเสนอคอลเลกชันนี้ในงานแฟชั่นวีคชั้นนำของสเปนเป็นแพลตฟอร์มที่สมบูรณ์แบบในการฉายภาพเอกลักษณ์นั้นออกไปนอกสนาม และวางฟุตบอลไว้ตรงกลางของการสนทนาทางวัฒนธรรมและสร้างสรรค์” เขาเสริม

ทำไมฟุตบอลถึงหลงใหลในความย้อนยุค

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกในฤดูกาลนี้ที่ทีมฟุตบอลเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์สโมสร

ยูเวนตุสเพิ่งเปิดตัวชุดที่สี่ในเกมแพ้โคโม 2-0 ที่บ้าน ความร่วมมือระหว่าง Adidas และ Studio Sgura ได้แรงบันดาลใจจากชุดฤดูกาล 1996-97

เมื่อเดือนมีนาคม ลิเวอร์พูลปล่อยคอลเลกชันเสื้อย้อนยุค รวมถึงชุดจากฤดูกาล 1963-68 และชุดเหย้าปี 2005 ที่เป็นที่รักเพราะเชื่อมโยงกับชัยชนะยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกที่อิสตันบูล

ชุด ‘กล้วย’ ชื่อดังของอาร์เซนอลปี 1991-1992 ถูกตีความใหม่สำหรับชุดเยือน 2019-20

นีคเกิ้ลลุยส์คอลเลกชัน T90 ใหม่ ขณะที่ชุดเยือนเวิลด์คัพ 2026 ของ Adidas มีโลโก้ Trefoil ดั้งเดิมหลัง 36 ปี เป็นการตีความลุคคลาสสิกยุค 90s

ธุรกิจเสื้อย้อนยุคฟุตบอลกำลังเฟื่องฟู โดย Classic Football Shirts รายงานว่ามีมูลค่ากว่า 40 ล้านปอนด์

Jordan Clarke ผู้ก่อตั้ง Footballerfits แพลตฟอร์มอินสตาแกรมที่สำรวจความเชื่อมโยงระหว่างฟุตบอลและวัฒนธรรมแฟชั่น กล่าวว่าไม่ใช่แฟนฟุตบอลเท่านั้นที่หลงใหลใน nostalgia

“ฉันคิดว่าความย้อนยุคเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม ไม่ใช่แค่ฟุตบอล ผู้คนมองย้อนอดีตด้วยความอาลัยอาวรณ์ โดยเฉพาะช่วงวัยเด็กที่โลกดูไร้กังวล พวกเขาฝันอยากกลับไปสมัยนั้น”

“ฟุตบอลเป็นแค่ส่วนย่อของความรู้สึกในสังคมปัจจุบัน”

มีเสียงวิจารณ์พรีเมียร์ลีกว่ากลายเป็นเกมที่น่าเบื่อเพราะกลยุทธ์เสียเวลา, VAR, ความเหนื่อยล้าของนักเตะ และเน้นระบบมากกว่าบุคคล

“เกมกลายเป็นหุ่นยนต์ มันต่างจากที่เราเติบโตมา มีการแสดงออกน้อยลง บุคลิกภาพในสนามน้อยลง เพราะผู้จัดการทีมควบคุมทุกอย่าง” Clarke กล่าว

“นักเตะจึงหาทางแสดงออกผ่านแฟชั่น ดนตรี กีฬาอื่น หรือวัฒนธรรมโดยรวม”

ทำไมทีมลาลีกาใส่เสื้อย้อนยุค: นักเตะกับแฟชั่นวีค

นักฟุตบอลกลายเป็นส่วนหนึ่งประจำของ แฟชั่นวีค

“นักเตะกำลังสร้างแบรนด์ส่วนตัวมากขึ้น เชื่อมโยงกับแฟนรุ่นใหม่โดยแสดงตัวตนก่อนเป็นนักเตะ” Clarke กล่าว

เขาคิดว่านักฟุตบอลต้องการเอกลักษณ์แยกจากอาชีพ

“เมื่อทำอะไรซ้ำๆ ทุกวันตั้งแต่อะคาเดมี่ พวกเขาสนใจสิ่งนอกเกม อยากแสดงพรสวรรค์ด้านอื่น ไม่ถูกจำกัด”

นอกจากนี้ยังมีด้านการตลาด โอกาสเชิงพาณิชย์กับแบรนด์

“สโมสรอย่างอาร์เซนอลและปารีส แซงต์-แชร์กแมง ขยายฐานแฟนด้วยการเชื่อมวัฒนธรรม ดึงคนที่สนใจดนตรีแฟชั่นมากกว่าฟุตบอลล้วนๆ”

“การผสานทำให้สโมสรดูเท่ขึ้น ดึงแฟนใหม่ วัฒนธรรมสำคัญทั้งสำหรับสโมสรและนักเตะ”

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของทีม Ask Me Anything จาก BBC Sport

คำถามอื่นๆ ที่ตอบแล้ว

การที่ ทำไมทีมลาลีกาใส่เสื้อย้อนยุค สะท้อนเทรนด์ใหญ่ในฟุตบอลที่ผสานประวัติศาสตร์กับแฟชั่น ถือเป็นไอเดียเจ๋งที่ช่วยเชื่อมแฟนเก่ากับแฟนใหม่ ลองติดตามแมตช์สุดสัปดาห์นี้แล้วคุณจะรู้สึกถึงเสน่ห์ย้อนยุคที่แท้จริง!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

WSL เชื่อมช่องว่างอะคาเดมีอย่างไร

แม้ Women’s Super League (WSL) จะเติบโตทุกฤดูกาล แต่เด็กอังกฤษที่หวังแจ้งเกิดกลับเผชิญความท้าทายหนักขึ้น ดังที่โซเนีย บอมปาสตอร์ ผู้จัดการเชลซี เคยชี้ให้เห็น

บอมปาสตอร์กังวลกับช่องว่างระหว่างฟุตบอลอะคาเดมีและระดับทีมชุดใหญ่ แล้วปัญหานี้มีจริงไหม? และแก้ไขอย่างไร?

เดือนที่แล้ว เธอระบุว่าลึกทีมเชลซีตื้นเกินไป ไม่กล้าเรียกเด็กอะคาเดมีมาใช้งาน “เราอยากมีผู้เล่น 20 คนรวมเบนช์ แต่ทำไม่ได้ด้วยหลายสาเหตุ” เธอกล่าวหลังชนะ Women’s League Cup สุดท้ายเหนือแมนยูไนเต็ด

“ตอนอยู่ลียง ฉันเรียกเด็กอะคาเดมี 4-5 คนมาเล่นชุดใหญ่ได้ดี แต่ที่นี่ช่องว่างใหญ่ เด็กยังไม่พร้อม FA ควรหารือกับสโมสรใหญ่เรื่องโครงสร้างแข่งขัน เพื่อช่วย WSL เชื่อมช่องว่างอะคาเดมี

โครงสร้างปัจจุบันเป็นอย่างไร?

แหล่งข่าวจากสโมสร WSL ยอมรับตรงกับบอมปาสตอร์ ในสโมสรชั้นนำ พัฒนานักเตะผ่าน Professional Game Academies (PGA) ที่ FA สนับสนุน

ปี 2023 FA มอบไลเซนส์ PGA 20 แห่งให้ทีมท็อปทู เริ่ม 2028-29 WSL Football จะรับผิดชอบเต็มตัว

นอกจาก PGA สโมสรล่างๆ จับคู่โรงเรียน โรงเรียนมัธยม สร้าง talent pool หรือตั้งทีมเยาวชนเอง แต่ไม่ใช่ลีกอาชีพ

FA ร่วม Women’s National League (tier 3) ให้ทุน พัฒนาเยาวชน เชื่อม WSL ส่งเด็กยืมเล่น

อะคาเดมีบางแห่งลง Women’s National League Cup/Plate และ Senior County Cup

PGA league (U21) เพิ่มแมตช์สูงสุดจาก 19 เป็น 27 นัดใน 5 ฤดูกาล

สรุป เด็กอังกฤษได้ลงมากขึ้น แข่งหลากหลาย แต่ไม่ใช่ elite นาทีเล่น WSL ของ academy grads ลดฮวบเพราะแข่งขันแย่งที่

อันเดร เจเกิร์ตซ์ กุนซือแมนซิตี้ บอก BBC ว่า “ก้าวใหญ่ที่สุดสำหรับเด็กคือขึ้น WSL โดยเฉพาะทีมใหญ่ลุยยุโรป” “ต้องหาทาง WSL เชื่อมช่องว่างอะคาเดมี ไม่ว่าจะฝึกยังไงหรือสภาพแวดล้อมอาชีพ”

WSL เชื่อมช่องว่างอะคาเดมีอย่างไร?

แมนซิตี้ให้เด็กฝึกกับทีมชายบ่อยๆ เพื่อ intensity สูง เชลซีทำเหมือนกัน

เดือนนี้ ซาริน่า วิกแมน เรียกเอริก้า เม็ก พาร์กินสัน วัยรุ่นที่เล่นทีมชุดใหญ่โปรตุเกสและฝึกกับเด็กชาย

แต่บอมปาสตอร์ชี้ ลีกยุโรปอื่นแก้ต่าง เช่นฝรั่งเศสให้อะคาเดมี่ท็อปเล่นดิวิชั่น 2

“ที่ลียง ทีมสำรองมีนักเตะไม่เกิน 23 ปี เล่นกับผู้ใหญ่ช่วยพัฒนา ถ้ากฎดี จะไม่กลัวทีมใหญ่ฮั้วเด็กเก่ง”

ใครก้าวกระโดดขึ้นชุดใหญ่ได้บ้าง?

WSL/WSL 2 มีอะคาเดมี 22 แห่ง เวสต์แฮมเป็น WSL เดียวไร้ category one แต่ปรับสตาฟปีนี้ ชาร์ลตัน (WSL 2) category two

ตัวอย่าง: ชโลเอ ซาร์วี่ (เชลซี) ต่อสัญญาโปร ลекси พอตเตอร์ แอ๊กกี้ บีเวอร์-โจนส์ ลิเวอร์พูล Zara Shaw วัย 18 ยิงชัย FA Cup quarter-final เหนือชาร์ลตัน

ขีฮาร่า คีติ้ง (แมนซิตี้) เกรซี่ ไพรเออร์ ลิลี่ เมอร์ฟี่ โคดี้ โธมัสลง WSL/Champions League อาร์เซน่อล มิเชลล์ อากเยมัน เฟรย่า กอด์ฟรีย์

แต่เกเรธ เทย์เลอร์ ลิเวอร์พูล บอกอังกฤษ “มาช้าไป” ต้องเปลี่ยน บอมปาสตอร์เสนอดี แต่ลอจิสติกส์ยาก

แผนอนาคตคืออะไร?

วิกแมนเรียกเยาวชน 20+ คนใน 4.5 ปี หลังปรับ pathway

talent มีเสมอ Lionesses ยูโร 2 สมัย แต่เด็กสมัยก่อนได้ลงชุดใหญ่คลับเยอะ ตอนนี้ไม่

WSL Football เสนอใหญ่ โครงสร้างเกมหญิง อาจให้อะคาเดมี่ WSL ลง National League

ธีมหลัก 5: ผลิต talent โลก สร้างเส้นทาง grassroots-elite สนับสนุนส่วนตัว สโมสรยั่งยืน มาตรฐานโปรทุก league

Dual registration อยู่ต่อ เด็ก PGA ลง National League ได้

เกรซ บรีน (ท็อตแน่ม-QPR) บอก WSL 2 intensity สูง stakes สูง เน้น perform ไม่ใช่ develop

สรุป WSL เชื่อมช่องว่างอะคาเดมี เป็นกุญแจอนาคตฟุตบอลหญิงอังกฤษ ถ้าปรับโครงสร้างดีแบบฝรั่งเศส เด็กจะพร้อมขึ้นชุดใหญ่เร็วขึ้น คุณคิดยังไง? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าว WSL เพิ่มเติม!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

กรีซประกาศแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15 ปี เริ่มมกราคม 2027

กรีซประกาศแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15 ปี เริ่มมกราคม 2027 เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังสร้างกระแสทั่วโลก โดยเฉพาะในยุโรป นายกรัฐมนตรีคิเรียกอส มิตโซทาคิส ของกรีซ ได้แถลงผ่านวิดีโอบน TikTok อย่างเป็นทางการ ประกาศมาตรการเข้มงวดนี้เพื่อปกป้องสุขภาพจิตและสมองของเด็กๆ จากการเสพติดหน้าจอ

กรีซประกาศแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15 ปี เริ่มมกราคม 2027: รายละเอียดมาตรการ

มาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2027 เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีจะถูกห้ามเข้าถึงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ เช่น TikTok, Instagram, Facebook และอื่นๆ นายกฯ มิตโซทาคิสระบุว่า นี่เป็น ‘มาตรการที่ยากแต่จำเป็น’ เพราะข้อมูลวิทยาศาสตร์ชี้ชัดว่าการใช้หน้าจอนานหลายชั่วโมงต่อวัน ส่งผลเสียต่อการพัฒนาสมองของเด็ก ทำให้ขาดการพักผ่อน นอนไม่หลับ วิตกกังวล และถูกกดดันจากการเปรียบเทียบตัวเองกับภาพลวงตาบนโซเชียล

ผู้ปกครองในกรีซจำนวนมากร้องเรียนปัญหาเหล่านี้ ส่งผลให้รัฐบาลตัดสินใจเด็ดขาด ก่อนหน้านี้กรีซเคยห้ามโทรศัพท์มือถือในโรงเรียน และติดตั้งระบบควบคุมเวลาหน้าจอโดยผู้ปกครองแล้ว ผลสำรวจจาก ALCO เดือนกุมภาพันธ์พบว่า ชาวกรีซ 80% สนับสนุนเต็มที่

กรีซประกาศแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15 ปี เริ่มมกราคม 2027: แนวโน้มทั่วโลก

กรีซกลายเป็นประเทศชั้นนำที่กล้าใช้นโยบายนี้ ตามรอยออสเตรเลียที่แบนเด็กต่ำกว่า 16 ปีตั้งแต่ธันวาคมปีที่แล้ว อินโดนีเซียบังคับใช้แบนต่ำกว่า 16 ปีตั้งแต่มีนาคม และเรียก Google กับ Meta เข้าพบ ออสเตรียเสนอแบนที่ 14 ปี ขณะที่สเปน เดนมาร์ก สหราชอาณาจักร และสโลวีเนีย กำลังเดินหน้าตาม

  • ออสเตรเลีย: ประเทศแรกผ่านกฎหมายแบนเด็กต่ำกว่า 16 ปี
  • อินโดนีเซีย: ส่งหนังสือถึงยักษ์ใหญ่เทคเพื่อบังคับปฏิบัติ
  • ยุโรป: หลายประเทศเตรียมเสนอมาตรฐานเดียวกัน

นายกฯ มิตโซทาคิสจะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมสหภาพยุโรป เพื่อผลักดันให้เป็นกฎเดียวกันทั่วภูมิภาค เขาเชื่อว่ากรีซจะไม่ใช่ประเทศสุดท้ายที่ทำแบบนี้

ปัญหาเสพติดโซเชียลมีเดียในเด็กไม่ใช่เรื่องไกลตัว ในไทยเราก็เห็นเด็กๆ จมอยู่กับหน้าจอ ส่งผลต่อสุขภาพกายใจ การที่กรีซกล้าประกาศแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15 ปี เริ่มมกราคม 2027 ถือเป็นตัวอย่างที่ดี ช่วยให้ผู้ปกครองตระหนักถึงความจำเป็นในการควบคุม

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นทางกฎหมายที่บริษัทเทคต้องปฏิบัติ เช่น การตรวจสอบอายุผู้ใช้ด้วย AI และลงโทษหากละเมิด กรีซคาดหวังว่าจะลดปัญหาไซเบอร์บูลลี่ การกลั่นแกล้งออนไลน์ และเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็ก การจำกัดอายุนี้จะช่วยให้เด็กมีเวลามากขึ้นสำหรับกิจกรรมนอกออนไลน์ เช่น เล่นกีฬา อ่านหนังสือ สร้างมิตรภาพจริงๆ ซึ่งสำคัญต่อการพัฒนาทักษะทางสังคมและอารมณ์

อย่างไรก็ตาม มีเสียงคัดค้านจากวัยรุ่นบางส่วนที่มองว่าเป็นการกีดกันเสรีภาพ นายกฯ ตอบโต้ในวิดีโอว่า ‘เราไม่ได้ห้ามเทคโนโลยี แต่ต่อสู้กับแอปที่ทำลายความไร้เดียงสาของคุณ’

สุดท้ายแล้ว กรีซประกาศแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15 ปี เริ่มมกราคม 2027 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในยุคดิจิทัล คุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ หรือนำไปปรับใช้กับลูกหลานของคุณตั้งแต่วันนี้ เพื่อสุขภาพที่ดีในอนาคต

ที่มา – กรีซประกาศแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15 ปี เริ่มมกราคม 2027

โฆษกตร.ชี้หลักฐานแน่น อสส.สั่งฟ้อง สส.ชนพัฒฐ์

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาเปิดเผยถึงกรณี อสส.สั่งฟ้อง สส.ชนพัฒฐ์ คดีฟอกเงิน-พนันออนไลน์ โดยยืนยันว่าหลักฐานในคดีนี้แน่นหนามาก อัยการสูงสุดได้มีคำสั่งเด็ดขาดให้ฟ้องนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ส.ส.สงขลา พรรคกล้าธรรม กับพวก ใน 2 คดีใหญ่ คือ คดีฟอกเงินจาก สภ.เมืองสงขลา และคดีร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันออนไลน์จาก สภ.หาดใหญ่

อสส.สั่งฟ้อง สส.ชนพัฒฐ์ คดีฟอกเงิน-พนันออนไลน์

โฆษกตร.ชี้แจงว่า คดีนี้ผ่านกระบวนการตรวจสอบมาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน ชั้นอัยการ จนถึงชั้นอัยการสูงสุด แม้ตำรวจภูธรภาค 9 จะมีความเห็นแย้ง แต่สุดท้ายอัยการสูงสุดก็สั่งฟ้องทั้งสองคดี โดยยึดหลักฐานและข้อเท็จจริงที่เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมรวบรวมไว้ ซึ่งถือว่าผ่านการพิสูจน์แล้ว

รายละเอียดคดีฟอกเงินและพนันออนไลน์ของ สส.ชนพัฒฐ์

คดีฟอกเงินเกิดจากการสืบสวนของ สภ.เมืองสงขลา ที่พบการโอนเงินจำนวนมากเข้าบัญชีที่เกี่ยวข้องกับ สส.ชนพัฒฐ์ ซึ่งเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรม ส่วนคดีพนันออนไลน์จาก สภ.หาดใหญ่ พบหลักฐานการจัดแพลตฟอร์มเว็บพนันที่ผิดกฎหมาย โดยมีผู้ต้องหาเกี่ยวข้องหลายราย อสส.สั่งฟ้อง สส.ชนพัฒฐ์ คดีฟอกเงิน-พนันออนไลน์ นี้แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดของกระบวนการยุติธรรม

  • หลักฐานการโอนเงินต้องสงสัยจำนวนมหาศาล
  • เซิร์ฟเวอร์และเว็บไซต์พนันออนไลน์ที่เชื่อมโยง
  • พยานบุคคลจากเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม
  • บันทึกการสื่อสารและธุรกรรมธนาคาร

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวอย่างหนักแน่นว่า “ถือว่าข้อเท็จจริงพยานหลักฐานตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ยืนยันมาตลอดถึงพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง ในที่สุดข้อเท็จจริงได้ผ่านการพิสูจน์ตามกระบวนการ ในคดีนี้ถือว่าผ่านการตรวจสอบรายชั้น ไม่ว่าจะเป็นชั้นพนักงานสอบสวน ชั้นพนักงานอัยการ ทั้งที่ตำรวจภูธรภาค 9 ทำความเห็นแย้ง จนกระทั่งมาถึงอัยการสูงสุดที่พิจารณาและมีคำสั่งในคดีนี้ ทำให้เห็นว่าในที่สุดข้อเท็จจริงและกระบวนการยุติธรรมก็ทำหน้าที่ไปตามกระบวนการตามพยานหลักฐานอย่างถูกต้อง”

ผลกระทบต่อวงการการเมืองและสังคม

คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่ยังสะท้อนปัญหาการพนันออนไลน์ที่กำลังระบาดในไทย ซึ่งสร้างความเสียหายให้ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะเยาวชน การที่ สส.ระดับนี้ถูก อสส.สั่งฟ้อง สส.ชนพัฒฐ์ คดีฟอกเงิน-พนันออนไลน์ จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับนักการเมืองคนอื่นๆ ที่ต้องรักษาความซื่อสัตย์

นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าระบบยุติธรรมไทยยังทำงานได้ดี แม้จะมีความขัดแย้งในบางชั้นการสอบสวน แต่สุดท้ายหลักฐานที่ชัดเจนจะชนะเสมอ ปัญหาฟอกเงินมักเชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องร่วมมือกับหน่วยงานระหว่างประเทศในการสืบสวน

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้เป็นสัญญาณบวกต่อสังคมไทย ที่แสดงให้เห็นว่าทุกคนเท่าเทียมต่อกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น สส. หรือประชาชนทั่วไป การปราบปรามพนันออนไลน์ต้องเข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อปกป้องอนาคตของชาติ คุณคิดเห็นอย่างไรกับคดีนี้? มาแสดงความคิดเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารอาชญากรรมและการเมืองจากเว็บไซต์ของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – โฆษก ตร.ชี้หลักฐานแน่นหนา อสส.สั่งฟ้อง “สส.ชนพัฒฐ์” คดีฟอกเงิน-พนันออนไลน์

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศนายพลตำรวจ 60 ราย

เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญ โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล ให้แก่ข้าราชการตำรวจ จำนวน 60 ราย ซึ่งเป็นข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ราชการมาด้วยความเรียบร้อยและเป็นผลดีต่อทางราชการ โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

การพระราชทานยศครั้งนี้ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดสำหรับข้าราชการตำรวจที่อุทิศตนเพื่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของประเทศ ช่วยเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกท่านในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล ให้แก่ข้าราชการตำรวจ จำนวน 60 ราย

ประกาศนี้ลงนามโดยนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ณ วันที่ 3 เมษายน 2569 โดยแบ่งยศที่พระราชทานดังนี้

รายชื่อผู้ได้รับพระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล

  1. พลตำรวจโท สมประสงค์ เย็นท้วม เป็น พลตำรวจเอก
  2. พลตำรวจโท โสภณรัชต์ สิงหจารุ เป็น พลตำรวจเอก
  3. พลตำรวจตรี เกษมสันติ อยู่สุขสมบูรณ์ เป็น พลตำรวจโท
  4. พลตำรวจตรี ธรรมนูญ ประยืนยง เป็น พลตำรวจโท
  5. พลตำรวจตรี ธรรมศักดิ์ ปิ่นทอง เป็น พลตำรวจโท
  6. พลตำรวจตรี นพดล กรึ่งไกร เป็น พลตำรวจโท
  7. พลตำรวจตรี นรินทร์ บูสะมัญ เป็น พลตำรวจโท
  8. พลตำรวจตรี ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ เป็น พลตำรวจโท
  9. พลตำรวจตรี พิทักษ์ ท้วมเกร็ด เป็น พลตำรวจโท
  10. พลตำรวจตรี พิพัฒน์ ชุ่มมณีกูล เป็น พลตำรวจโท
  11. พลตำรวจตรี วรวัฒน์ อมรวิวัฒน์ เป็น พลตำรวจโท
  12. พลตำรวจตรี วีรพล เจริญศิริ เป็น พลตำรวจโท
  13. พลตำรวจตรี วีรวิชญ์ บัวประเสริฐยิ่ง เป็น พลตำรวจโท
  14. พลตำรวจตรี อาซาน จันทร์ศิริ เป็น พลตำรวจโท
  15. พลตำรวจตรี อุกฤษฎ์ ศรีเสือขาม เป็น พลตำรวจโท
  16. พันตำรวจเอก กิตติเชษฐ์ ศักยภาพวิชานนท์ เป็น พลตำรวจตรี
  17. พันตำรวจเอก กิตติศักดิ์ เที่ยงกมล เป็น พลตำรวจตรี
  18. พันตำรวจเอก กิติพัฒน์ พงศ์พะนัส เป็น พลตำรวจตรี
  19. พันตำรวจเอก จักรภพ ท้าวฤทธิ์ เป็น พลตำรวจตรี
  20. พันตำรวจเอก จิระศักดิ์ เสียมศักดิ์ เป็น พลตำรวจตรี
  21. พันตำรวจเอก ชณพล วันขวัญ เป็น พลตำรวจตรี
  22. พันตำรวจเอก ชยากร เทศะบำรุง เป็น พลตำรวจตรี
  23. พันตำรวจเอก ชัยยศ วรักษ์จุนเกียรติ เป็น พลตำรวจตรี
  24. พันตำรวจเอก เชษฐา เชยชุ่ม เป็น พลตำรวจตรี
  25. พันตำรวจเอก ฐิติภัทร อินทรรักษ์ เป็น พลตำรวจตรี
  26. พันตำรวจเอก ณรงค์เวทย์ โอนสูงเนิน เป็น พลตำรวจตรี
  27. พันตำรวจเอก ดนัย รัตนประเสริฐ เป็น พลตำรวจตรี
  28. พันตำรวจเอก ดามพ์ ทองใบ เป็น พลตำรวจตรี
  29. พันตำรวจเอก ดำเนิน กันอ่อง เป็น พลตำรวจตรี
  30. พันตำรวจเอก ทวีศักดิ์ จินดาศักดิ์ เป็น พลตำรวจตรี
  31. พันตำรวจเอก นพ นรชาญ เป็น พลตำรวจตรี
  32. พันตำรวจเอก บุญชัย ปัญญาธรานุกูล เป็น พลตำรวจตรี
  33. พันตำรวจเอก บุญฤทธิ์ ศรีวิจิตร เป็น พลตำรวจตรี
  34. พันตำรวจเอก เผ่าภากร รามนุช เป็น พลตำรวจตรี
  35. พันตำรวจเอก พงศ์ศักดิ์ สุขอิ่ม เป็น พลตำรวจตรี
  36. พันตำรวจเอก พงษ์พันธ์ จันทรอาภา เป็น พลตำรวจตรี
  37. พันตำรวจเอก พจน์ ฟอร์ตี้ เป็น พลตำรวจตรี
  38. พันตำรวจเอก พัลลภ สุภิญโญ เป็น พลตำรวจตรี
  39. พันตำรวจเอก พีระพงษ์ เหล่าธนาวิน เป็น พลตำรวจตรี
  40. พันตำรวจเอก ไพฑูรย์ อินทรัตน์ชัยกิจ เป็น พลตำรวจตรี
  41. พันตำรวจเอก ภาณุวัฒน์ บัวชาติ เป็น พลตำรวจตรี
  42. พันตำรวจเอก ยุทธนา บุญเมือง เป็น พลตำรวจตรี
  43. พันตำรวจเอก ลือศักดิ์ ดำเนินสวัสดิ์ เป็น พลตำรวจตรี
  44. พันตำรวจเอก วรชาติ รสจันทน์ เป็น พลตำรวจตรี
  45. พันตำรวจเอก วรธัช วิชชุวาณิชย์ เป็น พลตำรวจตรี
  46. พันตำรวจเอก วิเชียร อ่อนฉ่ำ เป็น พลตำรวจตรี
  47. พันตำรวจเอก ศักดิ์สุราษฎร์ ตลับนาค เป็น พลตำรวจตรี
  48. พันตำรวจเอก สมชาย เขียวจักร์ เป็น พลตำรวจตรี
  49. พันตำรวจเอก สมชาย ศรีศรยุทธ์ เป็น พลตำรวจตรี
  50. พันตำรวจเอก สมโภช สุวรรณจรัส เป็น พลตำรวจตรี
  51. พันตำรวจเอก สมิง รอดรัตษะ เป็น พลตำรวจตรี
  52. พันตำรวจเอก สุขทัศน์ พุ่มพันธ์ม่วง เป็น พลตำรวจตรี
  53. พันตำรวจเอก สุทธิศักดิ์ วันที เป็น พลตำรวจตรี
  54. พันตำรวจเอก สุพมาส บัวลาด เป็น พลตำรวจตรี
  55. พันตำรวจเอก สุรัตน์ ส่งเสริม เป็น พลตำรวจตรี
  56. พันตำรวจเอก อนุกูล ดาวลอย เป็น พลตำรวจตรี
  57. พันตำรวจเอก อภิชัย กรอบเพชร เป็น พลตำรวจตรี
  58. พันตำรวจเอก อรรถพล พงษ์สุพรรณ เป็น พลตำรวจตรี
  59. พันตำรวจเอก อิทธิโชค เกิดผล เป็น พลตำรวจตรี
  60. พันตำรวจเอกหญิง บุศรา จงรักชอบ เป็น พลตำรวจตรีหญิง

จากรายชื่อข้างต้น พบว่ามีผู้ได้รับยศพลตำรวจเอก 2 ราย พลตำรวจโท 15 ราย พลตำรวจตรี 42 ราย และพลตำรวจตรีหญิง 1 ราย ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเลื่อนยศของพันตำรวจเอกที่ทำงานหนักในหน่วยต่างๆ ทั่วประเทศ

ความหมายของ โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล ไม่เพียงแต่เป็นการยกย่องผลงาน แต่ยังช่วยเติมเต็มโครงสร้างผู้บังคับบัญชาในสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ต้องรับมือกับอาชญากรรมซับซ้อนและภัยคุกคามทางไซเบอร์

ในมุมมองของผู้เขียน การเลื่อนยศครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงพระเมตตาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อข้าราชการผู้ถวายราชการอย่าง忠誠 และเป็นแรงบันดาลใจให้ตำรวจรุ่นใหม่ๆ พยายามมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ หากคุณสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถอ่านฉบับเต็มในราชกิจจานุเบกษาได้เลย

ติดตามข่าวสารราชการและการเลื่อนยศครั้งต่อไปได้ที่นี่ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล ให้แก่ข้าราชการตำรวจ จำนวน 60 ราย

โฆษก ตร. ห้ามนำรถหลวงนอกหน้าที่เด็ดขาด

ในช่วงที่สังคมกำลังจับตามองพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ โฆษก ตร. ห้ามนำรถหลวงนอกหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ล่าสุดเกิดกรณีผู้เสียหายโผล่เพิ่มอีก 4 ราย ร้องเรียนพฤติกรรมของ พ.ต.ท. ประจำ สภ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี ที่ขอค่าน้ำมันในลักษณะคล้ายกัน ทำให้โฆษก ตร. ต้องออกมาชี้แจงและกำชับเจ้าหน้าที่ทันที

โฆษก ตร. ห้ามนำรถหลวงนอกหน้าที่

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2567 ถึงความคืบหน้ากรณีดังกล่าวว่า ได้รับรายงานจาก ผบก.จว.อุบลราชธานี แล้ว พบว่ามีผู้ร้องเรียนพฤติกรรมของนายตำรวจยศ พ.ต.ท. คนนี้ถึง 4 เคส ลักษณะการขอเงินค่าน้ำมันจากผู้เสียหายเกี่ยวกับการทำงานของตน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามตัวผู้เสียหายมาสอบปากคำกับคณะสืบสวนของตำรวจภูธรอุบลราชธานี

นายตำรวจคนดังกล่าวถูกสั่งย้ายมาประจำศูนย์ปฏิบัติการ สภ.เมืองอุบลราชธานี ชั่วคราว เพื่อความสะดวกในการสอบสวน โฆษก ตร. ห้ามนำรถหลวงนอกหน้าที่ ย้ำชัดว่าการกระทำแบบนี้ผิดกฎหมายและระเบียบอย่างสิ้นเชิง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งดำเนินการเด็ดขาด ไม่มีการปกป้องเจ้าหน้าที่ที่ทำผิดเด็ดขาด

โฆษก ตร. ห้ามนำรถหลวงนอกหน้าที่ ย้ำหลักการทำงาน

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่มีเงินเดือน เบี้ยเลี้ยง และน้ำมันรถประจำการอยู่แล้ว การไปเรียกร้องเงินจากประชาชนถือเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ ไม่ถูกต้อง และผิดกฎหมายโดยตรง ไม่ว่าจะใช้คำพูดอย่างไร ลักษณะการกระทำ 4 เคสนี้คล้ายกันหมด สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มอบนโยบายให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับใช้วิจารณญาณเด็ดขาด หากพบการกระทำผิดจะถูกลงโทษทันที

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงสถานการณ์น้ำมันแพงจากวิกฤตตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบ โดย ผบ.ตร. เข้าใจปัญหาการจัดซื้อจัดจ้าง จึงสั่งการให้รอง ผบ.ตร. จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับน้ำมันให้เพียงพอ ไม่ให้เจ้าหน้าที่อ้างเหตุผลขอเงินจากประชาชน

ระเบียบที่ต้องรู้เกี่ยวกับรถราชการ

โฆษก ตร. ห้ามนำรถหลวงนอกหน้าที่นั้น มีเหตุผลสำคัญหลายประการ เพื่อป้องกันการทุจริตและรักษาทรัพย์สินแผ่นดิน ดังนี้:

  • ผิดระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ: รถราชการใช้เฉพาะปฏิบัติหน้าที่ราชการเท่านั้น
  • ผิดกฎหมาย: ตาม พ.ร.บ.วินัยข้าราชการตำรวจ และ พ.ร.บ.คุ้มครองทรัพย์สินแผ่นดิน
  • เสียความน่าเชื่อถือ: ทำให้ประชาชนขาดความไว้วางใจในตำรวจ
  • เสี่ยงอุบัติเหตุ: ไม่มีการประกันภัยส่วนบุคคลสำหรับการใช้ส่วนตัว

ผู้บังคับบัญชาทุกคนต้องกำกับดูแลลูกน้องอย่างใกล้ชิด หากพบการฝ่าฝืนให้รายงานทันที

กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าตำรวจต้องยึดมั่นจรรยาบรรณในการปฏิบัติหน้าที่ การทุจริตเล็กน้อยอาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ได้ สังคมไทยต้องการตำรวจที่โปร่งใสและยุติธรรม

สุดท้ายนี้ การกำชับจากโฆษก ตร. ห้ามนำรถหลวงนอกหน้าที่ เป็นนโยบายที่ดีที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ตำรวจไทย คุณคิดว่าควรมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมเพื่อป้องกันปัญหานี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารตำรวจที่นี่เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – โฆษก ตร. กำชับเคร่งครัด ห้ามตำรวจ นำรถหลวงไปใช้นอกเหนือจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ

“จูรี” แฉระบบเตือนภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ล้มเหลว

เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่เมื่อปลายปี 2568 สร้างความเสียหายมหาศาลกว่า 2 หมื่นล้านบาท และคร่าชีวิตผู้คนไป 145 ราย ทำให้ “จูรี” หรือนายจูรี นุ่มแก้ว ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ต้องลุกขึ้นแฉระบบเตือนภัยที่ล้มเหลวในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อ 8 เมษายน 2569 ชาวบ้านจำนวนมากไม่ได้รับแจ้งเตือนทันเวลา เยียวยาช้ามาก จนเกิดคำถามว่ารัฐบาลจะปล่อยให้เกิดซ้ำอีกหรือไม่

“จูรี” แฉระบบเตือนภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ล้มเหลว

นายจูรีอภิปรายด้วยความสะเทือนใจ เสนอญัตติขอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อปฏิรูป “หาดใหญ่โมเดล” การจัดการน้ำแบบบูรณาการ เขาชี้ความล้มเหลว 3 ระยะของรัฐบาลที่ทำให้เศรษฐกิจพังพินาศ ชาวบ้านทุกภาคส่วนเดือดร้อน ตั้งแต่แม่ค้าตลาดนัดไปจนถึงนักธุรกิจและโรงเรียน

ระยะที่ 1: ระบบเตือนภัยเข้าไม่ถึงประชาชน

แม้มีข้อมูลดีจากกรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน GISTDA แต่ไม่ถูกแปลเป็นภาษาชาวบ้านเข้าใจ เช่น กรณี “น้องโฉม” ตื่นมากลางดึกเจอน้ำท่วมบ้าน 3 เมตร จูรีเสนอใช้ Digital Twin และ AI แจ้งเตือนรายบุคคลล่วงหน้า 24-48 ชั่วโมง เพื่อให้ทุกคนตั้งตัวทัน

ระยะที่ 2: การบริหารจัดการมั่วซั่ว

การช่วยเหลือไร้เอกภาพ สื่อสารล่มทั้งเมือง เจ้าหน้าที่บางส่วนไม่ช่วยชาวบ้านที่รอความตาย อ้างรอรับนายกฯ และ ครม. จนยอดตายพุ่ง 145 ราย การทำงานแบบ “มั่วตั้วคั่วตอก” ทำให้ประชาชนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ระยะที่ 3: เยียวยาช้าเหมือนเต่าเรียกพี่

เงินซ่อมบ้านล่าช้า 150 วัน NASA ไปดวงจันทร์แค่ 3 วัน แต่เงินช่วยเหลือยังไม่ถึง ชาวบ้านได้แค่ 150 บาท จากเพดาน 49,000 บาท จูรีถาม “150 บาทเอาไปซ่อมอะไร?” ชาวบ้านเข็ดแล้ว ไม่อยากรอข้าวผัดจากนายกฯ

จูรีจี้ตั้งกรรมาธิการ 3 ภารกิจหลัก:

  • เตรียมพร้อม: ใช้เทคโนโลยีเตือนภัย ปรับผังเมืองระบายน้ำ
  • เผชิญหน้า: บูรณาการหน่วยงาน มี Single Command Center
  • ฟื้นฟู: ปฏิรูประบบเยียวยา ลดเอกสาร Soft Loan ช่วย SME

อีก 6 เดือนฤดูฝนใหม่จะมา คูคลองยังตื้น เครื่องสูบน้ำยังไม่พร้อม ชาวหาดใหญ่ต้องการการจัดการยั่งยืน

ด้าน “การดี” จี้สังคายนา “หาดใหญ่โมเดล”

ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สนับสนุนญัตติ ชี้รัฐบาลยึดเยียวยา ไม่ป้องกัน รายงานถอดบทเรียนยังไม่แล้วเสร็จ เธอเตือน “ฝน 300 ปีอาจมาอีกปีนี้” อ้าง ศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ชี้จุดอ่อน 4 ประการ

  • ระบบแจ้งเตือนล่าช้า สื่อสารไม่เชื่อมโยง
  • ผังเมืองหาดใหญ่หมดอายุตั้งแต่ 2555 ใช้ผังจังหวัดแทน
  • เมืองเติบโตผิดทิศ 堵ทางน้ำธรรมชาติ
  • ไร้เอกภาพ ขาด Data-Driven Command Center

ดร.การดีเลี่ยนคำขอโทษซ้ำซาก เสนอ Big Win เช่น Street Canal, Local Alert, Data-Driven Policy เปลี่ยนจากเยียวยาเป็นป้องกัน เพราะสูญเสียชีวิตประเมินค่าไม่ได้

เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาเชิงระบบที่รัฐบาลต้องแก้ไขด่วน หาดใหญ่โมเดลคือคำตอบเพื่ออนาคตที่ปลอดภัย คุณคิดว่ารัฐบาลจะลุกขึ้นจริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

ที่มา – “จูรี” แฉระบบเตือนภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ล้มเหลว ด้าน “การดี” จี้สังคายนา “หาดใหญ่โมเดล”