วัน: 8 เมษายน 2026

เปิดเส้นทางเลี่ยงรถติด “สงกรานต์ 2569” สายเหนือ-อีสาน-ใต้-ตะวันออก

ใกล้เทศกาลสงกรานต์ 2569 เข้ามาแล้ว! หากคุณกำลังวางแผนเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวต่างจังหวัด เปิดเส้นทางเลี่ยงรถติด “สงกรานต์ 2569” สายเหนือ-อีสาน-ใต้-ตะวันออก จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงช่วง高峰รถติดหนึบ ลดเวลาเดินทางให้ถึงที่หมายอย่างรวดเร็ว ตำรวจทางหลวงได้แนะนำเส้นทางเลือกที่สะดวกปลอดภัย พร้อมเบอร์โทรฉุกเฉิน 1193 ตลอด 24 ชั่วโมง มาดูกันเลยว่ามีเส้นไหนบ้าง

เปิดเส้นทางเลี่ยงรถติด “สงกรานต์ 2569” สายเหนือ

สำหรับคนมุ่งหน้าสู่ภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ ลำปูง หรือแพร่ เส้นหลักอย่างพหลโยธินมักติดหนัก แต่มีทางเลี่ยงดังนี้

  • เส้นที่ 1: ใช้ถนนวงแหวนตะวันออก (ทล.พ.9) เลี้ยวซ้ายที่ต่างระดับคลองหลวง ต่อด้วย ทล.3214 เข้าสู่ ทล.347 จากนั้นเลี้ยวซ้ายที่แยกบางปะหัน เพื่อเชื่อม ทล.32 (สายเอเชีย) เส้นนี้ช่วยเลี่ยงตัวเมืองอยุธยา ลดระยะทางติดขัดได้ดี
  • เส้นที่ 2: ถนนวงแหวนตะวันตก (ทล.พ.9) เลี้ยวซ้ายเข้าถนนตลิ่งชัน-ชัยนาท (ทล.340) เชื่อมต่อถนนพหลโยธิน (ทล.1) แล้วเลี้ยวซ้ายที่แยกหลวงพ่อโอ ตรงไปนครสวรรค์ เหมาะสำหรับรถบรรทุกหรือยานพาหนะขนาดใหญ่

เคล็ดลับเดินทางสายเหนือ

แนะนำเช็คสภาพรถก่อนออกเดินทาง และใช้แอปนำทางอย่าง Google Maps เพื่ออัปเดตจราจรเรียลไทม์ เส้นเหล่านี้จะช่วยให้คุณเพลิดเพลินกับบรรยากาศทุ่งนาและภูเขาโดยไม่เครียด

ทางเลี่ยงรถติด สายอีสาน สงกรานต์ 2569

ภาคอีสานยอดฮิตอย่างโคราช ขอนแก่น อุดรธานี มีเส้นทางหลีกเลี่ยงหลายสาย

  • เส้นที่ 1: จากถนนพหลโยธิน เลี้ยวขวาที่สามแยกพุแค เข้าถนนพุแค-หล่มสัก (ทล.21) เลี้ยวขวาแยกม่วงค่อม สู่ ทล.2256 หรือเลี้ยวซ้าย ทล.205 ต่อ ทล.201 ไปชัยภูมิ วิวสวย ทางดี
  • เส้นที่ 2: มอเตอร์เวย์ M6 บางปะอิน-นครราชสีมา ระยะทาง 196 กม. เข้าด่านบางปะอิน ตรงถึงบายพาสเลี่ยงเมืองโคราช ความเร็วสูง สะดวกมาก
  • เส้นที่ 3: กรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา ใช้ ทล.304 (พนมสารคาม-กบินทร์บุรี-วังน้ำเขียว-ปักธงชัย) เข้าโคราช
  • เส้นที่ 4: กรุงเทพฯ-สระแก้ว-อรัญประเทศ-ตาพระยา-โนนแดง-ละหานทราย เข้าบุรีรัมย์ เส้นใหม่ เงียบสงบ

เส้นอีสานเหล่านี้ช่วยเลี่ยงจุด黑 ไม่ว่าจะไปสาดน้ำที่โคราชหรือกินส้มตำที่อีสาน

ทางเลี่ยงรถติด สายตะวันออก

ไปพัทยา บ้านพลูตาหลวง หรือเกาะช้าง ใช้เส้นเหล่านี้

  • ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 (มอเตอร์เวย์) เร็วที่สุด
  • ทล.304 ผ่านมีนบุรี-หนองจอก ออกสู่ตะวันออก
  • ทล.34 (เทพรัตน) ผ่านบางนา-บางปะกง หรือทางพิเศษบูรพาวิถี
  • ทล.3 (สุขุมวิท) วิวทะเลชายฝั่ง

ประโยชน์เส้นตะวันออก

ทุกเส้นมีปั๊มน้ำมันและจุดพักรถครบครัน เหมาะสำหรับครอบครัว

ทางเลี่ยงรถติด สายใต้ สงกรานต์ 2569

มุ่งใต้ไปภูเก็ต หาดใหญ่ หรือกระบี่

  • ทล.35 (พระราม 2) เลี่ยงกรุงเทพฯ ชายฝั่ง
  • ทล.4 (เพชรเกษม) เส้นหลักแต่มีทางแยกเลี่ยงเมืองเพชรบุรี-ประจวบฯ

เพิ่มเติม: ลองใช้ทางด่วนกาญจนาภิเษรร์เชื่อมเพชรเกษม เพื่อลดเวลาเข้าเมือง เพิ่มความปลอดภัยด้วยการขับช้าในฝนตก

สรุป เปิดเส้นทางเลี่ยงรถติด “สงกรานต์ 2569” สายเหนือ-อีสาน-ใต้-ตะวันออก เหล่านี้จะทำให้ทริปของคุณสนุกขึ้น เช็คเส้นทางก่อนออก ลดพีคอาทิตย์ 13-16 เม.ย. หากฉุกเฉิน โทร 1193 ทันที สงกรานต์นี้เดินทางปลอดภัย สาดน้ำให้สนุก แต่ขับรถให้มีสติ! แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยนะ จะได้ไม่ติดรถติดกัน

ที่มา – เปิดเส้นทางเลี่ยงรถติด “สงกรานต์ 2569” สายเหนือ-อีสาน-ใต้-ตะวันออก

ศาล รธน.ขยายเวลาคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งอีก 15 วัน

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายคนจับตามองในขณะนี้คือ ศาล รธน.ขยายเวลาคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง อีก 15 วัน เพื่อให้คู่ความทั้งสองฝ่ายมีเวลารวบรวมหลักฐานให้ครบถ้วนยิ่งขึ้น คดีนี้เกิดจากผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อาจละเมิดรัฐธรรมนูญ โดยการพิมพ์บาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อหลักการ “ความลับในการเลือกตั้ง” ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้อย่างชัดเจน

หลายคนกังวลว่าบาร์โค้ดดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ติดตามหรือตรวจสอบการลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของประชาธิปไตย คดีนี้จึงมีความสำคัญมาก เพราะหากศาลตัดสินว่าผิดจริง อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งครั้งใหญ่ในอนาคต

ศาล รธน.ขยายเวลาคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

วันที่ 8 เมษายน 2567 นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยความคืบหน้าว่า ศาลได้อนุมัติให้ผู้ร้องและผู้ถูกร้องขยายเวลายื่นหลักฐานเพิ่มเติมอีก 15 วัน โดยองค์คณะตุลาการเห็นว่าควรอนุญาตขยายเวลาได้ไม่เกิน 2-3 ครั้งเท่านั้น เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างรอบคอบและหลักฐานครบถ้วนที่สุด

กระบวนการพิจารณาหลักฐานในคดีนี้

หลังจากได้รับหลักฐานครบถ้วน ศาลจะนำมาอภิปรายร่วมกัน โดยตรวจสอบความซ้ำซ้อนของพยานหลักฐาน หากมีประเด็นที่ยังไม่ชัดเจน ศาลอาจเรียกพยานมาชี้แจงด้วยตนเองหรือไต่สวนเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยให้การวินิจฉัยมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ประธานศาลยังย้ำว่ากรอบเวลาการพิจารณาจะไม่เกิน 11 เดือน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดจากคดีในอดีต

  • อนุมัติขยายเวลา 15 วันสำหรับยื่นหลักฐาน
  • ตุลาการจะอภิปรายและคัดกรองพยานหลักฐาน
  • อาจมีการไต่สวนพยานเพิ่มหากจำเป็น
  • คาดปิดคดีไม่เกิน 11 เดือน

ตุลาการยืนยันความเป็นอิสระ

แม้จะมีกระแสวิจารณ์หนาหู โดยเฉพาะการคาดเดาผลลงมติแบบ 5 ต่อ 4 หรือเกรงว่าจะขัดสายตาประชาชน ประธานศาลยืนยันว่าตุลาการแต่ละคนมีอิสระในการวินิจฉัยตามพยานหลักฐานที่ปรากฏเท่านั้น ไม่ได้รับอิทธิพลจากภายนอก นอกจากนี้ ยังมีการนำคดีเก่า เช่น กรณีหันคูหาเลือกตั้งผิดด้านมาศึกษาเปรียบเทียบ แต่ย้ำว่าเป็นคนละประเด็นกันโดยสิ้นเชิง

ประเด็น “ความเป็นลับของการเลือกตั้ง” จะถูกนำไปพิจารณาอย่างละเอียด โดยตรวจสอบวิธีการได้มาซึ่งหลักฐานของทั้งสองฝ่าย ระหว่างนี้ กกต. ยังคงปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ เนื่องจากเป็นอำนาจหน้าที่แยกจากกัน

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

หากศาลตัดสินว่าการใช้บาร์โค้ดขัดรัฐธรรมนูญ กกต. อาจต้องยกเลิกการใช้ในอนาคต ซึ่งจะกระทบต่อการตรวจสอบบัตรเลือกตั้งและป้องกันการทุจริตได้ยากขึ้น ในทางกลับกัน หากตัดสินว่าไม่ผิด จะช่วยยืนยันว่าระบบนี้โปร่งใสและทันสมัย คดีนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้งไทย

จากสถิติคดีรัฐธรรมนูญในอดีต พบว่าศาลมักใช้เวลานานเพื่อให้ได้คำตัดสินที่สมบูรณ์แบบ ชาวเน็ตและนักวิชาการการเมืองต่างถกเถียงกันอย่างคึกคักในโซเชียลมีเดีย บางฝ่ายมองว่าเป็นการยื้อเวลา บางฝ่ายเห็นว่าเป็นความรอบคอบ

ในมุมมองของผู้เขียน ศาล รธน.ขยายเวลาคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดีว่าศาลให้ความสำคัญกับหลักฐานมากกว่าความเร็ว คาดว่าผลตัดสินจะออกมาอย่างเป็นธรรมและช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ชวนผู้อ่านมาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง ว่าคุณคิดว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งควรมีหรือไม่? และอย่าลืมกดไลค์ แชร์ และสมัครรับข่าวสารเพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด!

ที่มา – ศาล รธน.ขยายเวลาคดี “บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง” อีก 15 วัน ไม่หวั่นกระแสวิจารณ์

“อนุทิน” จ่อให้สัมภาษณ์แค่สัปดาห์ละครั้ง

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ มีข่าวสำคัญที่หลายคนให้ความสนใจ นั่นคือ “อนุทิน” จ่อให้สัมภาษณ์แค่สัปดาห์ละครั้ง ยกเว้นกรณีมีสถานการณ์เร่งด่วนที่จำเป็นต้องชี้แจง นโยบายใหม่นี้มาหลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่ยอมตอบคำถามสื่อมวลชนหลายประเด็นในวันเดียวกัน สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารของผู้นำรัฐบาลชุดนี้

“อนุทิน” จ่อให้สัมภาษณ์แค่สัปดาห์ละครั้ง

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 8 เมษายน 2567 (ตามรายงาน) นายอนุทิน เดินทางมาที่รัฐสภาเพื่อเซ็นชื่อเข้าร่วมประชุมในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนออกไปทำเนียบรัฐบาล ระหว่างนั้น ผู้สื่อข่าวพยายามถามถึงประเด็นร้อนระดับโลก เช่น การตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ พร้อมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจพลังงานโลก นายอนุทินไม่ตอบ เพียงพยักหน้าและยิ้ม

คำถามสื่อที่นายกฯ ไม่ตอบ

ไม่ใช่แค่นั้น ผู้สื่อข่าวยังตามติดถามถึงการพูดคุยกับเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย เรื่องการขอซื้อน้ำมันจากรัสเซียท่ามกลางวิกฤติพลังงานหรือไม่ นายอนุทินยังคงเงียบ พยักหน้าเดินไปขึ้นรถ ท่ามกลางฝูงสื่อที่ตามติด สุดท้ายเมื่อถึงทำเนียบ เวลา 13.19 น. คำถามเรื่องข่าวดีจากช่องแคบฮอร์มุซเปิดอีกครั้ง ก็ยังได้แค่รอยยิ้มและการพยักหน้าเท่านั้น

  • หยุดยิงสหรัฐ-อิหร่าน 2 สัปดาห์ และเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
  • การเจรจากับรัสเซียเรื่องซื้อน้ำมัน
  • ข่าวดีอื่นๆ จากสถานการณ์โลก

หลังจากนั้น ทีมงานของนายกรัฐมนตรีได้แจ้งกับสื่ออย่างเป็นทางการว่า “อนุทิน” จ่อให้สัมภาษณ์แค่สัปดาห์ละครั้ง เพื่อให้มีเวลามากขึ้นในการทำงานแก้ปัญหาประเทศ โดยจะเปิดโอกาสเฉพาะสัปดาห์ละครั้ง หรือกรณีเร่งด่วนที่ต้องชี้แจงต่อประชาชน นโยบายนี้ถูกมองว่าเป็นการควบคุมการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการตอบแบบวันต่อวันที่อาจนำไปสู่การตีความผิดพลาด

นัยยะของนโยบายใหม่ต่อการเมืองไทย

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในช่วงที่นายอนุทินเพิ่งเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่านี่คือกลยุทธ์ในการบริหารจัดการเวลา หรือเป็นการหลีกเลี่ยงคำถามยากๆ ในยุคที่โซเชียลมีเดียแพร่ข่าวเร็ว การให้สัมภาษณ์น้อยลงอาจช่วยให้รัฐบาลควบคุม narrative ได้ดีกว่า ลดโอกาสให้เกิดข่าวลือหรือการโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม แต่ในทางกลับกัน สื่อมวลชนและประชาชนอาจรู้สึกขาดการเข้าถึงข้อมูลทันเหตุการณ์

จากประสบการณ์ของผู้นำหลายประเทศ เช่น ในสหรัฐฯ ประธานาธิบดีบางคนจำกัดการแถลงข่าวเพื่อโฟกัสงาน นโยบายของอนุทินอาจช่วยให้ทีมรัฐบาลวางแผนการสื่อสารได้รอบคอบยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประเด็นเศรษฐกิจ พลังงาน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ไทยต้องติดตามใกล้ชิด เช่น ผลกระทบจากช่องแคบฮอร์มุซต่อราคาน้ำมันในไทย

อย่างไรก็ตาม นโยบาย “อนุทิน” จ่อให้สัมภาษณ์แค่สัปดาห์ละครั้ง นี้ยังต้องพิสูจน์ผลในทางปฏิบัติ หากมีสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น โรคระบาดใหม่หรือวิกฤติเศรษฐกิจ รัฐบาลจะปรับตัวอย่างไร คงต้องรอติดตาม

ในมุมมองของผู้เขียน นี่เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดสำหรับผู้นำยุคใหม่ที่ต้องรับมือข้อมูลล้นหลาม ช่วยให้โฟกัสกับนโยบายหลักอย่างเศรษฐกิจและสวัสดิการประชาชน คุณคิดอย่างไรกับนโยบายนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ!

ที่มา – “อนุทิน” จ่อให้สัมภาษณ์แค่สัปดาห์ละครั้ง ยกเว้นมีสถานการณ์เร่งด่วน

สิงคโปร์ย้ำไม่เจรจาขอทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ในช่วงที่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น ช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นจุดร้อนที่ทุกสายตาจับจ้อง เพราะเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก ล่าสุด สิงคโปร์ย้ำไม่เจรจาขอทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยดร.วิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีต่างประเทศของสิงคโปร์ แถลงต่อรัฐสภาอย่างชัดเจนว่า จะไม่ยอมเจรจาหรือจ่ายค่าผ่านทางให้อิหร่านเด็ดขาด ชี้แจงว่าเรื่องนี้เป็น “สิทธิ” ตามกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ใช่สิทธิพิเศษที่รัฐชายฝั่งจะกำหนดได้ตามอำเภอใจ

สิงคโปร์ย้ำไม่เจรจาขอทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ชี้เป็น “สิทธิ” ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

การแถลงเมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา ดร.วิเวียน ยืนยันจุดยืนของสิงคโปร์ท่ามกลางวิกฤตที่อิหร่านจำกัดการจราจรทางเรือในช่องแคบฮอร์มุซตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ สิงคโปร์จะไม่ขอ “ทางผ่านที่ปลอดภัย” หรือพิจารณาจ่ายค่าธรรมเนียมสำหรับเรือที่ชักธงสิงคโปร์ เพราะการสัญจรผ่านช่องแคบระหว่างประเทศถือเป็นสิทธิพื้นฐานตาม อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งเปรียบเสมือนรัฐธรรมนูญแห่งมหาสมุทรที่ทุกชาติต้องเคารพ

ทำไมสิงคโปร์ถึงยืนกรานหลักการนี้

ดร.วิเวียน อธิบายว่าการยอมเจรจาจะสร้างบรรทัดฐานอันตรายที่อาจย้อนกลับมาทำร้ายสิงคโปร์เอง เพราะช่องแคบมะละกาและช่องแคบสิงคโปร์เป็นเส้นทางค้าสำคัญยิ่งกว่า โดยมีปริมาณน้ำมันดิบและคอนเทนเนอร์ผ่านมากกว่าช่องแคบฮอร์มุซหลายเท่า จุดแคบสุดของช่องแคบฮอร์มุซกว้าง 21 ไมล์ทะเล แต่ช่องแคบสิงคโปร์แคบกว่า 2 ไมล์ หากยอมให้อิหร่านเก็บค่าผ่านทาง สิงคโปร์ก็จะอ้างสิทธิเสรีภาพการเดินเรือในน่านน้ำตัวเองไม่ได้ในอนาคต

“นี่ไม่ใช่การเลือกข้างทางการเมือง แต่เป็นการยึดมั่นในกฎหมายอย่างเคร่งครัด” ดร.วิเวียน กล่าว หากภูมิภาคใดลุกเป็นไฟ สิงคโปร์ที่เป็นโอเอซิสแห่งความมั่งคั่งก็หลีกเลี่ยงผลกระทบไม่ได้ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจการค้าโลก

สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซและการตอบสนองของอิหร่าน

ก่อนหน้านี้ อิหร่านประกาศอนุญาตเรือจากบางประเทศผ่านช่องแคบได้ เช่น:

  • จีน
  • อินเดีย
  • ปากีสถาน
  • ญี่ปุ่น
  • ไทย
  • มาเลเซีย

แต่สิงคโปร์ปฏิเสธที่จะต่อรอง แม้เคยหารือกับรัฐมนตรีอิหร่าน ปัจจุบัน ทางการท่าเรือสิงคโปร์ (MPA) กำลังติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ประสานกับเจ้าของเรือ และร่วมกับ IMO พิจารณา “ระเบียงเดินเรือปลอดภัย” ในระดับสากล เพื่อปกป้องลูกเรือและการค้าโลก

บทบาทของ UNCLOS ในช่องแคบระหว่างประเทศ

UNCLOS กำหนดสิทธิ “การผ่านทางขนานทะเล” (Transit Passage) ในมาตรา 37-44 สำหรับช่องแคบที่ใช้ในการเดินเรือสากล ทำให้เรือทุกชาติผ่านได้โดยไม่ต้องขออนุญาตหรือจ่ายเงิน ช่องแคบฮอร์มุซเข้าข่ายนี้เต็มตัว การที่อิหร่านพยายามควบคุมจึงขัดหลักสากล สิงคโปร์จึงใช้จุดยืนนี้ปกป้องไม่เพียงเรือของตน แต่ยังรักษาความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานโลก

นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังเตือนประชาชนและธุรกิจให้เตรียมรับมือเศรษฐกิจผันผวนจากสงครามที่ขยายวง ราคาน้ำมันพุ่งสูง และการค้าชะงักงัน สิงคโปร์ย้ำไม่เจรจาขอทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จึงไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่เป็นกลยุทธ์ปกป้องผลประโยชน์ระยะยาว โดยเฉพาะช่องแคบมะละกาที่สิงคโปร์พึ่งพา

จุดยืนนี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของสิงคโปร์ในการเป็นผู้นำที่ยึดหลักกฎหมายสากล ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก หากปล่อยให้บรรทัดฐานนี้พังทลาย เส้นทางการค้าทั่วโลกจะยิ่งวุ่นวาย คุณคิดว่าจุดยืนของสิงคโปร์ถูกต้องหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากเห็นด้วย!

ที่มา – สิงคโปร์ย้ำไม่เจรจาขอทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ชี้เป็น “สิทธิ” ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

กกต. ชี้คดีฮั้ว สว. ทำเอกสาร 7 หมื่นแผ่น

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามีอัปเดตร้อนๆ เกี่ยวกับคดีฮั้ว สว.ที่หลายคนรอคอยกันมานาน ในที่สุด กกต. ก็ออกมาให้ข้อมูลความคืบหน้าแล้วนะครับ เลขาธิการ กกต. เผยว่าตอนนี้ทีมงานกำลังเร่งจัดทำเอกสารมหาศาลกว่า 70,000 แผ่นเลยทีเดียว เพื่อเตรียมนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ คดีนี้ซับซ้อนมาก มีผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมาก และข้อหาหลายประการ ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบจริงๆ

กกต. ชี้ คดีฮั้ว สว. กำลังเร่งทำเอกสารจำนวนมาก

วันที่ 8 เมษายน 2567 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนถึงสถานการณ์ล่าสุดของคดีฮั้ว สว. ว่าปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนธุรการของสำนักงาน กำลังจัดเรียงเอกสารเพื่อบรรจุเข้าวาระประชุม โดยเอกสารทั้งหมดมีถึง 70,000 แผ่น และถ้าแยกเฉพาะส่วนความเห็นก็ยังมีอีก 2,000 แผ่น ต้องใช้เวลาให้เรียบร้อยก่อนนำเสนอต่อที่ประชุม กกต. ส่วนการตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไปนั้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมการ ซึ่งต้องดูรายละเอียดทุกอย่างอย่างละเอียด เพราะคดีนี้ไม่ธรรมดา มีความซับซ้อน มีหลายข้อหา และผู้ถูกกล่าวหาเยอะมาก

ความซับซ้อนของคดีฮั้ว สว. ที่ทำให้ต้องใช้เวลานาน

ทำไมคดีฮั้ว สว.ถึงยุ่งยากขนาดนี้? มาดูกันครับ คดีนี้เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ที่ถูกกล่าวหาว่ามีการฮั้วประมูลหรือการสมรู้ร่วมคิดในการเลือกตั้ง ทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใส ผู้ถูกกล่าวหามีทั้งบุคคลและกลุ่มต่างๆ จำนวนมาก ข้อหาที่อาจเกี่ยวข้องก็เช่น การเลือกตั้งไม่เป็นธรรม การสมคบคิด ฯลฯ กกต. จึงต้องตรวจสอบทุกหลักฐานให้ครบถ้วน เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาในภายหลัง

  • เอกสารหลัก: กว่า 70,000 แผ่น
  • ส่วนความเห็น: 2,000 แผ่น
  • ผู้ถูกกล่าวหา: จำนวนมาก
  • ข้อหา: หลายประการ ซับซ้อน

ด้านนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ กรรมการ กกต. ก็เสริมว่าทุกคนรอข้อมูลจากสำนักงานอยู่ ข้อมูลมหาศาลแบบนี้ สำนักงานกำลังเร่งทำอยู่ กกต. ยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างรอบคอบ ไม่มีประวิงเวลาแน่นอน เมื่อเรื่องขึ้นประชุมก็พร้อมพิจารณาทันที โดยยึดตามข้อเท็จจริงในสำนวนทั้งหมด

นัยยะสำคัญต่อการเมืองไทย

คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆ นะครับ มันสะท้อนถึงปัญหาการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะการเลือกตั้ง สว. ที่เพิ่งจบไป หาก กกต. ตัดสินออกมาอย่างโปร่งใส จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้มาก อย่างไรก็ตาม ด้วยปริมาณเอกสารขนาดนี้ คาดว่าอาจต้องใช้เวลาอีกสักพัก แต่เชื่อว่าคุ้มค่ากับความรอบคอบ

เพื่อนๆ คิดยังไงกับคดีฮั้ว สว.นี้บ้าง? ถ้าอยากอัปเดตข่าวเพิ่มเติม หรือมีมุมมองอยากแชร์ สามารถคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ หรือกดติดตามบล็อกนี้เพื่อไม่พลาดข่าวการเมืองร้อนๆ ต่อไป สุดท้ายแล้ว การเมืองไทยต้องโปร่งใสเพื่อประชาชนทุกคน!

ที่มา – กกต. ชี้ คดีฮั้ว สว. กำลังทำเอกสาร 7 หมื่นแผ่น ผู้ถูกกล่าวหามาก ต้องพิจารณารอบคอบ

“เท้ง” เตรียม 20 ขุนพลพรรคประชาชน ชำแหละนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2

ในสถานการณ์การเมืองที่ร้อนระอุ พรรคประชาชนภายใต้การนำของ “เท้ง” หรือนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เตรียมระดม 20 ขุนพล ส.ส.ปากกล้า เพื่อชำแหละนโยบายของรัฐบาลอนุทิน 2 อย่างไม่ยั้ง ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ngày 9 เมษายนนี้ โดยเน้นปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน เอื้อพวกพ้อง และการฟันกำไรจากวิกฤตพลังงาน โดยไม่เจาะจงบุคคล แต่ชี้ให้เห็นปมปัญหาที่กระทบประชาชนตรงๆ

“เท้ง” เตรียม 20 ขุนพลพรรคประชาชน ชำแหละนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 8 เมษายน 2567 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ได้เปิดเผยถึงการเตรียมพร้อมอภิปรายนโยบายรัฐบาล โดยระบุว่าพรรคได้จัดทัพผู้อภิปรายกว่า 20 คน แบ่งสรรเนื้อหาอย่างละเอียด เพื่อใช้เวทีสภาให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยเฉพาะวิกฤตน้ำมันแพงและฝุ่น PM2.5 ที่กำลังครอบคลุมภาคเหนือ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก

สิ่งที่พรรคประชาชนเน้นย้ำคือ ไม่ได้มุ่งเป้าล่อเฉพาะบุคคล แต่ชำแหละปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ผลประโยชน์ทับซ้อนที่ถูกตั้งคำถาม รัฐบาลมีนโยบายดีๆ ในเล่ม แต่ขาดเจตจำนงทางการเมืองที่แท้จริงในการแก้ไข โดยไม่มีเอื้อพวกพ้องหรือฟันกำไรจากวิกฤต นโยบายทางออกหลายข้อมาจากภาควิชาการและภาคส่วนต่างๆ แล้ว แต่การนำไปปฏิบัติจริงต่างหากที่ต้องจับตา

ประเด็นร้อนที่พรรคประชาชนจะชำแหละ

  • วิกฤตพลังงาน: น้ำมันแพงกระทบค่าครองชีพ ทำไมรัฐไม่เร่งแก้ไขให้ประชาชนได้รับประโยชน์ตรงๆ
  • ฝุ่น PM2.5: ชาวเหนือเดือดร้อนหนัก รัฐบาลมีแผนอะไรบ้าง หรือปล่อยให้ปัญหาลุกลาม
  • ผลประโยชน์ทับซ้อน: เอื้อพวกพ้องหรือไม่ ต้องชัดเจนเพื่อความโปร่งใส
  • นโยบายอื่นๆ: ตรวจสอบเจตจำนงจริง ว่าสนับสนุนประชาชนหรือกลุ่มทุน

นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ ยังแสดงความกังวลต่อกรณีที่ ป.ป.ช. เตรียมยื่นคดี 44 ส.ส.พรรคก้าวไกลให้ศาลฎีกาในวันเดียวกัน โดยชี้ว่าการเร่งรัดคดีผิดปกติ สะท้อนการเมืองที่เลือกปฏิบัติ บางคดีช้า บางคดีไว ขึ้นอยู่กับฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้อง

“ผมไม่อยากเห็นจุดเริ่มต้นของรัฐบาลชุดนี้ ที่รวบอำนาจทั้งหมด กลับถูกตั้งคำถามตั้งแต่แรก ว่าจะใช้อำนาจโดยมิชอบหรือไม่” นายณัฐพงษ์กล่าวอย่างหนักแน่น

การอภิปรายครั้งนี้ไม่ใช่แค่การโจมตี แต่เป็นการตรวจสอบเพื่อให้รัฐบาลทำงานเพื่อประชาชนจริงๆ พรรคประชาชนยืนยันจะใช้สิทธิในสภาให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ในมุมมองของผู้เขียน การเมืองไทยควรเน้นแก้ปัญหาเร่งด่วนอย่างวิกฤตพลังงานและสิ่งแวดล้อมมากกว่าการเมืองส่วนตัว คุณคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่หลาย

ที่มา – “เท้ง” เตรียม 20 ขุนพลพรรคประชาชน ชำแหละนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2

ปชป. จวกยับรัฐบาลสอบตกแก้น้ำท่วมใต้ เศรษฐกิจหาดใหญ่เสียหายยับ

ปัญหาน้ำท่วมใต้กำลังกลายเป็นวิกฤตซ้ำซากที่รัฐบาลแก้ไม่ตก โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่ได้รับผลกระทบหนักหน่วง ล่าสุด ปชป. จวกยับรัฐบาลสอบตกแก้น้ำท่วมใต้ เศรษฐกิจหาดใหญ่เสียหายยับ จากปากของนายพิทักษ์เดช เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ที่อภิปรายในสภาอย่างดุเดือด

ปชป. จวกยับรัฐบาลสอบตกแก้น้ำท่วมใต้ เศรษฐกิจหาดใหญ่เสียหายยับ

ในวันที่ 8 เมษายน 2569 นายพิทักษ์เดชได้สนับสนุนญัตติของนายจูรี นุ่มแก้ว เพื่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการอุทกภัยแบบบูรณาการ หรือที่เรียกว่า “หาดใหญ่โมเดล” เขาชี้ให้เห็นความล้มเหลวของรัฐบาลในทุกมิติของการจัดการน้ำท่วมใต้ โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก

ระยะก่อนเกิดเหตุ: ขาดการเตรียมพร้อม

ก่อนน้ำท่วม รัฐบาลไม่เคยพร่องน้ำล่วงหน้า ไม่กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และไม่ติดตั้งเครื่องสูบน้ำในจุดเสี่ยง รอให้เกิดปัญหาค่อยแก้ ซึ่งเป็นการทำงานแบบปลายเหตุ ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนหนัก

ระยะขณะเกิดเหตุ: สั่งการสับสน

ระบบบัญชาการไร้เอกภาพ แม้ Mr. Prime Minister จะมีอำนาจสูงสุด แต่การกู้ภัยกลับสะเปะสะปะ ไม่มีผู้นำพื้นที่นำทางเจ้าหน้าที่ไปช่วยผู้ป่วยติดเตียงและกลุ่มเปราะบางได้ทันท่วงที ส่งผลให้ชีวิตและทรัพย์สินสูญเสียมากมาย

ระยะหลังเกิดเหตุ: เยียวยาช้า

หลังน้ำลด การเยียวยาทั้งจิตใจและเศรษฐกิจล่าช้า นักธุรกิจหาดใหญ่ที่เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจภาคใต้ต้องเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต จากน้ำท่วม ราคาพลังงานแพง จนถึงขั้นอุทาน “อัยย่ะ…ฉิบหายหมดแล้ว”

นายพิทักษ์เดชฝากถึงนายกฯ ว่า “หมดยุคเดินลุยน้ำแจกข้าวแล้ว” หน้าที่แจกของกินควรเป็นของ ส.ส.พื้นที่ แต่ผู้นำประเทศต้องมีสติปัญญาบัญชาการแบบมีเอกภาพตามกฎหมาย เพื่อปกป้องประชาชน

  • ปัญหาน้ำท่วมใต้เกิดซ้ำทุกปีเพราะขาดแผนบูรณาการ
  • เศรษฐกิจหาดใหญ่พังยับ ส่งผลกระทบทั้งห่วงโซ่
  • หาดใหญ่โมเดลคือทางออกที่ต้องเร่งผลักดัน

วิกฤตนี้ไม่ใช่แค่น้ำท่วม แต่เป็นความล้มเหลวของระบบที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ปชป. จวกยับรัฐบาลสอบตกแก้น้ำท่วมใต้ เศรษฐกิจหาดใหญ่เสียหายยับ ชัดเจนว่ารัฐต้องเปลี่ยนวิธีคิด หยุดโชว์ แล้วลงมือจริงจัง

ในมุมมองของเรา การจัดการน้ำท่วมใต้ต้องอาศัยข้อมูลวิทยาศาสตร์ การมีส่วนร่วมของชุมชน และงบประมาณที่เหมาะสม หากรัฐบาลยังนิ่งเฉย เศรษฐกิจภาคใต้จะยิ่งทรุดหนัก คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

ที่มา – ปชป. จวกยับรัฐบาลสอบตกแก้น้ำท่วมใต้ เศรษฐกิจหาดใหญ่เสียหายยับ

เชียงใหม่ ประกาศเพิ่ม 3 อำเภอ พื้นที่ภัยพิบัติไฟป่า

สถานการณ์ไฟป่าในจังหวัดเชียงใหม่กำลังรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เชียงใหม่ ประกาศเพิ่มอีก 3 อำเภอ พื้นที่ภัยพิบัติไฟป่า หลังจากไฟลามไม่หยุด สร้างความเสียหายต่อป่าไม้และก่อให้เกิดฝุ่นควันหนาทั่วพื้นที่ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพประชาชนจำนวนมาก

เชียงใหม่ ประกาศเพิ่มอีก 3 อำเภอ พื้นที่ภัยพิบัติไฟป่า

วันที่ 8 เมษายน 2567 ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ โดยนายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดที่ปฏิบัติราชการแทน ได้ออกประกาศเพิ่มเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย (อัคคีภัย) อีก 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอจอมทอง อำเภอหางดง และอำเภอกัลยาณิวัฒนา การประกาศนี้ครอบคลุมหลายตำบล เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถใช้งบประมาณและทรัพยากรช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที

รายละเอียดพื้นที่ที่ประกาศเพิ่ม:

  • อำเภอจอมทอง: ตำบลแม่สอย ตำบลบ้านแปะ และตำบลบ้านหลวง
  • อำเภอหางดง: ตำบลน้ำแพร่ และตำบลบ้านปง
  • อำเภอกัลยาณิวัฒนา: ตำบลแจ่มหลวง ตำบลบ้านจันทร์ และตำบลแม่แดด

ก่อนหน้านี้ เชียงใหม่เคยประกาศพื้นที่ภัยพิบัติใน 6 อำเภอ ได้แก่ ฮอด สะเมิง เชียงดาว ดอยสะเก็ด แม่แตง และแม่วาง ครอบคลุม 38 ตำบล 324 หมู่บ้าน และ 27 ชุมชน ตอนนี้รวมแล้วพื้นที่ได้รับผลกระทบกว้างขวางมากขึ้น

สถานการณ์ไฟป่าที่น่ากังวลในเชียงใหม่

ในช่วงเช้าวันที่รายงาน พบจุดความร้อน (hotspot) สูงถึง 61 จุด กระจายตัวใน 13 อำเภอ สาเหตุหลักมาจากการเผาป่าเพื่อเตรียมพื้นที่เกษตรกรรม การทิ้งก้นบุหรี่ และลมแรงที่ทำให้ไฟลามได้ง่าย ไฟป่านี้ไม่เพียงทำลายทรัพยากรป่าไม้ แต่ยังก่อให้เกิดหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ซึ่งเกินค่ามาตรฐาน ส่งผลให้ประชาชนมีอาการทางเดินหายใจ คออักเสบ ตาแดง และกลุ่มเสี่ยงอย่างเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัวได้รับผลกระทบหนัก

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังระดมกำลังคนและยุทโธปกรณ์เข้าดับไฟอย่างเต็มที่ โดยมีแม่ทัพภาคที่ 3 พลโท วรเทพ บุญญะ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาค 3 ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะที่ช่วงบ่าย พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและคณะ จะลงพื้นที่ตรวจราชการที่กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อประเมินและสั่งการแก้ไข

ผลกระทบและมาตรการรับมือ

ไฟป่าเชียงใหม่ปีนี้รุนแรงกว่าปีก่อนๆ เนื่องจากสภาพอากาศแห้งแล้งและ El Niño ที่ทำให้ป่าหญ้าแห้งง่าย การประกาศพื้นที่ภัยพิบัติช่วยปลดล็อกให้ อปท. ใช้เงินสำรองฉุกเฉินได้ รวมถึงขอความช่วยเหลือจากส่วนกลาง นอกจากนี้ ยังมีการใช้โดรนสำรวจจุดไฟ โดดร่มดับไฟ และเครื่องจักรหนักเข้าพื้นที่ห่างไกล

สำหรับประชาชน แนะนำให้สวมหน้ากากอนามัย N95 ลดกิจกรรมกลางแจ้ง ติดตามแอป AirVisual หรือเว็บกรมควบคุมมลพิษ และหลีกเลี่ยงการเผาในที่โล่ง หากพบไฟป่าให้แจ้งสายด่วน 199 หรือ กรมป่าไม้ 1317 ทันที

นอกจากนี้ จังหวัดยังประสานงานกับจังหวัดใกล้เคียงเพื่อป้องกันไฟลามข้ามพื้นที่ และรณรงค์ลดการเผาเพื่อแก้ปัญหายั่งยืน

สถานการณ์ เชียงใหม่ ประกาศเพิ่มอีก 3 อำเภอ พื้นที่ภัยพิบัติไฟป่า นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ป่าและป้องกันไฟป่าให้มากขึ้น หากเราร่วมมือกัน ปัญหานี้จะคลี่คลายได้เร็วขึ้น สนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ด้วยการไม่จุดไฟในป่า และติดตามข่าวสารเพื่อความปลอดภัย

ติดตามอัปเดตสถานการณ์ไฟป่าเชียงใหม่และเคล็ดลับป้องกันฝุ่นควันได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – ไฟลามไม่หยุด “เชียงใหม่” ประกาศเพิ่มอีก 3 อำเภอ พื้นที่ภัยพิบัติไฟป่า

พารานอยด์หลังแยก: มุมมองแฟนบอลชิงแชมป์

พารานอยด์หลังแยก: มุมมองแฟนบอลชิงแชมป์สกอตติชสุดมันส์

สวัสดีเพื่อนๆ แฟนบอลสกอตติช! ฤดูกาลนี้ศึกชิงแชมป์ Scottish Premiership ดุเดือดสุดๆ ไปเลยนะ โดยเฉพาะหลังจากเข้าสู่ช่วง post-split ที่ทุกทีมต้องลุ้นกันตัวเกร็ง วันนี้เราจะมาพูดถึง มุมมองแฟนบอลต่อการชิงแชมป์ จากแฟน Hearts, Rangers และ Celtic กันแบบเป็นกันเอง จาก podcast Scottish Football Podcast ที่เพิ่งออกอากาศเมื่อ 08 เม.ย. 2026 ความยาวแค่ 28 นาที แต่จุกแน่นไปด้วยความเห็นจากแฟนบอลตัวจริง!

มุมมองแฟนบอลต่อการชิงแชมป์

ในตอนนี้ แฟนๆ พูดถึง ‘paranoia’ หรือความหวาดระแวงที่เกิดขึ้นหลังแยกกลุ่ม fixtures แล้ว Hearts จะหมดแรงหรือเปล่า? Rangers จะรักษาโมเมนตัมต่อได้ไหม? และ Celtic ที่ Green Brigade กลับมา จะจุดไฟให้ทีมพลิกเกมได้รึยัง? มันคือการวิเคราะห์ post-split permutations ที่แฟนบอลมองแบบละเอียดยิบ ทำให้เราติดตามได้เพลินมาก

มุมมองแฟนบอลต่อการชิงแชมป์ของ Hearts

แฟน Hearts กำลังกังวลหนักเลย เพราะทีมดูเหมือนจะ out of steam หลังวิ่งมาตั้งแต่ต้นฤดูกาล การเจอ fixtures ยากๆ ใน top 6 ทำให้หลายคนคิดว่า ‘หมดลุ้นแล้วมั้ง?’ แต่ก็ยังมีหวังถ้าปรับแผนดีๆ พวกเขาคิดว่าทีมต้องพักตัวหลักให้พร้อมสำหรับแมตช์ใหญ่ๆ

  • Hearts อาจแพ้ momentum แต่ยังมีโอกาส surprise
  • แฟนๆ แนะนำ coach หมุนเวียนผู้เล่นมากขึ้น
  • คู่แข่งหลักคือ Rangers ที่ฟอร์มดี

มุมมองแฟนบอลต่อการชิงแชมป์ Rangers

Rangers ดู solid สุดๆ แฟนๆ เชื่อว่าทีมจะ keep momentum ต่อได้ เพราะฟอร์มช่วงหลังโหดมาก การ post-split นี้ fixtures ของพวกเขาดูเอื้ออำนวย แฟนบอกว่า ‘ถ้าคงฟอร์มนี้ แชมป์มาแน่!’ แต่ก็มี paranoia เรื่อง injury นักเตะหลัก

  • จุดแข็ง: กองหน้าไฟแรง
  • จุดอ่อน: เกมรับต้องแน่นกว่านี้
  • เป้าหมาย: ชนะ Celtic derby ให้ได้

Celtic และการกลับมาของ Green Brigade

แฟน Celtic ฮือฮากับการกลับมาของ Green Brigade ที่จะ galvanise ทีมแน่นอน หลังจาก stop-start form ช่วงก่อน พวกเขามองว่า post-split คือโอกาสพลิกเกม แม้จะมี paranoia จากผลงานไม่แน่นอน แต่ ultras group นี้จะจุดไฟให้ Parkhead ลุกโชน!

โดยรวม มุมมองแฟนบอลต่อการชิงแชมป์ ชี้ว่าฤดูกาลนี้ unpredictable สุดๆ Hearts อาจเซอร์ไพรส์ Rangers ยังนำ แต่ Celtic พร้อมล้มยักษ์ มันคือ title race ที่ entertaining ที่สุดในประวัติศาสตร์สกอตติช!

นอกจากนี้ podcast ยังวิเคราะห์ fixtures แต่ละทีมละเอียด เช่น Hearts vs Aberdeen, Rangers vs Hibs, Celtic vs Motherwell เพื่อนๆ ลองฟังดูสิ จะได้อินไปกับแฟนบอลตัวจริง

ทำไมต้องติดตามมุมมองแฟนบอลต่อการชิงแชมป์?

เพราะแฟนบอลคือหัวใจของฟุตบอล! พวกเขามองเกมลึกกว่าสถิติ มันมี passion, hope และ drama ที่นักข่าวไม่มีวันจับได้หมด ฤดูกาลนี้ Scottish football กำลังเข้มข้น ใครจะเป็นแชมป์? ฟัง podcast แล้วมาคุยกันในคอมเมนต์นะ

ส่วนตัวผมคิดว่า Rangers มี edge สูงสุด แต่ Celtic ถ้า Green Brigade จัดเต็ม อาจพลิกได้ทุกเมื่อ มันคือเสน่ห์ของ title race!

อย่าลืม bookmark และ subscribe Scottish Football Podcast บน BBC Sounds เพื่อไม่พลาดตอนใหม่ๆ นะเพื่อนๆ ฟังเลยแล้วมาบอกมุมมองคุณ!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ