วัน: 8 เมษายน 2026

เริ่มแล้ว! ก่อสร้างมอเตอร์เวย์ M9 วงแหวนตะวันตก ปิด 18 เม.ย.

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวถนนทุกท่าน! วันนี้มีข่าวใหญ่ที่คนขับรถใช้เส้นวงแหวนตะวันตกหรือถนนกาญจนาภิเษกต้องรู้ กรมทางหลวงประกาศ ก่อสร้างมอเตอร์เวย์ M9 วงแหวนตะวันตก อย่างเป็นทางการแล้ว โดยจะปิดทางหลักตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อเร่งโครงการให้เสร็จเร็วขึ้น หวังแก้รถติดและยกระดับการขนส่งสินค้าของไทยให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ไม่ต้องกังวลนะครับ มีทางเบี่ยงและเส้นเลี่ยงพร้อมสรรพ มาอ่านรายละเอียดกันเลย จะได้วางแผนการเดินทางไม่สะดุด

ก่อสร้างมอเตอร์เวย์ M9 วงแหวนตะวันตก ดีเดย์ 18 เม.ย. 69

กรมทางหลวง (ทล.) โดยสำนักก่อสร้างทางที่ 1 อัปเดตความคืบหน้าโครงการพัฒนาทางหลวงหมายเลข 9 หรือถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ ด้านตะวันตก (กาญจนาภิเษก) ช่วงบางบัวทอง – ลาดหลุมแก้ว ระยะทาง 13.775 กม. จะปิดเบี่ยงจราจรทางหลัก (Mainline) ตั้งแต่ กม.50+800 ใกล้ดูโฮมสาขาบางบัวทอง ไปจนถึง กม.64+575 ทั้งขาเข้าและขาออก ตลอด 24 ชม. เพื่อปรับพื้นที่สร้างชั้นทางใหม่ให้เป็นมาตรฐานมอเตอร์เวย์เต็มรูปแบบ

แต่ไม่ต้องห่วงครับ ทางคู่ขนาน (Frontage Road) ขยายใหม่ฝั่งละ 3 ช่องจราจร รองรับรถได้เต็มที่ ลดปัญหาติดขัดได้ดีทีเดียว ผู้ใช้รถใช้ถนนแค่เลื่อนไปใช้เส้นนั้นแทน ก็เดินทางได้ปกติ กรมทางหลวงเตรียมป้ายเตือนและเจ้าหน้าที่อำนวยการจราจรครบทีมด้วย

ประโยชน์จากการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ M9 วงแหวนตะวันตก

ถนนกาญจนาภิเษกตะวันตกเปิดใช้ตั้งแต่ปี 2543 แต่ปริมาณรถ โดยเฉพาะรถบรรทุกพุ่งสูงมาก ส่งผลให้ต้นทุนโลจิสติกส์แพงขึ้น รัฐบาลเลยอนุมัติ ก่อสร้างมอเตอร์เวย์ M9 วงแหวนตะวันตก ช่วงบางบัวทอง – บางปะอิน งบโยธา 15,862 ล้านบาท ควบคุมเข้า-ออกสมบูรณ์แบบ ไม่มีรถช้าๆ มากวน

  • ปรับผิวทางคอนกรีต 6 ช่อง (ละ 3 ช่องต่อทิศ) แข็งแรง ทนทาน
  • ครอบคลุมบางบัวทอง (นนทบุรี) ถึงบางปะอิน (อยุธยา)
  • ด่านเก็บเงิน 4 แห่ง: บางบัวทอง, ลาดหลุมแก้ว, สามโคก, บางไทร ใช้ระบบ M-Flow อัตโนมัติไร้ไม้กั้น สะดวกสุดๆ
  • ไม่เวนคืนที่ดิน ก่อสร้างในเขตทางเดิม ประชาชนไม่เดือดร้อน

คาดเสร็จปี 2573 เชื่อมมอเตอร์เวย์อื่นๆ อย่าง M81 (บางใหญ่-กาญจนบุรี), M82 (บางขุนเทียน-บ้านแพ้ว), M6 (บางปะอิน-นครราชสีมา) ไร้รอยต่อ ช่วยเศรษฐกิจไทยเติบโต ลดเวลาขนส่งสินค้าจากชายฝั่งตะวันตกไปภาคกลางและอีสานได้เยอะเลยครับ

ก่อสร้างมอเตอร์เวย์ M9 วงแหวนตะวันตก

เส้นทางเลี่ยงรถติดช่วงก่อสร้างมอเตอร์เวย์ M9 วงแหวนตะวันตก

สำหรับคนมุ่งหน้าจากบางบัวทองไปบางปะอิน กรมทางหลวงแนะนำเส้นเลี่ยงแบบชิลๆ ดังนี้

  1. ทางหลวง 345 ไปปทุมธานี
  2. เลี้ยวราชพฤกษ์ (นบ.3021)
  3. เชื่อม ทางหลวง 3111 (ปทุมธานี-สามโคก-เสนา) ที่แยกสันติสุข
  4. ไปสามโคก แล้วกลับเข้าทางแยกสามโคก (กม.71+300) ไปบางปะอินต่อ

ลองใช้ดูครับ เส้นนี้กว้าง สะดวก รถไม่แน่นเท่าไหร่ แนะนำเช็กแอปจราจรอย่าง Google Maps หรือ Meanmax ก่อนออกเดินทางเสมอ จะปลอดภัยกว่า

โครงการ ก่อสร้างมอเตอร์เวย์ M9 วงแหวนตะวันตก นี้เป็นก้าวสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานไทยครับ จะช่วยลดอุบัติเหตุ ลดน้ำมัน ลดเวลาเดินทาง ทำให้ธุรกิจโลจิสติกส์แข่งขันได้ระดับโลก สุดยอดเลย! ขอให้ทุกท่านขับขี่ปลอดภัย ปฏิบัติตามป้ายจราจร สอบถามเพิ่ม สายด่วน 1586 ตลอด 24 ชม. วางแผนล่วงหน้าแล้วออกเดินทางอย่างมั่นใจกันเถอะ

ที่มา – เริ่มแล้ว! ก่อสร้างมอเตอร์เวย์ M9 วงแหวนตะวันตก ปิดทางหลัก 18 เม.ย. เช็กจุดเบี่ยงจราจรที่นี่

ป่อเต็กตึ๊งมอบหน้ากากอนามัยกว่า 4 แสนชิ้น ให้ประชาชนภาคเหนือใช้สู้ฝุ่น PM 2.5

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ ช่วงนี้ภาคเหนือของเรากำลังเผชิญกับวิกฤตฝุ่น PM 2.5 อีกครั้งแล้วนะครับ อากาศเต็มไปด้วยฝุ่นพิษที่ลอยฟุ้งกระจาย ทำให้สุขภาพของพี่น้องประชาชนเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจ หอบหืด และปัญหาสุขภาพอื่นๆ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งที่เรารู้จักกันดีในฐานะองค์กรการกุศลชื่อดัง ไม่รอช้า รีบลงมือช่วยเหลือทันที ด้วยการ ป่อเต็กตึ๊งมอบหน้ากากอนามัยกว่า 4 แสนชิ้น ให้ประชาชนภาคเหนือใช้สู้ฝุ่น PM 2.5 กันเลย!

ป่อเต็กตึ๊งมอบหน้ากากอนามัยกว่า 4 แสนชิ้น ให้ประชาชนภาคเหนือใช้สู้ฝุ่น PM 2.5

กิจกรรมนี้เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 4-7 เมษายน ที่ผ่านมา โดยนำโดยนางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล รักษาการผู้จัดการฝ่ายสาธารณภัยของมูลนิธิ ร่วมกับตัวแทนมูลนิธิท้องถิ่นในพื้นที่เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และลำปาง แจกจ่ายหน้ากากอนามัยทั้งหมด 440,000 ชิ้น มูลค่าราว 2 แสนบาท ให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ช่วยปกป้องใบหน้าและทางเดินหายใจจากฝุ่นพิษขนาดเล็กนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พื้นที่เป้าหมายที่ได้รับความช่วยเหลือ

ทีมงานลงพื้นที่ครอบคลุมหลายอำเภอใน 4 จังหวัดภาคเหนือ ดังนี้

  • จังหวัดเชียงใหม่: อำเภอเมือง หางดง แม่ริม สันทราย ดอยสะเก็ด และสันกำแพง
  • จังหวัดลำพูน: อำเภอเมือง
  • จังหวัดลำปาง: อำเภอเมือง
  • จังหวัดเชียงราย: อำเภอเมือง

ตัวแทนจากมูลนิธิเชียงใหม่สามัคคีการกุศล มูลนิธิลำพูนสามัคคีการกุศล มูลนิธิลำปางสงเคราะห์ และมูลนิธิสาธารณกุศลสงเคราะห์เชียงราย ร่วมประสานงานและแจกจ่าย ทำให้การช่วยเหลือรวดเร็วและทั่วถึงทุกชุมชน

วิกฤตฝุ่น PM 2.5 และความสำคัญของหน้ากากอนามัย

ฝุ่น PM 2.5 คืออนุภาคขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน สามารถเข้าสู่ปอดและกระแสเลือดได้ง่าย ส่งผลร้ายต่อสุขภาพโดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ในฤดูแล้งแบบนี้ การเผาในที่โล่ง การจราจร และสภาพอากาศทำให้ค่าฝุ่นพุ่งสูงเกินมาตรฐานบ่อยครั้ง การสวมหน้ากากอนามัยที่ได้มาตรฐาน เช่น N95 หรือ KN95 จึงเป็นวิธีป้องกันพื้นฐานที่ทุกคนทำได้ทันที และนี่คือเหตุผลที่ ป่อเต็กตึ๊งมอบหน้ากากอนามัยกว่า 4 แสนชิ้น ให้ประชาชนภาคเหนือใช้สู้ฝุ่น PM 2.5 มีความหมายมากมาย

นอกจากนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งยังแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เช่น ที่ศาลเจ้าไต้ฮงกง ลดจำนวนกระถางธูป งดเผากระดาษชุดเครื่องสักการะ ติดป้ายรณรงค์ขอความร่วมมืองดจุดธูปเทียน และจัดเก็บขยะอย่างรวดเร็ว รวมถึงแจกหน้ากากให้ผู้มีจิตศรัทธาเสมอมา สิ่งเหล่านี้ช่วยลดแหล่งกำเนิดฝุ่น และส่งเสริมสุขภาพส่วนรวมได้จริง

การช่วยเหลือครั้งนี้ไม่เพียงแจกหน้ากาก แต่ยังเป็นกำลังใจให้ชาวเหนือสู้กับภัยฝุ่นไปด้วยกัน ในฐานะที่เราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ลองนึกภาพถ้าทุกคนช่วยกันลดการเผา ใช้หน้ากาก และสนับสนุนองค์กรแบบนี้ ภาคเหนือของเราจะหายใจสะดวกขึ้นแน่นอนครับ

คุณล่ะครับ พร้อมช่วยปกป้องสุขภาพตัวเองและคนรอบข้างจาก PM 2.5 ไหม? ลองสวมหน้ากากทุกครั้งที่ออกนอกบ้าน และแชร์ข่าวดีนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ หากอยากร่วมบริจาคหรือสมัครเป็นอาสาสมัครกับมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สามารถติดต่อได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการเลยนะครับ การกระทำเล็กๆ สามารถสร้าง 변화ใหญ่ได้!

ที่มา – ป่อเต็กตึ๊งมอบหน้ากากอนามัยกว่า 4 แสนชิ้น ให้ประชาชนภาคเหนือใช้สู้ฝุ่น PM 2.5

กองทัพอากาศ แจง เครื่องบินรบสหรัฐฯ ที่กระบี่ ไม่มีนัยสำคัญทางการทหาร

ในช่วงที่สถานการณ์โลกมีความตึงเครียด กองทัพอากาศ แจง เครื่องบินรบสหรัฐฯ ที่กระบี่ ไม่มีนัยสำคัญทางการทหาร อย่างชัดเจน เพื่อคลายความกังวลของประชาชน กรณีเครื่องบินรบของสหรัฐอเมริกาลงจอดที่ท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ เมื่อไม่นานมานี้ ได้กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสังคมออนไลน์และสื่อมวลชนจำนวนมาก ผู้คนจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือไม่

กองทัพอากาศ แจง เครื่องบินรบสหรัฐฯ ที่กระบี่ ไม่มีนัยสำคัญทางการทหาร

วันที่ 8 เมษายน 2567 พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย ผู้บัญชาการทหารอากาศไทยในฐานะโฆษกกองทัพอากาศ ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการ โดยยืนยันว่าการลงจอดของอากาศยานสหรัฐฯ ครั้งนี้เป็นเพียงภารกิจปกติประจำ ไม่ได้มีความหมายทางการทหารที่ซ่อนเร้นใดๆ ภารกิจหลักคือการสับเปลี่ยนกำลังพล (Personnel Rotation) และการลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ (Medical Evacuation: MEDEVAC) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่กองทัพสหรัฐฯ ดำเนินการอยู่เสมอ

การดำเนินการทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้กรอบความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา ที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 10 ปี โดยเฉพาะในโครงการฝึกซ้อมร่วม Cobra Gold ซึ่งเป็นการซ้อมรบประจำปีที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ความร่วมมือดังกล่าวช่วยเสริมสร้างความพร้อมรบและความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพทั้งสองชาติ

ขั้นตอนการขออนุญาตและการประสานงานที่รัดกุม

ฝ่ายสหรัฐฯ ได้ยื่นขออนุญาตทางการทูต (Diplomatic Clearance) ผ่านช่องทางปกติอย่างครบถ้วน และได้รับอนุมัติจากหน่วยงานไทยที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงกลาโหมและการบินพลเรือน นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานท้องถิ่นจังหวัดกระบี่ หน่วยความมั่นคง ท่าอากาศยาน และหน่วยสนับสนุนอื่นๆ เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

  • ไม่กระทบต่อการบินพลเรือนหรือความปลอดภัยของประชาชน
  • ปฏิบัติตามระเบียบทุกประการ
  • อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของไทยอย่างใกล้ชิด

กองทัพอากาศย้ำชัดว่าการอนุญาตให้ลงจอดใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกประเทศ ไม่ใช่กรณีพิเศษ และไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความขัดแย้งใดๆ ในภูมิภาค เช่น สถานการณ์ในทะเลจีนใต้หรือปัญหาชายแดน

ประโยชน์ของความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ ต่อความมั่นคง

ความร่วมมือนี้ไม่เพียงช่วยให้ไทยได้รับเทคโนโลยีและการฝึกอบรมทหารอากาศที่ทันสมัย แต่ยังเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้พันธมิตรในภูมิภาค การลงจอดที่กระบี่จึงเป็นตัวอย่างของการบูรณาการกำลังที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยไม่กระทบต่ออธิปไตยของชาติไทย ประชาชนสามารถมั่นใจได้ว่าทุกการตัดสินใจคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นหลัก

ในยุคที่ข่าวปลอมแพร่กระจายง่าย การชี้แจงจากหน่วยงานราชการอย่างกองทัพอากาศจึงมีความสำคัญยิ่ง ช่วยลดความตื่นตระหนกและส่งเสริมความเข้าใจที่ถูกต้อง นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงความโปร่งใสของกองทัพไทยในการสื่อสารกับประชาชน

สรุปแล้ว กองทัพอากาศ แจง เครื่องบินรบสหรัฐฯ ที่กระบี่ ไม่มีนัยสำคัญทางการทหาร เป็นเพียงกิจกรรมปกติที่ยืนยันความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองชาติ หากคุณสนใจข่าวด้านความมั่นคงและการทูต แนะนำให้ติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อเท็จจริง หากมีข้อสงสัย สามารถแสดงความคิดเห็นด้านล่างได้เลยครับ

ที่มา – กองทัพอากาศ แจง เครื่องบินรบสหรัฐฯ ที่กระบี่ ไม่มีนัยสำคัญทางการทหาร

แจงเสียงผู้หญิงกรีดร้อง ภายในห้องควบคุม รถไฟฟ้าสายสีแดง

แจงเสียงผู้หญิงกรีดร้อง ภายในห้องควบคุม รถไฟฟ้าสายสีแดง กลายเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลมีเดีย เมื่อคลิปวิดีโอจากผู้โดยสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ผู้โดยสารหลายคนได้ยินเสียงกรี๊ดร้องดังลั่นจากห้องคนขับ ตั้งแต่สถานีรังสิตไปจนถึงดอนเมือง สร้างความตื่นตระหนกให้กับทุกคนบนขบวนรถ วันนี้เราจะมาสรุปข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อคลายข้อสงสัยให้กับผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าทุกท่าน

แจงเสียงผู้หญิงกรีดร้อง ภายในห้องควบคุม รถไฟฟ้าสายสีแดง

กรมการขนส่งทางราง (กรมรางฯ) ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการ โดยนายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 14.30 น. บนขบวนรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง จากสถานีรังสิตไปสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ พนักงานขับรถไฟฟ้าผู้หญิงคนดังกล่าวกำลังปฏิบัติหน้าที่เที่ยวสุดท้ายของวัน ตั้งแต่ 07.00-15.00 น. ทันทีที่รถออกจากสถานี เสียงกรีดร้องก็ดังขึ้นเป็นระยะ จนผู้โดยสารบางคนทนไม่ไหวไปเคาะประตูห้องควบคุม แต่ไม่มีใครตอบสนอง

จากการตรวจสอบเบื้องต้น คาดว่าเกิดจากปัญหาส่วนตัวผสมกับความเครียดสะสมจากการทำงาน แม้จะตรวจความพร้อมก่อนปฏิบัติหน้าที่แล้ว แต่ปัญหาสุขภาพจิตยังไม่ถูกตรวจอย่างละเอียด กรมรางฯ จึงสั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่ทันที และประสานกับบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพผู้ประจำหน้าที่

ตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 มาตรา 99 หากพบว่าผู้ประจำหน้าที่มีปัญหาสุขภาพร่างกายหรือจิตใจ ต้องส่งตรวจแพทย์ทันที และห้ามปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะผ่านการประเมิน กรมรางฯ จึงมอบหมายให้ทบทวนใบอนุญาตขับขี่ของพนักงานคนนี้ และกำชับรฟฟท. ให้ตรวจสุขภาพจิตพนักงานอย่างเข้มงวดมากขึ้น

รฟฟท. ยืนยันมาตรการความปลอดภัย

ด้านรฟฟท. ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าสายสีแดง ขออภัยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่าก่อนขึ้นปฏิบัติหน้าที่ หัวหน้าจะตรวจสภาพร่างกาย จิตใจ การแต่งกาย วัดแอลกอฮอล์ และอุปกรณ์ทุกครั้ง สำหรับพนักงานคนนี้ ไม่พบอาการผิดปกติก่อนเริ่มงาน และกล้อง CCTV ไม่พบการใช้โทรศัพท์ขณะขับ

บริษัทมีสถิติอุบัติเหตุเป็นศูนย์ในรอบ 15 ปี แต่เหตุการณ์นี้กระทบภาพลักษณ์หนัก จึงดำเนินการ 2 ด้าน:

  • ย้ายไปตำแหน่งอื่นชั่วคราว เพื่อไม่ให้กระทบการบริการ
  • ส่งพบแพทย์ตรวจร่างกายและสุขภาพจิต โดยละเอียด ก่อนกลับมาทำงาน

นอกจากนี้ รฟฟท. ยังมีโครงการดูแลจิตใจพนักงาน เพื่อประเมินความเครียดและวิตกกังวล ลดความเสี่ยงในระยะยาว ส่งเสริมความสุขและประสิทธิภาพการทำงาน

บทเรียนจากเหตุการณ์แจงเสียงผู้หญิงกรีดร้อง

เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตในงานที่ต้องรับผิดชอบสูงอย่างการขับรถไฟฟ้า แม้ระบบจะปลอดภัย แต่ปัจจัยมนุษย์ยังเป็นหัวใจหลัก ผู้ประกอบการควรเพิ่มการตรวจสุขภาพจิตเป็นประจำ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจกระทบผู้โดยสารนับพันคน

ในมุมมองของเรา สุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องเล็กๆ โดยเฉพาะในยุคที่ความเครียดสะสมจากงานและชีวิตส่วนตัวเป็นเรื่องปกติ การลงทุนในสวัสดิการพนักงานจะช่วยยกระดับความปลอดภัยและความพึงพอใจของผู้ใช้บริการได้อย่างยั่งยืน

หากคุณเคยเจอเหตุการณ์คล้ายๆ กันบนรถไฟฟ้า สายสีแดง หรือมีคำแนะนำเรื่องสุขภาพจิต แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย! ติดตามข่าวสารรถไฟฟ้าและการขนส่งทางรางจากเรา เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ที่มา – แจงเสียงผู้หญิงกรีดร้อง ภายในห้องควบคุม รถไฟฟ้าสายสีแดง

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ ช้างเผือก มงกุฎไทย 2 คน

วันนี้เรามีข่าวดีจากราชกิจจานุเบกษาที่น่าประทับใจมากเลยนะครับ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ ช้างเผือก มงกุฎไทย แก่ข้าราชบริพารในพระองค์ถึง 2 ราย เป็นพระราชกรุณายิ่งใหญ่ที่แสดงถึงพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถในการเชิดชูผู้มีคุณงามความดี

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ ช้างเผือก มงกุฎไทย

ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 8 เมษายน 2567 (ไม่ใช่ 2569 นะครับ ตามเอกสารจริง) พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นตริตาภรณ์มงกุฎไทย แก่ข้าราชบริพารในพระองค์ทั้ง 2 ราย ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2567 เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 7 เมษายน 2567

เครื่องราชอิสริยาภรณ์เหล่านี้ถือเป็นเครื่องราชฯ ชั้นสูงสุดของชาติไทย โดยช้างเผือกเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์และยอดเยี่ยม ส่วนมงกุฎไทยแสดงถึงเกียรติยศอันสูงส่ง ผู้ที่ได้รับต่างเป็นบุคคลที่ทรงคุณวุฒิ ทุ่มเทรับใช้พระองค์อย่างสุดความสามารถ การ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ ช้างเผือก มงกุฎไทย ครั้งนี้ จึงเป็นการถวายพระเกียรติยศแก่ผู้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท

รายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์

  • ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก
    • ร้อยโทหญิง วราลักษณ์ คนโต
    • ร้อยตรีหญิง ปิยากร ดวงราษี
  • ชั้นตริตาภรณ์มงกุฎไทย
    • ร้อยโทหญิง วราลักษณ์ คนโต
    • ร้อยตรีหญิง ปิยากร ดวงราษี

ทั้งสองท่านนี้เป็นข้าราชบริพารในพระองค์ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างใกล้ชิด ด้วยความซื่อสัตย์และวิริยะอุตสาหะ ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหาร การดูแล หรือภารกิจพิเศษต่างๆ ที่ต้องใช้ความรอบคอบและความรับผิดชอบสูง การได้รับพระราชทานเครื่องราชฯ ในครั้งนี้ ย่อมเป็นเครื่องยืนยันถึงผลงานอันน่าประทับใจ

หากย้อนดูประวัติศาสตร์ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือกและมงกุฎไทยก่อตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเชิดชูบุคคลที่มีคุณูปการต่อแผ่นดิน ช้างเผือกมี 9 ชั้น สูงสุดคือจตุรถาภรณ์ช้างเผือก ส่วนมงกุฎไทยก็เช่นกัน ชั้นตริตาภรณ์ถือเป็นชั้นกลางๆ แต่ก็เป็นเกียรติยศที่หาได้ยากมาก ต้องผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบจากคณะกรรมการ

ข่าว โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ ช้างเผือก มงกุฎไทย นี้ สะท้อนให้เห็นถึงพระราชปณิธานในการส่งเสริมข้าราชการและข้าราชบริพารให้มีคุณธรรมจริยธรรม ในยุคที่สังคมไทยกำลังเผชิญความท้าทายมากมาย การมีแบบอย่างที่ดีเช่นนี้ย่อมเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่มุ่งมั่นในการรับใช้ชาติและพระมหากษัตริย์ยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีลิงก์ต้นฉบับจากราชกิจจานุเบกษาให้ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คลิกที่นี่ เพื่อความถูกต้องและครบถ้วน

ในความเห็นส่วนตัว การพระราชทานเครื่องราชฯ ครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเกียรติแก่ผู้รับเท่านั้น แต่ยังเป็นพระราชกรุณาที่แผ่กระจายไปยังครอบครัวและสังคมรอบข้าง สร้างขวัญกำลังใจให้ทุกคนรักและศรัทธาในพระราชอิสรภาพยิ่งขึ้น เชิญชวนทุกท่านติดตามข่าวพระราชกรณียกิจเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา หรือแชร์บทความนี้เพื่อเผยแพร่ความดีงามให้โลกรู้ครับ!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก-มงกุฎไทย 2 ข้าราชบริพารในพระองค์

ราคาทอง 1 บาทวันนี้ 8 เมษายน 2569 ล่าสุด

ราคาทอง 1 บาทวันนี้ 8 เมษายน 2569 อัปเดตล่าสุดแล้วนะครับ! เปิดตลาดเช้านี้ ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น 1,250 บาท ส่งผลให้ทองรูปพรรณขายออกบาทละ 73,900 บาท และทองคำแท่งขายออกบาทละ 73,100 บาท เพื่อนๆ ที่กำลังมองหาการลงทุนหรือซื้อทองเก็บไว้ในช่วงนี้ ต้องไม่พลาดข้อมูลอัปเดตแบบเรียลไทม์จากสมาคมค้าทองคำเลยครับ

ราคาทอง 1 บาทวันนี้ 8 เมษายน 2569

สมาคมค้าทองคำประกาศราคาครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.03 น. วันที่ 8 เมษายน 2569 โดยราคาทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 72,900 บาท ขายออกบาทละ 73,100 บาท ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 71,449.08 บาท ขายออกบาทละ 73,900 บาท การปรับขึ้นครั้งนี้มาจากปัจจัยภายนอก เช่น ความตึงเครียดในตลาดโลกและค่าเงินดอลลาร์ที่ผันผวน ทำให้ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่นักลงทุนให้ความสนใจมากขึ้น

สำหรับคนที่อยากรู้ ราคาทอง 1 บาทวันนี้ 8 เมษายน 2569 แบบละเอียด อ้างอิงน้ำหนักมาตรฐาน ทองคำแท่ง 1 บาท เท่ากับ 15.244 กรัม และทองรูปพรรณ 1 บาท เท่ากับ 15.16 กรัม ราคาจะเป็นดังนี้

  • ทองคำแท่ง 1 บาท รับซื้อ 72,900 บาท
  • ทองคำแท่ง 1 บาท ขายออก 73,100 บาท
  • ทองรูปพรรณ 1 บาท รับซื้อ 71,449.08 บาท
  • ทองรูปพรรณ 1 บาท ขายออก 73,900 บาท

ราคาทอง 1 บาทวันนี้ 8 เมษายน 2569 ขนาด 2 สลึง

ราคาทอง 2 สลึง หรือ 50 สตางค์ น้ำหนักทองคำแท่ง 7.622 กรัม ทองรูปพรรณ 7.58 กรัม เหมาะสำหรับคนที่อยากซื้อในปริมาณน้อย

  • ทองคำแท่ง 2 สลึง รับซื้อ 36,450 บาท
  • ทองคำแท่ง 2 สลึง ขายออก 36,550 บาท
  • ทองรูปพรรณ 2 สลึง รับซื้อ 35,724.54 บาท
  • ทองรูปพรรณ 2 สลึง ขายออก 36,950 บาท

ราคาทองวันนี้ 1 สลึง และครึ่งสลึง

สำหรับทอง 1 สลึง น้ำหนักทองแท่ง 3.811 กรัม รูปพรรณ 3.79 กรัม

  • ทองคำแท่ง 1 สลึง รับซื้อ 18,225 บาท
  • ทองคำแท่ง 1 สลึง ขายออก 18,275 บาท
  • ทองรูปพรรณ 1 สลึง รับซื้อ 17,862.27 บาท
  • ทองรูปพรรณ 1 สลึง ขายออก 18,475 บาท

ทองครึ่งสลึง น้ำหนักทองแท่ง 1.905 กรัม รูปพรรณ 1.89 กรัม

  • ทองคำแท่งครึ่งสลึง รับซื้อ 9,112.50 บาท
  • ทองคำแท่งครึ่งสลึง ขายออก 9,137.50 บาท
  • ทองรูปพรรณครึ่งสลึง รับซื้อ 8,931.14 บาท
  • ทองรูปพรรณครึ่งสลึง ขายออก 9,237.50 บาท

หมายเหตุ: ราคายังไม่รวมค่ากำเหน็จ และอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศล่าสุด ควรโทรเช็คกับร้านทองใกล้บ้านก่อนตัดสินใจซื้อนะครับ

อัปเดตเพิ่มเติม จนถึง 10.55 น. ราคาปรับขึ้นลงรวม 11 ครั้ง ล่าสุดครั้งที่ 11 เวลา 10.46 น. ทองคำแท่งรับซื้อ 72,600 บาท ขาย 72,800 บาท ทองรูปพรรณรับ 71,145.88 บาท ขาย 73,600 บาท แสดงให้เห็นถึงความผันผวนสูงในวันนี้

การลงทุนทองคำในช่วงนี้เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ แต่ต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อราคา ได้แก่ นโยบายดอกเบี้ยเฟด ค่าทองโลก (XAU/USD) และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ หากราคายังขึ้นต่อ อาจเป็นจังหวงซื้อสะสม แต่ถ้าปรับลงแรง อย่ารีบpanic sell นะครับ

คำแนะนำจากนักวิเคราะห์: ซื้อทองรูปพรรณสำหรับสะสมระยะยาว หรือทองแท่งถ้าจะเก็งกำไร อย่าลืมกระจายพอร์ตลงทุนด้วย!

ติดตาม ราคาทอง 1 บาทวันนี้ 8 เมษายน 2569 และอัปเดตประจำวันได้ที่นี่ สมัครรับแจ้งเตือนเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ หากมีคำถามคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ

ที่มา – ราคาทอง 1 บาทวันนี้ 8 เมษายน 2569 อัปเดตล่าสุด ราคาทองรูปพรรณขยับกี่บาทแล้ว

เช็กวันจ่ายเงินเดือนข้าราชการ เมษายน 2569 รอบแรกทันสงกรานต์

เช็กวันจ่ายเงินเดือนข้าราชการ เมษายน 2569 รอบแรกออกทันใช้สงกรานต์หรือไม่ เป็นคำถามที่ข้าราชการและครอบครัวหลายคนกำลังรอคอย โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ทุกคนวางแผนเดินทางกลับบ้าน เที่ยวสนุกกับครอบครัว ค่าใช้จ่ายจะพุ่งสูง ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมัน ค่าที่พัก อาหารการกิน หรือของชำร่วยญาติผู้ใหญ่ หากเงินเดือนเข้าช้า อาจทำให้แผนการเที่ยวสะดุดได้ ดังนั้นวันนี้เรามาเช็กวันโอนเงินเดือนข้าราชการ เมษายน 2569 กันให้ชัดเจนเลยครับ

สำหรับข้าราชการที่แสดงความประสงค์รับเงินเดือน 2 รอบต่อเดือน จะได้รับเงินโอนเข้าบัญชีตามกำหนดของกรมบัญชีกลาง ซึ่งช่วยให้มีกระแสเงินสดไหลเวียนได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในเดือนที่มีวันหยุดยาวอย่างเมษายนนี้ที่เป็นสงกรานต์ หากรอบแรกเข้าต้นเดือน จะช่วยให้มีเงินใช้จ่ายได้ทันเวลาแน่นอน

เช็กวันจ่ายเงินเดือนข้าราชการ เมษายน 2569

วันจ่ายเงินเดือนข้าราชการ เมษายน 2569 แบ่งเป็น 2 รอบ ดังนี้

  • รอบที่ 1: โอนเงินวันที่ 16 เมษายน 2569 ซึ่งตรงกับช่วงก่อนวันหยุดสงกรานต์หลักๆ ทำให้ทันใช้จ่ายในการเดินทางและเฉลิมฉลองได้สบายๆ
  • รอบที่ 2: โอนเงินวันที่ 27 เมษายน 2569 สำหรับผู้ที่ต้องการเงินเพิ่มเติมหลังวันหยุด

อย่างไรก็ตาม หากข้าราชการหรือลูกจ้างประจำไม่ได้แสดงความประสงค์รับเงินเดือน 2 รอบ จะได้รับเงินเต็มจำนวนในรอบที่ 2 ของเดือนเมษายน 2569 เท่านั้น ดังนั้นแนะนำให้ตรวจสอบสถานะการรับเงินของตัวเองกับหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อไม่ให้พลาดเงินในกระเป๋า

รอบแรกออกทันใช้สงกรานต์หรือไม่

ตอบเลยครับ ทันแน่นอน! วันที่ 16 เมษายน 2569 เป็นวันโอนรอบแรก ซึ่งก่อนหน้าวันสงกรานต์หลัก (13-15 เมษายน) เพียงไม่กี่วัน ข้าราชการสามารถเตรียมเงินไปช้อปปิ้งของเล่นน้ำ เตรียมรถยนต์ หรือจองตั๋วเครื่องบินได้ทัน หากคุณกำลังกังวลเรื่องนี้ เช็กวันจ่ายเงินเดือนข้าราชการ เมษายน 2569 แล้ววางแผนเลยดีกว่า

วันจ่ายเงินบำนาญ เดือนเมษายน 2569

สำหรับผู้รับบำนาญ ข้าราชการบำนาญจะได้รับเงินเข้าบัญชีในวันที่ 23 เมษายน 2569 รอบเดียวตามปกติ แม้จะหลังสงกรานต์ไปบ้าง แต่ก็ยังทันเติมเงินหลังวันหยุดยาว กรมบัญชีกลางยืนยันการจ่ายตรงเวลา ผู้รับบำนาญควรตรวจสอบบัญชีธนาคารให้พร้อมรับเงิน

วันจ่ายเงินเดือนทหารกองเกิน เมษายน 2569

ทหารกองเกินหรือทหารเกณฑ์จะได้รับเงินเดือนเมษายน 2569 ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเลื่อนมาหลังสงกรานต์ เนื่องจากขั้นตอนการตรวจสอบและอนุมัติที่ซับซ้อนกว่า หากคุณหรือคนใกล้ตัวเป็นทหารกองเกิน อย่าลืมแจ้งบัญชีให้ถูกต้องเพื่อรับเงินเต็มจำนวน

นอกจากนี้ ยังมีเคล็ดลับการวางแผนการเงินช่วงสงกรานต์ เช่น แบ่งเงินเดือนรอบแรกไว้ใช้เดินทาง 50% เก็บออม 20% และใช้จ่ายส่วนที่เหลืออย่างมีสติ เพื่อป้องกันปัญหาหนี้สินหลังเทศกาล การรู้วันจ่ายเงินเดือนล่วงหน้าช่วยให้คุณบริหารเงินได้ดีขึ้น

สรุปแล้ว เช็กวันจ่ายเงินเดือนข้าราชการ เมษายน 2569 รอบแรกทันสงกรานต์จริงๆ อย่าลืมติดตามอัพเดทจากกรมบัญชีกลางเสมอ หากมีเปลี่ยนแปลง หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณเที่ยวสงกรานต์อย่างมีความสุขครับ!

CTA: แชร์บทความนี้ให้เพื่อนข้าราชการที่กำลังรอเงินเดือน และกดติดตามเว็บเพื่อข้อมูลการเงินอัพเดทใหม่ๆ

ที่มา – เช็กวันจ่ายเงินเดือนข้าราชการ เมษายน 2569 รอบแรกออกทันใช้สงกรานต์หรือไม่

“ภราดร” จ่อหารือ “เอกนิติ” งบฯ “คนละครึ่ง พลัส” วันนี้

วันนี้ (8 เมษายน 2569) มีข่าวการเมืองเศรษฐกิจที่น่าสนใจ เมื่อ “ภราดร” จ่อหารือ “เอกนิติ” งบฯ “คนละครึ่ง พลัส” วันนี้ ยันจะดำเนินการเฟสแรกให้เร็ว ซึ่งเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลชุดใหม่กำลังเร่งมือช่วยเหลือประชาชนท่ามกลางสถานการณ์ยากลำบากทั้งในและต่างประเทศ โครงการคนละครึ่ง พลัส ถือเป็นนโยบายยอดฮิตที่เคยช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้ดีในอดีต และตอนนี้กำลังจะกลับมาอีกครั้ง

“ภราดร” จ่อหารือ “เอกนิติ” งบฯ “คนละครึ่ง พลัส” วันนี้ ยันจะดำเนินการเฟสแรกให้เร็ว

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เริ่มวันทำงานรอบสองด้วยการไหว้ศาลพระภูมิเจ้าที่และศาลตาศาลยายที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 07.59 น. เพื่อขอพรให้การทำงานราบรื่น โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะสถานการณ์โลกกำลังเผชิญสงครามและวิกฤตต่างๆ ต้องเข้มแข็งเพื่อดูแลประชาชนให้ดีที่สุด

ภราดร รับกำกับดูแลสำนักงบประมาณและ ป.ป.ท.

ตามคำสั่งนายกฯ วันที่ 7 เมษายน นายภราดรได้รับมอบหมายกำกับดูแล สำนักงบประมาณ และ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ซึ่งสำนักงบประมาณเป็นหน่วยงานที่เคยดูแลมาก่อน จึงพร้อมสานต่อทันที

สำหรับการประชุมครม.ครั้งแรก 11 เมษายน จะเสนอปฏิทินจัดทำร่างงบประมาณปี 2570 เพื่อกำหนดทิศทางชัดเจน ไม่ให้ล่าช้า เริ่มใช้ 1 ตุลาคม 2569 นายกฯ กำชับให้งบฯ เข้ากับสถานการณ์ ชะลอโครงการไม่จำเป็น นำเงินมาช่วยประชาชนก่อน

  • เริ่มนับหนึ่งปฏิทินงบ 11 เมษายน
  • หน่วยงานเสนอคำขอใช้เงิน เดดไลน์พฤษภาคม
  • คัดกรองและอนุมัติ ล่าช้าสูงสุด 15-20 วัน
  • เสร็จทัน 1 ตุลาคม เพื่อใช้จริง

อัปเดต “ภราดร” จ่อหารือ “เอกนิติ” เรื่องงบคนละครึ่ง พลัส

นายภราดรยืนยันว่าจะหารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง วันนี้ เพื่อหาแหล่งงบสำหรับ “คนละครึ่ง พลัส” และโครงการไทยช่วยไทย ซึ่งเป็นโครงการใหญ่ช่วยประชาชน โดยใช้ พ.ร.บ.โอนงบฯ คาดเริ่มมิถุนายน

งบกลางเพียงพอหรือไม่? นายภราดรชี้ว่าน่าจะพอ เพราะนายกฯ สั่งชะลอโครงการไม่เร่งด่วน นำงบมาช่วยประชาชนก่อน รายละเอียดจำนวนสิทธิ์ (อาจ 20 ล้านคนเหมือนเดิม?) วงเงิน และโครงสร้าง อยู่ระหว่างออกแบบโดยกระทรวงการคลัง ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ พลังงาน ยืนยันเฟสแรกเร็วที่สุด

โครงการคนละครึ่ง พลัส จะช่วยลดภาระค่าครองชีพ กระตุ้นการบริโภคในร้านค้าชุมชน เหมือนเฟสก่อนที่ประสบความสำเร็จ ลดการตกงาน และหมุนเงินในระบบ สถานการณ์ปัจจุบันคล้ายโควิด รัฐบาลต้องรับมือหนัก แต่พร้อมเต็มที่

นอกจากนี้ ยังตอบโต้ฝ่ายค้านเรื่อง “รวยไม่ไหวแล้ว” ว่าสถานการณ์ตอนนี้รุนแรงไม่แพ้โควิด รัฐบาลต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

สรุปแล้ว “ภราดร” จ่อหารือ “เอกนิติ” งบฯ “คนละครึ่ง พลัส” วันนี้ แสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนทันท่วงที โครงการนี้คาดว่าจะเป็นตัวช่วยสำคัญฟื้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ SME และผู้มีรายได้น้อย

ความเห็นส่วนตัว: นโยบายแบบนี้ตอบโจทย์มากในยุคเศรษฐกิจซบเซา หากดำเนินเร็วจริง จะช่วยให้ประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่ม และเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดีขึ้น คุณล่ะคิดยังไง? ลองแชร์ประสบการณ์ใช้คนละครึ่งเฟสเก่าในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลอัปเดต!

ที่มา – “ภราดร” จ่อหารือ “เอกนิติ” งบฯ “คนละครึ่ง พลัส” วันนี้ ยันจะดำเนินการเฟสแรกให้เร็ว

ขนสำนวน 45 แฟ้ม ส่งอัยการ ฟัน “บิ๊กโจ๊ก” คดีสินบนทองคำ

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในสังคมไทยกันครับ ขนสำนวน 45 แฟ้ม ส่งอัยการ ฟัน “บิ๊กโจ๊ก” พร้อมพวก คดีสินบนทองคำ 246 บาท คดีนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลย เพราะเกี่ยวข้องกับตำรวจระดับสูงและมูลค่าทองคำมหาศาล ทำให้ทุกคนจับตาด้วยความสนใจ

ขนสำนวน 45 แฟ้ม ส่งอัยการ ฟัน “บิ๊กโจ๊ก” พร้อมพวก คดีสินบนทองคำ 246 บาท

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2567 เวลา 09.30 น. ที่หน้าอาคารกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พ.ต.อ.ภานุมาศ แสงส่ง ผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (บก.ปปป.) พร้อมทีมงาน ได้ขนสำนวนคดีจำนวน 45 แฟ้ม บรรจุในกล่องกระดาษ 23 กล่อง มาส่งมอบให้สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาตามขั้นตอนกฎหมาย

คดีนี้สืบเนื่องจากพฤติการณ์ของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และพวก ที่ถูกกล่าวหาว่านำทองคำน้ำหนักรวมกว่า 246 บาท ไปมอบให้เจ้าพนักงานของ ป.ป.ช. เพื่อหวังผลช่วยเหลือหรือเอื้อประโยชน์ในคดีต่างๆ พนักงานสอบสวน บก.ปปป. ได้รวบรวมพยานหลักฐานอย่างละเอียด จนมีมติเห็นควรสั่งฟ้อง

ขั้นตอนหลังส่งสำนวนให้อัยการ

หลังจากนี้ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต จะตั้งคณะทำงานตรวจสอบสำนวนอย่างละเอียด เพื่อประเมินว่าพยานหลักฐานสมบูรณ์พอสั่งฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางหรือไม่ คดีนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับข้าราชการระดับสูงและวงเงินสินบนที่สูงถึงหลักล้านบาท

  • จำนวนสำนวน: 45 แฟ้ม
  • น้ำหนักทองคำ: 246 บาท (มูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท)
  • ผู้ต้องหาหลัก: “บิ๊กโจ๊ก” และพวก
  • หน่วยงานรับผิดชอบ: บก.ปปป.

คดี ขนสำนวน 45 แฟ้ม ส่งอัยการ ฟัน “บิ๊กโจ๊ก” พร้อมพวก คดีสินบนทองคำ 246 บาท สะท้อนปัญหาการทุจริตในวงการราชการที่ยังคงมีอยู่ แม้รัฐบาลจะมีนโยบายปราบปรามอย่างเข้มข้น สังคมไทยต่างคาดหวังว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้นจริง เพื่อเป็นตัวอย่างให้ข้าราชการทุกคน

จากข้อมูลที่รวบรวม พบว่าการสอบสวนใช้เวลานานหลายเดือน โดยมีพยานบุคคลและเอกสารหลักฐานจำนวนมาก การส่งมอบสำนวนครั้งนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นของตำรวจ ปปป. ในการทำงานโดยไม่ละเว้น หากอัยการเห็นว่าพยานหลักฐานเพียงพอ คดีนี้อาจนำไปสู่การพิจารณาในศาล ซึ่งจะเป็นการทดสอบระบบยุติธรรมไทย

นอกจากนี้ คดีดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับประเด็นอื่นๆ เช่น การตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ต้องหา และผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายมองว่าคดีนี้จะเป็น benchmark สำหรับคดีทุจริตในอนาคต

ในมุมมองของผม คดีนี้เป็นสัญญาณดีที่แสดงให้เห็นว่าระบบตรวจสอบกำลังทำงาน แม้จะช้าแต่ชัวร์ สังคมควรติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดความโปร่งใส หากคุณสนใจข่าวสารคดีทุจริต ลองติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุดนะครับ

ที่มา – ขนสำนวน 45 แฟ้ม ส่งอัยการ ฟัน “บิ๊กโจ๊ก” พร้อมพวก คดีสินบนทองคำ 246 บาท