วัน: 27 เมษายน 2026

อุทยานฯ พบปะการังฟอกขาวกลับมาอีก น้ำทะเลร้อน 32°C

อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา–หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ รายงานข่าวร้ายสำหรับคนรักทะเล เมื่อพบปะการังฟอกขาวกลับมาอีกครั้ง หลังอุณหภูมิน้ำทะเลพุ่งสูงถึง 32 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับที่เสี่ยงกระตุ้นให้เกิดปรากฏการณ์ในวงกว้าง สถานการณ์นี้เกิดขึ้นในวันที่ 27 เมษายน 2569 จากการลงสำรวจของเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการใต้น้ำ ทำให้ทุกคนต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ปะการังฟอกขาว เกิดจากอะไร

ปะการังฟอกขาวเป็นปรากฏการณ์ที่ปะการังสูญเสียสาหร่ายโซแซนเทลเล (zooxanthellae) ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยร่วมกันและให้สีสันกับปะการัง เมื่อน้ำทะเลร้อนเกินไป สาหร่ายเหล่านี้จะถูกขับออก ทำให้ปะการังขาวซีดและอาจตายได้ สาเหตุหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิสูงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ่ และมลพิษจากมนุษย์ ในกรณีนี้ อุณหภูมิน้ำทะเลที่ 32 องศาฯ ถือว่าน่ากังวลมาก เพราะเกินเกณฑ์ปกติที่ปะการังทนได้

ผลกระทบจากการสำรวจล่าสุด

จากการสำรวจพื้นที่กว่า 4,000 ตารางเมตร บริเวณเกาะเสม็ด ในเขตตำบลอ่าวนาง เจ้าหน้าที่พบว่าปะการังมีชีวิตเริ่มซีดจางถึง 20% และบางส่วนฟอกขาวแล้ว ปะการังหลายชนิดได้รับผลกระทบ เช่น ปะการังโขด ปะการังเขากวาง ปะการังสมอง ปะการังดาว และโดยเฉพาะปะการังใบร่องหนามที่ฟอกขาวทั้งกอ นอกจากนี้ สิ่งมีชีวิตอื่นๆ อย่างหอยมือเสือ ปะการังอ่อน และพรมทะเล ก็เริ่มซีดจางเช่นกัน สถานการณ์นี้คล้ายกับปีที่แล้วที่กระบี่เคยเจอวิกฤตรุนแรง และบางพื้นที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

มาตรการป้องกันจากอุทยานฯ

เพื่อลดผลกระทบ เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา–หมู่เกาะพีพี ได้ลงมือทันที โดยติดตั้งทุ่นแนวเขตบริเวณอ่าวปูหยาและเกาะปอดะ เก็บขยะในแนวปะการังได้กว่า 25 กิโลกรัม และนำลอบดักสัตว์น้ำออกจากพื้นที่ การเหล่านี้ช่วยป้องกันไม่ให้ระบบนิเวศถูกทำลายซ้ำtezซ้อน แต่เจ้าหน้าที่ยังต้องเฝ้าติดตามต่อเนื่อง เพราะอุณหภูมิน้ำยังสูงและอาจยืดเยื้อ

  • เก็บขยะทะเลกว่า 25 กก.
  • ติดตั้งทุ่นป้องกันการบุกรุก
  • นำเครื่องมือดักปลาออก
  • สำรวจแนวปะการังทุกสัปดาห์

ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวไม่เพียงกระทบความสมบูรณ์ของทะเล แต่ยังส่งผลต่อการท่องเที่ยวของกระบี่ ซึ่งเป็นแหล่งดำน้ำชื่อดัง หมู่เกาะพีพีดึงดูดนักท่องเที่ยวนับล้านคนต่อปี หากปะการังตายจำนวนมาก รายได้จากการท่องเที่ยวจะลดลง และระบบนิเวศทั้งหมดจะเสียสมดุล สัตว์ทะเลอย่างปลาหลากหลายชนิดจะหายไปตามไปด้วย

วิธีช่วยเหลือจากประชาชน

เราทุกคนสามารถช่วยได้ โดยปฏิบัติตามแนวทางง่ายๆ เช่น ไม่สัมผัสปะการัง ไม่ทิ้งขยะพลาสติก ลดการใช้พลังงานเพื่อชะลอโลกร้อน เลือกทัวร์ดำน้ำที่รับผิดชอบ และสนับสนุนนโยบายอนุรักษ์ทะเล นักวิทยาศาสตร์คาดว่าหากอุณหภูมิลดลง ปะการังบางส่วนอาจฟื้นตัวได้ภายใน 1-2 ปี แต่ต้องไม่มีปัจจัยรบกวนเพิ่ม

สถานการณ์ปะการังฟอกขาวครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนถึงวิกฤตสภาพภูมิอากาศทั่วโลก กระบี่ซึ่งเป็นอัญมณีของไทย ต้องได้รับการปกป้องอย่างเร่งด่วน มิเช่นนั้นความงามใต้ทะเลอาจสูญหายไปตลอดกาล ในฐานะนักเขียนที่ชื่นชอบทะเล ผมเชื่อว่าเราต้องร่วมมือกันตั้งแต่วันนี้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

คุณคิดอย่างไรกับปัญหานี้? แชร์ประสบการณ์ดำน้ำที่กระบี่หรือไอเดียช่วยเหลือในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตเพื่อร่วมอนุรักษ์ทะเลไทย!

ที่มา – อุทยานฯ พบ “ปะการังฟอกขาว” กลับมาอีกครั้ง หลังอุณหภูมิน้ำพุ่ง 32 องศาฯ

ทีมเศรษฐกิจ-ยุติธรรม ลุยปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

ทีมเศรษฐกิจและยุติธรรมของไทยจับมือกันอย่างแข็งขันในการปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อปกป้องเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ล่าสุดมีแถลงผลงานที่โดดเด่นในรอบ 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ทำให้เห็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง

ปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หรือที่เรารู้จักกันในนามสินค้าปลอม เป็นปัญหาใหญ่ที่ทำลายความสามารถในการแข่งขันของไทย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเครื่องหมายการค้าปลอม ลิขสิทธิ์ละเมิด หรือสิทธิบัตรที่ถูกคัดลอก สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพและชีวิตผู้บริโภค เช่น ยาปลอม อาหารเสริมปลอม หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ได้มาตรฐาน รัฐบาลจึงเร่งปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งในตลาดจริงและออนไลน์

ผลงานเด่นใน 6 เดือนแรก

วันที่ 27 เมษายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ (คทป.) ร่วมกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงผลการดำเนินงานระหว่างตุลาคม 2568 ถึงมีนาคม 2569

  • จับกุมผู้กระทำผิดทั้งสิ้น 332 คดี
  • ยึดของกลางกว่า 1.3 ล้านชิ้น
  • มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 2,300 ล้านบาท
  • เพิ่มขึ้น 78% จากทั้งปีงบ 2568 ที่เสียหาย 1,300 ล้านบาท

การปราบปรามมุ่งเป้าไปที่ย่านการค้าชุมชน โกดังเก็บสินค้า ด่านศุลกากร และแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยบูรณาการกำลังจากกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำให้ตัดวงจรการละเมิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หน่วยงานหลักที่ร่วมปราบปราม

  • กระทรวงพาณิชย์: ประสานงานกลางและบูรณาการ
  • กระทรวงการคลัง: ดูแลศุลกากรและด่านชายแดน
  • กระทรวงยุติธรรม: ดำเนินคดีทางกฎหมาย
  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ: จับกุมและสืบสวน

นอกจากนี้ ยังมีภาคเอกชนเจ้าของสิทธิและสถานทูตคู่ค้าที่ให้ความร่วมมือ สอดคล้องกับนโยบาย Trade Plus ของรัฐบาลที่มุ่งยกระดับมาตรฐานการค้า สร้างระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาที่แข็งแกร่ง

ความสำคัญของการปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหัวใจของเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม การละเมิดไม่เพียงทำลายรายได้เจ้าของสิทธิ แต่ยังลดความน่าเชื่อถือของไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ ผู้ประกอบการสุจริตต้องแข่งขันด้วยราคาที่สูงกว่าสินค้าปลอม ขณะที่ผู้บริโภคเสี่ยงอันตรายจากสินค้าคุณภาพต่ำ รัฐบาลจึงกำชับให้ยกระดับมาตรการทั้งป้องกันและปราบปราม โดยขยายผลถึงต้นตอ ปิดช่องโหว่ และเพิ่มการบังคับใช้กฎหมาย

ในอนาคต จะเสริมสร้างความตระหนักแก่ประชาชน พัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ ปรับกฎหมายให้ทันสมัย และทำงานกับแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อลบเนื้อหาละเมิดทันที เป้าหมายคือทำให้ไทยมีระบบคุ้มครอง IP เทียบเท่าสากล ส่งเสริมการลงทุนในนวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์

ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญายังคงเป็นความท้าทาย แต่ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไทยจะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าที่โปร่งใสและเป็นธรรมได้แน่นอน

CTA: มาช่วยกันปกป้องเศรษฐกิจไทย โดยปฏิเสธสินค้าละเมิด! ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุน รายงานเบาะแสได้ที่ 1166 หรือกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้ลูกหลาน

ที่มา – “ทีมเศรษฐกิจ-ยุติธรรม” จับมือแถลงผลงานลุยปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเข้มงวด

ตร.เตือน ทำ “คอนเทนต์ขยะ” อาจถูกดำเนินคดี มีโทษทั้งจำทั้งปรับ

ในยุคที่โซเชียลมีเดียเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การสร้างคอนเทนต์เพื่อหายอดวิวหรือไลก์กลายเป็นเรื่องปกติ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าคอนเทนต์บางประเภทที่ดูสนุกสนาน อาจกลายเป็น “คอนเทนต์ขยะ” ที่นำพาความเดือดร้อนและผิดกฎหมายได้ ล่าสุด ตร.เตือน ทำ “คอนเทนต์ขยะ” อาจถูกดำเนินคดี มีโทษทั้งจำทั้งปรับ โดยเฉพาะกรณีอินฟลูเอนเซอร์นำยาแนวมาผสมน้ำป้ายหน้าคนอื่นในช่วงสงกรานต์ ซึ่งอาจก่ออันตรายร้ายแรง

ตร.เตือน ทำ “คอนเทนต์ขยะ” อาจถูกดำเนินคดี มีโทษทั้งจำทั้งปรับ

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาเตือนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2567 ถึงพฤติกรรมการสร้างคอนเทนต์ที่แกล้งผู้อื่น โดยยกตัวอย่างเคสยอดฮิตในเทศกาลสงกรานต์ ที่มีอินฟลูเอนเซอร์อ้างใช้วัตถุประสงค์ผสมแป้งเพื่อป้ายหน้าเล่นน้ำสาดกัน แต่หากเป็นยาแนวจริง อาจทำให้ผิวหนังไหม้หรือแพ้สารเคมีได้ สร้างความตื่นตระหนกในสังคม

ตร.ย้ำชัดว่าการกระทำดังกล่าวไม่ใช่แค่เรื่องตลก แต่เข้าข่ายผิดกฎหมายหลายมาตรา หากคุณเป็นยูทูบเบอร์ อินฟลูเอนเซอร์ หรือแม้แต่ผู้ใช้ทั่วไปที่แชร์ต่อ ก็เสี่ยงโดนดำเนินคดีได้ มาดูรายละเอียดกัน

ความผิดหลักที่เกี่ยวข้องกับคอนเทนต์ขยะ

  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397: การกระทำที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญ คุกคาม หรือทำให้ผู้อื่นอับอายในที่สาธารณะ โทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท
  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295: ทำร้ายร่างกายด้วยวัสดุอันตราย โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14(2): โพสต์ข้อมูลเท็จก่อความตื่นตระหนก โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ ยังขอให้งดแชร์หรือสนับสนุนช่องที่ผลิตคอนเทนต์ขยะ เพื่อไม่ให้เกิดการเลียนแบบที่ผิดกฎหมาย จากการตรวจสอบที่ สภ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ยังไม่มีผู้เสียหายแจ้งความ แต่หากเกิดขึ้น สามารถดำเนินคดีได้ทันที

ทำไมคอนเทนต์ขยะถึงเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทย

คอนเทนต์ขยะไม่ได้แค่สร้างยอดวิวชั่วคราว แต่ก่อให้เกิดผลกระทบระยะยาว เช่น การเลียนแบบในเด็กวัยรุ่นที่ไม่รู้กฎหมาย หรือความเสียหายทางจิตใจต่อผู้ถูกแกล้ง ในปีที่ผ่านมา มีเคสคล้ายๆ กันมากมาย เช่น คลิปแกล้งคนขับรถ หรือทดลองสารเคมีกับสัตว์ ซึ่งหลายเคสจบด้วยการจับกุม ตร.จึงออก ตร.เตือน ทำ “คอนเทนต์ขยะ” อาจถูกดำเนินคดี มีโทษทั้งจำทั้งปรับ เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้สร้างสรรค์เนื้อหา

ผู้สร้างคอนเทนต์ควรคำนึงถึงจริยธรรมและกฎหมายก่อนโพสต์ ถ้าคุณเห็นคอนเทนต์แบบนี้ อย่าแชร์ต่อ แต่รายงานแทน เพื่อปกป้องสังคม

สรุปแล้ว การสร้างคอนเทนต์ต้องรับผิดชอบ หากคุณเป็นครีเอเตอร์ ลองหันมาทำคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์แทน จะยั่งยืนกว่าเยอะ หากถูกแกล้งหรือเห็นการกระทำผิด รีบแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้สังคมไทยปลอดภัยจากคอนเทนต์ขยะ

คำแนะนำ: สร้างคอนเทนต์ให้ถูกกฎหมาย ปลอดภัยทั้งผู้สร้างและผู้ชม!

ที่มา – ตร.เตือน ทำ “คอนเทนต์ขยะ” อาจถูกดำเนินคดี มีโทษทั้งจำทั้งปรับ

สตาร์ทอัพญี่ปุ่นยื่นขออนุมัติ “ยาแก้โรคไตวายเรื้อรัง” ในแมว

เฮฮือร่า! ข่าวดีมาสำหรับทาสแมวทุกคนเลยนะ สตาร์ทอัพญี่ปุ่นยื่นขออนุมัติ “ยาแก้โรคไตวายเรื้อรัง” ในแมวแล้ว! โรคไตวายเรื้อรังนี่แหละที่เป็นตัวการคร่าชีวิตน้องแมวสูงวัยไปเยอะมาก แต่ตอนนี้มีหวังแล้ว เพราะยาตัวใหม่นี้ช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้ถึง 80% เลยทีเดียว มาดูรายละเอียดกันว่ามันเจ๋งยังไงบ้าง

สตาร์ทอัพญี่ปุ่นยื่นขออนุมัติ “ยาแก้โรคไตวายเรื้อรัง” ในแมว

สถาบันวิจัยการแพทย์ AIM หรือ Institute for AIM Medicine ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพด้านเวชภัณฑ์ในโตเกียว ได้ยื่นคำร้องต่อกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของญี่ปุ่น เพื่อขออนุมัติผลิตและจำหน่ายยารักษาโรคไตวายเรื้อรังในแมว โรคนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด และคร่าชีวิตแมวทั่วโลกนับไม่ถ้วน

ยาตัวนี้พัฒนาจากโปรตีน AIM (Apoptosis Inhibitor of Macrophage) ที่ค้นพบในเลือดมนุษย์ โดย ดร.โทรุ มิยาซากิ อดีตศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยโตเกียวและผู้อำนวยการสถาบัน เป็นหัวหน้าทีมวิจัยมาอย่างยาวนาน โปรตีนนี้ช่วยยับยั้งการตายของเซลล์ และตอนนี้เอามาใช้กับแมวได้ผลดีสุดๆ

ผลการทดสอบทางคลินิกสุดน่าทึ่งของยาแก้โรคไตวายเรื้อรัง

จากการทดสอบในโรงพยาบาลสัตว์ทั่วญี่ปุ่นกับแมวป่วยระดับหนึ่ง พบว่าแมวที่กินยานี้รักษาค่าการทำงานของไตได้ดีกว่า และที่สำคัญ อัตราการรอดชีวิตใน 6 เดือนถึง 1 ปี สูงถึง 80-83% เทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับยาแค่ 20% เท่านั้น! นี่คือตัวเลขที่ทำให้ทาสแมวอย่างเราตื่นเต้นมาก

  • เพิ่มอัตราการรอดชีวิต 80-83%
  • รักษาฟังก์ชันไตได้ดีขึ้น
  • ลดภาวะแทรกซ้อนอย่างปัสสาวะเป็นพิษ

โครงการนี้เกือบล้มเหลวเมื่อ 5 ปีก่อนเพราะขาดทุนช่วงโควิด แต่คนรักแมวทั่วโลกช่วยกันบริจาคกว่า 300 ล้านเยน (ราว 61 ล้านบาท) ในปี 2021-2022 จนวิจัยสำเร็จ สุดยอดมาก!

ทำไมโรคไตวายเรื้อรังถึงน่ากลัวในแมว

จากข้อมูล Cornell Feline Health Center โรคนี้เป็นสาเหตุตายอันดับต้นๆ ของแมวสูงวัย แมวอายุเกิน 10 ปี มีโอกาสป่วย 40% อายุเกิน 15 ปี สูงถึง 80% อาการเริ่มจากกระหายน้ำมาก ปัสสาวะบ่อย อ่อนเพลีย กลิ่นปากเหม็น จนถึงระยะสุดท้ายที่ทนทุกข์มาก ทาสแมวหลายคนคงเคยเจอมาแล้วใช่มั้ย

ดร.มิยาซากิ บอกว่า “เราพัฒนายานี้เพื่อเอาชนะโรคไต ช่วยลดความทุกข์กายใจและค่าใช้จ่ายให้ทั้งแมวและเจ้าของ” ถ้าได้รับอนุมัติ จะเป็นก้าวใหญ่ของวงการสัตวแพทย์ทั่วโลก

นอกจากนี้ สตาร์ทอัพญี่ปุ่นยื่นขออนุมัติ “ยาแก้โรคไตวายเรื้อรัง” ในแมว ยังจุดประกายให้เกิดการวิจัยเพิ่มเติม เช่น การป้องกันโรคด้วยอาหารและตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ ทาสแมวอย่างเราควรพาน้องตรวจไตปีละครั้ง โดยเฉพาะถ้าอายุเกิน 7 ปี เพื่อจับอาการตั้งแต่เนิ่นๆ

สรุปแล้ว สตาร์ทอัพญี่ปุ่นยื่นขออนุมัติ “ยาแก้โรคไตวายเรื้อรัง” ในแมว คือข่าวดีที่รอคอยมานาน ช่วยยืดอายุและคุณภาพชีวิตน้องแมวได้จริง อย่าลืมดูแลน้องด้วยการให้อาหารไตสูตรพิเศษ ดื่มน้ำเยอะ และตรวจสุขภาพ定期 ถ้าอยากให้น้องอยู่กับเรานานๆ ลองแชร์ข่าวนี้ให้เพื่อนทาสแมวรับรู้ด้วยนะ แล้วคุณจะช่วยกันผลักดันให้ยานี้วางขายเร็วขึ้น!

ที่มา – สตาร์ทอัพญี่ปุ่นยื่นขออนุมัติ “ยาแก้โรคไตวายเรื้อรัง” ในแมว

“กรวีร์” ไม่กังวลฝ่ายค้านตั้ง ครม.เงา จับผิดรัฐบาล

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามาคุยกันเรื่องร้อนๆ ในแวดวงรัฐสภาไทยกันเลยนะครับ “กรวีร์” ไม่กังวลฝ่ายค้านตั้ง ครม.เงา จับผิดรัฐบาล นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล บอกชัดเจนว่าไม่กังวลเลยสักนิดกับแผนของฝ่ายค้านที่กำลังจะตั้งคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) มาเฝ้าตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน แถมยังยินดีต้อนรับด้วยซ้ำ ถ้าจะมีข้อเสนอดีๆ มาช่วยกันพัฒนาประเทศ

“กรวีร์” ไม่กังวลฝ่ายค้านตั้ง ครม.เงา จับผิดรัฐบาล

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ให้สัมภาษณ์อย่างเป็นกันเองว่า การที่พรรคประชาชนและฝ่ายค้านเตรียมตั้งครม.เงาเป็นสิทธิ์เต็มตัว และเป็นเรื่องดีด้วย เพราะจะมีคนคอยติดตามตรวจสอบผลงานของรัฐมนตรีแต่ละคนแบบเจาะจง รัฐบาลเปิดประตูรับฟังทุกความเห็น โดยเฉพาะถ้าเป็นข้อเสนอแนะที่สร้างสรรค์ นายกฯ และครม.พร้อมนำมาปรับใช้ในนโยบายทันที ปัจจุบันยังไม่เห็นครม.เงาทำงานจริง แต่เชื่อว่าประชาชนจะได้ประโยชน์ เพราะการตรวจสอบจะเข้มข้นขึ้น มีอีกช่องทางช่วยให้รัฐบาลทำงานดีกว่าเดิม

ครม.เงาหรือ Shadow Cabinet คืออะไร? สำหรับเพื่อนๆ ที่ไม่คุ้นเคย มันคือกลไกของฝ่ายค้านในระบบรัฐสภาแบบอังกฤษ ที่แต่งตั้ง “รัฐมนตรีเงา” คอยจับตาดู “รัฐมนตรีจริง” ในกระทรวงเดียวกัน เพื่อเสนอนโยบายทางเลือกและวิจารณ์จุดอ่อน เป็นเครื่องมือสำคัญในการถ่วงดุลอำนาจ ช่วยให้การเมืองมีคุณภาพมากขึ้น

“กรวีร์” ส่อดึงเวลาแก้ รธน. ขอแก้ปากท้อง ปชช. ก่อน

ส่วนประเด็นที่ฝ่ายค้านเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญ (รธน.) นั้น นายกรวีร์บอกว่าต้องหารือกันระหว่างรัฐบาลกับสภา ว่าจะแก้จุดไหนยังไง แต่ตอนนี้รัฐบาลขอโฟกัสปัญหาใหญ่ก่อนเลย คือ ปากท้องประชาชน เพราะไทยกำลังเจอวิกฤติเศรษฐกิจหนัก จากราคาน้ำมันพุ่ง เงินเฟ้อสูง และวิกฤติพลังงานจากสงครามตะวันออกกลางที่กระทบราคาน้ำมันทั่วโลก ไม่ใช่เวลามาไล่แก้รธน.ให้ช้า รัฐบาลไม่กังวลเรื่องผลประชามติ แต่เรื่องนี้ต้องเข้าสภาเมื่อถึงเวลาเหมาะสม ถ้าจะไปสู่รธน.ฉบับใหม่ คงได้เห็นกันชัดๆ

  • ปัญหาหลักที่รัฐบาลโฟกัส: เศรษฐกิจชะลอตัว อัตราการว่างงานสูง
  • วิกฤติพลังงาน: ราคาน้ำมันแพงจากสงครามอิสราเอล-ฮามาส ส่งผลกระทบผู้ส่งออกและประชาชน
  • เงินเฟ้อ: ราคาอาหาร ของใช้จ่ายพื้นฐานพุ่ง กระทบปากท้องโดยตรง
  • การฟื้นตัวหลังโควิด: ยังไม่เต็มที่ ต้องกระตุ้นการท่องเที่ยวและ SME

ในมุมมองของรัฐบาล การแก้รธน.เป็นเรื่องจำเป็นในระยะยาว แต่ตอนนี้ประชาชนเดือดร้อนเรื่องกินอยู่ก่อน ถ้าฝ่ายค้านช่วยเสนอไอเดียแก้ปากท้องแทนการเมืองดึงเวลา ก็น่าจะดีกว่านี้เยอะ เพื่อนๆ ลองคิดดูสิ ถ้าครม.เงาช่วยกันผลักดันนโยบายลดค่าครองชีพ หรือหาแหล่งพลังงานทางเลือกได้ รัฐบาลก็พร้อมรับฟังและทำตาม

ส่วนตัวผู้เขียนเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ครับ เพราะการเมืองไทยมักติดกับดักเรื่องโครงสร้าง แต่ลืมปัญหาเร่งดันอย่างเศรษฐกิจประชาชน ถ้าฝ่ายค้านตั้งครม.เงาแล้วโฟกัสเรื่องจริง ไม่ใช่แค่จับผิด ก็จะเป็นประโยชน์มหาศาลต่อประเทศ สุดท้ายแล้ว ประชาชนต่างหากที่เป็นผู้ตัดสิน

คุณคิดเห็นอย่างไรกับคำพูดของ “กรวีร์”? ควรแก้รธน.ก่อนหรือแก้ปากท้องด่วน? มาคุยกันในคอมเมนต์ด้านล่างเลยนะครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย!

ที่มา – “กรวีร์” ไม่กังวลฝ่ายค้านตั้ง ครม.เงา จับผิดรัฐบาล ส่อดึงเวลาแก้ รธน. ขอแก้ปากท้อง ปชช. ก่อน

กยศ. เปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระ ไม่ต้องฟ้อง

กยศ. เปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกฟ้องคดี โดยผู้กู้สามารถเร่งชำระหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ได้ทันที หากคุณเป็นหนึ่งในผู้กู้ที่ค้างชำระหนี้กยศ. มานาน นี่คือโอกาสทองที่จะแก้ปัญหาได้โดยไม่ต้องเจอขั้นตอนศาลยุ่งยาก

กยศ. เปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระ

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กำลังส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังผู้กู้ที่ค้างชำระหนี้ครบ 4 ปี (งวดรายปี) จำนวนกว่า 100,000 ราย หากไม่ดำเนินการ จะถูกดำเนินคดีภายใน 5 กรกฎาคม 2569 แต่กยศ. ใจดี เปิดช่องให้ผู้กู้รีบชำระหนี้ค้างหรือทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ที่ www.studentloan.or.th เมื่อทำแล้ว จะงดฟ้องทันที

การค้างชำระหนี้กยศ. ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะอาจนำไปสู่ผลกระทบใหญ่ เช่น ชื่อเข้าบัญชีเครดิตบุคคลดำ (บูโร) ไม่สามารถกู้สินเชื่อใหม่ ยึดทรัพย์ หรืออายัดบัญชีธนาคาร แต่ตอนนี้ กยศ. เปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระ กลับมาจัดการได้ง่ายๆ ผ่านระบบออนไลน์ ยืนยันตัวตนด้วยแอปเป๋าตังและ ThaID สะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องไปที่ไหน

ขั้นตอนปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์กับกยศ.

1. เข้าเว็บไซต์ www.studentloan.or.th
2. ล็อกอินและเลือกปรับโครงสร้างหนี้
3. ยืนยันตัวตนผ่านเป๋าตังหรือ ThaID
4. ลงนามอิเล็กทรอนิกส์และยืนยันสัญญา
เสร็จสิ้นในไม่กี่นาที! หลังจากนั้น กยศ. จะหยุดทุกการดำเนินคดีทันที

สิทธิประโยชน์สุดคุ้มจากการปรับโครงสร้างหนี้

  • ปลดภาระผู้ค้ำประกันทันที เมื่อทำสัญญา ผู้ค้ำไม่ต้องรับผิดชอบอีก
  • ผ่อนนานสูงสุด 15 ปี แบ่งเบาภาระ ลดยอดผ่อนรายเดือน
  • ผ่อนรายเดือนเท่ากัน ทุกวันที่ 5 ของเดือน สม่ำเสมอ ไม่กดดัน
  • ลดเบี้ยปรับ 100% เมื่อชำระครบโดยไม่ผิดสัญญา เบี้ยเก่าหายหมด!

นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ยังช่วยฟื้นฟูเครดิต ทำให้คุณสามารถวางแผนชีวิตได้ดีขึ้น เช่น ซื้อบ้าน รถยนต์ หรือกู้สินเชื่ออื่นๆ ในอนาคต ผู้กู้หลายรายที่เคยล้มเหลวในการชำระ กลับมาสำเร็จหลังปรับโครงสร้าง เพราะยอดผ่อนลดลงมาก ตัวอย่างเช่น หนี้ 500,000 บาท ผ่อน 15 ปี อาจเหลือเดือนละ 3,000-4,000 บาทเท่านั้น (ขึ้นกับดอกเบี้ย)

กยศ. เน้นย้ำว่า ผู้กู้ที่ไม่ต้องการเข้าสู่กระบวนการคดีศาล ควรรีบดำเนินการโดยด่วน โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาแล้ว หากชำระเต็มจำนวนได้เลยก็ดี แต่ถ้ายังไม่ไหว ปรับโครงสร้างคือทางออกที่ดีที่สุด

ในยุคเศรษฐกิจผันผวนแบบนี้ การศึกษาเป็นทุนสำคัญ แต่หนี้สินไม่ควรเป็นอุปสรรค กยศ. จึงออกมาตรการนี้เพื่อช่วยผู้กู้กว่าแสนรายให้มีโอกาสใหม่ หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังเผชิญปัญหานี้ อย่าปล่อยให้บานปลาย

CTA: รีบเข้าเว็บกยศ. วันนี้ ชำระหรือปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงคดีและเริ่มต้นใหม่ได้ทันที! อย่ารอให้สายเกินแก้

ที่มา – กยศ. เปิดโอกาสให้ “ผู้กู้ยืมเงิน” ที่ค้างชำระ เพื่อไม่ต้องเข้าสู่ขั้นตอนฟ้องคดี

พาณิชย์แจงปม “ทุเรียนลูกละ 100 บาท” พิมรี่พาย

ช่วงนี้กระแสเรื่องทุเรียนกำลังมาแรง โดยเฉพาะดราม่าราคาทุเรียนลูกละ 100 บาทที่อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังอย่างพิมรี่พายไลฟ์ขาย ล่าสุด พาณิชย์แจงปม “ทุเรียนลูกละ 100 บาท” พิมรี่พาย ยันแค่โปรโมชันเกรดรอง เพื่อคลายข้อสงสัยให้ชาวเน็ตที่กังวลว่าราคาทุเรียนจะถล่มถลาย กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าเป็นแค่กลยุทธ์กระตุ้นการบริโภคทุเรียนเกรดรองในประเทศเท่านั้น ไม่กระทบราคาตลาดหลักที่ยังคงแข็งแกร่ง

พาณิชย์แจงปม “ทุเรียนลูกละ 100 บาท” พิมรี่พาย ยันแค่โปรโมชันเกรดรอง

นายกรนิจ โนนจุ้ย รองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2567 ว่า โปรโมชันดังกล่าวมาจากผู้ประกอบการออนไลน์ชื่อดัง “พิมรี่พาย” ซึ่งรับทุเรียนเกรดรองจากล้งและสวนผลไม้โดยตรง ทุเรียนเหล่านี้มีคุณภาพเนื้อดี สุกกำลังดี แต่รูปทรงไม่สวยงาม ขนาดเล็กกว่ามาตรฐานส่งออกเกรด D จึงเหมาะสำหรับขายในประเทศ โดยเฉพาะครอบครัวขนาดเล็กที่อยากกินทุเรียนสดๆ ในราคาประหยัด

การขายแบบนี้ช่วยกระจายผลผลิตที่เหลือในประเทศ ไม่ต้องทิ้งเสีย และยังช่วยดันราคาทุเรียนโดยรวมให้สูงขึ้นด้วย เพราะพิมรี่พายยังขายทุเรียนเกรดพรีเมียมควบคู่กันไป เรียกได้ว่าเป็น win-win สำหรับทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค

นายกรนิจ โนนจุ้ย รองโฆษกกระทรวงพาณิชย์

พาณิชย์แจงปม “ทุเรียนลูกละ 100 บาท” พิมรี่พาย: รายละเอียดโปรโมชัน

จากข้อมูลที่กระทรวงพาณิชย์ตรวจสอบ พบว่าโปรนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายผลักดัน Live Commerce โดยตรงจากสวนผลไม้ อินฟลูเอนเซอร์อย่างพิมรี่พายลงพื้นที่คัดทุเรียนสดๆ ส่งตรงถึงบ้านลูกค้า ช่วยลดขั้นกลาง เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ลดปัญหาผลผลิตล้นตลาด นอกจากทุเรียนเกรดรองแล้ว ยังมีเกรดส่งออกที่ราคาสูงกว่าให้เลือกซื้อตามความต้องการ

เช็กราคาทุเรียนล่าสุด: ตลาดยังคงเสถียร

แม้จะมีโปรทุเรียนลูกละ 100 บาท แต่ราคาทุเรียนในตลาดสดและแหล่งค้าขายหลักยังคงอยู่ที่ 140-150 บาทต่อกิโลกรัม หลังจากกระทรวงพาณิชย์ลงพื้นที่ตรวจสอบเมื่อ 27 เม.ย. ที่ผ่านมา ราคานี้ถือว่าสมเหตุสมผล สอดคล้องกับคุณภาพและฤดูกาล นักลงทุนและผู้ค้าต่างมั่นใจในกลไกตลาดไทยที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะทุเรียนพันธุ์หมอนทองที่เป็นราชาแห่งผลไม้ส่งออก

  • เกรดส่งออก (เกรด A-D): ราคา 150-200 บาท/กก. ขึ้นไป ส่งจีนและตลาดเอเชีย
  • เกรดรองในประเทศ: 80-120 บาท/กก. เหมาะกินสดหรือแปรรูป
  • โปรพิเศษไลฟ์: ลูกละ 100 บาท สำหรับลูกค้าปลีก

Live Commerce: อนาคตการค้าผลไม้ไทย

กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้หยุดแค่ชี้แจง แต่ยังผลักดัน Live Commerce อย่างจริงจัง โดยให้อินฟลูเอนเซอร์เข้าถึงสวนผลไม้ ถ่ายทอดสดการคัดสินค้า สร้างความโปร่งใสให้ผู้บริโภคทราบแหล่งที่มา นอกจากนี้ ยังอบรมเกษตรกรเรื่องการขายออนไลน์ สร้างคอนเทนต์ดิจิทัล เพื่อให้พวกเขาขายเองได้ยั่งยืน ช่วยยกระดับรายได้ ลดความเสี่ยงจากราคาผันผวน

ในมุมมองของเรา นี่คือกลยุทธ์ฉลาดที่ผสมผสานเทคโนโลยีดิจิทัลกับเกษตรกรรมไทย พิมรี่พายไม่ใช่แค่ขายของ แต่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้จริง ใครที่กำลังมองหาทุเรียนอร่อยราคาดี ลองช้อปโปรเกรดรองดู สนับสนุนเกษตรกรไทยไปด้วยกัน! ติดตามข่าวราคาผลไม้และนโยบายรัฐเพิ่มเติมที่นี่นะครับ

คุณคิดยังไงกับโปรทุเรียนลูกละ 100 บาท? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย!

ที่มา – พาณิชย์แจงปม “ทุเรียนลูกละ 100 บาท” พิมรี่พาย ยันแค่โปรโมชันเกรดรอง

วัยรุ่นฝรั่งเศสส่อคุกสิงคโปร์ เลียหลอดตู้ขายน้ำส้ม

วัยรุ่นฝรั่งเศสส่อคุกสิงคโปร์ หลังอุตริ “เลียหลอด” ตู้ขายน้ำส้มแล้วเก็บที่เดิม กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความฮือฮาในโซเชียลมีเดียทั่วเอเชีย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากพฤติกรรมที่ไร้ความรับผิดชอบของนักศึกษาวัย 18 ปี ชาวฝรั่งเศส ซึ่งอาจนำไปสู่โทษจำคุกและค่าปรับมหาศาลในประเทศที่กฎหมายเข้มงวดอย่างสิงคโปร์

วัยรุ่นฝรั่งเศสส่อคุกสิงคโปร์ หลังอุตริ “เลียหลอด” ตู้ขายน้ำส้มแล้วเก็บที่เดิม

เหตุการณ์สุดฉาวนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 ณ ศูนย์การค้าโกลด์ฮิลล์ ชั้น 2 ถนนทอมสัน ในสิงคโปร์ นายดีดิเยร์ กัสปาร์ โอเวน แม็กซิมิเลียน (Didier Gaspard Owen Maximilien) นักศึกษาวัย 18 ปี จาก ESSEC Business School วิทยาเขตสิงคโปร์ ได้ถ่ายคลิปวิดีโอตัวเองเลียหลอดพลาสติกที่หยิบมาจากตู้กดน้ำส้มคั้นสดอัตโนมัติยี่ห้อ iJooz จากนั้นนำหลอดที่เลียแล้วกลับไปเสียบไว้ที่เดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

คลิปดังกล่าวถูกโพสต์ลงสตอรีอินสตาแกรมของเขา พร้อมแคปชั่นเยาะเย้ยว่า “เมืองนี้ไม่ปลอดภัย” (city is not safe) ซึ่งจุดชนวนความโกรธแค้นจากชาวเน็ตสิงคโปร์อย่างรวดเร็ว คลิปถูกแชร์ต่อในกลุ่มชุมชนและเพจข่าวท้องถิ่น สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์รุนแรง โดยหลายคนมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่รับผิดชอบต่อสุขอนามัยสาธารณะ โดยเฉพาะในยุคโควิดที่ทุกคนตระหนักถึงความสะอาด

ผลกระทบจากการกระทำสุดอุตริ

บริษัท iJooz เจ้าของตู้ขายน้ำส้มต้องเร่งดำเนินการทันที โดยสั่งเปลี่ยนหลอดใหม่ทั้งหมด 500 อันในตู้นั้น รวมถึงทำความสะอาดและฆ่าเชื้อเครื่องทั้งหมด เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในความปลอดภัย ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจสิงคโปร์ได้จับกุมนายแม็กซิมิเลียนและนำตัวขึ้นศาลในข้อหา “ก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่สาธารณะ” (public nuisance) และ “กระทำการคึกคะนองที่ไม่สมควร” (mischief)

  • ข้อหาก่อความเดือดร้อนรำคาญ: โทษจำคุกสูงสุด 3 เดือน หรือปรับ 2,000 SGD (ราว 50,800 บาท) หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ข้อหาคึกคะนอง: จำคุกสูงสุด 2 ปี หรือปรับ หรือทั้งคู่

ศาลนัดพิจารณาคดีอีกครั้งในวันที่ 22 พฤษภาคม 2567 ขณะนี้พ่อแม่ของเขาบินตรงจากฝรั่งเศสมาดูแล และโรงเรียน ESSEC ได้เริ่มสอบสวนวินัยนักศึกษาแล้ว โดยมีตัวแทนโรงเรียนประกันตัว

ทำไมสิงคโปร์ถึงเข้มงวดขนาดนี้?

สิงคโปร์เป็นที่รู้จักในฐานะประเทศที่มีกฎหมายเคร่งครัดต่อพฤติกรรมสาธารณะ ไม่ว่าจะโยนขยะทิ้ง ถุยน้ำลาย หรือแม้แต่เคี้ยวหมากฝรั่ง ก็มีโทษหนัก เพื่อรักษาความสะอาดและระเบียบสังคม เหตุการณ์วัยรุ่นฝรั่งเศสส่อคุกสิงคโปร์ หลังอุตริ “เลียหลอด” ตู้ขายน้ำส้มแล้วเก็บที่เดิม จึงเป็นตัวอย่างชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่า “กฎหมายไม่มีข้อยกเว้น” แม้แต่ชาวต่างชาติหรือนักศึกษาก็ตาม

ในมุมมองของผู้เขียน พฤติกรรมแบบนี้ไม่ใช่แค่ “แผลง” แต่เป็นการเสี่ยงสุขภาพส่วนรวม โดยเฉพาะหลอดที่ใช้ร่วมกัน ซึ่งอาจแพร่เชื้อโรคได้ง่าย หากเกิดในไทย เราอาจหัวเราะข้ามวัน แต่ในสิงคโปร์ มันคืออาชญากรรมที่กระทบสังคม

นอกจากนี้ ยังมีกรณีคล้ายกันในอดีต เช่น ชายจีนเลียชานมไข่มุกในซูเปอร์มาเก็ตสิงคโปร์ ก็โดนโทษหนักเช่นกัน แสดงให้เห็นว่าสิงคโปร์ปกป้องประชาชนจากความประมาทเลินเล่อของบุคคลอื่นอย่างจริงจัง

บทเรียนสำคัญจากกรณีนี้คือ อย่าคิดว่าการโพสต์คลิปเพื่อเรียกไลค์จะสนุก เพราะกฎหมายไม่ใช่เรื่องเล่นๆ โดยเฉพาะในต่างแดน คุณควรเคารพกฎและวัฒนธรรมท้องถิ่นเสมอ

คุณคิดเห็นอย่างไรกับพฤติกรรมนี้? และถ้าเกิดในไทยจะเป็นอย่างไร? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อเตือนใจเพื่อนๆ นะครับ!

ที่มา – วัยรุ่นฝรั่งเศสส่อคุกสิงคโปร์ หลังอุตริ “เลียหลอด” ตู้ขายน้ำส้มแล้วเก็บที่เดิม

ควิซ: จำทุกทีมเข้าชิง FA Cup ตั้งแต่ 2010 ได้ไหม?

ควิซ: จำทุกทีมเข้าชิง FA Cup ตั้งแต่ 2010 ได้ไหม?

รอบรองชนะเลิศเอฟเอคัพเพิ่งจบลงในสุดสัปดาห์นี้ และทุกสายตาของแฟนบอลกำลังจับจ้องไปที่รอบชิงชนะเลิศเอฟเอคัพในวันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม

จากทีมรองบ่อนที่สร้างเซอร์ไพรส์ไปจนถึงทีมยักษ์ใหญ่ที่ครองแชมป์ซ้ำๆ คุณจำทุกทีมเข้าชิง FA Cup ตั้งแต่ 2010 ได้หรือไม่? ควิซนี้จะทดสอบความรู้ฟุตบอลอังกฤษของคุณ โดยเฉพาะการแข่งขันถ้วยเอฟเอที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ลองทำดูแล้วเช็คคะแนนตัวเองสิ!

เอฟเอคัพ หรือ Football Association Challenge Cup คือการแข่งขันฟุตบอลถ้วยเก่าแก่ที่สุดในโลก ก่อตั้งตั้งแต่ปี 1871 และเป็นเวทีที่ทีมเล็กๆ สามารถสร้างประวัติศาสตร์ได้ทุกปี ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา เรามีทีมหลากหลายเข้าชิง ตั้งแต่พอร์ทสมัธที่มาจากแชมป์เปียนชิพ ไปจนถึงแมนเชสเตอร์ ซิตี้ที่ครองแชมป์หลายสมัย ควิซทุกทีมเข้าชิง FA Cup ตั้งแต่ 2010 จะพาคุณย้อนความทรงจำทั้งหมด 28 ทีม (14 คู่แข่ง)!

ทุกทีมเข้าชิง FA Cup ตั้งแต่ 2010

ก่อนเริ่มควิซ ลองนึกดูว่าคุณจำได้กี่ทีม? เริ่มจากปี 2010 ไปจนถึงล่าสุด ทีมไหนเข้าชิงบ่อยสุด? Arsenal และ Chelsea เข้าชิงรวมกันเกือบ 10 ครั้ง! นี่คือโจทย์ควิซ: สำหรับแต่ละปี ให้เดาชื่อทั้งสองทีมที่เข้าชิง ถ้าพร้อมแล้ว ไปเลย

รายชื่อทีมเข้าชิงและคำตอบควิซ

  • 2010: Portsmouth vs Chelsea (เชลซีชนะ 1-0) พอร์ทสมัธสร้างปาฏิหาริย์จากทีมตกชั้น
  • 2011: Manchester City vs Stoke City (ซิตี้ชนะ 1-0) สโต๊คเข้าชิงครั้งแรกในรอบ 45 ปี
  • 2012: Chelsea vs Liverpool (เชลซีชนะ 2-1) ลิเวอร์พูลแพ้จุดโทษ
  • 2013: Manchester City vs Wigan Athletic (ซิตี้ชนะ 1-0) วิแกนเซอร์ไพรส์จากแชมป์เปียนชิพ
  • 2014: Arsenal vs Hull City (อาร์เซนอลชนะ 3-2) ฮัลล์เกือบพลิกเกม
  • 2015: Arsenal vs Aston Villa (อาร์เซนอลชนะ 4-0) อาร์เซนอลแชมป์สมัย 6 ในยุคเวนเกอร์
  • 2016: Manchester United vs Crystal Palace (ยูไนเต็ดชนะจุดโทษ) ปาเลซเข้าชิงครั้งแรก
  • 2017: Arsenal vs Chelsea (อาร์เซนอลชนะ 2-1) ดวลเดือดระหว่างยักษ์ใหญ่
  • 2018: Chelsea vs Manchester United (เชลซีชนะ 1-0) เมาริซิโอ ซาร์รีนำทัพ
  • 2019: Manchester City vs Watford (ซิตี้ถล่ม 6-0) เป๊ปครองแชมป์
  • 2020: Arsenal vs Chelsea (อาร์เซนอลชนะ 2-1) แม้เล่นในช่วงโควิด
  • 2021: Leicester City vs Chelsea (เชลซีชนะ 1-0) เลสเตอร์เข้าชิงสมัยแรก
  • 2022: Chelsea vs Liverpool (ลิเวอร์พูลชนะจุดโทษ) ดวลยอดทีมยุคคล็อปป์-ทูเคิ่ล
  • 2023: Manchester United vs Manchester City (ซิตี้ชนะ 2-1) แมนเชสเตอร์ดวลกันเอง

นับคะแนนคุณสิ! ถ้าได้ 20 ทีมขึ้นไป แสดงว่าคุณเป็นแฟนเอฟเอคัพตัวยง ทีมที่เข้าชิงบ่อยสุดคือ Arsenal (6 ครั้ง), Chelsea (6 ครั้ง), Manchester City (5 ครั้ง) ส่วน underdogs อย่าง Wigan, Portsmouth, Hull ทำให้รายการนี้สนุกเสมอ ทุกทีมเข้าชิง FA Cup ตั้งแต่ 2010 สะท้อนถึงเสน่ห์ของถ้วยใบนี้ที่ใครก็มีลุ้น

ประวัติศาสตร์เอฟเอคัพและทีมเด่น

เอฟเอคัพไม่ใช่แค่รอบชิง แต่เป็นทัวร์นาเมนต์ที่ทีมล่างๆ สามารถเจอยักษ์ใหญ่ได้ตั้งแต่รอบแรก ตั้งแต่ 2010 แชมป์ส่วนใหญ่มาจากพรีเมียร์ลีก แต่มีเซอร์ไพรส์อย่างวิแกนที่ชนะแมนยูในรอบรอง 2013 ฤดูกาลนี้ รอบชิงอาจมีทีมใหม่ๆ มาอีก คุณคิดว่าใครจะเป็นแชมป์?

หากชอบควิซฟุตบอล ไปดูเพิ่มที่ Football Quizzes หรือ Sports Quizzes สมัครแจ้งเตือนเพื่อไม่พลาด!

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

ลองทำควิซทุกทีมเข้าชิง FA Cup ตั้งแต่ 2010 แล้วแชร์คะแนนในคอมเมนต์! คุณจำทีม underdog ได้หมดไหม? บอกเราหน่อย แล้วเตรียมตัวสำหรับรอบชิงสุดสัปดาห์นี้

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ