วัน: 28 เมษายน 2026

‘ท็อตแนมทำพลาด’ ชัยชนะสเปอร์สสายเกิน?

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา แฟนบอลท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ หรือที่รู้จักกันในชื่อสเปอร์ส ได้เฮกันลั่น เมื่อทีมรักคว้าชัยชนะเหนือวูล์ฟส์ได้สำเร็จ นี่คือชัยชนะนัดแรกในลีกของปีนี้ แต่หลายคนยังตั้งคำถามว่า ‘ท็อตแนมทำพลาด’ ไปแล้วหรือยัง? ชัยชนะนี้มาช้าเกินไปหรือไม่?

‘ท็อตแนมทำพลาด’ ชัยชนะสเปอร์สสายเกิน?

Mark Ogden นักเขียนฟุตบอลชื่อดัง และ Chris Sutton อดีตดาวยิงพรีเมียร์ลีก ได้มาพูดคุยกันในรายการ Monday Night Club โดยทั้งคู่เห็นตรงกันว่าสเปอร์สกำลังมุ่งตรงสู่การตกชั้นจากพรีเมียร์ลีก แม้จะเพิ่งเอาชนะวูล์ฟส์ไป 2-1 ก็ตาม การขาดหายไปของผู้เล่นตัวหลักหลายคน สถิติที่ย่ำแย่ตลอดทั้งฤดูกาล ทำให้แฟนๆ เริ่มหมดหวัง

ฤดูกาลนี้ สเปอร์สเก็บได้เพียงคะแนนน้อยนิด ฟอร์มการเล่นที่ไม่คงเส้นคงวา การป้องกันที่รั่วไหล และการโจมตีที่ฝืดเคือง ทำให้ทีมอยู่อันดับท้ายตาราง ชัยชนะนัดนี้เหมือนแสงสว่างในอุโมงค์มืด แต่ผู้เชี่ยวชาญอย่าง Ogden ชี้ว่า ‘ท็อตแนมทำพลาด’ ในการบริหารทีมตั้งแต่ต้นฤดูกาล การเปลี่ยนตัวผู้จัดการทีม การซื้อขายนักเตะที่ไม่ตรงจุด ล้วนเป็นปัจจัยที่พาทีมมาถึงจุดนี้

สาเหตุหลักที่ทำให้ ‘ท็อตแนมทำพลาด’

  • อาการบาดเจ็บถาโถม: ผู้เล่นหลักอย่าง Son Heung-min และ James Maddison ต่างบาดเจ็บหนัก ส่งผลให้ทีมขาดความสมดุล
  • ฟอร์มผู้เล่นไม่คงที่: นักเตะดาวรุ่งหลายคนยังไม่พร้อมรับมือความกดดันในพรีเมียร์ลีก
  • กลยุทธ์การเล่นผิดพลาด: การเน้นบุกแบบบุ่มบ่ามทำให้เสียประตูง่าย
  • ปัญหาการบริหาร: การตัดสินใจของบอร์ดบริหารที่ไม่ชัดเจน สร้างความไม่แน่นอนในทีม

ชัยชนะเหนือวูล์ฟส์ในนัดล่าสุด มาจากประตูของ Richarlison และการเซฟสำคัญของกองหลัง แต่ Sutton วิเคราะห์ว่ามันเป็นเพียง ‘ชัยชนะแบบบังเอิญ’ ไม่ใช่การฟื้นตัวที่ยั่งยืน สเปอร์สยังต้องเจอกับโปรแกรมหนัก ทั้งดวลเชลซี แมนยู และอาร์เซนอล ซึ่งอาจเป็นด่านทดสอบสุดท้าย

ฟังพอดแคสต์เต็มๆ ได้ที่ MNC: Spurs’ injuries and Chelsea’s character เพื่อติดตามความเห็นลึกๆ จากผู้เชี่ยวชาญ

อนาคตของสเปอร์สจะเป็นอย่างไร?

หากสเปอร์สอยากรอดจากการตกชั้น พวกเขาต้องปรับปรุงหลายด้าน การเรียกความมั่นใจกลับมา การหมุนเวียนผู้เล่น และที่สำคัญคือการสนับสนุนจากแฟนบอล แม้จะมี ‘ท็อตแนมทำพลาด’ ไปแล้ว แต่ฟุตบอลคือเกมที่เต็มไปด้วยปาฏิหาริย์ ลิเวอร์พูลเคยพลิกจากสถานการณ์ย่ำแย่ได้ ทำไมสเปอร์สจะทำไม่ได้?

สถิติฤดูกาลนี้แสดงให้เห็นว่าสเปอร์สแพ้ถึง 20 นัดจาก 30 นัดที่เล่น คะแนนรวมแค่ 25 แต้ม อยู่อันดับ 19 ห่างจากโซนปลอดภัยแค่ 3 คะแนน ชัยชนะนัดนี้จุดประกายความหวัง แต่ต้องพิสูจน์ต่อเนื่อง

ในมุมมองของผม ชัยชนะสเปอร์สสายเกินไปจริงๆ ถ้าไม่รีบแก้ไขตอนนี้ ฤดูกาลหน้าอาจได้ไปเตะแชมป์ชิพ ลองคิดดูสิ แฟนท็อตแนมจะรับมือได้ไหม? คุณคิดอย่างไร ลองคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามอัปเดตฟุตบอลพรีเมียร์ลีกกับเรา!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

“ซาบีดา” ปลื้มงาน 244 ปี รายได้ 168 ล้าน ดันชุดไทยมรดกโลก

“ซาบีดา” ปลื้ม งาน 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ รายได้สะพัด 168 ล้าน พร้อมดัน “ชุดไทย” สู่มรดกโลก เป็นข่าวดีที่ทำให้คนไทยทุกคนยิ้มกว้างเลยนะครับ! กระทรวงวัฒนธรรมภายใต้การนำของนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดงานเฉลิมฉลองสุดยิ่งใหญ่ “ใต้ร่มพระบารมี 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์” ซึ่งประสบความสำเร็จแบบถล่มทลาย ดึงดูดนักท่องเที่ยวกว่า 2.4 แสนคน สร้างรายได้หมุนเวียนถึง 168 ล้านบาท แถมยังเป็นเวทีสำคัญในการผลักดัน “ชุดไทย” ให้ก้าวสู่การเป็นมรดกโลก UNESCO อีกด้วย

งาน 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ รายได้สะพัด 168 ล้าน

“ซาบีดา” ปลื้ม งาน 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ รายได้สะพัด 168 ล้าน พร้อมดัน “ชุดไทย” สู่มรดกโลก

งานนี้จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ที่ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เมื่อ 21 เมษายน 2325 จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน ศาสนา ศิลปะวัฒนธรรม และประชาชน ทำให้เกิดประสบการณ์สุดประทับใจ งานแบ่งเป็น 3 พื้นที่ 3 สไตล์เจ๋งๆ ดังนี้

  • อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย: สร้างรัตนโกสินทร์ที่มีชีวิต ผสมผสานรุ่นเก่ารุ่นใหม่ ด้วยนิทรรศการ Outdoor Multimedia และ AI สร้างภาพชุดไทยสุดล้ำ!
  • พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร: Night Museum เดินวังยามค่ำ ชมพิพิธภัณฑ์ ดูหนังโชว์ ช้อปชิม ในบรรยากาศวังเรืองรอง ย้อนยุครัตนโกสินทร์ต้น.
  • วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร: เดินชุมชนคลองสาน-กะดีจีน สไตล์งานวัดเต็มเปี่ยมวัฒนธรรม ไหว้พระ ประกวดอาหารสามศาสนา.

จัดระหว่าง 22-26 เมษายน 2568 มีคนมาร่วมกว่า 248,000 คน ชาวไทย 240,000 นักท่องเที่ยวต่างชาติ 7,400 คน รายได้ 168 ล้านบาท และออนไลน์ 39 ล้านครั้ง! ตอกย้ำพลังทุนวัฒนธรรมในการกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย

ไฮไลต์งาน 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ ชุดไทยสวยงาม

ไฮไลต์สุดปังที่ทำให้ทุกคนหลงรักความเป็นไทย

นางสาวซาบีดาเล่าว่า ที่อุทยานจุฬาฯ มีคอนเสิร์ตศิลปินดัง แสดงศิลปวัฒนธรรมไทยแท้ๆ พิพิธภัณฑ์ฯ มีหนังกลางแปลง การแสดงพื้นบ้านหายาก ส่วนวัดประยุรฯ เต็มไปด้วยวิถีชุมชน สะท้อนศรัทธาและความผูกพัน ทำให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ สัมผัสวัฒนธรรมใกล้ชิด สร้างรายได้ยั่งยืน

ที่เด็ดสุดคือทุกคนแต่งชุดไทย ชุดไทยประยุกต์ ผ้าไทย สวยอิสระ สะท้อนตัวตน ตามนโยบาย “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน” ทำให้คนไทยภาคภูมิในมรดกชาติ ขณะที่ “ชุดไทย: ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ” กำลังรอขึ้นทะเบียนมรดกโลกที่เซียะเหมิน จีน 30 พ.ย.-5 ธ.ค. 2569

ผู้เข้าร่วมงานสวมชุดไทย 244 ปี รัตนโกสินทร์
กิจกรรมชุดไทย ดันสู่มรดกโลก

นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังรณรงค์แต่งชุดไทยทั้งประเทศ เดือนเมษายน สัปดาห์อนุรักษ์มรดกไทย 2-8 เม.ย. และสงกรานต์ 13-15 เม.ย. 2568 ใหญ่โตทั่วประเทศ

งานนี้ไม่ใช่แค่เฉลิมฉลอง แต่เป็นการจุดประกายความรักชาติ สร้างเศรษฐกิจจากวัฒนธรรม ลองนึกภาพนะครับ ถ้าชุดไทยเป็นมรดกโลก ไทยเราจะดังระดับโลกขนาดไหน! มาสนับสนุนกันเถอะ สวมชุดไทยทุกโอกาส ภูมิใจในความเป็นไทย แล้วแบ่งปันเรื่องราวดีๆ นี้ให้เพื่อนๆ ด้วยนะ

ที่มา – “ซาบีดา” ปลื้ม งาน 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ รายได้สะพัด 168 ล้าน พร้อมดัน “ชุดไทย” สู่มรดกโลก

เคาะตรึงค่าไฟ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท บ้านอยู่อาศัย

สวัสดีครับชาวบ้านทุกท่าน! วันนี้มีข่าวดีสุดๆ มาบอกกันเลย รัฐบาลเคาะตรึงค่าไฟ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท สำหรับบ้านอยู่อาศัยแล้วนะครับ ช่วยบรรเทาภาระค่าไฟให้ครอบครัวไทยกว่า 20 ล้านหลัง ซึ่งคิดเป็น 90% ของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศเลยทีเดียว โดยเฉพาะบ้านที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน จะได้จ่ายถูกลงแบบชัดเจน มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 นี้เอง เป็นส่วนหนึ่งของ “วาระแห่งชาติด้านพลังงาน” เพื่อรับมือราคาพลังงานโลกที่ผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความต้องการสูง

สถานการณ์ตอนนี้ ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูง ส่งผลกระทบต้นทุนผลิตไฟฟ้าในไทย รัฐบาลจึงออกมาตรการเร่งด่วนหลายด้าน ไม่ใช่แค่ตรึงค่าไฟ แต่ยังส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและพลังงานทางเลือกด้วย เช่น โซลาร์รูฟท็อปที่กำลังมาแรง ช่วยให้ผลิตไฟใช้เอง ลดค่าไฟระยะยาวได้จริง

เคาะตรึงค่าไฟ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท

มาตรการหลักที่ทุกคนรอคอยคือ เคาะตรึงค่าไฟ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย โดยจะปรับอัตราค่าไฟแบบก้าวหน้าให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569 ครับ กลุ่มเป้าหมายคือบ้านพักอาศัยกว่า 20 ล้านหลัง ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ไฟไม่เกินระดับนี้ จ่ายค่าไฟจะถูกลงทันที ใครใช้เกิน 200 หน่วยก็ไม่ต้องกังวล รัฐบาลบอกว่าจะมีมาตรการต่อเนื่อง แนะนำให้ติดตามประกาศเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการอื่นๆ ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายพลังงาน เช่น:

  • ส่งเสริมการผลิตไฟจากพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะโซลาร์รูฟท็อปสำหรับประชาชนและหน่วยงานรัฐแบบ ESCO Model
  • ปรับระบบรับซื้อไฟฟ้าใหม่ จาก Adder เป็น Feed-in Tariff (FiT) ที่เหมาะสมกว่า
  • ลดการใช้พลังงานภาครัฐลง 20% และเชื่อมโยงกับการประเมินผลผู้บริหาร

รัฐส่งเสริมโซลาร์รูฟ ลดค่าไฟยั่งยืน

หนึ่งในไฮไลต์คือการผลักดันโซลาร์รูฟหรือแผงโซลาร์เซลล์ติดหลังคาบ้านครับ รัฐมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนถูกกว่าค่าไฟเสียอีก และรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้คืนด้วย ประชาชนผลิตไฟใช้เอง ลดการพึ่งพากฟผ. แถมยังเป็นพลังงานสะอาด ช่วยลดคาร์บอน ลดโลกร้อน พรุ่งนี้ (29 เมษายน 2569) คณะกรรมการพลังงานแห่งชาติจะประชุมเดินหน้าต่อ

มาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานมีประสิทธิภาพยังรวมถึง:

  • เปลี่ยนไฟสาธารณะเป็น LED และไฟถนนโซลาร์เซลล์ พร้อมระบบบริหารจัดการพลังงาน
  • ผลักดันยานยนต์ไฟฟ้า ติดตั้งสถานีชาร์จสาธารณะและสลับแบต
  • พลังงานชีวภาพจากของเสียเกษตร ทำเชื้อเพลิงชีวมวลและก๊าซชีวภาพ

ประโยชน์ที่ได้มหาศาลครับ ไม่ใช่แค่ลดค่าไฟชั่วคราว แต่สร้างระบบพลังงานยั่งยืน ลดนำเข้าพลังงาน ช่วยเศรษฐกิจชาติ ประหยัดทรัพยากรระยะยาว บ้านไหนสนใจโซลาร์รูฟ ลองคำนวณดู ติดตั้งครั้งเดียว ใช้ฟรี 20-25 ปี คืนทุนไว 3-5 ปี แถมค่าไฟลดลง 50-70% เลยนะ

สำหรับบ้านที่ใช้ไฟเยอะ แนะนำตรวจสอบการใช้ไฟฟ้า ลดการปล่อยทิ้ง เปลี่ยนเครื่องใช้ประหยัดพลังงาน 5 ดาว เช่น ตู้เย็น แอร์ LED และพิจารณาโซลาร์รูฟตั้งแต่เนิ่นๆ รัฐบาลเข้าใจปัญหา จะมีมาตรการช่วยเพิ่มแน่นอน

สรุปแล้ว มาตรการนี้คือโอกาสทองสำหรับทุกบ้าน ลดค่าไฟวันนี้ สร้างอนาคต xanh พรุ่งนี้ คุณลองเริ่มจากติดตามข่าวและวางแผนติดตั้งโซลาร์รูฟดูไหม? ประหยัดจริง ลองเลย!

ที่มา – เคาะตรึงค่าไฟ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท สำหรับบ้านอยู่อาศัย รัฐส่งเสริมโซลาร์รูฟ

ชาวบุรีรัมย์ เสียงแตกนโยบายปิดไฟถนน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องที่กำลังเป็นกระแสในจังหวัดบุรีรัมย์กันดีกว่า นั่นคือ ชาวบุรีรัมย์ เสียงแตกนโยบายปิดไฟถนน ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าที่รัฐบาลเตรียมเริ่มดีเดย์ 1 พฤษภาคม 2569 นี้เอง บางคนเห็นด้วยแบบสุดใจ บอกว่าถ้าปิดหลายจุดทั่วประเทศจะช่วยประหยัดพลังงานให้ชาติได้เยอะมาก แต่บางกลุ่มก็กังวลหนัก กลัวเสี่ยงอุบัติเหตุและเปิดช่องให้มิจฉาชีพมากขึ้น มาฟังเสียงสะท้อนจากชาวบ้านจริงๆ กันเลย

ชาวบุรีรัมย์ เสียงแตกนโยบายปิดไฟถนน เริ่ม 1 พ.ค. 69

จากที่ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่อำเภอโนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ เมื่อ 28 เมษายน 2569 พบว่าประชาชน เกษตรกร และพ่อค้าแม่ค้าต่างมีความเห็นหลากหลายต่อมาตรการปิดไฟส่องสว่างตามถนนทางหลวงชนบทบางสายบางจุด เพื่อประหยัดพลังงานไฟฟ้าที่ต้นทุนสูงขึ้นในช่วงนี้ รัฐบาลหวังลดภาระค่าไฟของภาครัฐ แต่ชาวบ้านบางส่วนมองว่ามันเสี่ยงเกินไป โดยเฉพาะคนที่ต้องขับมอเตอร์ไซค์กลางคืน เช่น ไปโรงพยาบาล กรีดยางพารา หรือเดินทางดึกๆ ถ้าไม่มีไฟส่องทาง มองไม่เห็นชัด เสี่ยงล้มหรือโดนรถชนได้ง่าย

นอกจากนี้ ยังมีเสียงกังวลเรื่องความมืดที่อาจเชิญชิมิให้เกิดอาชญากรรมในจุดเปลี่ยวๆ เช่น ทางลัดหรือนอกหมู่บ้าน ชาวบ้านคนหนึ่งเล่าว่า “กลางคืนมืดสนิท ถ้าปิดไฟแล้วใครจะกล้าออกไปไหนมาไหน คงน่ากลัวมาก” เป็นความห่วงใยที่เข้าใจได้เลยครับ เพราะความปลอดภัยต้องมาก่อน

ฝ่ายเห็นด้วยนโยบายปิดไฟถนน ชี้ช่วยชาติระยะยาว

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็มีชาวบุรีรัมย์จำนวนไม่น้อยที่สนับสนุนเต็มที่ พวกเขามองว่านโยบายนี้เป็นทางออกที่ดีในยุคที่ราคาน้ำมันและพลังงานแพง การปิดไฟในจุดที่ไม่จำเป็น เช่น ถนนที่รถไม่พลุกพล่านมาก จะช่วยลดค่าไฟฟ้าของรัฐได้มหาศาล ถ้าปรับใช้ทั่วประเทศ เงินที่ประหยัดได้เอาไปพัฒนาชาติในด้านอื่นได้อีกเพียบ ชาวบ้านคนหนึ่งกล่าวว่า “อุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดจากความประมาท ไม่ใช่เพราะไม่มีไฟ ถ้าปิดไฟแล้วคนขับระวังตัวมากขึ้น อาจปลอดภัยกว่าเดิมซะอีก และชีวิตประจำวันเราไม่กระทบอะไร”

เห็นด้วยเลยครับ เพราะปัจจุบันไฟถนนเปิดทิ้งไว้ทั้งคืน บางจุดไม่มีคนผ่านเลย สิ้นเปลืองจริงๆ ถ้าปิดเฉพาะบางช่วงเวลา หรือจุดเสี่ยงต่ำ ก็น่าจะสมดุลดี

ข้อดี-ข้อเสียของนโยบายปิดไฟถนน

  • ข้อดี: ประหยัดพลังงาน ลดต้นทุนรัฐ ช่วยสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยคาร์บอน
  • ข้อเสีย: เสี่ยงอุบัติเหตุ เพิ่มโอกาสอาชญากรรม โดยเฉพาะพื้นที่ชนบท
  • ข้อเสนอแนะ: ติดตั้งไฟประหยัดพลังงานอย่าง LED หรือเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว เปิดเฉพาะตอนมีรถผ่าน

หลายคนเสนอไอเดียเจ๋งๆ เช่น ใช้ไฟโซลาร์เซลล์ที่ชาร์จเองได้ หรือกำหนดปิดไฟแค่ 22.00-05.00 น. ในจุดที่ปลอดภัย เพื่อให้ได้ทั้งประหยัดและปลอดภัย ถ้าทำแบบนี้ ก็น่าจะ win-win ทุกฝ่าย

ส่วนตัวผมคิดว่านโยบายนี้มีเจตนาดี แต่ต้องทดลองในพื้นที่เล็กๆ ก่อน เก็บข้อมูลจริง แล้วปรับปรุง ถ้าประสบความสำเร็จ ค่อยขยายทั่วประเทศ คุณล่ะคิดยังไงกับ ชาวบุรีรัมย์ เสียงแตกนโยบายปิดไฟถนน นี้? มาแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเลยนะครับ จะได้ช่วยกันหาทางออกที่ดีที่สุด!

ที่มา – ชาวบุรีรัมย์ เสียงแตกนโยบายปิดไฟถนน ฝ่ายเห็นด้วย เชื่อหากปิดทั่วประเทศประหยัดช่วยชาติ

ครม.ไฟเขียวแผนกสศ.ปี70 8.99 พันล้าน ลดเหลื่อมล้ำ

ครม. ไฟเขียวแผนการใช้เงินปี 70 กสศ. วงเงิน 8.99 พันล้านบาท ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา-อุ้มเด็กยากจน เป็นข่าวดีที่สร้างความหวังให้กับเด็กและเยาวชนไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่มาจากครอบครัวยากจน ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติแผนการใช้จ่ายงบประมาณของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สำหรับปีงบประมาณ 2570 วงเงินรวม 8,998.48 ล้านบาท เพื่อลดช่องว่างทางการศึกษาและช่วยเหลือเด็กยากจนกว่า 1.3 ล้านคน

ครม. ไฟเขียวแผนการใช้เงินปี 70 กสศ. วงเงิน 8.99 พันล้านบาท ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา-อุ้มเด็กยากจน

วันที่ 28 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงมติครม.ที่เห็นชอบแผนดังกล่าว โดยจะนำไปจัดทำรายละเอียดคำของบประมาณ เสนอสำนักงบประมาณต่อไป แผนนี้ประกอบด้วย 5 แผนงานหลักที่ครอบคลุมการพัฒนาการศึกษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงการศึกษาภาคบังคับ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวยากจน และยกระดับคุณภาพการเรียนรู้

รายละเอียด 5 แผนงานหลักในงบ กสศ. ปี 70

  • แผนงาน 1: สนับสนุนการศึกษาและการเรียนรู้เต็มศักยภาพ วงเงิน 6,794.23 ล้านบาท แผนนี้เป็นหัวใจสำคัญ โดยจัดสรร “เงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข” หรือทุนเสมอภาค ให้เด็กยากจนพิเศษตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมต้น อัตรา 4,200 บาทต่อคนต่อปี ครอบคลุมนักเรียนกว่า 1.3 ล้านคน ช่วยให้เด็กเหล่านี้ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเทอม ค่าชุดนักเรียน หรืออุปกรณ์การเรียน ทำให้สามารถโฟกัสที่การเรียนได้เต็มที่ ปัญหาเหลื่อมล้ำการศึกษาในไทยยังคงรุนแรง โดยเด็กจากครอบครัวยากจนมักขาดโอกาส ทำให้อัตราการหลุดจากระบบการศึกษาสูง แผนนี้น่าจะช่วยพลิกเกมได้
  • แผนงาน 2: พัฒนาครู หน่วยจัดการเรียนรู้ และต้นแบบการจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่น วงเงิน 633.33 ล้านบาท มุ่งยกระดับคุณภาพครู โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล เช่น การพัฒนาระบบผลิตครูใหม่ การอบรมทักษะการสอนที่เหมาะกับเด็กหลากหลาย背景 ช่วยให้การเรียนรู้ยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การเรียนออนไลน์หรือแบบผสมผสาน
  • แผนงาน 3: เสริมสร้างความร่วมมือภาคีเครือข่าย วงเงิน 818.80 ล้านบาท ส่งเสริมแนวคิด “All for Education” โดยกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจัดการศึกษา พัฒนานวัตกรรมเชิงพื้นที่ เพื่อเข้าถึงเด็กกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กชาติพันธุ์หรือเด็กนอกระบบ
  • แผนงาน 4: พัฒนาองค์ความรู้ วิจัย นวัตกรรม และสื่อสารสาธารณะ วงเงิน 337.20 ล้านบาท สนับสนุนงานวิจัย ระบบข้อมูลบูรณาการ เพื่อติดตามผลและปรับปรุงนโยบายอย่างต่อเนื่อง
  • แผนงาน 5: บริหารและพัฒนากสศ. วงเงิน 414.93 ล้านบาท เสริมประสิทธิภาพองค์กร เพื่อขับเคลื่อนร่วมกับภาคีเครือข่ายได้ดีขึ้น

ครม. ไฟเขียวแผนการใช้เงินปี 70 กสศ. วงเงิน 8.99 พันล้านบาท ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา-อุ้มเด็กยากจน นี้ จะนำไปสู่ประโยชน์หลายประการ เช่น การเข้าถึงการศึกษาที่เท่าเทียม ลดอุปสรรคทั้งในและนอกระบบ สร้างการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น และชี้เป้าเด็กขาดแคลนเพื่อช่วยเหลือต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังสร้างระบบนิเวศการศึกษาที่ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ และเชิญชวนทุกภาคส่วนมาร่วมเป็นเจ้าของการเปลี่ยนแปลง

ในบริบทของประเทศไทย ปัญหาเหลื่อมล้ำการศึกษายังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ โดยข้อมูลจากกสศ. ชี้ว่าเด็กยากจนมีโอกาสเรียนต่ออุดมศึกษาน้อยกว่ากลุ่มอื่นถึง 5 เท่า นโยบายนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเสมอภาค สร้างอนาคตที่สดใสให้เยาวชนทุกคน หากดำเนินการได้ดี จะช่วยยกระดับ GDP และลดความยากจนในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การประสบความสำเร็จต้องอาศัยการติดตามผลอย่างใกล้ชิดและการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย คุณคิดว่านโยบายนี้จะช่วยลดช่องว่างการศึกษาได้จริงหรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวสารการศึกษาอื่นๆ เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – ครม. ไฟเขียวแผนการใช้เงินปี 70 กสศ. วงเงิน 8.99 พันล้านบาท ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา-อุ้มเด็กยากจน

ญี่ปุ่นทดลองใช้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ช่วยขนสัมภาระฮาเนดะ

ญี่ปุ่นทดลองใช้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ช่วยงานเคลื่อนย้ายสัมภาระที่สนามบินฮาเนดะ กำลังกลายเป็นข่าวร้อนในวงการเทคโนโลยีและการบิน สายการบินเจแปนแอร์ไลน์ (JAL) เตรียมเปิดตัวโครงการนี้ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อรับมือกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานท่ามกลางกระแสท่องเที่ยวที่พุ่งสูงและสังคมสูงวัย

ญี่ปุ่นทดลองใช้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ช่วยงานเคลื่อนย้ายสัมภาระที่สนามบินฮาเนดะ

พนักงานสนามบินฮาเนดะซึ่งเป็นสนามบินหลักที่รองรับผู้โดยสารกว่า 60 ล้านคนต่อปี กำลังเผชิญภาระหนักหน่วงจากการขนย้ายกระเป๋าและสินค้า JAL จึงร่วมมือกับ GMO Internet Group นำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จากบริษัท Unitree ของจีนมาทดสอบใช้งานจริงบนลานจอดเครื่องบิน หุ่นยนต์ตัวนี้สูง 130 เซนติเมตร สามารถผลักตู้สินค้าขึ้นสายพาน โบกมือทักทายพนักงาน และทำงานหนักได้โดยไม่เหนื่อยล้า

โครงการนี้จะทดลองไปจนถึงปี 2028 หากสำเร็จอาจติดตั้งถาวร นายโยชิเทรุ ซูซูกิ ประธาน JAL Ground Service กล่าวว่า “หุ่นยนต์จะช่วยลดภาระงานหนักของพนักงาน สร้างประโยชน์มหาศาลให้องค์กร” แต่ย้ำว่าหน้าที่ด้านความปลอดภัยยังคงเป็นของมนุษย์

เทคโนโลยีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในญี่ปุ่นทดลองใช้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ช่วยงานเคลื่อนย้ายสัมภาระที่สนามบินฮาเนดะ

หุ่นยนต์จาก Unitree เมืองหางโจว สามารถชาร์จไฟทำงานต่อเนื่อง 2-3 ชั่วโมง และมีแผนขยายหน้าที่ เช่น การตรวจสอบสินค้าหรือช่วยเหลือผู้โดยสาร นอกจากนี้ GMO AI and Robotics โดยนายโทโมฮิโรุ อุจิดะ ชี้ว่า แม้สนามบินดูทันสมัย แต่เบื้องหลังยังขาดคนอย่างหนัก

  • ผลักดันตู้สินค้าและกระเป๋าได้อย่างแม่นยำ
  • ทนทานต่อสภาพอากาศกลางแจ้ง
  • เรียนรู้จาก AI เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ
  • ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุจากการยกของหนัก

วิกฤตแรงงานญี่ปุ่นเบื้องหลังโครงการนี้

ญี่ปุ่นเผชิญนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลักกว่า 7 ล้านคนใน 2 เดือนแรกปี 2026 ขณะที่ประชากรวัยทำงานลดลง คาดต้องการแรงงานต่างชาติ 6.5 ล้านคนภายใน 2040 แต่รัฐบาลถูกกดดันเรื่องผู้อพยพ การใช้หุ่นยนต์จึงเป็นทางออกยั่งยืน ช่วยให้สนามบินฮาเนดะจัดการปริมาณงานได้ดีขึ้น

นอกจากฮาเนดะ โครงการคล้ายๆ นี้กำลังขยายไปยังสนามบินอื่นๆ ในญี่ปุ่น แสดงให้เห็นถึงการก้าวกระโดดของเทคโนโลยีหุ่นยนต์ในอุตสาหกรรมการขนส่ง ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมหน้าสนามบินทั่วโลกในอนาคต

ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือก้าวสำคัญที่ญี่ปุ่นนำหน้าโลกในการผสานหุ่นยนต์เข้ากับชีวิตประจำวัน ไม่เพียงแก้ปัญหาแรงงาน แต่ยังยกระดับประสิทธิภาพการบิน คุณคิดว่าหุ่นยนต์จะมาแทนที่มนุษย์ในสนามบินไทยเมื่อไหร่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวเทคโนโลยีเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – ญี่ปุ่นทดลองใช้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ช่วยงานเคลื่อนย้ายสัมภาระที่สนามบินฮาเนดะ

ครม. ไฟเขียวส่งผู้แทนชิงเก้าอี้ “ผอ. WHO”

วันนี้เรามีข่าวดีจากวงการสาธารณสุขไทย เมื่อครม. ไฟเขียวส่งผู้แทนชิงเก้าอี้ “ผอ. WHO” เพื่อยกระดับบทบาทของไทยในเวทีสุขภาพโลก นับเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของระบบสาธารณสุขไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

ครม. ไฟเขียวส่งผู้แทนชิงเก้าอี้ “ผอ. WHO”

จากข้อมูลล่าสุด วันที่ 28 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ให้ประเทศไทยส่งผู้แทนเข้าสมัครตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (Director-General of the World Health Organization: WHO) การตัดสินใจนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะหากสำเร็จ จะเป็นครั้งแรกที่ไทยก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งหัวใจขององค์กรสุขภาพโลก

ครม. ได้มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการสรรหาผู้แทนที่มีคุณสมบัติโดดเด่น เช่น ความเชี่ยวชาญด้านนโยบายสาธารณสุข การจัดการโรคระบาด และประสบการณ์งานระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือจากกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานเกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนด้านการทูตและประชาสัมพันธ์ ทำให้โอกาสของผู้สมัครไทยสูงขึ้นอย่างมาก

เหตุผลที่ครม. ไฟเขียวส่งผู้แทนชิงเก้าอี้ “ผอ. WHO”

ประเทศไทยมีจุดแข็งในด้านสาธารณสุขที่โดดเด่น เช่น ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Coverage: UHC) ที่ครอบคลุมประชาชนเกือบ 100% การจัดการโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนได้รับคำชื่นชมจาก WHO และความเชี่ยวชาญด้านวัคซีนและยา หากผู้แทนไทยได้ตำแหน่งนี้ จะช่วยผลักดันวาระสุขภาพของไทย เช่น การลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ การเตรียมพร้อมโรคอุบัติใหม่ และการพัฒนาสุขภาพดิจิทัล

นอกจากนี้ ยังจะยกระดับอิทธิพลของไทยในภูมิภาคอาเซียน โดยดึงดูดงบประมาณและโครงการพัฒนาจาก WHO มาสู่ภูมิภาค ทำให้ระบบสาธารณสุขอาเซียนเข้มแข็งยั่งยืนมากขึ้น รองโฆษกฯ เน้นย้ำว่า “หากผู้แทนจากประเทศไทยได้ดำรงตำแหน่งนี้ จะสร้างภาพลักษณ์ที่ดี เพิ่มอิทธิพลของไทย และส่งผลดีต่อทุกคน”

บทบาทของ WHO และโอกาสสำหรับไทย

องค์การอนามัยโลก (WHO) เป็นหน่วยงานหลักภายใต้อาเซียนของสหประชาชาติ รับผิดชอบกำหนดนโยบายสุขภาพโลก จัดการวิกฤตโรคระบาด และสนับสนุนประเทศสมาชิก ปัจจุบัน ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่สมัยที่สอง ซึ่งจะสิ้นสุดในปีหน้า การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสทองสำหรับไทยที่เคยมีบทบาทสำคัญ เช่น เป็นเจ้าภาพประชุมสมัชชาสุขภาพโลก และพัฒนาแอปหมอพร้อมที่ประสบความสำเร็จระดับโลก

  • ยกระดับภาพลักษณ์สาธารณสุขไทยในเวทีโลก
  • ผลักดันงบประมาณและโครงการจาก WHO สู่ไทยและอาเซียน
  • เสริมสร้างความเข้มแข็งระบบสุขภาพภูมิภาค
  • เพิ่มโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยี
  • เตรียมพร้อมรับมือโรคระบาดอนาคต

การสรรหาผู้แทนไทยกำลังดำเนินการ โดยคาดว่าจะมีผู้สมัครชั้นนำจากหน่วยงานสาธารณสุขและนักวิชาการชั้นนำ เพื่อให้เหมาะสมที่สุดกับตำแหน่งนี้

ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือก้าวย่างเชิงยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาดของรัฐบาลไทย แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการนำพาประเทศสู่การเป็นผู้นำสุขภาพเอเชีย หากสำเร็จ จะไม่เพียงสร้างความภาคภูมิใจให้คนไทย แต่ยังเป็นประโยชน์ยั่งยืนต่อประชาชนทุกคน คุณคิดอย่างไรกับโอกาสนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อติดตามพัฒนาการต่อไป!

ที่มา – ครม. ไฟเขียวส่งผู้แทนชิงเก้าอี้ “ผอ. WHO” หวังชูบทบาทนำสาธารณสุขไทยในเวทีโลก

เตือน 33 จังหวัด เฝ้าระวังฝนตกหนัก น้ำท่วมขัง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวไทยทุกคน โดยเฉพาะพี่น้องที่อาศัยอยู่ในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลางตอนบน วันนี้มีข่าวเตือนภัยสำคัญจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. ที่เพิ่งประกาศออกมา เตือน 33 จังหวัด เฝ้าระวังฝนตกหนัก ในช่วงวันที่ 29 เมษายน ถึง 1 พฤษภาคม 2567 นี้เองครับ เนื่องจากมีมวลอากาศเย็นจากจีนแผ่ลงมา ทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองและฝนตกหนักบางแห่ง ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาน้ำท่วมขังระยะสั้นๆ ที่กลายเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการสัญจรในเขตเมือง รวมถึงกระทบต่อพืชผลทางการเกษตรและสัตว์เลี้ยงด้วยนะครับ

เตือน 33 จังหวัด เฝ้าระวังฝนตกหนัก

การประกาศเตือนนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2567 โดย สทนช. ชี้แจงสาเหตุหลักมาจากความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนที่ปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและทะเลจีนใต้ ขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนอบอ้าวถึงร้อนจัด สภาพอากาศแบบนี้เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดพายุฤดูร้อนแบบฝนฟ้าคะนองหนัก ซึ่งเป็นลักษณะปกติในช่วงเปลี่ยนผ่านจากฤดูร้อนสู่ฤดูฝนครับ เตือน 33 จังหวัด เฝ้าระวังฝนตกหนัก เพื่อให้ประชาชนเตรียมตัวรับมือทันท่วงที

สาเหตุและช่วงเวลาที่ต้องระวัง

สภาพอากาศร้อนจัดในตอนบนของไทย ตอกย้ำด้วยมวลเย็นจากจีน ทำให้เกิดการปะทะอากาศที่รุนแรง นำไปสู่ฝนตกหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะวันที่ 29 เม.ย. – 1 พ.ค. 2567 นี้ ใครที่กำลังวางแผนเดินทางหรือทำเกษตร อย่าประมาทเลยครับ ควรติดตามพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด

รายชื่อ 33 จังหวัดที่ต้องเฝ้าระวัง

จังหวัดที่เข้าข่ายเสี่ยงสูง ได้แก่

  • แม่ฮ่องสอน
  • เชียงใหม่
  • เชียงราย
  • ลำพูน
  • ลำปาง
  • พะเยา
  • น่าน
  • อุตรดิตถ์
  • สุโขทัย
  • กำแพงเพชร
  • พิษณุโลก
  • ตาก
  • เพชรบูรณ์
  • เลย
  • หนองคาย
  • บึงกาฬ
  • หนองบัวลำภู
  • ชัยภูมิ
  • อุดรธานี
  • สกลนคร
  • นครพนม
  • มุกดาหาร
  • ศรีสะเกษ
  • นครราชสีมา
  • บุรีรัมย์
  • สุรินทร์
  • อุบลราชธานี
  • นครสวรรค์
  • ลพบุรี
  • นครนายก
  • ปราจีนบุรี
  • สระแก้ว
  • ชลบุรี

เห็นรายชื่อแล้วกว้างขวางครอบคลุมหลายภาคเลยครับ หากคุณอยู่จังหวัดเหล่านี้ ควรเตรียมแผนสำรองไว้

ผลกระทบที่คาดการณ์จากฝนตกหนัก

ประเด็นสำคัญคือ น้ำท่วมขัง ในเขตชุมชนเมือง ซึ่งอาจทำให้ถนนหนทางลื่นและน้ำท่วมสูง ส่งผลให้การสัญจรติดขัด โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่ระบบระบายน้ำยังไม่สมบูรณ์ อย่างเชียงใหม่หรือนครราชสีมา นอกจากนี้ เกษตรกรต้องระวังพืชผลที่กำลังออกดอกออกผล เช่น ข้าว มันสำปะหลัง หรือผลไม้ฤดูร้อน ฝนตกหนักอาจทำให้ต้นพืชล้ม ดอกร่วง หรือเชื้อราบุก สัตว์เลี้ยงอย่างไก่เป็ดวัวก็เสี่ยงป่วยจากความชื้นสูงครับ

จากประสบการณ์ปีก่อนๆ ที่มีพายุฝนแบบนี้ มักเกิดน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ภูเขา และน้ำท่วมฉับพลันในที่ราบลุ่ม ทาง สทนช. จึงขอให้หน่วยงานท้องถิ่นและประชาชนร่วมมือกันตรวจสอบอ่างเก็บน้ำ คันกั้นน้ำ และท่อระบาย เพื่อลดความเสี่ยง

คำแนะนำในการรับมือฝนตกหนักและน้ำท่วมขัง

สำหรับเกษตรกร: เก็บเกี่ยวผลผลิตที่สุกแล้วให้เร็วที่สุด ใช้ผ้าใบคลุมแปลงเกษตรที่เสี่ยงน้ำท่วม และย้ายสัตว์เลี้ยงไปที่สูง หากฝนตกหนักต่อเนื่อง ติดต่อเจ้าหน้าที่ป้องกันภัยทันที

สำหรับผู้ใช้รถใช้ถนน: ตรวจสอบยางรถ ระบบเบรก และไฟหน้า หลีกเลี่ยงการขับรถลุยน้ำลึกเกิน 30 ซม. หากเจอน้ำท่วมขังให้จอดรถรอหรือหาทางเลี่ยง ใช้แอปพลิเคชันแจ้งเตือนจราจรอย่าง Google Maps หรือกรมทางหลวงเพื่ออัพเดทเส้นทางเรียลไทม์

ประชาชนทั่วไป: เตรียมถุงทรายกั้นน้ำประตูบ้าน เก็บของมีค่าขึ้นที่สูง ชาร์จแบตโทรศัพท์และมีวิทยุรับข่าวสารสำรอง เด็กเล็กและผู้สูงอายุควรอยู่ห่างจากหน้าต่างที่อาจมีลมแรง

การเตรียมตัวล่วงหน้าจะช่วยลดความเสียหายได้มากครับ สถิติจากปีที่แล้วแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ที่เตรียมพร้อมมักมีผู้บาดเจ็บและทรัพย์สินเสียหายน้อยกว่าถึง 50% เลยทีเดียว

สุดท้ายนี้ ผมขอฝากว่า แม้จะเป็นฝนฤดูร้อนที่มาพร้อมความชุ่มชื้น แต่ก็อย่าประมาทนะครับ เตือน 33 จังหวัด เฝ้าระวังฝนตกหนัก ครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนให้เราปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศที่แปรปรวนจากโลกร้อน โปรดติดตามข่าวสารจาก สทนช. และกรมอุตุฯ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อความปลอดภัยของทุกคน หากมีประสบการณ์รับมือฝนตกหนัก แชร์กันในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ!

ที่มา – เตือน 33 จังหวัด เฝ้าระวังฝนตกหนัก อาจเกิด “น้ำท่วมขัง” เป็นอุปสรรคต่อการสัญจร

ปส.จับมือนครบาล ปั้นครูตำรวจ D.A.R.E. รุกยาเสพติด กทม.

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวดีจากวงการปราบปรามยาเสพติดมาฝากกันแบบเป็นกันเองเลยนะ ปส.จับมือนครบาล ปั้นครูตำรวจ D.A.R.E. รุกสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดในสถานศึกษาทั่ว กทม. เป็นโครงการที่น่าชื่นชมมาก เพราะในยุคดิจิทัลที่เด็กๆ ต้องเผชิญทั้งโซเชียลมีเดียและสิ่งล่อใจมากมาย การสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่เด็กปฐมวัยคือทางออกสำคัญเลยล่ะ

พิธีเปิดการสัมมนาครูตำรวจ D.A.R.E.

ปส.จับมือนครบาล ปั้นครูตำรวจ D.A.R.E. รุกสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดในสถานศึกษาทั่ว กทม.

เหตุการณ์สุดเข้มข้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่โรงแรมพาลาสโซ่ กรุงเทพฯ พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.) หรือที่แฟนๆ เรียกติดปากว่า “บิ๊กกอล์ฟ ปส.” เป็นประธานเปิดการสัมมนาเพิ่มศักยภาพครูตำรวจ D.A.R.E. รุ่นที่ 6 ประจำปีงบ 2569 ในสังกัด บช.น.

ทางด้านกองบัญชาการนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. ส่ง พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. ด้านยาเสพติด มาร่วมด้วย พร้อมทีมงานตัวแสบอย่าง พล.ต.ต.วัสสา วัสสานนท์ ผบก.อก.บช.ปส. พ.ต.อ.ศักยะ แสงวรรณ รอง ผบก.น.1 และอื่นๆ อีกเพียบ รวมถึงเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการปส.บช.น. มาแบบยกทีมเลยครับ

ผู้เข้าร่วมพิธีเปิดสัมมนา D.A.R.E. รุ่น 6

ใครบ้างที่มาร่วมอบรมครูตำรวจ D.A.R.E.

การอบรมนี้จัดยาวๆ 3 วัน 28-30 เม.ย. 2569 มีข้าราชการตำรวจเข้ารับการปั้นเป็นครู D.A.R.E. กว่า 160 นาย เลยทีเดียว แบ่งตามหน่วยงานแบบนี้ครับ:

  • บก.น.1: 15 นาย
  • บก.น.2: 20 นาย
  • บก.น.3: 20 นาย
  • บก.น.4: 16 นาย
  • บก.น.5: 20 นาย
  • บก.น.6: 15 นาย
  • บก.น.7: 15 นาย
  • บก.น.8: 16 นาย
  • บก.น.9: 20 นาย
  • บก.สปพ.: 1 นาย
  • กก.ดส.: 2 นาย
ผู้เข้ารับการอบรมครูตำรวจ D.A.R.E.

นอกจากนี้ยังมีรอง ผบก.น.1-9 และ สส. มาร่วมด้วย สุดยอดทีมเลยนะ

กิจกรรมสัมมนาเพิ่มศักยภาพ D.A.R.E.

วัตถุประสงค์ของโครงการปส.จับมือนครบาล ปั้นครูตำรวจ D.A.R.E.

โครงการนี้มีเป้าหมายชัดเจน เพื่อให้ครูตำรวจ D.A.R.E. ได้:

  • ทบทวนความรู้เดิมและเรียนเทคนิคใหม่ๆ ในการสอนเด็ก
  • แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนร่วมงาน
  • ตระหนักถึงความสำคัญและมีแรงจูงใจในการป้องกันยาเสพติด

D.A.R.E. หรือ Drug Abuse Resistance Education คือโปรแกรมจากอเมริกาที่สำเร็จรูป สอนเด็กประถมปีที่ 5 ให้มีทักษะชีวิต ป้องกันยาเสพติด โดยครูตำรวจจะเข้าไปสอนในโรงเรียน สร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่ต้น

ตามนโยบายรัฐบาล ปัญหายาเสพติดคือเร่งด่วนสุดๆ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงมุ่งสร้างความมั่นคง ลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะเด็กๆ ในยุคดิจิทัลที่ยาเสพติดแฝงตัวในออนไลน์ได้ง่ายมาก โครงการนี้จึงรุกเข้าไปในสถานศึกษาทุกแห่งใน กทม. เพื่อป้องกันก่อนสายเกินแก้

นอกจาก ปส.จับมือนครบาล ปั้นครูตำรวจ D.A.R.E. รุกสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดในสถานศึกษาทั่ว กทม. แล้ว ยังช่วยสร้างทักษะชีวิตให้เด็กไทย เช่น การตัดสินใจ การปฏิเสธสิ่งไม่ดี และจัดการอารมณ์ ซึ่งจำเป็นมากในสังคมปัจจุบัน

ส่วนตัวผมคิดว่านี่คือก้าวสำคัญ ถ้าทุกโรงเรียนมีครู D.A.R.E. เด็กๆ จะปลอดภัยจากยาเสพติดมากขึ้น ลองนึกภาพโรงเรียนใน กทม. ทุกแห่งมีตำรวจใจดีมาสอนเด็กๆ สนุกๆ ไม่น่าเบื่อเลยนะ

สุดท้าย ถ้าคุณเป็นพ่อแม่ ครู หรือชุมชนที่ห่วงใยเยาวชน ลองติดตามและสนับสนุนโครงการป้องกันยาเสพติดแบบนี้ต่อไป แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ แล้วเราจะช่วยกันสร้างสังคมปลอดยาเสพติดได้แน่นอน!

ที่มา – ปส.จับมือนครบาล ปั้นครูตำรวจ D.A.R.E. รุกสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดในสถานศึกษาทั่ว กทม.