วัน: 7 พฤษภาคม 2026

เดิมพันยุโรปสโมสรสกอตแลนด์นัดปิดฤดูกาล

เดิมพันยุโรปสโมสรสกอตแลนด์นัดปิดฤดูกาล

สกอตแลนด์ยังยื้อ 5 ที่ในรายการยุโรปได้อีกฤดูกาล ก่อนที่ฤดูกาล 2027-28 จะเริ่มยากลำบากขึ้น.

แต่ผลกระทบจากการที่ค่าสัมประสิทธิ์ของสกอตแลนด์กำลังลดลงจะเริ่มเห็นผลในซัมเมอร์นี้ หลังจากเรนเจอร์สแพ้ฮาร์ทส์เมื่อวันจันทร์ ทำให้ตอนนี้เป็นการแย่งแชมป์ระหว่างเซลติกทีมนำและแชมป์เก่า กับมัธเธอร์เวลล์ที่นำฮิเบอร์เนียน 6 แต้มในศึกแย่งที่ยุโรปสุดท้ายจากสกอตติช พรีเมียร์ชิพ

เดิมพันยุโรปสโมสรสกอตแลนด์นัดปิดฤดูกาลมีอะไรรออยู่เมื่อฝุ่นควันจาง?

เดิมพันยุโรปสโมสรสกอตแลนด์นัดปิดฤดูกาลสำหรับแชมป์

ทีมแชมป์จะได้เข้าเพลย์ออฟแชมเปียนส์ลีกเหมือนเดิม ต้องชนะสองนัดเพื่อลุยเฟสลีก 36 ทีม ฤดูกาลที่แล้วเซลติกช็อกแพ้คายรัต อัลมาตีจากคาซัคสถานแบบดราม่าลูกจุดโทษหลังเสมอ 0-0 สองนัด ฮาร์ทส์จะเป็นทีมไม่ซีดเพราะค่าสัมประสิทธิ์สโมสรต่ำ แต่เซลติกมีลุ้นซีดถ้าคว้าแชมป์ เรนเจอร์สยังมีสิทธิ์ลุยเฟสลีกตรงถ้าผลอื่นๆ ช่วยจากกติกา “title-holder rebalancing” ของยูฟ่า

รองแชมป์ไม่เปลี่ยนแปลง

รองแชมป์พรีเมียร์ชิพเข้าแชมเปียนส์ลีก รอบคัดเลือก 2 ชนะไปรอบ 3 แล้วเพลย์ออฟลุยเฟสลีก แพ้รอบ 2 ตกยูโรปาลีก รอบคัดเลือก 3 แพ้รอบ 3 ได้เพลย์ออฟยูโรปาลีก แชมป์เพลย์ออฟแชมเปียนส์ลีกแพ้ตกยูโรปาลีกตรง เหมือนเรนเจอร์สฤที่แล้วที่ชนะพานาซิไนคอสและวิกตอเรีย พลเซนก่อนโดนคลับบรูจถล่ม

รางวัล Scottish Cup ลดลง

เดิมทีมสกอตติชคัพได้ยูโรปาลีกเพลย์ออฟพร้อมร่มชูชีพคอนเฟอเรนซ์ลีกเฟสลีก ฮาร์ทส์และเอเบอร์ดีนเคยได้ประโยชน์ แต่ตอนนี้สกอตแลนด์อันดับตก ได้แค่ยูโรปาลีก รอบคัดเลือก 3 แพ้ตกคอนเฟอเรนซ์ลีกเพลย์ออฟ ถ้าเซลติกชนะดันเฟิร์มลีนที่แฮมป์เดนและจบท็อปทู ที่ยุโรปจะตกเป็นของทีมอันดับ 3

สองทีมสุดท้ายเริ่มเร็ว

ทีมอันดับ 3-4 พรีเมียร์ชิพได้คอนเฟอเรนซ์ลีก รอบคัดเลือก 2 หรือ 4-5 ถ้าเซลติกคัพและท็อปทู ฤที่แล้วอันดับ 3 ฮิเบอร์เนียนลุยยูโรปาลีกคัดเลือกแพ้มิดทีย์ลแลนด์แล้วไปคอนเฟอเรนซ์ลีกชนะพาร์ติซานเบลเกรดแต่แพ้เลกิอาวอร์ซอว์ ดันดียูไนเต็ดชนะยูเอ็นเอ สตราสเซ่นแต่แพ้ราปิดเวียนนา

เซลติกคัพดีกับทีมอันดับ 5 (มัธเธอร์เวลล์ ฮิเบอร์เนียน หรือฟอลเคิร์ก) แต่ถ้าดันเฟิร์มลีนเซอร์ไพรส์ ทีมอันดับ 5 เตรียมเล่นลีกคัพแทน

ผลกระทบทางการเงิน

แชมป์สกอตแลนด์ได้ 3.7 ล้านปอนด์ที่เพลย์ออฟแชมเปียนส์ลีก +16.1 ล้านถ้าลุยเฟสลีก บวกโบนัส 1.73 ล้านต่อชนะ 605,000 เสมอ 275,000 ต่ออันดับ + ถ้าถึงน็อคเอาท์ ยูโรปาลีกเฟสลีกได้ 3.7 ล้าน โบนัส 388,000 ชนะ 130,000 เสมอ 187,000 ต่ออันดับ คอนเฟอเรนซ์ลีก 345,000 ชนะ 115,000 เสมอ 24,000 ต่ออันดับ

เซลติกหรือเรนเจอร์สจบที่ 3 รายได้หายหลายล้าน ฮาร์ทส์ลุ้นแชมเปียนส์ลีกเปลี่ยนเกม แม้ตกยูโรปาลีกยังได้ขั้นต่ำ 7.3 ล้านปอนด์ +ตั๋วและคอมเมอร์เชียล

เดิมพันยุโรปสโมสรสกอตแลนด์นัดปิดฤดูกาลนี้สูงมาก ทีมใหญ่ต้องระวังไม่ให้พลาด สกอตแลนด์ต้องเร่งค่าสัมประสิทธิ์ก่อนอันดับตกลงไปอีก ลุ้นนัดสำคัญให้สโมสรโปรดของคุณคว้าสิทธิ์ยุโรปได้เลย!

ติดตามอัปเดตฟุตบอลสกอตแลนด์และยุโรปเพิ่มเติมที่นี่ เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ดราม่าคนขายอาหารปลาวัดดัง พูดจาไม่ดี ล่าสุดให้ออกแล้ว

วันนี้เรามาพูดถึง ดราม่าคนขายอาหารปลาวัดดัง พูดจาไม่ดีใส่ชาวบ้าน ล่าสุดเจ้าอาวาสให้ออกแล้ว กันเถอะครับ เรื่องนี้กลายเป็นกระแสฮือฮาในโลกโซเชียลเมื่อไม่กี่วันก่อน เกิดขึ้นที่วัดโพรงอากาศ วัดดังในพื้นที่บางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ชาวบ้านคนหนึ่งนำอาหารปลาไป 1 กระสอบเพื่อทำบุญเลี้ยงปลา แต่ดันเจอชายผู้ดูแลแพขายอาหารปลาพูดจาหยาบคาย ไม่สุภาพ จนเจ้าของคลิปต้องหยิบมือถือมาถ่ายไว้ แล้วโพสต์ลงออนไลน์ เรียกคอมเมนต์ถล่มทลาย!

ดราม่าคนขายอาหารปลาวัดดัง พูดจาไม่ดีใส่ชาวบ้าน ล่าสุดเจ้าอาวาสให้ออกแล้ว

หลังจากคลิปแพร่สะพัด ชาวเน็ตแห่แชร์และวิจารณ์กันสนั่น ว่าพฤติกรรมแบบนี้ไม่สมควรเกิดขึ้นในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนไปทำบุญ ล่าสุดวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 นายคีรินทร์ ฉ่ำสมบูรณ์ นายก อบต.โพรงอากาศ พร้อมเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบที่วัด พบว่าแพเลี้ยงปลาไม่มีชายคนนั้นอยู่แล้ว จากนั้นได้เข้าพบพระครูปลัดสุเทพ จันทสีโร เจ้าอาวาสวัดโพรงอากาศ วัย 47 ปี

เจ้าอาวาสชี้แจงอะไรบ้าง?

เจ้าอาวาสยอมรับว่าทราบเรื่องจากญาติโยมที่โทรแจ้ง และก่อนหน้านี้ไม่เคยมีใครร้องเรียนตรงๆ แต่พอเห็นคลิปในโซเชียล ก็สั่งให้ชายคนนั้นออกจากงานทันทีเลยครับ เพื่อให้ญาติโยมสบายใจ ไม่ต้องกังวลอีก ส่วนประเด็นที่ชาวเน็ตสงสัยเรื่องรายได้จากการขายอาหารปลา เจ้าอาวาสชี้แจงชัดเจนว่า เงินทุกบาททุกสตางค์เป็นของวัดทั้งหมด เอาไปดูแลบ่อปลาเพราะเป็นระบบปิด ต้องดูดน้ำทิ้งบ่อยๆ โดยเฉพาะหน้าร้อนแล้ง บางเดือนเปลี่ยนน้ำถึง 5 ครั้ง ค่าใช้จ่ายเกิน 10,000 บาทต่อครั้ง!

นอกจากนั้น ยังมีระบบโซลาร์เซลล์ช่วยกังหันบำบัดน้ำกลางวัน และมอเตอร์ไฟฟ้าอัดออกซิเจนกลางคืน ป้องกันน้ำเน่า ปลาตาย ที่ผ่านมาเคยเจอปัญหานี้มาแล้ว พระลูกวัดต้องช่วยกันสูบน้ำใหม่ ค่าไฟเดือนละ 50,000 บาทเลยทีเดียว ค่าใช้จ่ายเยอะขนาดนี้ วัดจึงต้องดูแลให้ดี

วัดไม่ห้ามนำอาหารปลามาเอง แต่ขอให้เหมาะสม

ทางวัดยืนยันชัดว่าไม่เคยห้ามญาติโยมนำอาหารปลามาเลี้ยงเอง แม้เป็นกระสอบใหญ่ แต่ขอให้คำนึงถึงปริมาณ ถ้าให้มากเกิน ปลากินไม่หมด อาหารจมก้นบ่อ น้ำเน่าเสีย ขาดออกซิเจน ปลาจะตายลอยขึ้นมา จากทำบุญกลายเป็นทำบาปซะงั้น ถ้ามีจิตศรัทธาเยอะ แนะนำถวายให้วัดโดยตรง วัดจะจัดสรรเลี้ยงให้พอดี ลดปัญหาสิ่งแวดล้อมในบ่อ

เรื่องนี้เป็นบทเรียนดีๆ สำหรับทุกคนนะครับ การทำบุญต้องมาพร้อมความเหมาะสม ไม่ใช่แค่มากกว่าเพื่อให้ดูดี แต่ต้องคิดถึงผลกระทบต่อสรรพสัตว์และสิ่งแวดล้อมด้วย วัดดังแบบนี้ยิ่งต้องรักษาภาพลักษณ์ให้ดี เพราะประชาชนไว้วางใจ ถ้าพนักงานพูดจาไม่ดี ย่อมเสียชื่อเสียงทั้งวัด

ในมุมมองของผม ดราม่าคนขายอาหารปลาวัดดัง พูดจาไม่ดีใส่ชาวบ้าน ล่าสุดเจ้าอาวาสให้ออกแล้ว แสดงให้เห็นว่าวัดจัดการปัญหาได้รวดเร็ว สมควรชื่นชม แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ดูแลสถานที่ทำบุญทุกแห่ง ต้องฝึกอบรมพนักงานให้สุภาพอ่อนโยนเสมอ

คุณล่ะครับ เคยเจอดราม่าแบบนี้บ้างไหม? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย หรือถ้าชอบเรื่องราวแบบนี้ อย่าลืมกดไลค์ แชร์ และติดตามเพจเรานะครับ เพื่อไม่พลาดข่าวฮอตๆ!

ที่มา – ดราม่าคนขายอาหารปลาวัดดัง พูดจาไม่ดีใส่ชาวบ้าน ล่าสุดเจ้าอาวาสให้ออกแล้ว

นิกิอัส ซูเล่ รีไทร์วัย 30 ปี

นิกิอัส ซูเล่ รีไทร์วัย 30 ปี

นิกิอัส ซูเล่ แนวรับทีมชาติเยอรมันของโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ประกาศรีไทร์ในซัมเมอร์นี้ตอนอายุครบ 30 ปี หลังจากได้รับบาดเจ็บเข่าจากเกมบุนเดสลีกาเมื่อเดือนที่แล้ว

ซูเล่บาดเจ็บเข่าในเกมที่ดอร์ทมุนด์แพ้ฮอฟเฟนไฮม์ และตอนแรกคิดว่าตัวเองขาดเส้นเอ็นไขว้หน้าหัวเข่าครั้งที่สาม แต่ผลตรวจออกมาว่าไม่ใช่ แม้กระนั้น นิกิอัส ซูเล่ รีไทร์วัย 30 ปี ก็ยังยืนยันว่าจะปิดฉากอาชีพหลังจบฤดูกาลนี้ เพราะไม่อยากเสี่ยงบาดเจ็บหนักอีก

นิกิอัส ซูเล่ รีไทร์วัย 30 ปี: เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจ

หลังจากตรวจเข่าครั้งแรก ซูเล่เล่าว่า “ผมเข้าไปในห้องอาบน้ำแล้วร้องไห้เป็นเวลา 10 นาที” ในพอดแคสต์ Spielmacher เขาบอกว่า “ตอนนั้นผมคิดจริงๆ ว่าเอ็นขาดแล้ว” และแม้ผล MRI จะดีขึ้น แต่เขาก็บอกว่า “1000% ชัดเจนว่าจบแล้ว ผมไม่อยากจินตนาการว่าต้องรับมือกับเอ็นขาดครั้งที่สาม ขณะที่กำลังตื่นเต้นกับชีวิตหลังเลิกเล่น เช่น ไปเที่ยว พักผ่อนกับลูกๆ”

เส้นทางอาชีพของนิกิอัส ซูเล่ ก่อนรีไทร์วัย 30 ปี

ซูเล่เคยเล่นให้ฮอฟเฟนไฮม์ก่อนย้ายไปบาเยิร์น มิวนิค ที่ซึ่งเขาคว้าแชมป์บุนเดสลีกา 5 สมัย รวมถึงยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ปี 2020 จากนั้นย้ายมาดอร์ทมุนด์ในปี 2022 สัญญาของเขาจะหมดวันที่ 30 มิถุนายนพอดี

ในระดับทีมชาติ ซูเล่ลงเล่นให้เยอรมนี 49 นัด เข้าร่วมฟุตบอลโลก 2 สมัย และช่วยทีมคว้าแชมป์คอนเฟเดอเรชันส์ คัพ ปี 2017 การตัดสินใจ นิกิอัส ซูเล่ รีไทร์วัย 30 ปี สร้างความตกใจให้แฟนบอล เพราะเขายังอยู่ในวัยที่ควรจะเก่งกาจที่สุด

บาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าหัวเข่าเป็นปัญหาใหญ่ของซูเล่ เขาเคยเจอมา 2 ครั้งแล้ว ทำให้พลาดโอกาสหลายครั้ง การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบของเขา

ผลกระทบต่อโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และบุนเดสลีกา

  • ดอร์ทมุนด์เสียแนวรับตัวหลักที่แข็งแกร่งและมีประสบการณ์
  • บาเยิร์น มิวนิค เคยเป็นบ้านเก่าที่ประสบความสำเร็จสูงสุด
  • เยอรมนีอาจขาดตัวหลักในฟุตบอลโลกครั้งหน้า
  • ฮอฟเฟนไฮม์ สโมสรเริ่มต้นอาชีพของเขา

แฟนบอลบุนเดสลีกาและฟุตบอลยุโรปต่างพูดถึงเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง นิกิอัส ซูเล่ รีไทร์วัย 30 ปี ทำให้หลายคนนึกถึงนักเตะที่เลิกเล่นก่อนวัยอันควรเพราะบาดเจ็บ เช่น อันเดรียส อิเนสต้า หรือคนอื่นๆ

นอกจากนี้ ซูเล่ยังมีบุคลิกที่เป็นมิตร นอกสนามเขามักแชร์เรื่องราวชีวิตครอบครัว ทำให้แฟนๆ รักเขา การรีไทร์ครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้เขาใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น

อนาคตหลังนิกิอัส ซูเล่ รีไทร์วัย 30 ปี

ซูเล่อาจหันไปเป็นโค้ช สื่อ หรือธุรกิจฟุตบอล แต่ตอนนี้เขาต้องการพักผ่อนก่อน ฤดูกาลนี้เขาจะลงเล่นนัดสุดท้ายให้ดอร์ทมุนด์อย่างเต็มที่

การตัดสินใจนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการดูแลสุขภาพระยะยาวในวงการฟุตบอลที่บาดเจ็บรุนแรงบ่อยครั้ง แฟนๆ ควรชื่นชมความกล้าหาญของเขา

คุณคิดอย่างไรกับการรีไทร์ของนิกิอัส ซูเล่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวฟุตบอลบุนเดสลีกาเพิ่มเติมจากเราเพื่อไม่พลาดอัปเดต!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

สภาทนายความผนึก 6 องค์กรสื่อ ลงนาม MOU ช่วยนักข่าว

ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา สภาทนายความผนึก 6 องค์กรสื่อ ลงนาม MOU อย่างเป็นทางการ เพื่อส่งทีมกฎหมายช่วยเหลือนักข่าวที่ถูกฟ้องคดีจากการปฏิบัติหน้าที่อย่างสุจริต เหตุการณ์นี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการปกป้องสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนไทย ที่มักเผชิญกับการคุกคามทางกฎหมายหรือที่เรียกว่า SLAPP (Strategic Lawsuits Against Public Participation) ซึ่งเป็นการฟ้องร้องเพื่อปิดปากไม่ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงได้

สภาทนายความผนึก 6 องค์กรสื่อ ลงนาม MOU

พิธีลงนามจัดขึ้น ณ สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมีสภาทนายความเป็นแกนนำ ร่วมกับ 6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนชั้นนำของไทย ความร่วมมือนี้เกิดจากเจตนารมณ์ชัดเจนในการสร้างเกราะคุ้มกันให้สื่อมวลชน สามารถนำเสนอข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้โดยไม่หวาดกลัวการถูกฟ้องร้อง โดยเฉพาะนักข่าวอิสระหรือผู้ที่อาจไม่ได้รับการสนับสนุนจากต้นสังกัด

6 องค์กรสื่อที่เข้าร่วมลงนาม MOU

  • สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ
  • สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
  • สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
  • สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
  • สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย
  • สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์

องค์กรเหล่านี้ล้วนเป็นตัวแทนหลักของวงการสื่อไทย ที่มุ่งมั่นปกป้องวิชาชีพสื่อให้สามารถตรวจสอบอำนาจรัฐและทุนได้อย่างเข้มแข็ง

สาระสำคัญของข้อตกลง MOU

สาระสำคัญของ สภาทนายความผนึก 6 องค์กรสื่อ ลงนาม MOU ครอบคลุมหลายด้าน โดยสภาทนายความจะให้บริการทางกฎหมายฟรีแก่สื่อมวลชนทุกแขนงที่ถูกฟ้องจากการทำหน้าที่สุจริต ตลอดทุกชั้นของการพิจารณาคดี (ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลและค่าฤชาธรรมเนียมอื่นๆ) ไม่ว่าจะเป็นจำเลยหรือโจทก์เพื่อปกป้องสิทธิ นอกจากนี้ ยังรวมถึง:

  • การช่วยเหลือทางกฎหมาย: ส่งทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญช่วยสู้คดี
  • การอบรมวิชาการ: ให้ความรู้กฎหมายสื่อแก่สื่อมวลชน เพื่อป้องกันความเสี่ยง
  • การแลกเปลี่ยนข้อมูล: ประชาสัมพันธ์กิจกรรมร่วมกันระหว่าง 7 องค์กร

ผู้รับความช่วยเหลือต้องผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นจากองค์กรพันธมิตร เพื่อให้มั่นใจว่าการปฏิบัติหน้าที่เป็นไปโดยสุจริต

ความสำคัญและผลกระทบต่อวงการสื่อไทย

ปัจจุบัน สื่อมวลชนไทยเผชิญคดีความจำนวนมาก โดยเฉพาะคดีหมิ่นประมาทที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือข่มขู่ การลงนาม MOU ครั้งนี้จึงเป็นเหมือน ‘โล่ป้องกัน’ ที่จะลดภาระค่าใช้จ่ายและความเครียดในการต่อสู้คดี โดยเฉพาะนักข่าวฟรีแลนซ์ที่อาจถูกเลิกจ้างหรือขาดทุนทรัพย์ นอกจากช่วยด้านคดีแล้ว ยังส่งเสริมให้สื่อมีจริยธรรมและความรู้กฎหมายมากขึ้น สร้างสมดุลระหว่างสิทธิเสรีภาพการแสดงออกกับการปกป้องชื่อเสียงบุคคล

ระยะเวลาของ MOU นี้กำหนดไว้ 4 ปี ตั้งแต่ 7 พฤษภาคม 2567 ถึง 7 พฤษภาคม 2571 ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่ยั่งยืน เพื่อให้สื่อไทยสามารถสะท้อนความจริงให้สังคมได้อย่างกล้าหาญ

ในมุมมองของผู้เขียน ความร่วมมือนี้ไม่เพียงปกป้องสื่อ แต่ยังเสริมสร้างประชาธิปไตยไทยให้เข้มแข็ง โดยการตรวจสอบที่โปร่งใสคือหัวใจของสังคมเสรี หากไม่มีสื่อที่กล้าเสนอข้อเท็จจริง เราจะขาดเครื่องมือสำคัญในการกำกับดูแลอำนาจ

เรียกร้องให้คุณมีส่วนร่วม: หากคุณเป็นนักข่าวที่ต้องการความช่วยเหลือ หรือสนใจติดตามพัฒนาการของ MOU นี้ สามารถติดต่อสภาทนายความหรือองค์กรสื่อที่เกี่ยวข้องได้ทันที หรือแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์!

ที่มา – สภาทนายความผนึก 6 องค์กรสื่อ ลงนาม MOU ส่งทีมกฎหมายช่วยนักข่าวสู้คดีถูกฟ้อง

อินฟานติโน่ สัญญา ‘ฮอทดอก & โค้ก’ ตั๋ว 2 ล้านดอลลาร์

ประธานฟีฟ่า จิอัคคินี อินฟานติโน่ สร้างความฮือฮา ด้วยการสัญญาว่าจะ “亲自นำฮอทดอกและโค้กมาเสิร์ฟ” ให้กับแฟนบอลที่กล้าใจซื้อตั๋วนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกในราคา 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ!

ราคาตั๋วฟุตบอลโลกฤดูร้อนนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่เจ้าตัวกลับล้อเล่นว่าถ้ามีคนซื้อตั๋วแพงขนาดนั้น เขาจะไปส่งเองเพื่อให้แฟนๆ มีประสบการณ์สุดยอด ตั๋วหลายใบในแพลตฟอร์มขายต่อของฟีฟ่าถูกโพสต์ในราคาห้าตัวเลข ล่าสุดเดือนที่แล้ว ตั๋วหลังประตูหลังนัดชิงที่นิวเจอร์ซีย์ 4 ใบ ราคาใกล้เคียง 2.3 ล้านดอลลาร์ต่อใบ!

“อินฟานติโน่ สัญญา ‘ฮอทดอก & โค้ก’ ตั๋ว 2 ล้านดอลลาร์” นี่กลายเป็นประเด็นร้อนทันที เขายืนยันว่าราคาตั๋วไม่ได้แพงขนาดนั้น และไม่ใช่ทุกคนจะซื้อจริงๆ อินฟานติโน่ปกป้องราคาตั๋วมาตลอด โดยบอกราคานี้เทียบเท่ากับอีเวนต์กีฬาอื่นๆ ในสหรัฐฯ “ในอเมริกา ขายตั๋วต่อได้ ถ้าราคาต่ำเกินไป ก็ถูกขายต่อแพงกว่าเดิม” เขาพูดในงาน Milken Institute Global Conference ที่เบเวอร์ลีฮิลส์

อินฟานติโน่ สัญญา ‘ฮอทดอก & โค้ก’ ตั๋ว 2 ล้านดอลลาร์ จริงหรือมุก?

แม้บางคนบ่นว่าราคาแพง แต่ตั๋วขายต่อยังแพงกว่าเดิม 2 เท่า! และมีตั๋วรอบแบ่งกลุ่ม 25% ราคาต่ำกว่า 300 ดอลลาร์ เทียบเท่าราคาไปดูบอลคอลเลจในอเมริกา แถมยังเป็นฟุตบอลโลกด้วยนะ

ล่าสุด ฟีฟ่าอัปเดตแพลตฟอร์มขายต่อ ตั๋วแมตช์ที่โตรอนโต้ขายได้เฉพาะราคาหน้าตั๋วเท่านั้น เพื่อปฏิบัติตามกฎของรัฐออนแทรีโอที่ห้ามขายต่อเกินราคา ตั๋ว 6 นัดที่โตรอนโต้ สเตเดี้ยม ถูกลบออกไปตาม ‘Putting Fans First Act’ ปี 2026 ส่วนสถานที่อื่น 15 แห่ง ยังขายต่อเกินได้

ค่าใช้จ่ายแฟนบอลฟุตบอลโลกพุ่งกระฉูด

แฟนบอลที่ไปสหรัฐฯ เจอค่าตั๋ว โรงแรม ขนส่งแพงหูฉี่ BBC Sport คำนวณแฟนอังกฤษต้องจ่าย 6,500 ปอนด์ แค่รอบแบ่งกลุ่ม! ราคาเหล่านี้สะท้อนความยิ่งใหญ่ของฟุตบอลโลก 2026 ที่จัดข้ามทวีปอเมริกาเหนือ 16 เมือง

หัวข้อเกี่ยวข้อง: ฟุตบอล | ฟุตบอลโลก

ฟุตบอลโลกคือความฝันของแฟนบอลทั่วโลก แต่ราคาตั๋วแบบนี้ทำให้หลายคนถอนใจ อินฟานติโน่พยายามทำให้ดูเป็นเรื่องตลกด้วยสัญญาฮอทดอก แต่จริงๆ แล้ว มันสะท้อนปัญหาการเข้าถึงของแฟนตัวยง คุณคิดยังไงกับ อินฟานติโน่ สัญญา ‘ฮอทดอก & โค้ก’ ตั๋ว 2 ล้านดอลลาร์ นี้? คอมเมนต์บอกเราหน่อย และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนแฟนบอลได้อ่าน!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ภาคประชาชนบุกสภาฯ ร้อง “หมอวรงค์” ล้างบางสิทธิประโยชน์นักการเมือง

ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ภาคประชาชนบุกสภาฯ ร้อง “หมอวรงค์” ล้างบางสิทธิประโยชน์นักการเมือง ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองไทย กลุ่มตัวแทนจากศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) นำโดยนายอานนท์ กลิ่นแก้ว ได้บุกยื่นหนังสือถึง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคไทยภักดี เพื่อเรียกร้องการปฏิรูปสิทธิประโยชน์ของนักการเมือง โดยมุ่งเน้นการลดภาระงบประมาณแผ่นดินและคืนความเป็นธรรมให้ประชาชนผู้เสียภาษี

ภาคประชาชนบุกสภาฯ ร้อง “หมอวรงค์” ล้างบางสิทธิประโยชน์นักการเมือง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่อาคารรัฐสภา โดยมีมวลชนเข้าร่วมกว่า 20 คน พวกเขาเดินทางมาอย่างเป็นระเบียบเพื่อยื่นข้อเสนอสำคัญ 3 ประเด็นหลัก ซึ่งสะท้อนถึงความไม่พอใจของประชาชนต่อระบบสิทธิประโยชน์ที่ฟุ่มเฟือยของ ส.ส. และ ส.ว. มานาน

ประเด็นเรียกร้องหลัก 3 ข้อ

  • ยกเลิกเงินบำนาญสมาชิกและอดีตสมาชิกรัฐสภา: นายอานนท์อธิบายว่าตำแหน่งนักการเมืองไม่ใช่ข้าราชการประจำที่ทำงานต่อเนื่องตลอดชีวิต การให้บำนาญจึงเป็นภาระที่ไม่เป็นธรรมต่อประชาชน โดยเฉพาะในยุคที่งบประมาณแผ่นดินตึงตัว
  • ยกเลิกเอกสิทธิ์คุ้มครอง: เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมทำงานได้เท่าเทียม ไม่ให้นักการเมืองใช้เป็นเกราะกำบังในคดีต่างๆ เช่น ม.112 หรือคดีฟอกเงิน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสในระบบยุติธรรม
  • ลดโควตาผู้ช่วยและผู้เชี่ยวชาญ: จาก 8 คนเหลือเพียง 3 คน เพื่อประหยัดงบประมาณแล้วนำไปเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุหรือค่าอาหารกลางวันเด็กนักเรียน ซึ่งจะสร้างประโยชน์ให้สังคมได้มากกว่า

ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเสียงสะท้อนจากประชาชนที่ต้องการการเมืองที่โปร่งใสและรับผิดชอบมากขึ้น ในขณะที่งบประมาณประเทศถูกใช้ไปกับสิทธิประโยชน์นักการเมืองจำนวนมหาศาล การย้ายเงินเหล่านี้ไปสู่สวัสดิการพื้นฐานจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้อย่างมีนัยสำคัญ

หลังจากรับหนังสือ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ได้แสดงจุดยืนชัดเจน โดยระบุว่าเห็นด้วยกับข้อเสนอทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องเงินบำนาญที่ประชาชนไม่ควรต้องเลี้ยงดูนักการเมืองตลอดชีวิตหลังพ้นตำแหน่งแล้ว “นักการเมืองคือผู้ขันอาสามาดูแลทุกข์สุขประชาชน ไม่ใช่มาหาผลประโยชน์” เขากล่าว พร้อมยืนยันว่าจะนำเรื่องเข้าสภาเพื่อพิจารณาตามขั้นตอนกฎหมายและรัฐธรรมนูญ

ความสำคัญของการปฏิรูปสิทธิประโยชน์นักการเมือง

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ ภาคประชาชนบุกสภาฯ ร้อง “หมอวรงค์” ล้างบางสิทธิประโยชน์นักการเมือง ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงพลังของประชาชนในการกำกับดูแลการเมือง ปัจจุบัน สิทธิประโยชน์อย่างบำนาญ ส.ส.-ส.ว. สร้างภาระงบประมาณปีละหลายพันล้านบาท หากยกเลิกได้ จะช่วยประหยัดเงินมหาศาลเพื่อนำไปพัฒนาการศึกษา สุขภาพ และสวัสดิการผู้ด้อยโอกาส นอกจากนี้ การลดเอกสิทธิ์จะช่วยให้คดีนักการเมืองเดินหน้าได้เร็วขึ้น สร้างความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การปฏิรูปดังกล่าวจะเป็นมาตรฐานใหม่ให้การเมืองไทยโปร่งใสยิ่งขึ้น ลดภาพลักษณ์นักการเมืองฟุ่มเฟือย และเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน หากประสบความสำเร็จ จะเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรคจากฝ่ายที่ได้รับผลประโยชน์ ซึ่งอาจต่อต้าน แต่ด้วยกระแสประชาชนที่แรงกล้า มีโอกาสสูงที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นได้

สุดท้ายแล้ว การเคลื่อนไหว ภาคประชาชนบุกสภาฯ ร้อง “หมอวรงค์” ล้างบางสิทธิประโยชน์นักการเมือง เป็นเครื่องเตือนใจว่านักการเมืองต้องรับใช้ประชาชน ไม่ใช่ตัวเอง คุณคิดอย่างไรกับข้อเสนอเหล่านี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – ภาคประชาชนบุกสภาฯ ร้อง “หมอวรงค์” ล้างบางสิทธิประโยชน์นักการเมือง

“วรงค์” ชม “ทักษิณ” รับโทษตามกฎหมาย เชื่อกระทบการเมือง

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวล่าสุด มีประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามอง นั่นคือ “วรงค์” ชม “ทักษิณ” รับโทษตามกฎหมาย เชื่อหลังออกเรือนจำมีผลต่อการเมือง เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้ให้สัมภาษณ์ที่อาคารรัฐสภา ถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการพักโทษและเตรียมออกจากเรือนจำในวันที่ 11 พฤษภาคมนี้

“วรงค์” ชม “ทักษิณ” รับโทษตามกฎหมาย เชื่อหลังออกเรือนจำมีผลต่อการเมือง

นพ.วรงค์ เปิดเผยว่ากรณีของนายทักษิณนั้น เกิดจากการทำผิดกฎหมายและใช้อภิสิทธิ์เหนือประชาชน โดยอ้างเจ็บป่วยไม่ยอมติดคุก จนภาคประชาชนต้องต่อสู้จนศาลมีคำพิพากษาให้กลับไปจำคุกรับโทษ สิ่งที่น่าชื่นชมคือ นายทักษิณได้จำคุกครบ 8 เดือนตามกฎกระทรวงแล้ว และได้รับการพักโทษซึ่งเป็นสิทธิ์ที่สมควรได้รับ โดยยึดหลักความถูกต้องและกฎหมาย “การที่เขาเข้ารับผิดและติดคุกแล้ว เราต้องชื่นชม แต่หลังจากนี้เป็นเรื่องของทักษิณที่จะวางแผนอนาคตตัวเอง” วรงค์กล่าว

วรงค์ชื่นชมทักษิณในประเด็นใดบ้าง

คำชื่นชมจากนพ.วรงค์ มุ่งไปที่การที่นายทักษิณเคารพกระบวนการยุติธรรม โดยหลังจากศาลสั่งจำคุก เขาก็ปฏิบัติตาม จนครบกำหนดพักโทษ นี่ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการยอมรับผิดตามหลักนิติรัฐนิติธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมไทยต้องการเห็นจากนักการเมืองทุกคน

ผลกระทบต่อการเมืองหลังทักษิณออกจากเรือนจำ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงผลกระทบต่อการเมือง นพ.วรงค์มองว่า การระดมมวลชนแจกลอตเตอรี่และเชิญชวนมาต้อนรับ แสดงว่าทักษิณยังไม่ทิ้งการเมือง ซึ่งไม่ผิดเพราะเป็นสิทธิ์ แต่ควรตระหนักถึงอดีตที่ผิดพลาด “หากเคารพกติกาและกฎหมาย ก็ไม่มีปัญหา แต่ปัญหาในอดีตเกิดจากการไม่เคารพกฎหมาย จนสังคมแตกแยก มันจะมีผลต่อการเมืองแน่นอน มากน้อยดูที่ยั้งมือแค่ไหน” วรงค์ระบุ

นอกจากนี้ วรงค์ยืนยันว่า หลังศาลตัดสิน ตนถือว่าหมดหน้าที่แล้ว และแทบไม่แสดงความเห็นเกี่ยวกับทักษิณ เพราะเคารพกระบวนการ แต่หากมีการกระทำผิดกฎหมายอีก ไม่ว่าจะทักษิณ รัฐบาล หรือใคร ตนพร้อมต่อสู้เพื่อปกป้องหลักนิติรัฐนิติธรรม

ประเด็นสำคัญจากคำสัมภาษณ์ของนพ.วรงค์

  • ทักษิณจำคุกครบ 8 เดือนตามกฎกระทรวง
  • การพักโทษเป็นสิทธิ์ที่สมควรได้
  • ชื่นชมที่รับผิดและเคารพศาล
  • การออกคุกสะท้อนทักษิณยังเล่นการเมือง
  • จะมีผลต่อการเมือง แต่ต้องเคารพกฎหมาย
  • พร้อมสู้หากทำผิดซ้ำ

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงเป็นจุดเปลี่ยนของนายทักษิณ แต่ยังสะท้อนถึงความสำคัญของหลักนิติธรรมในสังคมไทย ที่นักการเมืองต้องยึดถือ หากทุกคนทำตามกฎ จะช่วยลดความขัดแย้งและสร้างความสามัคคีได้ หลังจากที่ทักษิณพ้นโทษแล้ว การเมืองไทยจะเปลี่ยนไปอย่างไร? เราเห็นการเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยและกลุ่มผู้สนับสนุนที่เริ่มคึกคัก บ่งชี้ว่าประเด็น “วรงค์ ชม ทักษิณ รับโทษตามกฎหมาย เชื่อหลังออกเรือนจำมีผลต่อการเมือง” จะเป็นประเด็นร้อนต่อไป

ในมุมมองของผู้วิเคราะห์ การกลับมาของทักษิณอาจช่วยเสริมสร้างพลังให้ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล หรือกดดันให้เกิดการปรับเปลี่ยนนโยบาย แต่สิ่งสำคัญคือต้องอยู่ในกรอบกฎหมายเพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตซ้ำรอยอดีต นพ.วรงค์ยังย้ำถึงบทเรียนจากอดีตที่การไม่เคารพกฎหมายนำไปสู่ความแตกแยก ซึ่งเป็นอุทาหรณ์สำหรับทุกฝ่าย

สุดท้ายแล้ว “วรงค์” ชม “ทักษิณ” รับโทษตามกฎหมาย เชื่อหลังออกเรือนจำมีผลต่อการเมือง ถือเป็นสัญญาณว่าการเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่นิติธรรมต้องมาก่อน คุณคิดเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้? มาแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – “วรงค์” ชม “ทักษิณ” รับโทษตามกฎหมาย เชื่อหลังออกเรือนจำมีผลต่อการเมือง

คปท.บุกยธ.ยื่นระงับพักโทษทักษิณ หวั่นแทรกการเมือง

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่สนใจของคนไทยทั้งประเทศ นั่นคือ คปท. บุก ยธ.ยื่นระงับพักโทษ “ทักษิณ ชินวัตร” หวั่นแทรกแซงการเมือง ไม่เชื่อออกมาเลี้ยงหลาน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดยนายพิชิต ไชยมงคล แกนนำกลุ่ม ได้บุกไปยังกระทรวงยุติธรรมเพื่อยื่นหนังสือขอให้ยับยั้งการพิจารณาพักโทษของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

คปท. บุก ยธ.ยื่นระงับพักโทษ “ทักษิณ ชินวัตร” หวั่นแทรกแซงการเมือง ไม่เชื่อออกมาเลี้ยงหลาน

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่คปท. ออกมาเคลื่อนไหว ก่อนหน้านี้เมื่อ 22 มกราคม พวกเขายื่นหนังสือทักท้วงไปแล้ว แต่หลังจากกรมราชทัณฑ์ชี้แจงเมื่อ 6 พฤษภาคม ว่าการพักโทษนายทักษิณเป็นไปตามกฎหมาย โดยอ้างมาตรา 92 และ 93 ที่ไม่ถือเป็นความผิดซ้ำ คปท. ก็มองว่ากรมราชทัณฑ์ตีความผิดพลาด เหมือนนำคดีแพ่งมาอธิบายคดีอาญา

นายพิชิต ไชยมงคล ระบุว่าตั้งแต่นายทักษิณถูกหมายขังเมื่อ 22 สิงหาคม 2567 พฤติกรรมระหว่างถูกคุมขังต้องถูกตรวจสอบ โดยเฉพาะคำสั่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ชี้ว่า:

  • การส่งตัวไปรักษานอกเรือนจำไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ มาตรา 55
  • การบังคับโทษไม่ชอบด้วยกฎหมาย และนายทักษิณทราบดีว่าไม่ใช่โรควิกฤตฉุกเฉิน
  • นายทักษิณตัดสินใจปฏิเสธผ่าตัดหัวใจและกระดูกคอ แต่เลือกผ่าตัดนิ้วล็อคและเอ็นไหล่ที่ไม่เร่งด่วน ส่งผลให้พักที่โรงพยาบาลตำรวจยาวนาน
คปท. บุกกระทรวงยุติธรรม
ภาพจากเหตุการณ์คปท.บุกยธ.

เหตุผลที่คปท.ไม่เชื่อว่านายทักษิณจะออกมาแค่เลี้ยงหลาน

คปท. ชี้ว่าพฤติการณ์เหล่านี้เข้าข่ายกระทำผิดวินัยระหว่างถูกขัง ทำให้ไม่สมควรได้รับพักโทษตามประกาศกรมราชทัณฑ์ ข้อ 3 (2) (ข) และ (ค) ที่ห้ามนักโทษที่มีประวัติผิดวินัยหรือผิดอาญาระหว่างกุมขัง นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามว่ามีการสอบสวนผู้เกี่ยวข้องหรือไม่ และคณะกรรมการพักโทษ 3 ระดับ (เรือนจำ กรม กระทรวง) อาจละเว้นหน้าที่ตามมาตรา 157

นายพิชิต ยังแสดงความกังวลหากนายทักษิณได้รับพักโทษจริง โดยเชื่อว่าจะไม่ใช่แค่เลี้ยงหลานตามที่เคยพูด แต่จะแทรกแซงการเมือง ทำให้ไทยมี "นายกฯ สองคน" – คนหนึ่งที่บุรีรัมย์ อีกคนที่บ้านจันทร์ส่องหล้า ส่งผลให้หัวหน้าพรรคเพื่อไทยมีตำแหน่งแต่ไร้อำนาจ สุดท้ายพรรคจะโตแบบเก่าหรือใหม่ต้องรอติดตาม

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ยื่นถึงนายกิตติวิทย์ คงบุญรักษ์ หัวหน้าศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรม คปท. ขู่หากไม่ยับยั้ง จะยื่นมาตรา 157 กับคณะกรรมการและรัฐมนตรีว่าฯ เพราะรัฐมนตรียังสั่งประชุมใหม่ได้ แม้ใกล้กำหนดปล่อยตัว

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรมไทย โดยเฉพาะคดีนักการเมืองระดับสูงที่มักถูกตั้งคำถามเรื่องการเลือกปฏิบัติ หากคุณสนใจเรื่องกฎหมายพักโทษหรือการเมืองไทย ลองศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เช่น พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ เพื่อเข้าใจบริบทให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผม กรณี คปท. บุก ยธ.ยื่นระงับพักโทษ “ทักษิณ ชินวัตร” หวั่นแทรกแซงการเมือง ไม่เชื่อออกมาเลี้ยงหลาน นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่ากฎหมายต้องใช้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าผู้ใดก็ตาม คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง!

ที่มา – คปท. บุก ยธ.ยื่นระงับพักโทษ “ทักษิณ ชินวัตร” หวั่นแทรกแซงการเมือง ไม่เชื่อออกมาเลี้ยงหลาน

ปชป. แปลกใจ “เอกนิติ” กล้าเทียบกู้เงินกับอดีต

ในสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจที่ตึงเครียด รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ได้ออกมาแสดงความเห็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดย ปชป. แปลกใจ “เอกนิติ” กล้าเทียบกู้เงิน กับวิกฤติในอดีต พร้อมเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจพาประเทศไทยไปสู่หายนะทางการคลัง เรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการถกเถียงเรื่องพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล

ปชป. แปลกใจ “เอกนิติ” กล้าเทียบกู้เงิน

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ออกมาตอบโต้พรรคประชาธิปัตย์ในการตรวจสอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท น.ส.ศิริภา ยอมรับผลงานของนายเอกนิติในอดีต ทั้งในฐานะอธิบดีกรมสรรพากรและกรมสรรพสามิต ที่ช่วยจัดหาเงินให้รัฐได้อย่างมาก แต่ย้ำว่าการเป็นรัฐมนตรีคลังต้องคำนึงถึงเสถียรภาพการคลังมากกว่า

สิ่งที่น่าแปลกใจคือ นายเอกนิติกล้าเปรียบเทียบ พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้กับการกู้ในอดีต เช่น วิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 หรือวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 ซึ่งตอนนั้น GDP ติดลบหนักและจำเป็นต้องกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันสถานการณ์ต่างออกไป เศรษฐกิจไม่ได้ย่ำแย่ขนาดนั้น การกู้เงินเพิ่มจึงเสี่ยงทำให้ภาระหนี้สาธารณะระยะยาวพุ่งสูง แม้จะไม่เกินเพดานที่กฎหมายวินัยการเงินการคลังกำหนด แต่สุดท้ายประชาชนต้องแบกรับ

เตือนระวังพาประเทศไปสู่หายนะ

น.ส.ศิริภา เตือนว่ารัฐบาลควรหาทางเลือกอื่นในการรับมือวิกฤติพลังงาน แทนการกู้เงินเพื่อโครงการที่ไม่ชัดเจน เช่น ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หรือปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้เหมาะสมมากกว่า “หวังว่าวันนั้นมาถึงท่านจะสามารถหาทางออกได้ดีกว่าการขูดรีดภาษีจากพี่น้องประชาชนตามความเชี่ยวชาญของท่าน” เธอระบุ

ประเด็นนี้จุดประกายการถกเถียงในสังคม โดยเฉพาะเรื่องการจัดการหนี้สาธารณะของไทยที่ปัจจุบันอยู่ที่ราว 60% ของ GDP การกู้เพิ่ม 4 แสนล้านบาทหรือ 0.8% ของ GDP อาจดูไม่มาก แต่เมื่อสะสมจะกระทบงบประมาณในอนาคต

เหตุผลที่ปชป. ตรวจสอบ พ.ร.ก.กู้เงิน

  • สถานการณ์ต่างจากอดีต: GDP ไม่ติดลบ ไม่ใช่วิกฤติรุนแรง
  • ภาระหนี้ระยะยาว: เพิ่มดอกเบี้ยจ่าย สุดท้ายตกกับประชาชน
  • โครงการไม่ชัดเจน: เงินกู้ไปใช้อย่างไร ต้องตรวจสอบ
  • ทางเลือกอื่น: ลดภาษี ปรับนโยบายพลังงาน โดยไม่ต้องกู้

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจหลายคนเห็นด้วยกับปชป. ว่าการกู้เงินควรเป็นทางสุดท้าย และต้องมีแผนชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดฟองสบู่หนี้ การเปรียบเทียบกับอดีตอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าการกู้ครั้งนี้จำเป็นเท่ากับวิกฤติใหญ่

ในมุมมองของเรา การเมืองไทยควรเน้นการตรวจสอบที่เข้มแข็งเพื่อปกป้องผลประโยชน์ประชาชน พรรคฝ่ายค้านอย่างปชป. มีบทบาทสำคัญในการเตือนภัย หากรัฐบาลฟังเสียงเตือนนี้ อาจช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคตได้

สุดท้ายแล้ว ปชป. แปลกใจ “เอกนิติ” กล้าเทียบกู้เงิน สะท้อนถึงความกังวลต่ออนาคตเศรษฐกิจไทย คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? การกู้เงิน 4 แสนล้านจำเป็นจริงหรือ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลกระจายสู่สาธารณะ

ที่มา – ปชป. แปลกใจ “เอกนิติ” กล้าเทียบกู้เงินกับสถานการณ์ในอดีต เตือนระวังพาประเทศไปสู่หายนะ