วัน: 7 พฤษภาคม 2026

วงล้อผู้จัดการทีม – สิงหาคมจะเป็นอย่างไร?

สวัสดีครับเพื่อนๆ แฟนบอลสกอตแลนด์! วันนี้เรามาคุยกันเรื่อง วงล้อผู้จัดการทีม – สิงหาคมจะเป็นอย่างไร? ในพรีเมียร์ชิพสกอตแลนด์ ที่ตอนนี้กำลังหมุนติ้วสุดๆ ไปเลย มีถึง 1 ใน 4 ของสโมสรใหญ่ๆ ที่ยังใช้กุนซือชั่วคราวอยู่ และอีกหลายทีมก็มีเครื่องหมายคำถามเต็มไปหมด ฟังพอดแคสต์ Scottish Football Podcast ตอนนี้แล้วรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะ Martin Dowden, Stephen McGowan และ Robbie Neilson มาร่วมวิเคราะห์กันแบบจัดเต็ม!

วงล้อผู้จัดการทีม – สิงหาคมจะเป็นอย่างไร?

ฤดูกาลใหม่ใกล้เข้ามาแล้ว แต่สถานการณ์ผู้จัดการทีมใน Scottish Premiership ยังไม่นิ่งสนิทเลยครับ หลายทีมอย่าง Celtic, Rangers หรือ Aberdeen อาจจะมีเซอร์ไพรส์รออยู่ การหมุนเวียนกุนซือแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในฟุตบอลสกอตแลนด์ แต่ปีนี้ดูจะรุนแรงเป็นพิเศษ เพราะผลงานทีมหลายทีมไม่เข้าเป้า ส่งผลให้บอร์ดบริหารต้องตัดสินใจเด็ดขาด

สถานการณ์ปัจจุบันของทีมใหญ่ๆ

  • Celtic: Brendan Rodgers ยังอยู่หรือไม่? มีข่าวลือหนาหูเรื่องการเปลี่ยนแปลง
  • Rangers: Philippe Clement กดดันหนัก หลังจากฟอร์มไม่คงที่
  • Hearts: Robbie Neilson ที่มาร่วมพูดในพอดแคสต์เอง ก็ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับทีมตัวเอง
  • Aberdeen: Interim manager ยังไม่ชัดเจน ใครจะมาคุมยาว?

จากที่ฟังมา ผู้เชี่ยวชาญทั้งสามท่านคาดการณ์ว่า สิงหาคมอาจเห็นการเปลี่ยนแปลงถึง 5-6 ทีมเลยทีเดียว เพราะตลาดซื้อขายนักเตะจะปิด และทีมต้องเร่งฟอร์มเพื่อลุ้นแชมป์หรือยูโรป้า

ปัจจัยที่ทำให้วงล้อหมุน

ทำไมถึง chaotic ขนาดนี้? ประเด็นหลักๆ คือ:

  • ผลงานฤดูกาลที่แล้วที่แย่ โดยเฉพาะทีมกลางตาราง
  • งบประมาณจำกัด ทำให้หาคนเก่งยาก
  • การแข่งขันสูงจากทีมเล็กที่อยากขึ้นมา

Stephen McGowan จาก Daily Record บอกว่ามีชื่อกุนซือจากอังกฤษและยุโรปหลายคนที่สนใจมาคุมทีมสกอตแลนด์ เพราะเป็นลีกที่สนุกและค่าตัวไม่แพงเกินไป

ส่วน Robbie Neilson ที่เคยคุม Hearts มาก่อน ก็แชร์ประสบการณ์ส่วนตัวว่าการเป็น interim มันกดดันยังไง และต้องทำยังไงให้กลายเป็นตำแหน่งถาวร พอดแคสต์นี้ยาว 25 นาที แต่ข้อมูลแน่นมาก เหมาะสำหรับแฟนบอลที่อยากอัพเดททุกมุม

คาดการณ์สิงหาคม: ใครจะรอด?

จากวิเคราะห์ในรายการ คาดว่า Celtic กับ Rangers น่าจะเสถียร แต่ทีมอย่าง Hibs, Motherwell, Kilmarnock อาจเปลี่ยนกุนซือใหม่ทั้งหมด Martin Dowden ชี้ว่าตลาดกุนซือสกอตแลนด์กำลังฮอต และอาจมีเซอร์ไพรส์จากโค้ชเยาวชนขึ้นมา

นอกจากนี้ยังคุยถึง impact ต่อนักเตะด้วย เพราะการเปลี่ยนผู้จัดการบ่อยๆ ทำให้ทีมไม่เป็นเอกภาพ ฟังแล้วได้ insight เยอะเลยครับ

ถ้าคุณเป็นแฟน Scottish football อย่าพลาด! พอดแคสต์นี้ช่วยให้เห็นภาพชัดว่าปีหน้าลีกจะดุเดือดแค่ไหน สิงหาคมนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบปี

คำแนะนำ: ฟังตอนนี้แล้ว bookmark ไว้ติดตาม series Scottish Football Podcast รับรองไม่ผิดหวัง! คุณคิดว่าทีมไหนจะเปลี่ยนกุนซือบ้าง? คอมเมนต์บอกกันหน่อยนะ

ปิดเกม รวบผัวเมียขโมยสัตว์แปลกสวนสัตว์ 2 แห่ง

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวเด็ดที่ต้องบอกว่าตำรวจปิดเกม รวบผัวเมียขโมยสัตว์แปลกสวนสัตว์ 2 แห่ง ได้แล้ว! เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ช็อกทั้งเจ้าของสวนสัตว์และคนรักสัตว์เลยทีเดียว สองสามีภรรยาคู่นี้ก่อคดีลักสัตว์แปลกประหลาดมาหลายครั้ง จนเจ้าหน้าที่ต้องเร่งสืบสวนเพื่อคลายปมคดีทั้งหมด

ปิดเกม รวบผัวเมียขโมยสัตว์แปลกสวนสัตว์ 2 แห่ง

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 11.30 น. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) พร้อมทีมงานชุดใหญ่ นำโดยพล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิไล ผบก.สส.บช.น. และเจ้าหน้าที่ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ศอ.ปส.บช.น.) ร่วมกับ สน.บางยี่ขัน ได้บุกจับกุมนายไรวินทร์ อายุ 26 ปี และน.ส.วริศรา อายุ 27 ปี สามีภรรยาคู่นี้ ตามหมายจับศาลอาญาที่ จ.354/2569 และ จ.353/2569 ข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์โดยทำลายสิ่งกีดกั้น โดยใช้ยานพาหนะ”

ที่เกิดเหตุคือบ้านพักไม่มีเลขที่ ซอยกำแพงเพชร 6 ซอย 7 แยก 3-5 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ จากนั้นขยายผลไปตรวจค้นอพาร์ตเมนต์ในซอยโกสุมร่วมใจ 14 เขตดอนเมือง พบของกลางเพียบเลยครับ!

สัตว์แปลกที่พบในที่ซ่อน

ของกลางที่พบมีลิงกระรอกชื่อ “น้องมาร์ช” 1 ตัว, กิ้งก่าจระเข้ 1 ตัว, ซาลาแมนเดอร์ลายเสือ 1 ตัว, งูเลี้ยง 5 ตัว, แรคคูน 1 ตัว, เต่าบก 1 ตัว และสัตว์เอ็กโซติก (exotics) อีกหลายชนิดที่กำลังตรวจสอบ บางตัวขโมยมาจากสวนสัตว์ดังย่านปิ่นเกล้าเลยนะครับ สัตว์เหล่านี้ไม่ใช่ของเล่นธรรมดา แต่เป็นสัตว์หายากที่ดูแลยากมาก

ที่มาของคดีนี้เริ่มจากเบาะแส “แปลกๆ” จากสายลับในย่านดอนเมือง ที่แจ้งว่ามีผัวเมียคู่นี้ชอบหอบสัตว์ไปแลกยาบ้าที่แหล่งยาเสพติด ล่าสุดเห็นหอบกิ้งก่าไปแลกยา เจ้าหน้าที่จึงลงพื้นที่สืบ ตามชายหญิงต้องสงสัยที่เดินเข้าออกแหล่งยา จนพิสูจน์ได้ว่าเป็นผู้ต้องหาคู่นี้

ประวัติของทั้งคู่โหดมาก ก่อเหตุตระเวนลักสัตว์ทั่วกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ล่าสุดวันที่ 30 เม.ย. 69 ขโมย “น้องมาร์ช” ลิงกระรอกขวัญใจจากสวนสัตว์เพื่อน เดรัจฉาน บางเขน และ 1 พ.ค. 69 ขโมยกิ้งก่าจระเข้กับซาลาแมนเดอร์จากสวนสัตว์พาต้า ปิ่นเกล้า

  • คดีที่ 1: 20 มี.ค. 69 ขโมยเต่า 29 ตัว และมีร์แคท 1 ตัว จากใต้ถุนบ้านผู้เสียหาย สภ.พระนครศรีอยุธยา
  • คดีที่ 2: 30 เม.ย. 69 ขโมยลิงกระรอก “น้องมาร์ช” จากสวนสัตว์เพื่อน เดรัจฉาน สน.บางเขน
  • คดีที่ 3: 1 พ.ค. 69 ขโมยกิ้งก่าจระเข้และซาลาแมนเดอร์ลายเสือ จากสวนสัตว์พาต้า ปิ่นเกล้า สน.บางยี่ขัน

หลังจับกุม พ.ต.อ.อธิวัฒน์ นุชถาวร ผกก.สน.บางยี่ขัน และ พ.ต.อ.อนันต์ วรสาตร์ ผกก.สน.บางเขน ได้รวบรวมหลักฐาน ขออนุมัติหมายจับ และขยายผลพบสัตว์อีกเพียบตั้งแต่งูเหลือมยันลิงกระรอก

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. กล่าวว่า “การลักสัตว์แบบนี้ไม่ใช่แค่ลักทรัพย์ แต่เชื่อมโยงยาเสพติดที่เป็นภัยสังคม เจ้าหน้าที่จะขยายผลเครือข่ายทั้งหมดเพื่อดำเนินคดีให้สิ้นซาก”

เหตุการณ์ปิดเกม รวบผัวเมียขโมยสัตว์แปลกสวนสัตว์ 2 แห่ง นี้ ทำให้เห็นปัญหาการลักสัตว์แปลกที่เพิ่มขึ้นในไทย สัตว์เอ็กโซติกเหล่านี้มักถูกขายในตลาดมืดราคาแพง บางตัวดูแลยากจนตายง่าย เจ้าของสวนสัตว์ต้องสูญเสียทั้งเงินและความรักที่ใส่ใจ นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงยาเสพติด ทำให้คดีซับซ้อนยิ่งขึ้น

เพื่อนๆ ที่เลี้ยงสัตว์แปลกหรือไปสวนสัตว์บ่อยๆ ควรระวังเพิ่มกล้องวงจรปิด และแจ้งเบาะแสทันทีถ้าพบคนต้องสงสัย สังคมเราต้องช่วยกันปราบปรามอาชญากรรมแบบนี้ครับ

ในมุมมองผม เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญว่าอาชญากรรมเล็กๆ สามารถเชื่อมโยงกับปัญหาใหญ่ได้ หวังว่าตำรวจจะปิดคดีได้หมดทุกเส้นทาง แชร์บทความนี้เพื่อเตือนภัยกันนะครับ และติดตามข่าวอาชญากรรมอัปเดตได้ที่นี่!

ที่มา – ปิดเกม รวบผัวเมียขโมยสัตว์แปลกสวนสัตว์ 2 แห่ง สู่การไขคดีลักสัตว์ทั่ว กทม.-ปริมณฑล

ตัดเกรดตัวเอง 5 ให้ทีมงาน 8 ชัชชาติ ห้ามเกียร์ว่าง

ในวันสำคัญก่อนหมดวาระผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตัดเกรดตัวเอง 5 ให้ทีมงาน 8 ชัชชาติ ได้เปิดใจทิ้งทวนอย่างน่าประทับใจ ในการประชุมหัวหน้าหน่วยงานครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 ที่ศาลาว่าการกรุงเทพฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้สรุปบทเรียน 4 ปีที่ผ่านมา ขอบคุณทุกคน และกำชับ 6 ประเด็นสำคัญเพื่อให้การทำงานต่อเนื่อง ไม่เกียร์ว่าง โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนผ่านและการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. กับ สก. ที่กำลังจะมาถึง

ตัดเกรดตัวเอง 5 ให้ทีมงาน 8 ชัชชาติ

ชัชชาติให้คะแนนตัวเองแค่ 5 จาก 10 แต่ยกให้ทีมงานถึง 8 คะแนนเต็ม! เขากล่าวขอบคุณบุคลากรทุกคนที่ร่วมมือกันทำงานเพื่อประชาชนตลอด 4 ปี แม้ผลงานจะยังไม่สมบูรณ์ 100% แต่ประชาชนรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เช่น การแก้ปัญหาน้ำท่วม จัดการหาบเร่แผงลอย และดูแลคนไร้บ้าน ชัชชาติย้ำว่า “หัวใจคือการทำงานเพื่อประชาชน” และขอให้ทุกคนเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

ชัชชาติ กำชับห้ามเกียร์ว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน

นอกจาก ตัดเกรดตัวเอง 5 ให้ทีมงาน 8 ชัชชาติ แล้ว ยังสั่งการชัดเจนไม่ให้เกิดช่องว่างในการทำงาน โดยเฉพาะ 6 ประเด็นหลักที่ต้องเข้มงวด ดังนี้

  • คนไร้บ้านและหาบเร่แผงลอย: สถานการณ์เศรษฐกิจแย่ คนไร้บ้านอาจเพิ่ม ชวนเข้าบ้านอิ่มใจที่ยังรับได้อีก 100 คน เน้นทำความเข้าใจไม่บังคับ สำหรับหาบเร่ ยึดแนวทางเดิมเข้มข้น ฝ่ายเทศกิจตรวจตราเพิ่ม ห้ามแอบอ้างผู้บริหารใหม่
  • รับมือน้ำท่วม: ทบทวนจุดน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะพื้นที่ก่อสร้าง เร่งลอกท่อ ลอกคลอง ตรวจโครงการค้างคา เพื่อลดผลกระทบฝนตกหนัก
  • โครงการบำบัดน้ำเสียฝั่งธน: ห่วงผลกระทบยุง น้ำเสีย บ้านร้าว สั่งเขตลงพื้นที่เยี่ยมประชาชน และกดดันผู้รับเหมาให้แก้ไขด่วน
  • จดทะเบียนแจ้งเกิดต่างด้าว: หลังพบความผิดปกติ สั่งสำรวจกระบวนการให้รัดกุม ติดตามตัวเลขผิดปกติ ไม่ใช้วิจารณญาณคนเดียว
  • วางตัวเป็นกลางเลือกตั้ง: ขอให้ขรก. ทุกคนเท่าเทียมกับผู้สมัคร สร้างความเชื่อมั่นระบบเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ สก.

ทีมงานผู้ช่วยอย่างนายต่อศักดิ์ โชติมงคล ประธานที่ปรึกษา ย้ำถึงการทำตามสัญญา เช่น พัฒนาบุคลากร กระจายการมีส่วนร่วมประชาชน นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าฯ ชี้ว่าขรก.ประจำอยู่ยาว ต้องทำตามนโยบายเพื่อประชาชน นายวิศณุ ทรัพย์สมพล เน้นพัฒนาระบบไม่ยึดติดคน และรศ.ทวิดา กมลเวชช เล่าคำสอนชัชชาติ “ทำงานเหมือนอยู่แค่วาระเดียว” เพื่อสร้างระบบแข็งแกร่ง

การประชุมครั้งนี้สะท้อน leadership ของชัชชาติที่ถ่อมตัวและมุ่งมั่น สร้างแรงบันดาลใจให้ทีมต่อสู้เพื่อกรุงเทพฯ แม้หมดวาระ แต่บทเรียนเหล่านี้จะอยู่กับ กทม. ไปนาน

คุณคิดอย่างไรกับการตัดเกรดแบบนี้? มันแสดงถึงผู้นำที่ดีหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวอัปเดตการเมืองท้องถิ่นกับเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ตัดเกรดตัวเอง 5 ให้ทีมงาน 8 “ชัชชาติ” กำชับห้ามเกียร์ว่าง-เป็นกลางเลือกตั้ง

บิ๊กโจ๊ก เข้าให้ปากคำเพิ่ม คดีถูกอดีตลูกน้องกล่าวหาทำร้าย ตบบ้องหู

ข่าวดราม่าในวงการตำรวจไทยกำลังเป็นที่สนใจของประชาชนอย่างมาก เมื่อ บิ๊กโจ๊ก หรือ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางเข้าให้ปากคำเพิ่มเติมในคดีร้อนที่ถูกอดีตลูกน้องคนสนิทกล่าวหาว่าทำร้ายร่างกายด้วยการตบบ้องหู เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความสนใจจากสื่อและสังคมออนไลน์ ที่ทุกคนอยากรู้ข้อเท็จจริงเบื้องหลังความขัดแย้งนี้

บิ๊กโจ๊กถือเป็นบุคคลดังในแวดวงตำรวจ ด้วยผลงานปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น คดีทัวร์จีนเถื่อน การพนันออนไลน์ และมาเฟียต่าง ๆ ทำให้ได้รับฉายา “มือปราบ” จากประชาชน แต่ล่าสุดกลับต้องมาเผชิญคดีจากคนใกล้ชิด ซึ่งทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้าอดีตกับลูกน้อง

บิ๊กโจ๊ก เข้าให้ปากคำเพิ่ม คดีถูกอดีตลูกน้องกล่าวหาทำร้าย ตบบ้องหู

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 7 พฤษภาคม 2567 ที่ศูนย์รับแจ้งความ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ได้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนกองปราบปรามอย่างเรียบร้อย โดยหอบเอกสารหลักฐานต่าง ๆ มามอบให้เพิ่มเติม รวมถึงเชิญแพทย์ผู้รักษาที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูลประกอบสำนวนคดี เพื่อให้ข้อเท็จจริงทั้งหมดปรากฏอย่างชัดเจน

ผู้เสียหายในคดีนี้คือ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ และ พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ ซึ่งเป็นอดีตลูกน้องคนสนิทสมัยที่บิ๊กโจ๊กประจำการในกองปราบปราม ทั้งสองได้เข้าแจ้งความกล่าวหาว่าถูกทำร้ายร่างกาย โดยเฉพาะการตบบ้องหู ซึ่งเป็นการกระทำที่ดูรุนแรงและไม่เหมาะสมกับภาพลักษณ์ของตำรวจอาวุโส

บิ๊กโจ๊ก เข้าให้ปากคำเพิ่ม คดีถูกอดีตลูกน้องกล่าวหาทำร้าย ตบบ้องหู พร้อมยืนยันให้ความร่วมมือเต็มที่

หลังจากให้ปากคำเสร็จ บิ๊กโจ๊กได้เปิดใจสั้น ๆ กับสื่อมวลชนที่มารอ โดยระบุว่า “วันนี้มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมในคดีที่ถูกกล่าวหา ผมนำพยานหลักฐานทั้งหมดรวมถึงแพทย์มาด้วย เพื่อให้พนักงานสอบสวนพิจารณาอย่างเป็นธรรม ผมยินดีให้ความร่วมมือเต็มที่ และเชื่อว่าข้อเท็จจริงจะปรากฏชัดเจนในไม่ช้า”

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2567 พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ ได้เดินทางมากับทนายความเพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมเช่นกัน ทำให้คดีนี้เริ่มเข้าสู่ระยะที่มีการสืบสวนอย่างจริงจังจากกองปราบปราม

สรุปประเด็นสำคัญในคดีนี้

  • ผู้กล่าวหา: พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ และ พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ อดีตลูกน้องคนสนิท
  • ข้อหา: ทำร้ายร่างกายโดยตบบ้องหู
  • สถานที่เกิดเหตุ: ยังไม่เปิดเผยรายละเอียด แต่เชื่อมโยงกับการทำงานร่วมกันในอดีต
  • หลักฐานฝั่งผู้ถูกกล่าวหา: เอกสารต่าง ๆ และคำให้การจากแพทย์ผู้รักษา
  • สถานะคดี: กำลังสอบสวนเพิ่มเติม รอผลตรวจสอบหลักฐาน

คดีนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความขัดแย้งภายในองค์กรตำรวจเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ระบบยุติธรรมของไทยว่าสามารถจัดการกับคดีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลมีชื่อเสียงได้อย่างโปร่งใสหรือไม่ ในอดีต บิ๊กโจ๊กเคยถูกโจมตีจากหลายฝ่าย แต่ก็สามารถลบมลทินได้ด้วยหลักฐานและกระบวนการกฎหมายเสมอมา

นอกจากนี้ ยังมีกระแสวิเคราะห์จากโซเชียลมีเดียว่าคดีนี้อาจเป็นการแก้แค้นส่วนตัวหรือเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทับซ้อนจากคดีใหญ่ ๆ ที่บิ๊กโจ๊กเคยสืบสวน อย่างไรก็ตาม ต้องรอผลสอบสวนอย่างเป็นทางการ

จากมุมมองของผู้เขียน คดี บิ๊กโจ๊ก เข้าให้ปากคำเพิ่ม คดีถูกอดีตลูกน้องกล่าวหาทำร้าย ตบบ้องหู นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และพยานบุคคลในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ โดยเฉพาะในยุคที่ข่าวลือแพร่กระจายเร็วบนโลกออนไลน์ สุดท้ายแล้ว กฎหมายจะเป็นผู้ตัดสินที่ยุติธรรมที่สุด

คุณคิดอย่างไรกับคดีนี้? เชื่อว่าบิ๊กโจ๊กจะพ้นผิดหรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามอัปเดตข่าวสารล่าสุดจากเรา!

ที่มา – “บิ๊กโจ๊ก” เข้าให้ปากคำเพิ่ม คดีถูกอดีตลูกน้องกล่าวหาทำร้าย ตบบ้องหู

“ชัชชาติ” ยันไม่เคยเคลมผลงาน จ่ายหนี้บีทีเอส ใช้เงินสะสม

“ชัชชาติ” ยันไม่เคยเคลมผลงาน จ่ายหนี้บีทีเอส ใช้เงินสะสม เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงนี้ โดยเฉพาะเรื่องการเงินของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง วันนี้เราจะมาวิเคราะห์และสรุปข้อมูลสำคัญจากคำชี้แจงของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้เข้าใจง่าย ๆ กันครับ

“ชัชชาติ” ยันไม่เคยเคลมผลงาน จ่ายหนี้บีทีเอส ใช้เงินสะสม

วันที่ 7 พฤษภาคม 2567 นายชัชชาติ ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่งบประมาณประจำปี 2568 ของ กทม. มีรายรับสูงกว่ารายจ่ายมากถึง 5,000 ล้านบาท โดยยืนยันชัดเจนว่า “ชัชชาติ” ยันไม่เคยเคลมผลงาน จ่ายหนี้บีทีเอส ใช้เงินสะสม ที่สะสมมาหลายสิบปี ไม่ใช่ผลงานใหม่ที่เกิดขึ้นในสมัยตนเอง การตั้งงบประมาณของ กทม. จะยึดหลักสมดุล คือตั้งรายรับเท่ากับรายจ่ายเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงการกู้ยืม แต่ในทางปฏิบัติ หากหารายได้ได้มากกว่าที่คาดการณ์ หรือประหยัดค่าใช้จ่ายได้ ก็จะเกิดส่วนต่างหรือเงินเกินขึ้นมา

ยกตัวอย่างปีงบประมาณ 2568 ที่มีเงินเกินกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แม้ช่วงโควิด-19 รายได้จะลดลง แต่ปัจจุบัน กทม. พยายามบริหารให้มีเงินเหลือมากที่สุด เพราะต้องนำไปจ่ายหนี้บีทีเอส กว่า 60,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินจ่ายขาดสะสมมานาน ไม่ใช่มาจากงบประมาณปกติ หากเงินก้อนนี้หมด ผู้บริหารชุดถัดไปจะขาดแคลนเงินสำรองสำหรับกรณีฉุกเฉิน ดังนั้น การสร้างส่วนต่างงบประมาณจึงสำคัญมาก โดยเงินที่ไม่ได้ใช้จะไหลลงสู่กองทุนสำรอง เพื่อพร้อมรับมืออนาคต

หลักการบริหารงบประมาณ กทม. ในยุคชัชชาติ

นายชัชชาติเน้นย้ำว่า ไม่ได้อ้างผลงานส่วนตัว แต่เป็นการต่อยอดจากอดีต โดยให้นโยบายชัดเจนให้ทีมงานหารายได้ให้มากที่สุด ประหยัดค่าใช้จ่าย และประมูลโครงการให้ได้ราคาถูกสุด เพื่อสร้างส่วนต่าง เช่น ประมูลได้ถูกลงกว่าที่ตั้งไว้ หรือเก็บภาษี ค่า concession ได้เกินเป้า สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ กทม. มีเงินหมุนเวียนดีขึ้น

ตอบโต้ข้อครหาเรื่องเงินสะสมจากยุคอดีต

ส่วนที่นายพงศกร ขวัญเมือง อดีตโฆษก กทม. จากพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าเงินจ่ายหนี้บีทีเอสมาจากยุค พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง นายชัชชาติยอมรับตรง ๆ ว่าเป็นเงินสะสมต่อเนื่องจริง ๆ และขอบคุณผู้บริหารก่อนหน้าที่ช่วยเติมเงินกองทุน ค่าใช้จ่ายหนี้บีทีเอสเกิดขึ้นก่อนสมัยตน แต่สิ่งสำคัญคือการบริหารปัจจุบันที่ช่วยไม่ให้ขาดทุนเพิ่ม และสร้างสมดุลการเงินให้ยั่งยืน

การจ่ายหนี้บีทีเอสเป็นภาระใหญ่ของ กทม. มูลค่าหลายหมื่นล้าน ซึ่งเกิดจากสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าที่ต้องชดเชยรายได้ขาดทุนให้เอกชน หากไม่บริหารดี อาจกระทบบริการสาธารณะอื่น ๆ เช่น ถนน สวนสาธารณะ หรือสวัสดิการประชาชน การที่ กทม. มีเงินเกินในงบประมาณจึงเป็นสัญญาณบวก แสดงถึงการวางแผนการเงินที่รอบคอบ

  • ตั้งงบสมดุลรายรับ-รายจ่าย
  • หารายได้เกินเป้า
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายจริง
  • นำเงินเหลือจ่ายหนี้และสำรองฉุกเฉิน

จากข้อมูลนี้ เห็นได้ชัดว่าการบริหารของชัชชาติเน้นประสิทธิภาพและความโปร่งใส ไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อ นอกจากนี้ ยังช่วยลดภาระประชาชนในระยะยาว หากคุณสนใจเรื่องการเงินสาธารณะหรือนโยบาย กทม. ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติม และแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนี้ได้เลยครับ เพราะการมีส่วนร่วมของประชาชนคือกุญแจสู่การพัฒนาที่ดีขึ้น

สุดท้าย ขอให้เป็นบทเรียนว่าการบริหารงบประมาณที่ดีต้องมองยั่งยืน ไม่ใช่แค่ตัวเลขสวยงามในปีเดียว

ที่มา – “ชัชชาติ” ยันไม่เคยเคลมผลงาน จ่ายหนี้บีทีเอส ใช้เงินสะสม

“โทน บางแค” ยันไม่เคยเบี้ยวหนี้ “มาดามเก่ง” แจงปมพระเครื่อง

“โทน บางแค” ยันไม่เคยเบี้ยวหนี้ “มาดามเก่ง” พร้อมแจงปมพระเครื่องค้ำประกัน กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการเซียนพระและธุรกิจสินทรัพย์มูลค่าสูง ล่าสุดนายโทนทอง สุขแก่น หรือที่รู้จักกันในนาม โทน บางแค เซียนพระชื่อดัง ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนที่ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงความบริสุทธิ์ใจ หลังจากมีข่าวลือในโซเชียลมีเดียว่าอาจเกี่ยวข้องกับขบวนการฉ้อโกง

“โทน บางแค” ยันไม่เคยเบี้ยวหนี้ “มาดามเก่ง” พร้อมแจงปมพระเครื่องค้ำประกัน

ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.30 น. นายโทนทอง สุขแก่น หรือ “โทน บางแค” ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่พร้อมทนายความ นายเฉลิมชัย ศรียุภักดิ์ เพื่อรับทราบรายละเอียดคดี โดยยืนยันชัดเจนว่าไม่เคยมีพฤติกรรมหลบหนี และพร้อมสู้ในกระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความจริง เรื่องนี้เริ่มจากปัญหาหนี้สินกับ “มาดามเก่ง” หรือ น.ส.ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ ซึ่งโทนยอมรับว่ามียอดหนี้จริงเริ่มต้นสูงถึง 800 ล้านบาท แต่ได้ทยอยชำระมาอย่างต่อเนื่องจนเหลือเพียง 300 ล้านบาทเศษ ในปัจจุบัน

“ผมปฏิบัติตามสัญญาทุกประการ ไม่มีเจตนาเบี้ยวหนี้เลย บางครั้งอาจล่าช้า 3-5 วันซึ่งเป็นเรื่องปกติในธุรกิจ” โทน บางแค กล่าว นอกจากนี้ยังชำระล่วงหน้าไปจนถึงปี 2570 ทั้งที่สัญญาจบปี 2573 สำหรับรถหรูและสินค้าแบรนด์เนมที่ถูกกล่าวถึง ยืนยันว่าเป็นการซื้อผ่อนชำระครบ ไม่ใช่หนี้ค้างหรือของกำนัล

ปมพระเครื่องค้ำประกันมูลค่ากว่า 400-500 ล้าน

ประเด็นสำคัญคือพระเครื่องที่นำไปค้ำประกันมูลค่ากว่า 400-500 ล้านบาท ซึ่งคู่กรณีอ้างว่าราคาไม่ตรงตามตกลง โทน บางแค ชี้แจงว่าราคาพระเครื่องผันผวนตามตลาดเหมือนหุ้น และในวันส่งมอบ เซียนพระสนิทของฝั่งเจ้าหนี้ เป็นผู้ประเมินเอง หากไม่ครอบคลุมหนี้ ทำไมถึงรับมอบตั้งแต่แรก? นี่เป็นจุดที่น่าสนใจสำหรับนักสะสมพระเครื่องทุกคน

นอกจากนี้ โทนยังเล่าถึงการเข้าพบ “บิ๊กเต่า” หรือ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ์ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เมื่อ 17 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งประสานผ่านคนใกล้ชิดเพื่ออธิบายปัญหา แต่กลับถูกดึงไปไกล่เกลี่ยหนี้ แทนที่จะเป็นการสอบถามตามเจตนา สุดท้ายโทนจึงแจ้งความดำเนินคดีกับ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ์ และพวกรวม 5 คน เพื่อปกป้องสิทธิ์ โดยย้ำว่าการไกล่เกลี่ยหนี้ควรอยู่ในชั้นศาลแพ่ง ไม่ใช่ห้องตำรวจ

  • ยอดหนี้เริ่มต้น: 800 ล้านบาท
  • ยอดหนี้ปัจจุบัน: 300 ล้านบาทเศษ
  • ชำระล่วงหน้า: ถึงปี 2570
  • พระเครื่องค้ำ: 400-500 ล้าน ราคาผันผวนตามตลาด
  • การแจ้งความ: ปกป้องสิทธิ์ตามกฎหมาย

กรณี “โทน บางแค” ยันไม่เคยเบี้ยวหนี้ “มาดามเก่ง” พร้อมแจงปมพระเครื่องค้ำประกัน นี้ สะท้อนปัญหาในวงการพระเครื่องที่มูลค่าขึ้นลงรวดเร็ว ผู้เล่นต้องระวังเรื่องการประเมินราคาและสัญญาชัดเจน นอกจากนี้ยังเป็นบทเรียนว่าการเข้าไปเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ต้องมีเจตนาบริสุทธิ์ใจ เพื่อหลีกเลี่ยงการตีความผิด

โทน บางแค ยังย้ำทิ้งท้ายว่ายังมุ่งทำมาหากินและชำระหนี้ครบตามกำหนด การเข้าพบตำรวจครั้งนี้เพื่อแสดงความโปร่งใส ไม่ใช่หลบหนีตามข่าวลือ ในมุมมองของผู้เขียน เรื่องนี้ควรให้ศาลตัดสินเพื่อความยุติธรรม และเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับนักธุรกิจที่เผชิญข้อพิพาท หากคุณสนใจข่าวพระเครื่องหรือคดีดัง ติดตามบล็อกนี้เพื่ออัปเดตล่าสุด และแสดงความเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณมองกรณีนี้อย่างไร?

ที่มา – “โทน บางแค” ยันไม่เคยเบี้ยวหนี้ “มาดามเก่ง” พร้อมแจงปมพระเครื่องค้ำประกัน

นักเตะเกือบได้แชมป์ของวิลล่าเข้าสู่ช่วงเวลากำหนดชะตา

นักเตะเกือบได้แชมป์ของวิลล่าเข้าสู่ช่วงเวลากำหนดชะตา

ทีม แอสตัน วิลล่า กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญภายใต้การนำของกุนซือยูไน เอเมรี่ โดยตามหลัง 1-0 ก่อนลงสนามเลกสองยูโรป้า ลีก รอบรองชนะเลิศกับ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ (20:00 BST) โอกาสคว้าแชมป์สมัยแรกในรอบ 30 ปีกำลังรออยู่

นักเตะเกือบได้แชมป์ของวิลล่าเข้าสู่ช่วงเวลากำหนดชะตา มีความรู้สึกว่าชุดนี้คือโอกาสสุดท้ายที่จะจบฝันร้ายไร้แชมป์

เก้าคนจากทีมชุดปัจจุบันลงตัวจริงในนัดแรกของเอเมรี่ ชัยชนะ 3-1 เหนือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อพฤศจิกายน 2022 โดยจอห์น แม็คกินน์ และบูบาการ์ คามาร่า ถือครอง

หกคนจากนั้นลงตัวจริงนัดแรกแพ้ฟอเรสต์ ชุดนี้คือรากฐานความสำเร็จของวิลล่าตั้งแต่เอเมรี่เข้ามารับสืบทิ้ง เอเมรี่รับช่วงต่อตอนทีมอยู่อันดับ 14 ห่างโซนตกชั้นแค่ 3 แต้ม

แต่ตอนนี้ที่สะดุดก่อนเกมใหญ่สุดของเขา เอเมรี่พาเหล่านักเตะเกือบได้แชมป์ของวิลล่าไปได้ไกลสุดแล้วหรือ?

นักเตะเกือบได้แชมป์ของวิลล่าเข้าสู่ช่วงเวลากำหนดชะตา

ความพ่ายแพ้ 2-1 คาบ้านต่อท็อตแนมเมื่อวันอาทิตย์ – นัดที่สามติด – ไม่ช่วยให้มีแรงฮึด แม้เอเมรี่สลับ 8 ตำแหน่ง

ชุดนี้ขาดความลึก โดยเอมิ มาร์ติเนซ, แมตตี้ แคช, ยูริ ไตเลมันส์ และมอร์แกน ร็อดเจอร์ส คือตัวจริงเพียงไม่กี่คนในนัดนั้น

เอเมรี่ได้รับคำชื่นชมจากกุนซือพรีเมียร์ลีกอย่างน้อยสองคนที่ประทับใจการตัดสินใจโฟกัสเกมใหญ่สุด

เจ้าตัวคว้า ยูโรป้า ลีก 4 สมัย – สามกับเซบีย่า หนึ่งกับบียาร์เรอัล – คนใกล้ชิดคาดว่าจะเห็นฟอร์มต่างออกไป

“เรากำลังพัฒนา รวมถึงตัวผม และมี挑战ใหม่ๆ รออยู่ ไม่ใช่โอกาสสุดท้าย นักเตะสนุกกับกระบวนการ และรู้ว่าฟุตบอลยากแค่ไหน นี่คือช่วงเวลายิ่งใหญ่ที่สุดในรอบสามปี” เอเมรี่กล่าว

แม้เชื่อว่าสามารถลุ้นแชมป์ต่อไปด้วยบอลแชมเปี้ยนส์ลีก (วิลล่าจะจบท็อปไฟว์พรีเมียร์ลีกแน่) แต่คาดเปลี่ยนแปลง

ชุดนี้ต้องรีเฟรช ขายนักเตะง่ายสุดตามกฎ โดยมอร์แกน ร็อดเจอร์สคือสินทรัพย์ใหญ่

รู้ว่าต้องรีไซเคิลหลายคน เอเมรี่รู้ตั้งแต่ต้นฤดูกาล ร่วมกับโรเบร์โต โอลาเบ ประธานฝ่ายฟุตบอล

นักเตะเกือบได้แชมป์ของวิลล่าเข้าสู่ช่วงเวลากำหนดชะตา: การเปลี่ยนแปลงที่จำเป็น

โอลาเบมาช่วยพัฒนายาว เขาและเอเมรี่ใกล้ชิด คุยแท็คติกนานๆ ที่บอดี้มูร์ เฮท

แต่หานักเตะยกระดับยาก ชุดนี้ถึงเพดานแล้ว ต้องใช้เงินซื้อตัวจริง

เลยยืมดักลาส ลุยซ์คืนจากยูเวนตุส หลังยืมที่ฟอเรสต์ไม่ปัง แต่รู้ระบบเอเมรี่

ข้อจำกัด PSR พรีเมียร์และยูฟ่า (โดนปรับปีก่อน) ทำให้ขายลุยซ์ไปยูเว่หลังเข้าชปล. และแจ็คบ์ แรมซีย์ไปนิวคาสเซิ่ล 40 ล้านป.

ไม่อยากจ่าย 35 ล้านซื้อฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ถาวรจากลิเวอร์พูล หลังลงแค่ 9 นัด

การรีแวมป์ขึ้นกับชะตาชปล. แล้วตลาดจะตัดสิน เอเมรี่อาจต้องเสกเวทอีก

“เมื่อสามครึ่งปีก่อน ฝันถึงรอบรองยูโรป้า ตอนนี้จบฤดูกาลแบบนี้สุดยอด”

ผู้เล่นต้องจากไปเสมอ

โอลลี่ วัตคินส์บอกชุดนี้คาดเปลี่ยน

ไทโรน มิงส์, แม็คกินน์, แทมมี่ อับราฮัม (ยืมจากเชลซี) เริ่มนัดชิง playoff ชนะดาร์บี้ 2019

เอซรี่ คอนซ่า ลุยซ์มา夏นั้น วัตคินส์ปีถัดไป 28 ล้านจากเบรนท์ฟอร์ด พร้อมแคชและมาร์ติเนซ

เอเมรี่ปั้นจากแชมเปี้ยนชิพสู่ชปล. จากทีมที่ไม่เคยสูงกว่า 11 ตั้งแต่เลื่อนชั้น หลังสตีเว่น เจอร์ราร์ดล้มเหลว

แต่ทุกอย่างต้องจบ “ชุดเปลี่ยนทุกปี ผู้เล่นจากไปเสมอ นี่คือช่วงที่เรามีชุดเดิมเต็มๆ ต้องสู้สุดตัว” วัตคินส์กล่าว

ทีมคล้ายสมัยดีน สมิธ มีตัวเสริมดีๆ มีคอร์แข็งแกร่งหายาก

นักเตะเกือบได้แชมป์ของวิลล่าเข้าสู่ช่วงเวลากำหนดชะตาแล้ว คุณคิดว่าพวกเขาจะคว้าแชมป์ได้ไหม? ติดตามและแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง สนับสนุนวิลล่าให้ทะลุไปฟินอล!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

อนุทิน เผยทูลเกล้าฯ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่หวั่นฝ่ายค้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามีข่าวการเมืองที่น่าสนใจมาอัพเดทกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ โดยเฉพาะเรื่อง อนุทิน เผยทูลเกล้าฯ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นหัวข้อที่กำลังร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยตอนนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยว่าการทูลเกล้าฯ พระราชกำหนด (พรก.) ฉบับนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว และยังไม่หวั่นใจแม้ฝ่ายค้านจะเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความด้วยซ้ำ ฟังดูแล้วเหมือนละครการเมืองน้ำดีเลยใช่ไหมล่ะ?

อนุทิน เผยทูลเกล้าฯ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

เรื่องราวเริ่มต้นจากวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 (ในเนื้อหา original เขียน 2569 คงพิมพ์ผิด) นายอนุทินได้กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านกำลังล่ารายชื่อเพื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับ พรก.กู้เงินจำนวน 400,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลตั้งใจใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจากปัญหาเศรษฐกิจ ตนเองในฐานะนายกฯ ได้ลงนามและทูลเกล้าฯ ไปแล้ว รอพระบรมราชวินิจฉัยเท่านั้นเองครับ

สิ่งที่น่าสนใจคือ นายอนุทินย้ำว่าทุกฝ่ายต่างพยายามแก้ปัญหาให้ประชาชนเป็นหลัก เพราะเราทุกคนคือผู้แทนของพี่น้องประชาชนนั่นเอง และที่สำคัญ พรก.กู้เงินแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลยนะครับ ตลอดประวัติศาสตร์การเมืองไทย มีการกู้เงินในลักษณะนี้มาหลายครั้งแล้ว นายอนุทินบอกว่าตัวเองน่าจะเป็นนายกฯ คนที่ 8 ที่ทำแบบนี้ด้วยซ้ำ!

ไม่หวั่นฝ่ายค้านจ่อร้องศาลรัฐธรรมนูญตีความ

แม้ฝ่ายค้านจะขู่จะยื่นศาล ซึ่งอาจทำให้กระบวนการหยุดชะงักนานถึง 60 วัน แต่นายอนุทินก็ไม่สะทกสะท้านเลยครับ เขาตอกกลับแบบแสบๆ ว่าคนที่เตรียมยื่นศาลนี่แหละ เคยทำแบบเดียวกันมาก่อน สมัยนั้นใช้ชื่อโครงการว่า “ไทยเข้มแข็ง” จำนวนเงินเท่ากันเป๊ะ! แต่ครั้งนี้รัฐบาลใช้ชื่อ “ไทยช่วยไทย” ซึ่งฟังดูอบอุ่นและเข้าถึงประชาชนมากกว่าเยอะเลย

ผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงความแตกต่างของการกู้ครั้งนี้ นายอนุทินอธิบายชัดเจนว่าครั้งนี้กู้เป็นสกุลเงินบาทล้วนๆ ไม่ผสมสกุลเงินต่างประเทศเลยครับ และที่เจ๋งกว่านั้นคือ เงินทุกบาททุกสตางค์จะส่งตรงถึงมือประชาชน ไม่ต้องผ่านโครงการซับซ้อนอะไรทั้งนั้น จะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้ส้อย เพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจไทยให้หมุนเวียนได้ดียิ่งขึ้น นี่แหละครับที่เรียกว่าได้ประโยชน์จริงๆ

จุดเด่นของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ครั้งนี้

  • กู้เงินบาทล้วน: ลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
  • ส่งตรงถึงประชาชน: ไม่ผ่านกลางทาง เงินถึงมือไว
  • กระตุ้นเศรษฐกิจ: ช่วยให้เงินไหลเวียน เพิ่มการบริโภค
  • สุจริตตามนโยบาย: ดำเนินการตามที่แถลงต่อสภา

นอกจากนี้ เมื่อสื่อถามว่าการยื่นศาลจะกระทบโครงการคนละครึ่งพลัส หรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่ นายอนุทินยืนยันชัดว่า ไม่เกี่ยวกันเลย เพราะรัฐบาลทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน ด้วยเจตนารมณ์ที่สุจริต 100% ครับ

มาดูบริบทกันหน่อยนะครับ ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวช้าๆ หลังโควิด-19 ประชาชนจำนวนมากยังขาดสภาพคล่อง การกู้เงินเพื่อแจกจ่ายตรงแบบนี้จึงเป็นมาตรการเร่งด่วนที่จำเป็น รัฐบาลต้องดูแลกำกับให้เงินถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร เพราะเมื่อถึงเวลาจำเป็น เราต้องขับเคลื่อนตามนโยบายที่วางไว้

ส่วนตัวผมคิดว่าการเมืองไทยสมัยนี้ การโจมตีกันด้วยเรื่องที่ตัวเองเคยทำ มันก็ชวนขำนิดๆ แต่ที่สำคัญกว่าคือ ประชาชนได้ประโยชน์จริงไหม? ถ้าเงิน 4 แสนล้านถึงมือคนที่เดือดร้อนได้จริง ก็น่าจะเป็นข่าวดีสำหรับทุกคนครับ สุดท้ายแล้ว อนุทิน เผยทูลเกล้าฯ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้บ้าง? คิดว่ารัฐบาลควรทำยังไงต่อ หรือฝ่ายค้านมีเหตุผลอะไร ลองคอมเมนต์มาคุยกันได้นะครับ! และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย เพื่อติดตามข่าวสารการเมืองและเศรษฐกิจแบบอัพเดททันใจ

ความเห็นส่วนตัว: ในมุมมองของผม การช่วยเหลือประชาชนต้องมาก่อนการเมือง ถ้าทุกฝ่ายช่วยกันผลักดันให้เงินหมุนเร็วๆ ก็คงดีสำหรับประเทศชาติแน่นอน

ที่มา – “อนุทิน” เผยทูลเกล้าฯ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทแล้ว ไม่หวั่นฝ่ายค้านจ่อร้องศาลรัฐธรรมนูญตีความ

“โอ๊ค เอม อิ๊งค์” เยี่ยมทักษิณครั้งสุดท้ายก่อนพักโทษ

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 หรือ 7 พ.ค. 69 เกิดเหตุการณ์สำคัญในวงการการเมืองไทย เมื่อ“โอ๊ค เอม อิ๊งค์” เยี่ยม “ทักษิณ ชินวัตร” ครั้งสุดท้าย ก่อนพักโทษ 11 พ.ค. 69ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ครอบครัวชินวัตรทั้ง 6 คน ได้เดินทางเข้าเยี่ยมอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เป็นครั้งที่ 61 ซึ่งถือเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ท่านจะได้รับการพักโทษ

“โอ๊ค เอม อิ๊งค์” เยี่ยม “ทักษิณ ชินวัตร” ครั้งสุดท้าย ก่อนพักโทษ 11 พ.ค. 69

บรรยากาศการเยี่ยมครั้งนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความหวัง เริ่มตั้งแต่เวลา 10.00 น. สมาชิกครอบครัวชินวัตรนำโดยนายพานทองแท้ ชินวัตร หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โอ๊ค” พร้อมภรรยา น.ส.ณัฐฐิญา ปวงคำ หรือ “ติ๊ก” น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ หรือ “เอม” พร้อมสามี นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ “อิ๊งค์” อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมสามี นายปิฎก สุขสวัสดิ์ หรือ “ปอ” ได้เดินทางมาถึงเรือนจำฯ เพื่อใช้เวลากับนายทักษิณ

โอ๊ค เอม อิ๊งค์ เยี่ยมทักษิณ

ปัจจุบัน นายทักษิณ ชินวัตร ได้รับการคุมขังในเรือนจำกลางคลองเปรมมาเป็นเวลา 7 เดือนกับอีก 28 วันแล้ว และเหลือเพียงอีก 4 วันเท่านั้นก็จะนับถอยหลังสู่การพักโทษคุมประพฤติ โดยจะได้รับการปล่อยตัวในวันจันทร์ที่ 11 พ.ค. 69 เวลา 07.45 น. จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนคุมประพฤติอีก 4 เดือน และพ้นโทษสมบูรณ์ในวันที่ 9 ก.ย. 69

รายชื่อสมาชิกครอบครัวที่เข้าร่วมเยี่ยมทักษิณ

  • นายพานทองแท้ ชินวัตร (โอ๊ค) และภรรยา ติ๊ก
  • น.ส.พินทองทา ชินวัตร (เอม) และสามี ณัฐพงศ์
  • น.ส.แพทองธาร ชินวัตร (อิ๊งค์) และสามี ปอ

การเยี่ยมครั้งนี้ไม่ใช่แค่การพบปะญาติธรรมดา แต่เป็นสัญญาณบอกถึงความแข็งแกร่งของครอบครัวชินวัตรที่ยังคงยืนหยัดเคียงข้างกัน แม้ในยามที่ทักษิณต้องเผชิญกับคดีความต่างๆ มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่การกลับมาประเทศไทยเมื่อปี 2566 เพื่อรับโทษคดีหมิ่นเบญจาและอื่นๆ จนนำไปสู่การจำคุก แต่ด้วยพฤติกรรมที่ดีเยี่ยม จึงได้รับการพิจารณาพักโทษ

ความสำคัญของการเยี่ยม “โอ๊ค เอม อิ๊งค์” ครั้งนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการเยี่ยม“โอ๊ค เอม อิ๊งค์” เยี่ยม “ทักษิณ ชินวัตร” ครั้งสุดท้าย ก่อนพักโทษ 11 พ.ค. 69ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่ทุกคนจับตามอง เพราะเป็นครั้งสุดท้ายก่อนทักษิณจะก้าวออกจากเรือนจำสู่สังคมอีกครั้ง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของครอบครัวในการสนับสนุน ซึ่งโอ๊ค เอม และอิ๊งค์ ล้วนเป็นบุคคลสำคัญในแวดวงการเมืองไทย โดยเฉพาะอิ๊งค์ที่เคยลงสมัคร ส.ส. และมีบทบาทในพรรคเพื่อไทย

นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวลือเกี่ยวกับสุขภาพของทักษิณที่ได้รับการดูแลอย่างดีในเรือนจำ และการเตรียมตัวสำหรับชีวิตหลังพักโทษ ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อนที่บ้านพักในกรุงเทพฯ หรือการกลับมาสู่เวทีการเมืองในรูปแบบใหม่ ทุกฝ่ายต่างคาดหวังว่าการพักโทษครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่สำหรับอดีตนายกฯ คนนี้

ในมุมมองของนักวิเคราะห์การเมือง การกลับมาของทักษิณอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์การเมืองไทย โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่กำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในอนาคต ครอบครัวชินวัตรยังคงเป็นอิทธิพลสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม

สุดท้ายแล้ว การเยี่ยมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความรักในครอบครัวที่เหนือสิ่งใด หากคุณสนใจติดตามพัฒนาการข่าวการเมืองไทยแบบเรียลไทม์ สมัครรับข่าวสารจากบล็อกของเราได้เลยวันนี้ เพื่อไม่พลาดทุกอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – “โอ๊ค เอม อิ๊งค์” เยี่ยม “ทักษิณ ชินวัตร” ครั้งสุดท้าย ก่อนพักโทษ 11 พ.ค. 69