วัน: 7 พฤษภาคม 2026

ฟุตบอลออสเตรเลียเรียกร้องยกเลิกแบนฟุตบอลโลก

ฟุตบอลออสเตรเลียเรียกร้องยกเลิกแบนฟุตบอลโลกที่ Federation Square

ฟุตบอลออสเตรเลียเรียกร้องให้ยกเลิกคำสั่งแบนการฉายแมตช์ฟุตบอลโลกบนจอใหญ่นอกสนามที่ Federation Square ในเมลเบิร์น สถานที่ยอดนิยมที่แฟนบอลออสซี่รวมตัวกันดูการแข่งขันมาตั้งแต่ปี 2006

Federation Square หรือที่แฟนบอลรู้จักในชื่อ Fed Square เป็นจุดรวมพลสำคัญสำหรับแฟนฟุตบอลชาวออสเตรเลีย โดยเฉพาะในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆ อย่างฟุตบอลโลก แต่ล่าสุด Melbourne Arts Precinct ซึ่งดูแลสถานที่แห่งนี้ ได้ประกาศห้ามฉายแมตช์ฟุตบอลโลกปีนี้ หลังจากเกิดพฤติกรรมไม่เหมาะสมในอดีต

ฟุตบอลออสเตรเลียเรียกร้องยกเลิกแบนฟุตบอลโลก

เหตุผลที่ Melbourne Arts Precinct ตัดสินใจแบนคือ พฤติกรรมของแฟนบอลกลุ่มเล็กๆ ที่ก่อความวุ่นวาย เช่น ในฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ คลิปแฟนๆ ฉลอง Socceroos เข้าถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายกลายเป็นไวรัลทั่วโลก แต่ก็มีเหตุการณ์แฟลร์และวัตถุขว้างปา ทำให้มีคนบาดเจ็บ

นอกจากนี้ ในฟุตบอลโลกหญิง 2023 รอบรองชนะเลิศระหว่างออสเตรเลียกับอังกฤษ แฟนบอลบุกทะลวงแนวกั้น จนต้องยกเลิกการฉายนัดชิงที่ 3 ของ Matildas ที่ Fed Square Katrina Sedgwick ผู้อำนวยการ Melbourne Arts Precinct กล่าวว่า “หลังพิจารณาอย่างรอบคอบ เราตัดสินใจไม่ฉายฟุตบอลโลกบนจอใหญ่ปีนี้ เนื่องจากพฤติกรรมที่ยอมรับไม่ได้และทำลายสถานที่”

เหตุผลที่ฟุตบอลออสเตรเลียคัดค้านการแบน

แต่ฝั่ง ฟุตบอลออสเตรเลียเรียกร้องยกเลิกแบนฟุตบอลโลก โดย Martin Kugeler CEO ของสมาคม ระบุว่า “เมลเบิร์นเป็นเมืองกีฬาและหลากหลายวัฒนธรรม การตัดสินใจนี้ขัดกับประเพณี Fed Square สร้างโมเมนต์น่าจดจำตั้งแต่ Socceroos ในฟุตบอลโลก 2006 และฟุตบอลโลกหญิง 2023”

Patrick Clancy ประธาน Football Supporters Association Australia เสริมว่า “ภาพและวิดีโอจาก Fed Square ในฟุตบอลโลก 2022 ไวรัลทั่วโลก เราอยากเห็นซ้ำอีก” สมาคมเรียกร้องให้แฟนบอล รัฐบาลวิกตอเรีย และ Melbourne Arts Precinct ทบทวนเพื่อประโยชน์ของแฟนบอล ธุรกิจท้องถิ่น และชาววิกตอเรียทุกคน

ฟุตบอลโลกฤดูร้อนนี้ (11 มิถุนายน – 19 กรกฎาคม) ออสเตรเลียอยู่ในกลุ่มกับตุรกี พารากวัย และสหรัฐอเมริกาเจ้าภาพร่วม การพลาดโอกาสรวมตัวที่ Fed Square อาจทำให้บรรยากาศการเชียร์เงียบเหงา

  • Fed Square: จุดรวมพลฟุตบอลมาตั้งแต่ 2006
  • เหตุวุ่นวาย: ฟุตบอลโลก 2022 และ 2023
  • ผลกระทบ: แฟนบอล失望 ธุรกิจเสียหาย
  • ทางออก: ฟุตบอลออสเตรเลียเรียกร้องให้เปลี่ยนใจ

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาการจัดการฝูงชนในงานกีฬาใหญ่ หากมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดมากขึ้น เช่น เพิ่มเจ้าหน้าที่ ติดตั้งกล้องวงจรปิด และกำหนดกฎชัดเจน ก็น่าจะป้องกันเหตุร้ายได้ โดยไม่ต้องแบนทั้งหมด

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจแบนอาจรุนแรงเกินไป Fed Square คือสัญลักษณ์ของความสามัคคีในชุมชนฟุตบอลออสเตรเลีย การยกเลิกแบนจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและสร้างความทรงจำใหม่ๆ

คุณคิดอย่างไร? สนับสนุนฟุตบอลออสเตรเลียเรียกร้องยกเลิกแบนฟุตบอลโลกไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนแฟนบอล!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

“นายกฯ” ลั่นไม่ฟังเสียงปั่น หลังฝ่ายค้านปูดแลนด์บริดจ์

“นายกฯ” ลั่นไม่ฟังเสียงปั่น หลังฝ่ายค้าน ปูด อาม่ากว้านซื้อที่ดินรองรับแลนด์บริดจ์ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ เมื่อฝ่ายค้านออกมาแฉว่ามีนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มทุนจีนที่ถูกเรียกว่า “อาม่า” กำลังกว้านซื้อที่ดินจำนวนมากในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อเตรียมรองรับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นเมกะโปรเจกต์เชื่อมโยงการขนส่งทางบกจากอ่าวไทยไปยังทะเลอันดามัน แต่ทางฝั่งรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาชี้แจงแบบชัดเจน ไม่สนใจข่าวลือหรือเสียงปั่นเหล่านี้

“นายกฯ” ลั่นไม่ฟังเสียงปั่น หลังฝ่ายค้าน ปูด อาม่ากว้านซื้อที่ดินรองรับแลนด์บริดจ์

เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 ที่เมืองเซบู ฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 7-9 พฤษภาคม 2567 โดยนายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 บน.6 ถึงประเด็นที่ฝ่ายค้านวิจารณ์โครงการแลนด์บริดจ์ โดยชี้ว่าตอนนี้รัฐบาลกำลังโฟกัสช่วยเหลือประชาชนเป็นหลัก อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ เพราะ “นายกฯ” ลั่นไม่ฟังเสียงปั่น หลังฝ่ายค้าน ปูด อาม่ากว้านซื้อที่ดินรองรับแลนด์บริดจ์ โครงการยังไม่ได้เริ่มต้นอะไรเลย อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

โครงการแลนด์บริดจ์คืออะไร และทำไมถึงเป็นที่ถกเถียง?

แลนด์บริดจ์ หรือโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงอ่าวไทย-อันดามัน เป็นแนวคิดเก่าที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียน โดยจะสร้างท่าเรือน้ำลึกที่สงขลาและชุมพร เชื่อมด้วยรถไฟความเร็วสูง ช่วยลดเวลาเดินเรือจากสิงคโปร์หรือช่องแคบมะละกามาเป็นทางบก สามารถขนสินค้าได้เร็วกว่าเดิมหลายเท่า ในยุคที่ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนไป เช่น สงครามการค้าหรือความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ โครงการนี้จะช่วยให้ไทยพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านมองว่ามีความเสี่ยง โดยเฉพาะข่าวลือเรื่องต่างชาติ โดยเฉพาะนักลงทุนจีน จะเข้ามาเช่าที่ดิน 99 ปี หรือกว้านซื้อที่ดินจำนวนมากเพื่อเก็งกำไร นายกรัฐมนตรีตอบโต้ชัดเจนว่า รัฐบาลไม่ฟังเสียงปั่นเหล่านี้ เพราะเป็นเรื่องการลงทุนปกติ และทุกอย่างต้องรอผลการศึกษาจากคณะกรรมการที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาฯสภาพัฒน์ เป็นแกนนำ

นายกฯ ย้ำ ฟังเสียงประชาชน ไม่ใช่แค่ฝ่ายค้าน

เมื่อถูกถามถึงกระแสวิจารณ์ที่อาจทำให้โครงการสะดุด นายอนุทินย้ำว่าไม่มีอะไรแปลก เพราะยังไม่เริ่ม และจะตัดสินใจจากข้อมูลปัจจุบันเท่านั้น สำหรับประเด็นเช่าที่ดิน 99 ปี ก็ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง ทุกอย่างขึ้นกับผลศึกษา นอกจากนี้ยังกำชับให้คณะกรรมการเชิญภาคประชาชนเข้าร่วม เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและฟังเสียงจากพื้นฐานจริงๆ ไม่ใช่แค่ฝ่ายการเมือง

  • ประโยชน์ของโครงการแลนด์บริดจ์: สร้าง GDP เพิ่มหลายแสนล้าน, สร้างงานนับหมื่นตำแหน่งในภาคใต้
  • ลดต้นทุนขนส่ง: สินค้าจากจีนไปยุโรป เร็วกว่าเดิม 30-50%
  • ยกระดับอาเซียน: ไทยเป็นฮับคมนาคม แข่งขันกับจีน-อินเดีย
  • ความมั่นคง: ลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกา

ส่วนคำถามเรื่องท้อหรือไม่กับกระแสโจมตี นายกฯ ตอบฮาๆ ว่า “ทำไมต้องท้อ ผมคนจีน ลูกท้อเป็นมงคล กินสิ่วท้อทุกวันเกิด” แสดงถึงความมั่นใจเต็มเปี่ยม ส่วนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ถูกตีตก ก็ปัดไม่ตอบ เดินหนีทันที

โดยรวมแล้ว แม้จะมีเสียงวิจารณ์หนัก แต่รัฐบาลยืนยันเดินหน้าด้วยข้อมูลจริงและความโปร่งใส โครงการแลนด์บริดจ์มีศักยภาพสูงที่จะเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจไทย หากจัดการดีๆ จะเป็นโอกาสทองสำหรับประเทศเรา

ความเห็นส่วนตัว: โครงการใหญ่อย่างนี้ต้องระวังผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนท้องถิ่น แต่ถ้าทำโปร่งใสและมีส่วนร่วมจากประชาชน ก็น่าจะไปได้สวย คุณคิดอย่างไรกับ “นายกฯ” ลั่นไม่ฟังเสียงปั่น หลังฝ่ายค้าน ปูด อาม่ากว้านซื้อที่ดินรองรับแลนด์บริดจ์ และโครงการแลนด์บริดจ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะ!

ที่มา – “นายกฯ” ลั่นไม่ฟังเสียงปั่น หลังฝ่ายค้าน ปูด อาม่ากว้านซื้อที่ดินรองรับแลนด์บริดจ์

จับได้แล้ว 2 ผัวเมีย ขโมยสัตว์แปลกจากสวนสัตว์พาต้า แลกยาเสพติด

จับได้แล้ว 2 ผัวเมีย ขโมยสัตว์แปลกจากสวนสัตว์พาต้า แลกยาเสพติด! เหตุการณ์สุดสะเทือนใจที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ เมื่อคู่สามีภรรยาคู่นี้ก่อเหตุมานานหลายครั้ง โดยลักลอบขโมยสัตว์เอ็กโซติกหายากจากสวนสัตว์ชื่อดังย่านปิ่นเกล้า เพื่อนำไปแลกเปลี่ยนกับยาเสพติด สร้างความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อมให้กับระบบนิเวศและการอนุรักษ์สัตว์

จับได้แล้ว 2 ผัวเมีย ขโมยสัตว์แปลกจากสวนสัตว์พาต้า แลกยาเสพติด

จากกรณีที่สวนสัตว์พาต้าแจ้งความว่ามีสัตว์หายไป 2 ชนิดหลักๆ คือ “กิ้งก่าจระเข้จีน” และ “ซาลาแมนเดอร์ลายเสือ” เมื่อช่วงเช้าวันแรงงาน ล่าสุดวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 กองบัญชาการตำรวจนครบาลได้แถลงข่าวการจับกุมคู่กรณีนี้ที่ห้องพักย่านดอนเมือง โดยจากการตรวจค้นพบสัตว์แปลกหายากจำนวนมากที่ซ่อนไว้ในที่พัก

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่พบว่าคู่สามีภรรยาคู่นี้ไม่ได้ก่อเหตุครั้งเดียว แต่ตระเวนขโมยสัตว์จากสวนสัตว์และสถานที่ต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ มานานหลายเดือน โดยใช้เงินจากการขายสัตว์แลกยาเสพติด ตำรวจเตรียมขยายผลหาเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป

สัตว์แปลกที่ถูกขโมยและผลกระทบ

สัตว์ที่ถูกขโมยส่วนใหญ่เป็นสัตว์เอ็กโซติกที่ได้รับความนิยมในตลาดมืด เช่น:

  • กิ้งก่าจระเข้จีน: สัตว์เลื้อยคลานหายาก ราคาสูงในหมู่นักเลี้ยง
  • ซาลาแมนเดอร์ลายเสือ: สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่ต้องการการดูแลพิเศษ
  • สัตว์อื่นๆ ที่พบในห้องพัก เช่น งูแปลก นกหายาก และแมลงศัตรูพืช

การขโมยเหล่านี้ไม่เพียงทำให้สวนสัตว์สูญเสียทรัพย์สิน แต่ยังกระทบต่อโครงการอนุรักษ์ โดยสัตว์เหล่านี้บางชนิดใกล้สูญพันธุ์และถูกควบคุมโดยกฎหมาย CITES

วิธีการก่อเหตุของแก๊งผัวเมีย

จากภาพสเก็ตช์ที่สวนสัตว์พาต้าปล่อย คู่กรรโจรนี้แต่งตัวเรียบร้อย ทำทีเป็นนักท่องเที่ยว ก่อนลงมือลักขโมยในช่วงที่เจ้าหน้าที่ไม่ทันระวัง แฟนเพจ “จ๋อแจ๊ะจับโจร” เผยว่าเบาะแสเริ่มจากกิ้งก่าตัวเดียวที่หายไป นำไปสู่การติดตามจนจับกุมได้

เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหายาเสพติดที่ลุกลามไปถึงอาชญากรรมข้ามสาย โดยผู้ต้องหายอมทำลายชีวิตสัตว์เพื่อแลกสิ่งเสพติด ตำรวจยืนยันจะดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.สัตว์ป่า พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ.ยาเสพติด

นอกจากนี้ ยังพบว่าสวนสัตว์พาต้าได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย เช่น กล้องวงจรปิดเพิ่มเติมและเจ้าหน้าที่巡逻มากขึ้น เพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย

บทเรียนจากคดีจับได้แล้ว 2 ผัวเมีย ขโมยสัตว์แปลกจากสวนสัตว์พาต้า

คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่าการทำงานร่วมกันระหว่างสวนสัตว์ ตำรวจ และประชาชนสามารถจับผู้ร้ายได้ แม้จะเริ่มจากคดีเล็กๆ แต่ขยายผลได้กว้างขวาง หากคุณพบเห็นพฤติกรรมน่าสงสัยในสวนสัตว์หรือสถานที่อนุรักษ์ กรุณาแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เตือนใจให้เราต้องช่วยกันปกป้องสัตว์ป่าและสัตว์แปลก ไม่ปล่อยให้ยาเสพติดทำลายทั้งมนุษย์และสัตว์ ติดตามข่าวอาชญากรรมและการอนุรักษ์เพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – จับได้แล้ว 2 ผัวเมีย ขโมยสัตว์แปลกจากสวนสัตว์พาต้า แลกยาเสพติด

นายกรัฐมนตรี เดินทางไป ฟิลิปปินส์ ประชุมอาเซียน

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวไทยทุกคน! วันนี้เรามีข่าวการเมืองร้อนๆ มาอัปเดตกัน นายกรัฐมนตรี เดินทางไป ฟิลิปปินส์ ประชุมอาเซียนสุดยอดครั้งที่ 48 แล้วนะ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ได้ออกเดินทางอย่างเป็นทางการ เพื่อไปหารือเรื่องสำคัญๆ ที่จะเอื้อประโยชน์ให้ประเทศไทยเรา บอกเลยว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่แค่ไปท่องเที่ยว แต่ไปทำงานจริงจัง!

นายกรัฐมนตรี เดินทางไป ฟิลิปปินส์ ประชุมอาเซียน

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ที่ทางอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 นายอนุทินได้นำคณะเดินทางไปยังเมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ระหว่างวันที่ 7-9 พฤษภาคม โดยมีคณะสำคัญอย่าง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน, น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกฯ และน.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมเดินทางด้วย ก่อนขึ้นเครื่อง นายกฯ ยังให้สัมภาษณ์สั้นๆ ว่าคาดหวังทุกเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อไทยแน่นอน

นายอนุทินยิ้มกว้างก่อนบอกว่า “เดี๋ยวผมพิมพ์แจกให้เลยดีกว่า” ฮ่าๆ ชอบสไตล์นี้แหละ เป็นกันเองแต่จริงจัง ไปเพื่อเจรจา แถลงจุดยืนของไทย ให้ประชาคมอาเซียนรู้ว่านโยบายไทยคืออะไร และจะทำอะไรบ้าง ไม่ใช่ไปเที่ยวหรือพบปะเพราะคิดถึงกันนะ!

นายกรัฐมนตรี เดินทางไป ฟิลิปปินส์ ประชุมอาเซียน: ย้ำไม่ต้องห่วงเจอผู้นำกัมพูชา

ส่วนที่หลายคนกังวล นั่นคือโอกาสเจอนายฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชา นายกฯ บอกชัด “อย่างไรก็ต้องเจอ แต่ไม่ใช่ทวิภาคีสองต่อสอง เจ้าภาพฟิลิปปินส์อาจจัดเวทีกลุ่มเพื่อบรรยากาศดีๆ ในที่ประชุม” และที่สำคัญ ย้ำไม่ต้องห่วง เพราะนายกฯ รู้ดีต้องทำอะไร ตั้งแต่สมัยเป็นนายกฯ หรือก่อนหน้าก็บริหารสถานการณ์ไทย-กัมพูชามาแล้ว

ทุกการพูดคุยต้องยึดหลักการ รักษาอธิปไตยไทย และประโยชน์คนไทยเป็นหลัก บอกเลยว่านายกฯ มั่นใจสุดๆ!

มาดูกันว่าการประชุมอาเซียนครั้งนี้สำคัญยังไง ASEAN เป็นกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านที่ไทยต้องร่วมมือ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ความมั่นคง และปัญหาชายแดน นายกรัฐมนตรี เดินทางไป ฟิลิปปินส์ ประชุมอาเซียนครั้งนี้ คาดว่าจะผลักดันประเด็นสำคัญ เช่น:

  • เศรษฐกิจดิจิทัลและพลังงานสะอาด: ไทยอยากเป็นฮับอาเซียน ต้องเจรจาให้ได้ส่วนแบ่งดีๆ
  • ความมั่นคงชายแดน: หารือปัญหากัมพูชาและเพื่อนบ้านอื่นๆ อย่างสันติ
  • การท่องเที่ยวและการค้า: ฟื้นตัวหลังโควิด ไทยมีโอกาสโตเยอะ
  • นโยบายสิ่งแวดล้อม: ร่วมมือรับมือโลกร้อน

นอกจากนี้ เมืองเซบูเป็นเจ้าภาพครั้งแรกในรอบนาน สวยงาม มีประวัติศาสตร์ หวังว่าคณะไทยจะได้ทั้งงานและพักผ่อนนิดๆ (แต่เน้นงานนะ!)

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา การประชุมอาเซียนมักนำโอกาสมาสู่ไทย เช่น MOU การค้า หรือโครงการโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงภูมิภาค นายกฯ อนุทินที่เคยเป็นรมว.สาธารณสุขและมหาดไทย มีเครือข่ายดีในอาเซียน คาดว่าจะผลักดันไทยได้เต็มที่

ส่วนประเด็นกัมพูชา ถึงจะเจอ แต่ไทยยืนหยัดหลักการเสมอ ไม่ปล่อยให้กระทบผลประโยชน์ชาติ แสดงให้เห็นว่านายกฯ มีประสบการณ์บริหาร外交ชายแดนมานาน

สรุปแล้ว นายกรัฐมนตรี เดินทางไป ฟิลิปปินส์ ประชุมอาเซียนครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญที่ไทยจะได้ประโยชน์มหาศาล เพื่อนๆ ลองติดตามผลการประชุมกันนะ ว่าอะไรจะออกมาเป็นรูปธรรมบ้าง

ความเห็นส่วนตัว: ชอบที่นายกฯ ย้ำ “ไม่ต้องห่วง” มันให้ความมั่นใจกับประชาชนได้ดี แสดงถึงความเป็นมืออาชีพในการเมืองต่างประเทศ คุณคิดยังไง? คอมเมนต์บอกกันหน่อยสิ แล้วอย่าลืมแชร์ข่าวนี้ให้เพื่อนๆ รู้ด้วยนะ!

ที่มา – นายกรัฐมนตรี เดินทางไป ฟิลิปปินส์ ประชุมอาเซียน ย้ำไม่ต้องห่วงเจอผู้นำ “กัมพูชา”

“ไชยวัฒน์” เล็งหารือทีมกฎหมาย ฟ้อง “ภูมิธรรม – ปลัด มท.”

“ไชยวัฒน์” เล็งหารือทีมกฎหมาย ฟ้อง “ภูมิธรรม – ปลัด มท.” เป็นข่าวใหญ่ในวงการการเมืองและราชการไทย เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) มีมติเสียงข้างมากว่าคำสั่งโยกย้ายของนายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สร้างความฮือฮาและเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อความเป็นธรรม

“ไชยวัฒน์” เล็งหารือทีมกฎหมาย ฟ้อง “ภูมิธรรม – ปลัด มท.”

นายไชยวัฒน์ เปิดเผยว่า เขารู้สึกขอบคุณ ก.พ.ค. อย่างยิ่งที่ให้ความเป็นธรรม หลังจากถูกคำสั่งโยกย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งไม่เป็นไปตามกฎหมาย หลังจากนี้ เขาจะปรึกษาทีมกฎหมายเพื่อวางแผนดำเนินการทางกฎหมายต่อไป โดยมุ่งเรียกร้องความเป็นธรรมและปกป้องชื่อเสียงของตนเองให้ถูกต้องตามหลักกฎหมาย

รายละเอียดมติของ ก.พ.ค. และเหตุผลการย้าย

ตามมติของ ก.พ.ค. คำสั่งโยกย้ายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากประโยชน์ทางราชการ โดยเกิดขึ้นหลังจากนายภูมิธรรมเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แม้ทีมของนายไชยวัฒน์จะยังไม่ดำเนินการใด ๆ ตามนโยบาย แต่ก็ถูกย้ายออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหัน ซึ่งไม่เป็นไปตามระเบียบและแบบแผนของราชการ นอกจากนี้ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง และอดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ก็ถูกย้ายในลักษณะเดียวกัน ทำให้ทั้งสองฝ่ายอาจร่วมกันปรึกษาหารือเพื่อดำเนินคดี

ความสำคัญของการตัดสินใจจาก ก.พ.ค.

คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้บริหารระดับสูง เพื่อป้องกันการทุจริตและการใช้อำนาจในทางมิชอบ มติในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเหลือบุคคล แต่ยังเป็นตัวอย่างให้กับข้าราชการไทยในการยืนหยัดต่อสู้เพื่อความถูกต้อง หากไม่มีการตรวจสอบเช่นนี้ อาจนำไปสู่การเมืองในราชการที่บิดเบี้ยวได้

  • ประเด็นหลัก: คำสั่งย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย
  • ผู้ถูกฟ้อง: ภูมิธรรม เวชยชัย และ อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์
  • ผู้ดำเนินการ: ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ และอาจรวม นฤชา โฆษาศิวิไลซ์
  • เป้าหมาย: เรียกร้องความเป็นธรรมและปกป้องชื่อเสียง

กรณี “ไชยวัฒน์” เล็งหารือทีมกฎหมาย ฟ้อง “ภูมิธรรม – ปลัด มท.” สะท้อนถึงปัญหาการโยกย้ายข้าราชการที่อาจมีนัยทางการเมือง โดยเฉพาะในกระทรวงมหาดไทยซึ่งมีอำนาจดูแลการปกครองส่วนภูมิภาค การตัดสินของ ก.พ.ค. จึงเป็นสัญญาณบวกต่อระบบราชการที่โปร่งใส

นอกจากนี้ ยังมีบทเรียนสำหรับข้าราชการทุกคนในการยึดมั่นกฎหมาย หากถูกใช้อำนาจมิชอบ ควรใช้กลไกอย่าง ก.พ.ค. เพื่อตรวจสอบ การดำเนินคดีครั้งนี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในกระทรวงมหาดไทย

ในมุมมองของผู้เขียน การต่อสู้ของนายไชยวัฒน์ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นการปกป้องหลักธรรมาภิบาล หากคุณสนใจข่าวการเมืองและราชการ ติดตามอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา และแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลที่เป็นประโยชน์

ที่มา – “ไชยวัฒน์” เล็งหารือทีมกฎหมาย ฟ้อง “ภูมิธรรม – ปลัด มท.”

“เอกนิติ” ปลื้ม “มูดี้ส์” ยกไทยเป็นกลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่

“เอกนิติ” ปลื้ม “มูดี้ส์” ยกไทยเป็นกลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่ เป็นข่าวดีที่สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนและประชาชนชาวไทยอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอน

“เอกนิติ” ปลื้ม “มูดี้ส์” ยกไทยเป็นกลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แสดงความยินดี หลังจากที่ มูดี้ส์ เรทติ้งส์ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำระดับโลก ได้เผยแพร่รายงานล่าสุดที่ยกย่องประเทศไทยให้อยู่ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ที่มีความพร้อมสูงสุดในการรับมือกับภาวะช็อกทางเศรษฐกิจโลก ร่วมกับอินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเม็กซิโก

รายงานของมูดี้ส์ชี้ให้เห็นว่า ไทยมีจุดแข็งหลายประการที่ทำให้สามารถยืนหยัดได้ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดการเงินทั่วโลกตึงเครียด ประเทศไทยได้พิสูจน์ความยืดหยุ่นของตัวเองมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มูดี้ส์มองว่าไทยพร้อมรับมือกับวิกฤตในอนาคตได้ดีกว่าหลายประเทศ

ปัจจัยหลักที่มูดี้ส์ยกย่องไทย

มูดี้ส์ได้ระบุปัจจัยสนับสนุนหลัก 4 ประการที่ทำให้“เอกนิติ” ปลื้ม “มูดี้ส์” ยกไทยเป็นกลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่ ได้แก่:

  • กรอบนโยบายที่แข็งแกร่ง: ไทยมีนโยบายการเงินที่ชัดเจนและคาดการณ์ได้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่ามีความน่าเชื่อถือสูง สามารถจัดการเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การคาดการณ์เงินเฟ้อที่มั่นคง: ภาคธุรกิจและนักลงทุนมั่นใจว่าเงินเฟ้อของไทยอยู่ภายใต้การควบคุม ลดความเสี่ยงจากการตื่นตระหนกเมื่อเกิดช็อกจากภายนอก
  • อัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่น: สกุลเงินบาทสามารถปรับตัวได้ตามสถานการณ์ ช่วยดูดซับแรงกระแทกโดยไม่ต้องใช้มาตรการรุนแรง
  • การรับมือผ่านการปรับตัวของราคา: เศรษฐกิจไทยยืดหยุ่น สามารถรับมือความผันผวนผ่านการปรับราคาในตลาด เช่น ค่าเงิน ผลตอบแทนพันธบัตร และราคาหุ้น โดยยังคงเข้าถึงตลาดทุนได้ปกติ

นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 21 เมษายน มูดี้ส์ยังได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทย (Outlook) จาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” และคงอันดับเครดิต (Sovereign Credit Rating) ที่ Baa1 ซึ่งสะท้อนถึงสมดุลความเสี่ยงที่ดีขึ้นและความเชื่อมั่นในนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล

การได้รับการยอมรับจากมูดี้ส์ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับประเทศไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ แต่ยังช่วยดึงดูดการลงทุนโดยตรง (FDI) และกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ในบริบทของตลาดเกิดใหม่ ไทยโดดเด่นด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจที่หลากหลาย การส่งออกที่แข็งแกร่ง และระบบการเงินที่มั่นคง ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ช่วยให้เรานำหน้าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข่าวดี แต่รัฐบาลและ ธปท. ยังต้องเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยง เช่น สงครามการค้า ความผันผวนของราคาน้ำมัน และอัตราดอกเบี้ยโลกที่สูงขึ้น การรักษากรอบนโยบายที่แข็งแกร่งต่อไปจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาสถานะนี้

สำหรับนักลงทุน สัญญาณบวกจากมูดี้ส์นี้เป็นโอกาสทองในการพิจารณาลงทุนในสินทรัพย์ไทย เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้น blue chip และกองทุนรวมที่เน้นตลาดเกิดใหม่ ลองศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและปรึกษาที่ปรึกษาการเงินเพื่อวางแผนการลงทุนที่เหมาะสม

สรุปแล้ว“เอกนิติ” ปลื้ม “มูดี้ส์” ยกไทยเป็นกลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่ เป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพของเศรษฐกิจไทยที่พร้อมลุยต่อในเวทีโลก

ที่มา – “เอกนิติ” ปลื้ม “มูดี้ส์” ยกไทยเป็นกลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่

“เอกนิติ” ยืนยัน ไทยช่วยไทยพลัส เริ่ม 1 มิ.ย. 4,000 บาท

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชนทุกคนเลยนะครับ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ยืนยันความคืบหน้าโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส หลังจากเป็นประธานเปิดงาน MONEY EXPO 2026 BANGKOK เรียบร้อยแล้ว โครงการนี้รวมทั้ง "คนละครึ่งพลัส" และ "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" เข้าด้วยกัน ใช้ชื่อเดียวว่า ไทยช่วยไทยพลัส เพื่อให้ร้านค้า 1.4-1.5 ล้านร้านทั่วประเทศเข้าร่วมได้ง่ายขึ้น และช่วยกระตุ้นยอดขายให้ร้านค้ามากยิ่งขึ้นด้วย

เอกนิติ ประกาศไทยช่วยไทยพลัส

ไทยช่วยไทยพลัส เริ่มลงทะเบียน 25 พ.ค. 2569 ใช้จ่าย 1 มิ.ย.

รัฐบาลยืนยันชัดเจนครับ เปิดลงทะเบียนรับสิทธิ์ ไทยช่วยไทยพลัส ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 และเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เลย จำนวนผู้มีสิทธิ์กำลังประสานกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อรวมสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน กับผู้ที่เคยได้คนละครึ่งพลัสเดิม โครงการนี้เน้นช่วยบรรเทาค่าครองชีพเป็นหลัก ไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจแบบเต็มสูบ เพราะยังประเมินผล GDP ไม่ได้ในตอนนี้

สิทธิประโยชน์ไทยช่วยไทยพลัส สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการ

สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้เงินช่วยเหลือเดือนละ 1,000 บาท แบ่งเป็นเงินสมทบเดิม 300 บาท + รัฐเพิ่มให้ 700 บาท โดยไม่ต้องสมทบเงินตัวเอง 40% เหมือนเดิม เพราะกลุ่มนี้รายได้น้อย อาจลำบาก

  • จ่ายเป็น 2 เฟส เฟสละ 2 เดือน เดือนละ 1,000 บาท รวม 4,000 บาท
  • เฟสแรก: โอนให้ผู้ถือบัตรเดิมทันที
  • เฟสสอง: เก็บตกผู้ที่ตกหล่น และทบทวนคุณสมบัติใหม่ (บางคนรายได้เกินเกณฑ์แล้ว)

การแบ่งเฟสแบบนี้ช่วยให้ครอบคลุมทุกคนตามเป้าหมายรัฐบาลครับ

รายละเอียดไทยช่วยไทยพลัส

ส่วนประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่กลุ่มบัตรสวัสดิการ จะได้สิทธิ์ ไทยช่วยไทยพลัส ในรูปแบบรัฐช่วย 60% ประชาชนสมทบ 40% แต่ย้ำชัดเลยนะครับ 1 คน 1 สิทธิ์เท่านั้น ถือบัตรสวัสดิการแล้ว ห้ามใช้สิทธิ์คนละครึ่งพลัสซ้ำซ้อน

สรุปคุณสมบัติและวิธีใช้ไทยช่วยไทยพลัส

โครงการนี้จะช่วยให้ประชาชนซื้อของกินของใช้ที่ร้านค้าที่เข้าร่วมได้ถูกลง โดยเฉพาะในช่วงค่าครองชีพสูงแบบนี้ หากเทียบกับโครงการเก่าๆ อย่างคนละครึ่ง มันรวมระบบเข้าด้วยกัน ทำให้สะดวกกว่าเดิมมาก ร้านค้าก็ดีใจเพราะลูกค้าเพิ่ม ยอดขายพุ่ง

  • ลงทะเบียน: 25 พ.ค. 2569 ผ่านแอปเป๋าตังหรือเว็บไซต์ที่กำหนด
  • เริ่มใช้: 1 มิ.ย. 2569
  • จำนวนเงิน: สูงสุด 4,000 บาทต่อคน (แบ่งจ่าย)
  • ร้านค้าเข้าร่วม: 1.4-1.5 ล้านร้านทั่วประเทศ

เพื่อนๆ ที่สนใจเตรียมเอกสารประจำตัวให้พร้อมเลยนะครับ ตรวจสอบสิทธิ์ล่วงหน้าได้ที่เว็บกระทรวงการคลังหรือแอปที่เกี่ยวข้อง

ในความเห็นของผม โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส นี้เป็นมาตรการที่ตรงจุด ช่วยผู้มีรายได้น้อยและประชาชนทั่วไปได้จริง โดยเฉพาะการไม่ต้องสมทบสำหรับกลุ่มบัตรสวัสดิการ มันแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเข้าใจปัญหาคนจน ลองนึกภาพซื้ออาหาร ผักผลไม้ ถูกลง 1,000 บาทต่อเดือน ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ! อย่าลืมติดตามอัปเดต และแชร์ข่าวนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยนะ

รีบเตรียมตัวลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัสตั้งแต่วันแรก เพื่อไม่พลาดสิทธิ์ 4,000 บาท!

ที่มา – “เอกนิติ” ยืนยัน ไทยช่วยไทยพลัส เริ่มใช้ 1 มิถุนายน รวม 4,000 บาท ย้ำ 1 คน 1 สิทธิ์เท่านั้น

พาณิชย์ผนึกช่องวัน ดันสินค้า GI แทรกละคร-ซีรีส์

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้มีข่าวน่าตื่นเต้นสำหรับแฟนละคร ซีรีส์ และคนรักสินค้าไทยแท้ๆ เลยนะ พาณิชย์ผนึกช่องวัน ดันสินค้า GI แทรกละคร-ซีรีส์ เพื่อยกระดับคอนเทนต์ไทยให้พร้อมสู้ศึกตลาดโลกแบบสุดพลัง! กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ จับมือกับเดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ (ช่องวัน) มาพูดคุยกันจริงจัง หารือเรื่องการนำสินค้า GI หรือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เช่น ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ผ้าทอไทลื้อ ฯลฯ มาแทรกเข้าไปในละครและซีรีส์ของเรา เพื่อสร้างซอฟต์พาวเวอร์ สร้างรายได้ให้ชุมชน และทำให้คอนเทนต์ไทยดังไกลไปทั่วโลก

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กับผู้บริหารเดอะวัน

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เล่าว่าการหารือครั้งนี้เกิดขึ้นที่อาคารจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส กับนายถกลเกียรติ วีรวรรณ CEO เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ โดยมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย ให้เชื่อมโยงเรื่องราว อัตลักษณ์ และมูลค่าเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน สอดคล้องนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ที่ช่วย SMEs ไทยใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มมูลค่าสินค้า

พาณิชย์ผนึกช่องวัน ดันสินค้า GI แทรกละคร-ซีรีส์

ไฮไลต์สำคัญคือการดันสินค้า GI ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของคอนเทนต์บันเทิง! ลองนึกภาพดูสิ ในละครโรแมนติก พระเอกถือของฝาก GI อย่างเงือกทองแม่ฮ่องสอน ไปให้พระเอก หรือฉากกินข้าว ใช้ข้าว GI จังหวัดต่างๆ หรือถ่ายทำที่แหล่งผลิตจริงๆ เพื่อเล่าเรื่องชุมชน ตัวละครเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตผู้ผลิต นี่แหละ soft power ของไทยที่ทรงพลัง ลุยทั้งละคร ซีรีส์ และรายการข่าว ทำให้ผู้ชมทั้งในไทยและต่างประเทศรู้จักสินค้าไทย เกิดยอดขายพุ่ง!

ตัวอย่างการแทรกสินค้า GI ในคอนเทนต์

  • ฉากอาหารและของฝาก: ใช้ผลิตภัณฑ์ GI เช่น ทุเรียนท้อกว่างพะเยา หรือกะปิคลองขลุง ในมื้ออาหารของตัวละคร
  • สถานที่ถ่ายทำ: เลือกแหล่งผลิต GI เป็นโลเคชั่น เช่น ไร่ชา GI สูงสุดในโลกที่ดอยแม่สลอง
  • เรื่องราวตัวละคร: พล็อตที่เชื่อมโยงชุมชนผู้ผลิต เช่น ตัวร้ายหนีไปซ่อนในหมู่บ้าน GI หรือนางเอกสืบประวัติสินค้า
  • รายการข่าว: รีพอร์ตพิเศษเกี่ยวกับ GI ในช่องวัน เพื่อกระตุ้นการรับรู้

การหารือเรื่องสินค้า GI ในละคร

นอกจากนี้ ยังคุยเรื่องแก้กฎหมายลิขสิทธิ์ให้ทันสมัย รองรับ WPPT ตาม RCEP ให้เสร็จปี 2569 คุ้มครองนักแสดงและผู้ผลิตเสียงในยุคดิจิทัล กรมพร้อมรับฟังความเห็นเอกชน สร้างสมดุลระหว่างคุ้มครองสิทธิและพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ละครไทย

ภาพการประชุม

ร่วมงาน TCEX และรณรงค์ไม่ใช้ของปลอม

เดอะ วัน ยังร่วมเป็นพันธมิตรงาน Thailand Character & Content Expo (TCEX) 9-12 ก.ค. นี้ แสดงผลงาน IP Showcase และรณรงค์ “ไม่ซื้อ ไม่ขาย ไม่ใช้ของปลอม” เพื่อเคารพทรัพย์สินทางปัญญา สร้างอุตสาหกรรมไทยยั่งยืน

โลโก้ TCEX และกิจกรรม

การ พาณิชย์ผนึกช่องวัน ดันสินค้า GI แทรกละคร-ซีรีส์ นี้ ไม่ใช่แค่โปรโมทสินค้า แต่เป็นการสร้าง ecosystem ที่เชื่อมบันเทิงกับเศรษฐกิจชุมชน ในมุมมองผม มันเจ๋งมาก เพราะละครไทยดังอยู่แล้วทั่วเอเชีย ตอนนี้ใส่ GI เข้าไป ยิ่งทำให้สินค้าไทย export ได้ง่ายขึ้น SMEs ได้ประโยชน์เต็มๆ ถ้าคุณเป็นแฟนช่องวันหรือชอบสินค้าไทย ลองติดตามผลงานที่ออกมาใหม่ๆ นะ อาจเห็น GI โผล่ในละครเรื่องโปรด! แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ และคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณอยากเห็นสินค้า GI ไหนในละครบ้างครับ

ที่มา – พาณิชย์ผนึกช่องวัน ดันสินค้า GI แทรกละคร-ซีรีส์ ยกระดับคอนเทนต์ไทยสู้ตลาดโลก

GWM เดินเครื่องเต็มสูบ คิกออฟสายการผลิตรถยนต์ ORA 5 ที่ระยองแล้ว

GWM เดินเครื่องเต็มสูบ คิกออฟสายการผลิตรถยนต์ ORA 5 ที่ระยองแล้ว! นับเป็นข่าวดีสำหรับแฟนรถไฟฟ้าชาวไทย เมื่อ Great Wall Motor (GWM) เปิดสายการผลิต ORA 5 อย่างเป็นทางการที่โรงงาน GWM Smart Factory จังหวัดระยอง ส่งผลให้สามารถทยอยส่งมอบรถให้ลูกค้าได้ตั้งแต่พฤษภาคม 2567 เป็นต้นไป

GWM เดินเครื่องเต็มสูบ คิกออฟสายการผลิตรถยนต์ ORA 5 ที่ระยองแล้ว

มร. เหมิง เซียงจวิน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิต GWM กล่าวถึงความสำคัญของเหตุการณ์นี้ว่า การเปิดสายการผลิต ORA 5 ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงศักยภาพของฐานผลิตในไทย โดยโรงงานที่ระยองนี้สามารถผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) บนแพลตฟอร์ม GWM ONE Platform ที่รองรับระบบขับเคลื่อนหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้าสายเดี่ยวหรือไฮบริด ยกระดับไทยให้เป็นฐานผลิตและส่งออกหลักในภูมิภาคอาเซียน

GWM มุ่งมั่นส่งมอบโซลูชันการเดินทางอัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดย ORA 5 ที่ผลิตที่นี่พัฒนาบนแพลตฟอร์มเดียวกัน ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ใช้อะไหล่มาตรฐานเดียวกัน ทำให้ได้รถคุณภาพสูง ราคาคุ้มค่า และเสถียร

ความสำเร็จของ GWM ORA 5 และแผนส่งมอบ

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (ประเทศไทย) เน้นย้ำว่า โรงงานที่ระยองคือฐานยุทธศาสตร์ที่สะท้อนความมุ่งมั่นลงทุนระยะยาว ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลาง NEV ในอาเซียน การคิกออฟสายการผลิตนี้ยืนยันความพร้อมของอุตสาหกรรมไทย ทั้งบุคลากร เทคโนโลยี และระบบนิเวศยานยนต์

ORA 5 จะมาแทนที่ ORA Good Cat ที่ยุติผลิตแล้ว เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าด้วยการส่งมอบเร็วขึ้น หลังเปิดโรงงานเมื่อ 5 พฤษภาคม GWM เพิ่มกำลังผลิตและนำเข้า ORA 5 จากจีนบางคัน ลูกค้าที่จอง 5,000 คันแรกใน Motor Show 2024 จะได้รถพฤษภาคม-มิถุนายน ส่วนที่เหลือมิถุนายนขึ้นไป ขึ้นกับรุ่นและสี

คุณสมบัติเด่นของ GWM ORA 5

  • ดีไซน์น่ารักสไตล์ Funky Cat: ตัวถังกะทัดรัด เหมาะขับในเมือง
  • เทคโนโลยีอัจฉริยะ: หน้าจอใหญ่ รองรับ ADAS ช่วยขับขี่
  • สมรรถนะไฟฟ้า: แบตเตอรี่ LFP อายุยาว วิ่งไกล 400+ กม.
  • ผลิตในไทย: ราคาถูกลง ไม่เสียภาษีนำเข้า

GWM เดินเครื่องเต็มสูบ คิกออฟสายการผลิตรถยนต์ ORA 5 ที่ระยองแล้ว จะนำรถรุ่นใหม่ๆ เข้ามาอีกเพียบ สร้างประสบการณ์ขับขี่ยอดเยี่ยมให้ลูกค้า สนับสนุนอุตสาหกรรมไทยให้แข็งแกร่ง

ในฐานะคนรักรถไฟฟ้า ผมมองว่านี่คือจุดเปลี่ยนใหญ่ GWM ไม่ใช่แค่ขายรถ แต่สร้าง ecosystem NEV ในไทย ลูกค้าจะได้รถคุณภาพระดับโลกในราคาไทยแท้ สนใจ ORA 5 วันนี้เลย! จองด่วนเพื่อล็อครถเร็วที่สุด ติดต่อโชว์รูม GWM ใกล้บ้าน หรือเช็คโปรโมชั่นล่าสุด

ที่มา – GWM เดินเครื่องเต็มสูบ คิกออฟสายการผลิตรถยนต์ ORA 5 ที่ระยองแล้ว