วัน: 8 พฤษภาคม 2026

โทน บางแค แจ้งความ บิ๊กเต่า ยันโดนข่มขู่

วันนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังให้ความสนใจกันมาก นั่นคือกรณีโทน บางแค แจ้งความ บิ๊กเต่า โดยนายโทนทอง สุขแก่น หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โทน บางแค” ได้เดินทางเข้าแจ้งความและมอบหลักฐานเพิ่มเติมที่สถานีตำรวจพหลโยธิน เพื่อยืนยันตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ รวมถึงภาพถ่ายและเอกสารสำคัญทั้งหมด หลังจากก่อนหน้านี้ได้แจ้งความดำเนินคดีกับ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. มาดามเก่ง และพวกรวม 5 คน

โทน บางแค แจ้งความ บิ๊กเต่า

หลังสอบปากคำนาน 1 ชั่วโมง โทน บางแค ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่ออย่างชัดเจน โดยยืนยันว่าได้มีการผ่อนชำระหนี้อย่างสม่ำเสมอ ไม่เคยบิดเบี้ยวหรือหนีหนี้แม้แต่น้อย ทรัพย์สินที่เขามีส่วนใหญ่มาจากการทำธุรกิจสะสมมานานกว่า 10 ปี และบางส่วนก็มีมาก่อนที่จะรู้จักกับมาดามเก่งด้วยซ้ำ สำหรับพระเครื่อง 152 องค์ที่นำมาค้ำประกันวงเงินกู้ 180 ล้านบาท มีมูลค่าประเมินสูงถึง 400-500 ล้านบาท โดยผู้ประเมินคือ “นาย ต.เต่า” หรือ “บิ๊กเต่า” ซึ่งเป็นคนสนิทของมาดามเก่ง และโทนเองก็เคยซื้อพระบางองค์จากบุคคลคนนี้มาก่อน

โทน บางแค แจ้งความ บิ๊กเต่า: ชี้แจงข้อสงสัยเรื่องการประเมินราคา

หลายคนตั้งคำถามว่าโทนกับนาย ต. รู้เห็นกันหรือเปล่า? โทนยอมรับว่าการประเมินราคา 400-500 ล้านครอบคลุมทรัพย์ที่นำมาวาง แต่ตัวเขาไม่ได้เป็นคนกำหนดราคา เพียงทราบว่ามูลค่ามากกว่าวงเงินกู้ แต่พอประเมินรอบที่ 2 โดยคนเดียวกัน ราคากลับเหลือแค่ 35-40 ล้านบาท ซึ่งโทนเองก็ไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้มาดามเก่งไม่พอใจหรือไม่

ส่วนทำไมไม่ขายพระเครื่องไปใช้หนี้? โทนชี้แจงว่าทรัพย์สินของเขาไม่ได้มีแค่เงินสด แต่มีหลายรายการที่ทยอยชำระหนี้ไปหมดแล้ว โดยมีการรับสภาพหนี้ทั้ง 2 สัญญาและเสียดอกเบี้ยตามปกติ หากอยากรู้ข้อเท็จจริง ลองไปถาม “อั๋น โกกิ” เซียนพระชื่อดังที่เคยเสียดอกเบี้ยให้มาดามเก่งถึง 200 ล้านบาท จากการกู้ 800 ล้านบาท ถ้าโทนไม่น่าเชื่อถือ มาดามเก่งจะกล้าลงทุนกับเขาหรือ?

  • ยืนยันผ่อนชำระหนี้ครบถ้วน ไม่มีเบี้ยว
  • ทรัพย์สินจากธุรกิจ 10 ปี ไม่ใช่แค่พระเครื่อง
  • พระ 152 องค์ มูลค่าเกิน 400 ล้าน จากการประเมินบิ๊กเต่า
  • รอบ 2 ราคาตกฮวบ เหตุผลยังคลุมเครือ
  • เสียดอกเบี้ยสูง ไม่ใช่ขบวนการหนีหนี้

โทนยังยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุควนการอื่นๆ ขอโฟกัสที่ตัวเองกับมาดามเก่งเท่านั้น แม้บางคนในรายชื่อจะยังเป็นลูกหนี้ของเขา แต่หลังจากร้องเรียนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็มีคนถูกดึงเข้ามาเกี่ยวพัน โทนรู้สึกร้อนใจเพราะคดีนี้ประชาชนสนใจมาก ถ้ามีหมายเรียกหรือหมายจับ เขาพร้อมไปพบตลอด ไม่หนีแน่นอน แต่สิ่งที่เจ็บปวดคือถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นคนหนีหนี้ ถ้าไม่จริง เขาจะกล้าดำเนินคดีกับตำรวจชั้นผู้ใหญ่ได้ยังไง? ทุกอย่างมีการตอบแทนด้วยดอกเบี้ย และขอให้ย้อนดูภูมิหลังนายทุนว่ามีจุดประสงค์อะไร

คดีนี้ยังคงเป็นปริศนาที่น่าติดตาม เราเห็นแล้วว่าโทน บางแค พยายามชี้แจงทุกประเด็นอย่างละเอียด หากคุณเป็นเซียนพระหรือสนใจเรื่องหนี้สิน คดีนี้สะท้อนปัญหาการประเมินทรัพย์และความไว้วางใจในวงการได้ดี คุณคิดว่าฝ่ายไหนมีน้ำหนักมากกว่ากัน? มาคอมเมนต์แลกเปลี่ยนความเห็นด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่หลายยิ่งขึ้นนะครับ

ที่มา – “โทน บางแค” แจ้งความ “บิ๊กเต่า” ยันโดนข่มขู่ โอดถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นคนหนีหนี้

“บิ๊กเต่า” ซัดกลับ แค่ “โจรกระจอก” ยังไม่ตัดสินใจฟ้องกลับ

วันนี้เราจะมาพูดถึงดราม่าร้อนแรงในวงการพระเครื่องที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ “‘บิ๊กเต่า’ ซัดกลับ แค่ “โจรกระจอก” ยังไม่ตัดสินใจฟ้องกลับ” หลังจากที่ “โทน บางแค” ออกมาแฉหนักเรื่องการเจรจาที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือ “บิ๊กเต่า” รอง ผบช.ก. ก็ไม่ยอม ออกมาโต้กลับแบบจัดเต็ม ชี้แจงทุกประเด็นให้ฟังกันชัดๆ ว่าไม่ใช่การทวงหนี้ แต่เป็นการอำนวยความสะดวกให้ทั้งสองฝ่ายเจรจาแบบคนรู้จักกัน

“บิ๊กเต่า” ซัดกลับ แค่ “โจรกระจอก” ยังไม่ตัดสินใจฟ้องกลับ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2569 ที่ บช.ก. “บิ๊กเต่า” ยืนยันว่าตนแจ้งผู้บังคับบัญชาไปหมดแล้ว และเรื่องที่เกิดไม่ใช่การทวงหนี้ แต่เป็นการคุยกันสุจริตใจ ไทม์ไลน์ชัดเจน ตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน โทนกับทนายมาพบที่ชั้น 27 ห้องมีแค่ 3 คน บิ๊กเต่ายอมรับว่าตอนนั้นรู้ข้อเท็จจริงไม่หมด แต่เสนอให้เคลียร์กับ “มาดามเก่ง” แบบตรงไปตรงมา โทนเองก็ยินยอมเพราะเป็นคนรู้จัก และคดีฉ้อโกงบางส่วนยอมความได้

บรรยากาศเจรจาเริ่มต้นราบรื่น มี 7 คนในห้อง ใช้เวลาชั่วโมงกว่า แสดงทรัพย์สินชดใช้กว่า 50 ล้าน ไม่มีคำหยาบหรือรุนแรง แต่สุดท้ายพลิกผันเพราะตัวเลขไม่ตรงกัน โดยเฉพาะสัญญา 360 ล้าน ที่แบ่งเป็น 120 ล้าน (ตึกค้ำ) จบแล้ว, แต่ 180 ล้าน + 66 ล้าน ยังค้าง

ประเด็นสัญญาไม่เป็นธรรมในคดีพระเครื่อง

ปัญหาหลักอยู่ที่พระเครื่องที่อ้างมูลค่า 400-500 ล้าน แต่จริงๆ แค่ 40 ล้าน! มาดามเก่งเสนอให้โทนขายเอง ถ้าได้เกิน 180 ล้าน โทนเอากำไรไปเลย แต่ไม่เวิร์ค สุดท้ายเสนอขายทรัพย์โทนชดใช้ยอดขาดร้อยกว่าล้าน

  • โทนเป็นฝ่ายอยากพบเอง ผ่านป๋อง สุพรรณ ที่รู้จักทั้งคู่
  • ตั้งแต่ปลายปี 2568 โทนพยายามชี้แจงหลายครั้ง
  • ป๋องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

บิ๊กเต่าย้ำว่า ตำรวจเป็นแค่คนกลาง ให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ฝ่ายผู้เสียหายมีพยานหลักฐานเพียบ แต่ยังไม่ถึงเวลานำใช้ “ทางฝ่ายผู้เสียหายมีพยานหลักฐาน แต่มันจะถึงเวลาที่จะเอามาใช้หรือไม่แค่นั้น”

โทนเข้ามาเพราะคดีคืบหน้า มีหมายเรียก แจ้งข้อหา ร้อนตัวเลยประสานป๋อง ขอบคุณทางไลน์ด้วยซ้ำ กลัวหมายจับเสียชื่อเสียงในวงเซียนพระ

ซัดโทนรู้แก่ใจ อย่าเหลี่ยม!

บิ๊กเต่าซัดแรง “เขาดิ้นเข้ามา เขารู้ เขาทำอะไรไว้ ต้องรู้อยู่แก่ใจตัวเอง ไม่ต้องไปเหลี่ยม หรือไปชั้นเชิงกับผู้เสียหายหรอก” ชี้ให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา เป็นพี่น้องกัน มาดามเก่งให้เครดิต 10 เดือน โทนมีทรัพย์โพสต์โซเชียล นาฬิกาหรู รถหรู ใช้อยู่ ทำไมไม่ชดใช้? เช็คจากวิทยาศาสตร์ใครครอบครอง

คดีนี้กลุ่มแรก 7 คน กลุ่มสอง 2 คน โทนอยู่ในกลุ่มสอง มีเซียนพระอีกคนทางเหนือล่าง ปั่นป่วนหนี้ 2-3 พันล้าน! เซียนพระหลายคนมีแผนหลอกลวง ยอดเสียหายรวม 2 พันล้านกับมาดามเก่ง และ 5 พันล้านกับคนอื่น ถ้ามีคนกลางเชื่อม จะดำเนินคดี

ผู้บช.ก.เรียกชี้แจงหมดแล้ว ตนยืนยันไม่ใช่ทวงหนี้ แต่ช่วยประชาชน สนช.มีแนวทางสอบถ้าถูกร้อง แต่อย่างโทน ใช้ข้อความเท็จ หมิ่นประมาท แต่ยังไม่ฟ้องเพราะ “แค่โจรกระจอก”

บิ๊กเต่าไม่กลัว เจอเรื่องแบบนี้บ่อย เป็นตำรวจต้องช่วยประชาชน โดยเฉพาะปฏิรูปวงการพระเครื่องที่ถูกเอาเปรียบ มีร้องเรียนฉ้อโกงทั่วประเทศ เซียนพระมีอิทธิพลเพราะเงิน ผู้บังคับบัญชาเข้าใจแน่

สรุปแล้ว “‘บิ๊กเต่า’ ซัดกลับ แค่ “โจรกระจอก” ยังไม่ตัดสินใจฟ้องกลับ” เป็นบทเรียนสำคัญให้วงการพระเครื่องต้องโปร่งใสมากขึ้น คุณคิดยังไงกับคดีนี้? คอมเมนต์ด้านล่างได้เลย และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “บิ๊กเต่า” ซัดกลับ แค่ “โจรกระจอก” ยังไม่ตัดสินใจฟ้องกลับ

“ศุภมาส” สั่งระงับขายกระติก Thermos 2 รุ่น เตือนประชาชนหยุดใช้งานทันที

“ศุภมาส” สั่งระงับขายกระติก Thermos 2 รุ่น เตือนประชาชนหยุดใช้งานทันที หลังจากเกิดเหตุระเบิดในต่างประเทศที่สร้างความตื่นตระหนก นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อปกป้องผู้บริโภคชาวไทย

“ศุภมาส” สั่งระงับขายกระติก Thermos 2 รุ่น เตือนประชาชนหยุดใช้งานทันที

ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นางสาวศุภมาส เป็นประธานการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านคุ้มครองผู้บริโภคและแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อกำหนดมาตรการเข้มงวดในการกำกับดูแลสินค้าที่มีมาตรฐาน มอก. และยกระดับความปลอดภัยบนแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยหารือถึงกรณีกระติกน้ำยี่ห้อ Thermos ที่เกิดเหตุระเบิดระหว่างใช้งานในต่างประเทศ ซึ่งกลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก

สินค้าที่เข้าข่ายปัญหาคือกระติกน้ำ Thermos 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น SK-3000 และ รุ่น SK-3020 ซึ่งมีความเสี่ยงสูงจากแรงดันที่สะสมภายในกระติก ทำให้ฝาปิดอาจดีดตัวออกมาอย่างรุนแรง ส่งผลให้ผู้ใช้งานได้รับบาดเจ็บสาหัสได้

สาเหตุและความเสี่ยงของกระติก Thermos รุ่น SK-3000 และ SK-3020

จากรายงานในต่างประเทศ พบว่าปัญหาเกิดจากการออกแบบที่ทำให้เกิดการสะสมแรงดัน โดยเฉพาะเมื่อใส่น้ำร้อนหรือเครื่องดื่มอุ่นเข้าไป แรงดันที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ฝาไม่สามารถระบายได้ทัน ส่งผลให้เกิดการระเบิด แม้ในประเทศไทยยังไม่พบผู้บาดเจ็บ แต่ สคบ. ไม่รอช้าสั่งระงับการขายทันทีทั้งในหน้าร้านและช่องทางออนไลน์ทุกแห่ง

นางสาวศุภมาส กล่าวย้ำว่า “เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม” ขอให้ประชาชนที่ครอบครองกระติกทั้ง 2 รุ่นนี้ หยุดใช้งานทันที หากเกิดความเสียหาย สามารถร้องเรียนได้โดยตรงที่ สคบ. ผ่านช่องทาง hotline 1166 หรือเว็บไซต์ www.ocpb.go.th

วิธีตรวจสอบกระติก Thermos ที่คุณมีว่าอยู่ในข่ายเรียกคืนหรือไม่

  • ตรวจดูรหัสรุ่นที่ด้านล่างหรือข้างกระติก ว่าตรงกับ SK-3000 หรือ SK-3020 หรือไม่
  • ดูปีที่ผลิต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรุ่นที่วางขายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
  • หากไม่แน่ใจ ถ่ายรูปส่งไปยัง สคบ. เพื่อยืนยัน

นอกจากนี้ แพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Shopee, Lazada และอื่นๆ ได้รับคำสั่งให้ถอดสินค้าออกจากระบบทันที และแจ้งผู้ขายให้หยุดจำหน่าย

มาตรการป้องกันและคำแนะนำด้านความปลอดภัยสำหรับกระติกน้ำ

เพื่อป้องกันเหตุร้ายในอนาคต ผู้บริโภคควรเลือกซื้อสินค้าที่มีเครื่องหมาย มอก. และตรวจสอบรีวิวจากผู้ใช้จริงเสมอ สำหรับกระติกน้ำร้อน ควรหลีกเลี่ยงการเติมน้ำเดือดเกิน 90 องศา และเปิดฝาครั้งละน้อยเพื่อระบายไอ ความปลอดภัยต้องมาก่อน โดยเฉพาะสินค้าที่ใกล้ชิดชีวิตประจำวัน

การตอบสนองที่รวดเร็วของนางสาวศุภมาส แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลในการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งเป็นจุดแข็งของระบบ สคบ. ในประเทศไทย หากคุณมีกระติก Thermos รุ่นนี้ อย่าลังเลที่จะหยุดใช้และแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและครอบครัว

คำเรียกร้องให้ดำเนินการ (CTA): ตรวจสอบกระติกน้ำที่บ้านของคุณวันนี้ หากตรงรุ่นที่แจ้ง ให้หยุดใช้งานและติดต่อ สคบ. เพื่อขอคำปรึกษาเพิ่มเติม ความระมัดระวังเล็กน้อยอาจช่วยชีวิตคุณได้!

ความเห็นส่วนตัว: การสั่งระงับขายทันทีแบบนี้เป็นมาตรการที่ถูกต้องและทันท่วงที ช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “ศุภมาส” สั่งระงับขายกระติก Thermos 2 รุ่น เตือนประชาชนหยุดใช้งานทันที

อัปเดตราคาทองวันนี้ 8 พ.ค. 69 ลด 100 บาท

อัปเดตราคาทองวันนี้ 8 พ.ค. 69 เป็นประเด็นที่นักลงทุนทองคำให้ความสนใจอย่างมาก หลังจากสมาคมค้าทองคำประกาศราคาปิดตลาดปรับตัวลดลง 100 บาท จากวันก่อนหน้า ทองคำแท่งขายออกที่ 71,900 บาท และทองรูปพรรณขายออก 72,700 บาท สะท้อนถึงความผันผวนของตลาดทองในช่วงนี้

ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ตลาดทองคำมีการเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก โดยมีการปรับราคาทองทั้งหมด 22 ครั้งตั้งแต่เปิดตลาดจนถึงปิดตลาดเวลา 17.30 น. แม้จะมีการปรับขึ้นลงบ่อยครั้ง แต่สุดท้ายปิดตลาดด้วยการลดลง 100 บาท ซึ่งเป็นการปรับตัวตามปัจจัยภายนอก เช่น อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ส่งผลต่อค่าเงินดอลลาร์ และราคาทองโลกที่ผันผวนจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

อัปเดตราคาทองวันนี้ 8 พ.ค. 69

ราคาทองคำแท่ง 96.5% ล่าสุด รับซื้อ 71,700 บาท และขายออก 71,900 บาท ส่วนทองรูปพรรณ 96.5% รับซื้อ 70,266.60 บาท ขายออก 72,700 บาท นักลงทุนที่กำลังพิจารณาซื้อทองควรติดตามการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด เพราะราคาอาจปรับตัวอีกได้ในวันถัดไป

อัปเดตราคาทองวันนี้ 8 พ.ค. 69: รายละเอียดราคาทองรูปพรรณตามน้ำหนัก

สำหรับผู้ที่สนใจทองรูปพรรณ ซึ่งเป็นที่นิยมสำหรับการสะสมและเป็นของขวัญ ราคาขายออกแบ่งตามน้ำหนักดังนี้ (ใช้สำหรับประมาณการเท่านั้น กรุณาตรวจสอบกับร้านค้าจริง)

  • ราคาทองรูปพรรณ ครึ่งสลึง: 9,787.50 บาท
  • ราคาทองรูปพรรณ 1 สลึง: 18,775 บาท
  • ราคาทองรูปพรรณ 2 สลึง: 36,750 บาท
  • ราคาทองรูปพรรณ 1 บาท: 72,700 บาท
  • ราคาทองรูปพรรณ 2 บาท: 145,400 บาท
  • ราคาทองรูปพรรณ 5 บาท: 363,500 บาท

ราคาเหล่านี้ช่วยให้นักลงทุนสามารถคำนวณต้นทุนได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาลดลงแบบนี้ อาจเป็นโอกาสสำหรับการเข้าซื้อ

การปรับลดราคาทองในวันนี้อาจมาจากแรงขายที่เพิ่มขึ้น หลังจากราคาทองโลกปรับตัวลงจากระดับสูงสุดในรอบหลายเดือน นอกจากนี้ ปัจจัยในประเทศอย่างค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นก็มีส่วน ทำให้ราคาทองในไทยลดลงตาม หากคุณเป็นนักลงทุนมือใหม่ แนะนำให้ศึกษาปัจจัยเหล่านี้ให้ดีก่อนตัดสินใจ

ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในยุคที่เศรษฐกิจโลกไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า สภาวะเงินเฟ้อ หรือวิกฤตพลังงาน การถือครองทองรูปพรรณหรือทองแท่งช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดี ในช่วงราคาลดแบบนี้ อาจเป็นจังหวะสะสมเพิ่ม โดยเฉพาะทองรูปพรรณที่นิยมในไทยเพราะความสวยงามและสภาพคล่องสูง

นอกจากนี้ ติดตามข่าวสารจากสมาคมค้าทองคำเป็นประจำ เพื่ออัปเดตราคาทองวันนี้ 8 พ.ค. 69 และวันถัดไป เพราะตลาดเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว หากคุณมีแผนซื้อขาย แนะนำให้เปรียบเทียบราคาจากหลายร้านเพื่อความคุ้มค่า

สรุปแล้ว การปรับลด 100 บาทในวันนี้เป็นสัญญาณที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนระยะยาว ลองพิจารณาเข้าซื้อตอนนี้เพื่อรอราคาพุ่งในอนาคต ติดตามอัปเดตราคาทองประจำวันกับเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – อัปเดตราคาทองวันนี้ 8 พ.ค. 69 ปิดตลาดปรับลด 100 ทองรูปพรรณขายออก 72,700 บาท

อ้างอิงเพิ่มเติม: สมาคมค้าทองคำ

ไอลอว์ บุก กกต. จี้เปิดคะแนนเลือกตั้งรายหน่วย 100%

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนนะครับ วันนี้เรามีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลกันมากๆ เลย นั่นคือเหตุการณ์ ไอลอว์ บุก กกต. จี้เปิดคะแนนเลือกตั้งรายหน่วย 100% ซึ่งกลุ่มไอลอว์และเครือข่ายประชาชนได้รวมพลังกันไปทวงความโปร่งใสจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หลังจากผ่านไปกว่า 3 เดือนแล้ว แต่ข้อมูลคะแนนยังไม่ครบถ้วน สร้างคำถามใหญ่ๆ ถึงความน่าเชื่อถือของระบบเลือกตั้งไทย มาฟังรายละเอียดกันแบบเป็นกันเองเลยครับ

ไอลอว์ บุก กกต. จี้เปิดคะแนนเลือกตั้งรายหน่วย 100%

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2567 กลุ่มโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) พร้อมเครือข่ายภาคประชาชน ได้ยกขบวนไปที่สำนักงานกกต. ด้วยกิจกรรมสุดคึกคัก “ยกขบวนทวงคะแนนกกต.” ทุกคนสวมเสื้อสีเขียว ถือป้ายข้อความเด็ดๆ และตะโกนรำลึก “คะแนนประชามติอยู่ไหน คะแนนเลือกตั้ง 100% กี่โมง” ก่อนตัดริบบิ้นพร้อมตะโกน “เอ้า เปิด!” เพื่อเรียกร้องให้กกต. เปิดผลนับคะแนนเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2566 และผลประชามติรัฐธรรมนูญรายหน่วยครบทุกหน่วยเลยครับ

ภาพกิจกรรม ไอลอว์ บุก กกต. จี้เปิดคะแนนเลือกตั้งรายหน่วย 100%

ปัญหาใหญ่ในระบบ ECT Report ที่ทำให้ประชาชนตั้งคำถาม

นายชยพล ดโนทัย ตัวแทนไอลอว์ เผย 2 ประเด็นหลัก คือ ผลคะแนนเลือกตั้ง ส.ส. และประชามติ แม้เลือกตั้งผ่านไปนาน แต่ระบบ ECT Report ยังแสดงคะแนนแบ่งเขตและรายชื่อไม่ครบ 100% ยกตัวอย่าง จ.กาฬสินธุ์ และ จ.อุบลราชธานี ที่ข้อมูลหลายหน่วยหายไป หรืออัพโหลดผิด ซ้ำกันอีก นอกจากนี้ Dashboard รายงานผลคะแนน也被ปิดปรับปรุงนานเกิน 3 เดือนแล้ว ไอลอว์เลยตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการจัดการข้อมูลเลือกตั้งครับ

สำหรับประชามติรัฐธรรมนูญ ประชาชนรู้แค่ผลรวมประเทศ แต่ไม่มีรายเขตหรือรายหน่วย จีให้กกต. เปิดข้อมูลทั้งหมดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและชอบธรรม โดยเฉพาะประเด็นสำคัญของชาติแบบนี้

WeWatch แฉปัญหาเลือกตั้งล่วงหน้า วุ่นวายขนาดไหน?

นายพงศธร กันทวงค์ จาก WeWatch ที่ส่งอาสา 16,000 คนไปสังเกตการณ์ทั่วประเทศ พบปัญหาเพียบในเลือกตั้งล่วงหน้า เช่น เจ้าหน้าที่กรอกรหัสเขตผิด ใช้ซองบัตรเก่าปี 2566 ที่ช่องรหัสไม่ตรง จนถึงตอนนี้กกต. ยังไม่ชี้แจง สร้างความกังวลเรื่องความเชื่อมั่น ทางกลุ่มเลยเรียกร้องให้หยุดดำเนินคดีกับประชาชน นักวิชาการ สื่อที่ตรวจสอบ ปฏิรูปด้วยการใช้ QR Code บัตรเลือกตั้ง ติด CCTV หน่วยเลือกตั้ง และแยกกระทรวงมหาดไทยออกจากกระบวนการ เพื่อความเป็นกลางครับ

ภาพตัวแทนจาก WeWatch ไอลอว์ บุก กกต. จี้เปิดคะแนนเลือกตั้งรายหน่วย 100%

น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ หรือ “มายด์” แกนนำกลุ่ม 3 นิ้ว ชี้ว่ากกต. ยึด “ชอบด้วยกฎหมาย” มากกว่าโปร่งใส กรรมการ 7 คนมาจากวุฒิสภา ไม่ยึดโยงประชาชน บางคนไม่เชี่ยวชาญด้านเลือกตั้ง และไม่เคยรับผิดชอบ เลขาฯ อย่างเดียวที่ตอบคำถาม สะท้อนรัฐธรรมนูญ 2560 ที่กำหนดที่มาแบบนี้ ประชาชน 21.6 ล้านเสียงอยากได้รธน.ใหม่ ต้องมีส่วนร่วมร่างจริงๆ

ภาพนายยิ่งชีพ ไอลอว์ บุก กกต. จี้เปิดคะแนนเลือกตั้งรายหน่วย 100%

ปิดท้ายด้วยนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ เตือนคดีฮั้ว สว. เอกสาร 8 หมื่นหน้า กกต. ควรเป็นแค่ “บุรุษไปรษณีย์” ส่งศาล ถ้าสั่งไม่ฟ้องเพราะขัดผลประโยชน์ (หลายคนมาจาก สว.) ประชาชนหมดศรัทธาแน่ ไอลอว์พร้อมเปิดข้อมูลสู้คดีกกต. ถ้าจำเป็น

ทำไมความโปร่งใสถึงสำคัญต่อประชาธิปไตยไทย?

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ทวงคะแนน แต่เป็นการต่อสู้เพื่อระบบเลือกตั้งที่โปร่งใส ถ้าข้อมูลไม่ครบ ประชาชนจะเชื่อถือได้ยังไง? ในยุคดิจิทัล เปิดข้อมูลออนไลน์ทั้งหมดได้ง่ายๆ ทำไมกกต. ถึงล่าช้า? มันกระทบความเชื่อมั่นทั้งระบบการเมืองเลยครับ ลองนึกภาพ ถ้าทุกการเลือกตั้งมี Dashboard เรียลไทม์แบบต่างประเทศ เราจะมั่นใจแค่ไหน

  • ประโยชน์ของการเปิดคะแนน 100%: ป้องกันทุจริต ตรวจสอบได้ทุกหน่วย
  • บทเรียนจากต่างประเทศ: สหรัฐฯ อังกฤษ เปิดข้อมูลฟรี สร้างความไว้วางใจ
  • ข้อเสนอปฏิรูป: แยกอำนาจกกต. จาก สว. ให้ประชาชนเลือก

ส่วนตัวผมคิดว่าการเรียกร้องครั้งนี้ถูกต้อง 100% เพราะประชาธิปไตยต้องยึดโยงประชาชน ถ้ากกต. ฟังเสียงนี้ได้เร็ว จะช่วยลดความขัดแย้งในสังคมได้เยอะเลย คุณล่ะคิดยังไง? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รู้ด้วยนะครับ จะได้ช่วยกันผลักดันความโปร่งใสในการเลือกตั้งครั้งหน้า!

ที่มา – “ไอลอว์” บุก กกต. ตั้งคำถามความโปร่งใส จี้เปิดคะแนนเลือกตั้งรายหน่วย 100%

ไม่จบแค่ที่เดียว สั่งสแกนโรงงานปลากระป๋องทั่วไทย

ปัญหาปลากระป๋องไม่ตรงฉลากกำลังเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจ ล่าสุด นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สั่งการแบบไม่รอช้า สั่งสแกนโรงงานปลากระป๋องทั่วไทย หลังจากพบแหล่งผลิตยัดไส้ปลาไม่ตรงปกเพิ่มเติมที่สมุทรสงคราม ไม่ใช่แค่เคสแรกที่สมุทรสาครเท่านั้นนะคะ เรื่องนี้รัฐบาลเอาจริง ดำเนินคดีเด็ดขาด โทษหนักจำคุกสูงสุด 10 ปี ปรับ 1 แสนบาทเลยทีเดียว

สั่งสแกนโรงงานปลากระป๋องทั่วไทย

สั่งสแกนโรงงานปลากระป๋องทั่วไทย ไม่มีข้อยกเว้น

ตั้งแต่เคสแรกที่ บริษัท ศรีรุ้งงามฟู้ดส์ จำกัด ในจังหวัดสมุทรสาครถูกสั่งหยุดประกอบกิจการชั่วคราว รัฐมนตรีศุภมาสก็กำชับหน่วยงานหลัก 3 แห่งให้ลงพื้นที่ตรวจสอบทันที ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจังหวัด (สคบ.จังหวัด), สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.), และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด โดยมุ่งตรวจมาตรฐาน GMP, ฉลากสินค้า, และวัตถุดิบที่ใช้ผลิต โดยไม่ต้องรอเรื่องร้องเรียนเพิ่มเติม “ดิฉันไม่เคยมองว่าเป็นความผิดพลาดของโรงงานเดียว และได้สั่งตรวจเข้มทั่วประเทศไปก่อนหน้านี้แล้ว” รัฐมนตรีกล่าว

ล่าสุดที่สมุทรสงคราม ก็พบโรงงานเข้าข่ายเดียวกัน ประสานผู้ว่าราชการจังหวัด, สาธารณสุขจังหวัด, อย., กรมประมง, และสคบ. เข้าตรวจสอบทันที หากใช้ปลาชนิดอื่นแทนที่ระบุบนฉลาก ถือเป็นการผลิตอาหารปลอมตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 โทษจำคุก 6 เดือนถึง 10 ปี ปรับ 5,000 ถึง 100,000 บาท พร้อมอายัดสินค้าและหยุดกิจการ

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี

ทำไมต้องสั่งสแกนโรงงานปลากระป๋องทั่วไทย?

ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะปลากระป๋องเป็นอาหารที่คนไทยบริโภคกันเยอะ โดยเฉพาะในครัวเรือนและร้านอาหาร หากวัตถุดิบไม่ตรงฉลาก อาจส่งผลต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่แพ้อาหารบางชนิด เช่น ปลาทูน่าปลอมเป็นปลาไส้ไหล่ รัฐบาลภายใต้นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล จึงให้ความสำคัญสูงสุด โดยทำงานร่วมกับรัฐมนตรีช่วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อตรวจพิสูจน์สายพันธุ์ปลาด้วยวิธีวิทยาศาสตร์

นอกจากนี้ การตรวจสอบยังครอบคลุมโรงงานอาหารกระป๋องอื่นๆ เพื่อป้องกันปัญหาลุกลาม ผู้ประกอบการที่ได้มาตรฐาน GMP จะปลอดภัย แต่ผู้ที่โกงต้องรับโทษหนัก

ตรวจสอบโรงงาน

ผู้บริโภคตรวจสอบเองได้อย่างไร

  • ดูฉลากให้ชัด: ชื่อปลาต้องตรงกับที่ระบุ ไม่มีคำว่า “ปลาเนื้อขาว” แบบคลุมเครือ
  • เช็คเลขที่รับแจ้ง อย. ที่ด้านล่างกระป๋อง สแกน QR Code ได้
  • ซื้อจากร้านที่น่าเชื่อถือ และเก็บหลักฐานใบเสร็จ
  • หากสงสัย ส่งเบาะแสให้หน่วยงานทันที

การ สั่งสแกนโรงงานปลากระป๋องทั่วไทย ครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใส่ใจสิทธิผู้บริโภคจริงจัง ช่วยยกระดับอุตสาหกรรมอาหารให้โปร่งใสมากขึ้น ในฐานะผู้บริโภค เราก็มีส่วนร่วมได้ หากพบผลิตภัณฑ์ต้องสงสัย ร้องเรียนเลยค่ะ จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดกับคนอื่น

ช่องทางร้องเรียน:

  • สายด่วน สคบ. 1166
  • สายด่วน อย. 1556
  • แอป OCPB Connect
  • เว็บไซต์ ocpb.go.th
  • ศูนย์ดำรงธรรมที่ศาลากลางจังหวัด

สุดท้ายนี้ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าไทยระยะยาว ผู้ประกอบการที่ซื่อสัตย์จะได้ประโยชน์ ผู้บริโภคอย่างเราก็ปลอดภัย หากคุณเจอปัญหาคล้ายๆ กัน อย่าลังเล ร้องเรียนทันทีเพื่อปกป้องสิทธิตัวเองและคนอื่นๆ ค่ะ!

ที่มา – ไม่จบแค่ที่เดียว สั่งสแกน “โรงงานปลากระป๋อง” ทั่วไทย หลังพบผลิตไม่ตรงปกเพิ่มอีก

“อนุทิน” ปลุกอาเซียนเลิกตั้งรับ ชี้โลกผันผวน

“อนุทิน” ปลุกอาเซียนเลิกตั้งรับ ชี้โลกผันผวนหนักต้องปรับตัวเชิงรุก

ในสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน “อนุทิน” ปลุกอาเซียนเลิกตั้งรับ ชี้โลกผันผวนหนักต้องปรับตัวเชิงรุก โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ได้กล่าวสุนทรพจน์สำคัญในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ที่โรงแรม Shangri-La Mactan ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตในตะวันออกกลาง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของระบบพหุภาคีนิยม ทำให้อาเซียนไม่สามารถยึดติดกับการตั้งรับแบบเดิมๆ ได้อีกต่อไป

นายอนุทิน เน้นย้ำว่าอาเซียนต้องมีความคล่องตัว มองการณ์ไกล และผลักดันการแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธีอย่างจริงจัง เพื่อรักษาความเป็นแกนกลางของภูมิภาค (ASEAN Centrality) การปรับตัวเชิงรุกนี้จะช่วยให้อาเซียนเผชิญหน้ากับความท้าทายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในยุคที่มหาอำนาจโลกกำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด

“อนุทิน” ปลุกอาเซียนเลิกตั้งรับ ชี้โลกผันผวนหนักต้องปรับตัวเชิงรุก

ในการประชุมสุดยอดอาเซียนแบบไม่เป็นทางการครั้งนี้ “อนุทิน” ปลุกอาเซียนเลิกตั้งรับ ชี้โลกผันผวนหนักต้องปรับตัวเชิงรุก โดยเสนอ 3 ยุทธศาสตร์หลักเพื่อเสริมความเข้มแข็งให้ภูมิภาค ยุทธศาสตร์เหล่านี้มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือที่ยั่งยืน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก

3 ยุทธศาสตร์หลักที่นายอนุทินเสนอ

  • เสริมสร้างภูมิภาคนิยม (Regionalism): สมาชิกอาเซียนต้องก้าวข้ามผลประโยชน์ส่วนตัว ยึดถือผลประโยชน์ร่วมของภูมิภาคเป็นสำคัญ เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพที่แท้จริง การรวมตัวนี้จะช่วยให้อาเซียนมีน้ำหนักในการเจรจากับนานาชาติมากขึ้น
  • ความยืดหยุ่น (Resilience): ชูบทบาท ASEAN Centrality โดยให้ทุกประเทศใช้อาเซียนเป็นแกนกลางนโยบายต่างประเทศ พร้อมสร้างกลไกจัดการความตึงเครียดก่อนที่จะลุกลามเป็นวิกฤตใหญ่ เช่น การเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และสุขภาพ
  • การรักษาความสำคัญ (Relevance): ทำให้อาเซียนเป็นหุ้นส่วนที่น่าเชื่อถือของนานาชาติ โดยนำการรวมตัวทางเศรษฐกิจ สังคม ไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การเร่งรัด RCEP และการเชื่อมโยงดิจิทัล

ยุทธศาสตร์ทั้ง 3 นี้ไม่เพียงช่วยรับมือกับวิกฤตปัจจุบัน แต่ยังวางรากฐานสำหรับอนาคตที่ยั่งยืน โดยนายอนุทินชี้ว่าอาเซียนต้องเป็นผู้นำในการสร้างสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวถึงสถานการณ์ในเมียนมา โดยมองว่าการนิรโทษกรรมอดีตประธานาธิบดีอู วิน มยิน และการย้ายนางออง ซาน ซู จี ไปพำนักในที่อยู่อาศัย เป็นสัญญาณบวกที่สำคัญ สร้างโอกาสสำหรับการเจรจาและปรองดอง ประเทศไทยพร้อมสนับสนุนประธานอาเซียนและผู้แทนพิเศษอย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันฉันทามติ 5 ข้อ ค่อยเป็นค่อยไป จนนำไปสู่เสถียรภาพที่ยั่งยืน

การเสนอแนวทางของนายอนุทินสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของผู้นำไทยที่มุ่งมั่นกับบทบาทในอาเซียน ท่ามกลางโลกที่ผันผวนนี้ อาเซียนต้องปรับตัวเชิงรุกเพื่อไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง การประชุมครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ

คุณคิดอย่างไรกับยุทธศาสตร์ที่นายอนุทินเสนอ? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวสารอาเซียนเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด!

ที่มา – “อนุทิน” ปลุกอาเซียนเลิกตั้งรับ ชี้โลกผันผวนหนักต้องปรับตัวเชิงรุก

วธ. ดันหนังไทยบุกคานส์ ครั้งที่ 79 แบมแบมนำทัพ

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวหนังไทยทุกคน! วันนี้เรามีข่าวดีสุดปังมาบอกกันเลยนะ กับเรื่อง วธ. ดันหนังไทยบุกคานส์ ครั้งที่ 79 ที่กำลังจะเป็นเวทีใหญ่ให้วงการภาพยนตร์ไทยได้โชว์ศักยภาพแบบเต็มสูบ โดยมีหนุ่ม “แบมแบม GOT7” นำทัพเดินพรมแดงสุดอลังการ แถมยังชูมาตรการ Cash Rebate สูงสุด 20% เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติมาลงทุนกับคอนเทนต์ไทยอีกด้วย นี่มันโอกาสทองชัดๆ สำหรับครีเอเตอร์ไทย!

วธ. ดันหนังไทยบุกคานส์ ครั้งที่ 79

กระทรวงวัฒนธรรม หรือ วธ. โดยนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ประกาศชัดเจนว่าภารกิจหลักคือการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิโอทั้งในและต่างประเทศ ภายใต้แนวคิด “Content Thailand” ที่บูรณาการร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 79 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-23 พฤษภาคม 2569 (2026) ที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส จะเป็นเวทีสำคัญที่ไทยยกทัพหนัง นักแสดง และผู้ประกอบการไปแลกเปลี่ยนโชว์ของดี

กิจกรรมเด็ดๆ ที่ห้ามพลาด เช่น พิธีเปิด Thai Pavilion ในวันที่ 13 พ.ค. โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน ตามด้วย Director Talk ในวันที่ 14 พ.ค. ที่นำโดย รมว.วธ. เอง ณ คูหาเลข 112 Village International เพื่อโชว์พลังครีเอทีฟของคนไทยให้โลกเห็น

หนังไทยคัดเลือกเข้าคานส์ ครั้งที่ 79 สุดยอดมาก!

ยินดีด้วยนะกับความสำเร็จของหนังไทยสองเรื่องที่ถูกคัดเลือกเข้าฉายในคานส์ครั้งนี้! “9 Temples to Heaven” (9 วัดสู่สวรรค์) เข้าสาย Directors’ Fortnight และ “What do you seek in the dark?” (หาอะไร?) เข้าสาย Critics’ Week นี่คือก้าวสำคัญที่ทำให้หนังไทยมีบทบาทบนเวทีโลกมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อนๆ ที่ชื่นชอบหนังอาร์ตเฮาส์ต้องตามดูเลย

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Thai Pitching ที่ให้ผู้สร้างไทย 3 เรื่องนำเสนอโปรเจกต์ต่อนักลงทุนต่างชาติ ได้แก่ น้ำหนักของเถ้าธุลี (The Weigh of Ash), สันติคีรี (So Long, Maesalong) และ ดิ อะพ็อคคะลิพส์ อ๊อฟ บี (The Apocalypse of Bee) แล้วก็ A Sit-down Lunch Talk สำหรับ networking กับ buyer และ producer ระดับโลก, Producer Networking – Thai Cinema Showcase Cannes 2026 ที่ให้คนไทยเจอนักลงทุนต่างชาติแบบตัวต่อตัว

  • กิจกรรมร่วมกับสื่อ Deadline ภายใต้ “Thai Cinema Global Showcase 2026” โชว์โปรเจกต์เด็ด 5 เรื่อง: ผีเข้า (Possessed), โกฮัง หัวใจโกโฮม (Gohan), 9 วัดสู่สวรรค์, ยันต์เทวา ท้าเดิมพัน (God Skin), ตัวแทน (1 After one)
  • สนับสนุนผู้กำกับหนังสั้นไทยในโครงการ Cinema de Demain

เรียกได้ว่าครบเครื่องเลยทีเดียว!

แบมแบม GOT7 นำทัพสุดฮอต เดินพรมแดงคานส์

ไฮไลต์ที่แฟนๆ กรี๊ดสุดๆ คือ แบมแบม-กันต์พิมุกต์ ภูวกุล หรือ BamBam GOT7 ที่จะไปในฐานะตัวแทนหนังไทยและนักแสดงจากหนังสยองขวัญฟอร์มยักษ์ “คำสารภาพของหมอผี (The Confession of Shaman)” เขาจะเดินพรมแดงที่ Palais des Festivals, เข้าร่วม A Sit-down Lunch Talk, พิธีเปิด Thai Pavilion และ Thai Night ด้วย ภาพแบมแบมบนพรมแดงคานส์ต้องปังแน่ๆ ทำให้หนังไทยเป็นที่จับตามองทั่วโลก

Cash Rebate 20% อาวุธลับดึงนักลงทุน

อีกหนึ่งจุดเด่นที่ วธ. ชู旗 คือมาตรการ Cash Rebate ครั้งแรก! บริษัทต่างชาติที่จ้างผลิตดิจิทัลคอนเทนต์ไทย (เช่น แอนิเมชัน, VFX, เกม, โพสต์โปร) มูลค่าสัญญา 5 ล้านบาทขึ้นไป ได้รับเงินคืนสูงสุด 20% นี่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมสื่อไทยให้แข่งขันระดับสากลได้สบายๆ ดึงดูดโปรดักชันฮอลลีวูดมาถ่ายในไทยเพียบแน่นอน

การบุกคานส์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่โชว์หนัง แต่เป็นการสร้างเครือข่าย สร้างชื่อเสียง และเปิดตลาดใหม่ให้หนังไทย โดยเฉพาะในยุคที่คอนเทนต์ไทยกำลังมาแรงทั้ง Netflix และสตรีมมิงทั่วโลก เพื่อนๆ คิดว่าหนังไทยเรื่องไหนจะดังฉลองโลกบ้าง? แชร์ความเห็นกันได้เลยนะ

นี่คือก้าวย่างที่ยิ่งใหญ่ของวงการหนังไทย สู่การเป็นฮับคอนเทนต์อาเซียนตัวจริง อย่าพลาดติดตามพัฒนาการเพิ่มเติม!

ที่มา – วธ. ดันหนังไทยบุกคานส์ ครั้งที่ 79 “แบมแบม” นำทัพเดินพรมแดง ชู Cash Rebate ดึงนักลงทุน

กฟน. แจ้งไฟฟ้าดับวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 กรุงเทพฯ

เพื่อนๆ ในกรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ ระวังกันหน่อยนะครับ! กฟน. แจ้งไฟฟ้าดับวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 หลายจุด เพื่อบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น การไฟฟ้านครหลวง หรือ MEA ได้ประกาศล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 แล้ว เพื่อให้ทุกคนได้เตรียมตัวทัน งานนี้ดับไฟเพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและยกระดับการบริการให้ดีกว่าเดิม

ถ้าบ้านคุณหรือที่ทำงานอยู่ในโซนเหล่านี้ รีบเช็กเลยครับ จะได้วางแผนงานล่วงหน้า เช่น ชาร์จแบตโทรศัพท์ ใช้เครื่องปั่นไฟสำรอง หรือเลื่อนประชุมออนไลน์ไปก่อน การดับไฟแบบนี้เป็นเรื่องปกติเพื่อป้องกันปัญหาไฟช็อตหรือดับกะทันหันในอนาคต ซึ่งช่วยให้ชีวิตเราสะดวกสบายมากขึ้นในระยะยาว

กฟน. แจ้งไฟฟ้าดับวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 พื้นที่กรุงเทพฯ

พื้นที่ในกรุงเทพฯ ที่จะดับไฟมีหลายจุดเลยครับ ส่วนใหญ่เริ่มตั้งแต่ 08:30 น. จนถึง 15:30 น. ดังนี้

  • ถนนนวมินทร์ ซอยนวมินทร์ 42 แยก 27 ม. Golden Town ลาดพร้าว-เกษตรนวมินทร์ 08:30-15:30 น.
  • ริมถนนอิสรภาพ หน้า Big C สาขาอิสรภาพ ถึงซ.อิสรภาพ 28 ปากเข้า สน.บุปผาราม 08:30-15:30 น.
  • ริมถนนพระรามที่ 2 หน้าห้างไทวัสดุ สาขาพระราม 2 08:30-15:30 น.
  • ริมถนนเพชรเกษม ซ.เพชรเกษม 67/1, ณ ภัส แมนชั่น, OYO ชิล อพาร์ทเมนท์, ศิริ อพาร์ทเมนท์, ภูวรินทร์ อพาร์ทเมนท์, รักดี (2) อพาร์ทเมนท์ และบริเวณใกล้เคียง 08:30-15:30 น.
  • ถนนประชาร่วมใจ หมู่บ้านกฤษดานคร ซอย 3/1-3/4 และข้างเคียง 10:00-15:30 น.
  • ริมถนนสายไหม ฝั่งซอยเลขคู่ จากปากซ.24 ถึงปากซ.34 (ดับทั้งซอย) 08:30-15:30 น.
  • ถนนเจริญกรุง ซอย 85 แยก 6 08:30-15:30 น.
  • ถนนเทอดไท ซอย 33 แยก 6 (ซอยจันทน์กลิ่น) 08:30-15:30 น.
  • ถนนลาดปลาเค้า ซอยลาดปลาเค้า 12 08:30-15:30 น.
  • ถนนเพชรเกษม ซอยเพชรเกษม 110 แยก 14-1-1-2 08:30-11:00 น.
  • ถนนอัสสัมชัญ ซอยอัสสัมชัญ 11 11:00-14:00 น.
  • ถนนกรุงธนบุรี ซอย 4 แยก 3,5,7 06:45-15:30 น.
  • ถนนรามคำแหง ซอยรามคำแหง 12 08:30-15:30 น.
  • ริมถนนเลียบคลองทวีวัฒนา ชุมชนเลียบคลองปทุม ถึงโครงการเลอร์พาร์ค เน็กซ์ และปากซอยทวีวัฒนา 13 08:30-14:00 น.
  • ริมถนนทางรถไฟสายเก่า หลังอาคารมโนรม 09:00-13:00 น.
  • ถนนเพชรบุรี ซอยเพชรบุรี 19 08:30-15:30 น.

กฟน. แจ้งไฟฟ้าดับวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 พื้นที่นนทบุรี

ในนนทบุรี มีจุดเดียวที่ประกาศครับ

  • ถนนวัดคลองเจ้า จากคลองสามถึงเสาส่งสัญญาณ True Move H 08:30-15:30 น.

กฟน. แจ้งไฟฟ้าดับวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 พื้นที่สมุทรปราการ

สมุทรปราการมีหลายซอยเช่นกัน

  • ถนนสุขสวัสดิ์ (ซ.วัดใหญ่) หมู่บ้านภูมิใจนิเวศน์ 1 ซ.8 ถึงโครงการ 16 08:00-17:30 น.
  • ริมถนนรางรถไฟสายเก่า ซ.กุศลส่ง 1 ถึงซ.วาดสนิท หมู่บ้าน ส.ร่วมใจ 08:30-15:30 น.
  • ถนนนครเขื่อนขันธ์ ซ.นครเขื่อนขันธ์ 3 (ดับเฉพาะจุด) 09:00-12:00 น.
  • ถนนรางรถไฟสายเก่า ซ.หมู่บ้านเดอะแคนวาส สุขุมวิท-สำโรง และแปซิฟิกคอนโด 08:30-15:30 น.

นอกจากนี้ ยังมีลิงก์เช็กข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เว็บ MEA ครับ

เคล็ดลับสำหรับวันดับไฟ: เตรียมไฟฉาย เทียน (แต่ระวังไฟไหม้), powerbank ชาร์จอุปกรณ์สำคัญ, และอาหารที่ไม่ต้องแช่เย็น ช่วยให้ผ่านวันนี้ไปได้แบบชิลๆ เลย

สรุปแล้ว กฟน. แจ้งไฟฟ้าดับวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เป็นการบำรุงรักษาที่จำเป็น ช่วยให้ระบบไฟฟ้าของเรามั่นคง ไม่มีสะดุดในอนาคต รีบเช็กพื้นที่ของคุณแล้วแชร์ให้เพื่อนๆ ด้วยนะครับ จะได้ไม่พลาด!

ที่มา – กฟน. แจ้งไฟฟ้าดับวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 หลายจุดในกรุงเทพฯ-นนทบุรี-สมุทรปราการ