วัน: 11 พฤษภาคม 2026

“อภิสิทธิ์” ยันยื่นศาล รธน. พ.ร.ก.กู้เงิน

“อภิสิทธิ์” ยันฝ่ายค้านยื่นร้องศาล รธน. ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อตรวจสอบว่าการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและพลังงานสะอาดขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงเหตุผลว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่เข้าข่ายความมั่นคงทางเศรษฐกิจตามที่กฎหมายกำหนด และมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า

“อภิสิทธิ์” ยันฝ่ายค้านยื่นร้องศาล รธน. ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน สวน “เอกนิติ” แจกเงินมุ่งเป้าตรงไหน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 พฤษภาคม 2566 ที่สำนักงานพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยยืนยันว่าเวลา 12.00 น. วันเดียวกัน ฝ่ายค้านจะยื่นหนังสือผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พรรคประชาธิปัตย์ได้หารือกับพรรคประชาชนแล้ว

ประเด็นหลักที่ฝ่ายค้านทักท้วงคือ การตรา พ.ร.ก. ฉบับนี้ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญที่ต้องเพื่อความมั่นคงของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการพลังงานกว่า 2 แสนล้านบาทที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน นายอภิสิทธิ์ ชี้ว่า รัฐบาลอ้างตัวอย่างการกู้ในอดีต แต่ต้องดูข้อเท็จจริงและมาตรฐานสากลในการวัด “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ”

เปรียบเทียบการกู้เงินในอดีตกับปัจจุบัน

นายอภิสิทธิ์ยกตัวอย่างการกู้ พ.ร.ก. ในอดีต 3 ครั้งเพื่อชี้ให้เห็นความแตกต่าง:

  • ครั้งที่ 1: วิกฤตต้มยำกุ้ง ทุนสำรองเกือบหมด เศรษฐกิจหดตัวรุนแรง
  • ครั้งที่ 2: สมัยนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ การท่องเที่ยวและส่งออกติดลบ คาดตกงานจำนวนมาก เศรษฐกิจหดตัว แม้ใช้ทุกมาตรการแล้วยังไม่พอ
  • ครั้งที่ 3: โควิด-19 หยุดกิจกรรมเศรษฐกิจทั้งระบบ

แต่สถานการณ์ปัจจุบัน ตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สิ้นเดือนมีนาคม ส่งออกบวก ลงทุนบวก บริโภคบวก เศรษฐกิจโดยรวมบวก การจัดเก็บรายได้ถึงกุมภาพันธ์ก็ตามเป้า ดังนั้นไม่เข้าข่ายความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่า เศรษฐกิจมีปัญหาจากสงครามทำให้น้ำมันแพง ต้นทุนผลิตแพง แต่เสนอทางเลือก เช่น ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 4 เดือน ใช้เงินแค่ 60,000 ล้านบาท น้ำมันถูกลง 7 บาททันที ดีกว่ากู้ 200,000 ล้านบาท 4 เดือน และไม่ละเมิดรัฐธรรมนูญ

สวนกลับ “เอกนิติ” เรื่องแจกเงินไม่มุ่งเป้า

นายอภิสิทธิ์สวนนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ที่บอกลดภาษีไม่มุ่งเป้าเพราะคนรวยก็ได้ประโยชน์ โดยยอมรับว่าการเติมเงินบัตรสวัสดิการฯ สามารถทำได้จากงบปกติ แต่ตั้งคำถามการแจกเงิน 30 ล้านคนผ่านแอป ที่คนมีมือถือดี สัญญาณดี มือไวถึงได้ นี่มุ่งเป้าตรงไหน? เป็นการช่วยแบบไม่ก่อหนี้สาธารณะมหาศาล และหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

มีวิธีช่วยประชาชนอื่นๆ อีกมากโดยไม่ต้องกู้หนี้เพิ่ม และยืนยันจุดยืนพรรคประชาธิปัตย์ไม่ขัดขวางการช่วยเหลือ แต่ต้องถูกต้องตามกฎหมาย

เชื่อศาลรับคำร้อง สภายุติรอผล แม้พรรคก้าวไกลไม่ลงชื่อร่วม แต่เชื่อศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณา และสภาต้องหยุดพิจารณาร่างตามกฎหมาย ทันกำหนด 14 พฤษภาคม

ประเด็น “อภิสิทธิ์” ยันฝ่ายค้านยื่นร้องศาล รธน. ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน สวน “เอกนิติ” แจกเงินมุ่งเป้าตรงไหน สะท้อนการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจที่สำคัญในระบบประชาธิปไตยไทย การตัดสินใจใช้งบประมาณมหาศาลต้องโปร่งใสและถูกต้องตามรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ประชาชนอย่างแท้จริง

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? การกู้เงินหรือลดภาษี อะไรแก้ปัญหาได้ดีกว่า? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ยันฝ่ายค้านยื่นร้องศาล รธน. ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน สวน “เอกนิติ” แจกเงินมุ่งเป้าตรงไหน

ตำรวจแจ้งข้อหาค้าอาวุธ “ทหารเรือ-พลเรือน” รวม 5 คน โยงค้าปืน M4 ให้ “หนุ่มจีน”

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวอาชญากรรมร้อนๆ มาอัพเดทกันเลยนะครับ เรื่อง ตำรวจแจ้งข้อหาค้าอาวุธ “ทหารเรือ-พลเรือน” รวม 5 คน โยงค้าปืน M4 ให้ “หนุ่มจีน” ซึ่งเป็นคดีใหญ่ที่เจ้าหน้าที่ขยายผลจากการจับกุมผู้ต้องหาชาวจีนที่ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ พบปืนในรถ แล้วนำไปสู่การบุกค้นคลังแสงอาวุธสงครามในพื้นที่ชลบุรี เรื่องนี้สะเทือนขวัญมากเพราะเกี่ยวข้องกับบุคลากรทหารเรือด้วย มาดูรายละเอียดกันครับ

ตำรวจแจ้งข้อหาค้าอาวุธ “ทหารเรือ-พลเรือน” รวม 5 คน โยงค้าปืน M4 ให้ “หนุ่มจีน”

เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อวันที่ที่ผ่านมา นายหมิงเฉิน อายุ 30 ปี ชาวจีน ขับรถเก๋งพลิกคว่ำบริเวณถนนเลียบทางรถไฟ เจ้าหน้าที่พบอาวุธปืนพกสั้นในรถ จากนั้นขยายผลจนเจอคลังอาวุธปืนไรเฟิลจู่โจม M4 จำนวน 2 กระบอก ซุกซ่อนในบ้านพัก ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี นี่คือจุดเริ่มต้นของการตามล่าขบวนการค้าอาวุธผิดกฎหมาย

ปืน M4 หรือ M4 Carbine เป็นปืนไรเฟิลจู่โจมที่ทันสมัย ใช้กระสุน 5.56 มม. เป็นอาวุธมาตรฐานของกองทัพสหรัฐอเมริกา ในประเทศไทยถือเป็นอาวุธสงครามที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ประชาชนครอบครองได้ การค้าขายจึงผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน ดอกไม้เทียน และสิ่งเทียมอาวุธ พุทธศักราช 2490 โทษหนักถึงขั้นจำคุกยาวๆ เลยครับ

รายชื่อผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องในคดีนี้

  • นายคเชนทร์ อายุ 47 ปี ครูฝึกสนามยิงปืนแห่งหนึ่งในพัทยา จ.ชลบุรี เป็นคนกลางเชื่อมโยงหนุ่มจีนกับขบวนการ
  • นายจำลอง อายุ 51 ปี พลเรือนที่ใช้บัญชีม้าในการรับโอนเงิน
  • “จ่าเม” หรือ พ.จ.อ.เมธี สังกัดกองทัพเรือ เป็นคนนัดซื้อขาย
  • จ่าบอย อายุ 43 ปี สังกัดกองการบินทหารเรือ
  • พ.จ.อ.ปฐมพล “จ่าแหบ” อดีตข้าราชการกองทัพเรือ ผู้ประสานหาปืน

ทั้ง 5 คนนี้ถูกควบคุมตัวและแจ้งข้อหา “มีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตไว้ในครอบครอง และร่วมกันจำหน่ายอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาต” โดย พ.ต.ท.สินสมุทร บุญทัศนา สว.สส.

แนวทางการสอบสวนและพฤติการณ์การค้าอาวุธ

จากบันทึกคำให้การ หนุ่มจีนนายหมิงเฉินไปยิงปืนที่สนามยิงในพัทยา รู้จักกับนายคเชนทร์ แลกไลน์กัน จากนั้นส่งรูปปืน M4 ให้ดู ขอให้ช่วยหาซื้อ นายคเชนทร์ติดต่อ พ.จ.อ.เมธี ส่งรูปให้ดูต่อ พ.จ.อ.เมธีประสาน พ.จ.อ.ปฐมพล ที่ไปติดต่อ จ.อ.วัชรินทร์ (ซึ่งอาจเกี่ยวข้องเพิ่มเติม) จนได้ปืน 2 กระบอก ราคารวม 200,000 บาท แต่มีการโอนเงินรวมเกือบ 2 ล้านบาท!

รายละเอียดการเงินน่าสนใจมาก: นายหมิงเฉินโอน 900,000 บาทให้ พ.จ.อ.ปฐมพล และอีก 900,000 บาทให้นายจำลอง (บัญชีม้า) แล้วนายจำลองโอนคืน จากนั้นมีการแจกจ่ายเงิน เช่น พ.จ.อ.ปฐมพลให้เงินสดนายจำลอง 500 บาท ค่าใช้บัญชี ให้ พ.จ.อ.เมธี 9,000 บาท โอนให้นายคเชนทร์ 20,000 บาท +10,000 บาทค่าช่วย และโอนให้ จ.อ.วัชรินทร์ 170,000 บาท สถานที่ซื้อขายอยู่เพิงพักซอยเย็นฤดี-บ่อนไก่ 20 ม.5 ต.สัตหีบ จ.ชลบุรี ใกล้ฐานทัพเรือเลยครับ

สถานที่นัดพบแรกที่ร้านใน ม.1 ต.สัตหีบ แล้วขับต่อไปจุดซื้อ นายคเชนทร์พาหนุ่มจีนไป พ.จ.อ.เมธีนำทาง หลังตรวจปืนแล้วตกลงซื้อทันที แสดงถึงความไว้วางใจในเครือข่าย

ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธทั้งหมด

เบื้องต้น ตำรวจแจ้งสิทธิผู้ต้องหาเต็มรูปแบบ พวกเขารับทราบข้อหาแต่ให้การปฏิเสธทุกคน ขอต่อสู้คดีในชั้นศาล คงต้องรอพิสูจน์กันยาวๆ

กรณี ตำรวจแจ้งข้อหาค้าอาวุธ “ทหารเรือ-พลเรือน” รวม 5 คน โยงค้าปืน M4 ให้ “หนุ่มจีน” นี้ สะท้อนปัญหาการค้าอาวุธผิดกฎหมายในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างพัทยาและสัตหีบ ที่มีทั้งสนามยิงปืนและฐานทัพทหาร ทำให้ง่ายต่อการแทรกซึมของขบวนการอาชญากรรม มันไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่กระทบความมั่นคงสาธารณะด้วยครับ ในฐานะประชาชน เราควรสนับสนุนเจ้าหน้าที่ปราบปราม และระวังตัวหากเจอข้อเสนอซื้อขายอาวุธนะ คุณคิดเห็นยังไง ลองคอมเมนต์บอกกันด้านล่าง สมัครรับข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัพเดทอาชญากรรมสำคัญๆ ครับ!

ที่มา – ตำรวจแจ้งข้อหาค้าอาวุธ “ทหารเรือ-พลเรือน” รวม 5 คน โยงค้าปืน M4 ให้ “หนุ่มจีน”

รูนีย์ชื่นชม VAR ดีเยี่ยมในชัยชนะอาร์เซนอล

รูนีย์ชื่นชม VAR ดีเยี่ยมในชัยชนะอาร์เซนอล

เวย์น รูนีย์ อดีตดาวยิงทีมชาติอังกฤษและแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมาชื่นชมการทำงานของวิดีโอช่วยตัดสิน หรือ VAR ว่าทำได้ดีเยี่ยมจริงๆ ในการยกเลิกประตูตีเสมอท้ายเกมของเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในนัดที่อาร์เซนอลเอาชนะ 1-0 ซึ่งส่งผลให้อาร์เซนอลหนีแมนเชสเตอร์ ซิตี้ไป 5 แต้ม นำจ่าพรีเมียร์ลีก

รูนีย์ชื่นชม VAR ดีเยี่ยมในชัยชนะอาร์เซนอล โดยระบุว่า “มันเป็นฟาล์มชัดเจน” ในรายการ Wayne Rooney Show เขายืนยันว่าการตัดสินที่ VAR ยกเลิกประตูของคัลลัม วิลสัน ในช่วงทดเจ็บนั้นถูกต้อง เพราะปาโบล ฟอร์นัลส์ ทำฟาวล์ใส่เดวิด รายา ผู้รักษาประตูอาร์เซนอล โดยแขนของเขาตีเข้าหน้าและขัดขวางการรับลูกบอล

รูนีย์กล่าวว่า “คุณจะเห็นแฟนบอลและสตาฟฟ์ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ รวมถึงท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ที่อาจมีความเห็นต่าง แต่ผมมองว่ามันชัดเจน และนี่คือครั้งที่ VAR ทำหน้าที่ได้ดีในเกมสำคัญจริงๆ” การตัดสินนี้ช่วยให้เวสต์แฮมที่อยู่อันดับ 18 ยังลุ้นหนีตกชั้นต่อไป โดยท็อตแน่มนำอยู่แค่ 1 แต้ม

รูนีย์ชื่นชม VAR ดีเยี่ยมในชัยชนะอาร์เซนอล

ถึงแม้จะเห็นด้วยกับการตัดสิน แต่รูนีย์ก็แสดงความไม่พอใจกับข้อได้เปรียบที่ผู้รักษาประตูได้รับในกรอบเขตโทษ เขากล่าวว่า “ผมเกลียดตรงนี้ ถ้าคุณเข้าใกล้ผู้รักษาประตู ก็ฟาวล์ทันที ตลอดอาชีพของผม ผมไม่ชอบผู้รักษาประตูเพราะพวกเขากระโดดแขนปีกและใช้เข่าถีบหลัง” แต่ยอมรับว่ามันสอดคล้องกัน

ความเห็นจากนักวิจารณ์คนอื่นๆ

ดาร์เรน แคนน์ อดีตผู้ช่วยผู้ตัดสินพรีเมียร์ลีก ใน Match of the Day: “ไม่มีใครอยากนั่งเก้าอี้ดาร์เรน อังกลันด์ เขาก้าวขึ้นมาและตัดสินถูกต้อง นี่คือการตัดสิน VAR ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก”

เชย์ กิฟเวน อดีตนายทวารนิวคาสเซิ่ล: “สิ่งที่รำคาญคือฤดูกาลนี้อาร์เซนอลมีกรณีบล็อกผู้รักษาประตูและแนวรับบ่อย แต่ประตูยังไม่ถูกยกเลิก ทำไมบางลูกยืนยาวแล้วลูกนี้ไม่? มีเกเบรียล โอดการ์ด ทรอสซาร์ด ถือก่อนฟาวล์ด้วย”

แดนนี่ เมอร์ฟี่ อดีตมิดฟิลด์ลิเวอร์พูล: “ความขัดแย้งเกิดเพราะเป็นอาร์เซนอล แต่ VAR ต้องตัดสินตามที่เห็น มันฟาวล์ชัด ไม่ควรบิดเบือนเพราะทีม”

ร็อบ กรีน อดีตนายทวารเวสต์แฮม ใน BBC Radio 5 Live: “มันฟาวล์ มีผู้เล่นสองคนทำฟาวล์นายทวาร ฤดูกาลนี้พูดถึงเรื่องนี้มาก ไม่สอดคล้องกัน แต่แยกดูคือฟาวล์ตรงที่ลูกบอลตก”

การตัดสิน VAR ครั้งนี้จุดประกายการถกเถียงเรื่องความสอดคล้องในการตัดสินลูกตั้งเตะ ซึ่งเป็นประเด็นร้อนของฤดูกาล รูนีย์ชื่นชม VAR ดีเยี่ยมในชัยชนะอาร์เซนอล แต่หลายคนยังตั้งคำถามถึงมาตรฐานโดยรวม คุณคิดว่าการตัดสินนี้ยุติธรรมหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวฟุตบอลพรีเมียร์ลีกเพิ่มเติมได้ที่นี่!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

“อนุทิน” ตอกกลับ “ศิริกัญญา” ไทยช่วยไทย

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ตอบโต้การวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายค้านอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะประเด็น “อนุทิน” ไม่เปรียบเทียบ “ไทยเข้มแข็ง-ไทยช่วยไทย” ตอกกลับ “ศิริกัญญา” คนทำงานเป็นกับไม่เป็น ซึ่งกลายเป็นหัวข้อที่คนสนใจมากในช่วงนี้ รัฐบาลชุดนี้ภายใต้การนำของอนุทิน มุ่งเน้นการเยียวยาเศรษฐกิจให้ประชาชนท่ามกลางวิกฤตที่ยืดเยื้อ

“อนุทิน” ไม่เปรียบเทียบ “ไทยเข้มแข็ง-ไทยช่วยไทย” ตอกกลับ “ศิริกัญญา” คนทำงานเป็นกับไม่เป็น

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 10.50 น. วันที่ 11 พ.ค. 2569 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ขณะที่นายอนุทินกำลังให้สัมภาษณ์เรื่องร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งถูกนายกรณ์ จาติกวนิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ วิจารณ์ว่าอาจกระทบวินัยการเงินการคลัง นายกฯ ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ท่านเป็นฝ่ายค้านก็ต้องคิดเช่นนั้น เราเป็นฝ่ายรัฐบาล ก็ต้องเร่งแก้ปัญหาให้กับประชาชน” แสดงถึงทัศนคติที่มุ่งผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก

ไม่เปรียบเทียบโครงการไทยเข้มแข็งกับไทยช่วยไทย

เมื่อถูกถามถึงความแตกต่างระหว่างโครงการ “ไทยเข้มแข็ง” ในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ กับ “ไทยช่วยไทย” ในรัฐบาลปัจจุบัน นายอนุทินย้ำว่า เจตนารมณ์คือการช่วยเหลือประชาชนให้เศรษฐกิจดีขึ้นทั้งคู่ อย่าไปเปรียบเทียบเพราะจะนำไปสู่ความขัดแย้ง รัฐบาลชุดนี้ยืนยันที่จะเร่งดำเนินโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส เพื่อเยียวยาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชนให้คลี่คลายโดยเร็ว

โครงการไทยช่วยไทยนี้เป็นนโยบายหลักที่รัฐบาลอนุทินผลักดัน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ผ่านมาตรการต่างๆ เช่น การช่วยเหลือ SME การสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย และการกระจายเงินเข้าสู่ชุมชน ซึ่งแตกต่างจากโครงการเก่าในแง่บริบทเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปหลังโควิด-19

ตอกกลับศิริกัญญาเรื่องเอกสาร 5 ใบ

ส่วนกรณีนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่วิจารณ์ร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านว่ามีเอกสารเพียง 5 ใบ นายกฯ ตอกกลับอย่างแซ่บว่า “ถือว่าเป็นประสิทธิภาพ นี่คือสิ่งที่บอกว่าคนทำงานเป็นกับคนยังไม่เคยทำงาน” พร้อมเว้นจังหวะก่อนพูดต่อว่า “พูดไปเดี๋ยวก็เป็นเรื่องอีก” สะท้อนประสบการณ์การทำงานจริงของผู้นำที่ผ่านสมรภูมิการเมืองมานับไม่ถ้วน

นายกรณ์ที่ออกมาท้วงติงด้วยประสบการณ์ทางการเมือง นายกฯ ก็รับฟังส่วนที่เป็นเหตุเป็นผล แต่ย้ำว่าประสบการณ์ทุกคนมี อย่าเอามาข่มกัน เห็นผลงานกันชัดๆ

  • จุดเด่นของไทยช่วยไทย: เร่งเยียวยาเศรษฐกิจฐานราก
  • ตอบโต้ฝ่ายค้าน: มุ่งช่วยประชาชนไม่ใช่การเมือง
  • ประสิทธิภาพเอกสาร พรก.: สั้นกระชับแต่ครบถ้วน
  • ไม่เปรียบโครงการเก่า: หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง

บริบทเศรษฐกิจและการเมืองไทยปัจจุบัน

ในสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวช้า รัฐบาลต้องใช้เครื่องมืออย่าง พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อกระตุ้นการลงทุน โครงการไทยช่วยไทยจึงเป็นหัวใจสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนจริงๆ ไม่ใช่แค่สโลแกน การตอบโต้ของอนุทินแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงาน ไม่ยอมให้การเมืองมาขัดขวาง

ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจมองว่านโยบายนี้จะช่วยลดช่องว่างรายได้และกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ หากเทียบกับไทยเข้มแข็งที่เน้นโครงสร้างพื้นฐานมากกว่า ไทยช่วยไทยปรับให้เหมาะกับยุคดิจิทัลและ PME

นอกจากนี้ การเมืองไทยในปี 2569 กำลังเข้าสู่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่น การตอบโต้แบบนี้ของอนุทินช่วยเสริมภาพลักษณ์ผู้นำที่เด็ดขาดแต่มีเหตุผล

สุดท้ายแล้ว “อนุทิน” ไม่เปรียบเทียบ “ไทยเข้มแข็ง-ไทยช่วยไทย” ตอกกลับ “ศิริกัญญา” คนทำงานเป็นกับไม่เป็น เป็นบทเรียนว่าการเมืองควรเน้นผลงานมากกว่าคำพูด คิดดูสิครับ ถ้ารัฐบาลไม่กล้าลงมือ ประชาชนจะเดือดร้อนต่อไปอีกนาน

ความเห็นของเรา: รัฐบาลควรเดินหน้าต่อไปด้วยไทยช่วยไทย เพื่อเศรษฐกิจที่ยั่งยืน คุณคิดอย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่นี่!

ที่มา – “อนุทิน” ไม่เปรียบเทียบ “ไทยเข้มแข็ง-ไทยช่วยไทย” ตอกกลับ “ศิริกัญญา” คนทำงานเป็นกับไม่เป็น

ปชป. เตรียมเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 16 พ.ค.

ปชป. เตรียมเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 16 พ.ค. นี้ แย้มเป็นผู้ชาย อายุไม่ถึง 60 ปี บุคลิกดี สวัสดีครับเพื่อนๆ คนกรุงเทพฯ ทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวการเมืองท้องถิ่นที่น่าติดตามมาฝากกัน พรรคประชาธิปัตย์ หรือ ปชป. กำลังเคลื่อนไหวร้อนแรง เตรียมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 พฤษภาคมนี้ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ได้ให้สัมภาษณ์แบบแย้มๆ ว่าผู้สมัครคนนี้เป็นผู้ชาย อายุยังไม่ครบ 60 ปี มีบุคลิกภาพดี และมีประวัติการทำงานที่น่าจับตามอง

ปชป. เตรียมเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 16 พ.ค.

ข่าวนี้มาจากการให้สัมภาษณ์ของ “อภิสิทธิ์” ก่อนเข้าร่วมการปฐมนิเทศผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ของพรรค เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 พรรคปชป. ยืนยันความพร้อมเต็มสูบ ทั้งทีมงาน นโยบาย และผู้สมัคร โดยเน้นย้ำว่าพร้อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับชาวกรุงเทพฯ ที่กำลังเผชิญปัญหาหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการจราจรติดขัด น้ำท่วม สิ่งแวดล้อม หรือการพัฒนาเมืองให้ทันสมัย

อภิสิทธิ์ยังชูจุดเด่นของพรรคที่มุ่งมั่นสร้างเอกภาพในทีมผู้สมัครสก. ครบทุกเขต ซึ่งผ่านการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว การปฐมนิเทศครั้งนี้เป็นการซักซ้อมความเข้าใจเรื่องกฎหมายเลือกตั้งและกรอบการทำงานของพรรค เพื่อให้ทุกคนพร้อมลุยรับใช้ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ พรรคไม่กังวลเรื่องคู่แข่ง แต่โฟกัสที่การนำเสนอทางเลือกที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของคนกรุง

คุณสมบัติเด่นของผู้สมัครที่ปชป. แย้มเบาๆ

จากที่แย้มออกมา ผู้สมัครปชป. คนนี้ตอบโจทย์ภาพลักษณ์ผู้นำท้องถิ่นได้ดีทีเดียว เป็นผู้ชายวัยทำงาน มีบุคลิกดี อายุน้อยกว่า 60 ปี ซึ่งน่าจะนำพลังงานสดใหม่มาสู่การบริหารกทม. ที่ต้องการความคล่องตัวและนวัตกรรม นอกจากนี้ยังมีประวัติการทำงานที่น่าสนใจ ซึ่งคาดว่าจะเปิดเผยรายละเอียดเต็มๆ ในวันเปิดตัว

ย้อนดูอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ก่อตั้งมานานกว่า 80 ปี ผู้ก่อตั้งเคยเขียนไว้ชัดเจนว่า “รัฐควรกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมากที่สุด” สมัยนั้นยังไม่มี อบจ. อบต. หรือผู้ว่าฯ ที่เลือกตั้งด้วยซ้ำ แต่ปชป. คือพรรคที่ผลักดันกฎหมายบริหารราชการกทม. พ.ศ. 2528 จนเป็นรากฐานมาถึงปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องระหว่างแนวคิดพรรคกับการเมืองท้องถิ่น

นโยบายที่คาดหวังจากปชป. ในศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.

แม้ยังไม่เปิดตัว แต่จากท่าทีของอภิสิทธิ์ คาดว่านโยบายจะเน้นแก้ปัญหาเรื้อรังของกทม. เช่น การจัดการจราจรด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่ครบวงจร การป้องกันน้ำท่วมด้วยโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ การพัฒนาสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้น รวมถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริการประชาชน เช่น แอปพลิเคชันแจ้งปัญหาแบบเรียลไทม์ ทีมสก. ที่ครบทีมจะช่วยเสริมพลังให้ผู้ว่าฯ ทำงานได้เต็มที่

การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญ เพราะกทม. คือหัวใจเศรษฐกิจของประเทศ ชาวกรุงกว่า 10 ล้านคนรอคอยผู้นำที่เข้าใจปัญหาและมีวิสัยทัศน์ ปชป. ที่มีประสบการณ์ยาวนานในเวทีท้องถิ่น ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าเชื่อถือ เปรียบเทียบกับพรรคอื่นๆ ที่กำลังเคลื่อนไหว เช่น พรรคเพื่อไทย หรือก้าวไกล ที่มีผู้สมัครเด่นๆ ออกมาแล้ว

  • จุดแข็งของปชป.: อุดมการณ์ชัดเจน ประสบการณ์บริหารท้องถิ่น
  • ทีมสก. ครบทุกเขต พร้อมสนับสนุนผู้ว่าฯ
  • นโยบายตอบโจทย์คนกรุง เช่น จราจร น้ำท่วม สิ่งแวดล้อม
  • ผู้สมัครบุคลิกดี อายุน้อย พลังเยาว์

ในมุมมองของผม ปชป. เตรียมเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 16 พ.ค. ครั้งนี้ น่าจะสร้างเซอร์ไพรส์ให้วงการการเมืองได้ไม่น้อย เพราะรายละเอียดที่แย้มมามีเสน่ห์น่าติดตาม ชาวกรุงเทพฯ ควรศึกษาทุกทางเลือกให้ดี เพื่อเลือกผู้นำที่ใช่จริงๆ คุณคิดว่าผู้สมัครคนนี้จะเป็นใคร? ติดตามอัปเดตข่าวสารการเลือกตั้งกทม. และนโยบายจากพรรคต่างๆ ได้ที่บล็อกนี้เลยนะครับ!

ที่มา – ปชป. เตรียมเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่า ฯ กทม. 16 พ.ค. นี้ แย้มเป็นผู้ชาย อายุไม่ถึง 60 ปี บุคลิกดี

ดีอี ยันจริง! พบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในค้างคาวไทย

ในช่วงที่ข่าวสารเกี่ยวกับโรคระบาดยังคงเป็นประเด็นร้อน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ออกมาชี้แจงข่าวที่กำลังเป็นกระแสว่า พบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในตัวค้างคาวไทย เป็นข่าวจริง แต่ไม่ต้องตื่นตระหนักเกินไป เพราะปัจจุบันยังไม่พบการติดเชื้อในมนุษย์ และความเสี่ยงต่ำกว่าพิษโควิด-19 เดิมมากนัก

พบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในตัวค้างคาวไทย

จากประกาศของโฆษกกระทรวงดีอี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (AFNC) ได้ตรวจสอบข้อความข่าวสารจำนวนมากกว่า 160,000 ข้อความ พบประเด็นที่ต้อง verify กว่า 8,700 รายการ โดยอันดับ 1 ที่ประชาชนสนใจคือข่าว พบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในตัวค้างคาวไทย ซึ่งยืนยันโดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขว่าเป็นเรื่องจริง

การค้นพบนี้มาจากระบบเฝ้าระวังโรคในสัตว์ป่า ภายใต้แนวคิด One Health ที่เชื่อมโยงสุขภาพมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน ค้างคาวถือเป็นแหล่งกำเนิดไวรัสโคโรนาหลายสายพันธุ์ รวมถึงโควิด-19 แต่เชื้อตัวนี้มีศักยภาพในการก่อโรคและแพร่กระจายต่ำกว่าเดิมมาก วัคซีนโควิดยังช่วยลดความรุนแรงได้ จึงประเมินความเสี่ยงต่ำ

รายละเอียดอันดับข่าวที่ AFNC ตรวจสอบ

  • อันดับ 1 (จริง): พบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในตัวค้างคาวไทย
  • อันดับ 2 (จริง): ยกระดับเข้ม 31 จังหวัดชายแดนสกัดสินค้าเถื่อน-ยาเสพติด
  • อันดับ 3 (ปลอม): ทำใบขับขี่ผ่าน TikTok .100031309
  • อันดับ 4 (ปลอม): กฎหมายใหม่ SEC อนุญาตคาสิโน-เช่าที่ 99 ปี
  • อันดับ 5 (บิดเบือน): ลักษณะลิ้นวินิจฉัยโรคภายใน
  • อันดับ 6 (บิดเบือน): ไทยยกเลิก MOU44
  • อันดับ 7 (ปลอม): กรมพัฒนาฝีมือฯ รับสมัครแพ็กถุงที่บ้าน

นอกจากนี้ AFNC ยังตรวจจากช่องทาง Social Listening และ Line Official โดยได้รับการยืนยันจากหน่วยงานจริง 11 จาก 24 เรื่อง สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนตื่นตัวกับข่าวสุขภาพมาก

ทำไมต้องระวังข่าวปลอมเรื่องไวรัส?

ข่าวปลอมเกี่ยวกับโรคระบาดมักสร้างความตื่นตระหนักไม่จำเป็น ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมผิดปกติ เช่น 囤ตุนของ หรือหลงเชื่อมิจฉาชีพ กระทรวงดีอีจึงย้ำให้ตรวจสอบจากแหล่ง官方 เช่น เว็บกรมควบคุมโรค หรือ AFNC ก่อนแชร์

สำหรับ พบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในตัวค้างคาวไทย แม้เป็นจริง แต่ไม่พบในมนุษย์ แนะนำหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่า สวมหน้ากากในพื้นที่เสี่ยง และฉีดวัคซีนโควิดให้ครบโดสเพื่อป้องกันโรคโดยรวม

ในมุมมองของผู้เขียน ข่าวนี้เป็นสัญญาณดีว่าประเทศไทยมีระบบเฝ้าระวังที่แข็งแกร่ง ช่วยป้องกันการระบาดตั้งแต่ต้นทาง สุดท้าย ขอให้ทุกท่านเลือกเชื่อข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ติดตาม AFNC เพื่อไม่พลาดอัปเดต และแชร์เพื่อเตือนเพื่อนๆ ด้วยนะครับ!

ที่มา – ดีอี ยันข่าวจริง “พบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในตัวค้างคาวไทย” ยังไม่พบติดเชื้อในมนุษย์

“พริษฐ์” ซัดรัฐบาลฉวยโอกาสมัดรวมเงิน 2 ก้อน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน

วันนี้เรามาคุยกันเรื่องการเมืองร้อนๆ ที่กำลังเป็นประเด็นใหญ่ในโซเชียลมีเดีย นั่นคือ “พริษฐ์” ซัดรัฐบาลฉวยโอกาสมัดรวมเงิน 2 ก้อน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน ชี้ว่ารัฐบาลกำลังใช้เงินช่วยเหลือประชาชนเป็นตัวประกัน เพื่อสอดไส้โครงการพลังงานเข้าไปแบบลักไก่ โดยข้ามหัวสภาผู้แทนราษฎรไปเลย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์อย่างดุเดือดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 หลังจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ประกาศบังคับใช้แล้ว

“พริษฐ์” ซัดรัฐบาลฉวยโอกาสมัดรวมเงิน 2 ก้อน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน

ทำไมเรื่องนี้ถึงวุ่นวายขนาดนี้? เพราะ พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้มัดรวมเงิน 2 ก้อนใหญ่เข้าไว้ด้วยกัน ก้อนแรกคือมาตรการช่วยเหลือ-เยียวยาประชาชน 200,000 ล้านบาท ที่ทุกคนรอคอยเพราะเศรษฐกิจกำลังย่ำแย่ ค่าครองชีพพุ่งสูง แต่ก้อนที่สองคือโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน อีก 200,000 ล้านบาท ซึ่งนายพริษฐ์ชี้ว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ไม่จำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.ข้ามสภา รัฐบาลฉวยโอกาสจากความเดือดร้อนของประชาชน เอาเงินก้อนแรกเป็นตัวล่อ เพื่อลักไก่ใส่ก้อนสองเข้าไปให้ผ่านฉลุย

ตามหลักการ พ.ร.ก.เงินกู้ใช้ได้เฉพาะกรณีฉุกเฉินที่ “ต้องทำตอนนี้” และ “หาเงินทางอื่นไม่ได้” เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เช่น ช่วงโควิดที่ผ่านมา แต่โครงการพลังงานอย่างการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด มันเป็นเรื่องระยะยาว ไม่ใช่เร่งด่วน รัฐบาลสามารถรอเสนอในงบประมาณปี 70 หรือเสนอ พ.ร.บ.เงินกู้ปกติให้สภาตรวจสอบได้ แต่เลือกไม่ทำ เพราะกลัวโดนคัดค้าน

ชี้สอดไส้โครงการพลังงานข้ามหัวสภาฯ

นายพริษฐ์ย้ำชัดว่ารัฐบาล “ไม่ตรงไปตรงมา” การมัดรวม 2 ก้อนแบบนี้ บังคับให้ฝ่ายค้านที่คัดค้านก้อนสอง ถูกเหมารวมว่าต่อต้านก้อนหนึ่งด้วย เสี่ยงถูกโจมตีว่าขัดขวางการช่วยประชาชน พรรคประชาชนเลยมีแผนรับมือชัดเจน

  • ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ: ใช้มาตรา 173 ขอให้วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.นี้ชอบด้วย รธน.มาตรา 172 หรือไม่ โดยโฟกัสที่ก้อนสอง เพื่อไม่ให้รัฐบาลอ้างว่าฝ่ายค้านขัดขวางเยียวยาประชาชน
  • เสนอตั้ง กมธ.วิสามัญ: ให้สภาติดตามตรวจสอบการใช้เงินทันที เหมือนสมัยโควิด เพื่อให้โปร่งใส

แม้ที่มาศาลรัฐธรรมนูญจะถูกตั้งคำถาม แต่กลไกนี้มีไว้ป้องกันฝ่ายบริหารข้ามหัวสภา นายพริษฐ์เข้าใจมุมมองต่าง แต่ยืนยันปัญหาต้นตอคือพฤติกรรมรัฐบาล

ทำไมโครงการพลังงานถึงไม่เหมาะกับ พ.ร.ก.?

พรรคประชาชนเห็นด้วยกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานนะครับ เพราะเป็นอนาคตของประเทศ ลดนำเข้าน้ำมัน ลดโลกร้อน แต่ทำไมต้องลับๆ ล่อๆ? โครงการเหล่านี้ไม่เห็นผลทันที ใช้เวลาวางแผน สร้างโครงสร้าง ไม่ใช่แจกเงินด่วน รัฐบาลมีทางเลือกอื่นเพียบ เช่น เสนอแยก พ.ร.ก.ก้อนหนึ่ง หรือรอสภา แต่เลือกมัดรวมเพื่อหนีตรวจสอบ สุดท้ายประชาชนเดือดร้อนจริงๆ อาจได้เงินเยียวยาน้อยกว่าที่ควร เพราะเงินกระจายไปก้อนอื่น

นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเรื่องมาตรการก้อนแรกด้วย เช่น การเยียวยาหว่านแห อาจตกหล่นกลุ่มเปราะบาง หรือกระตุ้นใช้จ่ายในช่วงค่าครองชีพแพง เศรษฐกิจถูกกดดัน แต่ปัญหาหลักคือหลักธรรมาภิบาล รัฐบาลต้องโปร่งใส เปิดให้สภาที่มาจากประชาชนตรวจสอบ

เรื่องนี้สะท้อนปัญหาการเมืองไทยที่ฝ่ายบริหารพยายาม bypass สภา สุดท้ายประชาชนคือผู้เสียหาย ถ้าปล่อยไป เงินภาษีเราจะถูกใช้อย่างไร้การตรวจสอบ ในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ นายพริษฐ์กำลังต่อสู้เพื่อความยุติธรรมนี้

คุณคิดอย่างไรกับการมัดรวมเงินแบบนี้? ควรตรวจสอบหรือปล่อยไป? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ เพื่อให้การเมืองโปร่งใสยิ่งขึ้น สนับสนุนฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลกันเถอะ!

ที่มา – “พริษฐ์” ซัดรัฐบาลฉวยโอกาสมัดรวมเงิน 2 ก้อน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน ชี้สอดไส้โครงการพลังงานข้ามหัวสภาฯ

นายกฯ อนุทิน ดีใจ “ทักษิณ” ได้รับการพักโทษ

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวล่าสุด มีข่าวสำคัญที่สร้างความฮือฮาให้กับสังคม นายกฯ อนุทิน ดีใจ “ทักษิณ” ได้รับการพักโทษ โดยแสดงความรู้สึกอย่างชัดเจนต่อสื่อมวลชน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางสายตาของประชาชนที่จับจ้องการเมืองอย่างใกล้ชิด

นายกฯ อนุทิน ดีใจ “ทักษิณ” ได้รับการพักโทษ

เมื่อเวลา 10.01 น. วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์สั้นๆ ต่อสื่อมวลชน กรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการพักโทษและกลับไปพักผ่อนที่บ้านจันทร์ส่องหล้า สื่อได้ถามตรงๆ ว่านายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปเยี่ยมหรือไม่ คำตอบที่ได้คือ “โหย ดีใจ” ก่อนที่นายกฯ จะรีบเดินทางเข้าไปยังตึกภักดีบดินทร์ เพื่อเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อเตรียมการประชุมประจำปี สภาผู้ว่าการธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ประจำปี 2569 ครั้งที่ 1

ปฏิกิริยานี้ของนายกฯ อนุทิน สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีในพรรคพลังประชารัฐและกลุ่มการเมืองที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณ ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย คำพูดสั้นๆ แต่เต็มไปด้วยอารมณ์ ทำให้เกิดกระแสวิเคราะห์จากนักการเมืองและนักวิชาการจำนวนมาก

นายกฯ อนุทิน ดีใจ “ทักษิณ” ได้รับการพักโทษ: ความหมายเบื้องหลัง

การที่นายกฯ อนุทิน แสดงความดีใจต่อการพักโทษของนายทักษิณ ไม่ใช่แค่คำพูดธรรมดา แต่เป็นสัญญาณของความสามัคคีในขั้วการเมืองสีส้มที่กำลังรวมพลังกันเพื่ออนาคตของประเทศ นายทักษิณ ชินวัตร ถือเป็นผู้นำที่เคยสร้างนโยบายประชานิยมมากมาย เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค และกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งยังคงเป็นมรดกที่ประชาชนหลายกลุ่มจดจำ

หลังจากได้รับการพักโทษ นายทักษิณได้กลับไปอยู่บ้านพักส่วนตัวที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นบ้านจันทร์ส่องหล้า สถานที่ที่เขาใช้เวลาพักผ่อนมานาน การตัดสินใจพักโทษครั้งนี้มาจากกรมราชทัณฑ์ โดยคำนึงถึงสุขภาพและพฤติกรรมของผู้ต้องขังตามกฎหมาย ทำให้เกิดคำถามว่าการเมืองไทยจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรต่อไป

บริบทการเมืองหลังนายกฯ อนุทิน ดีใจ “ทักษิณ” ได้รับการพักโทษ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า การปฏิรูปโครงสร้าง และการเลือกตั้งท้องถิ่น นายกฯ อนุทิน ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้แสดงบทบาทสำคัญในการนำนโยบายมหาดไทย เช่น การจัดการน้ำท่วมและพัฒนาท้องถิ่น การแสดงความดีใจต่อนายทักษิณ อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงการประสานงานระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล

  • นายทักษิณ ชินวัตร: อดีตนายกฯ ที่ถูกโทษจำคุกคดีทุจริต แต่ได้รับการพักโทษเนื่องจากสุขภาพ
  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล: นายกฯ ปัจจุบันที่เน้นนโยบายประชาชนเป็นศูนย์กลาง
  • บ้านจันทร์ส่องหล้า: บ้านพักส่วนตัวของนายทักษิณในเชียงใหม่

นักวิเคราะห์การเมืองมองว่าการพักโทษนี้จะช่วยลดความตึงเครียดทางการเมือง และเปิดโอกาสให้นายทักษิณมีบทบาทเบื้องหลังในการให้คำปรึกษาแก่ลูกสาวอย่างนางสาวยิ่งลักษณ์ หรือบุตรสาวแพทองธาร ชินวัตร ที่กำลังมีบทบาทในเวทีการเมือง

ผลกระทบต่อการเมืองไทยในอนาคต

นายกฯ อนุทิน ดีใจ “ทักษิณ” ได้รับการพักโทษ ยังคงเป็นหัวข้อที่ถกเถียงกันในโซเชียลมีเดีย บางฝ่ายมองว่าเป็นความยุติธรรมตามกฎหมาย ขณะที่บางกลุ่มตั้งคำถามถึงความเท่าเทียม รัฐบาลได้ย้ำว่าการตัดสินใจนี้เป็นไปตามระเบียบราชทัณฑ์ ไม่ใช่การแทรกแซงทางการเมือง

นอกจากนี้ การประชุมที่นายกฯ อนุทินมุ่งหน้าไปยังตึกภักดีบดินทร์ ถือเป็นวาระสำคัญระดับโลก ซึ่งไทยในฐานะเจ้าภาพจะได้แสดงศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนและความช่วยเหลือจากนานาชาติ สิ่งนี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของรัฐบาลให้ดูมั่นคงยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การแสดงความดีใจของนายกฯ อนุทิน เป็นการแสดงถึงมนุษยธรรมและความเป็นพี่น้องในแวดวงการเมือง ซึ่งจะช่วยให้การเมืองไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น หากทุกฝ่ายมองข้ามอดีตและมุ่งสู่อนาคต

คุณคิดอย่างไรกับปฏิกิริยานี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดต!

ที่มา – นายกฯ อนุทิน ดีใจ “ทักษิณ” ได้รับการพักโทษ

ทางด่วนฟรี 13 พฤษภาคม 2569 วันพืชมงคล 3 สายทาง

ทางด่วนฟรี 13 พฤษภาคม 2569

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับ ทางด่วนฟรี 13 พฤษภาคม 2569 ในวันพืชมงคล! การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ภายใต้กระทรวงคมนาคม ได้ประกาศยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษทั้ง 3 สายทางหลัก รวมกว่า 63 ด่านเก็บเงิน ตั้งแต่เวลา 00.01 น. จนถึง 24.00 น. ของวันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นวันสำคัญทางวัฒนธรรมไทยที่เฉลิมฉลองการเริ่มต้นฤดูเพาะปลูก เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเดินทางได้สะดวกสบาย ลดภาระค่าใช้จ่าย และช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดบริเวณด่านเก็บเงิน

นโยบายนี้มาจากสัญญาสัมปทานฉบับแก้ไขใหม่ระหว่าง กทพ. กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) และบริษัททางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด (NECL) ซึ่งรัฐบาลตั้งใจมอบของขวัญให้ประชาชนในวันหยุดพิเศษ หากคุณกำลังวางแผนเดินทางในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไม่ควรพลาดโอกาสนี้ เพราะจะช่วยประหยัดค่าผ่านทางได้หลายร้อยบาทต่อเที่ยว

เส้นทางที่ได้รับสิทธิ์ทางด่วนฟรี 13 พฤษภาคม 2569

เส้นทางที่ครอบคลุมในการยกเว้นค่าผ่านทางมีดังนี้:

  • ทางพิเศษเฉลิมมหานคร (ดินแดง-บางนา-ดาวคะนอง) จำนวน 21 ด่าน: เส้นนี้เหมาะสำหรับผู้ที่เดินทางจากใจกลางเมืองไปยังย่านบางนาหรือท่าเรือดาวคะนอง ช่วยเชื่อมต่อการเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิได้รวดเร็ว
  • ทางพิเศษศรีรัช (แจ้งวัฒนะ-บางโคล่-ศรีนครินทร์) จำนวน 32 ด่าน: เส้นทางยอดนิยมสำหรับชาวออฟฟิศที่ทำงานย่านแจ้งวัฒนะหรือบางซื่อ ไปยังศรีนครินทร์และพื้นที่ชานเมืองตะวันออก
  • ทางพิเศษอุดรรัถยา (บางปะอิน-ปากเกร็ด) จำนวน 10 ด่าน: เชื่อมต่อภาคเหนือของกรุงเทพฯ กับนนทบุรีและอยุธยา เหมาะสำหรับการเดินทางไกล

รวมทั้งสิ้น 63 ด่าน ทำให้ครอบคลุมการเดินทางหลักในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเกือบทั้งหมด หากคุณใช้ทางด่วนเหล่านี้เป็นประจำ วันนี้คือโอกาสทองในการประหยัดเงินและเวลา

วันพืชมงคลคือวันอะไร และทำไมถึงมีทางด่วนฟรี 13 พฤษภาคม 2569

วันพืชมงคลเป็นประเพณีโบราณของไทยที่พระมหากษัตริย์ทรงทำพิธีหว่านพระขวัญเกษตร เพื่อขอพรให้พืชผลอุดมสมบูรณ์ ในปี 2569 ตรงกับวันที่ 13 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ รัฐบาลจึงมอบสิทธิพิเศษทางด่วนฟรี 13 พฤษภาคม 2569 เพื่อส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยว ไปวัด ทำบุญ หรือเยี่ยมญาติ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าผ่านทาง นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นเพราะประชาชนเดินทางมากขึ้น

จากประสบการณ์ปีก่อนๆ การยกเว้นค่าทางด่วนในวันหยุดพิเศษช่วยลดเวลาติดขัดได้ถึง 30-50% โดยเฉพาะช่วงเช้าและเย็น แนะนำให้ตรวจสอบสภาพจราจรผ่านแอปพลิเคชันของ กทพ. หรือ Google Maps ก่อนออกเดินทาง เพื่อหลีกเลี่ยงจุดแออัด นอกจากนี้ อย่าลืมเตรียมเอกสารรถยนต์ให้ครบถ้วน และขับขี่อย่างมีวินัยเพื่อความปลอดภัย

ประโยชน์ของทางด่วนฟรี 13 พฤษภาคม 2569

สิทธิ์นี้ไม่เพียงช่วยประหยัดเงิน แต่ยัง:

  • ลดปัญหารถติดหน้าด่าน ทำให้เดินทางลื่นไหล
  • ส่งเสริมการใช้ทางด่วน สิ่งแวดล้อมดีขึ้นเพราะลดการใช้ถนนปกติ
  • เป็นของขวัญจากรัฐบาลในวันสำคัญ ช่วยให้ครอบครัวเดินทางท่องเที่ยวได้ง่าย

สำหรับผู้ที่อยู่นอกเส้นทางเหล่านี้ อาจพิจารณาเส้นทาง alternatif เช่น ถนนวงแหวนตะวันออก แต่ทางด่วนยังคงเร็วที่สุด หากคุณเป็นนักเดินทางตัวยง อย่าลืมจดบันทึกค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้ เพื่อวางแผนการเงินส่วนตัว

สุดท้ายนี้ ทางด่วนฟรี 13 พฤษภาคม 2569 เป็นโอกาสดีในการออกไปสัมผัสประเพณีไทยแท้ๆ ลองวางแผนทริปสั้นๆ ไปทำบุญตักบาตรพระพุทธรูปวันพืชมงคล หรือพาครอบครัวไปเที่ยวใกล้ๆ แชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วอย่าลืมติดตามข่าวสารทางด่วนอัปเดตจากเรา!

ที่มา – ทางด่วนฟรี 13 พฤษภาคม 2569 “วันพืชมงคล” ยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ 3 สายทาง