วัน: 12 พฤษภาคม 2026

นายกฯ ควง “ศุภจี” ซ้อนมอเตอร์ไซค์ ดันไทยช่วยไทย

ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล มีเหตุการณ์สุดประทับใจเกิดขึ้น เมื่อนายกฯ ควง “ศุภจี” ซ้อนมอเตอร์ไซค์รถพุ่มพวงรอบทำเนียบ ดันโครงการไทยช่วยไทย เพื่อโปรโมทโครงการช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้พานางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างพุ่มพวง ขับวนรอบทำเนียบอย่างสนุกสนาน สร้างรอยยิ้มให้ทุกคนที่เห็น

นายกฯ ควง “ศุภจี” ซ้อนมอเตอร์ไซค์รถพุ่มพวงรอบทำเนียบ ดันโครงการไทยช่วยไทย

กิจกรรมนี้จัดขึ้นที่ตึกสันติไมตรี ภายใต้ชื่อ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” มีรัฐมนตรีหลายท่านมาร่วม เช่น นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายกฯ สวมเสื้อกั๊กโครงการ ถ่ายรูปหมู่ ก่อนเดินชมรถพุ่มพวงที่นำสินค้าคุณภาพดีมาจำหน่ายในราคาพิเศษ ต่ำกว่าตลาดทั่วไปถึง 10% 20% หรือ 30% ขึ้นไป โดยสอบถามราคากับพ่อค้าแม่ค้าอย่างเป็นกันเอง

ไฮไลต์คือตอนที่นายกฯ ขับรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง โดยมี “ศุภจี” นั่งซ้อนท้าย จากตึกสันติไมตรีไปตึกไทยคู่ฟ้า แล้วหยิบสินค้าอย่างน้ำมันพืชและแครอทมาโชว์ เมื่อสื่อถามว่ามีสินค้าอะไรบ้าง นายกฯ ตอบว่า “มีทุกอย่างเลย” พร้อมร้องเพลงจ้ำจี้ผลไม้สุดฮิต “แตงกวา แตงไทย ขนุน น้อยหน่า พุทรา มังคุด ละมุด ลำไย มะเฟือง มะไฟ มะกรูด มะนาว มะพร้าว ส้มโอ ฟักทอง แตงโม ไชโย โห่ฮิ้ว” ทำให้บรรยากาศคึกคัก

สินค้าในโครงการไทยช่วยไทย ราคาถูกกว่าตลาด

นายกฯ อธิบายว่ารถพุ่มพวงเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการออกร้านจากกระทรวงพาณิชย์ สินค้าจากผู้ประกอบการนำมาขายในราคาถูก โดยรัฐบาลช่วยจุดเริ่มต้น ซื้อล็อตแรกให้ แล้วเติมน้ำมันฟรี เมื่อขายหมดก็เอาเงินไปซื้อเพิ่ม วนลูปช่วยเหลือต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจดีขึ้น นางศุภจี ยืนยันว่าจะทำต่อ เพราะเน้นสินค้าจาก SME ชุมชน คนตัวเล็กตัวน้อย

  • น้ำมันพืช
  • ผักผลไม้สด เช่น แตงกวา มังคุด ลำไย
  • น้ำปลา และสินค้าอุปโภคบริโภค
  • ราคาลด 10-30% จากตลาดปกติ

หลังจากนั้น นายกฯ เดินชมร้านในตึกสันติไมตรี ขอบคุณผู้ประกอบการที่มาร่วม และรับน้ำปลาแต่จ่ายเงินเอง ก่อนไปนิทรรศการป้องกันโรคจากกระทรวงสาธารณสุข ได้รับฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ด้วย แล้วเข้าประชุมครม. (มีรัฐมนตรีลา 3 ท่าน: นายประเสริฐ จันทรรวงทอง, นายวราวุธ ศิลปอาชา, น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์)

โครงการนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใส่ใจประชาชนจริง ลดค่าครองชีพ ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก รถพุ่มพวงช่วยให้สินค้าราคาถูกถึงหมู่บ้านห่างไกล สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น ในยุคที่ราคาสินค้าแพง โครงการไทยช่วยไทย ถือเป็นทางออกที่ยั่งยืน

คุณคิดอย่างไรกับกิจกรรมนี้? ลองไปหารถพุ่มพวงใกล้บ้าน แล้วมาบอกประสบการณ์ในคอมเมนต์ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รู้จักโครงการดีๆ แบบนี้กันเถอะ!

ที่มา – นายกฯ ควง “ศุภจี” ซ้อนมอเตอร์ไซค์รถพุ่มพวงรอบทำเนียบ ดันโครงการไทยช่วยไทย

“สีหศักดิ์” ลั่นดับไฟใต้เกี่ยวข้องหลายมิติ

ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือที่เรียกกันว่า “ไฟใต้” ยังคงเป็นประเด็นร้อนที่รัฐบาลไทยต้องเผชิญมานานหลายปี ในครั้งนี้ สีหศักดิ์ ลั่นดับไฟใต้ ด้วยแนวคิดใหม่ที่ครอบคลุมหลายมิติ โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทำให้เกิดความหวังใหม่ในการดับไฟใต้ให้สิ้นซาก

สีหศักดิ์ ลั่นดับไฟใต้ ต้องบูรณาการทุกมิติ

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ได้ให้สัมภาษณ์อย่างหนักแน่นว่า การแก้ไขปัญหา สีหศักดิ์ ลั่นดับไฟใต้ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทำได้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องอาศัยการบูรณาการการทำงานจากทุกภาคส่วนให้ไปในทิศทางเดียวกัน การเจรจาสันติสุขกับกลุ่มก่อความไม่สงบเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการเท่านั้นเอง

ปัญหานี้เกี่ยวข้องกับหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านอัตลักษณ์ของชาวมุสลิมในพื้นที่ การพัฒนาเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน การแก้ไขความรู้สึกไม่ได้รับความยุติธรรมจากระบบราชการ รวมถึงมิติทางการเมืองที่ต้องพูดคุยกับประชาชนในพื้นที่โดยตรง นอกจากนี้ ยังมีมิติด้านการทหารและการต่างประเทศ โดยเฉพาะบทบาทของมาเลเซียที่เป็นเพื่อนบ้านและมีส่วนเกี่ยวข้องในการเจรจา

ทำไมพูดคุยสันติสุขถึงไม่ใช่ทางแก้ทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงแนวทางของรัฐบาลชุดนี้ว่ารัฐบาลก่อนๆ เคยพยายามพูดคุยสันติสุขมาแล้วหลายครั้ง แต่ทำไมยังไม่สำเร็จ นายสีหศักดิ์ย้ำชัดว่า สีหศักดิ์ ลั่นดับไฟใต้ ต้องเน้นที่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง การพูดคุยเป็นเครื่องมือสำคัญ แต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย หากไม่แก้ปัญหาต้นตอ เช่น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การศึกษา และวัฒนธรรมที่แตกต่าง ก็ยากที่จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

แนวคิดนี้คล้ายกับการใช้ “การเมืองนำการทหาร” แต่จริงๆ แล้วเป็นการผสมผสานทุกอย่างเข้าด้วยกัน ฝ่ายกลาโหมเสนอให้มีการประสานงานทั้งหมด เพื่อให้การดำเนินการมีประสิทธิภาพสูงสุด

มิติสำคัญในการดับไฟใต้

  • มิติอัตลักษณ์และวัฒนธรรม: ส่งเสริมความเข้าใจและยอมรับความหลากหลายทางศาสนาและชาติพันธุ์
  • มิติการพัฒนา: ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และอาชีพ เพื่อลดช่องว่างทางเศรษฐกิจ
  • มิติความยุติธรรม: ปฏิรูประบบยุติธรรมให้โปร่งใส ลดการเลือกปฏิบัติ
  • มิติการเจรจา: พูดคุยกับกลุ่มก่อความไม่สงบผ่านช่องทางที่น่าเชื่อถือ เช่น มาเลเซีย
  • มิติการทหารและความมั่นคง: ลดการใช้กำลัง แต่เพิ่มการเฝ้าระวังและป้องกัน

การบูรณาการเหล่านี้จะช่วยให้ปัญหาได้รับการแก้ไขอย่างรอบด้าน ไม่ใช่แค่ปราบปรามแบบเดิมๆ ที่อาจยืดเยื้อและสูญเสียชีวิตประชาชน

ในมุมมองของผู้เขียน ปัญหาไฟใต้เกิดขึ้นมานานกว่า 20 ปี ส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชนนับหมื่นคน รัฐบาลชุดต่างๆ พยายามแก้ไขแต่ขาดการเชื่อมโยงกัน ทำให้ปัญหายังคุกรุ่น แนวทางของนายสีหศักดิ์น่าจะเป็นก้าวสำคัญ หากทุกฝ่ายร่วมมือกันจริงจัง

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการสร้างความไว้วางใจจากประชาชนในพื้นที่ด้วย หากทำได้ สันติภาพถาวรก็เป็นไปได้ คุณล่ะคิดเห็นอย่างไรกับแนวทาง สีหศักดิ์ ลั่นดับไฟใต้ นี้? มาแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสนทนามากขึ้น สนับสนุนสันติภาพชายแดนใต้ไปด้วยกัน!

ที่มา – “สีหศักดิ์” ลั่นดับไฟใต้เกี่ยวข้องหลายมิติ ชี้พูดคุยสันติสุขไม่ใช่หนทางแก้ปัญหาทั้งหมด

ของแพง-หนี้พุ่ง ฉุดดัชนีความเชื่อมั่น เม.ย. 69 ร่วง 2 เดือนติด

ของแพง-หนี้พุ่ง ฉุดดัชนีความเชื่อมั่น เม.ย. 69 ร่วง 2 เดือนติด สถานการณ์เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหนัก เมื่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนเมษายน 2569 ปรับลดลงเหลือระดับ 45.0 จาก 45.5 ในเดือนก่อนหน้า ถือเป็นการร่วงลงติดต่อกัน 2 เดือน สะท้อนถึงความกังวลของประชาชนท่ามกลางราคาสินค้าที่พุ่งสูง หนี้สินครัวเรือนและธุรกิจที่ยังสูงลิ่ว รวมถึงผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันแพงขึ้น

ของแพง-หนี้พุ่ง ฉุดดัชนีความเชื่อมั่น เม.ย. 69 ร่วง 2 เดือนติด

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยผลสำรวจจากประชาชน 5,321 รายทั่วประเทศ พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมอยู่ที่ 45.0 ซึ่งต่ำกว่า 50 แสดงถึงช่วงไม่เชื่อมั่น เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า กำลังซื้อจำกัด ต้นทุนสูงจากราคาพลังงานที่แพงต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ภาคท่องเที่ยวและการส่งออกยังช่วยพยุงเศรษฐกิจไว้ได้

4 ปัจจัยหลักที่ทำให้ของแพง-หนี้พุ่ง ฉุดดัชนีความเชื่อมั่น

ดัชนีความเชื่อมั่นปัจจุบันลดลงเหลือ 35.0 จาก 36.8 ปัจจัยหลักที่ฉุดรั้ง ได้แก่

  • เศรษฐกิจไทยขยายตัวช้า
  • ราคาพลังงานสูงจากความขัดแย้งตะวันออกกลาง ส่งผลถึงต้นทุนสินค้าอุปโภค
  • หนี้ครัวเรือนและธุรกิจสูง
  • ภาคเกษตรต้นทุนแพง ราคาผลผลิตผันผวน

แต่ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคต 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ 51.7 เพิ่มจาก 51.2 ประชาชนคาดหวังมาตรการรัฐช่วยลดค่าครองชีพ หากราคาน้ำมันลดลง เศรษฐกิจจะฟื้นตัวดีขึ้น

ปัจจัยส่งผลต่อความเชื่อมั่นมากที่สุดคือ เศรษฐกิจไทย 32.25% ตามด้วยราคาน้ำมัน 30.61% เศรษฐกิจโลก 14.32% และอื่นๆ

ดัชนีความเชื่อมั่นแยกรายภูมิภาคและอาชีพ

ทุกภูมิภาคไม่เชื่อมั่น: กรุงเทพฯ 49.7, อีสาน 46.8, ใต้ 44.5, เหนือ 43.2, กลาง 43.1 รายอาชีพ พนักงานรัฐ 48.9, ผู้ประกอบการ 46.8, พนักงานเอกชน 45.5, เกษตรกร 42.8, ผู้เชี่ยวชาญ 30.6

นายนันทพงษ์ย้ำว่า ของแพง-หนี้พุ่ง ฉุดดัชนีความเชื่อมั่น เม.ย. 69 ร่วง 2 เดือนติด จากปัจจัยภายในและภายนอก แต่ท่องเที่ยวส่งออกช่วยไว้ ความหวังอยู่ที่มาตรการรัฐและคลี่คลายสถานการณ์พลังงาน

5 นโยบายพาณิชย์ดูแลค่าครองชีพ

กระทรวงพาณิชย์เดินหน้า 5 นโยบาย:

  • ดูแลค่าครองชีพ สร้างรายได้ชุมชน ลดภาระค่าใช้จ่าย
  • รักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตรทั้งห่วงโซ่
  • เสริมศักยภาพ SMEs ชุมชน Upskill/Reskill
  • สมดุลการส่งออก ขยายตลาดใหม่
  • ยกระดับเทคโนโลยีบริการ ปรับกฎระเบียบ

มาตรการเหล่านี้จะช่วยประคองค่าครองชีพและเพิ่มความเชื่อมั่น

สรุปแล้ว ของแพง-หนี้พุ่ง ฉุดดัชนีความเชื่อมั่น เม.ย. 69 ร่วง 2 เดือนติด แต่มีแสงสว่างจากท่องเที่ยว ส่งออก และนโยบายรัฐ ผู้บริโภคควรติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันและมาตรการช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนการเงินให้เหมาะสม ลองแบ่งปันความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณรู้สึกอย่างไรกับเศรษฐกิจตอนนี้!

ที่มา – ของแพง-หนี้พุ่ง ฉุดดัชนีความเชื่อมั่น เม.ย. 69 ร่วง 2 เดือนติด

ซิ่งแหกโค้ง! มอเตอร์ไซค์ค้างต้นไม้ 2ม. คนขี่ดับ

สยองขวัญบนท้องถนนเลยครับ! เกิดเหตุซิ่งแหกโค้ง มอเตอร์ไซค์ค้างต้นไม้แบบไม่น่าเชื่อ มอเตอร์ไซค์เหินทะยานขึ้นไปติดค้างบนต้นไม้สูง 2 เมตร เครื่องยนต์ยังทำงานร้องครวญคราง ไฟเลี้ยวขวายังกระพริบไม่หยุด ขณะที่ผู้ขี่กระเด็นร่วงลงพื้นเสียชีวิตคาที่ เหตุการณ์สุดสะพรึงนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน มาดูกันครับว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ซิ่งแหกโค้ง มอเตอร์ไซค์ค้างต้นไม้

ซิ่งแหกโค้ง มอเตอร์ไซค์ค้างต้นไม้: รายละเอียดเหตุการณ์สุดช็อก

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ร.ต.อ.วรวิทย์ อัมพรประทาน ผู้กำกับการสถานีตำรวจท่าตาฝั่ง อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้รับแจ้งเหตุรถจักรยานยนต์เสียหลักแหกโค้ง บนถนนสาย 1194 เส้นแม่สะเรียง-แม่สามแลบ บริเวณจุดกิ่วลม บ้านห้วยโผ หมู่ 6 ตำบลแม่ยวม อำเภอแม่สะเรียง เจ้าหน้าที่รีบรุดไปตรวจสอบทันที

ที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นดรีม สีแดง ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียน ลอยละลิ่วติดค้างอยู่บนกิ่งต้นไม้สูงประมาณ 2 เมตร เสียงเครื่องยนต์ยังดังก้อง และไฟเลี้ยวด้านขวากระพริบไม่หยุด เหมือนรถยังมีชีวิตอยู่! ใกล้ๆ กัน พบศพชายวัยกลางคน สวมเสื้อคอปกแขนสั้นสีกรมท่า กางเกงขายาวสีเทา สะพายกระเป๋าย่าม นอนจมกองเลือดเสียชีวิต

เจ้าหน้าที่ประสานแพทย์เวรจากโรงพยาบาลแม่สะเรียง มาร่วมชันสูตรพลิกศพ และนำศพไปเก็บไว้ที่โรงพยาบาลเพื่อรอญาติรับไปบำเพ็ญกุศล จากการสอบถามเบื้องต้น ทราบว่าผู้เสียชีวิตเป็นชาวบ้านจากศูนย์พักพิงจากการสู้รบ บ้านแม่ละอูน หย่อมบ้านที่ 9 อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ปัจจุบันอยู่ระหว่างติดตามญาติ ในที่เกิดเหตุไม่พบร่องรอยการเฉี่ยวชนจากรถคันอื่น สันนิษฐานว่าน่าจะขับขี่ด้วยความเร็วสูง เสียหลักแหกโค้งเอง

สาเหตุที่อาจทำให้เกิดซิ่งแหกโค้ง มอเตอร์ไซค์ค้างต้นไม้

เหตุการณ์ซิ่งแหกโค้ง มอเตอร์ไซค์ค้างต้นไม้แบบนี้ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยครับ ถนนสายนี้เป็นทางคดเคี้ยว ขึ้นลงชัน มีจุดกิ่วลมที่อาจทำให้รถเสียการทรงตัว สาเหตุหลักๆ ที่นักขับควรระวัง ได้แก่

  • ความเร็วสูงเกินไป: ซิ่งแบบไม่ยั้ง ทำให้ควบคุมรถไม่ได้ โดยเฉพาะโค้งหักศอก
  • ถนนลื่นหรือพื้นผิวไม่ดี: ฝนตกหรือพื้นถนนชำรุด อาจทำให้ล้อลื่นไถล
  • ไม่สวมหมวกกันน็อก: จากภาพ เห็นผู้เสียชีวิตไม่ได้สวมหมวก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการรอดชีวิต
  • ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียน: อาจบ่งชี้ว่ารถไม่ได้ตรวจสภาพหรือประมาทเลินเล่อ
  • ปัจจัยส่วนตัว: อาจเมาสุรา หรือเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกล

บทเรียนจากอุบัติเหตุนี้

จากเหตุซิ่งแหกโค้ง มอเตอร์ไซค์ค้างต้นไม้ ทำให้เห็นภาพเครื่องยนต์ยังทำงาน ไฟเลี้ยวกระพริบ คล้ายรถกำลังรอเจ้าของกลับมา แต่เจ้าของกลับจากไปตลอดกาล สะเทือนใจมากครับ ถนนในภาคเหนืออย่างแม่ฮ่องสอน มักมีทางลูกรังคดเคี้ยว ผู้ขับขี่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ ผมแนะนำดังนี้

  • ขับด้วยความเร็วที่เหมาะสม ไม่เกิน 80 กม./ชม. บนทางคดเคี้ยว
  • สวมหมวกกันน็อกมาตรฐานทุกครั้ง
  • ตรวจสภาพรถก่อนออกเดินทาง โดยเฉพาะยางและเบรก
  • พักรถทุก 2 ชม. หากขับทางไกล
  • หลีกเลี่ยงการขับตอนกลางคืนหรือฝนตกหนัก

อุบัติเหตุนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ชีวิตมีค่า ขับขี่ปลอดภัยไว้ก่อนครับ อย่าให้มอเตอร์ไซค์ของคุณต้อง ‘เหิน’ ไปค้างต้นไม้แบบนี้ ลองแชร์เคล็ดลับขับขี่ปลอดภัยของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ จะได้ช่วยกันลดอุบัติเหตุ!

ที่มา – ซิ่งแหกโค้ง มอเตอร์ไซค์เหินขึ้นไปค้างอยู่บนต้นไม้สูง 2 เมตร คนขี่กระเด็นดับ

กรมราชทัณฑ์ เผยหนุ่มจีนสะสมอาวุธ ถูกหามส่ง รพ.

사건ที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนในขณะนี้คือกรณีที่ กรมราชทัณฑ์ เผยหนุ่มจีนสะสมอาวุธ ถูกหามส่ง รพ. สาเหตุคาดกินยาเกินขนาด ซึ่งเกิดขึ้นกับนายหมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาชาวจีนที่ถูกจับกุมในคดีสะสมอาวุธสงครามและระเบิดซีโฟร์จำนวนมาก เรื่องนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความรุนแรงของคดี แต่ยังแสดงให้เห็นถึงระบบการดูแลผู้ต้องขังของเรือนจำไทยที่เข้มงวดอย่างไร

กรมราชทัณฑ์ เผยหนุ่มจีนสะสมอาวุธ ถูกหามส่ง รพ. สาเหตุคาดกินยาเกินขนาด

จากรายงานของกรมราชทัณฑ์ เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 19.30 น. ของวันที่ 11 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษพัทยาได้นำตัวนายหมิงเฉิน ซัน ไปส่งโรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณอย่างเร่งด่วน หลังจากที่ผู้ต้องหามีอาการชักเกร็งขณะเข้าสู่ระบบจำแนกแรกรับผู้ต้องขังใหม่ ปัจจุบันผู้ต้องหายังคงรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลดังกล่าว โดยยังไม่มีการย้ายไปโรงพยาบาลชลบุรี

สาเหตุเบื้องต้นและการตรวจสอบ

นายยุทธนา นาคเรืองศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์และโฆษกกรม เปิดเผยว่าสาเหตุเบื้องต้นคาดว่าเกิดจากการกินยาเกินขนาด ซึ่งเป็นยาที่ผู้ต้องหาพกติดตัวมาเองเพื่อรักษาโรคประจำตัว โดยยานี้ถูกกินก่อนที่จะมาถึงเรือนจำ เนื่องจากกระบวนการนำยาเข้าคุกต้องผ่านการขออนุญาตและตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัดเท่านั้น

นอกจากนี้ ผู้ต้องหายังอดอาหารมา 3 วันตั้งแต่ถูกพนักงานสอบสวนควบคุมตัว แต่มีการดื่มน้ำเปล่าบ้าง สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความเครียดสูงที่ผู้ต้องหาเผชิญ โดยยังไม่มีญาติมาดูแลหรือเยี่ยม ทำให้อาการทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว

มาตรการดูแลความปลอดภัยเข้มข้น

เพื่อความปลอดภัย กรมราชทัณฑ์ได้จัดเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์และตำรวจคอยประกบดูแลผู้ต้องหาอย่างใกล้ชิดที่โรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณ รองอธิบดีฯ ยังยืนยันว่าจะมีรายงานสรุปเพิ่มเติมจากส่วนประชาสัมพันธ์เพื่อแจ้งสื่อมวลชนต่อไป เรื่องนี้ย้ำถึงความรับผิดชอบของหน่วยงานในการดูแลสุขภาพผู้ต้องขัง โดยเฉพาะผู้ต้องหาคดีร้ายแรงอย่างการสะสมอาวุธสงคราม

  • ผู้ต้องหา: นายหมิงเฉิน ซัน ชาวจีน
  • คดี: ซุกระเบิด C4 และอาวุธสงครามจำนวนมาก
  • สถานที่เกิดเหตุ: เรือนจำพิเศษพัทยา
  • โรงพยาบาล: พัทยาปัทมคุณ
  • สาเหตุ: กินยาเกินขนาด + เครียด + อดอาหาร

คดีของหนุ่มจีนรายนี้เริ่มต้นจากการจับกุมที่สร้างความตกใจให้สังคม หลังพบอาวุธปริมาณมหาศาลในครอบครอง ซึ่งอาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคง กรมราชทัณฑ์ เผยหนุ่มจีนสะสมอาวุธ ถูกหามส่ง รพ. สาเหตุคาดกินยาเกินขนาด จึงเป็นข่าวอัปเดตล่าสุดที่แสดงถึงการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การจัดการสุขภาพจิตผู้ต้องขังเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่อาจเผชิญอุปสรรคด้านภาษาและการปรับตัว เรือนจำไทยมีระบบแพทย์พื้นฐาน แต่กรณีฉุกเฉินอย่างนี้แสดงให้เห็นถึงการตอบสนองที่รวดเร็ว

นอกจากนี้ ยังมีข่าวเก่าที่เกี่ยวข้อง เช่น การจัดตำรวจคุมเข้มระหว่างรักษาตัว หากอาการไม่ดีขึ้นอาจย้ายโรงพยาบาลประจำจังหวัด สังคมควรติดตามเพื่อเข้าใจกระบวนการยุติธรรมไทยให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

สุดท้ายแล้ว กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการสะสมอาวุธผิดกฎหมายไม่เพียงนำมาซึ่งโทษจำคุก แต่ยังกระทบสุขภาพร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง หากคุณสนใจข่าวอาชญากรรมหรือระบบราชทัณฑ์ ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุดและเคล็ดลับป้องกันตัวเองจากภัยรอบข้าง

ที่มา – กรมราชทัณฑ์ เผยหนุ่มจีนสะสมอาวุธ ถูกหามส่ง รพ. สาเหตุคาดกินยาเกินขนาด

ไฟไหม้ร้านขายจักรยานยนต์ไฟฟ้า วอดเสียหายกว่า 60 คัน เร่งหาสาเหตุ

เกิดเหตุ ไฟไหม้ร้านขายจักรยานยนต์ไฟฟ้า วอดเสียหายกว่า 60 คัน เร่งหาสาเหตุ เมื่อเช้ามืดวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง สร้างความเสียหายหนักหน่วงให้กับร้านค้าและสินค้าภายใน เหตุการณ์นี้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่หลายคนให้ความสนใจ เพราะจักรยานยนต์ไฟฟ้ากำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน

ไฟไหม้ร้านขายจักรยานยนต์ไฟฟ้า วอดเสียหายกว่า 60 คัน เร่งหาสาเหตุ

เวลา 02.00 น. ร.ต.อ.ชัยณเรศ สุพร รองพนักงานสอบสวน สภ.วิเศษชัยชาญ ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่อาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ตั้งอยู่หมู่ 7 ถนนวิเศษ-ผักไห่ ต.ศาลเจ้าโรงทอง อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง เจ้าหน้าที่รีบรุดไปยังจุดเกิดเหตุทันที พร้อมด้วยรถดับเพลิงจากหลายหน่วยงาน เช่น อบต.ไผ่จำศีล 1 คัน เทศบาลวิเศษชัยชาญ 3 คัน อบต.ศาลเจ้าโรงทอง 1 คัน เทศบาลท่าช้าง 1 คัน เทศบาลบางจัก 1 คัน และรถไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 1 คัน รวมถึงอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ขณะนั้นไม่มีคนพักอาศัยอยู่ พบเพลิงลุกโหมอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่ใช้เวลาระดมฉีดน้ำนานกว่า 50 นาที กว่าจะควบคุมเพลิงได้ โชคดีที่ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เสียหายมีกว่า 60 คัน รวมถึงอะไหล่ชิ้นส่วนต่างๆ อีกมากมาย ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ประสานงานพิสูจน์หลักฐานจังหวัดอ่างทอง เพื่อตรวจสอบสาเหตุที่แท้จริงตามกฎหมาย

พยานเห็นเหตุการณ์เล่าอะไร

นายสมหมาย นรสิงห์ อายุ 61 ปี เจ้าของร้านติดกัน เล่าว่า ตนกำลังนั่งซ่อมรถให้ลูกค้าจนดึก ได้ยินเสียงดังผิดปกติ รีบออกมาดูพบเพลิงกำลังลุกไหม้ตึกข้างๆ ทันใดนั้นก็คว้าถังดับเพลิงมาฉีดควบคุม พร้อมตะโกนเรียกเพื่อนบ้านมาช่วย และโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที จากนั้นรถดับเพลิงก็มาถึงและช่วยกันดับไฟได้สำเร็จ

ความเสี่ยงจากจักรยานยนต์ไฟฟ้า

เหตุการณ์ ไฟไหม้ร้านขายจักรยานยนต์ไฟฟ้า วอดเสียหายกว่า 60 คัน เร่งหาสาเหตุ นี้ ทำให้หลายคนกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่อาจเกิดการลัดวงจรหรือชาร์จผิดวิธี จักรยานยนต์ไฟฟ้ากำลังเป็นทางเลือกยอดนิยมเพราะราคาถูก ประหยัดน้ำมัน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ผู้ใช้ต้องระวังเรื่องการชาร์จและเก็บรักษาให้ดี

  • ชาร์จในที่อากาศถ่ายเท หลีกเลี่ยงแดดจัดหรือความชื้นสูง
  • ใช้ที่ชาร์จแท้จากผู้ผลิตเท่านั้น
  • ตรวจเช็คแบตเตอรี่สม่ำเสมอ หากมีรอยบวมหรือร้อนผิดปกติให้หยุดใช้ทันที
  • ติดตั้งระบบป้องกันไฟไหม้ในร้านค้าหรือโรงรถ

นอกจากนี้ ร้านค้าที่ขายจักรยานยนต์ไฟฟ้าควรมีระบบดับเพลิงที่พร้อมใช้งาน และอบรมพนักงานเรื่องความปลอดภัย เพื่อป้องกันเหตุร้ายในอนาคต

จากเหตุการณ์นี้ สะท้อนให้เห็นว่าการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าต้องมาพร้อมมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ผู้ประกอบการและผู้บริโภคต้องตื่นตัว หากสาเหตุออกมาว่าเกิดจากแบตเตอรี่ จะเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับวงการ

คุณคิดว่าอะไรคือสาเหตุหลักของไฟไหม้ครั้งนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารอัปเดตจากเรา เพื่อความปลอดภัยในการใช้จักรยานยนต์ไฟฟ้า!

ที่มา – ไฟไหม้ร้านขายจักรยานยนต์ไฟฟ้า วอดเสียหายกว่า 60 คัน เร่งหาสาเหตุ

ธีรรัตน์ เผยคนแห่สมัคร สก.เพื่อไทยดุเดือด

ในวงการการเมืองกรุงเทพฯ กำลังร้อนระอุ เมื่อ ธีรรัตน์ เผยคนแห่สมัคร สก.เพื่อไทยดุเดือด จริงตามกระแสข่าวที่แพร่สะพัด นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ฝ่ายดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้ออกมาเปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า มีผู้สนใจยื่นใบสมัครเพื่อชิงตำแหน่งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ในนามพรรคเพื่อไทยจำนวนมาก จนเกิดการแข่งขันที่ดุเดือดในหลายเขต

ธีรรัตน์ เผยคนแห่สมัคร สก.เพื่อไทยดุเดือด

จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2567 นางสาวธีรรัตน์ ยอมรับว่ากระแสคนหน้าใหม่และผู้ที่มีประสบการณ์แห่ส่งใบสมัครนั้นเป็นเรื่องจริง โดยส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่เคยทำงานร่วมกับพรรคเพื่อไทยมาก่อน หรือเคยย้ายไปพรรคอื่นแล้วกลับมา บรรยากาศในพรรคตอนนี้คึกคักมาก พรรคกำลังเร่งกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครให้รวดเร็วที่สุด เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง สก.ทั้ง 50 เขตของกรุงเทพฯ

แม้จะยังไม่กำหนดวันเปิดตัวผู้สมัครอย่างเป็นทางการ แต่ทีมงานยืนยันว่าจะประกาศเมื่อทุกอย่างพร้อม ผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือกจะลงสมัครในนามของภาคกรุงเทพฯ ของพรรคเพื่อไทย และสามารถใช้โลโก้พรรคได้ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่ดึงดูดผู้สมัครจำนวนมาก

กระบวนการคัดเลือกผู้สมัคร สก.เพื่อไทย

การคัดเลือกครั้งนี้เน้นคุณภาพและความเหมาะสมกับนโยบายพรรคเพื่อไทย โดยพิจารณาจากประวัติการทำงาน ความรู้ด้านปัญหากรุงเทพฯ และวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเมืองหลวง นางสาวธีรรัตน์ เน้นย้ำว่าพรรคไม่รับบุคคลที่ไม่เคยทำงานร่วมกันมาก่อน เพื่อรักษามาตรฐานและความสามัคคีภายในทีม

  • ผู้สมัครส่วนใหญ่มีประสบการณ์การเมืองท้องถิ่น
  • แข่งขันดุเดือดในเขตยอดนิยม เช่น เขตใจกลางเมือง
  • เน้นนโยบายแก้ปัญหาจราจร น้ำท่วม และสิ่งแวดล้อม
  • ใช้โลโก้พรรคเพื่อไทยเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวเกี่ยวกับนายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา หรือ ดร.จอห์น สก.เก่า ที่ดึงทีมสมาชิกสภากรุงเทพฯ ชุดเดิม 12 คน ย้ายไปสมัครในกลุ่ม “Work work work” นางสาวธีรรัตน์ ระบุว่า ยังไม่มีข้อมูลยืนยัน แต่คาดว่าทีมเก่ากระจายตัวแล้ว หลังจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ปฏิเสธการสนับสนุนทีม ซึ่งพรรคเพื่อไทยยืนยันไม่รับคนที่ออกไปแล้วกลับมาแบบไม่เคยทำงานร่วม

ความสำคัญของการเลือกตั้ง สก. กรุงเทพมหานคร

การเลือกตั้ง สก. ในปีนี้มีความสำคัญยิ่ง เพราะสภากรุงเทพฯ มีบทบาทกำกับดูแลนโยบายเมือง อนุมัติงบประมาณ และเสนอแนะผู้ว่าฯ พรรคเพื่อไทยที่เคยครองใจคนกรุงในอดีต กำลังกลับมาสร้างฐานเสียงอีกครั้ง ด้วยผู้สมัครคุณภาพที่แข่งขันกันเองเพื่อคัดสรรคนเก่งสุด ธีรรัตน์ เผยคนแห่สมัคร สก.เพื่อไทยดุเดือด แสดงให้เห็นถึงความนิยมและศักยภาพของพรรคในการเมืองท้องถิ่น

ปัญหาของกรุงเทพฯ อย่างจราจรติดขัด น้ำท่วมขัง สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม และค่าครองชีพสูง ต้องอาศัย สก. ที่มีวิสัยทัศน์ พรรคเพื่อไทยเตรียมส่งผู้สมัครที่พร้อมแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยอาศัยประสบการณ์จากทีมเดิมและคนรุ่นใหม่ที่กระตือรือร้น

นอกจากนี้ การเมืองกรุงเทพฯ ยังเชื่อมโยงกับการเมืองระดับชาติ พรรคเพื่อไทยที่เป็นพรรคหลักในรัฐบาล มีโอกาสผลักดันนโยบายท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้สมัคร สก. ในนามพรรคจึงไม่ใช่แค่ตัวแทนท้องถิ่น แต่เป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างประชาชนกับนโยบายรัฐ

ในมุมมองของผู้เขียน การแข่งขันดุเดือดครั้งนี้เป็นสัญญาณดีต่อประชาชนกรุงเทพฯ เพราะจะได้ผู้สมัครที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างเข้มข้น ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมและแสดงความคิดเห็นของคุณในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง เลือกตั้ง สก. ครั้งนี้จะกำหนดอนาคตกรุงเทพฯ ไปอีกหลายปี!

ที่มา – “ธีรรัตน์” เผยเป็นเรื่องจริง คนแห่ส่งใบสมัครชิงเก้าอี้ สก. ในนามเพื่อไทย จนทำแข่งขันดุเดือด

“สีหศักดิ์” เตรียมเสนอลดเวลาฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว เหลือ 30 วัน

ในยุคที่การท่องเที่ยวเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจไทย การจัดการวีซ่าอย่างรัดกุมยิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันปัญหาต่างๆ ที่ตามมา ล่าสุด นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาเปิดเผยถึงแผนการทบทวนนโยบาย ลดเวลาฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว เหลือ 30 วัน จากเดิม 60 วัน เพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและรักษาความมั่นคงของประเทศ

ลดเวลาฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว เหลือ 30 วัน

การเสนอครั้งนี้เกิดจากความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศที่มองว่า ระยะเวลา 60 วันสำหรับฟรีวีซ่านักท่องเที่ยวอาจยาวเกินไป ทำให้มีบางกลุ่มที่เข้ามาไม่ใช่เพื่อท่องเที่ยวจริงๆ แต่แฝงตัวมาก่อปัญหา เช่น อาชญากรรมออนไลน์ การพนันผิดกฎหมาย หรือกิจกรรมที่กระทบความมั่นคง นายสีหศักดิ์ ระบุว่า จะเสนอเรื่องนี้ต่อคณะรัฐมนตรี โดยได้หารือกับนายกรัฐมนตรีแล้ว เพื่อทบทวนวีซ่าทุกประเภทให้เหมาะสมและป้องกันการใช้วีซ่าผิดวัตถุประสงค์

เดิมที การเสนอ ลดเวลาฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว เหลือ 30 วัน ถูกเลื่อนมาจากสมัยรัฐบาลก่อนหน้าเพราะการเลือกตั้ง แต่ตอนนี้กำลังเร่งรัด โดยจะผ่านคณะกรรมการวีซ่าที่มีกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธาน ซึ่งมีหน่วยงานเกี่ยวข้องเข้าร่วมอยู่แล้ว จึงคาดว่าจะไม่มีปัญหาในการพิจารณา

เหตุผลหลักของการลดเวลาฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว เหลือ 30 วัน

  • ลดโอกาสการอยู่เกินกำหนด: ป้องกันการโอเวอร์สเตย์ที่นำไปสู่ปัญหาแรงงานเถื่อน
  • ควบคุมอาชญากรรมข้ามชาติ: จากสถิติ พบว่าบางกลุ่มใช้ฟรีวีซ่าเป็นช่องทางในการก่ออาชญากรรม
  • รักษาความมั่นคง: คัดกรองผู้เข้าประเทศให้เข้มงวดมากขึ้น โดยพิจารณาจากพฤติกรรม
  • ปรับสมดุลการท่องเที่ยว: 30 วันเพียงพอสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป แต่รัดกุมกว่าสำหรับผู้มีเจตนาอื่น

นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ ยังย้ำชัดว่า นโยบายนี้ไม่ได้มุ่งเป้าประเทศใดเป็นพิเศษ เช่น ชาวจีนหรือชาติอื่นๆ แต่เน้นที่พฤติกรรมและกิจกรรมที่ไม่พึงประสงค์ หากใครเข้ามาท่องเที่ยวจริงก็ไม่กระทบ แต่ถ้าผิดวัตถุประสงค์ เช่น ประกอบธุรกิจผิดกฎหมายหรือเป็นภัยต่อความมั่นคง จะถูกเพ่งเล็งอย่างใกล้ชิด

ผลกระทบที่คาดหวังจากการลดเวลาฟรีวีซ่า

การเปลี่ยนแปลงนี้คาดว่าจะช่วยลดอาชญากรรมลงอย่างเห็นผล โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวหลักอย่างพัทยา ภูเก็ต หรือกรุงเทพฯ ที่มักมีปัญหาจากกลุ่มต่างชาติ ขณะเดียวกัน ยังช่วยให้ระบบวีซ่าของไทยมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถยุบรวมประเภทวีซ่าบางตัวที่ซ้ำซ้อนได้ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวตัวจริงที่มาเพื่อพักผ่อน ชายหาด สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง ยังคงได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น 30 วันถือว่าเพียงพอสำหรับทริปยาวๆ ส่วนผู้ประกอบการท่องเที่ยวอาจต้องปรับตัว เช่น ส่งเสริมแพ็คเกจท่องเที่ยวระยะสั้น หรือแนะนำวีซ่าประเภทอื่นสำหรับการพำนักนานขึ้น

จากประสบการณ์ในอดีต ไทยเคยปรับนโยบายวีซ่าหลายครั้งเพื่อรับมือสถานการณ์ เช่น ในช่วงโควิดที่เข้มงวดมากขึ้น ส่งผลให้ภาพลักษณ์ดีขึ้นในสายตานานาชาติ นโยบาย ลดเวลาฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว เหลือ 30 วัน ครั้งนี้ก็น่าจะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจท่องเที่ยวและความปลอดภัยสาธารณะ

ในมุมมองของผู้เขียน นี่เป็นนโยบายที่ชาญฉลาดและจำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะไทยไม่สามารถเสี่ยงกับปัญหาความมั่นคงได้อีกต่อไป หากทำสำเร็จ จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงมากขึ้น คุณคิดเห็นอย่างไรกับการลดเวลาฟรีวีซ่านี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากเห็นด้วย!

ที่มา – “สีหศักดิ์” เตรียมเสนอทบทวนลดเวลาฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว เหลือ 30 วัน ลดปัญหาอาชญากรรม

CKPower เผยกำไรสุทธิ Q1/2569 โตต่อเนื่องแม้ฤดูแล้ง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวนักลงทุนและคนรักพลังงานสะอาด! วันนี้เรามีข่าวดีสุดปังจาก CKPower เผยกำไรสุทธิ Q1/2569 โตต่อเนื่องแม้ฤดูแล้ง ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าธุรกิจพลังงานหมุนเวียนของไทยแข็งแกร่งแค่ไหน แม้จะเจอฤดูแล้งและความผันผวนราคาน้ำมันโลก แต่ CKPower ยังโตได้แบบก้าวกระโดด มาดูกันว่าปัจจัยอะไรทำให้เกิดเรื่องดีแบบนี้ และแผนอนาคตจะน่าสนใจยังไงบ้าง

CKPower เผยกำไรสุทธิ Q1/2569 โตต่อเนื่องแม้ฤดูแล้ง

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2567 นายธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower ได้แถลงผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2569 (Q1/2569) ที่น่าประทับใจมาก กำไรสุทธิจากการดำเนินงาน (Core Net Profit) พุ่งแตะ 115.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 52.5 ล้านบาท หรือเติบโตแบบ 82.9% สุดยอดเลยใช่มั้ยล่ะ!

สาเหตุหลักมาจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำทั้งสองแห่งที่ CKPower ถือหุ้น เริ่มจากบริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด (XPCL) ที่รับรู้ส่วนแบ่งกำไรสุทธิถึง 198.6 ล้านบาท โตขึ้น 190.7 ล้านบาท เพราะปริมาณน้ำไหลผ่านมากกว่าปีก่อน ทำให้ขายไฟฟ้าได้เพิ่ม บวกกับต้นทุนดอกเบี้ยลดลงจากการชำระหนี้กู้ยืมและดอกเบี้ยโลกที่ต่ำลง

ส่วนบริษัท ไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำกัด (NN2) ก็ไม่แพ้กัน ปริมาณขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำต้นปีที่สูงกว่า และน้ำไหลเข้าเยอะ แม้จะเป็นฤดูแล้ง แต่ CKPower ยังโตต่อเนื่อง สะท้อนพอร์ตพลังงานหมุนเวียนที่แข็งแกร่งจริงๆ

พลังงานหมุนเวียนช่วยลดผลกระทบจากราคาพลังงานโลก

CKPower มีโครงสร้างกำลังการผลิตหลักจากพลังงานหมุนเวียน ทำให้ไม่ค่อยกระทบจากสงครามตะวันออกกลางหรือราคาน้ำมันผันผวน มีผลกระทบแค่นิดเดียวจากต้นทุนเชื้อเพลิงในส่วนของ BIC (บริษัท บางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น) ซึ่งแค่ 3% ของไฟฟ้าทั้งหมด นี่แหละครับข้อดีของพลังงานสะอาด!

  • กำไร XPCL โต 190.7 ล้านบาท จากน้ำไหลดีและดอกเบี้ยต่ำ
  • NN2 ขายไฟเพิ่ม จากน้ำในอ่างสูง
  • ไม่กระทบราคาน้ำมัน 90%+ จาก renewable

วางแผนรับมือเอลนีโญแบบมือโปร

แม้ CKPower เผยกำไรสุทธิ Q1/2569 โตต่อเนื่องแม้ฤดูแล้ง แต่บริษัทก็ไม่นิ่งนอนใจกับพยากรณ์เอลนีโญในครึ่งปีหลัง ได้พัฒนา ระบบติดตามและคาดการณ์ปริมาณน้ำ (Hydrometeorological Monitoring and Forecasting System) เพื่อประกาศความพร้อมผลิตไฟฟ้าได้แม่นยำขึ้น โครงการไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบางก่อสร้างคืบหน้า 72% ตามแผนเป๊ะ!

ฐานะการเงินก็แจ่มมาก อัตราสภาพคล่อง 1.78 เท่า หนี้ต่อทุนต่ำ 0.47 เท่า ถ้าดอกเบี้ยสหรัฐและไทยลดต่อ จะยิ่งช่วยลดต้นทุน CKPower จะติดตามและบริหารหนี้ให้ดีต่อเนื่อง

วิสัยทัศน์ 5 ปี: ขยายโซลาร์และ RECs สู่ Net Zero

แผน 5 ปี (2569-2573) CKPower ตั้งเป้าขยายโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้ง Private PPA และประมูลรัฐ บวกขายใบรับรอง RECs ในปี 2568 กลุ่ม CKPower ผลิตไฟฟ้าหมุนเวียนส่งไทยกว่า 10 ล้าน MWh คิดเป็น 17% ของไฟฟ้า renewable ในประเทศ และลดก๊าซเรือนกระจกได้ 5.34 ล้านตัน CO2 สุดยอดไปเลย! พลังงานหมุนเวียนคือกุญแจสู่เป้า Net Zero 2593

CKPower เผยกำไรสุทธิ Q1/2569 โตต่อเนื่องแม้ฤดูแล้ง ชี้ให้เห็นว่าธุรกิจนี้ยั่งยืนและมีอนาคตสดใส นักลงทุนอย่างเราควรจับตาใกล้ชิด เพราะนอกจากกำไรโตแล้ว ยังช่วยสิ่งแวดล้อมด้วย สรุปคือ win-win สุดๆ

คุณคิดยังไงกับผลงาน CKPower ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ หรือกดแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ นักลงทุนด้วยนะครับ! ติดตามบล็อกเราเพื่ออัพเดทข่าวหุ้นพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติม

ที่มา – CKPower เผยกำไรสุทธิ Q1/2569 โตต่อเนื่องแม้ฤดูแล้ง วางแผนรับเอลนีโญ