วัน: 15 พฤษภาคม 2026

ประวัติ ณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ ส.ก.บางบอน ตระกูลม่วงศิริ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เราจะมาพูดถึง ประวัติ ณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ ส.ก.บางบอน กันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ ท่านนี้คือหนึ่งในขุนพลการเมืองท้องถิ่นของตระกูลม่วงศิริ บ้านใหญ่ฝั่งธนบุรี ที่มีฐานเสียงแข็งแกร่งมานาน ล่าสุดวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 (หรือ 2569 ตามข่าว) นายณรงค์ศักดิ์ หรือที่แฟนๆ เรียก “เบิด” ประกาศลงสมัครรักษาเก้าอี้ ส.ก.เขตบางบอน อีกสมัย ในนามกลุ่ม “คนทำงาน” โดยให้คำนิยามชัดๆ ว่า “คนทำงาน แปลว่าอิสระ” ไม่สังกัดพรรคไหน ไร้วาระซ่อนเร้น ฟังดูน่าสนใจใช่ไหมล่ะ?

ประวัติ ณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ ส.ก.บางบอน

ตระกูลม่วงศิริเนี่ย ถือเป็นตระกูลการเมืองตัวจริงในย่านบางบอนและบางขุนเทียนเลยครับ พ่อของนายณรงค์ศักดิ์คือ นายประพันธ์ ม่วงศิริ อดีตกำนันและ ส.ก.บางบอน 2 สมัย (2545 และ 2553) ส่วนลูกพี่ลูกน้องอย่างนายสารัช ม่วงศิริ ก็เป็น ส.ก.บางขุนเทียน ฐานเสียงแบบยกทีมเลยทีเดียว ทำให้การเมืองท้องถิ่นฝั่งธนบุรีของตระกูลนี้แข็งแกร่งมาก

ประวัติ ณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ ส.ก.บางบอน

นายณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ เกิดวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2519 ปัจจุบันอายุ 50 ปี จบการศึกษาปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ชีวิตการเมืองของท่านเริ่มต้นอย่างจริงจังในปี 2553 ลงสมัคร ส.ก.เขตบางบอน สมัยแรกกับพรรคประชาธิปัตย์ และชนะอย่างงดงาม จากนั้นสมัยที่ 2 ในปี 2562 (หรือ 2565 ตามบางแหล่ง) ยังคงสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ต่อ จนกระทั่งปี 2567 ตระกูลม่วงศิริยกทีมย้ายไปสังกัดพรรคเพื่อไทย แต่ครั้งนี้เลือกทางสายอิสระกับกลุ่มคนทำงาน แสดงถึงความมั่นใจในศักยภาพตัวเองสุดๆ

ประวัติการศึกษาและครอบครัวของ ณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ

ด้านการศึกษา ท่านจบป.ตรี รัฐศาสตร์ จากรามคำแหง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญให้กับเส้นทางการเมือง ครอบครัวเป็นนักการเมืองรุ่นเก๋า พ่อทำหน้าที่กำนันและ ส.ก.มานาน ทำให้ “เบิด” ได้ซึมซับวัฒนธรรมการทำงานเพื่อประชาชนตั้งแต่เด็กๆ ลูกพี่ลูกน้องอย่างสารัช ก็ลงสมัครรักษาเก้าอี้บางขุนเทียนพร้อมกัน สองพี่น้องตระกูลนี้จะพิสูจน์ฝีมือในศึกเลือกตั้ง ส.ก.กทม. ครั้งนี้ได้ยังไง ต้องจับตา!

ประวัติ ณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ ส.ก.บางบอน ตระกูลม่วงศิริ

ถึงจะมีประสบการณ์ ส.ก.แค่ 2 สมัย แต่ด้วยฐานตระกูลที่ยาวนาน ตระกูลม่วงศิริเคยประสบความสำเร็จทั้งท้องถิ่นและระดับชาติมาแล้ว การย้ายพรรคบ่อยๆ แสดงถึงความยืดหยุ่นในการเมืองไทยสมัยใหม่ แต่การลงอิสระครั้งนี้ น่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ฉลาด เพราะประชาชนในบางบอนชอบคนที่ทำงานจริง ไม่ใช่พรรค

ผลงานเด่นตั้งแต่ปี 2565 – ปัจจุบัน

ในสมัยปัจจุบัน นายณรงค์ศักดิ์ ดำรงตำแหน่งสำคัญหลายอย่างที่ช่วยพัฒนาเขตบางบอน ดังนี้:

  • กรรมการ คณะกรรมการกิจการสภา
  • กรรมการ คณะกรรมการการเศรษฐกิจ การเงิน การคลังและการงบประมาณ
  • กรรมการ คณะกรรมการการระบายน้ำ

ผลงานเหล่านี้โฟกัสที่ปัญหาคนเมืองอย่างงบประมาณ การเงิน และน้ำท่วม ซึ่งเป็น pain point ของชาวบางบอนเลยครับ ท่านทำงานใกล้ชิดประชาชน รับฟังปัญหาแบบ real time ทำให้ฐานเสียงเหนียวแน่น

ผลงาน ณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ ส.ก.บางบอน

การเมืองท้องถิ่นอย่าง ส.ก.กทม. มีความสำคัญมาก เพราะเป็นตัวแทนตรงของชาวบ้านในการแก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่ ตระกูลม่วงศิริพิสูจน์แล้วว่าสามารถอยู่รอดได้แม้เปลี่ยนพรรคบ่อย แต่ครั้งนี้อิสระล้วนๆ จะชนะใจได้ไหม? ผมมองว่าฐานเก่าที่แข็งแกร่ง บวกประสบการณ์พ่อลูกพี่น้อง น่าจะรอดสบาย หากท่านยังทำงานแบบเดิม

สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านติดตามข่าวการเลือกตั้ง ส.ก.กทม. ครั้งนี้ให้ดีนะครับ โดยเฉพาะเขตบางบอนและบางขุนเทียน คุณคิดว่าประวัติ ณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ ส.ก.บางบอน จะช่วยให้ชนะอีกสมัยมั้ย? คอมเมนต์บอกความเห็นกันได้เลย อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะ!

ที่มา – ประวัติ “ณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ” ส.ก.บางบอน อีกหนึ่งขุนพลการเมืองท้องถิ่นของตระกูล “ม่วงศิริ”

ทิศทางเศรษฐกิจเกษตรไตรมาสแรกปี 69 โต 2.4%

ทิศทางเศรษฐกิจเกษตรไตรมาสแรกปี 69 สดใสกว่าที่คิด! GDP ภาคเกษตรขยายตัว 2.4% อานิสงส์จากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำที่อุดมสมบูรณ์และสภาพอากาศเอื้ออำนวย ทำให้พืชผลเจริญเติบโตดี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ ได้เปิดเผยข้อมูลล่าสุดที่สร้างกำลังใจให้เกษตรกรทั่วประเทศ แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงอย่างราคาน้ำมันโลกที่พุ่งจากความขัดแย้งตะวันออกกลาง แต่มาตรการตรึงราคาน้ำมันและสต็อกปุ๋ยเดิมช่วยคุมต้นทุนได้ในไตรมาสนี้

ทิศทางเศรษฐกิจเกษตรไตรมาสแรกปี 69: สาขาพืชนำโตเด่น

สาขาพืชซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ขยายตัวสูงถึง 3.7% จากน้ำต้นทุนเพียงพอและอากาศดี ผลผลิตเพิ่มขึ้นในข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย ยางพารา สับปะรด ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน มังคุด เงาะ โดยเฉพาะผลไม้ภาคใต้ที่ออกนอกฤดู ขณะที่ข้าวนาปี-นาปรังลดลงเพราะราคาไม่ดี เกษตรกรหันไปปลูกพืชอื่นแทน มันสำปะหลังเจอโรคใบด่าง ลำไยออกดอกน้อยจากลดใช้สารกระตุ้น

ด้านราคา มันสำปะหลังและลำไยแพงขึ้นเพราะผลผลิตน้อย แต่ข้าว ข้าวโพด อ้อย สับปะรด ยาง ปาล์ม ทุเรียน ราคาตกจากผลผลิตล้นตลาดและดีมานด์โลกชะลอ

สาขาปศุสัตว์และประมงในทิศทางเศรษฐกิจเกษตรไตรมาสแรกปี 69

สาขาปศุสัตว์โต 0.4% ไก่เนื้อ ไข่ไก่ น้ำนมเพิ่มจากอากาศดีและดีมานด์สูง สุกรทรงตัว ราคาไก่เนื้อขึ้น แต่สุกร ไข่ น้ำนมลงจากผลผลิตต่อเนื่อง

สาขาประมงหด 1.3% จากต้นทุนอาหารสัตว์และน้ำมันแพง กุ้งขาวแวนนาไมลดเพราะพักบ่อ ประมงทะเลลดรอบเรือ แต่ปลานิล ปลาดุกเพิ่ม ราคาปลานิลขึ้น กุ้งและปลาดุกตก

สาขาบริการเกษตรหด 0.6% จากข้าวนาปรังและมันสำปะหลังราคาตก ทำให้จ้างงานน้อย สาขาป่าไม้โต 0.5% จากยูคาลิปตัสส่งออก

กระทรวงเกษตรกางแผนรับมือภัยแล้ง-ต้นทุนพุ่ง

คาดทั้งปี 2569 โต 0.5-1.5% แต่ต้องเฝ้าเอลนีโญครึ่งปีหลังที่อาจแห้งแล้ง ราคาน้ำมัน ปุ๋ย การค้าเข้มงวด ค่าเงินผันผวน เศรษฐกิจโลกชะลอ

มาตรการเร่งด่วน: จัดสรรน้ำมันดีเซล B20 ผ่านสหกรณ์ ใช้ปุ๋ยเคมี+อินทรีย์ตามดิน ปุ๋ยชีวภาพ เทคโนโลยีแม่นยำ จัดการน้ำ ฝนหลวง เครื่องสูบน้ำ

ระยะยาว: เทคโนโลยีเกษตร Reskill-Upskill สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเครื่องจักร เพื่อยั่งยืน

  • บริหารน้ำและพลังงานให้ทั่วถึง
  • ลดต้นทุนด้วยนวัตกรรม
  • ยกระดับสินค้าเกษตรมาตรฐาน
  • เฝ้าระวังโรคระบาด

ข้อมูลจาก สศก. โดยนายพีรพันธ์ คอทอง ยืนยันทิศทางบวกแต่ต้องระวัง

ในมุมมองผู้เขียน ทิศทางเศรษฐกิจเกษตรไตรมาสแรกปี 69 แสดงศักยภาพไทย แต่เกษตรกรต้องปรับตัวเร็ว ลองนำแผนกระทรวงไปใช้เพื่อรับมือภัยแล้งและต้นทุน จะช่วยให้ภาคเกษตรเติบโตยั่งยืน ติดตามข่าวอัปเดตและแบ่งปันประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – ทิศทางเศรษฐกิจเกษตรไตรมาสแรกปี 69 โต 2.4% กระทรวงเกษตรฯ กางแผนรับมือภัยแล้ง-ต้นทุนพุ่ง

“สุรเดช” สอน “เอกนิติ” ค้าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

ประเด็นร้อน ““สุรเดช” สอน “เอกนิติ” อย่ามองแต่แง่บวก ค้านรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน” กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจไทย นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตส.ว. อดีต ส.ส. และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนในการคัดค้านพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล โดยชี้ว่าประเทศไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะวิกฤตรุนแรง และการกู้เงินเพิ่มจะทำให้หนี้สาธารณะทะลุเพดาน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

“สุรเดช” สอน “เอกนิติ” อย่ามองแต่แง่บวก ค้านรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นายสุรเดชได้วิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจไทยอย่างละเอียด โดยระบุว่าหนี้สาธารณะปัจจุบันพุ่งสูงถึง 12.6 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนกว่า 66% ของ GDP ใกล้แตะเพดาน 70% ที่กฎหมายกำหนด หากทะลุเพดาน ดอกเบี้ยจะปรับตัวสูงขึ้น รัฐบาลต้องนำเงินงบประมาณจำนวนมหาศาลไปจ่ายดอกเบี้ย แทนที่จะใช้พัฒนาประเทศ นอกจากนี้ วิกฤตปัจจุบันคือต้นทุนการผลิตสูงจากราคาน้ำมัน ไม่ใช่วิกฤตใหญ่โตเหมือนโควิด-19 หรือต้มยำกุ้งในอดีต จึงไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ

เหตุผลหลักที่ “สุรเดช” ค้าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

นายสุรเดชเน้นย้ำว่าการกู้เงินจะกลายเป็นภาระติดตัวประชาชนรุ่นต่อรุ่น หากหนี้สาธารณะแตะ 70% นักลงทุนต่างชาติจะขาดความเชื่อมั่น กลัวไทยกลายเป็นรัฐล้มละลาย ส่งผลให้การลงทุนชะลอตัว เขายังตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของเงินกู้ ว่าจะช่วยแก้ปัญหาต้นทุนสูงได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อ GDP ไทยประมาณ 18.97 ล้านล้านบาท หากหนี้พุ่งถึง 13-14 ล้านล้าน จะเหลือเงินเหลือใช้จ่ายน้อยมาก โดยเฉพาะเมื่อมีรายจ่ายประจำอย่างเงินเดือนข้าราชการ บัตรทอง และโครงการแลนด์บริดจ์ที่อาจต้องกู้เพิ่มอีก 1 ล้านล้านบาท

  • หนี้สาธารณะใกล้เพดาน: เหลือแค่ 3-4% จะทะลุ 70% ส่งผลดอกเบี้ยพุ่ง
  • ไม่ใช่วิกฤตจริง: ต้นทุนสูงจากน้ำมัน เป็นกลไกตลาด ไม่ใช่ภัยพิบัติ
  • ภาพลักษณ์ประเทศเสียหาย: นักลงทุนหนี กลัวล้มละลาย

แนวคิดทางเลือก สนับสนุน “อภิสิทธิ์” แทนการกู้เงิน

นายสุรเดชเห็นด้วยกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่เสนอทางออกอื่นๆ โดยไม่ต้องกู้เงิน เช่น เพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อลดราคาน้ำมันลงทันที รัฐบาลควรปรึกษาผู้มีประสบการณ์อย่างอภิสิทธิ์ แม้จะเป็นฝ่ายค้าน ก็ควรจับมือกันแก้ปัญหาชาติ

นอกจากนี้ นายสุรเดชเสนอให้รัฐบาลเพิ่มรายได้ทางอื่นๆ เพื่อลดการพึ่งพาการกู้ เช่น

  • เก็บภาษีขาเข้า-ขาออกสนามบิน จาก 700 บาท เป็น 1,000-1,200 บาท
  • ขึ้นภาษีบุหรี่ สุรา เบียร์ 35-50% (สินค้าฟุ่มเฟือย)
  • ภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย แบรนด์เนม
  • โปรโมตส่งออก โดยใช้ความชำนาญของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีพาณิชย์ ขยายตลาดต่างประเทศ ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานตามธรรมชาติ

คำเตือนถึง “เอกนิติ” และรัฐบาล

นายสุรเดชสอนนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ที่มองว่าเป็นการช่วยประชาชนระยะยาว ว่า “อย่ามองแต่แง่บวก” ต้องมองแง่ลบด้วย แม้เจตนาดีแต่หากผิดพลาด ใครจะรับผิดชอบ? นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ หรือ ครม.? หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่เข้าข่าย ก็จะมีปัญหาใหญ่ หากถอนเงินไปแล้วยิ่งแย่ รัฐบาลต้องระวัง อย่าให้เจตนาดีกลายเป็นซ้ำเติมประเทศ

มุมมองนี้ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลควรไตร่ตรองทางเลือกอื่นก่อนรีบกู้เงิน การลดภาษีและเพิ่มรายได้จากแหล่งใหม่จะยั่งยืนกว่า สร้างความเชื่อมั่นให้เศรษฐกิจไทยในสายตานานาชาติ คุณคิดอย่างไรกับการค้าน ““สุรเดช” สอน “เอกนิติ” อย่ามองแต่แง่บวก ค้านรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน” นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นการถกเถียงกันต่อไปครับ

ที่มา – “สุรเดช” สอน “เอกนิติ” อย่ามองแต่แง่บวก ค้านรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

ช่วงเวลาคุณภาพกับกวาร์ดิโอลา และคู่มือบาร์เซโลนา

ผมเคยพูดถึงสิ่งที่ทำในฐานะผู้จัดการทีมก่อนและระหว่างเกมเยอะแล้ว แต่หลังนกหวีดสุดท้ายล่ะ?

สมัยอยู่สโต๊ก หลังเกมเหย้าพวกเราจะเชิญทีมงานผู้จัดการทีมคู่แข่งมาที่ห้องในสนามเสมอ

จัดอาหารจากเมนูห้องบอร์ดรูม บวกไวน์ดีๆ ให้ฉลองชัยหรือกลบเกลื่อนความพ่ายแพ้

ผมเชื่อว่าการต้อนรับดีๆ สำคัญในวงการที่โหดร้ายแบบนี้ เป็นโอกาสให้ผู้จัดการทีมได้ผ่อนคลายและแลกเปลี่ยน

ประเพณีนี้ผมเจอมาตลอด pyramid ฟุตบอลอังกฤษ ตอนล่างๆ ก็เบียร์ขวดละเลงแซนด์วิชเก่าๆ แต่ผู้จัดการทีมไม่เคยพลาดแบ่งปันโมเมนต์เหล่านี้

พอสโต๊กขึ้นพรีเมียร์ลีก เรายกระดับด้วยอาหารร้อนและโต๊ะใหญ่พอสำหรับทีมงานทั้งสองฝ่าย

ตลอด 30 ปีในวงการ ผมรู้ว่าประเพณีนี้มีแค่ในเกาะอังกฤษ ไม่ใช่ทวีปยุโรป

ผู้จัดการทีมอังกฤษมาเสมอ แต่เราชวนชาวต่างชาติด้วย และพวกเขาก็มา

คาร์โล คือตัวแทนของความเยือกเย็น

ผมเคยได้รับเชิญเข้าห้องเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่โอลด์แทรฟฟอร์ดหลายครั้ง สมัยเขายังคุมยูไนเต็ด และยังเหมือนเดิมหลังเขาลาออก

จำได้ดื่มไวน์กับหลุยส์ ฟานกัล สมัยคุมทีม แล้วขึ้นไปหาเซอร์อเล็กซ์ ที่เคยเพลิดเพลินกับการต้อนรับเราที่บริทาเนีย สเตเดี้ยม

ครั้งนึงตอนยูไนเต็ดมา มีคนจากรถบัสมาบอกเซอร์อเล็กซ์ว่าลูกทีมพร้อมออกเดินทาง คำตอบเขารวดเร็วและตรงประเด็น! ผู้จัดการทีมอังกฤษส่วนใหญ่คงตอบแบบเดียวกัน

โจเซ่ มูรินโญ่สมัยพรีเมียร์ลีก เขาเต็มที่แต่สุภาพกับผมมาก ไม่ว่าแพ้ชนะเสมอ ทีมงานผมชอบการวิเคราะห์ตรงๆ ของเขา

แต่เราต้อนรับทุกคนเท่าเทียม ไม่ว่าจะอยู่สโมสรไหน เจอใคร

คาร์โล อันเชล็อตติ คือตัวแทนความเยือกเย็น ไม่แปลกที่นักเตะรักเขา เขาเป็นคนฟุตบอลและมนุษย์ที่ดี

โรนัลด์ คูมัน ก็เป็นเพื่อนสนุกๆ ตอบแทนด้วยอาหารปลาไหลตอนเราไปเอฟเวอร์ตัน ผมลังเลแต่กินแล้วอร่อย และคูมันสุภาพมาก

เรื่องที่แสดงการดูแลของเราคือสมัยเวสต์บรอม อันโตนิโอ คอนเต้ กับเชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ที่ฮอว์ธอร์นส์ ปี 2017

เกมคืนวันศุกร์ หลังเกมเราจัดให้คอนเต้และบอร์ดฉลอง พวกเขาฉลองยันดึก พวกเขาดื่มไวน์ผมหมด แล้วขอเพิ่มจากบอร์ดรูม เช้าถัดไปผมปวดหัวไปดูเกมที่เยอรมนีพร้อมยาแก้ปวด

ผู้จัดการเหล่านี้และอังกฤษหลายคนมีหลักการเดียวกัน ทุกคนอยากชนะระหว่าง 3-5 โมงบ่ายวันเสาร์ เลยถูกมองจากพฤติกรรมในเกมหรือสัมภาษณ์สดๆ ที่อารมณ์ยังพุ่ง

โดยทั่วไป เราทุกคนเป็นโค้ชดีๆ ขยัน เมื่ออยู่นอกเกม เราคือคนต่างกับครอบครัวและเพื่อน

ช่วงเวลาคุณภาพกับกวาร์ดิโอลา

คนที่ผมแยกไว้เพราะข่าวลือว่านี่อาจฤดูกาลสุดท้ายของเป๊ป กวาร์ดิโอลา ในฟุตบอลอังกฤษ คือบอสแมนฯ ซิตี้

ครั้งแรกที่เจอสมัยเวสต์บรอม ต้นฤดูกาล 2016-17 ซิตี้เพิ่งชนะเรา หลังเกมผมให้เดฟ เคมป์ เชิญทีมงานซิตี้มาดื่มตามประเพณี

ผมไปสมทบหลังแถลงข่าว เคมป์นั่งดื่มไวน์คุยกับทีมงานผม

ผมชวนกินข้าวด้วย พูดถึงความประทับใจแรกกับพรีเมียร์และฟุตบอลอังกฤษ

มีเคมป์และเกอร์รี่ ฟรานซิส คุยเรื่องเส้นทางของเป๊ป โดยเฉพาะบาร์ซ่ากับเมสซี่

เขาเมื่อยำและบอกว่าประสบความสำเร็จเพราะมี 6 นักเตะระดับโลกและเมสซี่อัจฉริยะที่เปลี่ยนเกมได้ในวินาที

ตลอดเวลาที่อยู่ เขาตอบทุกคำถามละเอียด สร้างความประทับใจ แม้แต่พนักงานเสิร์ฟยังชมว่าอบอุ่น

ปลายฤดูกาลนั้น เกมเยือนเอติฮัด คิกออฟเย็น หลังเกมเป๊ปมาหาผม

ดื่มและกินข้าว คุยเรื่องบาร์ซ่า ผมบอกไม่เคยไปแต่บางวันอาจ列入 to-do list

เขาเอเมลผมทันที ชวนภรรยาเด็บส์和我ไปเพลิดเพลินบาร์ซ่า

ผมไม่ถนัดเทค สมัยนั้นยิ่งแย่ ให้เมลเด็บส์แทน

สุดสัปดาห์ถัดไป หลังเกมลีก กลับบ้านเจอเมลจากเป๊ป ส่ง to-do list บาร์เซโลนาที่เขาทำเอง บอกติดต่อก่อนไปดูเขาว่างไหม

ผมไม่เก่งรับของขวัญหรือเชิญแบบนี้ เลยไม่ไป แต่บางวันอาจไป และหวังเป๊ปอยู่

คู่มือบาร์เซโลนาจากกวาร์ดิโอลาในช่วงเวลาคุณภาพกับกวาร์ดิโอลา

หลังผมพักจากวงการปี 2020 ไม่เจอสักพักแต่ยังติดต่อกัน เหมือนผู้จัดการอื่นๆ

ปีที่แล้ว ผมช่วยทำสารคดีสกายสปอร์ตเรื่องนักเตะอะคาเดมี่ที่ถูกปล่อย และทางต่อ เซอร์อเล็กซ์ คาร์โล เป๊ป สัมภาษณ์ดีมาก

ฟุตบอลคือครอบครัว อย่าลืม ไม่ว่าเก้าอี้ไหน เป๊ปคือตัวอย่าง เขาไม่แค่เปลี่ยนฟุตบอล แต่เป็นคนจริงใจ

เซอร์อเล็กซ์หรือเป๊ป ใครคือผู้จัดการยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคผม

ถ้าเป๊ปย้ายจากซิตี้ซัมเมอร์นี้ ฟุตบอลอังกฤษจะคิดถึงมาก

ผมเจอบอสซิตี้ 4 คน โจ รอยล์ มาร์ค ฮูส์ โรแบร์โต้ มันชินี่ มานูเอล เปลลกรินี่ ทุกคนรับใช้ฟุตบอลดี แต่ไม่มีใครเท่าผลกระทบของเป๊ปต่อซิตี้และฟุตบอลอังกฤษ จากรากหญ้าถึงทีมชาติ

ในยุคสมัยใหม่ เขาอยู่อันดับ 2 รองเซอร์อเล็กซ์เท่านั้น

ดูตอนเป๊ปมาซิตี้ 2016 พวกเขาตอบรับกันไร้รอยต่อ จำไว้ก่อนเขามีทิกิ เบกิริสตาอิน และเฟร์ราน โซเรียโน่ ที่เคยร่วมงานบาร์ซ่า พวกเขาต้องการเขาและรู้ทิศทาง

มันชินี่และเปลลกรินี่ต่างสไตล์แต่คว้าแชมป์

เซอร์อเล็กซ์มาถึงยูไนเต็ดที่ไม่แชมป์ 19 ปี เขาต้องทุบแล้วสร้างเอง มีบ็อบบี้ ชาร์ลตัน มาร์ติน เอ็ดเวิร์ดส์ สนับสนุนตอนยากลำบากตอนแรก แต่เขาเซ็นขายผลิตเยาวชนเอง

รอยเท้าของเป๊ปอยู่ทุกหนแห่ง

สถิติเป๊ปเกือบเท่าเซอร์อเล็กซ์เรื่องถ้วยรางวัล และอาจได้เพิ่มในเอฟเอคัพไฟนอล แต่มีคนวิจารณ์เรื่องเงินมหาศาลและฟุตบอลน่าเบื่อ

เซอร์อเล็กซ์ก็ใช้เงินเยอะ แต่ในยุคผมเขาคืออันดับ 1 สร้างยูไนเต็ดใหม่ 3 ทีมที่ครองอังกฤษและยุโรป

แต่ไม่มีใครกระทบทุกเลเวลแบบเป๊ป รอยเท้าของเขาครอบคลุมทศวรรษที่เปลี่ยนฟุตบอลอังกฤษ และยังพัฒนา

ฟุตบอลครอบครองถอยหลังข้างๆ ลายเซ็นของเขา กำลังปรับ เล่นไปหน้าตั้งแต่ต้น ผมชอบ!

เลกแรกยูซีแอล พีเอสจี-บาเยิร์น สุดยอด พลัง ความเร็ว วิ่งท้าทาย

เกมแบบนั้น พรีเมียร์ไม่พลาด ทีมท็อปอยากคุมเกม

แต่แฟชั่นหมุนเวียน เหมือนกางเกงบานของเคมป์ ฟุตบอลเหมือนกัน

ปีกตัวต่อตัวจะถูกส่งเสริม

パスสี่เหลี่ยมหรือถอยตอนบุกสูง หวังจะหาย เปลี่ยนเป็นปีกบุกตรง

อนาคตไม่รู้ แต่เป๊ปจะมีส่วนกำหนด ความสำเร็จยั่งยืนเพราะกระตุ้นนักเตะชนะปีแล้วปีเล่า ต้องหิวกระหายและปรับตัวเอง

ช่วงเวลาคุณภาพกับกวาร์ดิโอลา ทำให้ผมเห็นว่าเขาคือตำนานตัวจริง คุณล่ะคิดยังไง ลองแชร์ในคอมเมนต์!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

มิโตมะบาดเจ็บหลุดโผทีมชาติญี่ปุ่นฟุตบอลโลก

มิโตมะบาดเจ็บหลุดโผทีมชาติญี่ปุ่นฟุตบอลโลก

เฮ้เพื่อนๆ แฟนบอลญี่ปุ่นคงช็อกไม่น้อยเลยนะ เมื่อปีกจอมเลื้อยของไบรท์ตันอย่าง คาวรุ มิโตมะ ต้องหลุดโผทีมชาติญี่ปุ่นชุดฟุตบอลโลก 2026 ซะแล้ว สาเหตุหลักมาจากอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อขาหนีบที่เกิดขึ้นในเกมที่ทีมเซ็กัลส์บุกถล่มวูล์ฟส์ 3-0 เมื่อสุดสัปดาห์ก่อน ทำให้เจ้าตัวพลาดลงเล่นนัดสุดท้ายของพรีเมียร์ลีกทั้งสองนัดกับลีดส์และแมนยู

มิโตมะวัย 28 ปี เป็นหนึ่งในดาวดังของญี่ปุ่นที่แฟนๆ คาดหวังว่าจะได้เห็นในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ครั้งนี้ แต่โชคร้ายที่อาการบาดเจ็บเล่นงานหนักเกินกว่าจะหายทัน จัดการทีมฮาจิเมะ โมริยาสุ ประกาศรายชื่อ 26 คนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยไม่มีชื่อของมิโตมะอยู่ในลิสต์เลยทีเดียว

มิโตมะบาดเจ็บหลุดโผทีมชาติญี่ปุ่นฟุตบอลโลก: กำหนดการแข่งขันกลุ่มเอฟ

ทีมชาติญี่ปุ่นอยู่ใน กลุ่มเอฟ ร่วมกับเนเธอร์แลนด์, ตูนิเซีย และสวีเดน โดยจะประเดิมสนามพบดัตช์วันที่ 14 มิถุนายน ก่อนดวลตูนิเซีย 21 มิถุนายน และปิดด้วยสวีเดน 5 วันต่อมา ฟุตบอลโลก 2026 ขนาดขยาย 48 ทีมนี้ จัดขึ้นระหว่าง 11 มิถุนายน ใน 3 ประเทศเจ้าภาพสหรัฐฯ, แคนาดา และเม็กซิโก ถือเป็นโอกาสทองของซามูไรบลูที่จะไปไกล

ถึงแม้มิโตมะจะหลุดโผ แต่ทีมยังมีตัวเก่งอย่างวาตารุ เอนโดจากลิเวอร์พูล, ไดชิ คามาดะจากคริสตัล พาเลซ, อาว ทานากะจากลีดส์ และไดเซน มาเอดะจากเซลติก คอยเติมเต็ม

สาเหตุที่มิโตมะบาดเจ็บหลุดโผทีมชาติญี่ปุ่นฟุตบอลโลก

ฟาเบียน ฮูร์เซลอร์ กุนซือไบรท์ตัน บอกเมื่อวันพฤหัสว่าต้อง “อดทนมากๆ” กับอาการของมิโตมะ และยังให้กำหนดการฟื้นตัวไม่ได้ชัดเจน น่าเสียดายเพราะมิโตมะเป็นตัวหลักที่ช่วยให้ไบรท์ตันลุ้นท็อปซิกซ์ฤนี้

รายชื่อทีมชาติญี่ปุ่นชุดฟุตบอลโลก 2026 แบบเต็มๆ:

  • ผู้รักษาประตู: โทโมกิ ฮายาคาวะ (คาชิมะ แอนเทลอร์ส), เคซูเกะ โอซาโกะ (ซันเฟร็คเซ่ ฮิโรชิม่า), อายะ ซูซูกะ (ปาร์ม่า คาลชิโอ)
  • กองหลัง: ยูโตะ นากาโตโมะ (เอฟซี โตเกียว), โชโกะ ทานิกุชิ (ซินต์-ตรูยเดน), โกะ อิตาคูระ (อาแจ็กซ์), สึโยชิ วาตานาเบะ (เฟเยนูร์ด), ทาเกฮิโระ โทมิยาสุ (อาแจ็กซ์), ฮิโรกิ อิโตะ (บาเยิร์น มิวนิค), อายูมุ เซโกะ (เลอ อาฟร์), ยูกิ นาริ สึงาวาระ (แวร์เดอร์ เบรเมน), จูโนสึเกะ ซูซูกิ (เอฟซี โคเปนเฮเก้น)
  • กองกลาง: วาตารุ เอนโด (ลิเวอร์พูล), จุนยะ อิโตะ (เกงค์), ไดชิ คามาดะ (คริสตัล พาเลซ), โกกิ โอกาวะ (เอ็นอีซี ไนจ์เมเก้น), ไดเซน มาเอดะ (เซลติก), ริตสึ โดอัน (ไอน์ทรัคท์ แฟรงก์เฟิร์ต), อาว ทานากะ (ลีดส์ ยูไนเต็ด), ไคชู ซาโนะ (ไมนซ์ 05), ทาเกฟุซะ คุโบะ (เรอัล โซเซียดาด)
  • กองหน้า: อายาเสะ อูเอด้า (เฟเยนูร์ด), เคโตะ นากามูระ (สต๊าด เดอ ไรมส์), อิโตะ ซูซูกิ (เอสซี ไฟร์บวร์ก), เคนโตะ ชิโอะเดะ (วอล์ฟส์บวร์ก), เคซูเกะ โกโตะ (ซินต์-ตรูยเดน)

ถือเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผลของโมริยาสุ ที่เลือกนักเตะฟิตเต็มร้อยแทน แม้แฟนๆ จะเสียใจกับมิโตมะ แต่ก็ต้องยอมรับความจริง นักเตะอย่างเอนโดและคามาดะน่าจะแบกทีมได้สบาย

ส่วนหัวข้อที่เกี่ยวข้อง: ฟุตบอล, ฟุตบอลโลก, ญี่ปุ่น

คุณคิดยังไงกับการตัดสินใจนี้? ญี่ปุ่นจะไปได้ไกลแค่ไหนในฟุตบอลโลกครั้งนี้ ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อยนะ แล้วอย่าลืมติดตามข่าวสารฟุตบอลโลก 2026 เพิ่มเติมที่นี่เลย!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

“ธนพร” เข้าขอโทษ “ภูมิธรรม” พร้อมเคลียร์ใจเตรียมถอนฟ้อง

ในวงการการเมืองไทยที่มักเต็มไปด้วยความขัดแย้งและการโต้เถียงรุนแรง เรื่องราวล่าสุดที่กำลังเป็นกระแสคือ “ธนพร” เข้าขอโทษ “ภูมิธรรม” พร้อมเคลียร์ใจเตรียมถอนฟ้อง ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของการไกล่เกลี่ยและการยอมรับผิดพลาด โดยเฉพาะประเด็น敏感อย่างปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

“ธนพร” เข้าขอโทษ “ภูมิธรรม” พร้อมเคลียร์ใจเตรียมถอนฟ้อง

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นายภูมิธรรม เวชยชัยภูมิ ที่ปรึกษาและคณะผู้บริหารพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เปิดเผยว่า รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล หรือที่รู้จักในนาม “อาจารย์ธนพร” ได้ติดต่อเข้ามาพบเพื่อขอโทษจากกรณีที่เคยให้สัมภาษณ์วิพากษ์วิจารณ์เขาอย่างรุนแรง ในสมัยที่นายภูมิธรรมดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปมดังกล่าวเกี่ยวข้องกับปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นประเด็นความมั่นคงที่ละเอียดอ่อน

พื้นหลังของเหตุการณ์ “ธนพร” เข้าขอโทษ “ภูมิธรรม”

ย้อนกลับไปในอดีต ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะพื้นที่ปราสาทพระวิหารและบริเวณใกล้เคียง เป็นประเด็นร้อนที่สร้างความตึงเครียดมานาน นักวิชาการและนักการเมืองหลายคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลในขณะนั้น รวมถึงการสื่อสารเชิงนโยบายที่อาจเปิดช่องให้เกิดความเสี่ยงต่อกำลังพลและประชาชนชายแดน รศ.ดร.ธนพร ได้ให้สัมภาษณ์ด้วยถ้อยคำที่รุนแรง จนทำให้นายภูมิธรรมไม่พอใจและดำเนินการฟ้องร้องทางกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ ดร.ธนพร ได้ติดต่อเพื่อพบปะและขอโทษ โดยยอมรับว่ามีความเข้าใจผิดในข้อมูลบางประการ นายภูมิธรรมจึงตอบรับด้วยความเข้าใจ และประกาศว่าจะถอนฟ้อง เพื่อให้เรื่องราวจบลงด้วยดี สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะของทั้งสองฝ่ายในการเคลียร์ใจ

บทเรียนจากกรณีนี้

กรณี “ธนพร” เข้าขอโทษ “ภูมิธรรม” พร้อมเคลียร์ใจเตรียมถอนฟ้อง สะท้อนหลายบทเรียนสำคัญในวงการการเมืองไทย:

  • การวิพากษ์วิจารณ์ต้อง基于ข้อมูลครบถ้วน: นักวิจารณ์ควรศึกษาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะประเด็นความมั่นคงที่เกี่ยวข้องกับความลับทางการทหาร
  • การ对话ดีกว่าการฟ้องร้อง: แทนที่จะยืดเยื้อในศาล การพูดคุยเปิดใจช่วยรักษาความสัมพันธ์และผลประโยชน์ของชาติ
  • วุฒิภาวะทางการเมือง: การยอมรับผิดพลาดและเปลี่ยนมุมมองเมื่อมีข้อมูลใหม่ เป็นคุณสมบัติของผู้นำที่แท้จริง

นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้สื่อและนักวิจารณ์หลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำรุนแรงที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งไม่จำเป็น ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป โดยรัฐบาลปัจจุบันควรสื่อสารอย่างโปร่งใสเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด

ในมุมกว้างขึ้น เรื่องนี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยที่เน้นการเมืองสร้างสรรค์ แทนการต่อสู้แบบเดิมๆ หากนักการเมืองทุกคนเลียนแบบ การเมืองไทยจะก้าวหน้าขึ้นอย่างแน่นอน

สุดท้ายนี้ กรณี “ธนพร” เข้าขอโทษ “ภูมิธรรม” พร้อมเคลียร์ใจเตรียมถอนฟ้อง เป็นตัวอย่างที่ชวนให้คิดว่า การยอมรับผิดและให้อภัยสามารถนำไปสู่ทางออกที่ดีได้ ลองติดตามข่าวการเมืองไทยต่อไป และแบ่งปันมุมมองของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ

ที่มา – “ธนพร” เข้าขอโทษ “ภูมิธรรม” พร้อมเคลียร์ใจเตรียมถอนฟ้อง

“อภิสิทธิ์” ฉะรัฐบาลเลือกปฏิบัติ อุ้มพวกพ้อง

ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา มีดราม่าร้อนแรงเมื่อ อภิสิทธิ์ ฉะรัฐบาลเลือกปฏิบัติ อย่างดุเดือด โดยเฉพาะเรื่องการพิจารณาร่างกฎหมายค้างจากสภาชุดที่แล้วตามมาตรา 147 ของรัฐธรรมนูญ นี่คือประเด็นที่สะท้อนทัศนคติของรัฐบาลได้ชัดเจนที่สุดเลยทีเดียว

อภิสิทธิ์ ฉะรัฐบาลเลือกปฏิบัติ อุ้มกฎหมายพวกพ้อง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ยอมปล่อยผ่าน เขาอภิปรายว่าการเลือกยืนยันร่างกฎหมายบางฉบับแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมีใจแคบและเลือกปฏิบัติชัดเจน แม้เขาจะสนับสนุนกฎหมายดีๆ ที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของไทย เช่น กฎหมายอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาต กฎหมายล้มละลายเพื่อฟื้นฟูกิจการ หรือกฎหมายการแข่งขันทางการค้าที่ควรเพิ่มอำนาจคณะกรรมการกำกับดูแลให้จัดการกลุ่มทุนที่ผูกขาดตลาดได้ทันที โดยไม่ต้องรอพิสูจน์อำนาจเหนือตลาด รวมถึงกฎหมายอากาศสะอาดและกฎหมายบุคลากรทางการศึกษาที่รัฐบาลยืนยันให้เดินหน้า

แต่ปัญหาอยู่ที่ร่างกฎหมายที่รัฐบาล “ไม่ยืนยัน” ซึ่งดูผิดปกติมาก โดยเฉพาะเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประชาชนลงประชามติเห็นชอบอย่างล้นหลาม แต่รัฐบาลกลับไม่สานต่อตามข้อตกลงเดิม ทำให้กระบวนการประนีประนอมในหมวด 1 และ 2 ต้องเริ่มใหม่ สร้างปมขัดแย้งวนกลับมาอีกครั้ง นี่คือสัญญาณอันตรายสำหรับสังคมไทย

ตัวอย่างชัดๆ ของการเลือกปฏิบัติที่อภิสิทธิ์ชี้

  • กฎหมาย PRTR (รายงานและเคลื่อนย้ายมลพิษ): ภาคประชาชนรวบรวมรายชื่อเสนอ ผ่านกรรมาธิการแล้ว สอดคล้องมาตรฐาน OECD ที่รัฐบาลอยากเข้าร่วม แต่ถูกสั่งหยุดเพราะเป็นร่างจากประชาชน
  • นิรโทษกรรมประชาชน: รัฐบาลอุ้มนิรโทษนักการเมือง แต่ทิ้งนิรโทษประชาชนที่เดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกินที่รัฐรุกเอง
  • กฎหมายคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม: เพิกเฉยต่อแรงงานยุคใหม่ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบในเศรษฐกิจดิจิทัล
  • สวัสดิการ อสม.: ทุกพรรคเคยรักหนาแต่ตอนนี้ทิ้งให้เริ่มใหม่ทั้งหมด

การกระทำแบบนี้ทำให้เห็นว่ารัฐบาลเลือกอุ้มกฎหมายที่เป็นประโยชน์พวกพ้อง แต่ทิ้งร่างจากภาคประชาชน สะท้อนหัวใจที่ไม่กว้างพอของผู้มีอำนาจ

ผลกระทบจากการเลือกปฏิบัติของรัฐบาล

ไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่ยังจุดชนวนความขัดแย้งเก่าๆ ให้ฟื้นคืน ถ้ารัฐบาลมีอำนาจบริหาร ก็ต้องเคารพเจตนารมณ์ประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ใช่เลือกข้าง การเมืองไทยจะก้าวหน้าได้ต้องฟังเสียงทุกฝ่าย โดยเฉพาะกลุ่มเล็กที่มักถูกมองข้าม

จากมุมมองของอภิสิทธิ์ นี่คือโอกาสให้รัฐบาลทบทวน หันมาให้ความสำคัญกับกฎหมายที่ประชาชนผลักดัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดช่องว่างทางการเมือง สุดท้ายแล้ว ประชาธิปไตยที่แท้จริงคือการรับฟังและปฏิบัติเพื่อทุกคน

คุณคิดอย่างไรกับประเด็น อภิสิทธิ์ ฉะรัฐบาลเลือกปฏิบัติ นี้? รัฐบาลควรปรับตัวอย่างไรเพื่อไม่ให้ปมขัดแย้งวนลูป? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันนะครับ!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ฉะรัฐบาลใจแคบเลือกปฏิบัติ อุ้มกฎหมายพวกพ้องแต่ทิ้งร่างภาคประชาชน

“อนุทิน” โชว์ลูกคอร้องเพลง “ขอพบในฝัน”

อนุทิน โชว์ลูกคอร้องเพลง “ขอพบในฝัน” ในงานเปิดโครงการประกวดร้องเพลงเยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย ครั้งที่ 3 ปี 2569 จัดโดยสำนักงานพระคลังข้างที่ สร้างความประทับใจให้ผู้ร่วมงานอย่างมาก นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคนนี้ไม่เพียงแค่มาร่วมงาน แต่ยังโชว์พลังเสียงร้องเพลงลูกกรุงสุดคลาสสิกของชรินทร์ นันทนาคร ศิลปินแห่งชาติ เพื่อเปิดม่านงานอย่างอบอุ่นและสนุกสนาน

อนุทิน โชว์ลูกคอร้องเพลง “ขอพบในฝัน” เปิดงานประกวด

อนุทิน โชว์ลูกคอร้องเพลง “ขอพบในฝัน” เปิดงานประกวดร้องเพลง

เหตุการณ์สุดประทับใจเกิดขึ้นเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่ห้องเกียรติคุณพรรณนา 2 อาคารเกียรติคุณพรรณนา สำนักงานพระคลังข้างที่ ถนนนครราชสีมา เขตดุสิต กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นเวทีร้องเพลง “ขอพบในฝัน” ท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้องจากผู้มาร่วมงาน หลังจากนั้นยังหยอดหวานว่าตนจะกลับไปหัดร้องเพลง “ไม่เคยรักใครเท่าเธอ” ให้คนที่บ้านฟังอีกด้วย แสดงให้เห็นถึงด้านอบอุ่นและใกล้ชิดของผู้นำรัฐบาล

อนุทิน ร่วมงานประกวดร้องเพลงเยาวชน

รายละเอียดโครงการเยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย

โครงการนี้จัดขึ้นในประเภทเพลงลูกกรุง ลูกทุ่ง และเพลงไทยร่วมสมัย โดยมีเป้าหมายส่งเสริมให้เยาวชนรุ่นใหม่สืบสานวัฒนธรรมผ่านบทเพลงไทยแท้ๆ นายอนุทินกล่าวยกย่องโครงการนี้ว่ามีคุณค่าต่อชาติ สะท้อนวิถีชีวิตและเอกลักษณ์ไทย ช่วยให้เยาวชนเรียนรู้ความรัก ความภาคภูมิใจ และคุณค่าดีๆ จากเพลงเก่าแก่

ท่านนายกฯ ยังเล่าถึงความประทับใจจากรอบชิงปีที่แล้ว ที่เห็นพลังและความสามารถของเยาวชนทั่วประเทศ ชื่นชมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน วงการดนตรี ศิลปิน ผู้ฝึกสอน สื่อ และหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะสำนักงานพระคลังข้างที่ที่เป็นแกนนำ

อนุทิน โชว์ลูกคอร้องเพลง “ขอพบในฝัน

ความสำคัญของเพลงไทยในการสืบสานวัฒนธรรม

อนุทิน โชว์ลูกคอร้องเพลง “ขอพบในฝัน” ไม่ใช่แค่การแสดง แต่เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลสนับสนุนกิจกรรมพัฒนาเยาวชนและวัฒนธรรมไทยอย่างเต็มที่ ท่านระบุว่าเพลงไทยสมัยเก่าเป็นเครื่องมือสอนชีวิต สอนความรับผิดชอบชั่วดี สร้างสติปัญญาและความละเมียดละมุนให้ผู้ฟัง นอกจากนี้ยังชื่นชอบผู้จัดงานที่เป็นครูบาอาจารย์ด้านดนตรี ทำให้รู้สึกว่าทำงานนี้ด้วยใจรัก ไม่ใช่แค่นโยบาย

  • ส่งเสริมเอกลักษณ์ไทยผ่านเพลงลูกกรุง ลูกทุ่ง
  • สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชน
  • เชื่อมโยง世代เก่า-ใหม่
  • พัฒนาทักษะร้องเพลงและวัฒนธรรม
  • ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเต็มรูปแบบ
ภาพงานแถลงข่าวโครงการเพลงไทย

นายอนุทินยืนยันว่าจะเข้าร่วมรอบชิงชนะเลิศวันที่ 31 ตุลาคม หากยังอยู่ในตำแหน่งนายกฯ แสดงถึงความมุ่งมั่นต่อเนื่อง โครงการนี้ไม่เพียงรักษาเพลงไทย แต่ยังสร้างคุณค่าทางสังคม สอนให้เยาวชนนำเนื้อเพลงไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น การทำงาน การดำเนินชีวิตอย่างมีคุณธรรม

การที่นายกฯ โชว์ร้องเพลงแบบนี้ ทำให้ภาพลักษณ์ผู้นำดูเข้าถึงง่าย สร้างรอยยิ้มและความผูกพันกับประชาชน โดยเฉพาะในยุคที่วัฒนธรรมไทยกำลังถูกท้าทายจากกระแสต่างชาติ โครงการนี้จึงเป็นแสงสว่างสำคัญในการอนุรักษ์

หากคุณชื่นชอบเพลงไทยและข่าวการเมืองที่น่าสนใจ ติดตามอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่นี่ เพื่อไม่พลาดเหตุการณ์สุดพิเศษแบบนี้!

ที่มา – “อนุทิน” โชว์ลูกคอร้องเพลง “ขอพบในฝัน” เปิดงานประกวดร้องเพลง หยอดหวานจะกลับไปร้องให้คนที่บ้านฟัง

กองทัพภาคที่ 2 รับตัว ลุงโยชน์ กลับบ้านปลอดภัย

กองทัพภาคที่ 2 รับตัว ลุงโยชน์ นายโยชน์ สายน้อย วัย 58 ปี ชาวไทยจากสุรินทร์ กลับสู่ครอบครัวอย่างปลอดภัยแล้ว หลังจากพลัดหลงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออันดีระหว่างหน่วยงานทหารทั้งสองประเทศ

กองทัพภาคที่ 2 รับตัว ลุงโยชน์ ณ จุดผ่านแดนช่องสะงำ

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ณ จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ พลจัตวา นิด นารง รองเสนาธิการภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชา ในฐานะประธานกองเลขานุการคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ได้ส่งมอบตัวนายโยชน์ สายน้อย ให้กับพลตรี กัมปนาท วาพันสุ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งทำหน้าที่ประธานกองเลขาฯ RBC ฝั่งไทย

ก่อนหน้านี้ ลุงโยชน์เดินทางเข้าไปหาของป่าบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2569 และหายตัวไป ครอบครัวและเจ้าหน้าที่พลเรือน ตำรวจ ทหาร ร่วมค้นหาอย่างสุดความสามารถ จนสงสัยว่าพลัดหลงข้ามแดน

กระบวนการช่วยเหลือลุงโยชน์ด้วยกลไก RBC

กองทัพภาคที่ 2 รับตัว ลุงโยชน์ หลังจากประสานงานผ่านกลไกความร่วมมือระดับพื้นที่กับภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชา พบว่านายโยชน์ถูกดำเนินคดีฐานข้ามแดนผิดกฎหมายที่ศาลชั้นต้นจังหวัดอุดรมีชัย กองทัพภาคที่ 2 ส่งหนังสือขอความช่วยเหลือ จนได้รับอนุมัติส่งตัวกลับในวันดังกล่าว

การดำเนินการนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความร่วมมือชายแดนที่ช่วยลดความตึงเครียด สร้างความเชื่อมั่นระหว่างประชาชนและหน่วยงานความมั่นคงทั้งไทยและกัมพูชา สอดคล้องกับถ้อยแถลงการประชุม GBC ครั้งที่ 3 เมื่อ 27 ธันวาคม 2568

สภาพร่างกายและการดูแลหลังกลับ

จากการตรวจสุขภาพเบื้องต้น ลุงโยชน์มีร่างกายปกติ กองทัพภาคที่ 2 จะนำส่งกลับครอบครัวที่ตำบลกันตรวจระมวล อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ พร้อมประสานงานดูแลสวัสดิภาพ สุขภาพ และให้กำลังใจครอบครัว

  • การค้นหาและประสานงานอย่างรวดเร็ว
  • ใช้กลไก RBC อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ผลสำเร็จจากการร่วมมือข้ามชาติ
  • เสริมสร้างความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

กองทัพภาคที่ 2 ขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยโพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า “รับตัว นายโยชน์ สายน้อย ประชาชนคนไทย กลับประเทศไทยแล้ว”

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงช่วยเหลือประชาชนคนไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าความร่วมมือชายแดนสามารถแก้ปัญหาได้อย่างสันติ ช่วยป้องกันเหตุการณ์คล้ายกันในอนาคต หากคุณมีประสบการณ์หรือข่าวสารเกี่ยวกับชายแดน สามารถแชร์ได้ในคอมเมนต์

นอกจากนี้ การมีกลไกอย่าง RBC ช่วยให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว ลดความเสี่ยงจากการพลัดหลงหรือข้ามแดนโดยไม่ตั้งใจ ในพื้นที่ชายแดนตะวันออกเฉียงเหนืออย่างศรีสะเกษ สุรินทร์ มีประชาชนจำนวนมากที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ การตระหนักรู้และความร่วมมือจึงสำคัญยิ่ง

กองทัพภาคที่ 2 ยังคงมุ่งมั่นดูแลประชาชนตามแนวชายแดนต่อไป หากพบผู้พลัดหลงหรือมีปัญหา สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที เพื่อให้เกิดการช่วยเหลือที่รวดเร็วแบบนี้

ติดตามข่าวสารกองทัพภาคที่ 2 รับตัว ลุงโยชน์ และเหตุการณ์ชายแดนอื่นๆ ได้ที่นี่ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!