วัน: 29 พฤษภาคม 2026

สำนักงานสลากฯ เปิดตัวกล่องความรู้ ปูทางฝัน สู่อนาคตยั่งยืน

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (GLO) สร้างปรากฏการณ์แห่งการให้ครั้งสำคัญด้วยการดำเนินโครงการ สำนักงานสลากฯ เปิดตัวกล่องความรู้ ปูทางฝัน สร้างพื้นที่เรียนรู้สู่อนาคตยั่งยืนแก่เยาวชน ผ่านนวัตกรรมห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์สมัยใหม่ เพื่อยกระดับโอกาสทางการศึกษาให้กับน้องๆ ในโรงเรียนสลากกินแบ่งสงเคราะห์ทั่วประเทศกว่า 73 แห่งทั่วไทย

สำนักงานสลากฯ เปิดตัวกล่องความรู้ ปูทางฝัน สร้างพื้นที่เรียนรู้สู่อนาคตยั่งยืนแก่เยาวชน

การขับเคลื่อนสังคมอย่างยั่งยืนไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เมื่อภาครัฐให้ความสำคัญกับการติดอาวุธทางปัญญาให้กับเยาวชน ข้อมูลจาก พ.ท.หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ยืนยันว่าในปี 2569 นี้ ทางหน่วยงานมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนพื้นที่ห้องสมุดให้เป็นแหล่งเรียนรู้แห่งศตวรรษใหม่ ภายใต้แนวคิด สำนักงานสลากฯ เปิดตัวกล่องความรู้ ปูทางฝัน สร้างพื้นที่เรียนรู้สู่อนาคตยั่งยืนแก่เยาวชน เพื่อให้เยาวชนได้เข้าถึงทรัพยากรการเรียนรู้ที่เท่าเทียมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นวัตกรรมห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์เพื่อเยาวชน

ความน่าสนใจของโครงการนี้คือการนำตู้คอนเทนเนอร์ที่ได้มาตรฐานวิศวกรรมมาดัดแปลงเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ทันสมัย ภายในโครงการไม่ได้มีเพียงแค่หนังสือ แต่ยังเสริมเทคโนโลยีให้ทันยุคด้วยอุปกรณ์ที่ครบครัน ดังนี้:

  • ชุดหนังสือคุณภาพและสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน
  • สมาร์ททีวีและหน้าจอ Kiosk สำหรับการค้นหาข้อมูลออนไลน์
  • ระบบเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่กว้างไกลแบบไร้พรมแดน
  • การอบรมบุคลากรทางการศึกษาเพื่อการบริหารสื่อดิจิทัล

ความสำเร็จของโครงการ สำนักงานสลากฯ เปิดตัวกล่องความรู้ ปูทางฝัน สร้างพื้นที่เรียนรู้สู่อนาคตยั่งยืนแก่เยาวชน ยังได้รับการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญด้านภาพประกอบและสื่อการสอน ที่มองว่าโครงการนี้ช่วยทลายกำแพงความรู้เดิมๆ เปลี่ยนวิชาวิทยาศาสตร์ที่ยากให้กลายเป็นเรื่องสนุกผ่านการ์ตูนและภาพประกอบที่น่าสนใจ ช่วยกระตุ้นทักษะกระบวนการคิดแบบ STEM ให้กับเด็กๆ ตั้งแต่วัยเยาว์

ในฐานะส่วนหนึ่งของสังคม เราเชื่อมั่นว่าหัวใจสำคัญของการพัฒนาชาติคือการให้โอกาส หากเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลมีพื้นที่การเรียนรู้ที่มีคุณภาพเช่นนี้ ผลลัพธ์ที่จะตามมาคือการเปลี่ยนทรัพยากรบุคคลให้มีความแข็งแกร่ง ทั้งด้านร่างกายและสติปัญญา เพื่อเติบโตไปเป็นพลเมืองคุณภาพที่ขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวหน้าต่อไปในอนาคต

ที่มา – สำนักงานสลากฯ เปิดตัวกล่องความรู้ ปูทางฝัน สร้างพื้นที่เรียนรู้สู่อนาคตยั่งยืนแก่เยาวชน

ดร.โจ ประกาศ 10 นโยบายเมืองแคร์คน ค้าขาย ไม่ต้องจ่ายส่วย

เชื่อว่าคนกรุงเทพฯ หลายคนเริ่มคุ้นตากับป้ายบิลบอร์ดขนาดใหญ่ที่ปรากฏอยู่ตามจุดยุทธศาสตร์สำคัญทั่วเมือง ไม่ว่าจะเป็นอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หรือย่านสยามพารากอน ซึ่งนั่นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น “ดร.โจ” ประกาศ 10 นโยบายเมืองแคร์คน ขึ้นบิลบอร์ดทั่วกรุง ค้าขาย ไม่ต้องจ่ายส่วย ให้ชาวกรุงเทพฯ ได้เห็นวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการเปลี่ยนแปลงเมืองให้ดีขึ้นกว่าเดิม

“ดร.โจ” ประกาศ 10 นโยบายเมืองแคร์คน ขึ้นบิลบอร์ดทั่วกรุง ค้าขาย ไม่ต้องจ่ายส่วย

นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ ดร.โจ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 10 ได้เปิดตัวแคมเปญหาเสียงที่เน้นความเข้าใจปัญหาชีวิตคนเมืองอย่างแท้จริง ผ่านแนวคิด “เมืองแคร์คน” โดยไม่ได้เน้นแค่การติดป้ายหาเสียงหนาแน่นจนสร้างความเดือดร้อน กีดขวางทางเท้า แต่เลือกใช้สื่อบิลบอร์ดคุณภาพและการสื่อสารผ่านช่องทางที่ครบถ้วน เพื่อถ่ายทอดนโยบายสำคัญที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนกรุงได้อย่างตรงจุด

รายละเอียด 10 นโยบายเมืองแคร์คน สร้างความหวังให้คนกรุง

การที่ “ดร.โจ” ประกาศ 10 นโยบายเมืองแคร์คน ขึ้นบิลบอร์ดทั่วกรุง ค้าขาย ไม่ต้องจ่ายส่วย นั้น ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนในแวดวงการเมืองท้องถิ่นอย่างมาก เพราะแต่ละนโยบายล้วนเกิดจากการสัมผัสปัญหาจริง ดังนี้:

  • เพิ่มเส้นทางรถเมล์เชื่อมรถไฟฟ้า พร้อมหลังคาหลบแดดฝน
  • แก้ปัญหาใบส่งตัว ให้คนใช้บัตรทองหาหมอได้สะดวก ไม่ต้องรอนาน
  • ลอกท่อ 100% ทุกปี แก้ปัญหาน้ำท่วมขังอย่างยั่งยืน
  • ยกระดับความปลอดภัยด้วยระบบ CCTV ที่เชื่อมโยงรัฐและเอกชน พร้อมใช้ AI ป้องกันอาชญากรรม 24 ชม.
  • การันตีค้าขาย ไม่ต้องจ่ายส่วย สร้างความเป็นธรรมให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย
  • ดูแลผู้ป่วยติดเตียงฟรี พร้อมจ้างงานดูแลกว่า 5,000 ตำแหน่ง
  • ฟื้นฟูการสัญจรทางน้ำด้วยเรือเมล์ในคลอง
  • เพิ่มศูนย์ดูแลผู้สูงวัยใกล้ชุมชน 10 แห่ง
  • สนับสนุน SMEs ด้วยการซื้อของร้านรายย่อยเพื่อลุ้นรางวัล
  • โครงการที่พักราคาถูกสำหรับคนทำงานในเมือง

สิ่งที่น่าสนใจคือ ดร.โจ เลือกที่จะไม่ติดป้ายหาเสียงตามเสาไฟฟ้าหรือทางเท้า เพื่อลดมลพิษทางสายตาและไม่ให้กีดขวางทางสัญจร นี่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดที่สอดคล้องกับสโลแกน “เมืองแคร์คน” อย่างชัดเจน การกล้าการันตีเรื่องการค้าขายโดยไม่ต้องมีส่วยถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เหล่าคนทำมาค้าขายในกรุงเทพฯ ต่างเฝ้ารอคอย เพราะหากทำได้จริง จะช่วยคืนความเป็นธรรมและลดต้นทุนแฝงให้กับพี่น้องประชาชนอย่างมหาศาล

สุดท้ายนี้ การที่มีผู้สมัครให้ความสำคัญกับปัญหาโครงสร้างและปากท้องไปพร้อมๆ กันเช่นนี้ ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า หากนโยบายเหล่านี้ถูกขับเคลื่อนด้วยความจริงใจและมีแผนงานที่ชัดเจน เชื่อว่ากรุงเทพฯ จะกลายเป็นพื้นที่ที่ “แคร์คน” สมชื่ออย่างแน่นอน

ที่มา – “ดร.โจ” ประกาศ 10 นโยบายเมืองแคร์คน ขึ้นบิลบอร์ดทั่วกรุง ค้าขาย ไม่ต้องจ่ายส่วย

อุบัติเหตุสลด เก๋งชนราวกั้นขอบทาง เสียบทะลุรถ ดับ 2 ศพ

เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันบนท้องถนน แต่เมื่อเช้าวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เน้นย้ำถึงความปลอดภัยขณะขับขี่ กับข่าว อุบัติเหตุสลด เก๋งชนราวกั้นขอบทาง เสียบทะลุรถ ดับ 2 ศพ บริเวณถนนบายพาสชะอำ-ปราณบุรี ถนนเส้นนี้มักมีรถสัญจรไปมาด้วยความเร็วสูง ทำให้ความเสี่ยงบนท้องถนนเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

สรุปเหตุการณ์ อุบัติเหตุสลด เก๋งชนราวกั้นขอบทาง เสียบทะลุรถ ดับ 2 ศพ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 08.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ชะอำ ได้รับแจ้งเหตุรถเก๋งเสียหลักชนเข้ากับราวเหล็กกั้นขอบทางเกาะกลางถนน แรงปะทะรุนแรงจนราวเหล็กทะลุผ่านตัวรถเข้ามาทางกระจกหน้าถึงกระจกหลัง ทำให้สภาพรถพังยับเยิน โดยหลังเกิดเหตุทีมกู้ภัยและเจ้าหน้าที่การแพทย์ได้เร่งเข้าตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบเหตุอย่างเร่งด่วน

รายละเอียดผู้ประสบเหตุและสถานการณ์ในขณะนั้น

พบผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 2 ราย คือคนขับรถ ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบเสื้อแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขชื่อ นพ.ไพทยา สืบสิงห์ อยู่ภายในรถ ส่วนผู้เสียชีวิตอีกรายเป็นหญิงที่คาดว่าเป็นแฟนสาว นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย คือ นางละอองทิพย์ อายุ 53 ปี ซึ่งติดอยู่ภายในรถ ทางกู้ภัยต้องใช้เครื่องมือตัดถ่างเพื่อนำตัวออกมาอย่างทุลักทุเล ก่อนนำส่งโรงพยาบาลชะอำเป็นการด่วน นี่นับเป็นอีกหนึ่ง อุบัติเหตุสลด เก๋งชนราวกั้นขอบทาง เสียบทะลุรถ ดับ 2 ศพ ที่สร้างความเศร้าสลดให้กับผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก

บทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้คือ:

  • การใช้ความเร็วเกินกำหนดบนถนนบายพาสเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
  • ราวเหล็กกั้นขอบทางหากปะทะด้วยแรงมหาศาลอาจกลายเป็นอาวุธร้ายได้
  • การมีสติและการพักผ่อนที่เพียงพอขณะขับรถทางไกลมีความสำคัญสูงสุด

ในนามของทีมงาน ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสีย และขอภาวนาให้ผู้บาดเจ็บมีอาการดีขึ้นโดยเร็วที่สุด อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อแต่เราสามารถป้องกันได้ด้วยการขับขี่รถด้วยความระมัดระวังและปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัดเสมอครับ

ที่มา – อุบัติเหตุสลด เก๋งชนราวกั้นขอบทาง เสียบทะลุรถ ดับ 2 ศพ หญิงวัย 53 สาหัส

ผอ.สำนักสืบสวนฯ ป.ป.ช. มอบตัวคดีชนไรเดอร์ดับ เล็งแจ้งข้อหาชายชุดดำ สมอ้างเป็นคนขับ

ผอ.สำนักสืบสวนฯ ป.ป.ช. มอบตัวคดีชนไรเดอร์ดับ เล็งแจ้งข้อหาชายชุดดำ สมอ้างเป็นคนขับ

กลายเป็นข่าวเศร้าที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก กับอุบัติเหตุบนท้องถนนที่พรากชีวิตไรเดอร์ส่งอาหารไปอย่างไม่มีวันกลับ เมื่อมีรายงานว่า ผอ.สำนักสืบสวนฯ ป.ป.ช. มอบตัวคดีชนไรเดอร์ดับ เล็งแจ้งข้อหาชายชุดดำ สมอ้างเป็นคนขับ หลังจากเกิดเหตุการณ์ขับรถกระบะพุ่งชนท้ายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าบนสะพานข้ามถนนรัตนาธิเบศร์ จนเป็นเหตุให้ผู้ขับขี่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุอย่างน่าสลดใจ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางศรีเมือง ได้รับแจ้งอุบัติเหตุรุนแรง นายจรงค์ เกาะเหมาะ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ขับรถยนต์ส่วนตัวเข้ามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว โดยมีการตั้งข้อหาหนักถึง 3 กระทง ได้แก่ ขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย, ขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และข้อหาขับรถชนแล้วไม่หยุดให้ความช่วยเหลือ ซึ่งกระบวนการทางกฎหมายกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น

เบื้องลึกจากการสอบสวนคดี ผอ.สำนักสืบสวนฯ ป.ป.ช. มอบตัวคดีชนไรเดอร์ดับ เล็งแจ้งข้อหาชายชุดดำ สมอ้างเป็นคนขับ

ความน่าสนใจของคดีนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ตัวผู้ขับขี่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเด็นของชายชุดดำที่พยายามเข้ามาแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม โดยมีข้อมูลว่า นายธำรง เพื่อนสนิทของนายจรงค์ ได้ปรากฏตัวในที่เกิดเหตุและพยายามอ้างกับเจ้าหน้าที่ว่าตนเองเป็นคนขับรถคันที่เกิดเหตุเสียเอง หลังจากที่พนักงานสอบสวนได้ทำการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ก็พบว่าสูงถึง 115 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเกินกฎหมายกำหนดอย่างชัดเจน

ประเด็นที่น่าจับตามองในคดี ผอ.สำนักสืบสวนฯ ป.ป.ช. มอบตัวคดีชนไรเดอร์ดับ เล็งแจ้งข้อหาชายชุดดำ สมอ้างเป็นคนขับ มีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้:

  • มีการดื่มสุราในร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านถนนราชพฤกษ์ ก่อนเกิดเหตุการเฉี่ยวชน
  • พนักงานร้านยืนยันว่ามีการดื่มไวน์ไปถึง 3 ขวด
  • ชายชุดดำพยายามสวมรอยเป็นคนขับเพื่อช่วยเพื่อน
  • ตำรวจเร่งเก็บหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ทั้งลายนิ้วมือแฝงและ DNA

ในมุมมองของสังคม การกระทำของผู้ที่มีหน้าที่ดูแลกฎหมายหรือทำงานในหน่วยงานตรวจสอบอย่าง ป.ป.ช. ยิ่งต้องมีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองสูงกว่าบุคคลทั่วไป การเมาแล้วขับถือเป็นพฤติกรรมที่ยอมรับไม่ได้ เพราะไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายแก่ชีวิตผู้อื่น แต่ยังเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อหน่วยงานรัฐ บทเรียนในครั้งนี้ควรเป็นเครื่องเตือนใจว่า กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์และทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน

เราหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะดำเนินการไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมที่สุด เพื่อมอบความยุติธรรมให้กับครอบครัวของไรเดอร์ผู้เสียชีวิต และหวังว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นซ้ำอีกบนถนนเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นใครก็ไม่มีสิทธิ์หลบเลี่ยงความผิดจากการกระทำของตนเองได้

ที่มา – ผอ.สำนักสืบสวนฯ ป.ป.ช. มอบตัวคดีชนไรเดอร์ดับ เล็งแจ้งข้อหาชายชุดดำ สมอ้างเป็นคนขับ

รัฐบาลเตรียมผลิตอาสาพยาบาลชุมชน 10,000 คน ดูแลผู้สูงอายุ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวดีเกี่ยวกับแวดวงสาธารณสุขไทยกันมาบ้างแล้ว กับโครงการที่ทางรัฐบาลกำลังเร่งผลักดันเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่นให้ดียิ่งขึ้น โดยล่าสุดมีประกาศว่า รัฐบาลเตรียมผลิตอาสาพยาบาลชุมชน 10,000 คน ทำงานร่วมกับ อสม. ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง อย่างใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิมครับ

รัฐบาลเตรียมผลิตอาสาพยาบาลชุมชน 10,000 คน ทำงานร่วมกับ อสม. ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง

โครงการนี้นับเป็นก้าวสำคัญ เพราะจะเข้ามาช่วยลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) โดยอาสาพยาบาลชุมชน หรือ “อสพ.” จะทำหน้าที่เปรียบเสมือนด่านหน้าเชิงรุกที่เข้าไปดูแลถึงบ้านผู้ป่วยโดยตรง ซึ่งการทำงานจะประสานพลังร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีอยู่แล้วครับ

รายละเอียดการทำงานของ อสพ. 10,000 คน

การเข้ามามีบทบาทของ อสพ. ในครั้งนี้ จะมุ่งเน้นไปที่ 4 กลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ ผู้สูงอายุ/ผู้ป่วยติดเตียง, ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs), แม่และเด็ก และผู้ป่วยจิตเวชหรือยาเสพติด โดยอาสาสมัคร 1 คน จะรับผิดชอบดูแลผู้ป่วยประมาณ 24 ราย มีแผนการเยี่ยมบ้านอย่างชัดเจนสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อตรวจวัดสัญญาณชีพ ทำแผล และติดตามอาการเบื้องต้น ซึ่งโครงการ รัฐบาลเตรียมผลิตอาสาพยาบาลชุมชน 10,000 คน ทำงานร่วมกับ อสม. ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่ต่อเนื่องได้มากขึ้นครับ

  • คัดกรองโรคเบื้องต้น: ตรวจวัดอาการและประเมินสุขภาพ
  • หัตถการพื้นฐาน: ทำแผลและป้องกันแผลกดทับในผู้ป่วยติดเตียง
  • ติดตามยา: ดูแลเรื่องการกินยาอย่างเคร่งครัดในกลุ่ม NCDs
  • ประสานงาน: ส่งต่อข้อมูลไปยังโรงพยาบาลได้รวดเร็วขึ้น

สำหรับใครที่สนใจ ทางภาครัฐจะเปิดรับสมัครในช่วงไตรมาสที่ 3-4 ของปี 2569 ผ่านช่องทางแอปฯ หมอพร้อม โดยเปิดโอกาสทั้งผู้ที่จบปริญญาตรีด้านสุขภาพ สาขาอื่นๆ และพยาบาลเกษียณอายุไม่เกิน 70 ปี เพื่อเข้ารับการอบรมให้พร้อมทำหน้าที่ดูแลคนในชุมชนอย่างมืออาชีพ ทั้งนี้รัฐบาลยืนยันว่าการจ้างงานครั้งนี้จะไม่กระทบต่อ Care Giver เดิมอย่างแน่นอนครับ

ในความคิดเห็นของผม นี่ถือเป็นกลไกที่น่าชื่นชม เพราะนอกจากจะช่วยเรื่องสุขภาพแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสการจ้างงานให้กับคนในชุมชนมีทักษะติดตัวไปตลอด หากโครงการนี้ดำเนินไปได้ด้วยดี สังคมผู้สูงอายุไทยเราจะมีความมั่นคงทางสุขภาพมากขึ้นแน่นอนครับ

ที่มา – รัฐบาลเตรียมผลิตอาสาพยาบาลชุมชน 10,000 คน ทำงานร่วมกับ อสม. ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง

ไทยช่วยไทย พลัส ลงทะเบียนทะลุ 26.2 ล้านราย ทั่วประเทศ

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวอัปเดตมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังมาแรงสุดๆ นั่นคือโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ประชาชนลงทะเบียนทะลุ 26.2 ล้านราย ร้านค้าพร้อมใช้ทะลุ 6.5 แสนรายทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยตื่นตัวกับการใช้สิทธิ์เพื่อลดภาระค่าครองชีพกันมากแค่ไหนครับ

ไทยช่วยไทย พลัส ประชาชนลงทะเบียนทะลุ 26.2 ล้านราย ร้านค้าพร้อมใช้ทะลุ 6.5 แสนรายทั่วประเทศ

จากการรายงานล่าสุดของรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พบว่ายอดผู้ลงทะเบียนโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ประชาชนลงทะเบียนทะลุ 26.2 ล้านราย ร้านค้าพร้อมใช้ทะลุ 6.5 แสนรายทั่วประเทศ นั้นได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ โดยแบ่งเป็นผู้ที่เคยร่วมโครงการเดิมและผู้ที่ลงทะเบียนใหม่ ซึ่งทุกคนต่างร่วมใจกันกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

สถิติที่น่าสนใจจากการลงทะเบียน

หากเรามาดูข้อมูลเจาะลึกกันสักนิด จะพบความน่าสนใจดังนี้ครับ:

  • กลุ่มอายุที่ลงทะเบียนสำเร็จมากที่สุดคือช่วง 31-45 ปี
  • มีสัดส่วนผู้หญิงมากกว่าผู้ชายในการเข้าร่วมโครงการ
  • ร้านค้าที่ตบเท้าเข้าร่วมมากที่สุดคือกลุ่มร้านอาหารและเครื่องดื่ม
  • ภูมิภาคที่คึกคักที่สุดคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สำหรับการดำเนินงานของ ไทยช่วยไทย พลัส ประชาชนลงทะเบียนทะลุ 26.2 ล้านราย ร้านค้าพร้อมใช้ทะลุ 6.5 แสนรายทั่วประเทศ ในครั้งนี้ รัฐบาลมุ่งหวังที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายรายวันของพี่น้องประชาชน และเป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้กับร้านค้ารายย่อย รวมถึงผู้ประกอบการในท้องถิ่นให้สามารถเดินหน้าธุรกิจต่อไปได้อย่างมั่นคงครับ

ในมุมมองของผม โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแจกเงินหรือลดภาระเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างเครือข่ายร้านค้าชุมชนที่เข้มแข็ง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของเงินในระดับท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี ใครที่ยังไม่ได้ไปใช้สิทธิ์ อย่าลืมตรวจสอบเงื่อนไขและไปอุดหนุนร้านค้าใกล้บ้านเพื่อช่วยกันกระตุ้นเศรษฐกิจบ้านเราให้เติบโตอย่างยั่งยืนกันนะครับ!

ที่มา – ไทยช่วยไทย พลัส ประชาชนลงทะเบียนทะลุ 26.2 ล้านราย ร้านค้าพร้อมใช้ทะลุ 6.5 แสนรายทั่วประเทศ

“กสิกรไทย” แจ้งเตือนภัยลูกค้า เผยทริกมิจฉาชีพ หลอกให้โอนเงินหมดบัญชี

ในยุคที่มิจฉาชีพปรับตัวไวขึ้นทุกวัน การเงินของเราก็มีความเสี่ยงมากขึ้นตามไปด้วย ล่าสุดทาง “กสิกรไทย” แจ้งเตือนภัยลูกค้า เผยทริกมิจฉาชีพ หลอกให้โอนเงินหมดบัญชี หลังจากพบสถิติความเสียหายจากการถูกหลอกลวงสูงถึง 25,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนไม่ควรชะล่าใจครับ

“กสิกรไทย” แจ้งเตือนภัยลูกค้า เผยทริกมิจฉาชีพ หลอกให้โอนเงินหมดบัญชี

หลายคนอาจเคยได้รับสายปริศนาหรือข้อความแปลกๆ ที่ทำให้เราตื่นตระหนก วันนี้เราจะมาสรุปกลโกงที่มิจฉาชีพมักใช้ เพื่อให้คุณรู้ทันและป้องกันเงินในบัญชีของคุณให้ปลอดภัยที่สุดครับ โดยจุดเริ่มต้นของกลโกงนี้มักจะมาในรูปแบบเดิมๆ คือการสร้างความกลัวให้เหยื่อตายใจ

วิธีสังเกตกลโกงเมื่อ “กสิกรไทย” แจ้งเตือนภัยลูกค้า เผยทริกมิจฉาชีพ หลอกให้โอนเงินหมดบัญชี

มิจฉาชีพมักจะมีขั้นตอนการทำงานที่แนบเนียนเพื่อให้เราหลงเชื่อ ดังนี้ครับ:

  • อ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ: โทรมาหาหรือทักแชตโดยระบุว่าเรามีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมาย เช่น ฟอกเงิน หรือคดียาเสพติด
  • ข่มขู่ทำให้กลัว: พยายามกดดันให้ตกใจ เพื่อให้เราขาดสติและยอมทำตามคำสั่งโดยง่าย
  • บังคับถือสายตลอดเวลา: เพื่อไม่ให้เราได้มีโอกาสปรึกษาคนใกล้ชิดหรือตรวจสอบข้อมูลก่อน
  • ให้โอนเงินไปตรวจสอบ: นี่คือจุดพีคที่สุด โดยจะให้โอนเงินเข้าบัญชีบุคคลธรรมดา ซึ่งธนาคารไม่มีนโยบายการทำแบบนี้แน่นอน

หากคุณเจอสถานการณ์แบบนี้ ให้ท่องไว้เลยว่า “ไม่เชื่อ ไม่กลัว ไม่โอน” เพราะเจ้าหน้าที่ธนาคารหรือหน่วยงานรัฐจริงๆ จะไม่ใช้วิธีการติดต่อผ่านทางโทรศัพท์หรือวิดีโอคอลเพื่อเรียกให้คุณโอนเงินเด็ดขาดครับ หากมีความสงสัยให้ติดต่อช่องทางที่เป็นทางการของธนาคารหรือหน่วยงานนั้นๆ โดยตรงเท่านั้น

การป้องกันตัวเองที่ดีที่สุดคือการมีสติอยู่เสมอ อย่ารีบกดลิงก์ อย่าให้ข้อมูลส่วนตัว และอย่าหลงเชื่อคำสั่งจากคนแปลกหน้า ทางที่ดีควรหมั่นอัปเดตข่าวสารเกี่ยวกับมิจฉาชีพอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้รู้เท่าทันกลโกงใหม่ๆ ก่อนที่จะตกเป็นเหยื่อเสียเองครับ

ที่มา – “กสิกรไทย” แจ้งเตือนภัยลูกค้า เผยทริกมิจฉาชีพ หลอกให้โอนเงินหมดบัญชี

จรวด New Glenn ของ Blue Origin ระเบิดระหว่างทดสอบ เครื่องยนต์ไฟลุกกลางฐานยิง

เป็นประเด็นที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับวงการอวกาศไม่น้อยเลยทีเดียว เมื่อมีรายงานข่าวว่า จรวด New Glenn ของ Blue Origin ระเบิดระหว่างทดสอบ เครื่องยนต์ไฟลุกกลางฐานยิง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดสำหรับโครงการอวกาศยักษ์ใหญ่ของมหาเศรษฐีอย่าง เจฟฟ์ เบซอส

สรุปเหตุการณ์ จรวด New Glenn ของ Blue Origin ระเบิดระหว่างทดสอบ เครื่องยนต์ไฟลุกกลางฐานยิง

เหตุการณ์เกิดขึ้นในระหว่างขั้นตอนที่เรียกว่า “Hot-fire test” ซึ่งเป็นการทดสอบจุดเครื่องยนต์จรวดขณะที่ยังยึดติดอยู่กับฐาน เพื่อประเมินความพร้อมก่อนการปล่อยขึ้นสู่ห้วงอวกาศจริง แต่ในระหว่างกระบวนการนั้น ได้เกิดความผิดปกติจนทำให้เกิดระเบิดและเปลวเพลิงพวยพุ่งออกมาอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ข่าวดีคือทางบริษัทได้ยืนยันผ่านโซเชียลมีเดียว่าบุคลากรทุกคนปลอดภัย ไม่มีใครได้รับอันตรายจากอุบัติเหตุครั้งนี้

ความสำคัญของโครงการและการเตรียมตัวสู่อนาคต

ทำไมอุบัติเหตุ จรวด New Glenn ของ Blue Origin ระเบิดระหว่างทดสอบ เครื่องยนต์ไฟลุกกลางฐานยิง ถึงได้รับความสนใจอย่างมาก? นั่นเพราะ New Glenn คือความหวังสำคัญของบริษัทที่ใช้เวลาพัฒนานานถึง 10 ปี ด้วยงบประมาณมหาศาลหลายพันล้านดอลลาร์ โดยตัวจรวดมีขนาดที่ใหญ่โตเทียบเท่ากับอาคารสูง 29 ชั้น และมีจุดประสงค์หลักคือการพัฒนาระบบขนส่งที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เพื่อเป็นคู่แข่งคนสำคัญของ SpaceX ในตลาดการขนส่งสินค้าและผู้คนสู่อวกาศ

แม้จะเกิดอุปสรรคชิ้นสำคัญ แต่การทดสอบในอุตสาหกรรมอวกาศมักมีความเสี่ยงสูงเสมอ สิ่งที่น่าจับตามองในลำดับถัดไปคือ:

  • การตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • การแก้ไขข้อผิดพลาดทางเทคนิคของทีมวิศวกร
  • การปรับปรุงมาตรการความปลอดภัยเพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสารอวกาศ เหตุการณ์นี้อาจเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่จะช่วยให้ทีมงานเข้าใจขีดจำกัดของเทคโนโลยีตนเองมากขึ้น การล้มเหลวในช่วงทดสอบยังคงดีกว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจริงในขณะบิน ซึ่งถือเป็นจังหวะที่บริษัทจะต้องตั้งสติและหันกลับมาตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยอีกครั้ง ก่อนที่จะเดินหน้าส่งจรวดที่สูงตระหง่านลำนี้ขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างมั่นใจในอนาคต

ที่มา – จรวด New Glenn ของ Blue Origin ระเบิดระหว่างทดสอบ เครื่องยนต์ไฟลุกกลางฐานยิง

รัฐบาล เชิญชวนร่วมงาน Bangkok Pride 2026 31 พ.ค.

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ทุกคน เตรียมตัวกันให้พร้อมนะคะ เพราะงานเทศกาลที่ทุกคนรอคอยกำลังจะกลับมาสร้างสีสันให้กับกรุงเทพฯ อีกครั้ง กับงานที่ยิ่งใหญ่ระดับประเทศและกำลังก้าวไปสู่ระดับโลกอย่าง รัฐบาล เชิญชวนร่วมงาน Bangkok Pride 2026 31 พ.ค. ตอกย้ำความสำเร็จกฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของสังคมไทยที่เปิดกว้างและยอมรับในความหลากหลายทางเพศอย่างแท้จริง

รัฐบาล เชิญชวนร่วมงาน Bangkok Pride 2026 31 พ.ค. ตอกย้ำความสำเร็จกฎหมายสมรสเท่าเทียม

ปีนี้งาน Bangkok Pride 2026 มาในธีมสุดสร้างสรรค์อย่าง “Patch the World with Pride ถักทอโลกด้วยความภาคภูมิใจ” โดยจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2569 แน่นอนว่ากิจกรรมนี้ไม่ได้มีแค่การเฉลิมฉลองเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงพลังสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Pride 2030 อีกด้วย ใครที่กำลังมองหากิจกรรมสนุกๆ บอกเลยว่าห้ามพลาดเด็ดขาด

ความพิเศษของ รัฐบาล เชิญชวนร่วมงาน Bangkok Pride 2026 31 พ.ค.

ความน่าสนใจของงานในปีนี้มีมากมาย โดยเฉพาะขบวนพาเหรดที่ยาวเกือบ 5 กิโลเมตร ที่จะเริ่มเคลื่อนขบวนจากสวนสาธารณะคลองช่องนนทรี มุ่งหน้าสู่ถนนสีลมและพระราม 1 ถือเป็นเส้นทางแห่งความภาคภูมิใจที่รวมเอาพลังของพี่น้องชาว LGBTQ+ และพันธมิตรจากทุกภาคส่วนมารวมไว้ด้วยกัน และความพิเศษที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ:

  • ร่วมชมความยิ่งใหญ่ของขบวนพาเหรด: สัมผัสบรรยากาศความสุขและความเท่าเทียมที่ไหลเวียนไปทั่วกรุงเทพฯ
  • ไฮไลท์วงหมอลำระเบียบวาทะศิลป์: ครั้งแรกกับการดึงเอาวัฒนธรรมอีสานมาผสมผสานกับงาน Pride ขึ้นโชว์บนเวที Pride Stage ณ สนามเทพหัสดิน
  • การสร้างเครือข่าย Pride City Network: ความร่วมมือจากถึง 58 จังหวัดทั่วไทย เพื่อยกระดับสิทธิมนุษยชนและระบบเศรษฐกิจสีรุ้งให้เติบโตอย่างยั่งยืน

นอกจากจะได้สนุกไปกับกิจกรรมแล้ว งานนี้ยังเป็นเครื่องยืนยันว่าประเทศไทยพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ไม่จำกัดแค่ในกรุงเทพฯ แต่เรากำลังขยายผลไปทั่วประเทศ นี่คือโอกาสดีที่เราทุกคนจะได้มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของไทย

หากถามถึงความเห็นส่วนตัว งานครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การเดินพาเหรดเพื่อความบันเทิง แต่เป็นสัญลักษณ์ที่ตอกย้ำว่า “ความรักคือความเท่าเทียม” และพลังของประชาชนทุกคนที่ร่วมกันส่งเสียงสนับสนุนกฎหมายสมรสเท่าเทียมจนสำเร็จ ทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่น่าอยู่ที่สุดสำหรับทุกคน แล้วเจอกันที่งานนะคะ!

ที่มา – รัฐบาล เชิญชวนร่วมงาน Bangkok Pride 2026 31 พ.ค. ตอกย้ำความสำเร็จกฎหมายสมรสเท่าเทียม