วัน: 25 มิถุนายน 2026

Godfrey ต่อสัญญา 3 ปีกับ London City

Godfrey ต่อสัญญา 3 ปีกับ London City

ข่าวใหญ่ในวงการฟุตบอลหญิงวันนี้ เมื่อ Freya Godfrey กองหน้าดาวรุ่งพุ่งแรงตัดสินใจฝากอนาคตไว้กับทีมต้นสังกัด โดย Godfrey ต่อสัญญา 3 ปีกับ London City เป็นที่เรียบร้อยแล้วหลังจากโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา การต่อสัญญาครั้งนี้ถือเป็นข่าวดีของแฟนบอลที่ต่างลุ้นให้เธออยู่ปักหลักสร้างผลงานกับทีมต่อไปอย่างยาวนาน

อนาคตสดใสหลัง Godfrey ต่อสัญญา 3 ปีกับ London City

สำหรับ Freya Godfrey ในวัยเพียง 21 ปี เธอได้กลายเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้ทีมก้าวขึ้นสู่ระดับแถวหน้าได้สำเร็จ โดยหลังจากย้ายมาจาก Arsenal ในรูปแบบยืมตัวก่อนจะเซ็นสัญญาถาวร เธอได้พิสูจน์ตัวเองด้วยผลงาน 6 ประตูและ 4 แอสซิสต์ในฤดูกาลล่าสุด ซึ่งส่งผลให้ London City จบอันดับที่ 6 ในตาราง Women’s Super League ได้อย่างสวยงาม นอกจากนี้เธอยังคว้ารางวัล Players’ Player of the Season ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จได้เป็นอย่างดี

ความประทับใจเมื่อ Godfrey ต่อสัญญา 3 ปีกับ London City

Godfrey ได้เปิดเผยความรู้สึกหลังจากตกลงเงื่อนไขใหม่ว่า เธอรู้สึกมีความสุขมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสโมสรแห่งนี้ อีกทั้งยังชื่นชมเพื่อนร่วมทีมที่มีประสบการณ์ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เคยคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกหรือถ้วยยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยส่งเสริมให้เธอพัฒนาฝีเท้าขึ้นไปอีกระดับ ทั้งในเรื่องของเกมการแข่งขันและการใช้ชีวิตนอกสนาม เธอเชื่อมั่นว่าการได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่องคือหัวใจสำคัญของการเติบโตในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ

  • ฤดูกาลแจ้งเกิด: สร้างผลงานโดดเด่นใน WSL
  • รางวัลการันตี: ผู้เล่นยอดเยี่ยมขวัญใจเพื่อนร่วมทีม
  • เป้าหมายในอนาคต: พาทีมลุ้นแชมป์และยกระดับมาตรฐานฟุตบอลหญิง

ด้วยทักษะและความมุ่งมั่นของ Godfrey เชื่อได้เลยว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า เราจะได้เห็นพัฒนาการที่ก้าวกระโดดของเธออย่างแน่นอน สำหรับแฟนบอลท่านใดที่ติดตามเชียร์เธออยู่ ก็เตรียมตัวติดตามผลงานในสนามได้เลยครับ เพราะนี่คือช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดของเธอเลยก็ว่าได้

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

คมส. ลุย “MOPH PLUS+” พลิกวิกฤต NCDs ลดป่วยทุกช่วงวัย

คมส. ลุย “MOPH PLUS+” พลิกวิกฤต NCDs ลดป่วยทุกช่วงวัย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับสุขภาพของคนไทยมาฝากกันครับ เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา คณะกรรมการขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คมส.) ได้มีการประชุมครั้งสำคัญเพื่อเดินหน้านโยบายที่จะเปลี่ยนชีวิตคนไทยให้ดีขึ้น โดยเน้นไปที่การผลักดัน คมส. ลุย “MOPH PLUS+” พลิกวิกฤต NCDs ลดป่วยทุกช่วงวัย อย่างจริงจังครับ

ในปัจจุบัน เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือกลุ่มโรค NCDs อย่างเบาหวานและความดันโลหิตสูง กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่กัดกินสุขภาพคนไทย ข้อมูลน่าตกใจคือคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปป่วยเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้นจนน่ากลัว และภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขส่วนใหญ่ก็เทไปกับโรคเหล่านี้มหาศาลครับ

เปลี่ยนพฤติกรรม “ลดจิ้ม ลดเค็ม” สู่สุขภาพที่ดีกว่า

นโยบาย คมส. ลุย “MOPH PLUS+” พลิกวิกฤต NCDs ลดป่วยทุกช่วงวัย จึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ดี โดยเฉพาะแคมเปญกระตุ้นให้ทุกคน “ลดจิ้ม ลดเค็ม” เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารที่มีโซเดียมสูง หรือการกินหวานเกินความจำเป็น ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นง่ายๆ ที่เราทุกคนทำได้ที่บ้านครับ

ทางด้าน นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ รองประธาน คมส. กล่าวว่า นโยบาย MOPH PLUS+ ไม่ได้ทำแค่การรักษา แต่เน้นการป้องกันเชิงรุก โดยใช้เทคโนโลยี AI และนวัตกรรมทางการแพทย์เข้ามาช่วย เพื่อยกระดับมาตรฐานสาธารณสุขไทยให้เทียบเท่าระดับสากล ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการดึง อปท. และภาคีเครือข่ายระดับท้องถิ่นมาร่วมด้วย เพื่อให้การแก้ปัญหา NCDs เข้าไปอยู่ในชุมชนอย่างแท้จริง

  • ลดกินเค็ม ลดการปรุงเพิ่ม เพื่อไตที่แข็งแรง
  • ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยติดตามการดูแลสุขภาพ
  • ดึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมสร้างมาตรการทางสังคม
  • ส่งเสริมการเกิดและการเติบโตอย่างมีคุณภาพในเด็ก

นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังมีการพูดคุยถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 เพื่อรองรับสังคมสูงวัยและปัญหาจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง การขับเคลื่อน คมส. ลุย “MOPH PLUS+” พลิกวิกฤต NCDs ลดป่วยทุกช่วงวัย ครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนก้าวสำคัญที่จะปลดล็อกข้อจำกัดเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณหรือการบูรณาการระหว่างกระทรวง

ผมเชื่อว่าหากทุกคนร่วมมือกัน ตั้งแต่ระดับครอบครัวไปจนถึงระดับนโยบายอย่างที่ทาง คมส. กำลังทำอยู่ เราจะเห็นประเทศไทยที่คนมีสุขภาพดีขึ้นอย่างแน่นอน การดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ถือเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดเพื่ออนาคตของเราและคนที่เรารักครับ มาร่วมกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสุขภาพที่ดีไปพร้อมกันนะครับ

ที่มา – คมส. นัดแรกปี 69 ลุย “MOPH PLUS+” พลิกวิกฤต NCDs ดันบิ๊กโปรเจกต์ลดป่วยทุกช่วงวัย

“อัครแสนคีรี” ไม่ติด โอนงบหมื่นล้าน จี้ถามนายกฯ เอาไปทำอะไร

“อัครแสนคีรี” ไม่ติด โอนงบหมื่นล้าน จี้ถามนายกฯ เอาไปทำอะไร

กลายเป็นประเด็นร้อนในสภาฯ เมื่อนายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส.ชัยภูมิ จากพรรคกล้าธรรม ได้ออกมาอภิปรายร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 โดยประเด็นหลักคือการโอนเงินจำนวนกว่า 10,328 ล้านบาทไปไว้ในงบกลางภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี ซึ่งการที่ “อัครแสนคีรี” ไม่ติด โอนงบหมื่นล้าน จี้ถามนายกฯ เอาไปทำอะไร นั้น สะท้อนถึงความกังวลของตัวแทนประชาชนที่ต้องการความโปร่งใสและเป้าหมายที่ชัดเจนในการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน

ความจำเป็นของงบประมาณและผลกระทบต่อเกษตรกร

ในมุมมองของ นายอัครแสนคีรี การตัดงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อไปรวมเป็นงบกลางนั้น หากทำเพื่อรีดไขมันส่วนเกินก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่คำถามสำคัญคือ “อัครแสนคีรี” ไม่ติด โอนงบหมื่นล้าน จี้ถามนายกฯ เอาไปทำอะไร เพราะต้องมั่นใจว่าการโอนงบก้อนนี้จะไม่กระทบต่อการดำเนินงานหลักของหน่วยงานรัฐ และที่สำคัญที่สุดคือต้องนำไปแก้ปัญหาให้ประชาชนได้จริง โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ภาคอีสาน

นายอัครแสนคีรีได้สะท้อนความเจ็บปวดแทนเกษตรกรว่า ปัจจุบันหลายจังหวัดในภาคอีสานกำลังเผชิญกับภาวะฝนทิ้งช่วงอย่างหนัก สภาพนาข้าวแห้งกรอบจนแทบไม่ต่างจากสนามหญ้า ซึ่งเขากล่าวอย่างดุเดือดว่า:

  • ต้นข้าวเหี่ยวตายจนสภาพเหมือนสนามหญ้าที่จัดแข่งฟุตบอลโลกได้
  • ค่าครองชีพ ปุ๋ย และยาปราบศัตรูพืช ราคาพุ่งสูงกว่าหุ้น IPO ดังๆ
  • เกษตรกรขาดแคลนทุนทรัพย์และปัจจัยในการผลิตอย่างรุนแรง

ด้วยเหตุนี้ “อัครแสนคีรี” ไม่ติด โอนงบหมื่นล้าน จี้ถามนายกฯ เอาไปทำอะไร จึงกลายเป็นคำถามแห่งปีที่รัฐบาลต้องเร่งหาคำตอบให้กระจ่าง หากนำงบประมาณหมื่นล้านนี้ไปสร้างระบบชลประทานหรือช่วยเหลือเกษตรกรที่กำลังเดือดร้อน ฝ่ายค้านก็พร้อมสนับสนุน แต่ถ้าใช้ไม่คุ้มค่าก็เตรียมตัวรับการตรวจสอบอย่างเข้มข้นได้เลย

เราในฐานะประชาชนคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า เงินงบประมาณก้อนใหญ่ขนาดนี้จะถูกนำไปใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนรากหญ้า ไม่ใช่เพียงแค่การย้ายตัวเลขในบัญชี แต่คือการต่อลมหายใจให้พี่น้องเกษตรกรที่กำลังเผชิญวิกฤตภัยแล้งอยู่ในขณะนี้

ที่มา – “อัครแสนคีรี” ไม่ติด โอนงบหมื่นล้าน จี้ถามนายกฯ เอาไปทำอะไร วอนช่วยเกษตรกรด้วย

“การดี” เผยพรรคประชาธิปัตย์ จ่อจัดหนักงบดีอี –คลาวด์

เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวการเมืองคงจะผ่านตาประเด็นร้อนแรงล่าสุด เมื่อนางการดี เลียวไพโรจน์ สส. ปัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเปล่งเสียงสะท้อนความไม่ชอบมาพากลในงบประมาณปี 2570 โดยเฉพาะหัวข้อที่หลายคนจับตามองอย่าง “การดี” เผยพรรคประชาธิปัตย์ จ่อจัดหนักงบดีอี –คลาวด์ เพื่อเตรียมความพร้อมในการอภิปรายในสภาฯ ครั้งหน้าให้เข้มข้นที่สุดครับ

“การดี” เผยพรรคประชาธิปัตย์ จ่อจัดหนักงบดีอี –คลาวด์ ส่อแววซ้ำซ้อน

นางการดีได้ตั้งข้อสังเกตว่า งบประมาณในส่วนของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ปี 2570 นั้นมีการเพิ่มขึ้นถึง 30% โดยเฉพาะงบการทำคลาวด์ที่เพิ่มขึ้นมากถึง 5 พันล้านบาท แต่ปัญหาก็คือเรื่องของ “ประสิทธิภาพ” ครับ เพราะจากการตรวจสอบพบว่าโครงการคลาวด์ถูกทำกระจายไปหลายกระทรวง แทนที่จะรวมศูนย์ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันระดับประเทศ ซึ่งนั่นหมายความว่าอาจเกิดความซ้ำซ้อนในการใช้งบประมาณโดยใช่เหตุ

เจาะลึกงบ AI และดิจิทัลที่ดูยังไม่ชัดเจน

นอกจากนี้ ในส่วนของ AI ที่มีการของบประมาณกว่า 2.5 พันล้านบาท ครอบคลุม 206 โครงการ นางการดีมองว่าตัวเลขเหล่านี้ยังขาดความชัดเจนเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน รวมถึงแผนบูรณาการรัฐบาลดิจิทัลที่มีมูลค่ากว่า 8.7 พันล้านบาท กลับพบว่ามีงบดำเนินงานสูงถึง 72.6% ในขณะที่งบลงทุนมีเพียง 9.4% เท่านั้น ซึ่งเป็นประเด็นที่ทางพรรคประชาธิปัตย์เตรียมจะอภิปรายชี้แจงในสภาฯ ให้ชัดเจนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ประเด็นสำคัญที่น่าคิดจากกรณี “การดี” เผยพรรคประชาธิปัตย์ จ่อจัดหนักงบดีอี –คลาวด์

  • ความไร้ประสิทธิภาพในการจัดสรรงบประมาณดิจิทัลที่ดูเหมือนจะเน้นเพียงการดำเนินงานแต่ขาดการลงทุนที่เห็นผลจริง
  • การประหยัดเวลาด้วยการไม่เปิดเผยไฟล์ดิจิทัลให้ฝ่ายค้านตรวจสอบก่อนเวลาอันควร ทั้งที่โลกก้าวไกลสู่ยุคดิจิทัลแล้ว
  • ความจำเป็นในการรวมศูนย์ข้อมูลรัฐบาล (Cloud) เพื่อลดความซ้ำซ้อนของงบประมาณ

อีกเรื่องที่น่าผิดหวังคือเรื่องของการเปิดเผยเอกสารงบประมาณ ที่ต้องบอกว่าในยุคดิจิทัลแบบนี้ การที่ต้องรอรับเอกสารขนาดใหญ่ถึง 2 ลัง เพียงไม่กี่วันก่อนการอภิปรายถือเป็นเรื่องที่ล้าหลังมากครับ หากรัฐบาลต้องการจะเป็นรัฐบาลดิจิทัลจริงๆ ควรเริ่มจากการเปิดเผยข้อมูลในรูปแบบไฟล์ที่ตรวจสอบได้ตั้งแต่วันแรก เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย ประเด็นนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ความจริงใจของภาครัฐในการขับเคลื่อนนโยบายดิจิทัลอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – “การดี” เผยพรรคประชาธิปัตย์ จ่อจัดหนัก“งบดีอี –คลาวด์”

“ณณัฏฐ์” ลงพื้นที่จ.ระนอง คุยเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ช่วยลดต้นทุน

เชื่อว่าเพื่อนๆ พี่น้องเกษตรกรหลายคนคงกำลังจับตามองสถานการณ์เศรษฐกิจภาคการเกษตรกันอยู่ใช่ไหมครับ ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ลงพื้นที่ไปรับฟังปัญหาของชาวบ้านด้วยตัวเองในประเด็น “ณณัฏฐ์” ลงพื้นที่จ.ระนอง คุยเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง หามาตรการช่วยเหลือด้านต้นทุนการผลิต เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นครับ

“ณณัฏฐ์” ลงพื้นที่จ.ระนอง คุยเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง หามาตรการช่วยเหลือด้านต้นทุนการผลิต

นายณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่จ.ระนอง เพื่อติดตามสถานการณ์การนำเข้าสัตว์น้ำและปัญหาของผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยเป้าหมายหลักคือการรวบรวมข้อมูลปัญหาจริง เพื่อนำเสนอต่อผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ในการวางมาตรการลดต้นทุนการผลิต ซึ่งถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เกษตรกรทั่วประเทศต่างเรียกร้องให้มีการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมครับ

สถานการณ์การประมงและการนำเข้าสัตว์น้ำ

จากการตรวจเยี่ยมด่านตรวจประมงระนอง พบว่าแม้การนำเข้าสัตว์น้ำจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาจะยังมีมูลค่าสูง แต่การลักลอบนำเข้ากลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ “ณณัฏฐ์” ลงพื้นที่จ.ระนอง คุยเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง หามาตรการช่วยเหลือด้านต้นทุนการผลิต ได้รับฟังมานั้น คือความผันผวนของราคาขายที่สวนทางกับค่าอาหารและค่าปัจจัยการผลิตที่แพงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้เกษตรกรบางรายต้องแบกภาระหนัก

  • เร่งตรวจสอบต้นทุนการผลิตจริงเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน
  • เน้นพัฒนาช่องทางการตลาดใหม่ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน
  • เข้มงวดการนำเข้าสัตว์น้ำเถื่อนเพื่อป้องกันผลกระทบต่อราคาในตลาดภายใน

นอกเหนือจากประเด็นเรื่องกุ้งแล้ว ยังมีการผลักดันความมั่นคงทางอาหารผ่านการลงนาม MOU กับส.ป.ก. เพื่อส่งเสริมสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สินค้าในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับพี่น้องเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างครบวงจร ซึ่งการที่ “ณณัฏฐ์” ลงพื้นที่จ.ระนอง คุยเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง หามาตรการช่วยเหลือด้านต้นทุนการผลิต ในครั้งนี้ ถือเป็นมิติใหม่ของการทำงานเชิงรุกที่น่าจับตามองครับ

บทสรุปของเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า การลงพื้นที่จริงเพื่อฟังเสียงจากเกษตรกรนั้นสำคัญมาก เพราะปัญหาแต่ละพื้นที่ย่อมมีความเฉพาะตัว การมีมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุดจะช่วยรักษาอาชีพเกษตรกรรมไทยให้ยั่งยืนต่อไปได้ สำหรับเพื่อนๆ ที่เป็นเกษตรกร อย่าลืมติดตามนโยบายจากกระทรวงฯ อย่างใกล้ชิดนะครับ เพราะเชื่อว่ามาตรการเยียวยาต่างๆ กำลังจะตามมาเพื่อช่วยเหลือพวกเราให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตต้นทุนไปได้แน่นอน

ที่มา – “ณณัฏฐ์” ลงพื้นที่จ.ระนอง คุยเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง หามาตรการช่วยเหลือด้านต้นทุนการผลิต

อนาคต Tartan Army กับความท้าทายเรื่องขายรถและไมล์สะสม

เชื่อว่าแฟนบอลทุกคนคงเคยได้ยินวลีเด็ดอย่าง “No Scotland, no party” กันมาบ้าง แต่นาทีนี้ปาร์ตี้ของพลพรรค Tartan Army กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ เมื่อเส้นทางในฟุตบอลโลกของทีมชาติสกอตแลนด์ต้องแขวนอยู่บนเส้นด้าย พวกเขาต้องลุ้นผลการแข่งขันจากกลุ่มอื่นเพื่อโอกาสในการผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายให้ได้

ท่ามกลางสถานการณ์ที่น่าอึดอัดใจ แฟนบอลหลายคนที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาเชียร์เริ่มตั้งคำถามถึง อนาคต Tartan Army กับความท้าทายเรื่องขายรถและไมล์สะสม เพราะการวางแผนเดินทางล่วงหน้าระหว่างรอผลการแข่งขันนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หลายคนต้องตัดสินใจว่าจะเทตั๋วเครื่องบินทิ้ง หรือจะยอมเสียสละทรัพย์สินส่วนตัว เพื่ออยู่ต่อและเชียร์ทีมรักต่อไปจนวินาทีสุดท้าย

อนาคต Tartan Army กับความท้าทายเรื่องขายรถและไมล์สะสม

หากสกอตแลนด์สามารถสร้างปาฏิหาริย์ผ่านเข้ารอบได้จริง สถานที่ปลายทางอาจเป็นไปได้ทั้งบอสตัน เม็กซิโกซิตี้ หรือนิวยอร์ก ซึ่งแต่ละจุดหมายนั้นมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายมหาศาล แฟนบอลบางคนถึงกับยอมขายรถยนต์ส่วนตัวเพื่อเป็นทุนทรัพย์ในการปักหลักเชียร์ทีมชาติในต่างแดน นี่คือความทุ่มเทที่น่าชื่นชม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสำหรับชาว Tartan Army แล้ว ฟุตบอลไม่ใช่แค่เกมกีฬา แต่มันคือวิถีชีวิตที่ยอมแลกได้ทุกอย่าง

การจัดการงบประมาณและตั๋วเครื่องบินสำหรับแฟนบอล

สำหรับค่าใช้จ่ายที่รออยู่เบื้องหน้า หากต้องเดินทางต่อไปยังบอสตันหรือเม็กซิโกซิตี้ แฟนบอลต้องเจอกับราคาตั๋วเครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้นตามความต้องการที่เร่งด่วน การใช้ไมล์สะสมหรือแต้มบัตรเครดิตจึงกลายเป็นตัวช่วยสำคัญในยามวิกฤต ดังที่มีแฟนบอลบางท่านวางแผนดึงครอบครัวมาร่วมเชียร์ในนัดสำคัญโดยพึ่งพาตั๋วราคาประหยัดจากไมล์สะสมนั่นเอง

  • บอสตัน: เมืองแห่งความทรงจำที่คุ้นเคย แฟนๆ รู้จักเส้นทางและแหล่งที่พักเป็นอย่างดี
  • เม็กซิโกซิตี้: สนามเอสตาดิโอ อัซเตกา คือสังเวียนประวัติศาสตร์ แม้ต้องปรับตัวกับสภาพความสูงจากระดับน้ำทะเล
  • นิวยอร์ก/นิวเจอร์ซีย์: แม้ค่าครองชีพจะสูงลิ่ว แต่ก็นับเป็นศูนย์กลางการเดินทางที่สะดวกสบาย

ท้ายที่สุดแล้ว แม้โอกาสที่สกอตแลนด์จะผ่านเข้ารอบจะดูริบหรี่ แต่หัวใจของ Tartan Army ก็ยังคงเต็มเปี่ยมด้วยความหวัง ทุกคนต่างเฝ้ารอคอยคำตอบในวันเสาร์นี้ด้วยใจจดใจจ่อ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร นี่จะเป็นอีกหนึ่งทัวร์นาเมนต์ที่แฟนบอลสกอตแลนด์จะไม่มีวันลืม เพราะความรักที่พวกเขามีต่อทีมชาติมันยิ่งใหญ่กว่าการตัดสินใจเรื่องขายรถหรือไมล์สะสมเสียอีกครับ!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ซัด สปส. งบประชาสัมพันธ์ 30 ล้าน แต่คนลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมน้อย

เชื่อว่าหลายคนที่เป็นผู้ประกันตนอาจจะเริ่มได้ยินข่าวเกี่ยวกับการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมกันมาบ้างแล้ว แต่ประเด็นที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในตอนนี้คือเรื่อง ซัด สปส. งบประชาสัมพันธ์ 30 ล้าน แต่คนยังลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมน้อย จนทาง กมธ. พัฒนาการเมืองฯ ต้องออกมาจี้ให้เร่งปรับแผนด่วน ก่อนที่โอกาสในการใช้สิทธิ์ของพวกเราจะหลุดลอยไปครับ

ซัด สปส. งบประชาสัมพันธ์ 30 ล้าน แต่คนยังลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมน้อย

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดจากการที่กรรมาธิการฯ ได้ตรวจสอบการทำงานของสำนักงานประกันสังคมว่าทำไมการเลือกตั้งครั้งสำคัญนี้ถึงได้รับความสนใจน้อย โดยเฉพาะฝั่งนายจ้างที่มีผู้มีสิทธิ์เกือบ 5 แสนคน แต่กลับมีผู้ลงทะเบียนเพียง 3 พันคนเท่านั้น ทั้งที่งบประมาณในการประชาสัมพันธ์นั้นสูงถึง 30 ล้านบาท เป็นเรื่องที่น่าตกใจไม่น้อยเลยใช่ไหมครับกับตัวเลขที่สวนทางกันขนาดนี้

ปัญหาการประชาสัมพันธ์ที่ไม่ถึงใจผู้ประกันตน

ปัญหาหนึ่งที่พบคือการสื่อสารที่ยังไม่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจริงๆ เช่น การไลฟ์สดที่แทบไม่มีคนดู หรือขั้นตอนการลงทะเบียนที่ซับซ้อนสำหรับฝั่งนายจ้าง การที่ ซัด สปส. งบประชาสัมพันธ์ 30 ล้าน แต่คนยังลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมน้อย สะท้อนให้เห็นว่าการทุ่มงบประมาณอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ต้องเน้นที่วิธีการสื่อสารและการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนด้วย

หากเรามองในมุมของผู้ประกันตน สิ่งที่เราต้องการคือ:

  • การเข้าถึงข้อมูลที่ง่ายและไม่ซับซ้อน
  • การสื่อสารที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย เช่น ไรเดอร์ หรือผู้ค้าขายอิสระ
  • การใช้ช่องทางที่เข้าถึงตัวได้โดยตรง เช่น SMS หรือการแจ้งเตือนผ่านช่องทางหลักที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม กรรมาธิการฯ ยังคงเรียกร้องให้ สปส. เร่งแก้ไขสถานการณ์ในช่วงเวลาที่เหลือ ก่อนจะสิ้นสุดการลงทะเบียนในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ เพราะว่าบอร์ดประกันสังคมคือตัวแทนที่จะเข้าไปดูแลเงินกองทุนที่เป็นน้ำพักน้ำแรงของพวกเราทุกคน ดังนั้นการตื่นตัวออกมาลงทะเบียนจึงเป็นเรื่องสำคัญมากเพื่อให้เสียงของเราถูกรับฟังครับ

สรุปสั้นๆ คือ เงินทุกบาทที่เสียไปในงบประชาสัมพันธ์ควรจะถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และพวกเราในฐานะเจ้าของเงินกองทุนประกันสังคม ก็ควรใช้โอกาสนี้ในการเลือกคนที่จะเข้าไปบริหารจัดการเงินแทนเรา อย่าปล่อยให้สิทธิ์นี้หลุดลอยไปเพียงเพราะข้อมูลเข้าไม่ถึงนะครับ

ที่มา – ซัด สปส. งบประชาสัมพันธ์ 30 ล้าน แต่คนยังลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมน้อย

โจ ชัยวัฒน์ เปิดแคมเปญโค้งสุดท้าย ขอคน กทม. เปิดประตูให้พรรคประชาชน

เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งที่คนกรุงรอคอย โจ ชัยวัฒน์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 10 จากพรรคประชาชน ได้ประกาศเดินหน้ากลยุทธ์สำคัญผ่านแคมเปญแห่ 10 สายทั่วเมือง เพื่อสื่อสารนโยบายและขอโอกาสให้พี่น้องประชาชนมาร่วมเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่น่าอยู่กว่าเดิม

โจ ชัยวัฒน์ เปิดแคมเปญโค้งสุดท้าย ขอคน กทม. เปิดประตูให้พรรคประชาชน

การเลือกตั้งครั้งนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญของอนาคตคนกรุงเทพฯ ในอีก 4 ปีข้างหน้า โดยโจ ชัยวัฒน์ เปิดแคมเปญโค้งสุดท้าย ขอคน กทม. เปิดประตูให้พรรคประชาชน ด้วยการส่งรถแห่กระจายไปตามเส้นทางต่างๆ ทั่วเมือง เริ่มต้นจากเขตบางกะปิ ต่อเนื่องไปยังวังทองหลาง สวนหลวง พระโขนง และจบที่บางนา เพื่อเชิญชวนพลังของคนเมืองหลวงให้ตัดสินใจเทคะแนนให้กับพรรคประชาชน ทั้งในส่วนของผู้ว่าฯ และ สก. ทั้ง 50 เขต

เหตุผลที่ต้องเปิดประตูให้พรรคประชาชนบริหาร กทม.

โจ ชัยวัฒน์ ได้ตั้งคำถามชวนให้คนกรุงเทพฯ พิจารณาผ่านประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบสาธารณสุข การจราจรที่มีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ รวมถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่เป็นเรื่องใกล้ตัวและกัดกินงบประมาณของเมืองมาอย่างยาวนาน ซึ่งการที่ประชาชนจะโจ ชัยวัฒน์ เปิดแคมเปญโค้งสุดท้าย ขอคน กทม. เปิดประตูให้พรรคประชาชนนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การเลือกตัวบุคคล แต่คือการเลือกทีมงานที่จะเข้าไปผลักดันการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง

  • นำบทเรียนจากความสำเร็จที่ลำพูนมาปรับใช้กับกรุงเทพฯ
  • ผนึกกำลังทีมบริหารที่มีความเชี่ยวชาญและคณะก้าวหน้า
  • เน้นการทำงานด้วย สก. ทั้ง 50 เขต เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายถึงระดับพื้นที่

นายชัยวัฒน์ย้ำชัดเจนว่า การเปลี่ยนกรุงเทพฯ จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีเจตจำนงที่แน่วแน่จากคนกรุง การเทคะแนนให้กับพรรคประชาชนทั้งสองใบจะช่วยให้ทีมบริหารทำงานได้อย่างไร้รอยต่อ ตั้งแต่การแก้ปัญหาฝนตกน้ำท่วมไปจนถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตในทุกด้าน

อย่าลืมพบกับการปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายในวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายนนี้ ณ สวนเบญจกิติ ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป แล้วไปร่วมกัน “เติมกรุงเทพฯ ให้เต็ม 10” ด้วยกันที่คูหาเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนนี้ เพื่อก้าวสู่กรุงเทพฯ ที่ทุกคนฝันถึงไปด้วยกัน

ที่มา – “โจ ชัยวัฒน์” เปิดแคมเปญโค้งสุดท้ายแห่ 10 สายทั่วเมือง ขอคน กทม. เปิดประตูให้พรรคประชาชน

โผล่อีก 2 ราย ข้าราชการ สังกัด เทศบาลเมืองปลายบาง เอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีข่าวฉาวเกี่ยวกับการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งล่าสุดมีรายงานว่ามี โผล่อีก 2 ราย ข้าราชการ สังกัด เทศบาลเมืองปลายบาง เอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างยิ่ง หลังจากเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. และตำรวจ บก.ปปป. ได้บุกทลายขบวนการโกงสอบที่ใช้บริษัทบังหน้าเพื่อแก้ไขกระดาษคำตอบ โดยคาดว่ามูลค่าความเสียหายและเงินสะพัดในขบวนการนี้สูงถึง 4,500 ล้านบาท

เผยเบื้องลึก โผล่อีก 2 ราย ข้าราชการ สังกัด เทศบาลเมืองปลายบาง เอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น

เหตุการณ์นี้เริ่มต้นจากการบุกค้นบ้านพักย่านอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ซึ่งพบมีการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อแก้ไขผลสอบให้ผู้ที่จ่ายเงินซื้อตำแหน่ง ทำให้ผู้ร่วมขบวนการกว่า 10 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐถูกรวบตัวดำเนินคดี ล่าสุด นายพงษ์ศักดิ์ อัจฉริยะประสิทธิ์ นายกเทศมนตรีเมืองปลายบาง ได้ออกมาให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับกรณี โผล่อีก 2 ราย ข้าราชการ สังกัด เทศบาลเมืองปลายบาง เอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น ว่าพนักงานจำนวน 2 คนที่มีรายชื่อพัวพันนั้น เป็นพนักงานจ้างปฏิบัติการที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้เพียง 3-4 ปี และไม่คิดว่าจะกล้าเข้าไปรับจ๊อบสีเทาในขบวนการทุจริตระดับประเทศเช่นนี้

ท่าทีของหน่วยงานหลังพบเจ้าหน้าที่ทำผิด

ทางเทศบาลฯ ได้เตรียมตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน โดยพนักงานทั้ง 2 รายได้ยื่นใบลาพักงานชั่วคราวเนื่องจากทนแรงกดดันจากสังคมไม่ไหว ทั้งนี้ทางผู้บริหารยืนยันจะดำเนินการอย่างโปร่งใสที่สุด โดยมีรายละเอียดการดำเนินการดังนี้:

  • เรียกหัวหน้างานและผู้ที่เกี่ยวข้องประชุมด่วน
  • ตรวจสอบพฤติกรรมพนักงานอย่างละเอียด
  • รายงานข้อเท็จจริงต่อผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง
  • ดำเนินการทางวินัยหากพบว่ามีความผิดจริง

นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึง จ่าสิบตรี ดร. พ. อดีตนายช่างของเทศบาลเมืองปลายบางที่ย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผอ.กองยุทธศาสตร์และงบประมาณที่อื่นไปแล้วหลายปี โดยทางนายกเทศมนตรีระบุว่าในขณะที่ปฏิบัติงานอยู่ที่นี่ จ่า พ. เป็นคนตั้งใจทำงานและใช้ชีวิตเรียบง่าย จึงรู้สึกตกใจมากเมื่อทราบข่าวว่าอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตนี้

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่นหยั่งรากลึกและกว้างขวางกว่าที่ใครหลายคนคาดคิด การที่เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนร่วมทำลายระบบคุณธรรมในการสอบบรรจุเช่นนี้ เป็นเรื่องที่น่าเศร้าและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นอย่างมาก เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าฝ่ายกฎหมายและหน่วยงานป้องกันการทุจริตจะขยายผลไปถึงกลุ่มผู้บงการใหญ่ได้มากน้อยเพียงใด แต่ที่แน่ๆ การล้างบางขบวนการโกงสอบครั้งนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการกอบกู้ภาพลักษณ์ของข้าราชการไทยกลับคืนมาครับ

ที่มา – โผล่อีก 2 ราย ข้าราชการ สังกัด เทศบาลเมืองปลายบาง เอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น นายกฯ รับตกใจ