วัน: 25 มิถุนายน 2026

นายกสมาคม อบต. โต้ปมโกงสอบท้องถิ่น อย่าเหมารวม

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคมไทย สำหรับข่าวฉาวการทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งสร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นของระบบราชการเป็นอย่างมาก ล่าสุด รศ.ดร.วิระศักดิ์ ฮาดดา นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนเกี่ยวกับกรณี นายกสมาคม อบต. โต้ปมโกงสอบท้องถิ่น อย่าเหมารวม ว่าเหตุการณ์เหล่านี้นั้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับ อบต. เทศบาล หรือ อบจ. แต่อย่างใด

นายกสมาคม อบต. โต้ปมโกงสอบท้องถิ่น อย่าเหมารวม

หลายคนอาจกำลังตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับระบบการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น? การที่มีข่าวทลายขบวนการโกงสอบและมีการยึดอุปกรณ์แก้ไขกระดาษคำตอบนั้น ถือเป็นเรื่องร้ายแรง แต่ในมุมมองของตัวแทนท้องถิ่น นายกสมาคม อบต. โต้ปมโกงสอบท้องถิ่น อย่าเหมารวม เพราะหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเพียงแค่ผู้รับผลการคัดเลือกเพื่อนำมาบรรจุทำงานในภายหลังเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ในการจัดสอบเอง

เบื้องลึกปัญหาการสอบที่ต้องถูกขุดคุ้ย

รศ.ดร.วิระศักดิ์ ได้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญที่ว่า กระบวนการสอบที่ผ่านมามีการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและมหาวิทยาลัยผู้จัดสอบ ดังนั้นหากเกิดการทุจริตขึ้น ผู้รับผิดชอบโดยตรงคือหน่วยงานที่จัดการสอบและหน่วยงานต้นสังกัด ไม่ใช่ อบต. หรือเทศบาลที่รับคนเข้าทำงานตามบัญชีที่แจ้งมา

  • สังคมได้รับผลกระทบจากความเชื่อมั่นที่ลดลง
  • ค่าใช้จ่ายในการสอบและการทุจริตสร้างความสูญเสียมหาศาล
  • ค่านิยมอยากเป็นข้าราชการกลายเป็นช่องว่างให้แก๊งมิจฉาชีพ

กลุ่มมิจฉาชีพที่อาศัยค่านิยมความมั่นคงในอาชีพราชการมาหลอกลวงประชาชนนั้น ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องจัดการให้ถึงรากเหง้า การที่คนยอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อแลกกับตำแหน่งงานที่มีเงินเดือนเริ่มต้นไม่สูงมาก ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบคัดเลือกต้องทำอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมมากกว่านี้

ในมุมมองส่วนตัวของผู้เขียน เห็นว่าความผิดพลาดครั้งนี้คือบทเรียนครั้งใหญ่ของกระทรวงมหาดไทย การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นดำเนินการสอบด้วยตนเองภายใต้กฎระเบียบที่ตรวจสอบได้ อาจเป็นทางออกที่ดีกว่าการรวมศูนย์ไว้ที่เดียว ซึ่งนอกจากจะลดความเสี่ยงจากการทุจริตเชิงโครงสร้างแล้ว ยังเป็นการสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ที่ตั้งใจอ่านหนังสือสอบอย่างแท้จริงอีกด้วย

ที่มา – นายกสมาคม อบต. โต้ปมโกงสอบท้องถิ่น อย่าเหมารวม ไม่ใช่ความผิด “อบต.-เทศบาล-อบจ.”

กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา ไม่กระทบไทย

กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา ไม่กระทบไทย

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามาติดตามสถานการณ์โลกที่หลายคนกำลังเป็นห่วง หลังจากมีข่าวเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้น โดยเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ทาง กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา ฉบับที่ 2 เพื่อแจ้งความคืบหน้าให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและลดความตื่นตระหนกครับ

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการตรวจพบแผ่นดินไหวบริเวณใกล้ชายฝั่งประเทศเวเนซุเอลา ซึ่งในตอนแรกมีการรายงานความรุนแรงอยู่ที่ขนาด 6.8 แต่หลังจากมีการอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมพบว่ามีความรุนแรงถึงขนาด 7.2 และ 7.5 ตามมาตราโมเมนต์ โดยในรายละเอียดทางวิชาการระบุว่าเป็นแผ่นดินไหวบนบกที่เกิดจากรอยเลื่อน Bocono ซึ่งส่งผลให้เกิดความเสียหายรุนแรงในบริเวณใกล้เคียง โดยเฉพาะใกล้เมือง Yumare รัฐ Yaracuy ครับ

ทำไมกรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา ถึงสำคัญ?

การที่ กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา ออกมาอย่างต่อเนื่องนั้น เป็นการทำหน้าที่สื่อสารมวลชนเพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกแก่ประชาชนว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยแต่อย่างใด เนื่องจากตำแหน่งจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวอยู่ไกลจากพื้นที่ประเทศไทยและไม่เข้าเกณฑ์การส่งสัญญาณแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast จึงขอให้ทุกคนสบายใจได้เลยครับ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้บ้านเราจะไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ แต่การติดตามข่าวสารจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือก็เป็นเรื่องที่ดีครับ ทั้งนี้สรุปประเด็นสำคัญของเหตุการณ์มีดังนี้:

  • จุดศูนย์กลาง: บริเวณใกล้ชายฝั่งประเทศเวเนซุเอลา
  • ขนาดแผ่นดินไหว: ปรับอัปเดตสูงสุดถึงขนาด 7.5
  • ลักษณะการเกิด: แผ่นดินไหวบนบกจากรอยเลื่อน Bocono
  • ผลกระทบต่อไทย: ยืนยันไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย

สุดท้ายนี้ ฝากถึงทุกคนว่าแม้เราจะอยู่ในพื้นที่ที่ไม่เสี่ยงภัยในครั้งนี้ แต่การเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติในพื้นที่ตนเอง หรือติดตามข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาอยู่เสมอก็เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการดูแลตัวเองและคนที่คุณรัก หากใครมีข้อสงสัยหรืออยากแชร์ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ สามารถคอมเมนต์มาพูดคุยกันได้นะครับ

ที่มา – “กรมอุตุนิยมวิทยา” ประกาศ “แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา” ฉบับที่ 2 ไม่กระทบประเทศไทย

เนย์มาร์ การกลับมาของฮีโร่ที่ถูกลืมแห่งบราซิล

เนย์มาร์ การกลับมาของฮีโร่ที่ถูกลืมแห่งบราซิล

ในวงการฟุตบอลระดับโลก คงไม่มีใครไม่รู้จักชื่อของ เนย์มาร์ ซูเปอร์สตาร์ผู้สร้างสีสันให้กับทีมชาติบราซิลมาอย่างยาวนาน หลังจากที่ต้องห่างหายจากสนามไปนานเกือบ 3 ปีเนื่องจากปัญหาอาการบาดเจ็บรุมเร้า ล่าสุดเขาก็ได้กลับมาเรียกเสียงเชียร์อีกครั้งในเวทีฟุตบอลโลก ครั้งนี้ถือเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่พิสูจน์ได้ว่า เนย์มาร์ การกลับมาของฮีโร่ที่ถูกลืมแห่งบราซิล นั้นเป็นสิ่งที่แฟนบอลทั่วโลกเฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ

เนย์มาร์ การกลับมาของฮีโร่ที่ถูกลืมแห่งบราซิล

เหตุการณ์ในเกมที่ไมอามีสื่อให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความรักที่แฟนบอลมีให้กับเขายังคงไม่เสื่อมคลาย แม้ในวัย 34 ปี เขาจะไม่ใช่ดาวเด่นจอมถล่มประตูคนเดียวในทีมเหมือนเมื่อก่อน แต่การก้าวลงสู่สนามในฐานะตัวสำรองก็เพียงพอที่จะทำให้อัฒจันทร์ระเบิดความดีใจออกมา คาร์โล อันเชล็อตติ ผู้จัดการทีมชาติบราซิลได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า เนย์มาร์ไม่จำเป็นต้องหาแรงจูงใจพิเศษอะไรเลย เพราะทุกคนที่นี่รักเขา และตัวเขาเองก็มีหัวใจที่เต้นเป็นสีเหลือง-เขียวของทีมชาติมาโดยตลอด

บทบาทใหม่ของเนย์มาร์ในทีมเซเลเซา

การกลับมาของเขาครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของฟอร์มการเล่น แต่เป็นเรื่องของสปิริตในทีม เนย์มาร์ การกลับมาของฮีโร่ที่ถูกลืมแห่งบราซิล ในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าเขาสามารถปรับตัวเข้ากับระบบของอันเชล็อตติได้เป็นอย่างดี แม้จะมีเวลาในสนามเพียงไม่กี่นาที แต่เขาก็แสดงให้เห็นถึงคลาสของนักเตะระดับโลก ทั้งการครองบอล การสร้างโอกาส และความแพรวพราวที่ยังคงอยู่ไม่หายไปไหน

หากเปรียบเทียบกับยุคของเปเล่หรือโรนัลดินโญ่ เนย์มาร์ยังมีลุ้นที่จะสร้างตำนานของตัวเองให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ความหวังของชาวบราซิลเริ่มกลับมาอีกครั้งหลังจากที่ไร้ถ้วยรางวัลใหญ่มานานนับทศวรรษ แฟนบอลหลายคนเชื่อมั่นว่าหากเขาสามารถพาบราซิลคว้าแชมป์โลกได้ นี่อาจจะเป็นบทสรุปที่สวยงามที่สุดในอาชีพการค้าแข้งของเขา

  • ความพยายามในการฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อหายจากอาการบาดเจ็บ
  • ความเป็นมืออาชีพที่ได้รับคำชื่นชมจากผู้จัดการทีม
  • แรงสนับสนุนจากแฟนบอลที่ยังคงศรัทธาในตัวเขา

อย่างไรก็ตาม เส้นทางในทัวร์นาเมนต์นี้ยังอีกยาวไกล แต่การได้เห็นภาพเขากอดลูกสาวริมสนามหลังจบเกม ก็เป็นเครื่องเตือนใจว่าฟุตบอลไม่ใช่แค่เรื่องของชัยชนะ แต่คือเรื่องของจิตวิญญาณและความรักที่ผู้คนมีต่อฮีโร่ของพวกเขา คุณคิดว่าเนย์มาร์จะสามารถพาทีมไปถึงดวงดาวในฟุตบอลโลกครั้งนี้ได้หรือไม่? หรือนี่จะเป็นการปิดฉากตำนานที่สวยงามของเขาไปพร้อมกับการไล่ล่าดวงดาวดวงที่ 6 ให้กับทีมแซมบ้า? มาร่วมลุ้นไปพร้อมๆ กันครับ

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

หมอวรงค์ เตือน รมว.ดีอี ดูคดีจำนำข้าวเป็นตัวอย่าง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ อีกครั้ง เมื่อ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้ออกมาเปิดเผยถึงความผิดปกติในโครงการ TH-AI Passport โดยเจ้าตัวยืนยันว่าถูกปิดกั้นจากการอภิปรายในสภา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจสำหรับการตรวจสอบการใช้งบประมาณภาษีของประชาชน หมอวรงค์ เตือน รมว.ดีอี ดูคดีจำนำข้าวเป็นตัวอย่าง ก่อนที่จะดำเนินการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ในวันพรุ่งนี้

หลักฐานการล็อกสเปกในโครงการ TH-AI Passport

สิ่งที่เป็นข้อกังวลหลัก คือการที่รัฐออก TOR ออกมาในลักษณะที่อาจเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชนรายเดียว โดยมีการระบุเงื่อนไขที่บังคับให้ต้องมีการติดตั้งจอดิจิทัลตามร้านสะดวกซื้อชื่อดังจำนวนมหาศาล ซึ่งดูคล้ายกับการล็อกสเปกไว้ให้บริษัทใดบริษัทหนึ่งโดยเฉพาะ หมอวรงค์ เตือน รมว.ดีอี ดูคดีจำนำข้าวเป็นตัวอย่าง ในเรื่องของการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทำท่าทีเพิกเฉยต่อหลักฐานที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเปิดเผย

รายละเอียดการตรวจสอบที่ ป.ป.ช. ต้องจับตา

สำหรับประเด็นที่ นพ.วรงค์ เตรียมยื่นต่อ ป.ป.ช. มีหัวข้อสำคัญดังนี้:

  • การจัดทำ TOR ที่มีการระบุเงื่อนไขการติดตั้งสื่อดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อ 1,500 สาขา และแหล่งธุรกิจอีกกว่า 400 จุด
  • โครงสร้างการจ่ายเงินที่ผูกติดกับเงื่อนไขการติดตั้งจอ ซึ่งอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชน
  • การเพิกเฉยของหน่วยงานรัฐ แม้จะมีการเตือนและชี้เบาะแสหลักฐานผ่านทางรัฐสภาแล้วก็ตาม

หมอวรงค์ เตือน รมว.ดีอี ดูคดีจำนำข้าวเป็นตัวอย่าง เพราะจากเหตุการณ์ในอดีต ศาลเคยพิจารณาคำอภิปรายในสภาฯ ว่าเป็นสิ่งที่มีน้ำหนักในการเอาผิดนักการเมืองฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต การที่หน่วยงานรับผิดชอบหลักอย่างกระทรวงดีอีจะอ้างว่าไม่รู้เรื่องนั้น จึงเป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้นในสายตาของผู้ตรวจสอบ

บทเรียนจากอดีตสอนให้เรารู้ว่า การทุจริตที่ซ่อนมาในรูปแบบสัญญาของภาครัฐนั้นเป็นภัยร้ายแรงต่อภาษีประชาชน หากรัฐมนตรีไม่ได้แสดงความจริงใจในการตรวจสอบตั้งแต่เนิ่นๆ สุดท้ายแล้วประวัติศาสตร์อาจจะซ้ำรอยเดิม ความโปร่งใสไม่ใช่เรื่องที่ควรพูดแค่ลมปาก แต่ต้องพิสูจน์ได้ด้วยการเปิดพื้นที่ให้มีการตรวจสอบอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – “หมอวรงค์” เตือน รมว.ดีอี ดูคดี “จำนำข้าว” เป็นตัวอย่าง เตรียมยื่น ป.ป.ช. พรุ่งนี้

สนามฟุตบอลไหนดีที่สุดในบอลโลก? กูรูจาก BBC สรุปให้แล้ว

สนามฟุตบอลไหนดีที่สุดในบอลโลก? กูรูจาก BBC สรุปให้แล้ว

การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับแฟนบอลทั่วโลกด้วยการกระจายความมันส์ไปถึง 16 เมืองใน 3 ประเทศเจ้าภาพ แต่ท่ามกลางความยิ่งใหญ่นี้ หลายคนคงสงสัยว่า สนามฟุตบอลไหนดีที่สุดในบอลโลก ครั้งนี้กันแน่ วันนี้เราจึงรวบรวมความเห็นจากทีมผู้เชี่ยวชาญของ BBC Sport ที่ได้ลงพื้นที่จริงในเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา และแคนาดา มาเล่าประสบการณ์ให้ฟังครับ

สนามฟุตบอลไหนดีที่สุดในบอลโลก จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ

แต่ละสนามมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นความทันสมัย สิ่งอำนวยความสะดวก หรือมนต์ขลังของประวัติศาสตร์ โดยกูรูอย่าง John Murray ยังคงยกให้สนาม Azteca ในเม็กซิโกเป็นที่หนึ่งในดวงใจ ด้วยประวัติศาสตร์ที่ฝังรากลึกและบรรยากาศสุดเร้าใจจากแฟนบอลเจ้าถิ่นที่ไม่มีที่ไหนเทียบได้

ประสบการณ์สุดประทับใจที่ Seattle Stadium

ในขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ Gary Rose และ Vicki Sparks ต่างยกนิ้วให้ Lumen Field หรือ Seattle Stadium ว่าเป็นสนามที่มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุด ด้วยดีไซน์หลังคาโค้งที่ช่วยขยายเสียงเชียร์ให้ดังกึกก้องจนพื้นสนามสั่นสะเทือน แถมยังมีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามเห็นทั้งตึกสูงและภูเขาหิมะในเวลาเดียวกัน

สำหรับสนามอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่:

  • Dallas Stadium: โดดเด่นเรื่องระบบปรับอากาศที่สู้กับอากาศร้อนได้ยอดเยี่ยม และมีจอภาพขนาดยักษ์ที่ช่วยให้ผู้ชมในมุมสูงมองเห็นเกมได้ชัดเจน
  • Philadelphia Stadium: ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องวัฒนธรรม ‘Tailgating’ ที่แฟนบอลมารวมตัวกินดื่มกันอย่างสนุกสนานหน้าสนาม บรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเองสุดๆ
  • Kansas City Stadium (Arrowhead): สนามกลางแจ้งที่มีเสน่ห์ด้วยวิวพระอาทิตย์ตกดิน และเป็นที่จดจำจากผลงานการทำแฮตทริกของลิโอเนล เมสซี

เคล็ดลับสำหรับแฟนบอลที่วางแผนไปชมเกม

การจะเลือกได้ว่า สนามฟุตบอลไหนดีที่สุดในบอลโลก คงขึ้นอยู่กับว่าคุณชอบบรรยากาศแบบไหน หากคุณชอบความคลาสสิกที่แฝงไปด้วยประวัติศาสตร์ Azteca คือคำตอบ แต่หากคุณชอบวิวน่าทึ่งและเสียงเชียร์ที่ทรงพลัง Seattle คือตัวเลือกที่ไม่ควรพลาด อย่างไรก็ตาม อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลการเดินทางและการจัดการภายในสนามให้ดี เพราะสนามบางแห่งเช่น Boston อาจมีการจัดการเรื่องป้ายบอกทางที่ค่อนข้างท้าทายสำหรับมือใหม่

สุดท้ายนี้ สนามฟุตบอลที่ดีไม่ได้มีแค่ความสวยงามของโครงสร้าง แต่คือความสุขและรอยยิ้มของแฟนบอลที่สร้างบรรยากาศให้การแข่งขันเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำ ทุกท่านล่ะครับคิดว่าสนามไหนคือที่สุดในใจคุณ? คอมเมนต์บอกเราได้เลย!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

“ทรัมป์” ยื่นขอเงินด่วน 2.9 ล้านล้าน อ้างใช้ทำศึกอิหร่าน

“ทรัมป์” ยื่นขอเงินด่วน 2.9 ล้านล้าน อ้างใช้ทำศึกอิหร่าน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองสหรัฐฯ เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตัดสินใจยื่นคำร้องต่อรัฐสภาเพื่อของบประมาณเพิ่มเติมจำนวนมหาศาลสูงถึง 87,600 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.9 ล้านล้านบาท โดยระบุว่าจำเป็นต้องนำงบส่วนใหญ่ไปใช้ในปฏิบัติการทางทหารที่อิหร่าน ซึ่งคำขอนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วสภาคองเกรสอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นถกเถียงคือ การที่ “ทรัมป์” ยื่นขอเงินด่วน 2.9 ล้านล้าน อ้างใช้ทำศึกอิหร่าน เกิดขึ้นเพียงแค่หนึ่งวันหลังจากที่วุฒิสภาเพิ่งจะมีมติโหวตจำกัดอำนาจการทำสงครามของประธานาธิบดีไปหมาดๆ ซึ่งนับเป็นการท้าทายอำนาจรัฐสภาอย่างชัดเจน และสะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวที่ลึกซึ้งภายในพรรครีพับลิกันเอง

รายละเอียดการใช้จ่ายงบประมาณก้อนโต

จากการตรวจสอบรายละเอียดในคำร้อง พบว่าเงินกว่า 2.24 ล้านล้านบาท จะถูกโอนเข้าสู่กระทรวงกลาโหมโดยตรงภายใต้รหัส “ปฏิบัติการ Epic Fury” ซึ่งมีรายละเอียดการใช้จ่ายที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • งบจัดซื้ออาวุธและกระสุนมูลค่า 21,000 ล้านดอลลาร์
  • ค่าใช้จ่ายปฏิบัติการและการฟื้นฟูคลังอาวุธ 17,300 ล้านดอลลาร์
  • โครงการลับทางทหารอีก 12,100 ล้านดอลลาร์
  • งบเสริมความปลอดภัยสถานทูตและฐานทัพ 300 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม การที่ “ทรัมป์” ยื่นขอเงินด่วน 2.9 ล้านล้าน อ้างใช้ทำศึกอิหร่าน นั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะฝ่ายเดโมแครตและสมาชิกรัฐสภาบางส่วนมองว่า นี่คือการผลาญภาษีประชาชนในสงครามที่ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับประเทศ แถมยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของชาวอเมริกันที่ต้องเผชิญกับราคาพลังงานและอาหารที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แม้ทำเนียบขาวจะพยายามกลบกระแสด้วยการพ่วงงบช่วยเหลือด้านเกษตรกรรม การป้องกันไวรัสอีโบลา และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมาด้วย แต่ก็ดูเหมือนจะยังไม่เพียงพอที่จะโน้มน้าวใจสมาชิกรัฐสภาที่กำลังหวาดระแวงเรื่องผลกระทบต่อการเลือกตั้งกลางเทอมที่ใกล้จะมาถึงเต็มที

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์ นี่ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าทรัมป์จะสามารถประคับประคองอำนาจผ่านสถานการณ์ที่กดดันรอบด้านนี้ไปได้อย่างไร หรือนี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดระหว่างทำเนียบขาวและสภาคองเกรสในยุคนี้ คงต้องจับตาดูกันยาวๆ ครับ

ที่มา – “ทรัมป์” ยื่นขอเงินด่วน 2.9 ล้านล้าน อ้างใช้ทำศึกอิหร่าน หลัง สว. เพิ่งโหวตจำกัดอำนาจทำสงคราม

เจาะลึกประวัติ “รุ่งเรือง ธิมาบุตร” ปลัดจังหวัดภูเก็ต

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวคราวของ ประวัติ “รุ่งเรือง ธิมาบุตร” ปลัดจังหวัดภูเก็ต อดีตข้าราชการพลเรือนดีเด่นประจำปี 2563 กันมาบ้างในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งชื่อของเขากลายเป็นที่พูดถึงในแวดวงข้าราชการไทยอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเส้นทางราชการที่เต็มไปด้วยความสำเร็จควบคู่ไปกับข้อครหาที่เข้มข้น วันนี้เรามาทำความรู้จักกับตัวตนและเส้นทางชีวิตของข้าราชการรายนี้กันให้มากขึ้นครับ

เส้นทางและ ประวัติ “รุ่งเรือง ธิมาบุตร” ปลัดจังหวัดภูเก็ต อดีตข้าราชการพลเรือนดีเด่นประจำปี 2563

สำหรับคุณรุ่งเรืองนั้น เป็นข้าราชการที่เติบโตมาในสายงานปกครองอย่างเต็มตัว เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและโทด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ก่อนจะก้าวเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญในหลายพื้นที่ เช่น นายอำเภอสุไหงโก-ลก และบทบาทในการแก้ปัญหายาเสพติด ซึ่งถือเป็นงานถนัดของเขา จนได้รับรางวัลอันทรงเกียรติอย่างข้าราชการพลเรือนดีเด่น รางวัลครุฑทองคำในปี 2563 มาครองได้สำเร็จ

ผลงานที่โดดเด่นของ รุ่งเรือง ธิมาบุตร

นอกจากรางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่นแล้ว เขายังเป็นที่รู้จักในนามข้าราชการสายปราบปรามยาเสพติด โดยเฉพาะโครงการเปิดค่าย “ลูกชายนายอำเภอ” เพื่อช่วยบำบัดผู้ติดยาเสพติดในพื้นที่ ซึ่งได้รับคำชมเชยในแง่การปฏิบัติงานเชิงรุก อย่างไรก็ตาม เมื่อเราพูดถึง ประวัติ “รุ่งเรือง ธิมาบุตร” ปลัดจังหวัดภูเก็ต อดีตข้าราชการพลเรือนดีเด่นประจำปี 2563 จำเป็นต้องมองให้รอบด้าน เพราะเส้นทางราชการของเขามีช่วงที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคและมลทินจากการถูกตรวจสอบหลายครั้ง

  • ปี 2565: กรณีปืน 18 กระบอกที่มีชื่อเขาเป็นผู้อนุญาตให้เครือข่ายยาเสพติด
  • ปี 2568: การถูกสอบวินัยเรื่องความหละหลวมในการออกใบอนุญาตอาวุธปืน
  • ปี 2569: ประเด็นการถูกย้ายไปช่วยราชการจากกรณีข้อร้องเรียนเรื่องสถานบันเทิงในพื้นที่ภูเก็ต

ล่าสุด หลังจากที่กรมการปกครองได้มีคำสั่งให้เขากลับไปปฏิบัติหน้าที่ปลัดจังหวัดภูเก็ตอีกครั้ง ตามกำหนดระยะเวลาการช่วยราชการ ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่ากระบวนการตรวจสอบจะนำไปสู่บทสรุปอย่างไร ในโลกของการรับราชการ ย่อมมีทั้งผู้สนับสนุนและผู้ที่ตั้งข้อสงสัย การทำงานในพื้นที่ที่มีความซับซ้อนอย่างภูเก็ตจึงเป็นโจทย์ที่หนักหนาสำหรับข้าราชการทุกคน

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าตำแหน่งหน้าที่ที่มีอำนาจกว้างขวาง มาพร้อมกับสายตาของผู้คนที่คอยจ้องมอง ความโปร่งใสจึงเป็นด่านสำคัญที่จะช่วยยืนยันความดีความชอบที่เคยได้รับมาในอดีตได้ดีที่สุด ติดตามกันต่อไปว่าทิศทางหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร และการทำงานของเขาจะสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับระบบราชการในพื้นที่ต่อไปได้หรือไม่

ที่มา – ประวัติ “รุ่งเรือง ธิมาบุตร” ปลัดจังหวัดภูเก็ต อดีตข้าราชการพลเรือนดีเด่นประจำปี 2563

ถก สถ. ปมร้อนทุจริตสอบท้องถิ่น วรศิษฎ์ พร้อมรื้อคดี

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาติดตามประเด็นร้อนที่สังคมกำลังให้ความสนใจอย่างมาก เกี่ยวกับความโปร่งใสในการสอบเข้ารับราชการ ภายหลังจากที่คุณวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวในประเด็น ถก สถ. ปมร้อนทุจริตสอบท้องถิ่น “วรศิษฎ์” ชี้ หากพบมูลพร้อมรื้อคดีย้อนหลัง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่ต้องการเข้ามาเป็นข้าราชการอย่างสุจริตครับ

ถก สถ. ปมร้อนทุจริตสอบท้องถิ่น “วรศิษฎ์” ชี้ หากพบมูลพร้อมรื้อคดีย้อนหลัง

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการ หรือ พนักงานส่วนท้องถิ่น ครั้งที่ 6/2569 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการหยิบยกกรณีการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นขึ้นมาหารือ โดยนายวรศิษฎ์ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า หากมีข้อมูลหรือหลักฐานที่เชื่อได้ว่ามีการทุจริตจริง ก็ไม่ลังเลที่จะดำเนินการรื้อคดีขึ้นมาตรวจสอบใหม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในอดีตหรือปัจจุบันก็ตาม

เจาะลึกแนวทางจัดการ ถก สถ. ปมร้อนทุจริตสอบท้องถิ่น “วรศิษฎ์” ชี้ หากพบมูลพร้อมรื้อคดีย้อนหลัง

ในการประชุมครั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยฯ ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นดังนี้:

  • การตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา
  • การรื้อคดีเก่าหากพบเบาะแสการทุจริตที่ชัดเจน
  • สร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ที่เข้าสอบอย่างสุจริต

หลายคนอาจสงสัยว่าการจัดการกับปัญหาเหล่านี้จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อระบบราชการไทย ซึ่งแน่นอนว่าการกระทำของรัฐมนตรีครั้งนี้ถือเปรียบเสมือนดาบสองคมที่ต้องตรวจสอบอย่างระมัดระวัง แต่ในมุมมองของประชาชน การแสดงความกล้าหาญในการจัดการกับ ถก สถ. ปมร้อนทุจริตสอบท้องถิ่น “วรศิษฎ์” ชี้ หากพบมูลพร้อมรื้อคดีย้อนหลัง ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่ากระทรวงมหาดไทยจะไม่ยอมปล่อยให้ความไม่โปร่งใสมาทำลายระบบการคัดเลือกคนเข้าทำงานครับ

สุดท้ายนี้ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะนำเสนอข้อมูลเพิ่มเติมอย่างไรบ้าง การปฏิรูปหน่วยงานรัฐไม่ได้เกิดขึ้นได้เพียงชั่วข้ามคืน แต่การเริ่มตรวจสอบอย่างจริงจังแบบนี้คือจุดเริ่มต้นที่ดีมากครับ เพื่อนๆ คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้กันบ้างครับ อย่าลืมมาแบ่งปันความคิดเห็นกันที่ช่องคอมเมนต์นะครับ

ที่มา – ถก สถ. ปมร้อนทุจริตสอบท้องถิ่น “วรศิษฎ์” ชี้ หากพบมูลพร้อมรื้อคดีย้อนหลัง

กรณ์ ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ

กรณ์ ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ เมื่อนายกรณ์ จาติกวณิช ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการงบประมาณของรัฐบาลอย่างดุเดือด โดยมองว่าการที่รัฐบาลตัดสินใจ กรณ์ ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ นั้น เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง เพราะแทนที่จะเป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมหภาคอย่างจริงจัง กลับกลายเป็นการจัดสรรงบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพและส่งผลกระทบต่อประชาชนน้อยมาก

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเคยส่งสัญญาณว่าจะสามารถโอนงบประมาณได้สูงถึง 100,000 ล้านบาท เพื่อนำมาเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบว่าเม็ดเงินเหล่านั้นถูกหั่นเหลือเพียง 10,300 ล้านบาท ซึ่งนายกรณ์มองว่ารัฐบาลปล่อยให้กระทรวงต่างๆ เร่งรีบเซ็นสัญญาจัดซื้อจัดจ้างจนงบประมาณถูกใช้ไปเกือบหมด ทำให้ พ.ร.บ. โอนงบประมาณฉบับนี้กลายเป็นเพียงสิ่งที่ไร้น้ำหนัก

เหตุผลเบื้องหลังการแก้เขินและแก้ต่างทางการเมือง

นายกรณ์ชี้ให้เห็นว่าการเดินหน้า กรณ์ ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ ในรูปแบบนี้ มีวัตถุประสงค์แอบแฝงอยู่ 2 ประการหลัก คือ:

  • แก้เขิน: รัฐบาลเคยประกาศต่อรัฐสภาว่าจะทำ หากไม่ดำเนินการก็จะถูกสังคมกดดัน
  • แก้ต่าง: เพื่อใช้เป็นข้ออ้างต่อศาลรัฐธรรมนูญให้เห็นว่าได้ใช้เม็ดเงินปกติเต็มที่แล้วก่อนจะไปออก พ.ร.ก. กู้เงิน

หลายฝ่ายต่างตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงวิกฤตโควิด-19 รัฐบาลในอดีตยังสามารถโอนงบประมาณได้มากกว่านี้หลายเท่าตัว การที่รัฐบาลชุดนี้ทำได้เพียง 10,300 ล้านบาท หรือคิดเป็นแค่ 0.2% ของงบประมาณทั้งหมด จึงเป็นคำถามตัวโตๆ ว่านี่คือความพยายามเต็มที่แล้วจริงหรือ? หรือเป็นเพียงการเปิดทางเพื่อนำไปสู่การกู้เงินจำนวนมหาศาลกันแน่

นอกจากนี้ นายกรณ์ยังได้กล่าวเตือนรัฐบาลว่า ในปัจจุบันสถานการณ์ทางเศรษฐกิจไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นที่ต้องหาทางออกด้วยการกู้เงิน เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับประมาณการ GDP สูงขึ้น และสถานะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศก็อยู่ในเกณฑ์ดี การนำเงินจำนวน 10,300 ล้านบาทที่ได้มานั้นไปใช้แบบเร่งรีบโดยไม่มีแผนรองรับกรณีที่ไม่สามารถออก พ.ร.ก. กู้เงินได้ อาจจะทำให้รัฐบาลเสียโอกาสสำคัญที่ควรจะเก็บเงินก้อนนี้ไว้ใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศในระยะยาว

ในฐานะประชาชน เราคงต้องจับตาดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ ว่าการที่ กรณ์ ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ นั้น จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการบริหารงานของรัฐบาลมากน้อยเพียงใด แต่ที่แน่ๆ การโปร่งใสและการจัดงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน คือสิ่งที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญมากกว่าการเล่นเกมการเมือง

ที่มา – “กรณ์” ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ หั่นงบเหลือ 1 หมื่นล้าน ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ