วัน: 25 มิถุนายน 2026

สั่งปิด 1.2 หมื่นลิงก์เถื่อน สกัดเว็บพนัน-ละเมิดลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026

เชื่อว่าแฟนบอลชาวไทยทุกคนคงตื่นเต้นกับมหกรรมฟุตบอลโลก 2026 กันอยู่แน่ๆ แต่ในความสนุกก็ยังมีภัยเงียบแฝงตัวอยู่ครับ ล่าสุดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เพื่อปกป้องลิขสิทธิ์และป้องกันเยาวชนจากการพนันออนไลน์ ด้วยการเร่งสั่งปิด 1.2 หมื่นลิงก์เถื่อน สกัดเว็บพนัน-ละเมิดลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 อย่างจริงจัง เพื่อให้ทุกคนได้รับชมการแข่งขันอย่างถูกต้องและปลอดภัยที่สุด

สั่งปิด 1.2 หมื่นลิงก์เถื่อน สกัดเว็บพนัน-ละเมิดลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดีอี ได้ร่วมมือกับบริษัท โมโนเน็กซ์ จำกัด (มหาชน) ผู้ถือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 เพื่อเดินหน้ากวาดล้างแพลตฟอร์มผิดกฎหมาย โดยข้อมูลจากศูนย์เฝ้าระวังฯ ระบุว่าเพียงแค่ช่วงวันที่ 10–24 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการจัดการกับเว็บไซต์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์และเว็บพนันออนไลน์ไปแล้วกว่า 12,671 URLs ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมากและแสดงให้เห็นว่าภัยคุกคามทางไซเบอร์ในรูปแบบนี้กำลังแพร่ระบาดอย่างหนัก

มาตรการเด็ดขาดเพื่อแฟนบอลไทยและภารกิจสั่งปิด 1.2 หมื่นลิงก์เถื่อน สกัดเว็บพนัน-ละเมิดลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026

การทำงานในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การปิดหน้าเว็บไปวันๆ นะครับ แต่เป็นการบูรณาการข้อมูลร่วมกับภาคเอกชนเพื่อตรวจจับแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง โดยแบ่งการทำงานออกเป็นสองส่วนหลักคือ:

  • การปิดกั้นตามคำสั่งศาล จำนวน 4,496 URLs สำหรับเว็บไซต์ที่เข้าข่ายความผิดชัดเจน
  • การประสานงานตรงกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook และ X เพื่อระงับลิงก์ละเมิดลิขสิทธิ์อีก 8,175 URLs

รัฐบาลย้ำชัดว่าการกระทำเหล่านี้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ และเป็นการเอาเปรียบผู้ที่ลงทุนซื้อลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง การที่เราช่วยกันเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแส จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่แฟนบอลอย่างเราจะช่วยสนับสนุนการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกอย่างโปร่งใสและยุติธรรม

สำหรับใครที่ไปเจอลิงก์เถื่อน หรือพบโฆษณาเว็บพนันแฝงตัวมาในช่วงเชียร์บอล อย่าเพิ่งกดคลิกเข้าไปนะครับ เพราะนอกจากจะเสี่ยงถูกมิจฉาชีพดูดเงินในบัญชีแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนธุรกิจที่ผิดกฎหมายอีกด้วย หากพบเห็นสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 หรืออีเมล [email protected] ได้เลยครับ

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐและเอกชนจับมือกันทำงานรวดเร็วแบบนี้เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม เพราะช่วยตัดตอนโอกาสที่เยาวชนจะเข้าถึงเว็บพนันได้ดีขึ้น มาร่วมกันส่งกำลังใจเชียร์ทีมโปรดผ่านช่องทางถูกกฎหมาย เพื่อให้การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขและปราศจากอาชญากรรมทางออนไลน์อย่างแท้จริงครับ

ที่มา – สั่งปิด 1.2 หมื่นลิงก์เถื่อน สกัดเว็บพนัน-ละเมิดลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026

เปิดรับสมัคร เลขาธิการ ป.ป.ช. ถึง 21 ก.ค. 69

โอกาสสำคัญมาถึงแล้วครับ! สำหรับใครที่กำลังมองหาความท้าทายใหม่ในเส้นทางสายงานราชการระดับสูง ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีการประกาศเปิดรับสมัคร เลขาธิการ ป.ป.ช. เพื่อเข้ามาทำหน้าที่สำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น โดยตำแหน่งนี้ถือเป็นฟันเฟืองหลักในการควบคุมดูแลการปฏิบัติงานทั่วไปของสำนักงานให้เป็นไปตามกฎหมายและมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. อย่างเคร่งครัด

เจาะลึกการ เปิดรับสมัคร เลขาธิการ ป.ป.ช. คนใหม่

หากคุณเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและมีวิสัยทัศน์กว้างไกล นี่คือช่วงเวลาที่คุณไม่ควรพลาด เพราะการเปิดรับสมัคร เลขาธิการ ป.ป.ช. ในรอบนี้ เปิดโอกาสให้ผู้มีความรู้ความสามารถได้เข้ามารับผิดชอบงานด้านบริหารบุคคล การวางระเบียบสำนักงาน และการกำกับดูแลงานภายในทุกมิติ เพื่อสร้างมาตรฐานการทำงานที่เป็นเลิศให้กับหน่วยงานที่ถือเป็นหัวใจสำคัญในการตรวจสอบการทุจริตของประเทศ

รายละเอียดและขั้นตอนการสมัคร

สำหรับการเตรียมตัวสมัครงานในตำแหน่งระดับสูงนี้ ผู้สนใจควรทำความเข้าใจขั้นตอนให้ดี ดังนี้ครับ:

  • ดาวน์โหลดใบสมัคร: เข้าไปที่เว็บไซต์ www.nacc.go.th เพื่อดาวน์โหลดเอกสารประกาศสรรหาบุคคล
  • เอกสารหลักฐาน: ต้องเตรียมต้นฉบับ 1 ชุด และสำเนา 6 ชุด โดยเขียนด้วยลายมือตัวบรรจงหรือพิมพ์ให้เรียบร้อย
  • สถานที่ยื่นใบสมัคร: ยื่นด้วยตนเองที่ สำนักบริหารทรัพยากรบุคคล อาคาร 1 ชั้น 2 สำนักงาน ป.ป.ช. ถนนนนทบุรี อำเภอเมืองนนทบุรี
  • ระยะเวลารับสมัคร: เปิดให้ยื่นตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน ถึง 21 กรกฎาคม 2569 (ในวันและเวลาราชการ)

หากใครมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามโดยตรงได้ที่กลุ่มงานสรรหา สำนักบริหารทรัพยากรบุคคล หมายเลขโทรศัพท์ 0 2528 4907 ซึ่งทีมงานพร้อมให้คำแนะนำในทุกประเด็นครับ

การเฟ้นหาผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขานุการหน่วยงานตรวจสอบระดับประเทศเช่นนี้ ไม่เพียงแต่ต้องอาศัยประสบการณ์การบริหารงานที่เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่ยังต้องเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตและยึดมั่นในอุดมการณ์ของการต่อต้านคอร์รัปชัน เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับบุคลากรในองค์กรและได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนทั้งประเทศ หากคุณมั่นใจว่ามีคุณสมบัติครบถ้วน อย่าปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือไปนะครับ เตรียมเอกสารให้พร้อมแล้วไปสมัครกันเลย!

ที่มา – เปิดรับสมัคร “เลขาธิการ ป.ป.ช.” ทำหน้าที่ดูแลงานทั่วไป ถึง 21 ก.ค. 69

โจทย์ยากของโคดี้ กัคโป กับอนาคตในถิ่นลิเวอร์พูล

โจทย์ยากของโคดี้ กัคโป กับอนาคตในถิ่นลิเวอร์พูล

หลังจากที่ โคดี้ กัคโป โชว์ฟอร์มร้อนแรงในการรับใช้ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ด้วยการทำสองประตูในเกมพบสวีเดน บทสนทนาเรื่องบทบาทของเขากับลิเวอร์พูลก็ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง นี่คือโจทย์ยากของโคดี้ กัคโป กับอนาคตในถิ่นลิเวอร์พูลที่แฟนบอลเดอะค็อปทั่วโลกกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะสถานการณ์ในทีมกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

โจทย์ยากของโคดี้ กัคโป กับอนาคตในถิ่นลิเวอร์พูล

ในฤดูกาลที่คว้าแชมป์ภายใต้การคุมทีมของ อาร์เน่ สล็อต กัคโปทำผลงานได้ดีเยี่ยมด้วยการยิง 18 ประตูและจ่ายอีก 7 แอสซิสต์ แต่ในช่วงซีซันที่ผ่านมาตัวเลขเหล่านั้นกลับลดลง ซึ่งเขารู้ดีว่าจำเป็นต้องเร่งฟอร์มให้กลับมาดุดันอีกครั้ง การเข้ามาของนักเตะอย่าง วิกเตอร์ มูโนซ รวมถึงความสนใจในตัว ยาน ดิโอมานเด ทำให้กัคโปต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ในแผงเกมรุก

มุมมองต่อ โจทย์ยากของโคดี้ กัคโป กับอนาคตในถิ่นลิเวอร์พูล

แม้จะมีข่าวลือเรื่องการย้ายทีมสู่ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ แต่กัคโปยังคงพิสูจน์ให้เห็นถึงคุณภาพของเขาในระดับทีมชาติ ฟอร์มการเล่นในฟุตบอลโลกสะท้อนให้เห็นว่าหากอยู่ในจุดที่เหมาะสม เขาสามารถสร้างความแตกต่างได้เสมอ สิ่งที่ลิเวอร์พูลต้องตัดสินใจคือ กัคโปยังเป็นฟันเฟืองสำคัญในแผนการทำทีมของ อันโดนี อิราโอลา หรือไม่

  • กัคโปทำประตูรวมได้ 50 ลูกจาก 180 นัดให้ลิเวอร์พูล
  • ความสามารถในการเล่นได้หลายตำแหน่งเป็นจุดเด่นของเขา
  • การแข่งขันในทีมอาจเป็นแรงกระตุ้นให้เขากลับมาโชว์ฟอร์มเก่ง

สำหรับผม การปล่อยกัคโปออกจากทีมในตอนนี้อาจเป็นความเสี่ยงที่น่าเสียดาย นักเตะที่มีทั้งวินัยและความสามารถในการจบสกอร์แบบเขายังคงหาได้ยากในตลาดนักเตะยุคปัจจุบัน หากลิเวอร์พูลสามารถผสมผสานผู้เล่นที่มีอยู่ได้อย่างลงตัว กัคโปอาจกลับมาเป็นหัวใจหลักในเกมรุกได้อีกครั้ง นี่คงเป็นบททดสอบสำคัญของทั้งตัวนักเตะและสโมสรในซัมเมอร์นี้

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

รมว.ดีอี ร่วมเสวนาเวที WEF 2026 ดันอาเซียน-เอเปค ร่วมมือสกัดสแกมเมอร์ข้ามชาติ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวสารความคืบหน้าเรื่องภัยออนไลน์มาฝากกันครับ ล่าสุดคุณไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เดินทางไปร่วมเวทีระดับโลกอย่างงาน WEF 2026 ที่ประเทศจีน เพื่อขับเคลื่อนการทำงานร่วมกันระดับภูมิภาค

รมว.ดีอี ร่วมเสวนาเวที WEF 2026 ดันอาเซียน-เอเปค ร่วมมือสกัดสแกมเมอร์ข้ามชาติ

การประชุมในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญอย่างมาก เพราะ รมว.ดีอี ร่วมเสวนาเวที WEF 2026 ดันอาเซียน-เอเปค ร่วมมือสกัดสแกมเมอร์ข้ามชาติ โดยเน้นย้ำถึงแนวคิด “Trust และ Interoperability” เพื่อให้ข้อมูลของแต่ละประเทศเชื่อมต่อกันได้จริง ซึ่งจะช่วยให้เราตามทันแก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพที่มักใช้ช่องว่างระหว่างพรมแดนในการก่อเหตุครับ

ทำไมต้องอาเซียน-เอเปค ในการจัดการภัยไซเบอร์?

คุณไชยชนกชี้ให้เห็นว่า ทั้งสองกรอบความร่วมมือนี้มีจุดแข็งที่แตกต่างแต่ส่งเสริมกันได้ ซึ่งการที่ รมว.ดีอี ร่วมเสวนาเวที WEF 2026 ดันอาเซียน-เอเปค ร่วมมือสกัดสแกมเมอร์ข้ามชาติ นั้น ทำให้เกิดความหวังใหม่ในการประสานงานเพื่อ:

  • สร้างมาตรฐานความปลอดภัยดิจิทัลที่เป็นหนึ่งเดียวกัน
  • การแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมทางไซเบอร์แบบเรียลไทม์
  • การพัฒนากลไกที่หน่วยงานรัฐของแต่ละประเทศสามารถปฏิบัติการร่วมกันได้ทันที

ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ไม่ได้เป็นเรื่องของประเทศใดประเทศหนึ่งอีกต่อไป แต่เป็นปัญหาที่ลามไปทั่วทั้งภูมิภาค การที่ประเทศไทยแสดงจุดยืนชัดเจนบนเวทีโลกเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมครับ เพราะนอกจากจะช่วยลดความเสียหายทางการเงินของประชาชนไทยแล้ว ยังเป็นการสร้างความมั่นคงให้แก่เศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกในระยะยาวอีกด้วย

ผมมองว่าการนำแนวคิดเรื่องความสามารถในการทำงานร่วมกัน (Interoperability) มาใช้ คือกุญแจสำคัญ เพราะถ้าเรามีข้อมูลที่แม่นยำและเชื่อมโยงกันได้ มิจฉาชีพก็ยากที่จะหลบหนีไปได้ง่ายๆ เหมือนในอดีต สุดท้ายนี้ หวังว่าความร่วมมือระดับนโยบายที่ว่านี้จะเห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพื่อให้โลกออนไลน์ของเราปลอดภัยมากยิ่งขึ้นครับ

ที่มา – รมว.ดีอี ร่วมเสวนาเวที WEF 2026 ดันอาเซียน-เอเปค ร่วมมือสกัดสแกมเมอร์ข้ามชาติ

ประกันสังคมแจงปมเช่าเชื่อมโยงเครือข่ายสัญญาณเดือนละ 8.5 แสน ไม่ใช่ 24 ล้าน

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวคราวที่สร้างความตกใจเกี่ยวกับประเด็นค่าใช้จ่ายของภาครัฐกันมาบ้าง โดยเฉพาะล่าสุดที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเช่าสัญญาณอินเทอร์เน็ตของหน่วยงานรัฐ ล่าสุดทางสำนักงานประกันสังคมได้ออกมาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับประเด็น ประกันสังคมแจงปมเช่าเชื่อมโยงเครือข่ายสัญญาณเดือนละ 8.5 แสน ไม่ใช่ 24 ล้าน เพื่อให้ผู้ประกันตนทุกคนเกิดความสบายใจและเข้าใจถึงที่มาที่ไปของงบประมาณก้อนนี้ครับ

ประกันสังคมแจงปมเช่าเชื่อมโยงเครือข่ายสัญญาณเดือนละ 8.5 แสน ไม่ใช่ 24 ล้าน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากมีกระแสข่าวลือแพร่สะพัดในโลกออนไลน์ว่า ประกันสังคมจ่ายค่าเช่าระบบเน็ตเวิร์กที่เรียกว่า Dark Fiber สูงถึงเดือนละ 24 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้ถือว่าสูงมากจนประชาชนเกิดความสงสัยว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ทางสำนักงานประกันสังคมจึงได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลทางการว่า ตัวเลข 24 ล้านนั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

ข้อเท็จจริงคือ งบประมาณที่ได้รับอนุมัติสำหรับโครงการนี้นั้นอยู่ที่ 7,713,000 บาท ซึ่งเมื่อหารออกมาเป็นรายเดือนแล้วจะตกอยู่ที่เดือนละ 857,000 บาทเท่านั้น สำหรับระยะเวลาสัญญาทั้งสิ้น 9 เดือน ดังนั้นการที่แชร์ข้อมูลผิดพลาดว่าต้องจ่ายสูงถึง 24 ล้านบาท จึงเป็นการเข้าใจคลาดเคลื่อนอย่างร้ายแรงครับ

เหตุผลความจำเป็นในการเช่าเครือข่ายสัญญาณ

ทำไมหน่วยงานระดับมหภาคถึงต้องให้ความสำคัญกับระบบเครือข่ายมากขนาดนี้? การดำเนินการของประกันสังคมไม่ได้เป็นแค่เรื่องของอินเทอร์เน็ตทั่วไป แต่เป็นการเชื่อมโยงระหว่างศูนย์คอมพิวเตอร์หลักที่นนทบุรีและศูนย์คอมพิวเตอร์สำรองที่ระยอง ซึ่งมีระยะทางห่างกันเกือบ 300 กิโลเมตร โดยมีเหตุผลสนับสนุนดังนี้ครับ:

  • การสำรองข้อมูล (Data Backup): เพื่อป้องกันข้อมูลของผู้ประกันตนสูญหาย หากเกิดภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉินที่ศูนย์แห่งใดแห่งหนึ่ง ระบบจะยังคงทำงานได้ต่อเนื่อง
  • ความเสถียรและความปลอดภัย: การใช้ Dark Fiber ซึ่งเป็นสายใยแก้วนำแสงส่วนตัว มีความหน่วงที่ต่ำมากและมีความปลอดภัยสูงกว่าการใช้อินเทอร์เน็ตสาธารณะ เพราะเป็นการเชื่อมต่อตรงแบบจุดต่อจุด (Point-to-Point)
  • การป้องกันการรั่วไหล: ด้วยความที่เป็นเครือข่ายส่วนตัว ข้อมูลของผู้ประกันตนจึงถูกส่งผ่านช่องทางที่ปลอดภัยและตรวจสอบได้ ป้องกันการถูกโจมตีทางไซเบอร์ที่มีความรุนแรงมากขึ้นในปัจจุบัน

ในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เราทุกคนย่อมต้องการเห็นความโปร่งใส ซึ่งการที่หน่วยงานออกมาชี้แจงข้อมูลเรื่อง ประกันสังคมแจงปมเช่าเชื่อมโยงเครือข่ายสัญญาณเดือนละ 8.5 แสน ไม่ใช่ 24 ล้าน ได้ทันท่วงทีแบบนี้ ถือเป็นเรื่องดี เพราะเป็นการรักษาสิทธิและเงินสมทบของผู้ประกันตนให้ถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด เราควรช่วยกันตรวจสอบและติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เพื่อป้องกันการตื่นตระหนกจากข่าวลือที่บิดเบือนข้อเท็จจริงครับ

ที่มา – ประกันสังคมแจงปมเช่าเชื่อมโยงเครือข่ายสัญญาณเดือนละ 8.5 แสน ไม่ใช่ 24 ล้าน

สอบสวนกลาง ลุยล้างขบวนการโกงสอบท้องถิ่น ใน 10 วัน

เป็นประเด็นร้อนที่สังคมจับตามองอย่างมาก สำหรับความคืบหน้ากรณีที่มีกลุ่มบุคคลพยายามกระทำการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ล่าสุด สอบสวนกลาง ลุยล้างขบวนการโกงสอบท้องถิ่น โดยมีการสั่งการให้ทีมสืบสวนเร่งเดินหน้าจับตัวการใหญ่มาลงโทษให้ได้ภายใน 10 วัน งานนี้บอกเลยว่าใครที่คิดจะฮั้วหรือทำผิดกฎหมายต้องหนาวๆ ร้อนๆ กันแน่นอนครับ

สถานการณ์ล่าสุด: สอบสวนกลาง ลุยล้างขบวนการโกงสอบท้องถิ่น

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้เรียกประชุมทีมงานเพื่อวางกรอบการทำงานอย่างเร่งด่วน หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวกับการพบความผิดปกติและเอกสารสำคัญในโรงพิมพ์แห่งหนึ่งย่านพระสมุทรเจดีย์ ซึ่งถือเป็นเบาะแสสำคัญที่ทำให้ตำรวจมั่นใจว่าการสอบสวนกลาง ลุยล้างขบวนการโกงสอบท้องถิ่นครั้งนี้จะสาวไปถึงต้นตอของเครือข่ายอย่างแน่นอน

มาตรการเด็ดขาดเพื่อความโปร่งใส

สำหรับแนวทางการทำงานของเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้ มีการแบ่งการทำงานออกเป็น 3 ส่วนหลัก เพื่อความรวดเร็วและแม่นยำ ได้แก่:

  • กองปราบปราม รับหน้าที่สืบสวนขยายผลจากคดีที่กระทรวงมหาดไทยร้องทุกข์
  • ป.ป.ช. รับหน้าที่ตรวจสอบความโปร่งใสของกระบวนการออกข้อสอบทั้งหมด
  • กระทรวงมหาดไทย ตั้งกรรมการสอบสวนภายในเพื่อหาตัวผู้ร่วมขบวนการ

ทางด้าน ผบช.ก. ได้เน้นย้ำชัดเจนว่า หากสืบพบว่ามีบุคคลภายนอกเกี่ยวข้อง จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายทันที แต่หากพบว่ามีข้าราชการระดับสูงหรือคนในร่วมกระทำความผิดด้วย ก็จะส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. จัดการขั้นเด็ดขาดไม่มีข้อยกเว้น เพราะถือเป็นการทำลายระบบคุณธรรมในราชการไทยให้ได้รับความเสียหาย

ถึงแม้ว่าตอนนี้จะยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาใครเป็นพิเศษ เพราะอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน แต่เชื่อเหลือเกินว่าความจริงจะปรากฏในเร็ววัน การทำงานครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ดีสำหรับพวกที่คิดจะหากินกับการสอบคัดเลือกข้าราชการว่า อย่าได้คิดทำอะไรที่ผิดกฎหมาย เพราะยุคสมัยนี้กล้องวงจรปิดและระบบสืบสวนของตำรวจเราก้าวไกลไปมากครับ ใครทำอะไรไว้ต้องได้รับผลกรรมอย่างแน่นอน

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า บทสรุปในอีก 10 วันข้างหน้านี้จะออกมาในทิศทางไหน และใครจะเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์อัปยศที่เกิดขึ้นนี้ หวังว่าการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดจะเป็นบทเรียนสำคัญให้กับการสอบในอนาคตมีความเป็นธรรมสำหรับผู้สมัครทุกคนที่ตั้งใจอ่านหนังสือมาเพื่ออนาคตของตัวเองครับ

ที่มา – “สอบสวนกลาง” ลุยล้างขบวนการโกงสอบท้องถิ่น ขีดเส้น 10 วันชัดเจน ใครผิดฟันไม่เลี้ยง

“ไหม” ซัดรัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง พยายามโอนงบ 10,000 ล้าน

“ไหม” ซัดรัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง พยายามโอนงบ 10,000 ล้าน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ “ศิริกัญญา ตันสกุล” สส. พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงสถานะทางการคลังของรัฐบาลอย่างดุเดือด โดยเฉพาะการผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2569 วงเงินกว่า 10,328 ล้านบาท ซึ่งเธอมองว่านี่คือสัญญาณเตือนชั้นดีว่ารัฐบาลกำลังอยู่ในภาวะ “ไหม” ซัดรัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง พยายามโอนงบ 10,000 ล้าน จนทำให้ระบบการบริหารราชการแผ่นดินเกิดอาการสะดุดและเสียจังหวะอย่างหนัก

เบื้องหลังการโอนงบ: วิกฤตคลังหรือการจัดสรรใหม่?

การเกลี่ยงบประมาณในยามจำเป็นไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้กลับต่างออกไป ศิริกัญญาชี้ให้เห็นว่าการเร่งรีบดึงงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ ไม่ได้เป็นไปเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศอย่างแท้จริง แต่เป็นการหาเงินมาพยุงภาระหนี้สินที่รัฐบาลค้างจ่ายอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ค่ารถไฟฟ้าสายสีส้ม หรือค่าโง่คลองด่าน สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารงานที่ขาดการวางแผนล่วงหน้า

ผลกระทบที่ตามมาจากการกระทำของรัฐบาลครั้งนี้มีหลายประการ ได้แก่:

  • ระบบราชการเกิดความระแวง: หน่วยงานต่างๆ ชะลอการเบิกจ่ายเพราะเกรงว่าจะถูกดึงงบกลางคัน
  • การลงทุนหยุดชะงัก: โครงการลงทุนที่เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจถูกระงับเพื่อโยกงบไปใช้ในส่วนอื่น
  • ขาดความโปร่งใสและประสิทธิภาพ: งบประมาณที่ดึงออกมาเกือบ 93% เป็นรายจ่ายลงทุน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ภาวะที่ “ไหม” ซัดรัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง พยายามโอนงบ 10,000 ล้าน ในครั้งนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการจัดลำดับความสำคัญ รัฐบาลเลือกที่จะตัดงบโครงการก่อสร้างที่อาจเป็นประโยชน์ แทนที่จะตรวจสอบงบประมาณขององค์กรอิสระหรือศาลที่ไม่ถูกแตะต้องเลยแม้แต่บาทเดียว

บทสรุป: ถึงเวลาทบทวนการบริหารการคลัง

ศิริกัญญายังเปรียบเทียบสถานการณ์นี้ว่า หากรัฐบาลเป็นบริษัทเอกชน คงถูกวิจารณ์ว่ามีการบริหารจัดการที่แย่และขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง การดึงงบมาได้เพียง 10,000 ล้าน ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับภาระหนี้ก้อนโต 140,000 ล้านบาทนั้น ถือเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุและได้ไม่คุ้มเสีย

ในฐานะประชาชน เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า รัฐบาลจะมีมาตรการอื่นใดที่จะเข้ามาช่วยกอบกู้สถานการณ์ทางการคลังโดยไม่เบียดบังการลงทุนของภาครัฐจนชะงักงันเช่นนี้อีก การบริหารประเทศในสภาวะวิกฤตต้องการความชัดเจนและการจัดลำดับความสำคัญที่ถูกต้อง ไม่ใช่การวิ่งหาเงินมาปิดช่องโหว่ไปวันๆ ท้ายที่สุด การขับเคลื่อนประเทศต้องอาศัยวิสัยทัศน์และการวางแผนการคลังที่ยั่งยืนมากกว่าการแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้าครับ

ที่มา – “ไหม” ซัดรัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง พยายามโอนงบ 10,000 ล้าน

ศิริวรรณ รับลูกตรวจสอบตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศ

ในยุคที่การลงทุนออนไลน์เข้าถึงได้ง่าย ศิริวรรณ รับลูกตรวจสอบตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศ กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก หลังจากที่มีผู้เสียหายจากการถูกหลอกลวงลงทุน Forex จำนวนมหาศาลร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน เพื่อขอให้เร่งหามาตรการปกป้องประชาชนอย่างจริงจัง

ความคืบหน้าเรื่อง ศิริวรรณ รับลูกตรวจสอบตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศ

การเคลื่อนไหวของนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู รองประธานคณะกรรมาธิการฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการตรวจสอบโบรกเกอร์ Forex เถื่อนและเครือข่ายมิจฉาชีพที่ใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้เป็นช่องทางในการฟอกเงิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง ปัจจุบันกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษแล้ว โดยมีการขยายผลยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายนี้ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือผู้มีชื่อเสียง เพื่อคืนความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหายที่มีมูลค่าความเสียหายรวมหลายพันล้านบาท

เจาะลึก 4 ปัญหาสำคัญในการลงทุน Forex ที่ ศิริวรรณ รับลูกตรวจสอบตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศ

เพื่อให้เกิดแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม ผู้เสียหายได้ตั้งคำถามสำคัญ 4 ประเด็นที่ทางคณะกรรมาธิการฯ ต้องเร่งหาคำตอบ ดังนี้:

  • รัฐบาลมีมาตรการตรวจสอบเส้นทางการเงินและแพลตฟอร์มลงทุนจากต่างประเทศที่ให้บริการในไทยอย่างไร
  • เหตุใดแพลตฟอร์มต่างชาติที่ไม่มีใบอนุญาตจึงยังสามารถทำธุรกรรมและโอนเงินออกไปนอกประเทศได้โดยไม่มีการสกัดกั้น
  • หน่วยงานใดบ้างที่มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบการดำเนินงานของแพลตฟอร์มเหล่านี้ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น เพื่อป้องกันความเสียหายก่อนจะสายเกินไป
  • มาตรการป้องกันความเสี่ยงของภาครัฐ เพียงพอต่อการปกป้องประชาชนจากการถูกแพลตฟอร์มต่างชาติฉ้อโกงหรือไม่

นางศิริวรรณ ได้เน้นย้ำว่าทางคณะกรรมาธิการฯ ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นลำดับต้นๆ โดยพร้อมที่จะเชิญทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมหารือเพื่อหามาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างครบวงจร เพื่อไม่ให้ประชาชนไทยต้องตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงรูปแบบเดิมๆ อีกต่อไป นี่เป็นโอกาสดีที่เราจะเห็นการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ในฐานะนักลงทุน เราขอแนะนำให้ทุกท่านระมัดระวังการลงทุนกับแพลตฟอร์มที่ไม่รู้จักหรือไม่มีการรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแลในไทย การตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนโอนเงินลงทุนเป็นวิธีป้องกันตัวด่านแรกที่ดีที่สุด หากพบความผิดปกติควรรีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันทีเพื่อยับยั้งความเสียหาย

ที่มา – “ศิริวรรณ”รับลูกตรวจสอบตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศ หามาตรการคุ้มครองประชาชน

Bologna เปิดเจรจาคว้าตัว Nico Raskin จาก Rangers

Bologna เปิดเจรจาคว้าตัว Nico Raskin จาก Rangers

กระแสข่าวตลาดซื้อขายนักเตะในช่วงนี้กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวจากฝั่งถิ่น Ibrox เมื่อมีรายงานว่า Bologna เปิดเจรจาคว้าตัว Nico Raskin จาก Rangers เป็นที่เรียบร้อยแล้ว กองกลางวัย 25 ปีรายนี้กลายเป็นเป้าหมายสำคัญของทีมจากอิตาลี ทำให้แฟนบอลต่างจับตามองว่าดีลนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป

สถานการณ์ล่าสุดเมื่อ Bologna เปิดเจรจาคว้าตัว Nico Raskin จาก Rangers

การขยับตัวของทีมดังจากกัลโช่เซเรียอาครั้งนี้ถือว่าน่าสนใจมาก เพราะไม่ใช่แค่สโมสรเดียวที่ให้ความสนใจ Nico Raskin แต่ยังมี Hull City ที่ยื่นข้อเสนอเข้ามาในระดับ 12-14 ล้านปอนด์ ทว่าทาง Rangers กลับตั้งค่าตัวไว้สูงถึง 20 ล้านปอนด์ ทำให้การเจรจายังคงต้องใช้เวลาอีกสักระยะ

รายละเอียดการซื้อขายและกระแสข่าวที่ Bologna เปิดเจรจาคว้าตัว Nico Raskin จาก Rangers

นอกจากข่าวของ Raskin แล้ว Rangers ยังวุ่นอยู่กับดีลอื่นๆ อย่างเช่นการดึงตัว Ross McCrorie กลับมาร่วมทีมด้วยค่าตัว 1.5 ล้านปอนด์ ในขณะที่ Derek McInnes ผู้จัดการทีมคนใหม่ก็ต้องการแลกเปลี่ยนผู้เล่นโดยหวังจะได้ Lewis Ferguson กลับมา ความเคลื่อนไหวเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า Rangers กำลังปรับทัพขนานใหญ่เพื่อเตรียมสู้ศึกในฤดูกาลที่จะถึงนี้อย่างเต็มที่

ไม่เพียงแค่ฝั่ง Rangers เท่านั้นที่ขยับตัว แต่ยังมีประเด็นอื่นๆ ในวงการฟุตบอลที่คุณไม่ควรพลาด:

  • Angus Gunn ผู้รักษาประตูทีมชาติสกอตแลนด์ ตกเป็นเป้าหมายของ Manchester United
  • Celtic กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่ากังวลตามคำวิจารณ์ของ Charlie Mulgrew
  • Dundee กำลังเร่งปิดดีลผู้รักษาประตูคนใหม่ก่อนไปทัวร์ที่ฮังการี

เป็นที่น่าสังเกตว่าการที่ทีมจากลีกยุโรปรับให้ความสนใจผู้เล่นในสกอตแลนด์มากขึ้น เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพของนักเตะในลีกนี้ได้เป็นอย่างดี ส่วนตัวมองว่าถ้า Rangers สามารถรักษาสมดุลขายนักเตะที่ได้ราคาดีและนำเงินมาเสริมทัพให้ตรงจุดได้ ก็มีโอกาสสูงที่จะกลับมาทวงความสำเร็จได้ในเร็วๆ นี้ แฟนบอลต้องลุ้นกันต่อว่าดีลของ Raskin จะจบลงที่ตัวเลขเท่าไหร่ครับ

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ