วัน: 30 มิถุนายน 2026

โค้ชเล่นเกมจิตวิทยากับ Maddy Cusack ก่อนเสียชีวิต

โค้ชเล่นเกมจิตวิทยากับ Maddy Cusack ก่อนเสียชีวิต

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความสะเทือนใจให้กับวงการฟุตบอลหญิงอย่างมาก สำหรับกรณีการจากไปของ Maddy Cusack อดีตนักเตะของทีม Sheffield United ซึ่งล่าสุดในการไต่สวนของศาลเมือง Chesterfield ได้มีการเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า เธออาจถูกกระทำด้วยวิธีทางจิตวิทยาจากโค้ชของเธอเองก่อนที่จะเสียชีวิต

โค้ชเล่นเกมจิตวิทยากับ Maddy Cusack ก่อนเสียชีวิต

จากการให้การของ Grace Riglar ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนร่วมทีมและแฟนสาวของ Maddy ได้ระบุว่าพฤติกรรมของ Jonathan Morgan ผู้จัดการทีมในขณะนั้นได้สร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับเธอ โดยมีการระบุว่า โค้ชเล่นเกมจิตวิทยากับ Maddy Cusack ก่อนเสียชีวิต อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการใช้คำพูดเชิงลบ การวิจารณ์รูปร่าง รวมถึงการเลือกใช้งานนักเตะที่ดูเหมือนจงใจกลั่นแกล้งกัน

ผลกระทบทางจิตใจและพฤติกรรมของโค้ช

นอกจากถ้อยคำที่รุนแรงอย่างการด่าทอว่าเธอเป็น “พวกคนโรคจิต” (psycho) ตั้งแต่สมัยทำงานร่วมกันที่ Leicester City แล้ว Maddy ยังต้องเจอกับสภาวะจิตใจที่ย่ำแย่จากการบริหารงานของโค้ชคนนี้ที่ย้ายตามมายัง Sheffield United อีกด้วย ข้อมูลจากผู้ใกล้ชิดระบุว่าสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตัว Maddy อย่างเห็นได้ชัด:

  • การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายอย่างหนักเนื่องจากถูกวิจารณ์เรื่องน้ำหนักตัว
  • ความรู้สึกไม่มั่นคงในตำแหน่งตัวจริงที่ถูกเปลี่ยนไปมาอย่างไม่มีเหตุผล
  • ความวิตกกังวลสะสมจนต้องใช้ยาช่วยรักษาอาการ

หลายคนอาจตั้งคำถามว่าคำว่า “โค้ชเล่นเกมจิตวิทยากับ Maddy Cusack ก่อนเสียชีวิต” นั้นเป็นอย่างไร ซึ่งคำตอบที่ได้รับจากคำให้การพบว่ามันคือการสร้างสถานการณ์ให้ผู้เล่นรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการเรียกชื่อแฟนสาวของเธอด้วยสรรพนามที่ไม่เหมาะสมต่อหน้าคนอื่น หรือการทำให้เธอรู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกินในทีม ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ทำลายความมั่นใจของนักฟุตบอลหญิงมากความสามารถคนหนึ่งไปอย่างน่าสลดใจ

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้วงการกีฬาทั่วโลกหันกลับมาให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพจิตของนักกีฬาอย่างจริงจัง การใช้อำนาจกดดันผ่านเกมจิตวิทยาไม่เพียงแต่ทำให้ประสิทธิภาพการเล่นลดลง แต่ยังอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่มีวันเรียกคืนได้ ความยุติธรรมในที่ทำงานคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนพึงได้รับ และเราหวังว่าการไต่สวนครั้งนี้จะนำไปสู่ความโปร่งใสและการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในอนาคตเพื่อไม่ให้ใครต้องตกเป็นเหยื่ออีกต่อไป

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

อภิปรายงบประมาณ 2570 วันที่ 2 สส.ภูมิใจไทยเน้นเรื่องน้ำ

อภิปรายงบประมาณ 2570 : สั่งพักประชุมวันที่ 2 แล้ว 2 สส.ภูมิใจไทย พูดเรื่องน้ำปิดท้าย

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 เดินทางมาถึงวันที่ 2 แล้ว บรรยากาศยังคงเข้มข้น โดยในช่วงท้ายของการประชุม มีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจจาก สส. พรรคภูมิใจไทยที่ออกมาให้มุมมองในเรื่องการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

หากถามถึงความคืบหน้าของ อภิปรายงบประมาณ 2570 : สั่งพักประชุมวันที่ 2 แล้ว 2 สส.ภูมิใจไทย พูดเรื่องน้ำปิดท้าย นั้น พบว่า สส. จากพรรคภูมิใจไทยทั้งสองท่านได้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญเกี่ยวกับระบบชลประทานและน้ำประปาหมู่บ้าน ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ชาวบ้านฝากความหวังไว้กับงบประมาณปีนี้

มุมมองจาก 2 สส. ภูมิใจไทยต่อการจัดสรรงบประมาณน้ำ

นายวิสทัส ไตรสรณกุล สส. ศรีสะเกษ ได้ชี้ให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการกระจายงบประมาณการจัดการน้ำจากภาคกลางไปสู่ภาคเหนือและภาคอีสาน เพื่อช่วยให้เกษตรกรยกระดับคุณภาพชีวิตได้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ในบริบทของการ อภิปรายงบประมาณ 2570 : สั่งพักประชุมวันที่ 2 แล้ว 2 สส.ภูมิใจไทย พูดเรื่องน้ำปิดท้าย นางสาวสุรีย์ ธัมมาตร สส. สุรินทร์ ได้ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า แม้จะมีการลงทุนก่อสร้างใหม่ แต่ต้องไม่ลืมเรื่องการบำรุงรักษาด้วย

ประเด็นที่สรุปจากเวทีอภิปรายมีดังนี้:

  • การกระจายแหล่งน้ำให้ครอบคลุมพื้นที่ห่างไกลมากขึ้น
  • ความยั่งยืนของระบบน้ำประปาหมู่บ้านที่ยังต้องได้รับการตรวจมาตรฐาน
  • การนำเทคโนโลยีสะอาดเช่นโซลาร์เซลล์มาใช้ ต้องควบคู่กับการพัฒนาบุคลากร
  • ความสำคัญของการบำรุงรักษามากกว่าการลงทุนสิ่งก่อสร้างเพียงอย่างเดียว

ท้ายที่สุด การนำเสนอประเด็นเหล่านี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการตรวจสอบงบประมาณเพื่อให้เงินภาษีของประชาชนถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าที่สุด การที่ อภิปรายงบประมาณ 2570 : สั่งพักประชุมวันที่ 2 แล้ว 2 สส.ภูมิใจไทย พูดเรื่องน้ำปิดท้าย ได้ทิ้งทายไว้อย่างชัดเจนว่าเราต้องการน้ำที่สะอาดและทั่วถึง ไม่ใช่เพียงแค่การมีโครงการที่สวยหรูแต่ไร้การดูแลอย่างต่อเนื่อง หวังว่ารัฐบาลจะนำข้อเสนอแนะเหล่านี้ไปปรับใช้เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมแก่เกษตรกรและครัวเรือนทั่วประเทศ

ที่มา – อภิปรายงบประมาณ 2570 : สั่งพักประชุมวันที่ 2 แล้ว 2 สส.ภูมิใจไทย พูดเรื่องน้ำปิดท้าย

หนุ่มวัย 32 คว้าไม้กระหน่ำตีลุง 61 ปางตาย ก่อนลากร่างขึ้นซาเล้ง

เหตุการณ์สุดสะเทือนขวัญที่ทำเอาชาวบ้านในพื้นที่ตำบลทุ่งนนทรี อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด ต้องขวัญผวา เมื่อเกิดคดี หนุ่มวัย 32 คว้าไม้กระหน่ำตีลุง 61 ปางตาย ก่อนลากร่างขึ้นซาเล้ง หลบหนีไปอย่างอุกอาจ ท่ามกลางความตกใจของผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์ จนไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเหลือเพราะเกรงอันตราย

สรุปเหตุการณ์ หนุ่มวัย 32 คว้าไม้กระหน่ำตีลุง 61 ปางตาย ก่อนลากร่างขึ้นซาเล้ง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นวันที่ 30 มิถุนายน 2569 โดยกล้องวงจรปิดสามารถจับภาพขณะที่ นายวิทวัส หรือ ‘มอส’ อายุ 32 ปี ก่อเหตุทำร้ายร่างกาย นายบุญอยู่ อายุ 61 ปี ขณะกำลังเดินออกกำลังกาย โดยมีการใช้ไม้กระหน่ำตีจนเหยื่อนอนแน่นิ่ง ก่อนจะพาร่างขึ้นรถซาเล้งขับหนีไปอย่างใจเย็น ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามตัวอย่างเร่งด่วน

เบาะแสสำคัญและพฤติกรรมของผู้ก่อเหตุ

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบที่สวนทุเรียนของผู้ก่อเหตุ เจ้าหน้าที่พบเพียงกองเลือดและอาวุธปืนอีก 2 กระบอกทิ้งไว้ ต่างจากการที่ชาวบ้านให้ข้อมูลว่าผู้ก่อเหตุรายนี้มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และมักมีอาการหลอนจนทำให้หลายคนหวาดระแวง ไม่กล้าให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่เพราะเกรงว่าจะถูกย้อนกลับมาทำร้าย

  • พบรอยเลือดจำนวนมากในสวนทุเรียน
  • ตรวจพบอาวุธปืนสั้นและปืนลูกซองตกอยู่ในที่เกิดเหตุ
  • เจ้าหน้าที่คาดว่าผู้ก่อเหตุมีอาการคลุ้มคลั่งจากฤทธิ์ยาเสพติด
  • ขณะนี้ชุดประดาน้ำกำลังค้นหาร่างผู้บาดเจ็บในสระน้ำท้ายสวน

คดี หนุ่มวัย 32 คว้าไม้กระหน่ำตีลุง 61 ปางตาย ก่อนลากร่างขึ้นซาเล้ง ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความรุนแรงในสังคม แต่ยังชี้ให้เห็นถึงอันตรายจากปัญหายาเสพติดที่ใกล้ตัวเรามากขึ้น ความปลอดภัยของคนในชุมชนกลายเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเฝ้าระวังและช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพื่อให้สังคมของเราน่าอยู่และปลอดภัยกว่าเดิม หากใครพบเห็นบุคคลในภาพหรือเบาะแสเพิ่มเติม โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยด่วนที่สุดครับ

ที่มา – หนุ่มวัย 32 คว้าไม้กระหน่ำตีลุง 61 ปางตาย ก่อนลากร่างขึ้นซาเล้ง เร่งติดตามตัว

AC Milan คว้าตัว กอนซาโล รามอส จาก PSG ค่าตัว 60 ล้านปอนด์

AC Milan คว้าตัว กอนซาโล รามอส จาก PSG ค่าตัว 60 ล้านปอนด์

ข่าวใหญ่ในวงการฟุตบอลยุโรปมาถึงแล้วครับ เมื่อยักษ์ใหญ่แห่งอิตาลีอย่าง AC Milan จัดการปิดดีลคว้าตัว กอนซาโล รามอส กองหน้าชาวโปรตุเกสจาก Paris St-Germain มาร่วมทัพอย่างเป็นทางการด้วยค่าตัวมหาศาลถึง 60 ล้านปอนด์ เรียกได้ว่าเป็นการทุบสถิติสโมสรครั้งใหม่ที่สร้างความฮือฮาให้กับแฟนบอลปีศาจแดงดำทั่วโลก

การตัดสินใจที่ AC Milan คว้าตัว กอนซาโล รามอส จาก PSG ค่าตัว 60 ล้านปอนด์ ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญภายใต้การกุมบังเหียนของ รูเบน อโมริม กุนซือคนใหม่ที่เพิ่งเข้ามารับงานแทน มัสซิมิเลียโน อัลเลกรี โดยสัญญาของรามอสยาวไปจนถึงปี 2031 พร้อมกับความคาดหวังว่าเขาจะเป็นเครื่องจักรผลิตประตูให้กับทีมเพื่อกลับมาทวงคืนความยิ่งใหญ่ในเวที กัลโช่ เซเรีย อา อีกครั้ง

เหตุผลที่ AC Milan คว้าตัว กอนซาโล รามอส จาก PSG ค่าตัว 60 ล้านปอนด์

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมสโมสรถึงทุ่มเงินขนาดนี้? คำตอบง่ายๆ คือผลงาน 45 ประตูตลอด 3 ฤดูกาลในฝรั่งเศสเป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่า รามอส คือกองหน้าตัวเป้าอันตรายที่พร้อมจะเปลี่ยนโอกาสเป็นประตูได้ทุกเมื่อ สำหรับสถิติก่อนหน้านี้ของมิลานคือ ราฟาเอล เลเอา ที่ค่าตัวประมาณ 42 ล้านปอนด์ แต่การที่ AC Milan คว้าตัว กอนซาโล รามอส จาก PSG ค่าตัว 60 ล้านปอนด์ ได้กลายเป็นการทำลายกำแพงเดิมของสโมสรลงอย่างสิ้นเชิง

ก้าวต่อไปของ รูเบน อโมริม ในถิ่นซานซิโร

การเข้ามาของอโมริมไม่ได้มีแค่เรื่องกองหน้าเท่านั้น แต่ทีมกำลังปรับโครงสร้างขนานใหญ่หลังจากที่พลาดการไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรปถ้วยใหญ่ในซีซั่นที่แล้ว การเสริมทัพครั้งนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณบอกคู่แข่งในลีกว่า มิลานเอาจริงในการกลับมาลุ้นแชมป์

  • รามอสจะเข้ามาเป็นความหวังในการจบสกอร์
  • สัญญาระยะยาวช่วยสร้างความมั่งคงให้กับแดนหน้า
  • แผนการทำทีมของอโมริมเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น

ในฝั่งของ PSG เอง การปล่อยรามอสออกไปก็ดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของการผ่าตัดทีมครั้งใหญ่ เพื่อเปิดทางให้ผู้เล่นใหม่ที่ตอบโจทย์มากกว่าเดิม แฟนบอล Milan คิดอย่างไรกับการทุ่มงบมหาศาลในครั้งนี้? สำหรับผม นี่คือการลงทุนที่คุ้มค่าหากเขาสามารถโชว์ฟอร์มได้เหมือนสมัยอยู่กับเบนฟิก้าหรือช่วงพีคที่ปารีส ถ้าปรับตัวเข้ากับบอลอิตาลีได้เร็ว เราอาจได้เห็นมิลานในเวอร์ชันที่ดุดันที่สุดในรอบหลายปี

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ลิซ่ายันหลักฐานชัด ปธ.กสทช.ขาดคุณสมบัติ จี้มหิดลเปิดข้อมูล

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีการตรวจสอบคุณสมบัติของประธาน กสทช. โดยล่าสุด ลิซ่ายันหลักฐานชัด ปธ.กสทช.ขาดคุณสมบัติ จี้มหิดลเปิดข้อมูล ให้ทางกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง สภาผู้แทนราษฎรได้ตรวจสอบให้กระจ่าง เพื่อความโปร่งใสขององค์กรอิสระที่ทรงอิทธิพลต่อสื่อสารมวลชนไทย

ลิซ่ายันหลักฐานชัด ปธ.กสทช.ขาดคุณสมบัติ จี้มหิดลเปิดข้อมูล

คุณภคมน หนุนอนันต์ หรือ ‘ลิซ่า’ สส.พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง ได้ออกมาเคลื่อนไหวสำคัญ โดยยืนยันว่าทาง กมธ. มีเอกสารหลักฐานเชิงประจักษ์ที่บ่งชี้ว่า ศ.คลินิก สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. อาจมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ซึ่งขัดแย้งกับรายงานผลการสอบสวนของมหาวิทยาลัยมหิดลที่ออกมาก่อนหน้านี้

รายละเอียดการเรียกเอกสารและข้อสงสัยในประเด็นกฎหมาย

ปัญหาสำคัญคือการที่ผลสอบของมหาวิทยาลัยมหิดลระบุว่าประธาน กสทช. ไม่ได้มีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ทางฝั่งคุณลิซ่ากลับมองว่าข้อมูลนี้มีความย้อนแย้งกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดำเนินการดังนี้:

  • เรียกประชุม กมธ. การพัฒนาการเมือง ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เพื่อติดตามความคืบหน้า
  • กดดันให้มหาวิทยาลัยมหิดลเปิดเผยเอกสารสอบสวนข้อเท็จจริงฉบับเต็ม
  • หากมหาวิทยาลัยปฏิเสธ ทาง กมธ. พร้อมจี้ไปยังกระทรวง อว. ให้ร่วมรับผิดชอบและส่งเอกสารชี้แจงโดยด่วน

ความน่าสนใจของเรื่องนี้คือการที่ กมธ. ตั้งคำถามต่อกระบวนการตรวจสอบของสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ ว่าทำไมผลสรุปถึงได้คลาดเคลื่อนไปจากหลักฐานที่ทางฝ่ายค้านตรวจพบ ซึ่งหากปล่อยให้ความคลุมเครือนี้คงอยู่ต่อไป ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการทำงานของ กสทช. ได้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในฐานะผู้ติดตามข่าวสาร เราคงต้องจับตากันต่อไปว่า ในวันที่ 2 กรกฎาคมนี้ จะมีเอกสารสำคัญถูกเปิดเผยออกมาหรือไม่ และทิศทางของคณะกรรมการสรรหา กสทช. จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อเผชิญกับแรงกดดันเชิงกฎหมายเช่นนี้ การมีองค์กรอิสระที่โปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการพัฒนาประชาธิปไตย หากข้อมูลที่พูดถึงในหัวข้อ ลิซ่ายันหลักฐานชัด ปธ.กสทช.ขาดคุณสมบัติ จี้มหิดลเปิดข้อมูล นั้นเป็นความจริง การดำเนินการให้ถูกต้องตามครรลองกฎหมายก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพื่อธำรงไว้ซึ่งความถูกต้อง

ที่มา – “ลิซ่า” ยันหลักฐานชัด “ปธ.กสทช.” ขาดคุณสมบัติ จี้ “มหิดล” ส่งเอกสารสอบสวนข้อเท็จจริง

น้ำท่วมเมืองหลวงกานา ดับแล้ว 13 ศพ พายุจ่อเข้าอีกลูก

สถานการณ์ภัยพิบัติในต่างแดนกำลังน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง หลังจากเกิดเหตุน้ำท่วมเมืองหลวงกานา ดับแล้ว 13 ศพ พายุจ่อเข้าอีกลูก ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับกรุงอักกรา เมืองหลวงของประเทศกานา โดยสาเหตุหลักมาจากการที่มีฝนตกลงมาอย่างหนักผิดปกติจนระบบระบายน้ำรับไม่ไหว

สถานการณ์น้ำท่วมเมืองหลวงกานา ดับแล้ว 13 ศพ พายุจ่อเข้าอีกลูก

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือว่ารุนแรงมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยฝนตกในแต่ละปี โดยพบว่าในคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีปริมาณน้ำฝนพุ่งสูงถึง 140 มม. ในขณะที่สถิติเดิมอยู่ที่เพียง 56 มม. เท่านั้น ส่งผลให้บ้านเรือน ยานพาหนะ และอาคารสาธารณะจำนวนมากจมอยู่ใต้น้ำ นอกจากนี้ ยังเกิดเหตุไฟไหม้โรงงานยางแห่งหนึ่งซ้ำเติมความโกลาหลในพื้นที่อีกด้วย

รายละเอียดและผลกระทบจากเหตุการณ์ น้ำท่วมเมืองหลวงกานา ดับแล้ว 13 ศพ พายุจ่อเข้าอีกลูก

ปัจจุบันทางการกานาได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ หน่วยดับเพลิง รวมถึงกองทัพ เพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ติดค้างอยู่ตามจุดต่างๆ ซึ่งจนถึงขณะนี้สามารถช่วยชีวิตผู้ประสบภัยได้แล้วมากกว่า 470 คน อย่างไรก็ตาม ทางกรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกมาเตือนภัยด่วนว่าอย่าเพิ่งวางใจ เพราะสถานการณ์ น้ำท่วมเมืองหลวงกานา ดับแล้ว 13 ศพ พายุจ่อเข้าอีกลูก อาจเลวร้ายลงอีกเนื่องจากมีพายุลูกใหม่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาสมทบ

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ปัญหาน้ำท่วมในกรุงอักกราขยายตัวเป็นวงกว้าง มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • ระบบระบายน้ำในเมืองมีสภาพเสื่อมโทรมและอุดตันจากขยะ
  • การก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างที่ผิดกฎหมายกีดขวางทางระบายน้ำตามธรรมชาติ
  • ปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ทำให้ฝนตกหนักมากกว่าปกติ

ทางด้านประธานาธิบดี จอห์น มาฮามา ได้ออกคำสั่งเด็ดขาดให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่กีดขวางทางน้ำทั้งหมดทันที เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาและป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต

สุดท้ายนี้ เราขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้สูญเสียในเหตุการณ์ครั้งนี้ และหวังว่าทางการกานาจะสามารถรับมือกับพายุลูกใหม่ได้อย่างปลอดภัย และขอฝากถึงทุกคนว่า ภัยธรรมชาติเป็นเรื่องที่ประมาทไม่ได้ การเตรียมตัวรับมือและติดตามประกาศจากหน่วยงานรัฐอย่างใกล้ชิดคือวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาชีวิตและทรัพย์สิน

ที่มา – น้ำท่วมเมืองหลวงกานา ดับแล้ว 13 ศพ พายุจ่อเข้าอีกลูก

Antonín Kinský ต่อสัญญาใหม่กับ Tottenham Hotspur

Antonín Kinský ต่อสัญญาใหม่กับ Tottenham Hotspur

แฟนบอลไก่เดือยทองมีข่าวดีให้ชื่นใจกันแล้ว เมื่อล่าสุด Antonín Kinský นายทวารดาวรุ่งวัย 23 ปี ได้ตกลงต่อสัญญาฉบับปรับปรุงใหม่กับทางสโมสรเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นที่สโมสรมีต่อมือกาวชาวเช็กรายนี้หลังจากผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาได้ด้วยดี

หากเราย้อนกลับไปมองฤดูกาลที่ผ่านมา การที่ Antonín Kinský ต่อสัญญาใหม่กับ Tottenham Hotspur ในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะ Kinsky ต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตครั้งใหญ่ในเกมแชมเปียนส์ลีกที่พบกับแอตเลติโก มาดริด ซึ่งเขาถูกเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่นาทีที่ 17 หลังจากเสียไปถึง 3 ประตู จนกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในวงการฟุตบอลเวลานั้น

เหตุผลที่ Antonín Kinský ต่อสัญญาใหม่กับ Tottenham Hotspur

อย่างไรก็ตาม พลิกชีวิตของเขาก็เกิดขึ้นเมื่อ Roberto de Zerbi เข้ามารับตำแหน่งกุนซือ Kinsky ได้รับโอกาสลงสนามเป็นตัวจริงในช่วง 7 นัดสุดท้ายของพรีเมียร์ลีก และเขาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขามีดีพอที่จะยืนระยะเป็นมือหนึ่งของทีม ด้วยฟอร์มการเซฟที่สุดยอดจนช่วยให้ทีมรอดพ้นจากการตกชั้นได้สำเร็จ

โอกาสสำคัญในฤดูกาลใหม่

ปัจจุบันข่าวการที่ Antonín Kinský ต่อสัญญาใหม่กับ Tottenham Hotspur ได้กลายเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเขามีโอกาสสูงมากที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่งเต็มตัวในฤดูกาลที่จะถึงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีข่าวลือหนาหูว่า Guglielmo Vicario อาจจะย้ายกลับไปค้าแข้งในอิตาลีกับอินเตอร์ มิลาน ทำให้พื้นที่ในตำแหน่งนายทวารเป็นของ Kinsky อย่างเต็มภาคภูมิ

ทางด้านกุนซืออย่าง De Zerbi ได้กล่าวชื่นชมถึงความเป็นมืออาชีพและความมุ่งมั่นของเด็กหนุ่มคนนี้ว่า เขาไม่ใช่แค่มีฝีมือ แต่ยังมีทัศนคติที่ยอดเยี่ยมในการพัฒนาตนเอง สโมสรเชื่อมั่นว่านี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการปั้นให้เขาเป็นหนึ่งในผู้รักษาประตูระดับแนวหน้าของยุโรป

สำหรับแฟนบอลไก่เดือยทอง นี่คือบทพิสูจน์ว่าฟุตบอลไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการเริ่มต้นใหม่จากความผิดพลาด และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเส้นทางของ Kinsky ในถิ่นท็อตแนม ฮอตสเปอร์ สเตเดียม จะเป็นเรื่องราวที่สวยงามตลอดหลายปีต่อจากนี้ นี่คือการลงทุนเพื่ออนาคตที่น่าจับตาที่สุดของทีมเลยก็ว่าได้

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ศุภโชติ ซัดไม่ฉลาด รัฐบาลคิดกู้ 2 แสนล้าน แก้ค่าไฟแฝง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการพลังงานไทย เมื่อ ศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่รัฐบาลมีแผนกู้เงินกว่า 2 แสนล้านบาทเพื่อนำมาแก้ไขปัญหา ศุภโชติ ซัดไม่ฉลาด รัฐบาลคิดกู้ 2 แสนล้าน แก้ค่าไฟแฝง โดยมองว่าเป็นการใช้งบประมาณที่ไม่คุ้มค่าและอาจสร้างหนี้สาธารณะเกินความจำเป็น ทั้งที่มีทางเลือกอื่นในการจัดการปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

มุมมองจากศุภโชติ ซัดไม่ฉลาด รัฐบาลคิดกู้ 2 แสนล้าน แก้ค่าไฟแฝง

การที่รัฐบาลมุ่งเป้าไปที่การกู้เงินเพื่อทำโครงการเปลี่ยนหลอดไฟ LED และติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้หน่วยงานรัฐนั้น นายศุภโชติมองว่าไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน เขายังระบุชัดเจนว่า ศุภโชติ ซัดไม่ฉลาด รัฐบาลคิดกู้ 2 แสนล้าน แก้ค่าไฟแฝง เพราะในความเป็นจริงภาครัฐมีงบประมาณและเครื่องมือทางการเงินอื่นๆ ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องสร้างภาระหนี้เพิ่ม

ทำไมการกู้เงินถึงไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด?

นายศุภโชติได้นำเสนอทางออกที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้รัฐบาลพิจารณาดำเนินการแทนการกู้เงินมหาศาล ดังนี้:

  • ใช้กองทุนอนุรักษ์พลังงาน: ปัจจุบันมีเงินเหลืออยู่ในกองทุนฯ กว่า 17,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถนำเงินจำนวนนี้มาใช้ในการเปลี่ยนหลอดไฟสาธารณะเป็น LED ได้ทันทีโดยไม่ต้องกู้
  • โมเดล ESCO: เปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ แล้วแบ่งผลประโยชน์จากมูลค่าค่าไฟที่ประหยัดได้ เป็นการลดภาระภาครัฐและเพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินงาน

ต้นตอของปัญหาและการปฏิรูปที่แท้จริง

หัวใจสำคัญที่รัฐบาลควรหันมาทำ คือการแยกบัญชีค่าไฟสาธารณะให้ชัดเจน ไม่ให้เกิดการนำภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องมาหมกเม็ดไว้ในบิลค่าไฟของประชาชน นอกจากนี้ นายศุภโชติยังเน้นย้ำว่า การลดค่าไฟฟ้าที่ยั่งยืนไม่ได้อยู่แค่เรื่องหลอดไฟ แต่ต้องรื้อโครงสร้างพลังงาน ทั้งค่าความพร้อมจ่ายและสัญญารับซื้อไฟฟ้าที่เอื้อกลุ่มทุนใหญ่ เพราะหากรัฐบาลยังยึดติดกับวิธีการกู้เงินเพิ่มเพื่อมาแก้ปัญหาปลายเหตุ ก็รังแต่จะผลักภาระหนี้ไปสู่ลูกหลานในภายภาคหน้า

บทเรียนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลจำเป็นต้องรับฟังข้อเสนอแนะเชิงรุกและมีความรอบคอบในการใช้งบประมาณแผ่นดิน หากรัฐบาลต้องการลดค่าครองชีพให้ประชาชนอย่างแท้จริง ต้องกล้าตัดสินใจปฏิรูปที่ต้นตอพลังงาน ไม่ใช่พึ่งพาการกู้หนี้มาแก้ปัญหาเพียงอย่างเดียว.

ที่มา – “ศุภโชติ” ซัดไม่ฉลาด รัฐบาลคิดกู้ 2 แสนล้าน แก้ “ค่าไฟแฝง” จี้รื้อโครงสร้างพลังงาน

บางจากปรับลดราคาน้ำมันไฮพรีเมียม 5 บาท เริ่ม 1 กรกฎาคม

บางจากปรับลดราคาน้ำมันไฮพรีเมียม 5 บาท เริ่ม 1 กรกฎาคม

ข่าวดีสำหรับผู้ใช้รถยนต์ที่มองหาประสิทธิภาพการขับขี่ที่เหนือกว่า! เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ทางค่ายพลังงานยักษ์ใหญ่อย่าง บางจาก ได้ออกมาประกาศข่าวดีให้ผู้ขับขี่ได้เฮกันถ้วนหน้า ด้วยการประกาศปรับลด บางจากปรับลดราคาน้ำมันไฮพรีเมียม 5 บาท เริ่ม 1 กรกฎาคม โดยเฉพาะในกลุ่มน้ำมันเกรดพรีเมียม ซึ่งถือว่าลดลงถึง 5 บาทต่อลิตร นับเป็นโอกาสทองของคนรักรถที่อยากสัมผัสพลังงานคุณภาพสูงในราคาที่จับต้องได้มากขึ้น

สำหรับการปรับลดราคาในครั้งนี้ จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป โดยเน้นไปที่กลุ่มน้ำมันไฮพรีเมียมดีเซล พลัส และไฮพรีเมียม 98 พลัส ส่วนใครที่เติมน้ำมันในกลุ่มเบนซิน, แก๊สโซฮอล์ หรือดีเซลแบบปกติ ยังไม่ต้องเสียใจไปครับ เพราะทางสถานีบริการยังคงราคาเดิมไว้ให้ท่าน เพื่อช่วยประคองค่าใช้จ่ายในการเดินทางในช่วงนี้

รายละเอียดการปรับลดราคาน้ำมันล่าสุด

เพื่อให้คุณเตรียมตัวก่อนเข้าใช้บริการ เรามาดูกันว่าหลังจากที่ทาง บางจากปรับลดราคาน้ำมันไฮพรีเมียม 5 บาท เริ่ม 1 กรกฎาคม แล้วนั้น ราคาน้ำมันล่าสุดมีตัวเลขที่สรุปออกมาเป็นอย่างไรบ้างในพื้นที่กรุงเทพมหานคร:

  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 32.50 บาท/ลิตร
  • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 37.50 บาท/ลิตร
  • ไฮพรีเมียมดีเซล พลัส ลดลงเหลือ 49.25 บาท/ลิตร
  • ไฮพรีเมียม 98 พลัส ลดลงเหลือ 48.44 บาท/ลิตร
  • GSH E85S EVO อยู่ที่ 28.99 บาท/ลิตร
  • GSH E20S EVO อยู่ที่ 33.05 บาท/ลิตร
  • GSH91S EVO อยู่ที่ 37.68 บาท/ลิตร
  • GSH95S EVO อยู่ที่ 38.05 บาท/ลิตร

เป็นที่น่าสังเกตว่าการที่ บางจากปรับลดราคาน้ำมันไฮพรีเมียม 5 บาท เริ่ม 1 กรกฎาคม ในครั้งนี้ จะช่วยดึงดูดผู้ใช้งานรถยนต์สมรรถนะสูงหรือผู้ที่ต้องการดูแลเครื่องยนต์ให้สะอาดและทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การเลือกใช้น้ำมันเกรดพรีเมียมไม่เพียงแต่จะช่วยในเรื่องของแรงม้าที่เพิ่มขึ้น แต่ยังช่วยลดคราบเขม่าสะสมในระยะยาวได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ใช้รถทั่วไปก็ยังสามารถเลือกใช้กลุ่มโซฮอล์หรือดีเซลปกติได้ตามความเหมาะสมของเครื่องยนต์ครับ การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายด้วยการเลือกเติมน้ำมันที่ตอบโจทย์การใช้งานถือเป็นทริคเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้เราเซฟเงินในกระเป๋าได้ในยุคที่น้ำมันราคาค่อนข้างผันผวนแบบนี้ ใครที่วางแผนจะออกเดินทางในสัปดาห์หน้า อย่าลืมตรวจสอบระดับน้ำมันและวางแผนแวะเติมกันที่สถานีบริการน้ำมันบางจากใกล้บ้านได้เลยครับ

ที่มา – “บางจาก” ประกาศลดราคาน้ำมัน กลุ่มไฮพรีเมียม 5 บาท “เบนซิน-โซฮอล์-ดีเซล” คงเดิม