วัน: 10 กรกฎาคม 2026

“อนุทิน” บอก “ทักษิณ” มีอิสระไปไหนก็ได้ ร่วมเฟรม “ยิ่งลักษณ์-อิ๊งค์” เรื่องในครอบครัว

“อนุทิน” บอก “ทักษิณ” มีอิสระไปไหนก็ได้ ร่วมเฟรม “ยิ่งลักษณ์-อิ๊งค์” เรื่องในครอบครัว

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองกันอย่างใกล้ชิด สำหรับภาพความเคลื่อนไหวของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ขณะเดินสายเยือนประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งงานนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาแสดงทัศนะต่อกรณีนี้ว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา โดยตอกย้ำว่า “อนุทิน” บอก “ทักษิณ” มีอิสระไปไหนก็ได้ ร่วมเฟรม “ยิ่งลักษณ์-อิ๊งค์” เรื่องในครอบครัว โดยไม่ควรนำมาโยงเป็นประเด็นทางการเมืองที่ซับซ้อนเกินจริง

นายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงกรณีที่ท่านทักษิณเดินทางไปพบปะกับผู้นำระดับสูงในกลุ่มประเทศอาเซียนว่า เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ส่วนตัวและมิตรภาพที่มีมาอย่างยาวนาน ไม่ใช่การปฏิบัติภารกิจในนามรัฐบาลไทยแต่อย่างใด

มุมมองเรื่องครอบครัวกับการเมือง

นอกจากประเด็นการเดินทางไปต่างประเทศแล้ว ภาพที่ปรากฏร่วมกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ก็ถูกนำไปวิพากษ์วิจารณ์ถึงนัยสำคัญทางการเมือง นายอนุทินกล่าวอย่างชัดเจนว่า “อนุทิน” บอก “ทักษิณ” มีอิสระไปไหนก็ได้ ร่วมเฟรม “ยิ่งลักษณ์-อิ๊งค์” เรื่องในครอบครัว เป็นเพียงแค่ช่วงเวลาของการรวมตัวกันในฐานะลูกสาวและน้องสาว ซึ่งไม่มีความจำเป็นต้องสงสัยหรือตีความให้เป็นเรื่องของการวัดพลังทางการเมือง

หากเราวิเคราะห์จากถ้อยคำของนายกรัฐมนตรี จะเห็นได้ว่าท่านพยายามลดกระแสความตึงเครียดที่สื่อมวลชนพยายามตั้งคำถาม โดยมองว่าเป็นกิจกรรมปกติของบุคคลสาธารณะที่สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระเหมือนประชาชนทั่วไป

  • ความสัมพันธ์ส่วนตัว: การเดินทางครั้งนี้สะท้อนถึงเครือข่ายมิตรภาพในกลุ่ม AEC
  • สิทธิเสรีภาพ: ท่านทักษิณในฐานะพลเมืองมีอิสระในการเดินทาง
  • เรื่องภายในครอบครัว: ภาพลักษณ์ความรักของตระกูลชินวัตรไม่ควรถูกบิดเบือน

ท้ายที่สุดแล้ว การเคลื่อนไหวของคนในตระกูลชินวัตรมักจะตกเป็นเป้าสายตาของสังคมเสมอ แต่การที่ “อนุทิน” บอก “ทักษิณ” มีอิสระไปไหนก็ได้ ร่วมเฟรม “ยิ่งลักษณ์-อิ๊งค์” เรื่องในครอบครัว ถือเป็นการตัดบททางการเมืองที่ชัดเจนที่สุด เพื่อให้ประชาชนโฟกัสไปที่การทำงานของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศมากกว่าจะมาสนใจเรื่องส่วนตัวเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม ทุกย่างก้าวของบุคคลสำคัญล้วนมีนัยในมุมมองของนักวิเคราะห์ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการแยกแยะระหว่างเรื่องครอบครัวและความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองออกจากกันให้ชัดเจน แล้วคุณล่ะครับคิดเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้?

ที่มา – “อนุทิน” บอก “ทักษิณ” มีอิสระไปไหนก็ได้ ร่วมเฟรม “ยิ่งลักษณ์-อิ๊งค์” เรื่องในครอบครัว

ทนายเชาว์ ป้อง อภิสิทธิ์ ยันไม่แตะ ม.112 ช่วยเยาวชนไม่ใช่เหมาเข่ง

ทนายเชาว์ ป้อง อภิสิทธิ์ ยันไม่แตะ ม.112 ช่วยเยาวชนไม่ใช่เหมาเข่ง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อ ทนายเชาว์ ป้อง อภิสิทธิ์ ยันไม่แตะ ม.112 ช่วยเยาวชนไม่ใช่เหมาเข่ง โดยนายเชาว์ มีขวด ออกมาแจกแจงข้อเท็จจริงหลังจากคำอภิปรายของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถูกนำไปตีความจนเกิดความคลาดเคลื่อนในสังคม ซึ่งประเด็นหลักที่ต้องทำความเข้าใจคือจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ชัดเจนมาโดยตลอด

นายเชาว์ระบุว่า สิ่งที่นายอภิสิทธิ์เสนอไม่ใช่การล้างผิด แต่เป็นการหาทางออกให้กับเยาวชนที่หลงผิดหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพื่อให้เด็กเหล่านี้มีโอกาสกลับตัวกลับใจสู่สังคมได้อีกครั้ง แทนที่จะปล่อยให้กลายเป็นศัตรูถาวรของรัฐ การแสดงความจงรักภักดีที่แท้จริงคือการปกป้องสถาบันไม่ให้ได้รับความเดือดร้อนจากการเพิ่มศัตรูโดยไม่จำเป็น ซึ่งหากมองผ่านมุมนี้เราจะเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวมีความสมเหตุสมผลและรอบคอบกว่าที่หลายคนวิพากษ์วิจารณ์

เจาะลึกทำไม ทนายเชาว์ ป้อง อภิสิทธิ์ ยันไม่แตะ ม.112 ช่วยเยาวชนไม่ใช่เหมาเข่ง จึงสำคัญ

นอกจากประเด็นเรื่องมาตรา 112 แล้ว นายเชาว์ยังได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับปัจจุบัน โดยเขามองว่าเป็นเสมือนดาบสองคมที่อาจสอดไส้การล้างผิดให้ตัวเองมากกว่าการสร้างสันติสุขให้ประชาชน โดยเฉพาะในประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การสอดไส้กฎหมาย: มีข้อสังเกตว่าอาจมีการรวมฐานความผิดอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมืองถึง 24 ฉบับ
  • คณะกรรมการ 9 อรหันต์: ให้อำนาจเด็ดขาดแก่กลุ่มการเมือง ซึ่งเสี่ยงต่อการเลือกปฏิบัติและเอื้อพวกพ้อง
  • การนิรโทษกรรมตัวเอง: มีข้อความแฝงที่อาจปกป้องคณะกรรมการหากอ้างว่าปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ซึ่งคล้ายกับการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จในอดีต

อย่างไรก็ตาม การที่ ทนายเชาว์ ป้อง อภิสิทธิ์ ยันไม่แตะ ม.112 ช่วยเยาวชนไม่ใช่เหมาเข่ง นั้นสะท้อนถึงการตั้งคำถามต่อบรรทัดฐานทางการเมืองที่อาจสร้างความขัดแย้งระยะยาว หากนักการเมืองใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการฟอกขาวความผิดของตนเอง แทนที่จะคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้ชุมนุมที่ได้รับผลกระทบจากอุดมการณ์จริงๆ

บทสรุปและมุมมอง: สังคมไทยควรจับตาดูร่างกฎหมายนี้อย่างใกล้ชิด เพราะหากผลประโยชน์สุดท้ายตกอยู่กับกลุ่มนักการเมืองเพียงไม่กี่คน ในขณะที่ประชาชนยังคงเผชิญกับเงื่อนไขเดิมๆ สันติสุขที่แท้จริงคงยังเป็นเรื่องไกลตัว เราต้องร่วมกันรักษาสมดุลระหว่างกระบวนการยุติธรรมกับการป้องกันการใช้อำนาจที่มิชอบเพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สร้างบาดแผลใหม่ให้กับสังคม

ที่มา – “ทนายเชาว์” ป้อง “อภิสิทธิ์” ยันไม่แตะ ม.112 ชี้ช่วยเยาวชนหลงผิดไม่ใช่เหมาเข่ง

สส.ปชน. ซัด สวทช.ปล่อยพันธุ์ข้าวใหม่ ทำเกษตรกรเสียหาย

สส.ปชน. ซัด สวทช.ปล่อยพันธุ์ข้าวใหม่ ทำเกษตรกรเสียหาย

เป็นประเด็นที่น่าจับตาในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ นายณรงเดช อุฬารกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นมาอภิปรายอย่างดุเดือดเกี่ยวกับปัญหาการจัดการโครงการวิจัยข้าวของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพี่น้องเกษตรกรไทย โดยระบุว่าการที่ สส.ปชน. ซัด สวทช.ปล่อยพันธุ์ข้าวใหม่ ทำเกษตรกรเสียหาย นั้น ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหารและรายได้ของเกษตรกรทั่วประเทศ

ปัญหาการรับรองสายพันธุ์และผลกระทบในตลาด

นายณรงเดชตั้งข้อสังเกตว่า การวิจัยสายพันธุ์ข้าวหอมสยามที่ปล่อยออกมาสู่เกษตรกรโดยไม่ผ่านการรับรองจากกรมการข้าว ทำให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ ข้าวเหล่านี้ไม่มีตลาดรองรับและไม่สามารถเข้าร่วมโครงการของรัฐได้ หากเกษตรกรหรือโรงสีนำไปใช้อาจเข้าข่ายการปลอมปนข้าว ซึ่งถือเป็นความผิดทางอาญา นอกจากนี้ การที่ สส.ปชน. ซัด สวทช.ปล่อยพันธุ์ข้าวใหม่ ทำเกษตรกรเสียหาย ยังสะท้อนถึงการขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงานวิจัยและหน่วยงานที่กำกับดูแลมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ข้าวโดยตรง

  • การวิจัยสายพันธุ์ต้องสอดคล้องกับมาตรฐานของกรมการข้าว
  • ข้าวที่ยังไม่ได้รับการรับรองไม่สามารถนำไปขึ้นทะเบียนได้
  • ความเสียหายต่อชื่อเสียงข้าวไทยและเกษตรกรที่หลงซื้อเมล็ดพันธุ์

ปัญหาสำคัญที่คุณณรงเดชเน้นย้ำ คือการที่หน่วยงานรัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระจายเมล็ดพันธุ์โดยที่ยังไม่พร้อม ส่งผลให้มีการนำพันธุ์ข้าวไปแอบอ้างว่าเป็นข้าวหอมมะลิ สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจข้าวไทยอย่างมหาศาล ความพยายามในการ สส.ปชน. ซัด สวทช.ปล่อยพันธุ์ข้าวใหม่ ทำเกษตรกรเสียหาย ครั้งนี้ จึงเป็นการกระตุ้นให้ สวทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งทบทวนกระบวนการและบูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าว

ทางด้าน ผอ.สวทช. ได้ชี้แจงว่าปัจจุบันได้เริ่มดำเนินการใหม่ทั้งหมดและทำงานร่วมกับกรมการข้าวอย่างใกล้ชิดในโครงการข้าวสุวรรณภูมิ 1 เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหาซ้ำรอยเดิมอีก หวังว่าการถอดบทเรียนครั้งนี้จะนำไปสู่การทำงานที่รัดกุมมากขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของเกษตรกรเป็นที่ตั้ง เพราะเมล็ดพันธุ์ข้าวคือหัวใจของเกษตรกรรมไทย หากบริหารจัดการผิดพลาด ความเสียหายนี้จะตกอยู่กับคนตัวเล็กตัวน้อยในภาคการเกษตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา – สส.ปชน. ซัด สวทช.ปล่อยพันธุ์ข้าวใหม่ ทำเกษตรกรเสียหาย

วอร์ธิงเยือนคาร์ไลส์ในเกมเปิดสนามเนชันแนลลีก

วอร์ธิงเยือนคาร์ไลส์ในเกมเปิดสนามเนชันแนลลีก

ฤดูกาลใหม่ของฟุตบอลเนชันแนลลีกกำลังจะเริ่มต้นขึ้นด้วยแมตช์สำคัญที่น่าติดตาม นั่นคือการที่วอร์ธิง ทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้นมาใหม่ จะต้องเดินทางไปเยือนคาร์ไลส์ ยูไนเต็ด ในเกมเปิดสนามลีกระดับห้าของอังกฤษนี้ ซึ่งถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวอร์ธิงที่ได้ก้าวขึ้นมาเล่นในระดับนี้ครั้งแรกในฤดูกาล 2026-27

วอร์ธิงเยือนคาร์ไลส์ในเกมเปิดสนามเนชันแนลลีก

การเดินทางของวอร์ธิงในเส้นทางฟุตบอลลีกระดับล่างจนกระทั่งได้ขึ้นมาเล่นในเนชันแนลลีกนั้นเป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจ ด้วยการคว้าแชมป์เนชันแนลลีกเซาธ์เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา พวกเขาจึงได้โอกาสในการพิสูจน์ฝีเท้าในระดับที่สูงขึ้นทันที ซึ่งเกมเจอกับคาร์ไลส์ที่บ้านของคู่แข่งคงจะเป็นการทดสอบครั้งใหญ่สำหรับนักเตะและแฟนบอลที่ติดตามทีมรักมาอย่างใกล้ชิด

ประวัติและความน่าสนใจของเกมนี้

สำหรับคาร์ไลส์ ยูไนเต็ด ทีมเหย้าในเกมนี้ พวกเขาพึ่งหล่นมาจากลีกทูและเริ่มต้นฤดูกาลนี้ด้วยหัวหน้าผู้ฝึกสอนคนใหม่อย่างร็อบ เอลลีย์ จากเกตส์เฮด ซึ่งแน่นอนว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาทีมให้กลับมามีความแข็งแกร่ง นอกจากนี้ยังมีทีมอื่นๆ ในลีกที่น่าสนใจอย่างฮอร์นเชิร์ชและคิดเดอร์มินสเตอร์ ฮาร์เรียร์ส ที่ได้เลื่อนชั้นเข้าสู่ลีกระดับห้า เช่นเดียวกับฟอเรสต์ กรีน โรเวอร์สและโบทัม วูดที่น่าจับตามองตลอดฤดูกาล

เกมในวันเปิดสนามจะมีโปรแกรมจบลงในวันที่ 8 สิงหาคม โดยทั้งหมดจะเริ่มเตะพร้อมกัน 15:00 BST และแฟนบอลยังสามารถรับชมการถ่ายทอดสดผ่านเครือข่ายสตรีมมิ่ง DAZN ได้อีกด้วย ซึ่งนี่ถือเป็นโอกาสดีที่แฟนบอลจะได้สัมผัสกับเกมที่เต็มไปด้วยความเข้มข้นและความตื่นเต้น

สำหรับแฟนบอลวอร์ธิงนี่เป็นโอกาสใหญ่ที่จะแสดงให้เห็นว่าทีมรักของพวกเขามีศักยภาพและความสามารถในการเล่นร่วมกับทีมที่มีประสบการณ์สูงกว่า ความท้าทายนี้นอกจากจะเป็นความภาคภูมิใจแล้วยังเป็นความหวังที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จในระดับที่สูงกว่าในอนาคต

ท้ายที่สุดนี้ หากคุณเป็นแฟนบอลที่ชื่นชอบการติดตามฟุตบอลลีกล่างของอังกฤษ อย่าพลาดเกมอันน่าตื่นเต้นนี้และเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับฤดูกาลที่รับประกันความสนุกและความดุเดือดกับการประชันฝีเท้าของวอร์ธิงและคาร์ไลส์ในเนชันแนลลีก

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

อิทธิพลไต้ฝุ่น บาหวี่ ฟิลิปปินส์ดินถล่มเสียชีวิต 15 ราย

อิทธิพลไต้ฝุ่น บาหวี่ ฟิลิปปินส์ดินถล่มเสียชีวิต 15 ราย ไต้หวันเตรียมรับมือ

ช่วงเวลานี้หลายประเทศในเอเชียกำลังเผชิญกับสถานการณ์พายุหมุนเขตร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะเหตุการณ์ อิทธิพลไต้ฝุ่น บาหวี่ ฟิลิปปินส์ดินถล่มเสียชีวิต 15 ราย ซึ่งถือเป็นโศกนาฏกรรมที่สร้างความสูญเสียอย่างหนัก พายุลูกนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อฟิลิปปินส์เท่านั้น แต่ยังเคลื่อนตัวมุ่งหน้าสู่ไต้หวันจนทางการต้องประกาศเตือนภัยขั้นสูงสุด

สำหรับฟิลิปปินส์ อิทธิพลจากพายุลูกนี้ทำให้เกิดฝนตกหนักสะสมติดต่อกันจนเกิดดินถล่มรุนแรงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบนเกาะมินดาเนา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ราย และสูญหายอีกจำนวนมาก เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องทำงานแข่งกับเวลาในพื้นที่ที่ยากลำบากเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต ท่ามกลางความเสียหายของบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกน้ำท่วมขัง นอกจากนี้ อิทธิพลไต้ฝุ่น บาหวี่ ฟิลิปปินส์ดินถล่มเสียชีวิต 15 ราย ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นถึงความเปราะบางของพื้นที่เสี่ยงภัยในช่วงฤดูกาลพายุ

การรับมือวิกฤตพายุไต้ฝุ่นบาหวี่ในไต้หวัน

ทางด้านไต้หวันเองก็ไม่ประมาท โดยหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาประเมินว่าพายุลูกนี้เป็นพายุขนาดใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 30 ปี จึงได้มีการสั่งอพยพประชาชนกว่า 2,000 คนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยภูเขา พร้อมประกาศปิดโรงเรียนและยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก เพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากฝนที่คาดว่าจะตกลงมาอย่างหนัก นอกจากนี้ กองทัพไต้หวันยังได้เตรียมกำลังพลกว่า 28,000 นายเข้าประจำการเพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือฉุกเฉิน

  • มีการสั่งอพยพประชาชนจากพื้นที่ภูเขาในเมืองฮัวเหลียน
  • มีการยกเลิกเที่ยวบินหลายร้อยเที่ยวเพื่อความปลอดภัย
  • การค้าธุรกิจในย่านภาคเหนือและภาคตะวันออกหยุดชะงักชั่วคราว

แม้ว่าการติดตามสถานการณ์ อิทธิพลไต้ฝุ่น บาหวี่ ฟิลิปปินส์ดินถล่มเสียชีวิต 15 ราย จะเน้นไปที่ความสูญเสีย แต่สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการที่ประชาชนในทุกประเทศที่พายุจะเคลื่อนผ่านต้องปฏิบัติตามคำเตือนของทางการอย่างเคร่งครัด สภาพอากาศที่แปรปรวนจากปัญหาโลกร้อนในปัจจุบันทำให้พายุทวีความรุนแรงขึ้นได้ง่ายกว่าเดิม การตื่นตัวและเตรียมความพร้อมจึงเป็นเกราะป้องกันชีวิตที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน

ที่มา – อิทธิพลไต้ฝุ่น “บาหวี่” ฟิลิปปินส์ดินถล่มเสียชีวิต 15 ราย ไต้หวันอพยพประชาชนกว่า 2,000 คน

พาณิชย์ยกระดับหัวจ่ายน้ำมัน มอบป้าย สีทอง การันตีเติมเต็มลิตร

พาณิชย์ยกระดับหัวจ่ายน้ำมัน มอบป้าย สีทอง การันตีเติมเต็มลิตร สร้างความเชื่อมั่น

วันนี้ขอพาทุกคนไปอัปเดตเรื่องใกล้ตัวคนใช้รถครับ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กำลังลุยโครงการใหญ่เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้พวกเราทุกคน นั่นคือโครงการ พาณิชย์ยกระดับหัวจ่ายน้ำมัน มอบป้าย “สีทอง” การันตีเติมเต็มลิตรสร้างความเชื่อมั่น เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อเราเลี้ยวเข้าปั๊มน้ํามัน เราจะได้น้ำมันครบถ้วนตามจำนวนเงินที่จ่ายไปอย่างแน่นอน

ทำไมต้องป้ายสีทอง? ความเชื่อมั่นที่มากกว่าเดิม

รู้หรือไม่ครับว่าการที่ปั๊มน้ำมันจะได้ป้ายสีทองมาครองนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะนี่คือระดับสูงสุดที่ผ่านการคัดเลือกมาอย่างเข้มข้น โดยสถานีบริการต้องรักษามาตรฐานอย่างต่อเนื่องนานถึง 2 ปี ต้องมีการทดสอบหัวจ่ายสม่ำเสมอ และที่สำคัญคือพนักงานต้องผ่านการอบรมจากกรมการค้าภายในมาแล้ว การที่ กรมการค้าภายใน หรือ พาณิชย์ยกระดับหัวจ่ายน้ำมัน มอบป้าย “สีทอง” การันตีเติมเต็มลิตรสร้างความเชื่อมั่น แบบนี้ ช่วยให้เราเลือกใช้บริการได้อย่างมั่นใจมากขึ้นครับ

สำหรับเกณฑ์การพิจารณาเบื้องต้นที่สถานีบริการต้องมี ได้แก่:

  • มีการบำรุงรักษาและทดสอบหัวจ่ายน้ำมันอย่างสม่ำเสมอตามระยะเวลาที่กำหนด
  • มีถังตวงมาตรฐานขนาด 5 ลิตร สำหรับใช้ตรวจสอบความแม่นยำ
  • มีทีมงานหรือพนักงานที่ผ่านการฝึกอบรมจากกรมการค้าภายในมาเป็นพิเศษ
  • ไม่มีประวัติการทำผิดกฎหมายว่าด้วยการชั่งตวงวัดในรอบระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการ

ในปัจจุบันมีผู้ประกอบการรายใหญ่กว่า 12 บริษัททั่วประเทศเข้าร่วมโครงการนี้ ซึ่งถือเป็นความร่วมมือที่น่าชื่นชม เพราะนอกจากจะช่วยคุ้มครองผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานธุรกิจน้ำมันในภาพรวมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สำหรับใครที่กังวลเรื่องน้ำมันขาดเกิน ต่อไปนี้แค่สังเกตป้ายสัญลักษณ์ที่หน้าสถานีบริการ ก็ช่วยให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเยอะเลยครับ

เป้าหมายเพื่อผู้บริโภคในอนาคต

ทางกรมการค้าภายในตั้งเป้าว่าภายในปี 2569 จะมีปั๊มที่ได้รับป้ายสีทองเพิ่มขึ้นถึง 700 แห่ง และจะขยายผลให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วไทย เพื่อให้ พาณิชย์ยกระดับหัวจ่ายน้ำมัน มอบป้าย “สีทอง” การันตีเติมเต็มลิตรสร้างความเชื่อมั่น เป็นมาตรฐานสากลที่ประชาชนทุกคนสามารถสัมผัสได้จริง

สำหรับผมมองว่าโครงการนี้เป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะความมั่นใจของผู้บริโภคคือหัวใจของธุรกิจ หากเราได้รับบริการที่โปร่งใสและตรงไปตรงมา เราก็พร้อมที่จะสนับสนุน สถานีบริการที่ได้รับป้ายสีทองจึงถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าเชื่อถือที่สุดสำหรับคนเดินทางครับ ครั้งต่อไปตอนแวะเติมน้ำมัน อย่าลืมสังเกตป้ายสีทองกันดูนะครับ แล้วคุณจะรู้สึกว่าการเติมน้ำมันแต่ละครั้งมีความคุ้มค่ามากกว่าที่เคย

ที่มา – พาณิชย์ยกระดับหัวจ่ายน้ำมัน มอบป้าย “สีทอง” การันตีเติมเต็มลิตรสร้างความเชื่อมั่น

อาเซียนเตรียมถก เมียนมา หลังคว่ำบาตรนาน 5 ปี

อาเซียนเตรียมถก เมียนมา หลังคว่ำบาตรนาน 5 ปี เพื่อหาทางออก

เป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมากสำหรับเวทีการเมืองระดับภูมิภาค เมื่อล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญว่า อาเซียนเตรียมถก เมียนมา หลังคว่ำบาตรนาน 5 ปี โดยประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดประชุมครั้งสำคัญนี้ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 12 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ ท่ามกลางความคาดหวังว่านี่จะเป็นก้าวย่างสำคัญในการผ่อนคลายความตึงเครียดและฟื้นฟูเสถียรภาพในเมียนมาผ่านการเจรจาทางการทูต

การหารือในครั้งนี้ถือเป็นมิติใหม่ภายใต้การนำของฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน ซึ่งมุ่งเน้นการเปิดพื้นที่ให้มีการสื่อสารระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของกลุ่มสมาชิกอาเซียนกับรัฐบาลเมียนมา หลังจากที่กลุ่มอาเซียนได้สั่งระงับกิจกรรมและลดระดับความสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารเมียนมามาอย่างยาวนานกว่าครึ่งทศวรรษโดยไม่มีสัญญาณตอบรับที่เป็นรูปธรรม การกลับมานั่งโต๊ะเจรจากันอีกครั้งภายใต้กรอบของ “ฉันทามติ 5 ข้อ” จึงถูกจับตาว่าจะเป็นกุญแจสำคัญสู่ทางออกของวิกฤตการณ์นี้หรือไม่

เหตุผลที่ อาเซียนเตรียมถก เมียนมา หลังคว่ำบาตรนาน 5 ปี ในครั้งนี้

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการประชุมครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการเมือง แต่ยังมีประเด็นเรื่องผลกระทบด้านมนุษยธรรมและสถานการณ์ภายในของเมียนมาที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะผลจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่ไทยมองว่าเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการเปิดหน้าต่างการทูตเพื่อสะท้อนความกังวลของภูมิภาค และรับฟังพัฒนาการใหม่ๆ จากฝั่งผู้แทนเมียนมาด้วยตนเอง โดยประเด็นหลักที่จะหารือได้แก่:

  • มาตรการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากภัยสงคราม
  • แนวทางการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาสันติภาพระหว่างรัฐบาลเมียนมาและกลุ่มชาติพันธุ์
  • การแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างตรงไปตรงมาเพื่อกระชับความเข้าใจระหว่างประเทศในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ย้ำชัดเจนว่า การพูดคุยครั้งนี้จะเป็นลักษณะการประชุมอย่างไม่เป็นทางการ (Informal) ดังนั้นจึงจะไม่มีการออกแถลงการณ์ร่วมหรือผลผูกพันทางกฎหมายใดๆ ที่จะไปเปลี่ยนแปลงจุดยืนเดิมของอาเซียนในทันที แต่เป็นการทดลองใช้ความพยายามแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อหวังผลในเชิงบวกต่อสถานการณ์ในเมียนมาในระยะยาว มากกว่าจะมุ่งเน้นการเผชิญหน้า

หากมองในมุมมองเชิงบวก การที่ทุกประเทศสมาชิกตอบรับเข้าร่วมการประชุมสะท้อนให้เห็นว่า อาเซียนยังคงเชื่อมั่นในการใช้เครื่องมือทางการทูตเป็นตัวนำ แม้สถานการณ์จะยืดเยื้อมานาน การที่ อาเซียนเตรียมถก เมียนมา หลังคว่ำบาตรนาน 5 ปี อาจเป็นสัญญาณเริ่มแรกของการเปลี่ยนผ่านสู่ความสงบสุขที่ยั่งยืน ซึ่งเราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลการหารือในวันอาทิตย์นี้จะนำไปสู่ความก้าวหน้าในด้านใดบ้าง

ที่มา – อาเซียนเตรียมถก “เมียนมา” หลังคว่ำบาตรนาน 5 ปี

จี้ฝ่ายค้านรับผิดชอบ อย่าตีเนียนเงียบ ปม พ.ร.ก.กู้เงิน

จี้ฝ่ายค้านรับผิดชอบ อย่าตีเนียนเงียบ ปม พ.ร.ก.กู้เงิน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อนายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี จากพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ งานนี้ทำเอาฝ่ายค้านที่เคยตั้งป้อมกดดันรัฐบาลไว้ก่อนหน้านี้ต้องร้อนๆ หนาวๆ เพราะถูกจี้ให้แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองอย่างจริงจัง

เปิดเบื้องหลัง จี้ฝ่ายค้านรับผิดชอบ อย่าตีเนียนเงียบ หลังแท็กทีมกดดันรัฐบาล

ย้อนกลับไปช่วงก่อนการวินิจฉัย นักการเมืองจากพรรคฝ่ายค้านหลายคนได้ออกมาสร้างกระแสอย่างหนัก ทั้งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ที่กดดันให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีลาออกหากผลงานไม่เป็นไปตามเป้า หรือแม้แต่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ที่ระบุว่าการยุบสภาคือน่านน้ำที่ต้องเกิดขึ้นหากทุกอย่างผิดพลาด แต่ในเมื่อศาลได้ยืนยันความถูกต้องแล้ว คำถามสำคัญคือกลุ่มบุคคลที่เคยออกตัวแรงๆ จะรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเองอย่างไร

นายวัชรพงศ์ย้ำชัดว่า การที่ใครหลายคนออกมาเรียกร้องให้คนอื่นมีจิตสำนึกทางการเมือง แต่ตนเองกลับมาทำนิ่งเฉยเมื่อความจริงปรากฏ ถือว่าเป็นการใช้มาตรฐานที่แตกต่างกันอย่างน่าสงสัย ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่ฝ่ายค้านจะแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำลงไป เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นกลับมาสู่สนามการเมืองไทยให้ได้ ไม่ใช่แค่การทำตัวเนียนเงียบหายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการเมืองไทย ที่การตรวจสอบต้องมาคู่กับความรับผิดชอบ ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือในการโจมตีทางการเมืองเพียงอย่างเดียว ต่อจากนี้ไปสังคมคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า บรรดานักการเมืองที่เคยเรียกร้องหาความรับผิดชอบจากรัฐบาล จะสามารถพิสูจน์ตัวเองให้ประชาชนเห็นได้อย่างไรเมื่อถึงคราวที่พวกเขาเองต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบบ้าง

ที่มา – จี้ฝ่ายค้านรับผิดชอบ อย่าตีเนียนเงียบ หลังแท็กทีมกดดัน “นายกฯ” ลาออก ปม พ.ร.ก.กู้เงิน

สเปอร์สยื่นข้อเสนอคว้าโคโล มวนี – ข่าวลือนอกสนามวันศุกร์

สเปอร์สยื่นข้อเสนอคว้าโคโล มวนี – ข่าวลือนอกสนามวันศุกร์

ในตลาดซื้อขายนักเตะประจำสัปดาห์นี้ สโมสรสเปอร์สได้ยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการเพื่อคว้าตัว ร็องดัล โคโล มวนี กองหน้าชาวฝรั่งเศสที่เคยเล่นให้กับทีมสเปอร์สในแบบยืมตัวเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา แต่ถึงแม้จะมีความพยายามจากสเปอร์สในการคว้านักเตะรายนี้ ยูเวนตุสยังคงเป็นทีมเต็งในการเซ็นสัญญากับนักเตะวัย 27 ปีรายนี้ ซึ่งปัจจุบันเล่นให้กับปารีส แซงต์-แชร์กแมง

สเปอร์สยื่นข้อเสนอคว้าโคโล มวนี – ข่าวลือนอกสนามวันศุกร์

ผลงานของโคโล มวนีในแต่ละทีมที่เขาเคยเล่นนั้น น่าประทับใจโดยเฉพาะในช่วงที่ยืมตัวกับสเปอร์สและยูเวนตุส ซึ่งทั้งสองสโมสรต่างต้องการเขาเป็นอย่างมากเพื่อเสริมความแข็งแกร่งในแนวรุก นอกจากนี้ ยังมีการรายงานว่าอาร์เซนอลก็ใกล้จะปิดดีลกับคริสตอส ทโซลิส ปีกจากคลับ บรูจจ์อีกด้วย

ความหมายสำหรับตลาดนักเตะและสโมสร

ข่าวลือเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวที่ร้อนแรงในตลาดซื้อขายนักเตะฤดูร้อนนี้ โดยเฉพาะกลุ่มสโมสรใหญ่ในยุโรปที่พยายามเสริมทัพให้พร้อมสำหรับฤดูกาลหน้า ไม่ว่าจะเป็นบาร์เซโลนา ที่กำลังเปิดเจรจากับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์เพื่อคว้าตัว คาริม อเดเยมิ, หรือลิเวอร์พูลและอาร์เซนอลที่พร้อมปล่อยตัวกองกลางดาวรุ่งอย่างอายูบ บัวดี ไปให้ลีลล์ยืมตัว

สเปอร์สยื่นข้อเสนอคว้าโคโล มวนี – ข่าวลือนอกสนามวันศุกร์ จึงเป็นหัวข้อที่น่าจับตามองมากที่สุดในช่วงเวลานี้ เพราะจะมีผลต่อแนวทางการเสริมทัพและความแข็งแกร่งของทีมในอนาคต สำหรับแฟนบอลที่ติดตามข่าวสาร จำเป็นต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวนี้อย่างใกล้ชิด เพราะอาจได้เห็นนักเตะชื่อดังรายนี้ลงสนามในพรีเมียร์ลีกอังกฤษอีกครั้ง

ท้ายที่สุด ความสำเร็จหรือไม่ของการย้ายทีมครั้งนี้จะส่งผลให้สเปอร์สมีนักเตะระดับคุณภาพเสริมทีม หรืออาจต้องมองหาทางเลือกอื่นต่อไป ซึ่งการตัดสินใจนี้มีความสำคัญมากสำหรับอนาคตของทีม

ถ้าคุณเป็นแฟนบอลสเปอร์สและสนใจตลาดซื้อขายนักเตะ เตรียมตัวติดตามข้อมูลล่าสุดเพื่อไม่พลาดทุกข่าวสารสำคัญในวงการฟุตบอลที่เปลี่ยนแปลงเร็วที่สุด

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ