วัน: 21 กรกฎาคม 2026

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยกย่อง เควิน คีแกน สร้างทีมที่ดีที่สุดของนิวคาสเซิล

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยกย่อง เควิน คีแกน สร้างทีมที่ดีที่สุดของนิวคาสเซิล

ในโลกของฟุตบอลพรีเมียร์ลีก น้อยครั้งที่เราจะเห็นคู่ปรับในสนามออกมากล่าวชื่นชมกันอย่างจริงใจ แต่ล่าสุด เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตำนานกุนซือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ออกมากล่าวรำลึกถึง เควิน คีแกน อดีตผู้จัดการทีมคู่ปรับที่เพิ่งจากไปในวัย 75 ปี โดยยกย่องว่า เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ระบุว่า เควิน คีแกน คือคนที่สร้างทีมที่ดีที่สุดของนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ขึ้นมาในช่วงทศวรรษ 90

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ระบุว่า เควิน คีแกน คือคนที่สร้างทีมที่ดีที่สุดของนิวคาสเซิล

เฟอร์กูสัน เล่าถึงความหลังว่าเขาให้ความเคารพคีแกนอย่างสูงสุด แม้ทั้งคู่จะเคยขับเคี่ยวแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกกันอย่างดุเดือดในช่วงฤดูกาล 1995-96 ก็ตาม เขากล่าวว่าคีแกนได้นำพลังงาน ความกระตือรือร้น และความคลั่งไคล้กลับมาสู่สโมสรนิวคาสเซิลอย่างเต็มสูบ การดึงนักเตะระดับแถวหน้าอย่าง 다비드 지놀라 (David Ginola), ฟาสตีโน อัสปรียา และฟิลิปป์ อัลแบร์ เข้ามาร่วมทีม ทำให้ทัพ ‘สาลิกาดง’ ในยุคนั้นมีคลาสและน่าเกรงขามอย่างมาก

เหตุผลที่เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ระบุว่า เควิน คีแกน คือคนที่สร้างทีมที่ดีที่สุดของนิวคาสเซิล

ความน่าประทับใจของคีแกนไม่ได้มีแค่เรื่องในสนามฟุตบอลเท่านั้น แต่เฟอร์กูสันยังชื่นชมในความเป็นสุภาพบุรุษของเขา โดยเล่าว่าแม้จะมีประโยคในตำนานอย่าง "I will love it if we beat them" ที่สื่อถึงความอัดอั้นในศึกชิงแชมป์ปี 96 แต่หลังจากนั้นทั้งคู่ได้มาเจอกันที่สนามกอล์ฟและปรับความเข้าใจกันได้โดยไม่มีความโกรธเคือง ซึ่งนั่นเป็นคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมที่เฟอร์กูสันยกย่องในตัวเขาเสมอมา

ไม่เพียงแค่เฟอร์กูสันเท่านั้น บุคคลในวงการฟุตบอลยังร่วมไว้อาลัยให้แก่คีแกนมากมาย ไม่ว่าจะเป็น อลัน เชียเรอร์ ที่ยกย่องเขาในฐานะเพื่อนที่ยอดเยี่ยม หรือ เอ็ดดี้ ฮาว ผู้จัดการทีมคนปัจจุบันที่ชื่นชมในความใจกว้างและการให้คำแนะนำของคีแกนในช่วงที่เขาเข้ามารับงานที่เซนต์เจมส์พาร์ก

  • เควิน คีแกน สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้กับนิวคาสเซิล
  • สไตล์การทำทีมของเขานำมาซึ่งความตื่นตาตื่นใจให้กับแฟนบอล
  • มิตรภาพของเขากับเฟอร์กูสันเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความยิ่งใหญ่ในจิตใจ

ความมุ่งมั่นและแพชชั่นของคีแกนที่มีต่อฟุตบอลนั้นเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง เขาสามารถเปลี่ยนผ่านยุคสมัยของนิวคาสเซิลให้กลายเป็นทีมที่ใครก็ต้องจับตามอง แม้จะไม่ได้แชมป์ลีกในตอนนั้น แต่สิ่งที่เขาสร้างไว้คือความทรงจำอันล้ำค่าของแฟนบอลทั่วโลก

เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าฟุตบอลได้สูญเสียบุคคลระดับตำนานไปอีกหนึ่งท่าน การได้เห็นอดีตคู่แข่งออกมากล่าวให้เกียรติกันเช่นนี้ เป็นบทพิสูจน์ว่าถึงแม้การแข่งขันจะจบลง แต่ความเคารพรักในฐานะคนฟุตบอลจะอยู่ตลอดไป สำหรับแฟนบอลนิวคาสเซิล สิ่งที่คีแกนทิ้งไว้จะยังคงอยู่ในใจตลอดกาล

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด เว้นกลุ่มพรีเมียม เริ่มพรุ่งนี้

เชื่อว่าหลายคนต้องมีสะดุ้งกันบ้างเมื่อเห็นประกาศล่าสุดเกี่ยวกับ ปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด เว้นกลุ่มพรีเมียม ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ใครที่กำลังวางแผนจะเดินทางไกลหรือต้องใช้รถใช้ถนนเป็นประจำในช่วงเช้ามืด บอกเลยว่าต้องรีบเช็กถังน้ำมันกันด่วนๆ ก่อนที่ราคาใหม่จะมีผลบังคับใช้ครับ

เช็กรายละเอียด ปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด เว้นกลุ่มพรีเมียม

ทางด้าน พีทีที สเตชั่น และ บางจาก ได้ออกมาแจ้งข่าวสำคัญว่า ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป จะมีการปรับราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซลทุกชนิดขึ้น 0.85 บาทต่อลิตร ซึ่งถือว่าเป็นการปรับตัวที่ค่อนข้างสูงพอสมควรสำหรับผู้ใช้รถทั่วไป อย่างไรก็ตาม ข่าวดีเล็กๆ คือกลุ่มน้ำมันพรีเมียมไม่ว่าจะเป็น พรีเมียม GSH95, พรีเมียม GSH99 หรือพรีเมียมดีเซล ยังคงราคาเดิมไว้ให้ได้เลือกใช้กันอยู่ครับ

เหตุผลที่ควรเตรียมตัวก่อนการ ปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด เว้นกลุ่มพรีเมียม

การปรับราคาในแต่ละครั้งส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันไม่น้อย การเตรียมตัวล่วงหน้าตั้งแต่วันนี้ด้วยการแวะเติมน้ำมันให้เต็มถังก่อนเวลาสกัดกั้นราคาใหม่ จะช่วยให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้พอสมควรเลยทีเดียว โดยเฉพาะใครที่เป็นสายขับรถทางไกลหรือทำงานที่ต้องใช้รถตลอดเวลา การวางแผนทางการเงินจากการปรับเปลี่ยนราคาพลังงานเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เลยครับ

สำหรับราคาน้ำมันล่าสุดของปตท. หลังปรับราคาแล้ว เช่น ดีเซลอยู่ที่ 35.79 บาทต่อลิตร ส่วนกลุ่มโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 35.79 บาทต่อลิตร ในขณะที่บางจากก็ได้มีการปรับราคาในทิศทางเดียวกันเพื่อให้สอดคล้องกับกลไกตลาดปัจจุบันครับ

สรุปแล้ว แม้ว่าราคาพลังงานจะมีความผันผวนอยู่บ่อยครั้ง แต่การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้เราตัดสินใจวางแผนการใช้รถได้อย่างคุ้มค่าที่สุด อย่าลืมเช็กถังน้ำมันคืนนี้เพื่อความสบายใจในการขับขี่ไปทำงานวันพรุ่งนี้กันนะครับ! แล้วคุณล่ะครับเตรียมตัวรับมือกับราคาน้ำมันที่ขยับสูงขึ้นนี้อย่างไรบ้าง มาแลกเปลี่ยนกันได้เลย

ที่มา – อย่าลืมแวะเติม ปรับขึ้น “ราคาน้ำมัน” ทุกชนิด เว้นกลุ่มพรีเมียม มีผลวันพรุ่งนี้

เอมิ มาร์ติเนซ อาจอำลาทีมชาติอาร์เจนตินา หลังพ่ายบอลโลก

เอมิ มาร์ติเนซ อาจอำลาทีมชาติอาร์เจนตินา หลังพ่ายบอลโลก

ถือเป็นประเด็นที่แฟนบอลทั่วโลกกำลังให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อ เอมิ มาร์ติเนซ ผู้รักษาประตูมือหนึ่งจอมหนึบของทีมชาติอาร์เจนตินา ได้ออกมาเปิดเผยความในใจผ่านโซเชียลมีเดียว่า เขาอาจถึงเวลาที่ต้อง เอมิ มาร์ติเนซ อาจอำลาทีมชาติอาร์เจนตินา หลังจากที่ทัพฟ้าขาวต้องพ่ายแพ้ให้กับสเปนไปอย่างน่าเสียดายในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 ที่ผ่านมา

มาร์ติเนซในวัย 33 ปี ซึ่งรับใช้ชาติมาอย่างยาวนานกว่า 67 นัด และเป็นกำลังสำคัญในการคว้าแชมป์โลกเมื่อปี 2022 ได้ยอมรับว่าความผิดหวังในครั้งนี้ส่งผลต่อจิตใจของเขาไม่น้อย โดยเขาได้โพสต์ข้อความลงบน Instagram ส่วนตัวว่า ‘ความเจ็บปวดครั้งนี้ยากที่จะอธิบาย มันมีหลายสิ่งที่ต้องนำไปทบทวน และอาจถึงเวลาที่เขาต้องก้าวถอยออกมาเพื่อเปิดทางให้คนอื่น’ ทำให้แฟนบอลต่างกังวลว่านี่คือการส่งสัญญาณอำลาทีมชาติอย่างเป็นทางการหรือไม่

ทำไม เอมิ มาร์ติเนซ อาจอำลาทีมชาติอาร์เจนตินา ในตอนนี้?

การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ เพราะตัวเขาเองตั้งใจอยากจะพาทีมอาร์เจนตินาทำประวัติศาสตร์คว้าแชมป์โลกอีกครั้ง แต่ในเมื่อผลการแข่งขันไม่เป็นไปตามเป้า การถอยออกมาทบทวนอนาคตจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ โดยมาร์ติเนซกล่าวขอโทษเพื่อนร่วมทีมและแฟนบอลทุกคนที่เขาพยายามอย่างสุดความสามารถแล้วเพื่อประเทศของเขา

เส้นทางในระดับสโมสรและอนาคตที่ยังไม่แน่นอน

นอกจากอนาคตในทีมชาติแล้ว ชีวิตการค้าแข้งระดับสโมสรของเขาก็เป็นที่จับตามองเช่นกัน ถึงแม้ปัจจุบันมาร์ติเนซจะสังกัดอยู่กับ แอสตัน วิลลา และมีสัญญาจนถึงปี 2029 แต่ก็มีข่าวลือหนาหูว่าเขากำลังได้รับความสนใจจาก ยูเวนตุส ทีมยักษ์ใหญ่ในอิตาลี ซึ่งอาจมีส่วนต่อการตัดสินใจครั้งสำคัญในอนาคต

ไม่ว่าการตัดสินใจของเขาจะเป็นอย่างไร เราคงต้องเคารพการตัดสินใจของยอดผู้รักษาประตูผู้นี้ เพราะ เอมิ มาร์ติเนซ อาจอำลาทีมชาติอาร์เจนตินา จริงๆ หรือไม่นั้น เขาก็ยังถือเป็นหนึ่งในผู้รักษาประตูที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอาร์เจนตินา ไม่ว่าจะเป็นการครองถ้วยรางวัล Yashin Trophy ในปี 2023 และ 2024 หรือความสำเร็จในระดับฟุตบอลโลก

สุดท้ายนี้ แฟนบอลหลายคนอาจจะยังทำใจไม่ได้หากต้องเห็นเขาอำลาทีมชาติไปจริงๆ แต่อย่างน้อยเขาก็ได้ฝากผลงานอันยิ่งใหญ่และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้รักษาประตูรุ่นหลังมากมาย ในมุมมองของนักวิเคราะห์มองว่า นี่อาจเป็นการพักเพื่อฟื้นฟูจิตใจก่อนกลับมาลุยต่อ แต่ไม่ว่าบทสรุปจะเป็นอย่างไร มาร์ติเนซคือตำนานของอาร์เจนตินาอย่างไม่ต้องสงสัย

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

สื่อสิงคโปร์ยก “อนุทิน” ร้อง “เถียนมี่มี่” กลางปักกิ่ง ชูการทูตด้วยดนตรี

สื่อสิงคโปร์ยก “อนุทิน” ร้อง “เถียนมี่มี่” กลางปักกิ่ง ชูการทูตด้วยดนตรี

กลายเป็นประเด็นที่สร้างรอยยิ้มและได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวาง เมื่อสื่อยักษ์ใหญ่ของสิงคโปร์อย่าง Lianhe Zaobao ได้นำเสนอข่าวการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย โดยไฮไลท์สำคัญที่ทั่วโลกกำลังจับตามองคือ การที่ผู้นำไทยโชว์ลูกคอขับร้องเพลงจีนอมตะอย่าง “เถียนมี่มี่” จนได้รับคำชื่นชมว่าเป็นมิติใหม่ของ การทูตด้วยดนตรี ที่น่าประทับใจ

เหตุการณ์สุดประทับใจนี้เกิดขึ้นภายหลังการหารือทวิภาคีระหว่าง นายอนุทิน และ นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ กรุงปักกิ่ง ในงานเลี้ยงอาหารกลางวันที่เต็มไปด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง นายอนุทินได้ร่วมขับร้องเพลงจีนสุดคลาสสิกนี้อย่างตั้งใจ ท่ามกลางเสียงปรบมือและการให้จังหวะจากผู้นำจีนและแขกผู้มีเกียรติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมิตรภาพที่แน่นแฟ้นผ่านภาษาสากลอย่างเสียงดนตรี

พลังแห่งไมตรีผ่านการทูตด้วยดนตรี

สื่อสิงคโปร์ได้วิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจว่า การที่ สื่อสิงคโปร์ยก “อนุทิน” ร้อง “เถียนมี่มี่” กลางปักกิ่ง ชูการทูตด้วยดนตรี ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การแสดงเพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่นี่คือกลยุทธ์การทูตที่ทรงพลัง การนำบทเพลงที่เป็นที่รู้จักและเข้าถึงหัวใจของชาวจีนมาถ่ายทอด ช่วยย่นระยะห่างระหว่างผู้นำและประชาชนของทั้งสองประเทศได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้ความสัมพันธ์ไทย-จีนดูเข้าถึงง่ายและอบอุ่นมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ เส้นทางการใช้ดนตรีเชื่อมความสัมพันธ์ของนายอนุทินไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่เขาทำมาโดยตลอด ซึ่งสื่อสิงคโปร์ได้รวบรวมเหตุการณ์ที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • การร่วมร้องเพลง My Way กับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย
  • การร่วมบรรเลงเครื่องดนตรีพื้นเมืองเมื่อครั้งเยือนประเทศเวียดนาม
  • การโชว์ความเป็นกันเองผ่านบทเพลงเถียนมี่มี่ ณ กรุงปักกิ่ง ในครั้งนี้

ความสำเร็จจากการใช้ สื่อสิงคโปร์ยก “อนุทิน” ร้อง “เถียนมี่มี่” กลางปักกิ่ง ชูการทูตด้วยดนตรี ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการเจรจาในด้านอื่นๆ ทั้งเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ให้ดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและมั่นคงในระยะยาว

ในมุมมองของผู้เขียน เชื่อว่าในโลกที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนทางการเมือง การแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติตามแบบฉบับของผู้นำที่ใส่ใจความรู้สึกของคู่เจรจา คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ความร่วมมือระหว่างประเทศประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน แล้วคุณล่ะครับ คิดว่าการทูตด้วยดนตรีแบบนี้จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้านได้ดีแค่ไหน?

ที่มา – สื่อสิงคโปร์ยก “อนุทิน” ร้อง “เถียนมี่มี่” กลางปักกิ่ง ชูการทูตด้วยดนตรี

ทำไม Newcastle ถึงเปลี่ยนตราสโมสรใหม่?

ทำไม Newcastle ถึงเปลี่ยนตราสโมสรใหม่?

แฟนบอลเดอะแม็กพายส์หลายคนคงได้ยินข่าวคราวที่เริ่มเป็นกระแสขึ้นมา เมื่อสโมสร Newcastle United ประกาศแผนการปรับเปลี่ยนตราสโมสร หรือ Club Badge ครั้งใหญ่ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1988 เลยทีเดียว หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไม Newcastle ถึงเปลี่ยนตราสโมสรใหม่ ทั้งที่ตราเดิมก็ดูขลังและอยู่คู่กับทีมมาอย่างยาวนาน

เหตุผลที่แท้จริงว่า ทำไม Newcastle ถึงเปลี่ยนตราสโมสรใหม่

ทางสโมสรได้ชี้แจงเหตุผลสำคัญผ่านช่องทางสื่อสารของทีมว่า ตราสัญลักษณ์ในปัจจุบันแม้จะมีความสวยงามและเป็นที่รักของแฟนบอล แต่ในแง่ของการใช้งานจริงในยุคดิจิทัลปัจจุบันถือว่าทำได้ยาก ตราสโมสรเดิมมีรายละเอียดที่ซับซ้อนเกินไป ส่งผลให้เมื่อนำไปย่อส่วนลงบนหน้าจอมือถือ หรือแม้แต่การนำไปพิมพ์ลงบนสื่อต่างๆ ทำให้ความคมชัดลดลงอย่างมาก ทางสโมสรจึงมองว่าจำเป็นต้องมีการปรับปรุงเพื่อให้ทันสมัยและรองรับการใช้งานในทุกแพลตฟอร์ม

เสียงสะท้อนจากแฟนบอลกับการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้

จากการสำรวจความคิดเห็นของแฟนบอลกว่า 19,500 ราย พบว่ากว่า 84% ต้องการให้สโมสรยังคงรักษาอัตลักษณ์เดิมไว้ ไม่ว่าจะเป็นรูปปราสาท, ม้าน้ำ หรือโล่สีขาวดำ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของสโมสร ดังนั้นคำถามที่ว่า ทำไม Newcastle ถึงเปลี่ยนตราสโมสรใหม่ ในมุมมองของทีมบริหาร คือการหาจุดสมดุลระหว่าง ‘การรักษาประวัติศาสตร์’ กับ ‘การก้าวเข้าสู่ยุคใหม่’ นั่นเอง

  • การโหวตเลือกตราใหม่จะเริ่มต้นขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคมนี้
  • ผู้ที่มีสิทธิ์โหวตคือผู้ถือตั๋วปี สมาชิก และแฟนบอลบางกลุ่ม
  • กระบวนการออกแบบได้รับความร่วมมือจากการรับฟังเสียงปรึกษาหารืออย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม กระแสวิพากษ์วิจารณ์ก็มีอยู่ไม่น้อย แฟนบอลบางท่านมองว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของกระแสอุตสาหกรรมฟุตบอลที่มักจะลดทอนความหมายเดิมให้กลายเป็นเพียงสินค้าเชิงพาณิชย์ แต่ในขณะเดียวกัน แฟนบอลอีกส่วนหนึ่งก็มองว่าความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมชาติที่สโมสรต้องปรับตัวให้ทันโลก เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว

ไม่ว่าผลลัพธ์ของการปรับเปลี่ยนตราสโมสรในครั้งนี้จะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือความผูกพันของแฟนบอลที่มีต่อสโมสร Newcastle United จะยังคงมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง สุดท้ายนี้เราคงต้องมาลุ้นกันว่าหน้าตาตราใหม่ของทัพสาลิกาดงจะเป็นอย่างไร จะออกมาดูทันสมัยหรือยังคงความขลังได้มากน้อยแค่ไหน แต่เชื่อเถอะว่าไม่ว่าสัญลักษณ์จะเปลี่ยนไปอย่างไร จิตวิญญาณความเป็นทีมสีขาวดำจะยังคงอยู่ในใจกองเชียร์เสมอ

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ถึงเวลาจบยุค Gianni Infantino ประธานฟุตบอล La Liga

ถึงเวลาจบยุค Gianni Infantino ประธานฟุตบอล La Liga

วงการฟุตบอลโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อ Javier Tebas ประธานลีกสเปน หรือ La Liga ออกมาวิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนว่า ถึงเวลาจบยุค Gianni Infantino ประธานฟุตบอล La Liga และ FIFA โดยมองว่าการบริหารงานในปัจจุบันกำลังส่งผลเสียอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมฟุตบอลในภาพรวม

วิกฤตศรัทธา: ถึงเวลาจบยุค Gianni Infantino ประธานฟุตบอล La Liga จริงหรือ?

Javier Tebas ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อดังอย่าง La Gazzetta dello Sport โดยระบุว่าเขารู้สึกไม่พอใจอย่างมากกับการตัดสินใจต่างๆ ของ FIFA ไม่ว่าจะเป็นการพักดื่มน้ำในระหว่างการแข่งขันที่ดูเหมือนจะเป็นการหาโอกาสแทรกโฆษณามากกว่าการดูแลสุขภาพนักกีฬา หรือแม้แต่การขยายเวลาพักครึ่งในการแข่งขันฟุตบอลโลกนัดชิงชนะเลิศที่ยาวนานกว่า 27 นาที Tebas เชื่อมั่นว่าพฤติกรรมเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า FIFA ไม่ได้แคร์ฟุตบอล แต่แคร์ผลประโยชน์ของตนเองมากกว่า

ทำไม La Liga ถึงมองว่าถึงเวลาจบยุค Gianni Infantino ประธานฟุตบอล La Liga?

นอกเหนือจากเรื่องการจัดการแข่งขันที่ดูไม่เป็นมืออาชีพ Tebas ยังได้กล่าวถึงระบบการเลือกตั้งของ FIFA ที่ถูกมองว่า “เน่าเฟะ” โดยที่ไม่มีคู่แข่งกล้าลงชิงตำแหน่งเพราะเกรงกลัวอิทธิพล นอกจากนี้ยังมีกรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับการระงับโทษแบนของนักเตะสหรัฐฯ อย่าง Folarin Balogun ที่ได้รับการแทรกแซงจากระดับสูง ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่ามาตรฐานฟุตบอลโลกกำลังถูกทำลายลงทีละน้อย

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดตามมุมมองของประธาน La Liga คือแผนงานในอนาคตของ FIFA ที่จะขยายทัวร์นาเมนต์ให้มีทีมเข้าร่วมถึง 64 ทีม ซึ่ง Tebas มองว่าเป็นความพยายามที่ไร้เหตุผลและทำลายรากฐานของฟุตบอลในประเทศต่างๆ ที่เป็นหัวใจหลักในการสร้างงานและสร้างรายได้ให้กับทั้งอุตสาหกรรม

  • การเปลี่ยนแปลงกฎการแข่งขันท้ายเกมที่กระทบต่อนักฟุตบอล
  • ความเหลื่อมล้ำในการตัดสินของ FIFA
  • การให้ความสำคัญกับผลประโยชน์มากกว่าการพัฒนาฟุตบอลระดับลากหญ้า

แม้หลายคนจะเห็นด้วยกับความคิดของ Tebas แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมาคัดค้านเพราะเกรงกลัวอำนาจมืดภายในองค์กร อย่างไรก็ตาม ข้อความที่สื่อออกมาถึงแฟนบอลคือ เราต้องตระหนักถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจที่ขาดความรับผิดชอบ และการหันมาให้ความสำคัญกับฟุตบอลในลีกระดับประเทศที่พวกเราทุกคนมีส่วนร่วมยังคงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในยุคที่ฟุตบอลโลกกำลังถูกครอบงำด้วยผลประโยชน์ส่วนบุคคล

คุณล่ะคิดว่าอย่างไร? หากองค์กรระดับโลกยังคงเดินหน้าด้วยวิธีนี้ ฟุตบอลที่เราหลงรักในทุกวันนี้จะยังคงเหมือนเดิมอีกต่อไปหรือไม่ หรือนี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของรอยร้าวที่ยากจะประสาน

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

คนร้ายปลอมตัวเป็นต่างชาติ งัดเซฟร้านเอ็กซ์เชนจ์ในห้างดัง

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวอาชญากรรมที่น่าตกใจ โดยล่าสุดเกิดเหตุการณ์อุกอาจเมื่อ คนร้ายปลอมตัวเป็นต่างชาติ งัดเซฟร้านเอ็กซ์เชนจ์ในห้างดัง ใจกลางจังหวัดภูเก็ต ซึ่งใช้เวลาลงมือเพียงแค่ไม่กี่นาที แต่กวาดเงินไปได้มากกว่า 6 แสนบาท สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่เป็นอย่างมาก

เจาะลึกเหตุการณ์ คนร้ายปลอมตัวเป็นต่างชาติ งัดเซฟร้านเอ็กซ์เชนจ์ในห้างดัง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงค่ำของวันที่ 20 กรกฎาคม 2569ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 21 กรกฎาคม โดยคนร้ายมีลักษณะรูปพรรณคล้ายชาวต่างชาติ สวมหมวกแก็ป แว่นตากรอบสีดำ และสวมถุงมือยางอย่างมิดชิด เดินเข้ามาปฏิบัติการอย่างใจเย็น ซึ่งพฤติกรรมนี้ทำให้เจ้าหน้าที่คาดการณ์ว่า คนร้ายปลอมตัวเป็นต่างชาติ งัดเซฟร้านเอ็กซ์เชนจ์ในห้างดัง อาจไม่ใช่คนต่างชาติจริงๆ แต่อาจจะเป็นการอำพรางตัวเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่และกล้องวงจรปิดมากกว่า

เบาะแสและพฤติการณ์สุดอุกอาจ

จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบว่าคนร้ายใช้เวลาเพียง 3 นาทีในการเปิดเซฟและหยิบเงินสกุลต่างๆ ออกไปได้อย่างแม่นยำ ซึ่งประเด็นนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อสังเกตว่า คนร้ายอาจมีข้อมูลเรื่องรหัสตู้เซฟเป็นอย่างดี หรืออาจเป็นคนใกล้ชิดในร้าน นี่คือสรุปเบื้องต้นของสิ่งที่เกิดขึ้น:

  • คนร้ายสวมใส่เสื้อผ้าและอุปกรณ์อำพรางตัวครบชุด
  • เลือกลงมือก่อนห้างปิดให้บริการเพียงไม่นาน
  • สามารถเปิดตู้เซฟได้รวดเร็วผิดปกติ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนทั่วไป
  • กวาดเงินสดไปหลายสกุล รวมมูลค่าแล้วกว่า 627,083 บาท

ทางด้าน พ.ต.อ.สมศักดิ์ ทองเกลี้ยง ผกก.สภ.วิชิต ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนเร่งติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกำหมายโดยเร็วที่สุด โดยมีการเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาสอบปากคำเพิ่ม ทั้งนี้ ความปลอดภัยในห้างสรรพสินค้าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การที่คนร้ายสามารถแฝงตัวเข้าไปก่อเหตุได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ ถือเป็นบทเรียนราคาแพงให้กับร้านค้าต่างๆ ในการเพิ่มความเข้มงวดด้านระบบความปลอดภัยและกล้องวงจรปิดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เราหวังว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถตามจับกุมผู้กระทำผิดในคดีนี้ได้โดยเร็ว เพราะนอกจากความเสียหายเชิงตัวเลขแล้ว ยังสร้างความกังวลใจให้กับผู้พักอาศัยและนักท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตอีกด้วย สำหรับใครที่ประกอบธุรกิจห้างร้าน อย่าลืมตรวจสอบรหัสตู้เซฟและระบบรักษาความปลอดภัยของร้านท่านให้รัดกุมที่สุด เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝันแบบนี้ครับ

ที่มา – คนร้ายปลอมตัวเป็นต่างชาติ งัดเซฟร้านเอ็กซ์เชนจ์ในห้างดัง ได้เงินไปกว่า 6 แสนบาท

สั่งจำคุก ประสิทธิ์ เจียวก๊ก 4 ปี 12 เดือน คดีหลบหนีศาล

สั่งจำคุก ประสิทธิ์ เจียวก๊ก 4 ปี 12 เดือน คดีหลบหนีศาล

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับข่าวคราวล่าสุดจากศาลอาญา กรณีการพิพากษาคดีของ นายประสิทธิ์ เจียวก๊ก นักธุรกิจชื่อดังที่ตกเป็นจำเลยในคดีฉ้อโกงประชาชน ซึ่งบทลงโทษในครั้งนี้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความพยายามหลบหนีระหว่างการคุมขัง ซึ่งถือเป็นคดีที่สร้างความฮือฮาไปทั่วประเทศเมื่อปลายปี 2565 ที่ผ่านมา

หากเราย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ดังกล่าว จะพบว่าการสั่งจำคุก ประสิทธิ์ เจียวก๊ก 4 ปี 12 เดือน คดีหลบหนีศาล นั้นไม่ใช่แค่การตัดสินความผิดฐานหลบหนีเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในสถานที่ราชการอีกด้วย โดยศาลได้พิจารณาจากพยานหลักฐานที่ชัดเจนว่ามีการวางแผนร่วมกับ นายสมประสงค์ ทิพย์สุคน ซึ่งเป็นผู้ช่วยเหลือในการเตรียมเสื้อผ้าและเงินสดเพื่อใช้สำหรับการหลบหนีจากห้องพิจารณาคดี

รายละเอียดการตัดสินคดีและการชดใช้ความผิด

สำหรับคำพิพากษาในครั้งนี้ ศาลได้สั่งจำคุก นายสมประสงค์ เป็นเวลา 3 ปี 6 เดือน จากความผิดฐานช่วยเหลือผู้ต้องขังให้หลุดพ้นจากการคุมขัง ในขณะที่ทางฝั่งของ นายประสิทธิ์ เจียวก๊ก นั้น จะได้รับโทษเพิ่มขึ้นจากการรวมความผิดหลายฐาน ทั้งการลักทรัพย์กุญแจข้อเท้าของกรมราชทัณฑ์ และการพยายามหลบหนี ซึ่งหลังจากได้รับสารภาพ ศาลจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งจนเหลือโทษจำคุกรวม 4 ปี 12 เดือน

  • ความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ: จำคุก 7 ปี (ลดเหลือ 3 ปี 6 เดือน)
  • ความผิดฐานหลบหนีระหว่างถูกคุมขัง: จำคุก 3 ปี (ลดเหลือ 1 ปี 6 เดือน)
  • รวมโทษทั้งหมด: จำคุก 4 ปี 12 เดือน และให้นับโทษต่อจากคดีเดิมอีก 6 คดี

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงต้องมีการตัดสินรวดเร็วและเด็ดขาดขนาดนี้ นั่นเป็นเพราะเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายในสถานที่ราชการอย่างศาลอาญา ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ท้าทายกฎหมายและสร้างความเสียหายต่อระบบการควบคุมตัวผู้ต้องหาของทางราชการเป็นอย่างมาก การที่ศาลมีคำสั่งสั่งจำคุก ประสิทธิ์ เจียวก๊ก 4 ปี 12 เดือน คดีหลบหนีศาล ในครั้งนี้ จึงถือเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต

บทเรียนสำคัญจากคดีนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ความผิดที่ได้รับ แต่ยังรวมไปถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำลงไป การพยายามหลบหนีมิได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ในทางกลับกันมันกลับเป็นการเพิ่มโทษให้หนักหนาสาหัสกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว โดยเฉพาะเมื่อต้องนับโทษต่อเนื่องจากคดีฉ้อโกงประชาชนเดิมอีก 6 คดี ซึ่งนั่นหมายความว่าชีวิตหลังจากนี้ของนายประสิทธิ์จะต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงภายใต้กรงขังอีกยาวนาน

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจสำหรับผู้ที่คิดจะละเมิดกฎหมายว่า ศาลยุติธรรมไทยมีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด และความพยายามในทางที่ผิดมักจะมีจุดจบที่หนักหนากว่าเดิมเสมอ สุดท้ายแล้วความยุติธรรมย่อมต้องดำเนินไปตามครรลองของกฎหมายอย่างไม่มีข้อยกเว้น

ที่มา – สั่งจำคุก “ประสิทธิ์ เจียวก๊ก” 4 ปี 12 เดือน คดีหลบหนีศาล คนช่วยโดน 3 ปี 6 เดือน

“เรวัช” โผล่ภูมิใจไทย ขออาสาเป็นทีมงานแก้ยาเสพติด ไม่รับตำแหน่ง-เงินเดือน

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมาก เมื่อ พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีตผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.) ได้ปรากฏตัวที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ท่ามกลางความสงสัยว่ามีการเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือไม่ แต่เจ้าตัวได้ออกมาไขข้อข้องใจทันทีว่า “เรวัช” โผล่ภูมิใจไทย ขออาสาเป็นทีมงานแก้ยาเสพติด ไม่รับตำแหน่ง-เงินเดือน โดยเจตนาหลักคือต้องการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันนโยบายปราบปรามปัญหายาเสพติดให้เห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น

“เรวัช” โผล่ภูมิใจไทย ขออาสาเป็นทีมงานแก้ยาเสพติด ไม่รับตำแหน่ง-เงินเดือน เพื่อความปลอดภัยของสังคม

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อ พล.ต.ท.เรวัช ได้พบกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึงนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ โดยเน้นย้ำว่าการเดินทางมาในครั้งนี้ไม่ได้มาสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองแต่อย่างใด แต่มีเป้าหมายเพื่อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบเด็ดขาด โดยเฉพาะเคสผู้ที่เสพยาจนมีอาการคลุ้มคลั่งทั่วประเทศที่มีตัวเลขสูงกว่า 2,000 คน ซึ่งสร้างความหวาดระแวงให้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

เหตุผลเบื้องหลังการอาสาช่วยงานของอดีตมือปราบในตำนาน

พล.ต.ท.เรวัช ได้สะท้อนมุมมองผ่านประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาว่า ปัญหายาเสพติดในปัจจุบันมักเป็นวงจรเดิมๆ คือเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมแล้วส่งต่อให้แพทย์ แต่เมื่อผู้ป่วยได้รับยาแล้วกลับไปที่บ้าน ก็ยังมักจะกลับมาเสพซ้ำและคลุ้มคลั่งเหมือนเดิม ดังนั้น “เรวัช” โผล่ภูมิใจไทย ขออาสาเป็นทีมงานแก้ยาเสพติด ไม่รับตำแหน่ง-เงินเดือน ครั้งนี้ จึงเป็นการเสนอตัวเข้ามาเป็นที่ปรึกษาเบื้องหลังเพื่อหาแนวทาง “เก็บ” ผู้ป่วยเหล่านี้ออกจากพื้นที่ชุมชนเพื่อความปลอดภัยของคนบริสุทธิ์ โดยเขายืนยันชัดเจนว่า:

  • ไม่มีความประสงค์เข้าสู่สนามการเมือง
  • ไม่ขอรับตำแหน่งทางการเมืองใดๆ
  • ไม่ขอรับเงินเดือน หรือค่าตอบแทน ทุกรูปแบบ
  • เน้นการทำงานจริงเชิงรุกเพื่อลดปัญหาสังคม

ความตั้งใจของ พล.ต.ท.เรวัช ในครั้งนี้ ถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม เพราะในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านยาเสพติดมือหนึ่ง หลายคนเชื่อว่าองค์ความรู้ของเขาจะช่วยให้รัฐบาลสามารถจัดการกับปัญหาที่เรื้อรังมานานได้ดีขึ้น หากรัฐบาลหยิบยกประเด็นนี้มาเป็นวาระเร่งด่วนและจริงจัง เราอาจเห็นมาตรการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม การมีบุคคลผู้มีความมุ่งมั่นตั้งใจจริงแบบไม่หวังผลประโยชน์มาเป็นกำลังเสริม ย่อมสร้างความอุ่นใจให้กับพี่น้องประชาชนที่ต้องเผชิญกับปัญหายาเสพติดในชีวิตประจำวันได้แน่นอน

ที่มา – “เรวัช” โผล่ภูมิใจไทย ขออาสาเป็นทีมงานแก้ยาเสพติด ไม่รับตำแหน่ง-เงินเดือน