วัน: 21 กรกฎาคม 2026

“มาดามเดียร์” ซัด “TH-AI Passport” ฟื้นคืนชีพผ่านกองทุนดิจิทัลฯ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในทันที เมื่อมีการเปิดเผยข้อมูลเรื่องการใช้งบประมาณจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือกองทุนดีอี โดยล่าสุด “มาดามเดียร์” ซัด “TH-AI Passport” ฟื้นคืนชีพผ่านกองทุนดิจิทัลฯ ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่ในการบริหารจัดการเงินงบประมาณแผ่นดินที่น่าตั้งคำถามครับ

“มาดามเดียร์” ซัด “TH-AI Passport” ฟื้นคืนชีพผ่านกองทุนดิจิทัลฯ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างงบประมาณปี 2570 เมื่อนางสาววทันยา บุนนาค ได้ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ประเด็นสำคัญคือการที่โครงการ TH-AI Passport ซึ่งเคยถูกสภาฯ ตัดงบประมาณไปแล้วในขั้นตอนปกติ แต่กลับไปโผล่และได้รับอนุมัติผ่านกองทุนฯ นี้อย่างน่าสงสัย

เปิดเบื้องหลัง “มาดามเดียร์” ซัด “TH-AI Passport” ฟื้นคืนชีพผ่านกองทุนดิจิทัลฯ

ความน่าสนใจของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ตัวโครงการ แต่เป็นวิธีการทำงานของเจ้าหน้าที่ สดช. ที่ถูกตั้งคำถามว่ากำลังใช้กองทุนฯ เป็นเสมือน “งบคู่ขนาน” หรือไม่ โดยจากคำชี้แจงในที่ประชุม เลขาธิการ สดช. ยอมรับว่าโครงการนี้ถูกตัดงบไปแล้วจากสำนักงบประมาณจริงๆ แต่ทางกองทุนฯ กลับเลือกที่จะอนุมัติให้เดินหน้าต่อ ซึ่งประเด็นนี้สร้างความไม่พอใจให้กับกรรมาธิการหลายท่าน

สิ่งที่พวกเราในฐานะประชาชนควรรู้พฤติกรรมนี้มีประเด็นน่ากังวล ดังนี้:

  • ความซ้ำซ้อนของการใช้งบประมาณ: เมื่อสำนักงบประมาณปัดตกไปแล้ว กองทุนฯ ไม่ควรกลับมาอนุมัติซ้ำ
  • ภาระในอนาคต: การทำโครงการที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนจะกลายเป็นภาระภาษีในการบำรุงรักษาระบบระยะยาว
  • ความโปร่งใสของ สดช.: ขาดการรายงานสถานะการเงินที่ชัดเจนต่อ กมธ.

ความเห็นส่วนตัวในฐานะที่ติดตามเรื่องนี้ มองว่าการบริหารเงินดิจิทัลเพื่อประเทศควรมีความเข้มงวดมากกว่านี้ หากโครงการไหนไม่ผ่านการกลั่นกรองจากสภาฯ ก็ไม่ควรหาช่องทางดึงเงินจากกองทุนฯ มาใช้แบบนี้ เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์คือภาษีของประชาชนทุกคนครับ หวังว่าหน่วยงานรัฐจะออกมาชี้แจงให้ชัดเจนกว่านี้เพื่อความสบายใจของสาธารณชน

ที่มา – “มาดามเดียร์” ซัด “TH-AI Passport” ฟื้นคืนชีพผ่านกองทุนดิจิทัลฯ

สกัดจับขบวนการขนไอซ์ ยึดของกลาง 600 กก. รถ 4 คัน

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงได้ติดตามข่าวการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจกันอยู่บ่อยครั้ง ล่าสุดมีรายงานข่าวใหญ่ที่น่าสนใจมากครับ คือเหตุการณ์ สกัดจับขบวนการขนไอซ์ ยึดของกลาง 600 กก. รถ 4 คัน ซึ่งถือเป็นการกวาดล้างครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคเหนือเลยทีเดียว

สกัดจับขบวนการขนไอซ์ ยึดของกลาง 600 กก. รถ 4 คัน

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 18 ก.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ สภ.พาน บูรณาการกำลังกันอย่างเข้มข้น หลังจากสืบทราบว่ามีขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติพยายามลำเลียงไอซ์ล็อตใหญ่จากชายแดนเข้าสู่พื้นที่ตอนใน ผู้ต้องหากลุ่มนี้แสบมากครับ มีการใช้รถหลายคันพยายามสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเพื่อหลบหลีกด่านตรวจของเจ้าหน้าที่

เปิดปูมหลังการสกัดจับขบวนการขนไอซ์ ยึดของกลาง 600 กก. รถ 4 คัน

พฤติกรรมของแก๊งนี้คือการขับรถแยกกันแล้วลัดเลาะไปตามเส้นทางสายรองและถนนในหมู่บ้าน เพื่อเลี่ยงด่านป่าตึง แต่ด้วยความแม่นยำของสายข่าว ทำให้เจ้าหน้าที่ สภ.พาน วางกำลังสกัดกั้นจนเกิดการไล่ล่าอย่างดุเดือด บริเวณหน้าโรงพยาบาลพาน และสามารถหยุดรถตู้ต้องสงสัยไว้ได้

จากการตรวจสอบพบของกลางที่น่าตกใจมากครับ:

  • ไอซ์บรรจุอยู่ในกระสอบจำนวน 24 กระสอบ
  • น้ำหนักรวมกว่า 600 กิโลกรัม
  • รถยนต์ที่ใช้ในขบวนการอีก 4 คัน
  • จับกุมผู้ต้องหาได้รวม 4 ราย

สำหรับการขยายผลครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ไม่ปล่อยผ่านครับ เช้าวันต่อมายังบุกไปถึงพื้นที่ ต.น้ำดิบ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน เพื่อรวบตัวผู้ร่วมขบวนการเพิ่มเติม ซึ่งเป็นชายวัย 70 ปี ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรถยนต์ที่ใช้ในการขนยาเสพติดครั้งนี้ด้วย เรียกได้ว่าเป็นการทลายรังใหญ่ที่ทำลายอนาคตเยาวชนของเราไปได้มหาศาลเลยทีเดียว

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความทุ่มเทของเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกท่านที่ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อความปลอดภัยของสังคมไทย เราในฐานะประชาชนคงต้องเป็นหูเป็นตาแทนเจ้าหน้าที่ด้วยนะครับ ถ้าเห็นสิ่งผิดปกติในชุมชน ให้รีบแจ้งเบาะแสทันที เพื่อสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่สำหรับลูกหลานของเรา

ที่มา – สกัดจับขบวนการขนไอซ์ ยึดของกลาง 600 กก. รถ 4 คัน เร่งขยายผลเครือข่าย

ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 22 กรกฎาคม 2569 น้ำมันแต่ละปั๊มเท่าไร

เชื่อว่าคนใช้รถหลายคนคงตื่นตัวกับสถานการณ์พลังงานกันอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะการเช็ก ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 22 กรกฎาคม 2569 น้ำมัน “เบนซิน-ดีเซล” แต่ละปั๊มลิตรละเท่าไร ก่อนที่จะขับรถออกจากบ้านไปเติมน้ำมันให้เต็มถังเพื่อเตรียมตัวลุยงานหรือเดินทางท่องเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้ครับ

ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 22 กรกฎาคม 2569 น้ำมัน “เบนซิน-ดีเซล” แต่ละปั๊มลิตรละเท่าไร

วันนี้เราได้รวบรวมข้อมูลอัปเดตล่าสุดสำหรับการประกาศราคาขายปลีกน้ำมันจากสถานีบริการชั้นนำในประเทศไทย เพื่อให้คุณผู้อ่านได้เตรียมตัววางแผนการใช้จ่ายและการเดินทางได้อย่างแม่นยำที่สุดครับ

รายละเอียดราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 22 กรกฎาคม 2569 แต่ละสถานีบริการ

หากใครที่สงสัยว่าตกลงแล้ว ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 22 กรกฎาคม 2569 น้ำมัน “เบนซิน-ดีเซล” แต่ละปั๊มลิตรละเท่าไร เรามาดูรายละเอียดแยกตามแบรนด์ดังกันครับ

ปั๊มบางจากและปตท.

สำหรับบางจากและปตท. ราคาน้ำมันดีเซล B20 อยู่ที่ 29.94 บาท/ลิตร ส่วนกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 ยังคงมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ขับขี่สามารถตรวจสอบตู้จ่ายหน้าปั๊มก่อนชำระเงินทุกครั้ง

ปั๊มเชลล์ พีที ซัสโก้ และคาลเท็กซ์

ทางด้านปั๊มเชลล์ พีที ซัสโก้ และคาลเท็กซ์ ก็มีการประกาศราคาที่เป็นมาตรฐานเช่นกัน โดยส่วนใหญ่น้ำมันดีเซลทั่วไปจะอยู่ที่ 34.94 บาท/ลิตร ส่วนกลุ่มพรีเมียมราคาจะขยับขึ้นสูงกว่าเล็กน้อยตามคุณภาพและการบำรุงรักษาเครื่องยนต์ครับ

  • ดีเซล B20 ราคา 29.94 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 95 ราคาประมาณ 34.94 บาท/ลิตร
  • เบนซิน 95 ราคามากกว่า 43-44 บาท/ลิตร

การติดตาม ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 22 กรกฎาคม 2569 น้ำมัน “เบนซิน-ดีเซล” แต่ละปั๊มลิตรละเท่าไร ถือเป็นนิสัยที่ดีของผู้ใช้รถ เพราะนอกจากจะช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวแล้ว ยังทำให้เราทราบถึงแนวโน้มของราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่มักจะแปรผันตามราคาน้ำมันอีกด้วย หากท่านขับรถคันใหญ่และต้องเดินทางไกล การวางแผนเติมน้ำมันจากปั๊มที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณประหยัดเงินในกระเป๋าได้อีกหลายร้อยบาทต่อเดือนเลยทีเดียว ขอให้ทุกท่านเดินทางด้วยความปลอดภัยครับ

ที่มา – ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 22 กรกฎาคม 2569 น้ำมัน “เบนซิน-ดีเซล” แต่ละปั๊มลิตรละเท่าไร

เจาะลึกทุกเรื่องที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับ Wafcon 2026

เจาะลึกทุกเรื่องที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับ Wafcon 2026

ในที่สุด แฟนบอลทั่วโลกก็ได้เฮกันเสียที! งานฟุตบอลหญิงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในแอฟริกาอย่าง Wafcon 2026 กำลังจะระเบิดความมันส์ขึ้นแล้ว โดยครั้งนี้โมร็อกโกยังคงรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันติดต่อกันเป็นครั้งที่ 3 แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการประกาศเลื่อนการแข่งขันออกมาเพียง 12 วันก่อนกำหนดการเดิม แต่สถานการณ์ตอนนี้ถือว่าพร้อมเต็มสูบสำหรับทัวร์นาเมนต์ที่ขยายใหญ่ขึ้นเป็น 16 ทีม

สรุปข้อมูลสำคัญที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับ Wafcon 2026

การแข่งขัน Wafcon 2026 รอบนี้ถือว่ามีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะไม่ใช่แค่การชิงความเป็นหนึ่งของทวีปแอฟริกาเท่านั้น แต่ยังเป็นตั๋วผ่านทางสู่การแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลก 2027 ที่ประเทศบราซิลอีกด้วย โดยทีมที่ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศจะคว้าตั๋วไปลุยบอลโลกได้ทันที ส่วนทีมที่แพ้ในรอบก่อนรองชนะเลิศยังมีโอกาสไปลุ้นต่อในรอบเพลย์ออฟระหว่างทวีป

ทำความรู้จักกลุ่มการแข่งขันใน Wafcon 2026

ทีมทั้ง 16 ทีมถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีม โดยเจ้าภาพโมร็อกโกอยู่ในกลุ่ม A ร่วมกับแอลจีเรีย เซเนกัล และเคนยา ส่วนแชมป์เก่าอย่างไนจีเรีย อยู่ในกลุ่ม C ร่วมกับแซมเบีย อียิปต์ และทีมหน้าใหม่อย่างมาลาวี สำหรับกลุ่ม B มีทีมแข็งแกร่งอย่างแอฟริกาใต้ และกลุ่ม D มีกานา แคเมอรูน มาลี และเคปเวิร์ด เตรียมความพร้อมไว้ให้ดีเพราะแต่ละกลุ่มต่างมีศักยภาพที่สูสีกันมาก

สำหรับสนามแข่งขันในครั้งนี้ โมร็อกโกเลือกใช้ 5 สนามหลักในเมืองราบัตและคาซาบลังกา เพื่อรองรับแมตช์การแข่งขันทั้งหมด 34 นัด โดยจะเริ่มเตะนัดเปิดสนามในวันที่ 26 กรกฎาคม และนัดตัดสินแชมป์ในวันที่ 16 สิงหาคมนี้ โดยแฟนบอลสามารถรับชมความสนุกที่คาดว่าจะเต็มไปด้วยแท็กติกสุดแพรวพราวจากโค้ชชั้นนำระดับโลกที่มาคุมทีมในทัวร์นาเมนต์นี้

หากถามว่าใครคือทีมเต็ง? แน่นอนว่า ไนจีเรีย ในฐานะแชมป์เก่าและทีมอันดับหนึ่งของทวีปยังคงเป็นตัวเต็งเบอร์หนึ่ง แต่ห้ามประมาทโมร็อกโกเจ้าภาพที่ทุ่มงบประมาณพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างหนัก และหวังจะคว้าแชมป์ให้ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ภายใต้การคุมทีมของโค้ชดีกรีแชมป์โลกอย่าง ฮอร์เก วิลดา

ร่วมลุ้นและส่งกำลังใจให้เหล่าแข้งสาวระดับแนวหน้าของทวีปแอฟริกาในการไล่ล่าความฝันสู่เวทีระดับโลก เพราะทุกนาทีในสนามล้วนมีความหมายต่ออนาคตของพวกเธอ มาติดตามกันว่า Wafcon 2026 ครั้งนี้ ทีมใดจะผงาดคว้ารางวัลชนะเลิศไปครองได้สำเร็จ!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ประวัติ รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ว่าที่ปลัดกระทรวงเกษตรฯ คนที่ 33

ประวัติ รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ว่าที่ปลัดกระทรวงเกษตรฯ คนที่ 33

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ หลังจากที่มีมติคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ขึ้นทำหน้าที่เป็นปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนใหม่ หลายคนอาจอยากรู้จักตัวตนและเส้นทางการทำงานของท่านให้มากขึ้น วันนี้เราจะมาเจาะลึก ประวัติ รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ว่าที่ปลัดกระทรวงเกษตรฯ คนที่ 33 ที่เรียกได้ว่าเป็น “ลูกหม้อ” ตัวจริงเสียงจริงของกระทรวงเกษตรฯ เลยก็ว่าได้

เส้นทางการศึกษาและจุดเริ่มต้นการทำงาน

นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และคว้าปริญญาโทสาขารัฐประศาสนศาสตร์จาก Chaminade University of Honolulu ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งพื้นฐานความรู้เหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อการบริหารงานในสายงานเกษตรกรรมของท่านในเวลาต่อมา หากดูจาก ประวัติ รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ว่าที่ปลัดกระทรวงเกษตรฯ คนที่ 33 ท่านได้สะสมประสบการณ์ผ่านบทบาทสำคัญมากมายในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอัครราชทูตฝ่ายการเกษตรประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. หรือผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)

ผลงานและการเติบโตในสายงานข้าราชการ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ท่านได้แสดงวิสัยทัศน์ในตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง เช่น:

  • เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
  • รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • อธิบดีกรมวิชาการเกษตร

ในบทบาทอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ท่านมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายการเกษตรระดับชาติ และเป็นที่รู้จักในฐานะผู้บริหารที่รับมือกับสถานการณ์ท้าทายต่างๆ อย่างใจเย็นและเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นงานด้านวิจัยหรือการจัดการพืชสวนโลก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมในการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวงฯ คนที่ 33 อย่างเต็มภาคภูมิ

มุมมองต่อก้าวสำคัญในอนาคต

การได้รับตำแหน่งในครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นและองค์ความรู้ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานของ นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ด้วยประสบการณ์การทำงานทั้งในและต่างประเทศ ท่านจะเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันภาคการเกษตรของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและก้าวทันต่อโลกยุคใหม่ เราเชื่อมั่นว่าการบริหารงานของท่านในอนาคตจะช่วยสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับพี่น้องเกษตรกรไทยได้เป็นอย่างดี ถือเป็นอีกหนึ่งคลื่นลูกใหม่ที่น่าจับตามองในแวดวงข้าราชการไทย

ที่มา – ประวัติ “รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์” ว่าที่ปลัดกระทรวงเกษตรฯ คนที่ 33

“ศุภมาส” นำทีม สคบ. ลุยตรวจสังฆทานย่านเสาชิงช้า ลั่นของต้องดีราคาต้องชัด

ช่วงใกล้เทศกาลวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาแบบนี้ หลายท่านคงกำลังเตรียมตัวหาซื้อชุดสังฆทานเพื่อไปทำบุญกันใช่ไหมครับ แต่ก่อนที่เราจะไปถวายสังฆทานด้วยจิตอันเป็นกุศล วันนี้มีข่าวสำคัญจากทางภาครัฐมาฝากกัน เพราะล่าสุด “ศุภมาส” นำทีม สคบ. ลุยตรวจสังฆทานย่านเสาชิงช้า ลั่นของต้องดีราคาต้องชัด เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสนำสินค้าไม่มีคุณภาพมาวางจำหน่ายครับ

“ศุภมาส” นำทีม สคบ. ลุยตรวจสังฆทานย่านเสาชิงช้า ลั่นของต้องดีราคาต้องชัด

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะทำงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่เชิงรุกตรวจสอบร้านสังฆภัณฑ์ย่านเสาชิงช้า ซึ่งถือเป็นแหล่งรวมร้านค้าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ โดยย้ำชัดเจนว่า การทำบุญต้องได้ของที่มีคุณภาพ และราคาต้องมีความโปร่งใส ไม่ปล่อยให้ความศรัทธาของประชาชนถูกเอาเปรียบจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน “ศุภมาส” นำทีม สคบ. ลุยตรวจสังฆทานย่านเสาชิงช้า ลั่นของต้องดีราคาต้องชัด เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่เหล่าพุทธศาสนิกชนก่อนถึงช่วงเทศกาลเข้าพรรษาที่จะถึงนี้

หลักการเลือกซื้อสังฆทานให้คุ้มค่าและถูกต้องตามกฎหมาย

การเลือกซื้อชุดสังฆทานให้ปลอดภัยและได้บุญเต็มเปี่ยม มีข้อแนะนำพื้นฐานที่ผู้บริโภคควรทราบ ดังนี้ครับ:

  • ตรวจสอบฉลากให้ละเอียด: สินค้าควรระบุชื่อผู้ผลิต รายละเอียดสินค้า ราคาต่อชิ้น ราคารวม และวันหมดอายุที่ชัดเจน
  • หลีกเลี่ยงสินค้าเสื่อมสภาพ: ระวังการนำของมาจัดรวมกันแล้วทำให้อายุการใช้งานสั้นลง เช่น ของใช้ในครัวเรือนอยู่รวมกับอาหาร
  • ความเป็นธรรมด้านราคา: สินค้าต้องมีการติดป้ายแสดงราคาสินค้าแต่ละรายการและราคาชุดสังฆทานรวมอย่างชัดเจน

รัฐบาลเน้นย้ำเรื่องบทลงโทษสำหรับผู้ประกอบการที่ละเลยต่อกฎหมาย ทั้งนี้หากไม่ติดฉลากให้ถูกต้อง มีโทษจำคุกและปรับตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ยังสั่งการไปยังคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัดทุกแห่งให้ช่วยกันสอดส่องดูแล ให้มั่นใจได้ว่าเงินทำบุญทุกบาทของประชาชนจะไม่สูญเปล่า

บทสรุปของเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่การจัดการผู้ทำผิด แต่เป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้การทำบุญในไทยมีความโปร่งใส ของดีราคาเหมาะสมจะช่วยให้ผู้ทำบุญได้อิ่มบุญอิ่มใจ และผู้ประกอบการเองก็สามารถดำเนินกิจการได้อย่างยั่งยืนด้วยความซื่อสัตย์ครับ เพราะการทำบุญนั้นจิตใจสำคัญที่สุด แต่การเลือกของที่มีคุณภาพก็เป็นเรื่องที่เราในฐานะผู้บริโภคควรตรวจสอบด้วยตัวเองในทุกๆ ครั้งครับ

ที่มา – “ศุภมาส” นำทีม สคบ. ลุยตรวจสังฆทานย่านเสาชิงช้า ลั่นของต้องดีราคาต้องชัด

สรุปยอดลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 1.64 ล้านคน

สวัสดีเพื่อน ๆ พี่ ๆ ชาวผู้ประกันตนและท่านนายจ้างทุกท่านครับ วันนี้เรามีข่าวอัปเดตที่น่าสนใจเกี่ยวกับอนาคตของกองทุนที่เราฝากความหวังไว้ นั่นคือการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมนั่นเองครับ ล่าสุดทางสำนักงานประกันสังคมได้ออกมาเผยข้อมูลที่น่าตื่นเต้นเกี่ยวกับ สรุปยอดลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 1.64 ล้านคน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงพลังความตื่นตัวของพวกเราทุกคนได้เป็นอย่างดีเลยครับ

ความคืบหน้าน่ารู้: สรุปยอดลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 1.64 ล้านคน

จากเดิมที่เคยมีการเลือกตั้งไปเมื่อปี 2566 ซึ่งตอนนั้นมีผู้สนใจลงทะเบียนเกือบหนึ่งล้านคน มาถึงปี 2569 นี้ ยอดพุ่งกระฉูดไปแตะ 1.64 ล้านราย โดยแบ่งเป็นฝ่ายนายจ้างกว่า 1.6 หมื่นราย และฝ่ายผู้ประกันตนกว่า 1.6 ล้านรายครับ ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าทุกท่านเริ่มให้ความสำคัญกับการเลือกตัวแทนที่จะเข้าไปบริหารกองทุนประกันสังคมของเรามากขึ้น เพราะนี่คือกองทุนที่จะดูแลสิทธิประโยชน์และสุขภาพของพวกเราในระยะยาว

รอเช็กรายชื่อและสถานที่กันวันที่ 10 ส.ค. นี้

สำหรับใครที่ลงทะเบียนไว้ หลายคนคงสงสัยว่าแล้วจะไปเลือกตั้งที่ไหน? ไม่ต้องกังวลเลยครับ ทางสำนักงานประกันสังคมได้กำหนดวันดีเดย์ที่จะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิและสถานที่เลือกตั้งเอาไว้ในวันที่ 10 สิงหาคม 2569 นี้ ผ่านช่องทางง่ายๆ ดังนี้:

  • เว็บไซต์ของสำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th
  • แอปพลิเคชัน SSO Plus
  • การแจ้งเตือนทาง SMS
  • ติดต่อสอบถามที่สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ใครที่ตรวจสอบแล้วพบว่าข้อมูลผิดพลาด หรือต้องการยื่นคำร้องขอเพิ่ม-ถอนรายชื่อ ก็สามารถดำเนินการได้ภายในวันที่ 16 กันยายน 2569 อย่าลืมตรวจสอบสิทธิของตัวเองกันให้ดีนะครับ เพราะเสียงของทุกคนมีค่า เพื่อให้การบริหารกองทุนเป็นไปอย่างโปร่งใสและตอบโจทย์พวกเราจริงๆ

หากถามว่า สรุปยอดลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 1.64 ล้านคน นี้มีความสำคัญอย่างไร? คำตอบคือมันคือจุดเริ่มต้นของการสร้างความเปลี่ยนแปลงครับ การที่เราตื่นตัวออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งผู้แทนที่มีวิสัยทัศน์ เข้ามาร่วมกำหนดนโยบายให้กองทุนประกันสังคมมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสร้างความมั่นคงให้ผู้ประกันตนทุกคน จะทำให้ระบบนี้ยั่งยืนกว่าที่เคย

สุดท้ายนี้ ฝากติดตามข่าวสารกันต่อไปนะครับ เพราะในวันที่ 27 กันยายน 2569 เราจะมีนัดสำคัญในการเดินเข้าคูหาเพื่อเลือกตัวแทนตัวจริง สำหรับใครที่ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม อย่าลืมหมั่นเช็กช่องทางประชาสัมพันธ์ของสำนักงานประกันสังคมเป็นระยะนะครับ เพราะสิทธิของท่าน คืออนาคตของพวกเราทุกคนครับ

ที่มา – สรุปยอดลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 1.64 ล้านคน ประกาศชื่อ-สถานที่ 10 ส.ค.นี้

ทำไม Community Shield ถึงไปจัดที่เวลส์ในปีนี้?

ทำไม Community Shield ถึงไปจัดที่เวลส์ในปีนี้?

แฟนบอลหลายคนอาจจะสงสัยกันว่า ทำไมการแข่งขันฟุตบอลนัดเปิดสนามอย่าง Community Shield ระหว่างอาร์เซนอลและแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในวันเสาร์ที่ 16 สิงหาคมนี้ ถึงย้ายไปจัดที่ Principality Stadium ในเมืองคาร์ดิฟฟ์ ประเทศเวลส์ แทนที่จะเป็นสนามเวมบลีย์เหมือนเช่นเคย วันนี้เราจะมาไขข้อสงสัยกันแบบเป็นกันเองครับ

ทำไม Community Shield ถึงไปจัดที่เวลส์ในปีนี้?

สาเหตุหลักที่ทำให้ **ทำไม Community Shield ถึงไปจัดที่เวลส์ในปีนี้** เป็นเพราะสนามเวมบลีย์ติดภารกิจสำคัญ นั่นคือการจัดคอนเสิร์ตทัวร์ ‘After Hours til Dawn’ ของศิลปินดัง The Weekend ซึ่งจัดขึ้นในวันเดียวกับที่มีโปรแกรมแข่งฟุตบอลนัดนี้พอดีครับ ทำให้สมาคมฟุตบอลจำเป็นต้องมองหาสถานที่สำรองในการจัดการแข่งขัน

สำหรับ Principality Stadium ในเวลส์นั้น ถือว่าเป็นสนามที่มีความคุ้นเคยกับการจัดนัดชิงชนะเลิศรายการใหญ่ๆ อยู่แล้ว เพราะในช่วงปี 2001-2007 ที่เวมบลีย์กำลังปรับปรุงใหม่ ที่นี่ถือเป็นสนามหลักที่ใช้จัดทั้ง เอฟเอ คัพ และ ลีกคัพ มาแล้ว

ประวัติศาสตร์การย้ายสนามของ Community Shield

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่การแข่งขันนี้ต้องย้ายสนามออกไปจากลอนดอนครับ ในปี 2012 สนาม Villa Park ก็เคยได้รับหน้าที่จัดการแข่งขันระหว่าง แมนฯ ซิตี้ กับ เชลซี มาแล้ว เนื่องจากเวมบลีย์ติดภารกิจจัดกีฬาโอลิมปิก หรือแม้แต่ในปี 2022 ที่มีการจัดการแข่งขันที่สนาม King Power สเตเดียม เนื่องจากเวมบลีย์จัดนัดชิงฟุตบอลหญิงชิงแชมป์ยุโรป

แม้หลายคนอาจจะคุ้นชินกับการเห็นคู่ชิงเตะที่เวมบลีย์ แต่จริงๆ แล้วในอดีต Community Shield หรือชื่อเดิมอย่าง Charity Shield เคยถูกจัดมาแล้วในหลายสนามทั่วอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็น Stamford Bridge, Highbury, Old Trafford หรือแม้แต่ Maine Road ครับ

การย้ายไปเตะที่เวลส์ในครั้งนี้ อาจจะเป็นโอกาสดีที่แฟนบอลในภูมิภาคนั้นจะได้สัมผัสเกมระดับพรีเมียร์ลีกแบบใกล้ชิด ส่วนตัวผมมองว่าเป็นสีสันที่แปลกใหม่ดีเหมือนกันครับที่ฟุตบอลรายการใหญ่จะถูกกระจายความสนุกไปยังเมืองอื่นๆ บ้าง ไม่ยึดติดอยู่แค่ในลอนดอนเพียงอย่างเดียว ใครที่มีโอกาสได้ไปชมที่ Principality Stadium รับรองว่าบรรยากาศต้องสุดยอดแน่นอนครับ

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

“สุขสำรวย” ทำคลอด SML ครั้งแรก ในรอบ 3 ปี 349 โครงการ ดันเศรษฐกิจฐานรากกองทุนหมู่บ้าน

“สุขสำรวย” ทำคลอด SML ครั้งแรก ในรอบ 3 ปี 349 โครงการ ดันเศรษฐกิจฐานรากกองทุนหมู่บ้าน

ข่าวดีที่หลายคนรอคอยมานานกว่า 3 ปี ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง เมื่อ นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น โดย “สุขสำรวย” ทำคลอด SML ครั้งแรก ในรอบ 3 ปี 349 โครงการ ดันเศรษฐกิจฐานรากกองทุนหมู่บ้าน อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญสำหรับพี่น้องเกษตรกรและคนในชุมชนทั่วประเทศ

การประชุมคณะอนุกรรมการ “อนุฯ SML พลัส” ครั้งที่ 4/2569 ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบการอนุมัติงบประมาณในโครงการนำร่องจำนวน 349 โครงการ วงเงินรวมกว่า 99.5 ล้านบาท โดยเน้นย้ำว่านี่เป็นเพียงก้าวแรกที่ช่วยปลดล็อกโครงการที่ค้างคามาอย่างยาวนาน เพื่อให้เงินทุนเหล่านี้ไปถึงมือชาวบ้านและสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

ผลลัพธ์เชิงบวกจากการผลักดันในครั้งนี้

นอกจากตัวเลขงบประมาณเกือบร้อยล้านบาทแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือความตั้งใจที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยโครงการ “สุขสำรวย” ทำคลอด SML ครั้งแรก ในรอบ 3 ปี 349 โครงการ ดันเศรษฐกิจฐานรากกองทุนหมู่บ้าน นี้ มุ่งเน้นไปที่:

  • การกระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียนในระดับฐานรากให้เกิดความคล่องตัว
  • การส่งเสริมโครงการที่ผ่านการคัดกรองแล้วว่ามีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่จริงๆ
  • การเร่งรัดกระบวนการทำงานเพื่อให้งบประมาณส่วนที่เหลือเข้าถึงมือประชาชนให้เร็วที่สุด

รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะขยายขอบเขตการพิจารณาคำขอในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน 2569 นี้ เพื่อให้วงเงินสนับสนุนรวมพุ่งแตะหลักพันล้านบาทให้ได้ ซึ่งนับเป็นความพยายามอย่างยิ่งที่จะสร้างเศรษฐกิจชุมชนให้มั่นคงผ่านกลไกกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติครับ

ในมุมมองของผม โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเติมเงินเข้าสู่ระบบ แต่มันคือการสร้างโอกาสให้กับชาวบ้านในการลงทุนและต่อยอดอาชีพดั้งเดิมของตนเอง หากมีการติดตามผลอย่างใกล้ชิดและโปร่งใส เชื่อว่าพลังของกองทุนหมู่บ้านจะเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างยั่งยืนแน่นอน เรามาร่วมติดตามกันต่อไปว่าโครงการอื่นๆ ในรอบถัดไปจะสามารถผลักดันได้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่

ที่มา – “สุขสำรวย” ทำคลอด SML ครั้งแรก ในรอบ 3 ปี 349 โครงการ ดันเศรษฐกิจฐานรากกองทุนหมู่บ้าน