วัน: 21 กรกฎาคม 2026

ตำรวจยึดของปลอม ชุดบอลมูลค่ากว่า 18 ล้านปอนด์ช่วงบอลโลก

ตำรวจยึดของปลอม ชุดบอลมูลค่ากว่า 18 ล้านปอนด์ช่วงบอลโลก

ในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ผ่านมา เราเห็นกระแสความตื่นตัวของแฟนบอลทั่วโลก บางครั้งความคลั่งไคล้ก็มาพร้อมกับความต้องการเสื้อทีมโปรดมาสวมใส่ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าการมองหาของราคาถูกอาจนำมาซึ่งอันตรายร้ายแรง เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในสหราชอาณาจักรได้ดำเนินการกวาดล้างและสามารถยึด ชุดบอลมูลค่ากว่า 18 ล้านปอนด์ช่วงบอลโลก ไว้ได้เนื่องจากมีความกังวลด้านความปลอดภัยอย่างหนัก

อันตรายที่ซ่อนอยู่เมื่อใช้สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และชุดบอลมูลค่ากว่า 18 ล้านปอนด์ช่วงบอลโลก

การกระจายตัวของเสื้อบอลปลอมเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงทัวร์นาเมนต์สำคัญ แต่หน่วยดับเพลิงได้ออกมาเตือนว่าสินค้าเหล่านี้ไม่ได้มาตรฐานและมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการลุกลามของไฟมากกว่าเสื้อของแท้หลายเท่าตัว โดยในการปฏิบัติการ Operation Bloxwich เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดสินค้าปลอมแปลงไปได้มากกว่า 220,000 ชิ้น ซึ่งมีตั้งแต่เสื้อของนักเตะดังอย่าง เออร์ลิง ฮาแลนด์ ไปจนถึง คีเลียน เอ็มบัปเป้

ทำไมคุณถึงควรหลีกเลี่ยงเสื้อปลอมเหล่านี้?

นอกจากปัญหาเรื่องคุณภาพผ้าแล้ว ชุดบอลมูลค่ากว่า 18 ล้านปอนด์ช่วงบอลโลก ที่ถูกยึดได้นั้นยังมีสารเคมีตกค้างจากสีย้อมที่ไม่มีมาตรฐาน ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อผิวหนังโดยเฉพาะกับเด็กๆ ที่มีผิวบอบบาง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เน้นย้ำว่าแม้ราคาเสื้อของแท้จะสูงกว่า แต่ความปลอดภัยของคุณและคนที่คุณรักนั้นสำคัญกว่าการประหยัดเงินเพียงไม่กี่บาท

จากการทดสอบโดยหน่วยดับเพลิง Cheshire ได้ให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนว่าเสื้อปลอมนั้นละลายและติดไฟได้ง่ายมากเมื่อโดนความร้อน ในขณะที่เสื้อของแท้มีความทนทานต่ออัคคีภัยสูงกว่ามาก นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการสนับสนุนสินค้าถูกลิขสิทธิ์จึงไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของการป้องกันอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด

ในปัจจุบัน กลุ่มอาชญากรข้ามชาติมักจะอาศัยช่วงเวลาที่มีความต้องการสูงเช่นช่วงบอลโลกหรือฤดูกาลพรีเมียร์ลีก เพื่อปล่อยสินค้าปลอมออกสู่ตลาด การซื้อของเหล่านี้จึงเท่ากับการสนับสนุนเครือข่ายมิจฉาชีพโดยที่คุณอาจไม่รู้ตัว ดังนั้น ครั้งต่อไปที่คุณคิดจะซื้อเสื้อบอล ควรคำนึงถึงแหล่งที่มาและความปลอดภัยเป็นสำคัญครับ

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ครม. ตั้ง รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ นั่งปลัด ก.เกษตรฯ คนใหม่

เรียกได้ว่าเป็นข่าวใหญ่ในแวดวงข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ เลยทีเดียวครับ เมื่อล่าสุดมีมติจากคณะรัฐมนตรีออกมาอย่างเป็นทางการในการแต่งตั้งบุคคลสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนงานด้านนโยบายการเกษตรของประเทศ โดย ครม. ตั้ง “รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นั่งปลัด ก.เกษตรฯ คนใหม่ เพื่อมารับไม้ต่อในการดูแลพี่น้องเกษตรกรไทยให้ดียิ่งขึ้น

ครม. ตั้ง “รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นั่งปลัด ก.เกษตรฯ คนใหม่

สำหรับการแต่งตั้งในครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางการจับตามองของหลายฝ่าย เนื่องจาก นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ถือเป็นผู้มีประสบการณ์สูงและคลุกคลีอยู่กับงานกระทรวงเกษตรฯ มาอย่างยาวนาน โดยการที่ ครม. ตั้ง “รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นั่งปลัด ก.เกษตรฯ คนใหม่ ในครั้งนี้ จะเข้ามาแทนที่ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2569 นี้ครับ

เปิดประวัติและเส้นทางการเติบโตของ รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์

นายรพีภัทร์ ปัจจุบันมีอายุเพียง 53 ปี ซึ่งถือว่าเป็นข้าราชการระดับสูงที่มีอนาคตไกลและยังเหลืออายุราชการอีกถึง 7 ปีเต็ม ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบในการสานต่อนโยบายระยะยาวของกระทรวงให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ด้านการศึกษา นายรพีภัทร์ จบการศึกษาระดับปริญญาโทจาก Chaminade University of Honolulu และจบปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นอกจากนี้ยังมีความเป็นมาที่น่าสนใจจากรั้วโรงเรียนจิตรลดาอีกด้วย

เส้นทางการทำงานของท่านเรียกได้ว่าไม่ธรรมดา โดยไล่เรียงมาจากตำแหน่งสำคัญต่างๆ ดังนี้:

  • 2565 – ปัจจุบัน: อธิบดีกรมวิชาการเกษตร
  • 2563 – 2565: รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • 2562 – 2563: เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)
  • 2559 – 2562: ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • 2557 – 2559: ผู้ช่วยเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

จากประสบการณ์ข้างต้น เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าท่านเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านเศรษฐกิจการเกษตรและการบริหารจัดการเชิงนโยบายอย่างชัดเจน การที่ ครม. ตั้ง “รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นั่งปลัด ก.เกษตรฯ คนใหม่ จึงเป็นที่คาดหวังว่าภาคการเกษตรของไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในกรมวิชาการเกษตรที่ท่านดูแลอยู่ในปัจจุบัน เชื่อมั่นว่าด้วยวิสัยทัศน์และการทำงานที่ฉับไว ท่านจะสามารถเป็นฟันเฟืองหลักที่คอยขับเคลื่อนกระทรวงเกษตรฯ ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่งคงและยั่งยืน เพื่อสร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่เกษตรกรไทยในอนาคต

ที่มา – ครม. ตั้ง “รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นั่งปลัด ก.เกษตรฯ คนใหม่

ราคาทอง 1 บาทวันนี้ 21 กรกฎาคม 2569 อัปเดตล่าสุด

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาเช็กสถานการณ์ตลาดทองคำกันหน่อย สำหรับท่านที่กำลังมองหาช่องทางการลงทุนหรืออยากทราบความเคลื่อนไหวล่าสุดของสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ คงต้องจับตามองกันให้ดีครับ เพราะวันนี้เรามีข้อมูล ราคาทอง 1 บาทวันนี้ 21 กรกฎาคม 2569 อัปเดตล่าสุด ราคาทองรูปพรรณขยับกี่บาทแล้ว มาฝากกันแบบสดๆ ร้อนๆ เลยทีเดียว

ราคาทอง 1 บาทวันนี้ 21 กรกฎาคม 2569 อัปเดตล่าสุด ราคาทองรูปพรรณขยับกี่บาทแล้ว

ในช่วงเช้าวันนี้ สมาคมค้าทองคำได้ประกาศราคาครั้งที่ 1 ณ เวลา 09.06 น. โดยพบว่าตลาดมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 100 บาท ซึ่งถือเป็นการขยับขึ้นที่น่าสนใจมากครับ สำหรับใครที่รอจังหวะซื้อขายต้องรีบติดตาม ราคาทอง 1 บาทวันนี้ 21 กรกฎาคม 2569 อัปเดตล่าสุด ราคาทองรูปพรรณขยับกี่บาทแล้ว อย่างใกล้ชิด เพราะระหว่างวันราคามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

รายละเอียดและข้อมูล ราคาทอง 1 บาทวันนี้ 21 กรกฎาคม 2569 อัปเดตล่าสุด ราคาทองรูปพรรณขยับกี่บาทแล้ว

สำหรับมูลค่าทองคำในแต่ละน้ำหนัก มีรายละเอียดดังนี้ครับ:

  • ทองคำแท่ง 1 บาท: รับซื้อ 63,900.00 บาท ขายออก 64,100.00 บาท
  • ทองรูปพรรณ 1 บาท: รับซื้อ 62,625.96 บาท ขายออก 64,900.00 บาท

หากเราเจาะลึกลงไปถึงทองคำน้ำหนักย่อย ก็มีตัวเลขที่น่าสนใจเช่นกันครับ

  • ทองคำ 2 สลึง (50 สตางค์): ทองคำแท่งขายออก 32,050.00 บาท ทองรูปพรรณขายออก 32,450.00 บาท
  • ทองคำ 1 สลึง: ทองคำแท่งขายออก 16,025.00 บาท ทองรูปพรรณขายออก 16,225.00 บาท
  • ทองคำครึ่งสลึง: ทองคำแท่งขายออก 8,012.50 บาท ทองรูปพรรณขายออก 8,112.50 บาท

ต้องขอย้ำนะครับว่า ราคานี้เป็นเพียงราคากลางที่ยังไม่รวมค่ากำเหน็จของแต่ละร้าน ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันออกไปตามแต่ละพื้นที่และรูปแบบของตัวทองคำเอง นอกจากนี้ สถานการณ์ล่าสุดในช่วงสายถึงเที่ยงวันก็มีความผันผวนเกิดขึ้น โดยสมาคมค้าทองคำได้ประกาศราคาสลับปรับขึ้นลงรวมถึง 4 ครั้ง และล่าสุดครั้งที่ 5 เมื่อเวลา 10.27 น. ทองคำแท่งปรับขายออกอยู่ที่ 64,400 บาท เลยทีเดียวครับ

ในมุมมองของนักลงทุน ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่น่าจับตาเสมอ โดยเฉพาะในช่วงสภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน การสะสมทองคำถือเป็นกลยุทธ์ที่ดีในการกระจายความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม อย่าลืมเช็กราคาผ่านเว็บไซต์สมาคมค้าทองคำหรือสอบถามร้านทองใกล้บ้านก่อนตัดสินใจทุกครั้งนะครับ เพื่อให้ได้ราคาที่ดีที่สุดสำหรับตัวคุณเอง

ที่มา – ราคาทอง 1 บาทวันนี้ 21 กรกฎาคม 2569 อัปเดตล่าสุด ราคาทองรูปพรรณขยับกี่บาทแล้ว

วัชรพงศ์ ฟาดกลับ ณัฐพงษ์ ขู่ซักฟอกแค่มวยล้มต้มคนดู

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยทันที เมื่อนายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี จากพรรคภูมิใจไทย ออกมาเปิดศึกตอบโต้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน อย่างดุเดือด หลังจากที่ฝ่ายค้านขู่ว่าจะเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยมองว่าความเคลื่อนไหวนี้เปรียบเสมือน วัชรพงศ์ ฟาดกลับ ณัฐพงษ์ ขู่ซักฟอกแค่มวยล้มต้มคนดู ที่หวังเพียงปั่นกระแสรายวันเท่านั้น

วัชรพงศ์ ฟาดกลับ ณัฐพงษ์ ขู่ซักฟอกแค่มวยล้มต้มคนดู

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อฝ่ายค้านประกาศความมั่นใจว่ามีหลักฐานใบเสร็จทุจริตในมือ งานนี้นายวัชรพงศ์จึงสวนกลับทันควันว่า หากมีหลักฐานเด็ดจริง ก็ไม่จำเป็นต้องรอถึงสมัยประชุมสภาให้เสียเวลา สามารถนำหลักฐานทั้งหมดไปยื่นต่อ ป.ป.ช. ได้ทันที เพื่อให้กระบวนการกฎหมายทำงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เพียงการออกมาประกาศผ่านสื่อเพื่อเรียกคะแนนนิยมจากกลุ่มผู้สนับสนุน หรือการทำ วัชรพงศ์ ฟาดกลับ ณัฐพงษ์ ขู่ซักฟอกแค่มวยล้มต้มคนดู เพื่อกลบข่าวฉาวของคนในพรรคตัวเอง

เปิดมุมมอง สส.ภูมิใจไทยต่อเกมการเมือง

นอกจากเรื่องของหลักฐานทุจริตแล้ว นายวัชรพงศ์ยังได้ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานะของรัฐบาลในปัจจุบันว่า:

  • รัฐบาลชุดนี้มีความเหนียวแน่นด้วยเสียงสนับสนุนเกือบ 300 เสียงในสภา
  • การตั้งใจทำงานของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ
  • การอภิปรายฝ่ายค้านควรเป็นไปเพื่อประโยชน์ประชาชน ไม่ใช่เพื่อมวยล้มต้มคนดู

นายวัชรพงศ์ยังฝากทิ้งท้ายถึงผู้นำฝ่ายค้านด้วยถ้อยคำที่ลึกซึ้งว่า การจะชี้หน้าด่าใครควรหันกลับมาตรวจสอบพฤติกรรมของคนในพรรคตนเองให้ชัดเจนก่อน เพราะเวลาเราชี้ไปที่คนอื่น 1 นิ้ว อีก 3 นิ้วที่เหลือมักจะชี้กลับเข้าหาตัวเองเสมอ การเมืองที่แท้จริงควรเน้นที่การแก้ปัญหาให้ประชาชนมากกว่าการโต้เถียงเพื่อเอาชนะกันในสื่อโซเชียล เพราะสุดท้ายแล้วประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเองว่าใครที่ทำงานจริงและใครที่แค่มวยล้มต้มคนดูครับ

ที่มา – “วัชรพงศ์” ฟาดกลับ “ณัฐพงษ์” ขู่ซักฟอกแค่มวยล้มต้มคนดู ท้ามีใบเสร็จทุจริตส่ง ป.ป.ช. ได้

ยูเอ็นเผย เหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์ในเอเชีย สูญเงินกว่า 3.8 ล้านล้านบาทในปี 2025

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้รับสายโทรศัพท์ปริศนา หรือข้อความเชิญชวนให้ลงทุนที่ดูดีเกินจริงกันมาบ้างใช่ไหมครับ? ล่าสุดมีรายงานที่น่าตกใจจาก UNODC ออกมาเตือนภัยว่า ยูเอ็นเผย เหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์ในเอเชีย สูญเงินกว่า 3.8 ล้านล้านบาทในปี 2025 ซึ่งถือเป็นตัวเลขมหาศาลที่สะท้อนว่าภัยมืดบนโลกออนไลน์กำลังวิกฤตขึ้นทุกที

ยูเอ็นเผย เหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์ในเอเชีย สูญเงินกว่า 3.8 ล้านล้านบาทในปี 2025

รายงานจากสำนักงานยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติระบุว่า ความเสียหายนี้พุ่งสูงขึ้นกว่า 3 เท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2023 โดยเฉพาะประเทศอย่างจีน เกาหลีใต้ และไต้หวัน ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการหลอกลวงลงทุนและรักออนไลน์ (Romance Scam) ที่แนบเนียนจนยากจะแยกแยะ

อาชญากรรมข้ามชาติที่มาในรูปแบบธุรกิจแฟรนไชส์

ปัจจุบันกลุ่มมิจฉาชีพไม่ได้ทำงานแบบกระจัดกระจายอีกต่อไป แต่มีการจัดการแบบ "เศรษฐกิจอาชญากรรมข้ามชาติ" ที่ซับซ้อนและใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยมีแนวทางที่น่าจับตามองดังนี้:

  • การจัดแบ่งแผนกการทำงาน: เหมือนการทำธุรกิจแฟรนไชส์ มีทั้งฝ่ายฟอกเงิน ฝ่ายค้ามนุษย์ และฝ่ายโจรกรรมข้อมูล
  • ศูนย์กลางการผลิต: มักตั้งฐานอยู่ในกัมพูชาและเมียนมา โดยใช้แรงงานจากการค้ามนุษย์มาบังคับเป็นเครื่องมือในการหลอกเหยื่อ
  • ความเชื่อมโยงระดับโลก: ไม่ได้เจาะจงแค่คนในเอเชียอีกต่อไป แต่ขยายเครือข่ายไปทั่วทุกมุมโลก

นอกจากนี้ ยูเอ็นเผย เหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์ในเอเชีย สูญเงินกว่า 3.8 ล้านล้านบาทในปี 2025 ยังเป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลทั่วโลกต้องหันมาจับมือกันปราบปรามเครือข่ายเหล่านี้อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการลงโทษบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือการไล่ล่าตัวหัวหน้าแก๊งที่อยู่เบื้องหลังเงินหมุนเวียนมหาศาลนี้

บทเรียนสำคัญที่ทุกคนต้องตระหนักคือ ในยุคที่มิจฉาชีพมีความรู้ด้านเทคโนโลยีสูงขึ้น เราเองก็ต้องสร้างเกราะป้องกันให้ตัวเองด้วยการเช็กข้อมูลให้รอบคอบก่อนโอนเงินหรือให้ข้อมูลส่วนตัวทุกครั้ง เพราะในขณะที่การปราบปรามยังดำเนินไปอย่างเข้มข้น การรู้เท่าทันมิจฉาชีพคือด่านแรกที่ดีที่สุดในการรักษาทรัพย์สินของตัวคุณเองครับ

ที่มา – ยูเอ็นเผย เหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์ในเอเชีย สูญเงินกว่า 3.8 ล้านล้านบาทในปี 2025

ยายเก็บของเก่าร่ำไห้ ถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ยายเก็บของเก่าร่ำไห้ ถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทั้งผัวเมีย มีชื่อครอบครองรถ จยย.

วันนี้ขอพาทุกคนไปติดตามเรื่องราวสุดสะเทือนใจที่เกิดขึ้นกับคุณยายสอาดและคุณตาสมหมาย สองสามีภรรยาสูงวัยในจังหวัดนครราชสีมา ที่ต้องเจอกับมรสุมชีวิตครั้งใหญ่ หลังจากถูกตัดสิทธิออกจากโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพียงเพราะมีชื่อไปปรากฏว่าครอบครองรถจักรยานยนต์คันเก่าอายุมากกว่า 20 ปี ทั้งที่ในความเป็นจริง สภาพความเป็นอยู่ของทั้งคู่นั้นลำบากอย่างมาก

ปัญหาการถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจากรถคันเก่า

คุณยายสอาด นาคจัตุรัส วัย 64 ปี ได้เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า การถูกตัดสิทธิในครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตอย่างรุนแรง เพราะเงินช่วยเหลือจากภาครัฐคือหลักประกันเดียวที่ช่วยให้ทั้งคู่มีเงินซื้อข้าวสาร อาหาร และของใช้จำเป็นพื้นฐาน ซึ่งการที่ ยายเก็บของเก่าร่ำไห้ ถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทั้งผัวเมีย มีชื่อครอบครองรถ จยย. กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากหลักเกณฑ์ของรัฐอาจจะยังไม่ครอบคลุมความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับผู้มีรายได้น้อย

  • คุณยายอธิบายว่ารถคันดังกล่าวเป็นรถมือสองที่ใช้มานานกว่า 20 ปี สภาพแทบใช้งานไม่ได้แล้ว
  • ทั้งคู่ประกอบอาชีพเก็บของเก่าขาย ซึ่งมีรายได้ไม่แน่นอนและน้อยมาก
  • เงื่อนไขการไปแจ้งถอนชื่อออกจากระบบที่สำนักงานขนส่งนั้นสร้างความลำบากให้ผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพ

หลายคนมองว่ากรณีของ ยายเก็บของเก่าร่ำไห้ ถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทั้งผัวเมีย มีชื่อครอบครองรถ จยย. เป็นสัญญาณที่บอกว่าระบบการคัดกรองฐานข้อมูลของรัฐอาจจะต้องมีการปรับปรุง เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงมือคนจนจริงๆ ไม่ใช่การตัดสิทธิเพียงเพราะมีชื่อครอบคลุมทรัพย์สินที่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้หรือไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน

คุณยายสอาดได้แต่วิงวอนขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยลงมาตรวจสอบความเป็นอยู่จริง ไม่ใช่ดูแค่ข้อมูลในกระดาษ เพื่อให้ผู้สูงอายุที่ยากไร้ได้รับโอกาสในการดำรงชีพต่อ เพราะสำหรับหลายคน เงินสวัสดิการนี้ไม่ใช่แค่ความช่วยเหลือ แต่มันคือโอกาสการรอดชีวิตในแต่ละวัน สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าเราต้องการกลไกความช่วยเหลือที่ยืดหยุ่นและเข้าอกเข้าใจเพื่อนมนุษย์มากกว่านี้ครับ

ที่มา – ยายเก็บของเก่าร่ำไห้ ถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทั้งผัวเมีย มีชื่อครอบครองรถ จยย.

เกาหลีเหนือปล่อยน้ำจากเขื่อนชายแดน ไม่แจ้งล่วงหน้า เกาหลีใต้จับตาใกล้ชิด

สถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนเกาหลีไม่ได้มีเพียงเรื่องการเมืองหรืออาวุธเท่านั้น แต่ภัยธรรมชาติก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลไม่แพ้กัน ล่าสุดทางการเกาหลีใต้ได้ออกมาเปิดเผยว่า เกาหลีเหนือปล่อยน้ำจากเขื่อนชายแดน ไม่แจ้งล่วงหน้า เกาหลีใต้จับตาใกล้ชิด อย่างต่อเนื่อง หลังพบสัญญาณการระบายน้ำจากเขื่อนฮวังกังในช่วงที่มีฝนตกหนัก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระดับน้ำในแม่น้ำอิมจินและวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ปลายน้ำของเกาหลีใต้

เกาหลีเหนือปล่อยน้ำจากเขื่อนชายแดน ไม่แจ้งล่วงหน้า เกาหลีใต้จับตาใกล้ชิด

เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกตรวจพบผ่านภาพถ่ายดาวเทียมในช่วงกลางดึกของวันหยุดที่ผ่านมา โดยกระทรวงสิ่งแวดล้อมเกาหลีใต้ระบุว่าการกระทำของเกาหลีเหนือที่ไม่มีการประสานงานล่วงหน้าถือเป็นความเสี่ยงที่ร้ายแรง หากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ในอดีต เราจะพบว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดปัญหาเช่นนี้ การปล่อยน้ำกะทันหันเคยสร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินให้กับชาวเกาหลีใต้มาแล้ว ดังนั้นการที่ เกาหลีเหนือปล่อยน้ำจากเขื่อนชายแดน ไม่แจ้งล่วงหน้า เกาหลีใต้จับตาใกล้ชิด จึงเป็นมาตรการป้องกันความปลอดภัยขั้นสูงสุดที่รัฐบาลต้องเร่งทำเพื่อปกป้องประชาชนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอิมจิน

ผลกระทบที่อาจตามมาจากการระบายน้ำโดยไม่แจ้งเตือน

การระบายน้ำจากเขื่อนฮวังกังในขณะที่มีมรสุมพัดผ่านอย่างหนักเช่นนี้ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงในหลายด้าน ดังนี้:

  • ระดับน้ำในแม่น้ำอิมจินเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ชาวบ้านจะตั้งตัวทัน
  • พื้นที่เกษตรกรรมริมน้ำอาจได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมฉับพลัน
  • กิจกรรมการประมงและการท่องเที่ยวต้องหยุดชะงักเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว
  • ความตึงเครียดในระดับนโยบายระหว่างสองชาติมีความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้น

เป็นที่น่าเสียดายว่า แม้ในอดีตจะมีข้อตกลงร่วมกันเมื่อปี 2552 ว่าต้องมีการแจ้งเตือนทุกครั้งเมื่อมีการปล่อยน้ำ แต่ข้อตกลงดังกล่าวกลับไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องในช่วงหลัง ทำให้เกาหลีใต้ต้องอาศัยเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมในการตรวจสอบแบบเรียลไทม์วันละหลายครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าสถานการณ์จะอยู่ในการควบคุม

สำหรับผู้อ่านที่ติดตามสถานการณ์โลก เราคงต้องจับตาดูต่อไปว่าทางออกของปัญหาเรื่องการจัดการน้ำข้ามพรมแดนนี้จะเป็นอย่างไร เพราะธรรมชาติไม่มีพรมแดน แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นถูกจำกัดด้วยเส้นแบ่งเขตแดนที่อ่อนไหว หวังว่าการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดจะช่วยป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้ทันท่วงที ในฐานะผู้ติดตามข่าวสาร เราควรตระหนักถึงความปลอดภัยของเพื่อนมนุษย์เป็นหลักเหนือเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองครับ

ที่มา – เกาหลีเหนือปล่อยน้ำจากเขื่อนชายแดน ไม่แจ้งล่วงหน้า เกาหลีใต้จับตาใกล้ชิด

ทรัมป์ลั่น เนทันยาฮู จะไม่ถูกจับกุมระหว่างเยือนสหรัฐฯ

ทรัมป์ลั่น เนทันยาฮู จะไม่ถูกจับกุมระหว่างเยือนสหรัฐฯ หลังประเด็นร้อนจากนิวยอร์ก

กลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่ออดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล จะไม่ถูกจับกุมในทุกกรณีขณะเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา แม้จะมีเสียงเรียกร้องจากฝั่งการเมืองท้องถิ่นในนิวยอร์กก็ตาม ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวจากฝั่งรีพับลิกัน เพื่อตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งมองว่าหมายจับจากศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) นั้นไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายใดๆ

เบื้องหลังคำขู่และการตอบโต้เรื่อง เนทันยาฮู จะไม่ถูกจับกุมระหว่างเยือนสหรัฐฯ

ความวุ่นวายเริ่มต้นขึ้นจากกรณีที่นายโซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ได้แสดงความเห็นผ่านสื่อว่ากำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการดำเนินการตามหมายจับของ ICC ต่อเนทันยาฮู โดยมองว่าเป็น “อาชญากรสงคราม” อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหลายฝ่ายต่างชี้ให้เห็นว่า การกระทำดังกล่าวแทบจะเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เนื่องจาก:

  • กฎหมายสหรัฐฯ คุ้มครองผู้นำต่างชาติอย่างเข้มงวด การขัดขวางหรือคุกคามบุคคลเหล่านี้มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 3 ปี
  • สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลไม่ได้เป็นสมาชิกของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) จึงไม่อยู่ภายใต้เขตอำนาจศาล
  • พระราชบัญญัติคุ้มครองบุคลากรทางการทหารสหรัฐฯ ปี 2002 (ASPA) สั่งห้ามหน่วยงานท้องถิ่นให้ความร่วมมือกับ ICC โดยเด็ดขาด

ด้วยเหตุนี้ ข้อความที่ทรัมป์โพสต์ลงในทรูธโซเชียลจึงเปรียบเสมือนการตัดบทความหวังทางการเมืองของกลุ่มผู้คัดค้านอิสราเอลให้จบลงทันที ทำให้มั่นใจได้ว่าสถานะของ ทรัมป์ลั่น เนทันยาฮู จะไม่ถูกจับกุมระหว่างเยือนสหรัฐฯ นั้นเป็นกระแสที่ต้องจับตาในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่จะถึงนี้

ในมุมมองของอิสราเอล พวกเขามองว่าการกระทำของทางการนิวยอร์กเป็นเพียงการเบนความสนใจจากปัญหาภายในเมืองมากกว่า และยืนยันในความโปร่งใสของรัฐบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตยแห่งเดียวในตะวันออกกลาง ทรัมป์ยังได้ย้ำเตือนด้วยว่า ผู้นำที่แท้จริงควรได้รับการเคารพโดยเฉพาะในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายจากฝั่งอิหร่าน

บทเรียนในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศกับอธิปไตยของสหรัฐฯ มักเป็นเรื่องที่ซ้อนทับกันอยู่เสมอ การขยับตัวของนักการเมืองท้องถิ่นในสหรัฐฯ ไม่สามารถสั่นคลอนนโยบายต่างประเทศหลักที่รัฐบาลมีต่อพันธมิตรคนสำคัญอย่างอิสราเอลได้ และเราคงต้องติดตามดูต่อไปว่าในเดือนกันยายนนี้ เหตุการณ์จะเป็นไปอย่างราบรื่นตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้หรือไม่

ที่มา – “ทรัมป์” ลั่น “เนทันยาฮู” จะไม่ถูกจับกุมระหว่างเยือนสหรัฐฯ หลังคำขู่นายกเทศมนตรีนิวยอร์ก

FBI ขอบคุณไทยปราบสแกมเมอร์ และอาชญากรรมแบบถอนรากถอนโคน

FBI ขอบคุณไทยปราบสแกมเมอร์ และอาชญากรรมแบบถอนรากถอนโคน

ข่าวดีสำหรับคนไทยเมื่อล่าสุดมีการเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญ เมื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ FBI ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีไทย เพื่อแสดงความขอบคุณรัฐบาลไทยที่เอาจริงเอาจังกับการจัดการปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพออนไลน์ ถือเป็นก้าวสำคัญที่หน่วยงานระดับโลกให้การยอมรับและพร้อมจะร่วมมือกันเพื่อทำให้สังคมออนไลน์ของเรามีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ความร่วมมือระหว่างไทยและ FBI ในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่เป็นการวางแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อมีการเริ่มภารกิจ FBI ขอบคุณไทยปราบสแกมเมอร์ พร้อมสานต่อความร่วมมือปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แบบถอนรากถอนโคน ไปแล้ว ผลลัพธ์สุดท้ายจะต้องเป็นการกวาดล้างขบวนการเหล่านี้ให้หมดไปจากประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่การจับกุมรายย่อยแล้วปล่อยผ่านไป

ความคืบหน้าความร่วมมือ FBI ขอบคุณไทยปราบสแกมเมอร์ พร้อมสานต่อความร่วมมือปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แบบถอนรากถอนโคน

ปัจจุบันรัฐบาลไทยได้นำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ในกระบวนการสืบสวนสอบสวน โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้พัฒนาระบบพิเศษที่เรียกว่า ‘ระบบ Shield’ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการวิเคราะห์ข้อมูลอาชญากรรมระดับสากล เพื่อแชร์ข้อมูลเชิงลึกกับนานาชาติ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การทำงานร่วมกับต่างประเทศมีประสิทธิภาพสูงสุด

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกัน ดังนี้:

  • การขยายความร่วมมือไม่เพียงแค่เรื่องสแกมเมอร์ แต่ครอบคลุมถึงขบวนการค้ายาเสพติดและการค้ามนุษย์
  • การแลกเปลี่ยนฐานข้อมูลสืบสวนเพื่อติดตามตัวอาชญากรข้ามชาติ
  • การจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการร่วมกันเพื่อให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ในระดับภูมิภาค

รัฐบาลไทยยืนยันว่าการเดินหน้าปราบปรามมิจฉาชีพถือเป็นวาระแห่งชาติ และการที่ FBI ขอบคุณไทยปราบสแกมเมอร์ พร้อมสานต่อความร่วมมือปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แบบถอนรากถอนโคน ในวันนี้ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเดินทางมาถูกทางในการปิดช่องโหว่ของผู้กระทำผิดกฎหมายไซเบอร์

เราเชื่อว่าความร่วมมือที่เหนียวแน่นและการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาเป็นเครื่องมือสำคัญ จะช่วยให้ประชาชนคนไทยลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงออนไลน์ได้อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต เราเองก็ต้องไม่ประมาทและคอยอัปเดตข้อมูลข่าวสารเพื่อป้องกันตัวเองจากมิจฉาชีพอยู่เสมอครับ

ที่มา – FBI ขอบคุณไทยปราบสแกมเมอร์ พร้อมสานต่อความร่วมมือปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แบบถอนรากถอนโคน