'วิโรจน์' แถลงโต้ ปชน. ปัดมีดีลลับ 'บิ๊กโจ๊ก' เตรียมร้อง กกต. เอาผิด 'ชูวิทย์' ใส่ร้ายพรรค

วิโรจน์โต้ชูวิทย์ ปชช. ไม่มีดีลลับบิ๊กโจ๊ก

“วิโรจน์” โต้ “ชูวิทย์” ปชช. ไม่มีดีลลับ “บิ๊กโจ๊ก”

“วิโรจน์” โต้ “ชูวิทย์” ปชช. ปัดมีดีลลับ “บิ๊กโจ๊ก” นั่งรองนายกฯ เตรียมให้ฝ่ายกฎหมายร้อง กกต. เอาผิดใส่ร้ายป้ายสีทำพรรคเสื่อมเสีย ชี้อย่าใช้จินตนาการ ย้ำยังเคารพแต่จะแฉใครต้องมีหลักฐาน

วันที่ 19 มกราคม 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ แถลงข่าวกรณีที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง ออกมากล่าวหาว่าพรรคประชาชนมีการทำดีลลับกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อแลกกับการสนับสนุนให้พรรคได้รับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ภาคใต้จำนวน 10 ที่นั่ง และผลักดันให้ขึ้นดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

นายวิโรจน์ ยืนยันว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง และเป็นการกล่าวหาเกินขอบเขตของการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายกฎหมายพรรค และจะดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายที่เหมาะสมกับนายชูวิทย์ ตนไม่ต้องการกล่าวหานายชูวิทย์ว่าไปรับงานใดๆ แต่เห็นว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเกินกว่าการแสดงอคติส่วนตัวหรือการวิจารณ์ทางการเมืองตามปกติ และเชื่อว่านายชูวิทย์ควรไตร่ตรองถึงผลกระทบของการกระทำดังกล่าว

นายวิโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนไม่ต้องการใช้วิธีการเดียวกันกับการกล่าวหาใส่ร้ายผู้อื่นแบบนายชูวิทย์ แม้ว่าจะสามารถนำข้อมูลบางส่วนมาปะติดปะต่อเพื่อโจมตีตอบโต้ได้ แต่ด้วยมโนธรรมส่วนตัวและความเคารพที่มีต่อนายชูวิทย์ในฐานะบุคคลหนึ่ง ตนไม่ประสงค์จะกระทำเช่นนั้น พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงกรณีอิทธิพลทางการเมือง อิทธิพลทางสังคม และตำแหน่งหน้าที่ของนายทหารระดับสูงบางรายในอดีต ซึ่งเป็นคนสนิทของนายชูวิทย์ ชื่อ “บิ๊ก ด.” ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งสำคัญทั้งในช่วงรับราชการและหลังเกษียณ โดยระบุว่า หากมีภาพหรือพฤติกรรมที่แสดงความใกล้ชิดสนิทสนมกับบุคคลบางราย ประชาชนย่อมตั้งคำถามได้ถึงเหตุผลและผลประโยชน์ที่อาจเกี่ยวข้อง รวมถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์บุคคลชาวต่างชาติคนหนึ่งคือนายเบน ซึ่งถูกระบุว่าเป็นที่ปรึกษาของสมเด็จฮุน เซน และอาจเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์

ส่วนสาเหตุที่ออกมาแฉนายชูวิทย์ระบุว่า ต้องการ “สั่งสอน” พรรคประชาชน เพราะเป็นเด็กที่คิดการใหญ่และเห็นว่าพรรคอาจทำในสิ่งที่เกินความสามารถ นายวิโรจน์ กล่าวว่า ในช่วงแรกของการวิพากษ์วิจารณ์ ตนไม่ได้ติดใจ เนื่องจากถือเป็นเรื่องปกติทางการเมือง แม้กระทั่งเรื่องการโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ เรื่องนี้ นายชูวิทย์ก็มีความเห็นไม่แตกต่างจากสมาชิกพรรคเช่นกัน แม้สมาชิกพรรคบางส่วนจะมีความเห็นส่วนตัวแตกต่างกัน แต่ทุกคนเคารพมติพรรคและเข้าใจกลไกของพรรคการเมือง ซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์ของนายชูวิทย์ หากเป็นไปโดยสุจริตพรรคก็พร้อมน้อมรับ ต่อให้จะถูกนายชูวิทย์ด่าหรือจะทำด้วยอคติเราก็น้อมรับ

นายวิโรจน์ ระบุว่า ในระยะหลังการกล่าวหาของนายชูวิทย์มีลักษณะของการโยงข้อมูลและจับคู่เหตุการณ์โดยใช้จินตนาการมั่วที่สุด โดยเฉพาะการกล่าวหาว่าพรรคประชาชนมีข้อตกลงกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เพื่อให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่มั่วและไม่เป็นความจริง พร้อมตั้งคำถามว่า การนำข้อมูลจริงบางส่วนผสมกับข้อมูลเท็จ เพื่อทำให้ประชาชนคล้อยตาม และผลักภาระการพิสูจน์ไปยังผู้ถูกกล่าวหา เป็นพฤติกรรมที่เหมาะสมหรือไม่ พร้อมถามกลับว่าพฤติกรรมแบบนี้สมควรทำหรือไม่ โดยย้ำว่าการกล่าวหาเช่นนี้ต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนพร้อมท้าให้เปิดหลักฐาน

นายวิโรจน์ยังกล่าวถึงการแถลงข่าวของนายชูวิทย์ ที่จะมีขึ้นในช่วงบ่ายวันนี้ (19 ม.ค.) ว่า คาดว่าจะเป็นลักษณะการแถลงข่าวรายวันเช่นเดียวกับที่เคยทำกับพรรคภูมิใจไทย โดยยืนยันว่าพรรคประชาชนจะไม่เสียเวลาโต้เถียงรายวัน และไม่ให้ค่า แต่จะชี้แจงต่อประชาชนเพื่อให้สังคมได้พิจารณาและตั้งคำถามด้วยวิจารณญาณของตนเอง ว่าควรให้คุณค่ากับข้อมูลที่นายชูวิทย์นำเสนอหรือไม่ และหากไม่มีหลักฐานหรือข้อเท็จจริงรองรับ เชื่อว่าประชาชนย่อมตัดสินได้เอง

ส่วนในประเด็นที่นายชูวิทย์อ้างว่า ได้ยินข้อมูลเรื่องดีลลับจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ โดยตรง นายวิโรจน์กล่าวว่า ขอให้แสดงหลักฐานที่ชัดเจน พร้อมย้ำว่าพรรคไม่ต้องการใช้วิธีการตอบโต้ในลักษณะเดียวกัน แม้จะสามารถทำได้ แต่ไม่ประสงค์จะทำเช่นนั้น ทั้งนี้ แม้ยังคงให้ความเคารพต่อนายชูวิทย์ แต่กระบวนการทางกฎหมายจำเป็นต้องเดินหน้าต่อ เนื่องจากกรณีดังกล่าวเกินขอบเขตที่พรรคจะยอมรับได้ นายวิโรจน์ยังเปรียบกรณีนี้เป็นการเหมือนตนเองแย่งมีดมาจากมือนายชูวิทย์ “เมื่อผมแย่งมีดมาจากมือพี่ชูวิทย์ได้แล้วผมก็จะไม่นำมีดนั้นกลับไปแทงพี่ชูวิทย์อีก จะขอเก็บไว้ในที่ปลอดภัยไม่เอามีดกลับไปแทง” 

นายวิโรจน์ยังชี้แจงถึงกระบวนการรับข้อมูลของพรรคประชาชนว่า พรรคไม่ได้ปฏิเสธว่ารับข้อมูลจากแหล่งใดแหล่งหนึ่ง แต่ได้รับข้อมูลจากหลายแหล่ง ทั้งจากข้าราชการและบุคคลที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในหน่วยงานรัฐ

ส่วนเมื่อถามว่าเรื่องตั๋วช้างที่พรรคประชาชนออกมาแฉสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยได้ข้อมูลมาจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หรือไม่นั้น นายวิโรจน์ กล่าวว่า ก็เป็นเพียงหนึ่งในหลายแหล่ง บางข้อมูลเป็นการส่งมาโดยไม่เปิดเผยตัวตนเป็นนิรนาม และพรรคจะนำข้อมูลจากหลายแหล่งมาเปรียบเทียบ ตรวจสอบ และสอบเทียบผ่านกลไกของรัฐสภา หากเป็นข้อมูลที่ไม่ตรงกันหรือเข้าข่ายใส่ร้ายเลื่อนลอย พรรคจะไม่นำมาใช้

นายวิโรจน์ยังกล่าวด้วยว่า “เหตุใดนายชูวิทย์จึงไม่สร้างเรื่องว่าพรรคประชาชนจะให้ตำแหน่งรองนายกฯ กับ บิ๊ก ด. ทำไมต้องเป็น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เพราะบิ๊ก ด. เกลียดคนหนักแผ่นดินที่สุด ดังนั้นพวกที่มาฟอกเงินก็เป็นพวกหนักแผ่นดิน”

นายวิโรจน์กล่าวว่า ข้าราชการจำนวนมากให้ความไว้วางใจพรรคประชาชน เนื่องจากมั่นใจว่าพรรคจะไม่ใช้ข้อมูลไปในทางแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวหรือเป็นการตบทรัพย์แบบนักการเมืองรุ่นเก่า เมื่อพรรคทำงานอย่างตรงไปตรงมา ข้าราชการที่มีเจตนาดีก็พร้อมส่งข้อมูลให้

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่นายชูวิทย์เปิดเผยรายชื่อนักการเมือง ส. ในพรรคประชาชน เกี่ยวข้องกับทุนสีเทานั้น นายวิโรจน์ระบุว่า พรรคไม่ได้หวั่นไหวกับสิ่งที่เรียกว่า “สงครามปั่นประสาทรายวัน” โดยพรรคได้กำหนดมาตรฐานการจัดการปัญหาไว้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะมีกรณีกี่รายก็จะใช้มาตรฐานเดียวกัน คือเคารพกระบวนการยุติธรรม และหากเกี่ยวข้องกับสมาชิกพรรค จะมีการเจรจาให้ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อให้คุณสมบัติการเป็นผู้สมัครสิ้นสุดลง ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและประชาชนอย่างเหมาะสม ต่อให้จะมีอีกกี่รายก็จะดำเนินการเช่นเดียวกัน พร้อมกับท้าให้เปิดหลักฐานออกมาได้เลย นายวิโรจน์ยังเปรียบเทียบด้วยว่าขณะเดียวกันยังมีผู้สมัคร สส.บางพรรค ถูกดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ และ ป.ป.ง.อายัดทรัพย์ แต่พรรคการเมืองนั้นก็ยังให้ลงสมัครต่อได้ รวมไปถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีบางพรรค ที่ถูกศาลต่างประเทศพิพากษาเรียบร้อยก็ยังเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ ได้ รวมถึง ส.ส. อีกไม่น้อยที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลว่าทุจริตคอร์รัปชัน แต่พรรคการเมืองพรรคนั้นก็ยังส่งเป็นผู้สมัครต่อไปได้

ในส่วนของการดำเนินคดีกับนายชูวิทย์ นายวิโรจน์ระบุว่า จะดำเนินการในความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง กรณีใส่ร้ายและเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการพิจารณาของฝ่ายกฎหมาย

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณีผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาชน จังหวัดตราด ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่แตกต่างจากกรณีสแกมเมอร์ แต่ทำไมพรรคไม่ดำเนินการก่อนหน้านี้ตั้งแต่ยังดำรงตำแหน่งเป็น สส. ในสภา ขณะเดียวกันนายรังสิมันต์ โรม ก็ได้ลงพื้นที่ไปปราบสแกมเมอร์ที่จังหวัดตราดมาแล้ว

นายวิโรจน์กล่าวว่า พรรคเราไม่โทษที่ตัวบุคคล เพราะหากโทษที่ตัวบุคคลจะทำให้เกิดความสั่นคลอน หาคนรับผิดชอบในพรรค เพราะถ้าอย่างนั้นก็คงออกกันทั้งพรรค แต่โทษไปยังระบบดีกว่าเพราะสังคมไทยเวลาเกิดปัญหาจะถามว่าใคร แต่พรรคเราจะถามว่าเกิดจากอะไร โดยพรรคได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ มีการรับเรื่องร้องเรียนและพยายามรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม แต่ยอมรับว่าพรรคไม่ใช่หน่วยงานรัฐ จึงตรวจสอบได้เพียงประวัติอาชญากรรม ไม่สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ อีกทั้งในบางกรณี ผู้ร้องเรียนให้ข้อมูลด้วยวาจาโดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน ขณะที่ผู้ถูกร้องก็สามารถชี้แจงได้อย่างสมเหตุสมผล

ส่วนกรณีที่นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ออกมาระบุว่าหากเกิดกรณีเช่นนี้กับพรรคตนเอง หัวหน้าพรรคก็คงรับผิดชอบด้วยการลาออกไปแล้วนั้น นายวิโรจน์ย้อนว่า นายจตุพร ต้องย้อนไปดูประวัติการทำงานของตัวเองตั้งแต่สมัยเป็นข้าราชการประจำว่าการจัดซื้อจัดจ้างมีความโปร่งใสหรือไม่

เมื่อถามว่านายณัฐพงษ์จะฟ้องเรียกค่าเสียหายกับนายชูวิทย์ เหมือนกรณีที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ และนายเศรษฐา ทวีสิน ที่เคยถูกนายชูวิทย์แฉลักษณะนี้เช่นกันนั้น นายวิโรจน์ ยืนยันว่าจะดำเนินคดีแค่กฎหมายเลือกตั้ง พรรคไม่ได้ต้องการให้นายชูวิทย์หยุดวิพากษ์วิจารณ์ แต่ขอให้การวิจารณ์เป็นไปโดยตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ใช้จินตนาการหรือข้อมูลเท็จในการใส่ร้ายป้ายสี โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้ง ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชน พร้อมฝากถึงประชาชนให้ใช้วิจารณญาณ ตั้งคำถามว่าการกระทำของนายชูวิทย์มีเป้าหมายเพื่อใคร หรือพรรคการเมืองใดได้ประโยชน์ และข้อกล่าวหามีหลักฐานรองรับเพียงใด โดยระบุว่า ข้อมูลที่เป็นความจริงย่อมมีคุณค่า ส่วนข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงก็จะด้อยค่าลงไปเองในสายตาของสังคม

วิเคราะห์สถานการณ์ “วิโรจน์” โต้ “ชูวิทย์” ปชช. ปัดมีดีลลับ “บิ๊กโจ๊ก”

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การที่นายวิโรจน์ออกมาโต้ตอบข้อกล่าวหาของนายชูวิทย์ แสดงให้เห็นถึงความพยายามของพรรคประชาชนในการปกป้องชื่อเสียงของพรรค และความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลเท็จ การตอบโต้ดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณไปยังประชาชนว่าพรรคประชาชนพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับข้อกล่าวหาและพิสูจน์ความจริงให้ปรากฏ

อนาคตของพรรคประชาชนจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้นขึ้นอยู่กับการดำเนินการทางกฎหมายและการตอบสนองของประชาชนต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว การที่พรรคประชาชนเปิดเผยข้อมูลและพร้อมที่จะดำเนินคดีกับผู้ที่กล่าวหา แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในความถูกต้องของตนเอง และความมุ่งมั่นที่จะรักษาความน่าเชื่อถือของพรรค

อย่างไรก็ตาม การที่พรรคประชาชนถูกกล่าวหาถึงเรื่อง “วิโรจน์” โต้ “ชูวิทย์” ปชช. ปัดมีดีลลับ “บิ๊กโจ๊ก” อาจส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของพรรคได้ ดังนั้น พรรคประชาชนจึงต้องพยายามชี้แจงข้อเท็จจริงและโน้มน้าวให้ประชาชนเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของพรรค

สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับฟังข้อมูลและพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะเชื่อมั่นในพรรคการเมืองใด การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบข้อมูลและติดตามการดำเนินงานของพรรคการเมือง จะช่วยให้การเมืองไทยมีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งเรื่องของ “วิโรจน์” โต้ “ชูวิทย์” ปชช. ปัดมีดีลลับ “บิ๊กโจ๊ก” นี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – “วิโรจน์” แถลงโต้ ปชน. ปัดมีดีลลับ “บิ๊กโจ๊ก” เตรียมร้อง กกต. เอาผิด “ชูวิทย์” ใส่ร้ายพรรค

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Share the Post: