วัน: 12 สิงหาคม 2025

คดีหมอบี: พบหลักฐานฉ้อโกง รถหรูเป็นของวัด

ความคืบหน้าคดี “หมอบี” ที่หลายคนให้ความสนใจ ล่าสุดพบหลักฐานที่บ่งชี้ว่าอาจเข้าข่ายการกระทำผิดฐานฉ้อโกง นอกจากนี้ ประเด็นเรื่อง “รถหรู” ที่เกี่ยวข้องกับวัดพระบาทน้ำพุ ทางหมอบียอมรับว่าเป็นทรัพย์สินของวัดจริง แต่เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป มาติดตามกันครับ

คดี “หมอบี”: พบหลักฐานเข้าข่ายฉ้อโกง ส่วน “รถหรู” เจ้าตัวยอมรับ เป็นทรัพย์สินวัด

พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รองผู้บังคับการปราบปราม (รอง ผบก.ป.) ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าในคดีของนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือ หมอบี ว่าขณะนี้ทีมงานได้รวบรวมพยานหลักฐานไปมากพอสมควร และพบหลักฐานบางส่วนที่แสดงให้เห็นว่านายเสกสันน์อาจเข้าข่ายกระทำความผิดฐานฉ้อโกง อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ยังคงต้องทำการพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เพื่อตรวจสอบว่าเงินที่หายไปนั้นถูกนำไปใช้ในส่วนใดบ้าง

หมอบีได้ให้การว่า เงินส่วนดังกล่าวถูกนำไปใช้ในโครงการต่าง ๆ ของวัดพระบาทน้ำพุ ทั้งโครงการทุนนักเรียนนอก และโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจสอบรายละเอียดในส่วนนี้อย่างละเอียด

สำหรับประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากคือเรื่องของรถยนต์หรู หมอบีได้ยอมรับว่าเป็นทรัพย์สินของวัดจริง และเตรียมที่จะส่งมอบคืนให้กับวัด อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงต้องตรวจสอบที่มาของทรัพย์สินดังกล่าว เนื่องจากพบว่าชื่อผู้ครอบครองรถยนต์เป็นชื่อของเครือญาติของหมอบี ทำให้ต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อความโปร่งใส

ความคืบหน้าการสอบสวนพยานใน คดี “หมอบี”

ในการสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องกับคดี “หมอบี” นั้น ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการสอบปากคำไปแล้วกว่า 20 คน ซึ่งเป็นพยานทั้งในส่วนของนายเสกสันน์และผู้ที่เกี่ยวข้องกับวัดพระบาทน้ำพุ หลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ได้ให้การในเบื้องต้นและพร้อมที่จะแสดงหลักฐานต่าง ๆ เพื่อให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ

จากการตรวจสอบพบว่ามีบางธุรกรรมที่หลวงพ่ออลงกตเป็นผู้ลงลายมือชื่อด้วยตนเอง แต่ยังมีบางส่วนที่ขาดหายไป ทำให้ทางเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงให้กระจ่าง

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ดินของวัดพระบาทน้ำพุจำนวน 2,326 ไร่ ที่พบว่ามีชื่อบุคคลและนิติบุคคลของวัดเข้ามาถือครอง ทางพนักงานสอบสวน บก.ป. จะประสานงานกับกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เพื่อตรวจสอบในประเด็นนี้ เนื่องจากเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในภาครัฐ

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) ได้เปิดเผยว่าทราบเรื่องทั้งหมดแล้ว และจะมีการหารือร่วมกับพนักงานสอบสวนของ บก.ป. เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้องในวันที่ 13 ส.ค. นี้

สรุปแล้ว คดี “หมอบี” ยังคงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะมีหลายประเด็นที่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด ทั้งเรื่องฉ้อโกง ทรัพย์สินของวัด และการถือครองที่ดิน หวังว่าความจริงจะปรากฏในเร็ววัน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะได้รับความเป็นธรรม

ที่มา – คดี “หมอบี” พบหลักฐานเข้าข่ายฉ้อโกง ส่วน “รถหรู” เจ้าตัวยอมรับ เป็นทรัพย์สินวัด

ยูเอ็นประณาม! อิสราเอลสังหารนักข่าวอัลจาซีรา 5 ราย

องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ออกมาประณามอย่างรุนแรงต่อการโจมตีของอิสราเอลที่ส่งผลให้นักข่าวของอัลจาซีราเสียชีวิตถึง 5 รายในฉนวนกาซา ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ประชาคมโลกต่างตกตะลึงและเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างละเอียดถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น รวมถึงการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม

ยูเอ็นประณาม การโจมตีของอิสราเอลที่สังหารนักข่าวอัลจาซีรา 5 ราย

นักข่าวอัลจาซีรา 5 คน รวมถึงอานัส อัล-ชารีฟ ผู้สื่อข่าวชื่อดัง ถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีนักข่าวอิสระอีก 2 คนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์เดียวกัน กองทัพอิสราเอลอ้างว่าได้ทำการโจมตีชารีฟ โดยกล่าวหาว่าเขา “เคยเป็นหัวหน้ากลุ่มก่อการร้ายในฮามาส” อย่างไรก็ตาม ชารีฟได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และอิสราเอลยังไม่ได้แสดงหลักฐานที่แน่ชัดเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหาของตน

แม้ว่าจะมีรายงานว่าชารีฟเคยทำงานร่วมกับทีมสื่อฮามาสในฉนวนกาซาก่อนที่จะเกิดความขัดแย้งในปัจจุบัน แต่ในโพสต์โซเชียลมีเดียก่อนที่เขาจะเสียชีวิต นักข่าวรายนี้กลับวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มฮามาสเสียเอง เหตุการณ์นี้จึงยิ่งสร้างความสับสนและข้อสงสัยเกี่ยวกับแรงจูงใจในการโจมตี

กลุ่มสิทธิมนุษยชนและประเทศต่างๆ รวมถึงกาตาร์ ได้ออกมาประณามการโจมตีครั้งนี้อย่างกว้างขวาง โดยเรียกร้องให้มีการปกป้องนักข่าวและพลเรือนในพื้นที่ความขัดแย้ง

พิธีศพนักข่าวผู้เสียชีวิต

พิธีศพของชารีฟ, โมฮัมเหม็ด เกรย์เกห์ ผู้สื่อข่าวอัลจาซีรา และช่างภาพ 2 คน ได้แก่อิบราฮิม ซาเฮอร์ โมฮัมเหม็ด นูฟาล และโมอาเมน อาลีวา ได้จัดขึ้นในวันจันทร์ หลังจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธแบบกำหนดเป้าหมายที่เต็นท์ของพวกเขาในเมืองกาซาซิตี้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและความเสียใจต่อการสูญเสียบุคลากรที่มีคุณค่าในวงการสื่อสารมวลชน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า โมฮัมเหม็ด อัล-คาลดี ได้รับการระบุชื่อจากทีมแพทย์ที่โรงพยาบาลอัล-ชิฟาว่าเป็นนักข่าวคนที่ 6 ที่เสียชีวิตจากการโจมตีครั้งนี้ นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิตอีกคนหนึ่งจากการโจมตีครั้งนี้ด้วย

ตามท้องถนนในฉนวนกาซาเต็มไปด้วยฝูงชนที่มาร่วมงานศพ โดยอานัส อัล-ชารีฟ เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีผู้ติดตามออนไลน์หลายล้านคน

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน ซึ่งเป็นกลุ่มสนับสนุนเสรีภาพสื่อ ได้ประณามอย่างรุนแรงต่อสิ่งที่เรียกว่าการลอบสังหารชารีฟ สมาคมสื่อมวลชนต่างประเทศ (FBI) ระบุว่ารู้สึกโกรธแค้นต่อการสังหารแบบกำหนดเป้าหมายดังกล่าว รายงานระบุว่ากองทัพอิสราเอลได้ตราหน้านักข่าวชาวปาเลสไตน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “เป็นนักรบ โดยบ่อยครั้งไม่มีหลักฐานที่พิสูจน์ได้”

ด้านคณะกรรมการคุ้มครองนักข่าว (CPJ) ระบุว่ารู้สึกตกใจกับการโจมตีครั้งนี้ และอิสราเอลไม่ได้แสดงหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวหาต่อชารีฟ และเสริมว่า “อิสราเอลมีรูปแบบการกล่าวหานักข่าวว่าเป็นผู้ก่อการร้ายมาอย่างยาวนานโดยไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือ”

กองทัพอิสราเอลระบุว่ามีเอกสารที่พบในฉนวนกาซาซึ่งยืนยันว่าชารีฟเป็นสมาชิกของกลุ่มฮามาส รายงานดังกล่าวประกอบด้วย “รายชื่อบุคลากร รายชื่อหลักสูตรฝึกอบรมผู้ก่อการร้าย สมุดโทรศัพท์ และเอกสารเงินเดือน”

เอกสารที่เผยแพร่เพื่อเผยแพร่มีเพียงภาพหน้าจอของสเปรดชีตที่ดูเหมือนจะแสดงรายชื่อเจ้าหน้าที่ฮามาสจากฉนวนกาซาตอนเหนือ ซึ่งระบุถึงการบาดเจ็บของเจ้าหน้าที่ฮามาส และส่วนหนึ่งของสิ่งที่กล่าวกันว่าเป็นสมุดโทรศัพท์ของกองพันจาบาเลียตะวันออกของกลุ่มติดอาวุธ และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีคำอธิบายจากอิสราเอลเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนักข่าวอัลจาซีราทั้งทีม

CPJ ระบุว่ามีนักข่าวอย่างน้อย 186 คนเสียชีวิตนับตั้งแต่อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซาเมื่อเดือนตุลาคม 2023 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นักข่าวเสียชีวิตมากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มบันทึกข้อมูลดังกล่าวในปี 1992

สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวในโพสต์บน X ว่า “อิสราเอลต้องเคารพและคุ้มครองพลเรือนทุกคน รวมถึงนักข่าว เราเรียกร้องให้นักข่าวทุกคนเข้าถึงฉนวนกาซาโดยทันที ปลอดภัย และไม่ถูกขัดขวาง”

เมื่อเดือนที่แล้ว บีบีซีและสำนักข่าวอีกสามแห่ง ได้แก่ รอยเตอร์ส เอพี และเอเอฟพี ได้ออกแถลงการณ์ร่วมแสดง “ความกังวลอย่างยิ่ง” ต่อนักข่าวในฉนวนกาซา ซึ่งพวกเขากล่าวว่าพวกเขาไม่สามารถเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้มากขึ้น

รัฐบาลอิสราเอลไม่อนุญาตให้องค์กรข่าวต่างประเทศ รวมถึงบีบีซี เข้าไปในฉนวนกาซาเพื่อรายงานข่าวอย่างอิสระ ดังนั้นสำนักข่าวหลายแห่งจึงต้องพึ่งพาผู้สื่อข่าวประจำฉนวนกาซา.

เหตุการณ์ยูเอ็นประณาม การโจมตีของอิสราเอลที่สังหารนักข่าวอัลจาซีรา 5 รายในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความเสี่ยงที่นักข่าวต้องเผชิญในพื้นที่ความขัดแย้ง และความจำเป็นในการปกป้องสิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชนในการทำหน้าที่รายงานข่าวสารอย่างเป็นอิสระ

ที่มา – ยูเอ็นประณาม การโจมตีของอิสราเอลที่สังหารนักข่าวอัลจาซีรา 5 ราย

อินโดฯ ตั้ง 6 กองทัพภาคใหม่ ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่

อินโดนีเซียประกาศการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในโครงสร้างกองทัพ โดยมีการจัดตั้ง อินโดฯ ตั้ง 6 กองทัพภาคใหม่ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความพร้อมในการรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นในภูมิภาคและโลก

อินโดฯ ตั้ง 6 กองทัพภาคใหม่

ประธานาธิบดีปราโบโว สุเบียนโต ได้ประกาศอย่างเป็นทางการถึงการจัดตั้งกองบัญชาการกองทัพบกภูมิภาค (Kodam) จำนวน 6 แห่ง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญทั่วประเทศ การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นการปรับโครงสร้างกองทัพครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 20 ปี สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของอินโดนีเซียในการยกระดับศักยภาพทางทหารและการป้องกันประเทศ

กองทัพภาคใหม่เหล่านี้จะกระจายกำลังพลและทรัพยากรไปยังพื้นที่ต่างๆ ได้แก่ หมู่เกาะเรียว สุมาตราตะวันตก-จัมบี ลัมปุง-เบงกูลู กาลิมันตันกลาง-ใต้ สุลาเวสีกลาง-ตะวันตก และเมราเกในจังหวัดปาปัวใต้ การขยายเครือข่ายกองทัพบกส่งผลให้ปัจจุบันอินโดนีเซียมีกองบัญชาการทั้งหมด 21 แห่งทั่วประเทศ ทำให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินและภัยคุกคามได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เหตุผลเบื้องหลังการจัดตั้งกองทัพภาคใหม่

ประธานาธิบดีสุเบียนโตเน้นย้ำว่า การเสริมสร้างแสนยานุภาพทางทหารเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์โลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและภัยคุกคามที่หลากหลาย สงครามในยุโรปและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้อินโดนีเซียต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้น การมีกองทัพภาคที่เข้มแข็งจะช่วยปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ผู้นำอินโดนีเซียยังได้ประกาศแต่งตั้ง พล.ท. ทันดโย บูดี เรวิตา ดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการกองทัพแห่งชาติ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่หลังจากว่างเว้นไปนานกว่า 20 ปี การกลับมาของตำแหน่งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประสานงานระหว่างกองทัพบก เรือ และอากาศ รวมถึงปฏิบัติหน้าที่แทนผู้บัญชาการกองทัพเมื่อจำเป็น

โฆษกกองทัพบก วาฮยู ยูดายานา กล่าวว่า การขยายโครงสร้างกองทัพครั้งนี้เป็นการเสริมสร้างระบบป้องกันประเทศแบบ “ป้องกันความมั่นคงของประชาชนทั้งมวล” และสนับสนุนการพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน การมีกองทัพที่แข็งแกร่งไม่เพียงแต่ปกป้องประเทศจากภัยคุกคามภายนอกเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความมั่นคงภายในและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอีกด้วย

การตัดสินใจของอินโดนีเซียในการ อินโดฯ ตั้ง 6 กองทัพภาคใหม่ และปรับโครงสร้างกองทัพครั้งใหญ่นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การลงทุนในกองทัพและการพัฒนาศักยภาพทางทหารเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประเทศที่ต้องการปกป้องผลประโยชน์ของตนเองและมีบทบาทในภูมิภาค

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อกองทัพอินโดนีเซียเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อความสมดุลทางอำนาจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การมีกองทัพที่แข็งแกร่งขึ้นของอินโดนีเซียอาจทำให้ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคต้องพิจารณาถึงศักยภาพทางทหารของตนเองและการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่

โดยสรุปแล้ว การ อินโดฯ ตั้ง 6 กองทัพภาคใหม่ ถือเป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของอินโดนีเซีย ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของชาติและตอบสนองต่อความท้าทายที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อทั้งอินโดนีเซียและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต

ที่มา – อินโดฯ ตั้ง 6 กองทัพภาคใหม่ ปรับโครงสร้างทหารครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี

เนปาลเสนอปีนฟรี 97 ยอดเขา ขณะที่นักท่องเที่ยวเพิ่ม

เนปาลเตรียมเปิดให้ปีนเขากันแบบฟรีๆ ถึง 97 ยอดเขาหิมาลัย เป็นเวลา 2 ปีเต็ม! เพื่อเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่ห่างไกลของประเทศ งานนี้สายผจญภัยห้ามพลาด!

เนปาลเสนอปีนฟรี 97 ยอดเขา ขณะที่นักท่องเที่ยวเพิ่ม

ในขณะเดียวกัน ค่าธรรมเนียมการปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก ก็จะมีการปรับขึ้นในช่วงฤดูท่องเที่ยว เป็น 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 486,525 บาท) ตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป ถือเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปีเลยทีเดียว

สำนักงานการท่องเที่ยวเนปาลหวังว่า โครงการนี้จะช่วยเน้นย้ำถึงศักยภาพของ “ผลิตภัณฑ์และจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่ยังไม่ถูกสำรวจ” ของประเทศให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

การปีนเขาสร้างรายได้มหาศาลให้กับเนปาล ซึ่งเป็นที่ตั้งของภูเขาที่สูงที่สุดในโลกถึง 10 ลูก โดยในปีที่ผ่านมา ค่าธรรมเนียมการปีนเขาสร้างรายได้ถึง 5.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 191 ล้านบาท) ซึ่งยอดเขาเอเวอเรสต์คิดเป็นรายได้กว่า 3 ใน 4 ของทั้งหมด

สำหรับยอดเขาที่ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมนั้น ตั้งอยู่ในจังหวัดการ์นาลีและสุดูร์ปัชิมของเนปาล มีความสูงตั้งแต่ 5,970 เมตร ถึง 7,132 เมตร ทั้งสองจังหวัดนี้ตั้งอยู่ทางตะวันตกสุดของเนปาล และถือเป็นจังหวัดที่ยากจนและพัฒนาน้อยที่สุดของประเทศ

หิมาล เกาตัม ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวเนปาลกล่าวว่า “แม้ว่าพื้นที่เหล่านี้จะมีความสวยงามตระการตา แต่กลับมีนักท่องเที่ยวและนักปีนเขาจำนวนน้อยมากที่เดินทางมาที่นี่ เนื่องจากปัญหาการเข้าถึงพื้นที่ที่ยากลำบาก เราหวังว่ามาตรการ เนปาลเสนอปีนฟรี 97 ยอดเขา นี้ จะเป็นประโยชน์ ทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ และส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นได้”

อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ทางการมีแผนที่จะปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมต่อกับพื้นที่ห่างไกลเหล่านี้หรือไม่ และชุมชนในพื้นที่จะสามารถรับมือกับการหลั่งไหลเข้ามาของนักปีนเขาได้ดีเพียงใด หากโครงการปีนเขาฟรีประสบความสำเร็จ

ในอดีต นักปีนเขาส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยสนใจยอดเขาห่างไกลทั้ง 97 ยอดนี้ โดยในช่วงสองปีที่ผ่านมา มีนักปีนเขาเพียง 68 คนเท่านั้นที่กล้าเสี่ยงไปที่นั่น ในทางตรงกันข้าม ในปี 2024 เพียงปีเดียว มีการออกใบอนุญาตปีนเขาเอเวอเรสต์ถึง 421 ใบ

ยอดเขาเอเวอเรสต์ ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก ด้วยความสูงกว่า 8,849 เมตร ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ต้องเผชิญกับปัญหาความแออัด ปัญหาสิ่งแวดล้อม และความพยายามปีนเขาที่นำไปสู่การสูญเสียชีวิตหลายครั้ง

ในเดือนเมษายน 2024 ศาลฎีกาเนปาลได้มีคำสั่งให้รัฐบาลจำกัดจำนวนใบอนุญาตปีนเขาที่ออกให้สำหรับยอดเขาเอเวอเรสต์และยอดเขาอื่นๆ อีกหลายยอด โดยระบุว่าต้องเคารพขีดความสามารถของยอดเขา

ในเดือนมกราคมปีนี้ ทางการได้ประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 36% สำหรับผู้ที่พยายามพิชิตยอดเขานอกฤดูกาลปีนเขาเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ค่าใช้จ่ายในการปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายนจะอยู่ที่ 7,500 ดอลลาร์สหรัฐ และ 3,750 ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์

รัฐสภาเนปาลกำลังถกเถียงกันเกี่ยวกับกฎหมายฉบับใหม่ที่กำหนดให้ผู้ที่ต้องการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ ต้องพิชิตยอดเขาที่มีความสูงกว่า 7,000 เมตรในประเทศให้ได้ก่อน สิ่งนี้ทำให้ยอดเขาในการ์นาลีและสุดูร์ปัชิมเป็น “สถานที่ฝึกซ้อมที่เหมาะสม”

แล้วทำไมถึงต้องเป็น 97 ยอดเขา?

การที่ เนปาลเสนอปีนฟรี 97 ยอดเขา นั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการวางแผนเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปยังพื้นที่ที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก และเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นอีกด้วย

  • ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงผจญภัย: ดึงดูดนักปีนเขามืออาชีพและผู้ที่ต้องการท้าทายตัวเอง
  • กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น: สร้างงานและรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่ห่างไกล
  • โปรโมทความหลากหลายของเนปาล: แสดงให้เห็นว่าเนปาลไม่ได้มีแค่เอเวอเรสต์ แต่ยังมีภูเขาที่สวยงามอีกมากมาย

สรุป: โครงการ เนปาลเสนอปีนฟรี 97 ยอดเขา เป็นโอกาสทองสำหรับนักปีนเขาและผู้ที่รักการผจญภัย ที่จะได้สัมผัสความงามของเทือกเขาหิมาลัยในราคาที่เป็นมิตรต่อกระเป๋า แต่ก็อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อมและเคารพธรรมชาติด้วยนะครับ

ที่มา – เนปาลเสนอปีนฟรี 97 ยอดเขา ขณะที่นักท่องเที่ยวไปเอเวอเรสต์เพิ่มขึ้น

ชายแดนไทย-กัมพูชา ไร้ปะทะ ประชาชนกลับแล้ว

สถานการณ์ ชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าสุดเป็นอย่างไร? หลายคนคงกังวลใจเกี่ยวกับข่าวความขัดแย้งบริเวณชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา วันนี้เรามีอัปเดตสถานการณ์ล่าสุดมาฝากกัน เพื่อคลายความกังวลและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน

ชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ 2 ฝ่ายวางกำลังตามแนวที่มั่น ประชาชนกลับภูมิลำเนาแล้ว

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 11 สิงหาคม 2568 จนถึงเช้าวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เหตุการณ์บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด ไม่มีการปะทะหรือความรุนแรงเกิดขึ้น

กองกำลังของทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง โดยฝ่ายไทยยึดมั่นปฏิบัติตามข้อตกลงของการประชุม GBC ที่ผ่านมาอย่างเคร่งครัด และมุ่งมั่นที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นสำคัญ นี่เป็นข่าวดีที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการลดความตึงเครียดและรักษาสันติภาพในพื้นที่

ประชาชนกลับภูมิลำเนาแล้ว

ข่าวดีอีกเรื่องคือ ประชาชนที่เคยอาศัยอยู่ในศูนย์อพยพทั้ง 4 จังหวัด ได้เดินทางกลับภูมิลำเนาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลายและกลับสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ตาม หากประชาชนพบพื้นที่ที่ยังไม่ปลอดภัยหรือพบวัตถุต้องสงสัย ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ หมายเลข 191 เพื่อประสานหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าดำเนินการ

รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขัน เพื่อรักษาความสงบและอธิปไตยของชาติ พร้อมทั้งดูแลและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงเร่งฟื้นฟูพื้นที่ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ทุกอย่างกลับมาเดินหน้าต่อไปได้

แต่ก็มีข่าวร้ายล่าสุดคือ กองทัพบกได้รับรายงานว่า หน่วยทหารพรานร้อย ทพ.2610 ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในพื้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้น ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บสูญเสียขา 1 นาย ซึ่งขณะนี้ได้ลำเลียงส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาแล้ว เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงอันตรายที่ยังคงมีอยู่ในพื้นที่ชายแดน และความจำเป็นที่ต้องระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่

สถานการณ์โดยรวมบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในขณะนี้ ถือว่าอยู่ในภาวะที่ควบคุมได้ แม้จะยังมีเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเกิดขึ้นบ้าง แต่หน่วยงานต่างๆ ก็กำลังพยายามอย่างเต็มที่ในการดูแลความปลอดภัยของประชาชน และฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับสู่สภาพปกติ

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงชายแดน ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว หากพบสิ่งผิดปกติ หรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อหน่วยงานราชการในพื้นที่ได้ตลอดเวลา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่สงบลงนี้ เป็นผลมาจากการเจรจาและความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย หวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้นเรื่อยๆ และนำมาซึ่งความสงบสุขอย่างยั่งยืนในพื้นที่

ดังนั้นการตระหนักถึงสถานการณ์ปัจจุบันและการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – ชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ 2 ฝ่ายวางกำลังตามแนวที่มั่น ประชาชนกลับภูมิลำเนาแล้ว

กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย

โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาเรียกร้องให้ไทยส่งตัวทหารกัมพูชา 18 นายที่ถูกควบคุมตัวกลับประเทศ หลังครบกำหนด 14 วันตามข้อตกลงหยุดยิง พร้อมขอบคุณนานาชาติที่ให้ความช่วยเหลือในการกดดันประเทศไทย และย้ำว่ากัมพูชาจะไม่ทอดทิ้งกำลังพล

กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้แถลงการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ทหารกัมพูชาที่ถูกควบคุมตัวในประเทศไทย โดยระบุว่าบัดนี้เป็นเวลา 14 วันแล้วนับตั้งแต่กองกำลังของประเทศไทยได้ควบคุมตัวทหารกัมพูชาจำนวน 18 นาย ภายหลังจากการประกาศใช้ข้อตกลงหยุดยิงอย่างเป็นทางการระหว่างทั้งสองประเทศ

พลโทหญิง มาลี โสเจียตา ได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้ และทำการส่งตัวทหารกัมพูชาทั้ง 18 นายกลับประเทศโดยเร็ว เพื่อให้พวกเขาได้กลับไปพบกับครอบครัวที่กำลังรอคอยการกลับมาของพวกเขาด้วยความหวังและความคิดถึง

นอกจากนี้ พลโทหญิง มาลี โสเจียตา ยังได้กล่าวแสดงความขอบคุณต่อประเทศคู่มิตรและองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ที่ได้ออกมาเรียกร้องให้ประเทศไทยปล่อยตัวทหารกัมพูชาโดยเร็ว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจจากนานาชาติต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชายังได้เน้นย้ำถึงจุดยืนที่แน่วแน่ของกัมพูชาว่า รัฐบาลและกองทัพจะไม่ทอดทิ้งหรือละเลยกำลังพลของตนเองแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไรก็ตาม การให้ความช่วยเหลือและปกป้องกำลังพลถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่สำคัญยิ่ง

กัมพูชาต้องการให้ไทย ปล่อยทหาร 18 นาย กลับประเทศ

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งมีทั้งความร่วมมือและความขัดแย้งปะปนกันไป การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศทั้งสอง และป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงได้

การที่กัมพูชาออกมาเรียกร้องให้ไทยปล่อยทหาร 18 นาย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติและดูแลสวัสดิภาพของประชาชน อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกันจากทั้งสองฝ่าย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย อย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีการปล่อยตัวทหารทั้ง 18 นาย ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปว่าจะมีการตอบสนองจากรัฐบาลไทยอย่างไร และสถานการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองในอนาคตอย่างไร

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การสื่อสารและการเจรจาอย่างเปิดอกและสร้างสรรค์จึงเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การใช้ความรุนแรงหรือการเผชิญหน้ากันจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

หวังว่าประเทศไทยและกัมพูชาจะสามารถหาทางออกร่วมกันได้โดยสันติวิธี และรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไว้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

การที่กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย ถือเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองในระยะยาวได้ การแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีและการเจรจาอย่างเปิดอกจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย หลังครบ 14 วันตั้งแต่ถูกควบคุมตัว

จตุพร เร่งฟื้นการค้าชายแดน เน้นตลาดเดิม หาตลาดใหม่

รมว.พาณิชย์ ชี้ ฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่

“จตุพร” รมว.พาณิชย์ ชี้ ฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่ เล็งคุยทูต สปป.ลาว ขอผ่านทางส่งสินค้าจากอุบลราชธานีไปกัมพูชา หวังลดค่าใช้จ่าย

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 12 สิงหาคม 2568 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ที่ท้องสนามหลวงถึงการฟื้นฟูการค้าบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หากมีการประเมินเรื่องการเปิดด่าน ว่า รอข้อมูล แต่ศูนย์ที่เราตั้งก็มีการปรึกษาเรื่องการค้าชายแดน วันนี้สินค้า Modern Trade ของเราที่กัมพูชาก็พอมี ซึ่งผู้ประกอบการก็มีการปรับตัวเรื่องการขนส่งไปใช้ทางเรือและทาง สปป.ลาว และเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ได้เจอทูต สปป.ลาว และคิดว่าจะไปหารืออีกครั้งว่าจะขอผ่านจาก จ.อุบลราชธานีไป สปป.ลาว และไปยังกัมพูชา จะมีค่าผ่านทางอย่างไร จะหารือเพื่อลดค่าใช้จ่าย

แนวทางการฟื้นการค้าชายแดนที่สำคัญ

จากสถานการณ์ปัจจุบัน การฟื้นการค้าชายแดนถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาและลาว กระทรวงพาณิชย์จึงมีนโยบายที่ชัดเจนในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก รวมถึงการลดอุปสรรคทางการค้าต่างๆ

การหารือกับทูต สปป.ลาว เพื่อขอใช้เส้นทางผ่านแดนจากอุบลราชธานีไปยังกัมพูชา ถือเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการลดต้นทุนการขนส่งสินค้า ซึ่งจะช่วยให้สินค้าไทยมีราคาที่สามารถแข่งขันได้มากขึ้น นอกจากนี้ การรักษาตลาดเดิมและการเร่งหาตลาดใหม่ ยังเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการฟื้นการค้าชายแดนให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงแนวโน้มการฟื้นฟูตลาดยากหรือไม่ นายจตุพร ตอบว่า วันนี้เน้นรักษาตลาดเดิมให้ได้ไว้ก่อน ขณะเดียวกันก็เร่งหาตลาดใหม่ให้กับผู้ประกอบการ

ดังนั้น การฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่ จึงเป็นแนวทางที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ เพื่อคว้าโอกาสในการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ

ที่มา – รมว.พาณิชย์ ชี้ ฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่

ส่อง TOYOTA NEW bZ4X 2025 แบตฯใหม่ วิ่งไกลกว่าเดิม!

เตรียมพบกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ Toyota bZ4X 2025 พร้อมกับราคารุ่นล่าสุดที่จะเผยโฉมพร้อมกับ Toyota YARIS Ativ HEV ในวันที่ 19 สิงหาคม 2568! รถยนต์ไฟฟ้า bZ4X รุ่นปรับปรุงนี้มาพร้อมสมรรถนะที่เหนือกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านระยะทางที่วิ่งได้ไกลยิ่งขึ้น และความอเนกประสงค์ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

Toyota bZ4X 2025 ไม่ได้มีดีแค่แบตเตอรี่ใหม่ที่ทำให้วิ่งได้ไกลขึ้นเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระที่เพิ่มขึ้น ทำให้เป็นรถยนต์สำหรับครอบครัวที่ทั้งกว้างขวางและยืดหยุ่นอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ระบบชาร์จเร็วที่พัฒนาขึ้น และมอเตอร์ใหม่ที่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิม จะทำให้คุณประทับใจในประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ

ในตลาดยุโรป bZ4X รุ่น Touring เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับ Toyota ในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า โดยทำงานร่วมกับ Urban Cruiser และ C-HR+ ครอสโอเวอร์อีวีรุ่นใหม่ สำหรับ Toyota bZ4X 2025 รุ่นปรับปรุงนี้ มีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อนล้อหน้า และขับเคลื่อนสี่ล้อ AWD เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกัน

ส่อง TOYOTA NEW bZ4X 2025 แบตฯใหม่ วิ่งไกลกว่าเดิม

เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า Toyota bZ4X Minorchange 2025 มีความยาวโดยรวมเพิ่มขึ้น 140 มิลลิเมตร และความสูงเพิ่มขึ้น 20 มิลลิเมตร ทำให้มีขนาดความยาว 4,830 มิลลิเมตร และสูง 1,670 มิลลิเมตร การขยายขนาดนี้ส่งผลให้ความจุของห้องเก็บสัมภาระเพิ่มขึ้นถึง 148 ลิตร รวมเป็น 600 ลิตร นอกจากนี้ การออกแบบระบบส่งกำลัง BEV ที่เน้นชิ้นส่วนขนาดกะทัดรัดและโครงสร้างที่แข็งแรง รวมถึงเบาะหลังที่ปรับพับแบบ 40:60 ได้อย่างยืดหยุ่น ทำให้ bZ4X เป็นรถยนต์ที่ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย

อะไรใหม่ใน Toyota bZ4X 2025?

รุ่น AWD ของ bZ4X มาพร้อมเทคโนโลยีควบคุมการขับขี่อัจฉริยะ XMODE และ Grip Control ที่ช่วยให้การยึดเกาะถนนและสมรรถนะการทรงตัวบนพื้นผิวที่ขรุขระดีเยี่ยม ทั้งรุ่นขับหน้าและขับเคลื่อนสี่ล้อ มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 74.7 กิโลวัตต์ชั่วโมง พร้อม Wall box ออนบอร์ดขนาด 11 กิโลวัตต์ หรือ 22 กิโลวัตต์ และรองรับการชาร์จเร็วด้วยไฟกระแสตรง (DC) สูงสุด 150 กิโลวัตต์ แบตเตอรี่นี้ถือเป็นความก้าวหน้าล่าสุดของ Toyota ในการปรับปรุงสมรรถนะและระยะเวลาในการชาร์จของ Toyota bZ4X 2025

นอกจากนี้ ยังมีระบบระบายความร้อนของชุดขับเคลื่อน และฟังก์ชันปรับสภาพล่วงหน้าก่อนการขับเคลื่อน ซึ่งสามารถเปิดใช้งานได้ทั้งแบบแมนนวลหรืออัตโนมัติ

Toyota bZ4X 2025 รุ่นขับหน้า มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุด 224 แรงม้า (165 กิโลวัตต์) ในขณะที่รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ มอเตอร์คู่ ให้กำลังถึง 380 แรงม้า (280 กิโลวัตต์) ทำให้ bZ4X รุ่นปรับปรุงนี้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ที่ทรงพลังที่สุดจาก Toyota

ระบบส่งกำลังยังได้รับประโยชน์จากเกียร์ eAxle ใหม่ของ Toyota ที่ใช้เซมิคอนดักเตอร์ซิลิคอนคาร์ไบด์ (SIC) ใหม่ ทำให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและให้กำลังสูงขึ้น ในขณะเดียวกันก็เบาและกะทัดรัดกว่าเดิม นอกจากแรงม้าที่เพิ่มขึ้นแล้ว Toyota bZ4X 2025 ยังสามารถลากจูงเทรลเลอร์ได้สูงสุด 1,500 กิโลกรัม

เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า รถยนต์พลังงานไฟฟ้า bZ4X มาพร้อมการรับประกันคุณภาพ ความทนทาน และความน่าเชื่อถือของแบตเตอรี่ ภายใต้โปรแกรมดูแลแบตเตอรี่ของ Toyota นานสูงสุด 10 ปี หรือระยะทางขับขี่สูงสุด 1 ล้านกิโลเมตร

ภายนอกของ bZ4X ยังคงความโดดเด่นด้วยตัวถังที่กว้างขวางสไตล์เอสเตท พร้อมรายละเอียดการออกแบบที่เน้นย้ำถึงจิตวิญญาณแห่งความแข็งแกร่งและการผจญภัย ซุ้มล้อสีดำ ล้อสีดำ และแรคหลังคาที่รองรับน้ำหนักบรรทุกบนหลังคาได้ถึง 70 กิโลกรัม ดีไซน์ด้านล่างกันชนใหม่ และไฟ LED ทำให้รถดูทันสมัยยิ่งขึ้น พร้อมสีภายนอกแบบโมโนโทน รวมถึงสีบรอนซ์บริลเลียนท์ซึ่งเป็นสีใหม่

ภายในห้องโดยสารของ bZ4X รุ่นใหม่ ออกแบบคอนโซลกลางใหม่ที่ใช้งานง่ายขึ้น พร้อมอุปกรณ์ดิจิทัล แผงหน้าปัดพร้อมหน้าจอมัลติมีเดียขนาด 14 นิ้ว เบาะโทนสี City Moss แบบใหม่ และระบบมัลติมีเดียที่มีฟังก์ชันนำทาง สามารถเลือกเส้นทางและจุดชาร์จได้ตามสถานะการชาร์จแบตเตอรี่และระยะทางที่เหลือของรถ

Toyota bZ4X 2025 รุ่นปรับปรุง มีกำหนดเปิดตัวในประเทศไทยภายในวันที่ 19 สิงหาคม 2568 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมจะมีการเผยแพร่ในวันเปิดตัวพร้อมราคาที่คาดการณ์ไว้

โดยรวมแล้ว Toyota bZ4X 2025 ถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่น่าจับตามอง ด้วยสมรรถนะที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นในทุกด้าน ทั้งระยะทางที่วิ่งได้ไกลขึ้น กำลังที่มากขึ้น และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าคุณภาพสูง

ที่มา – ส่องก่อนเปิดตัว TOYOTA NEW bZ4X 2025 แบตฯใหม่ วิ่งไกลกว่าเดิม

“หมอบี” ยันมอบเงินบริจาคให้หลวงพ่อครบ ขอโทษ “อ.ตฤณห์”

หลังจากตกเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคม “หมอบี” ได้ออกมาเปิดใจเป็นครั้งแรก ยืนยันว่าได้มอบเงินบริจาคให้หลวงพ่อครบทุกบาททุกสตางค์ พร้อมทั้งกล่าวขอโทษ “อ.ตฤณห์” ที่เคยล่วงเกินด้วยคำพูดที่ไม่เหมาะสม เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร มาติดตามกันครับ

“หมอบี” ยันมอบเงินบริจาคให้หลวงพ่อครบ ขอโทษ “อ.ตฤณห์”

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากการให้ปากคำกับพนักงานสืบสวนกองบังคับการปราบปรามเป็นเวลานานกว่า 6 ชั่วโมง นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือ “หมอบี” ฑูตสื่อวิญญาณ ได้ออกมาเปิดเผยกับสื่อมวลชนเป็นครั้งแรกถึงประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเริ่มต้นด้วยการกล่าวขอโทษอาจารย์ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญาวิทยาเชิงจิตวิทยาและพฤติกรรมอาชญากร ที่ตนเองเคยใช้คำพูดไม่ดีใส่ รวมถึงครูบาอาจารย์ของตนทุกท่าน และหลวงพ่ออลงกต

“ผมอยากจะขอโทษอาจารย์ตฤณห์ที่ผมเคยพูดจาไม่ดีใส่ท่าน และขอโทษครูบาอาจารย์ทุกท่าน รวมถึงหลวงพ่ออลงกตด้วยครับ” หมอบีกล่าวด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด

นอกจากนี้ หมอบียังขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนให้ความเป็นส่วนตัวแก่ตนเอง ไม่อยากให้มีการดักรอหรือปีนรั้วบ้านเพื่อถ่ายภาพ รวมถึงเรื่องเงินบริจาคที่จะนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่างๆ ขอเลื่อนออกไปก่อน เนื่องจากบัญชีของมูลนิธิถูกปิดชั่วคราว แต่ยืนยันว่าเงินทุกบาททุกสตางค์จะถูกส่งมอบให้กับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแน่นอน

ประเด็นเงินบริจาคและรถยนต์ของวัด

สำหรับประเด็นเงินสดที่นำไปมอบให้กับหลวงพ่ออลงกตนั้น หมอบีขอสงวนที่จะให้ปากคำ เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อรูปคดี แต่ยืนยันหนักแน่นว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ไม่เคยถูกเก็บไว้กับตัวเอง “ผมขอยืนยันว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้รับบริจาคมา ผมได้ให้ทีมงานนำไปมอบให้กับหลวงพ่อครบทุกบาททุกสตางค์ครับ” หมอบีกล่าว

หมอบี ยังกล่าวถึงกรณีที่วัดเคยออกมาให้ข้อมูลว่า เงินบริจาคหายไป 5.4 ล้านบาทว่าไม่เป็นความจริง และหลวงพ่อก็ไม่เคยแจ้งเรื่องนี้ให้ตนเองทราบ

ส่วนประเด็นที่หลวงพ่ออลงกตกล่าวว่า รถยนต์บางส่วนของวัดยังอยู่ในความครอบครองของหมอบี หมอบีปฏิเสธที่จะตอบคำถามนี้โดยตรง พร้อมกับถามกลับว่า “รถอะไร คืนใคร” และกล่าวว่ารายละเอียดทั้งหมดได้ให้ข้อมูลกับตำรวจไปหมดแล้ว และยินดีให้ตำรวจตรวจสอบทุกอย่าง

  • ยืนยันความบริสุทธิ์: หมอบียืนยันว่าตนเองบริสุทธิ์และพร้อมให้ความร่วมมือกับการตรวจสอบทุกขั้นตอน
  • ขอโทษอาจารย์ตฤณห์: หมอบีกล่าวขอโทษต่ออาจารย์ตฤณห์สำหรับการกระทำที่ไม่เหมาะสมในอดีต
  • เงินบริจาค: ยืนยันว่าเงินบริจาคทั้งหมดจะถูกนำไปใช้อย่างถูกต้องและโปร่งใส

โดยสรุปแล้ว หมอบีได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และยืนยันความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาทุกอย่างให้ลุล่วงไปด้วยดี อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่อง “หมอบี” ยันมอบเงินบริจาคให้หลวงพ่อครบ นั้นยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม และต้องรอติดตามความคืบหน้าต่อไป

เรื่องราวของ “หมอบี” ยันมอบเงินบริจาคให้หลวงพ่อครบ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและความโปร่งใสในการจัดการเงินบริจาค การเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริจาคและสังคมโดยรวม และเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการระดมทุนเพื่อการกุศล

ที่มา – “หมอบี” ยันมอบเงินบริจาคให้หลวงพ่อครบ อยากขอโทษ “อ.ตฤณห์” ที่เคยพูดจาไม่ดีใส่