วัน: 12 สิงหาคม 2025

“สรวงศ์” ปัดข่าว “นายกฯ อิ๊งค์” ลาออก ยันเพื่อไทยกำลังใจดี

“สรวงศ์” ปัดข่าว “นายกฯ อิ๊งค์” จ่อลาออก ยันเพื่อไทยไม่กังวล กำลังใจยังดี

จากกระแสข่าวลือเรื่องการลาออกจากตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี “อิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร หลังการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 เสร็จสิ้น นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีความกังวลใดๆ และกำลังใจของทุกคนยังดีเยี่ยม

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่ท้องสนามหลวง โดยกล่าวถึงกระแสข่าวที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เตรียมที่จะลาออกจากตำแหน่ง หากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร ว่าข่าวลือดังกล่าวไม่เป็นความจริง และไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อพรรคเพื่อไทย โดยนายสรวงศ์กล่าวว่า “ไม่มี วันนี้นายกรัฐมนตรีเองก็ยังมาร่วมทำบุญตักบาตร” ซึ่งเป็นการยืนยันว่านายกรัฐมนตรียังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ

นายสรวงศ์ยังระบุเพิ่มเติมว่า ทางพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีความกังวลเกี่ยวกับข่าวลือดังกล่าว และไม่ได้มีการพูดคุยกันในประเด็นนี้เป็นการภายในแต่อย่างใด ทั้งยังยืนยันอย่างหนักแน่นว่าข่าวลือเรื่อง “นายกฯ อิ๊งค์” ลาออกไม่ได้ทำให้พรรคเพื่อไทยเสียกำลังใจแต่อย่างใด และกำลังใจของสมาชิกพรรคยังคงดีเยี่ยม โดยนายสรวงศ์ได้แสดงท่าทีให้เห็นถึงความมั่นใจด้วยการยกนิ้วโป้งขึ้นทั้งสองข้าง

ความมั่นใจของพรรคเพื่อไทยต่อข่าวลือ “นายกฯ อิ๊งค์” ลาออก

การออกมาปฏิเสธข่าวลือของนายสรวงศ์ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของพรรคเพื่อไทยในการบริหารประเทศ และความเชื่อมั่นในตัวของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร แม้ว่าจะมีกระแสข่าวลือต่างๆ เกิดขึ้น แต่พรรคเพื่อไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนต่อไป

  • ความสำคัญของเสถียรภาพทางการเมือง: เสถียรภาพทางการเมืองเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ การปล่อยข่าวลือที่ไม่มีมูลความจริง อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชน
  • การทำงานเป็นทีม: การที่พรรคเพื่อไทยออกมาสนับสนุนและให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันภายในพรรค
  • การมุ่งเน้นไปที่การทำงาน: พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชน และพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า

ข่าวลือเรื่อง “นายกฯ อิ๊งค์”​ แพทองธาร ชินวัตร ลาออก จึงถือเป็นอีกหนึ่งบททดสอบความแข็งแกร่งของพรรคเพื่อไทย และเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่าพรรคยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

โดยสรุปแล้ว พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของ “นายกฯ อิ๊งค์” ยังคงเดินหน้าทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างเต็มที่ แม้จะต้องเผชิญกับข่าวลือและการโจมตีต่างๆ นานา การออกมาแสดงความมั่นใจและปฏิเสธข่าวลือของนายสรวงศ์ เทียนทอง จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคใดๆ และจะยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศต่อไป

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นี้คือ ข่าวลือและการปล่อยข่าวที่ไม่เป็นความจริง อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นขององค์กรหรือบุคคลได้ ดังนั้น การตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเชื่อหรือเผยแพร่ข่าวสารใดๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ การมีความสามัคคีและการทำงานเป็นทีม ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรหรือบุคคลสามารถก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ไปได้อย่างราบรื่น

ที่มา – “สรวงศ์” ปัดข่าว “นายกฯ อิ๊งค์” จ่อลาออก ยันเพื่อไทยไม่กังวล กำลังใจยังดี

“จุลพันธ์” ยัน งบฯ พอเยียวยาเหตุปะทะชายแดน

“จุลพันธ์” ยืนยัน รัฐบาลมีงบประมาณเพียงพอเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ชี้ไม่จำเป็นต้องแปรงบฯกระตุ้นเศรษฐกิจ ขอเวลาทำให้ครบถ้วนกระบวนการก่อนชง ครม.อนุมัติ

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 12 สิงหาคม 2568 ที่ท้องสนามหลวง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.การคลัง กล่าวถึงการขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมในการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือ ซึ่งได้พูดคุยกับนายภูมิธรรมแล้วเห็นว่าต้องทำกระบวนการให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการผ่านกระบวนการทางงบประมาณและแหล่งเงิน รวมไปถึงกองทุนเงินเยียวยาและกรมบัญชีกลาง ที่จะต้องยกเว้นระเบียบบางข้อก่อนที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยอมรับอาจจะไม่ได้เร็วทันใจ แต่จะพยายามทำให้ทันสัปดาห์ต่อไป

เมื่อถามว่าในเบื้องต้นจะเป็นการเยียวยาในส่วนของข้าราชการหรือประชาชน นายจุลพันธ์กล่าวว่า ตอนนี้เราพูดถึงประชาชนที่ได้รับความเสียหาย ส่วนที่ถามว่าจะสามารถใช้งบประมาณที่เหลือจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจมาช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบได้หรือไม่ นายจุลพันธ์ ตอบว่า หากจะทำก็สามารถทำได้ แต่ส่วนตัวแล้วอาจยังไม่จำเป็นต้องใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะรัฐบาลยังมีกลไกงบประมาณและแหล่งเงินที่เพียงพอที่จะนำมาเป็นงบเยียวยา ยืนยันว่าเงินที่จะนำไปช่วยเหลือประชาชนมีเพียงพออยู่แล้ว แต่จะใช้จากแหล่งใด เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องบริหารจัดการ

เมื่อถามว่า เงินค่าเบี้ยเลี้ยงชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ที่จะเข้าสู่ที่ประชุมครม. ในวันที่ 19 ส.ค. 2568 จะให้ทั้งประเทศหรือเฉพาะพื้นที่ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา นายจุลพันธ์กล่าวว่า ขอรอให้ออกก่อนดีกว่า ซึ่งอยู่ที่รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และกระทรวงมหาดไทยกำลังดูอยู่ ตนไม่กล้าตอบ

“จุลพันธ์”ลั่นมีงบประมาณเพียงพอใช้เยียวยาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

รัฐบาลพร้อมเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ รัฐบาลตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนและพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเยียวยาอย่างเต็มที่ การดำเนินการทุกขั้นตอนเป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้องและโปร่งใส เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้ที่ต้องการอย่างแท้จริง

การที่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการเยียวยาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ การบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบและความใส่ใจของรัฐบาลต่อประชาชนอีกด้วย

การเยียวยาไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือด้านการเงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดูแลด้านสุขภาพจิต การให้คำปรึกษา และการสนับสนุนด้านอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จะช่วยให้การเยียวยามีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกด้าน

การดำเนินการอย่างรอบคอบและโปร่งใสเป็นสิ่งสำคัญในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดน การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องจะช่วยสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในกระบวนการเยียวยา

ความสำคัญของการเยียวยา

  • บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
  • ฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่
  • สร้างขวัญและกำลังใจ
  • ส่งเสริมความสามัคคี
  • เสริมสร้างความเชื่อมั่นในรัฐบาล

“จุลพันธ์”ย้ำ!รัฐบาลมีเงินเยียวยาเพียงพอ

จากคำยืนยันของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.การคลัง ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่ารัฐบาลมีความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดน การบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและการดำเนินการตามกระบวนการที่ถูกต้องจะช่วยให้ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้ที่ต้องการอย่างแท้จริง

การแก้ไขปัญหาสถานการณ์ชายแดนอย่างยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการเจรจาและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นอีก

การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดนเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการดูแลประชาชน การดำเนินการอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน

การให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ การสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนจะช่วยให้การเยียวยามีประสิทธิภาพและเป็นไปอย่างราบรื่น

การลงทุนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดความขัดแย้ง การส่งเสริมการศึกษา การสร้างงาน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จะช่วยสร้างโอกาสและความหวังให้กับประชาชน

การดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่องเป็นหน้าที่ของรัฐบาล การสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและการส่งเสริมความสามัคคีจะช่วยสร้างความมั่นคงและความสงบสุขในพื้นที่

ที่มา – “จุลพันธ์”ลั่นมีงบประมาณเพียงพอใช้เยียวยาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

แม่ลูกขอโชค! เลขดังงวดนี้ ไอ้ส้มฉุน วัดทรงเสวย


แม่ลูกพากันมาขอโชค “ไอ้ส้มฉุน” ไม่ผิดหวังได้ “เลขดังงวดนี้” กลับไปลุ้น 16/8/68

วัดทรงเสวยคึกคัก! แม่ลูกพากันมาขอโชคจาก “ไอ้ส้มฉุน” สิ่งศักดิ์สิทธิ์ชื่อดัง ไม่ผิดหวังได้ “เลขดังงวดนี้” กลับไปเป็นแนวทางลุ้นโชคงวด 16 สิงหาคม 2568 ที่จะถึงนี้ ใครที่เป็นสายเสี่ยงโชคห้ามพลาด!

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศช่วงวันหยุดยาวที่วัดทรงเสวย อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท เป็นไปอย่างคึกคัก บรรดานักท่องเที่ยวต่างพาคุณแม่และครอบครัวเดินทางมาที่ศาลาไอ้ส้มฉุนกันอย่างเนืองแน่นตลอดทั้งวัน หลายคนนำสิ่งของมาไหว้ขอพรไอ้ส้มฉุน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ชื่อดังกันอย่างไม่ขาดสาย พร้อมนำของโปรดของไอ้ส้มฉุน อย่าง น้ำแดง ขนม ของเล่น เสื้อผ้าสีแดง มาถวายเพื่อขอโชคลาภ เนื่องจากชื่อเสียงของไอ้ส้มฉุนโด่งดังเรื่องการให้โชคให้ลาภแก่คอหวยมาแล้วหลายงวดติดต่อกัน บางรายว่ากันว่าเคยมีคนถูกรางวัลจากการขอพรไอ้ส้มฉุนติดต่อกันถึง 20 งวดเลยทีเดียว!

เลขเด็ด “ไอ้ส้มฉุน” ที่ใครๆ ก็อยากได้

สำหรับกิจกรรมที่เป็นไฮไลต์ของที่วัดทรงเสวยก็คือ การจุดธูปขอโชคจากไอ้ส้มฉุน ซึ่งเป็นธูปพิเศษที่ทางวัดจัดเตรียมไว้ให้ โดยแต่ละคนต่างก็นำธูปที่ได้มาจากถาดขอพรมาจุดเพื่อรอตัวเลขที่จะปรากฏ เพื่อนำไปเสี่ยงโชคซื้อลอตเตอรี่กันอย่างใจจดใจจ่อ ทำให้กระถางธูปเต็มแล้วเต็มอีก เจ้าหน้าที่ของวัดต้องคอยมาล้างและเกลี่ยธูปออกหลายต่อหลายรอบเพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาขอโชคกันอย่างไม่ขาดสาย

อย่างไรก็ตาม เลขที่ให้โชคนั้นก็ขึ้นอยู่กับดวงของแต่ละคนด้วย บางคนก็ได้เลขจากธูป บางคนก็ได้เลขจากอ่างน้ำมนต์ บางคนก็เสี่ยงเซียมซี ซึ่งก็แล้วแต่ความเชื่อและความศรัทธาของแต่ละบุคคล

ขณะที่คอหวยรายหนึ่งที่เดินทางมาขอโชคที่วัดทรงเสวยในวันนี้ ได้เปิดเผยเลขเด็ดที่ได้มาให้ฟังว่า คือเลข 12 และ 10 โดยเตรียมที่จะนำไปซื้อลอตเตอรี่เพื่อลุ้นโชคในงวดที่จะถึงนี้

เคล็ดลับการขอโชคลาภจาก “ไอ้ส้มฉุน”

สำหรับใครที่อยากจะเดินทางมาขอโชคลาภจากไอ้ส้มฉุนที่วัดทรงเสวย ก็มีเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ มาฝากกัน คือ ควรเตรียมของโปรดของไอ้ส้มฉุนมาถวาย เช่น น้ำแดง ขนม ของเล่น เสื้อผ้าสีแดง และที่สำคัญคือ ควรตั้งจิตอธิษฐานขอพรด้วยความตั้งใจและศรัทธา รับรองว่าไอ้ส้มฉุนจะไม่ทำให้ผิดหวังอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ การทำบุญที่วัดก็ถือเป็นการเสริมสิริมงคลให้กับตัวเองอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการถวายสังฆทาน การปล่อยปลา หรือการบริจาคเงินเพื่อบูรณะวัด ก็ล้วนแต่เป็นการสร้างบุญกุศลที่จะช่วยให้ชีวิตมีความสุขและความเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น

ถึงแม้ว่าการเสี่ยงโชคจะเป็นเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคล แต่การเดินทางมาทำบุญที่วัดทรงเสวยก็ถือเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้จิตใจสงบและผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี นอกจากจะได้ขอพรจากไอ้ส้มฉุนแล้ว ยังได้สัมผัสกับบรรยากาศที่ร่มรื่นและสวยงามของวัดอีกด้วย

สำหรับใครที่กำลังมองหาเลขเด็ดงวดนี้ ลองแวะมาขอโชคจากไอ้ส้มฉุนที่วัดทรงเสวยดูนะครับ เผื่อว่าท่านอาจจะเป็นผู้โชคดีได้รับโชคลาภกลับบ้านไปก็ได้ ใครจะรู้!

การเสี่ยงโชคเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิต อย่าลืมที่จะทำมาหากินและใช้ชีวิตอย่างมีสติด้วยนะครับ

ที่มา – แม่ลูกพากันมาขอโชค “ไอ้ส้มฉุน” ไม่ผิดหวังได้ “เลขดังงวดนี้” กลับไปลุ้น 16/8/68

สว. ปัดข่าวลือคว่ำงบประมาณ 2569 ย้ำไม่จริง!



สว.ปัดข่าวลือจ้องล้มโต๊ะคว่ำงบประมาณ 2569 ยืนยันไม่มีเหตุผลรั้งร่างพระราชบัญญัติ ยิ่งยื้อยิ่งเป็นผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจ ที่ควรให้เงินหมุนเข้าระบบโดยเร็วที่สุด

วันที่ 12 ส.ค. 2568 นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะรองประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2569 วุฒิสภา กล่าวถึงการติดตามการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 ที่สภาผู้แทนราษฎร เตรียมพิจารณาวาระ 2-3 ในวันที่ 13-15 ส.ค. นี้ว่า ในส่วนวุฒิสภาได้พิจารณาเนื้อหาและรายละเอียด เชิญหัวหน้าส่วนราชการมาชี้แจงรายละเอียด แต่การพิจารณาของสว. ไม่สามารถตัดหรือเปลี่ยนแปลงได้ มีหน้าที่เพียงตั้งข้อสังเกต หากพบว่า งบบางตัวมีความผิดปกติ เช่น งบประมาณกระทรวงศึกษาธิการที่ตั้งงบไว้สูง เพื่อใช้ทวงหนี้ผู้ผิดนัดชำระเงินกู้กยศ. หรืองบประมาณบางหมวดเป็นเบี้ยหัวแตก งบแก้ปัญหาทุจริตที่มีกระจายอยู่ในหน่วยงานต่างๆ

เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวสว. อาจไม่เห็นชอบร่างพ.ร.บ.งบรายจ่ายปี 2569 นายอลงกตตอบว่า ไม่มีไม่เห็นชอบแน่นอน หากสว.ไม่เห็นชอบ จะใช้มูลเหตุอะไรไม่เห็นชอบ หากสว.ไม่เห็นชอบกระบวนการต้องย้อนไปสส.อีก อยากถามกลับเหมือนกันว่า สว.จะยื้อทำไม ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน สามารถนำเงินเข้าระบบได้เร็วเท่าไรยิ่งดี จึงไม่มีเหตุยับยั้ง แต่มีข้อสังเกตได้ ไม่ควรชะลอการผ่านงบในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้

สว. ยัน! ไม่คว่ำงบประมาณ 2569 แน่นอน

จากกระแสข่าวลือที่แพร่สะพัดว่า สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เตรียมที่จะคว่ำร่างงบประมาณ 2569 นั้น ล่าสุด นายอลงกต วรกี ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือดังกล่าวอย่างหนักแน่น โดยยืนยันว่าไม่มีเหตุผลใดที่ สว. จะทำการยับยั้งร่างกฎหมายงบประมาณดังกล่าว เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันต้องการการขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว การอนุมัติงบประมาณจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ทำไมการอนุมัติงบประมาณ 2569 จึงสำคัญ?

การอนุมัติงบประมาณ 2569 มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากงบประมาณดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นการใช้จ่าย การลงทุน และการจ้างงาน หากงบประมาณถูกชะลอออกไป จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทำให้โครงการต่างๆ ต้องหยุดชะงัก และส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

นอกจากนี้ การอนุมัติงบประมาณที่ล่าช้ายังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งอาจชะลอการลงทุนและส่งผลเสียต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ดังนั้น การเร่งอนุมัติงบประมาณจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

  • กระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุน
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
  • สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ข้อสังเกตเกี่ยวกับงบประมาณ 2569

แม้ว่า สว. จะยืนยันว่าจะไม่คว่ำงบประมาณ 2569 แต่ก็ยังคงมีข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับรายละเอียดของงบประมาณที่ควรพิจารณาเพิ่มเติม เช่น ความโปร่งใสในการจัดสรรงบประมาณ การตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ และประสิทธิภาพของโครงการต่างๆ ที่ได้รับการอนุมัติงบประมาณ

การพิจารณาข้อสังเกตเหล่านี้อย่างรอบคอบจะช่วยให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

ดังนั้น แม้ว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจะต้องการการอนุมัติงบประมาณอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่ควรละเลยการตรวจสอบและพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้งบประมาณถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

ที่มา – สว.ปัดข่าวลือจ้องล้มโต๊ะคว่ำงบประมาณ 2569 ย้ำยิ่งยื้อ ยิ่งส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจ

สุชาติ จี้ พศ.สอบ ปัญหาวัดพระบาทน้ำพุ ผิดจริงฟัน!

สุชาติ จี้ พศ.ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ปัญหาวัดพระบาทน้ำพุ

จากกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นภายในวัดพระบาทน้ำพุ นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเคลื่อนไหวล่าสุด โดยสั่งการให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งย้ำว่าหากพบความผิดจริง จะดำเนินการตามระเบียบอย่างเด็ดขาด

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นภายในวัดพระบาทน้ำพุว่า ขณะนี้ได้มีคำสั่งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบสำนักพุทธศาสนาประจำจังหวัดที่ตั้งของวัดพระบาทน้ำพุแล้ว โดยยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้น และก่อนหน้านี้ตนได้เคยมอบนโยบายให้ พศ. ทำงานเชิงรุก ไม่ใช่ตั้งรับเพียงอย่างเดียว

พศ. ต้องทำงานเชิงรุก แก้ไข ปัญหาวัดพระบาทน้ำพุ

นายสุชาติ กล่าวว่า ตนได้กำชับให้สำนักงานพระพุทธศาสนา เข้าไปติดตามการทำงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาประจำจังหวัด ว่าปฏิบัติหน้าที่หย่อนยานหรือไม่ เพราะสังเกตว่าปัญหาที่เกิดขึ้น มักจะรู้ปัญหาหลังจากที่เกิดเหตุเสมอ ทั้งกรณีที่เกิดขึ้นภายในวัดพระบาทน้ำพุ และกรณีอื่นๆ ด้วย

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับปัญหาภายในวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งเป็นวัดที่ให้การช่วยเหลือผู้ป่วยเอดส์และเด็กกำพร้าจำนวนมาก การสั่งการให้ตรวจสอบอย่างเร่งด่วนนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อปัญหาที่เกิดขึ้น และความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด

“อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นในวัดพระบาทน้ำพุ เราจะดำเนินการตรวจสอบหาข้อเท็จจริงให้กระจ่าง โดยเร็วที่สุด และหากมีการตรวจสอบแล้วพบว่าเข้าข่ายกระทำความผิด จะดำเนินการตามระเบียบ และกรอบอำนาจที่ทำได้ ผมในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ที่กำกับดูแล พศ.จะเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในวงการพระสงฆ์ให้เกิดความกระจ่าง เพื่อเรียกความศรัทธาคืนให้กับประชาชน” นายสุชาติ กล่าวย้ำนโยบาย

การออกมาเน้นย้ำถึงการตรวจสอบข้อเท็จจริง และการดำเนินการตามระเบียบหากพบความผิด ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะไม่ปล่อยปละละเลยต่อปัญหาที่เกิดขึ้น และจะพยายามแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นและความศรัทธาของประชาชนกลับคืนมา

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่นายสุชาติได้กล่าวถึงการทำงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาประจำจังหวัด ที่มักจะรู้ปัญหาหลังจากเกิดเหตุเสมอ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความกังวลของรัฐบาลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และอาจนำไปสู่การปรับปรุงการทำงานของหน่วยงานเหล่านี้ในอนาคต

การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในวัดพระบาทน้ำพุ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่า รัฐบาลมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในวงการศาสนา และจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์และความน่าเชื่อถือของศาสนาต่อไป

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หันมาให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การทำงานอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อศาสนาและองค์กรที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ประชาชนต่างจับตาดูการดำเนินการของ พศ. ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาวัดพระบาทน้ำพุอย่างใกล้ชิด และหวังว่าการตรวจสอบนี้จะเป็นไปด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ความจริงปรากฏและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนต่อไป นอกจากนี้ ปัญหาวัดพระบาทน้ำพุ ยังคงเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจ และติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

การที่นายสุชาติ ตันเจริญ ออกมาแสดงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาวัดพระบาทน้ำพุ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลต่อสังคม และความตั้งใจที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในวงการศาสนา อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าว จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

การดำเนินการอย่างรวดเร็วและโปร่งใสในกรณีปัญหาวัดพระบาทน้ำพุ จะเป็นบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของศาสนา และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ที่มา – “สุชาติ” จี้ พศ.ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ปัญหาวัดพระบาทน้ำพุ ลั่น หากผิดจริงดำเนินการตามระเบียบ

ทอ. โพสต์ “รักสงบ F-16 จบให้” อวดแสนยานุภาพ!

กองทัพอากาศไทยแชร์โพสต์ “รักสงบ F-16 จบให้” แสดงแสนยานุภาพ และความสามารถในการทำลายเป้าหมายทางทหารอย่างแม่นยำ ตอกย้ำความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

รักสงบ F-16 จบให้

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 กองทัพอากาศไทย (Royal Thai Air Force) ได้โพสต์ภาพเครื่องบิน F-16 พร้อมข้อความ “รักสงบ F-16 จบให้!” ผ่านทางเฟซบุ๊ก แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของกองทัพในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ โดยข้อความดังกล่าวเป็นการแชร์มาจาก Defense Info TH ซึ่งเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของเครื่องบิน F-16 ในการปกป้องน่านฟ้าไทย

F-16: กำลังหลักของกองทัพอากาศไทย

แม้ว่าเครื่องบินรบ F-16 A/B หรือ บข.19 จะประจำการในกองทัพอากาศไทยมานานกว่า 37 ปี แต่ก็ยังคงเป็นกำลังหลักในการปฏิบัติภารกิจคุ้มครองน่านฟ้า โดยประจำการอยู่ในฝูงบินรบหลัก คือฝูงบิน 103 และฝูงบิน 403 เครื่องบินเหล่านี้ได้ปฏิบัติภารกิจการป้องปราม สกัดกั้น และภารกิจพิเศษต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง

ในอดีตที่ผ่านมา ความขัดแย้งด้านพรมแดนกับประเทศกัมพูชาได้กลายเป็นเวทีให้เครื่องบิน F-16 A/B ได้แสดงแสนยานุภาพอย่างเต็มที่ ทั้งในการครองอากาศและการโจมตีสนับสนุนการรบภาคพื้นดิน การปฏิบัติการในครั้งนั้นสร้างจุดเปลี่ยนทางการรบด้วยการทำลายเป้าหมายทางทหารได้อย่างหนักหน่วงและแม่นยำ ส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของฝ่ายตรงข้ามอย่างมีนัยสำคัญ

กองทัพอากาศไทยได้ให้ความสำคัญกับการจัดหาระบบอาวุธที่ทันสมัย และทำการปรับปรุงตามระยะเวลาที่เหมาะสม พร้อมกับการฝึกฝนให้กำลังพลและนักบินมีความพร้อมในการปฏิบัติงานการรบทางอากาศมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้กองทัพอากาศสามารถมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการยุทธบดินทร์ และปกป้องอธิปไตยของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ชื่อเสียงของ F-16 เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากคนไทยในฐานะเครื่องบินรบที่มีสมรรถนะและความสำเร็จที่โดดเด่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่ากองทัพอากาศไทยมีความสามารถในการรบได้อย่างเต็มรูปแบบ และพร้อมเผชิญหน้ากับภัยคุกคามต่างๆ ด้วยความเท่าทันในเทคโนโลยีการรบทางอากาศยุคใหม่ ในฐานะ The Unbeatable Air Force การที่กองทัพอากาศไทยยังคงใช้งาน F-16 แสดงให้เห็นถึงความคุ้มค่าและความสามารถในการปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ

กองทัพอากาศไทยยืนยันว่าการปฏิบัติการต่างๆ เป็นไปตามหลักสากล โดยยึดถือการตอบโต้ที่ได้สัดส่วน คำนึงถึงมนุษยธรรม และเป็นไปตามกฎบัตรสหประชาชาติมาตราที่ 51 ในการป้องกันตนเอง การเน้นย้ำถึงหลักการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความโปร่งใสในการปฏิบัติงานของกองทัพ

เครื่องบิน F-16 ยังคงเป็นกำลังสำคัญในการปกป้องน่านฟ้าไทยและพร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจต่างๆ ที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มความสามารถ แม้ว่าเทคโนโลยีจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่กองทัพอากาศไทยก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ

การที่กองทัพอากาศนำเสนอเรื่องราวของ F-16 ในรูปแบบนี้ ทำให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ถึงศักยภาพของกองทัพ และสร้างความเชื่อมั่นในการปฏิบัติงานเพื่อปกป้องประเทศชาติได้อย่างดีเยี่ยม โพสต์ “รักสงบ F-16 จบให้” จึงเป็นการสื่อสารที่เข้าถึงง่ายและสร้างความภาคภูมิใจในกองทัพอากาศไทย

ที่มา – ทอ. แชร์โพสต์ “รักสงบ F-16 จบให้” แสดงแสนยานุภาพ ทำลายเป้าหมายทางทหารแม่นยำ

TPG X จับมือ Lemonaide สู่ตลาดรถมือสองอาเซียน

TPG X ร่วมทุนกับ Lemonaide แพลตฟอร์มดิจิทัลรถมือสองเมืองไทย ตั้งเป้าหมายขยายตลาดสู่อาเซียน การร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับวงการรถมือสองให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

TPG X ร่วมทุน Lemonaide แพลตฟอร์มดิจิทัลรถมือสองเมืองไทย ตั้งเป้าสู่อาเซียน

นายสินชัย ลาภศิริผล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีพีจี เอ็กซ์ จำกัด กล่าวว่า TPG X เล็งเห็นถึงศักยภาพของนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยยกระดับประสบการณ์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ การร่วมลงทุนกับสตาร์ทอัพอย่าง Lemonaide จึงเป็นก้าวสำคัญในการขยายขีดความสามารถของบริษัทให้ครอบคลุมทุกมิติของธุรกิจรถมือสอง

การจัดการหลังการขายมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า TPG X จึงมองหาพันธมิตรที่มีแนวคิดเดียวกัน และเลมอน-เอดมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลและเทคโนโลยี

Lemonaide ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่ดีที่สุดของลูกค้า โดยนำเสนอโซลูชันส์และบริการครบวงจรในรูปแบบ B2B เช่น การตรวจสภาพรถยนต์ออนไลน์ด้วยมาตรฐานเยอรมัน การซื้อประกันผ่านระบบ และการประสานงานหลังการขาย เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาบริหารธุรกิจและขยายสู่ช่องทางออนไลน์ได้อย่างมั่นคง

TPG X จะเข้ามาช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านเงินทุนและความเข้าใจตลาดรถยนต์ในไทย เพื่อให้เลมอน-เอดเติบโตอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ TPG X ยังคงมองหาพันธมิตรที่มีวิสัยทัศน์เดียวกันเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

นายวสวัตติ์ วสุธาสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เลมอน-เอด (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เลมอน-เอดเริ่มดำเนินธุรกิจตั้งแต่ปี 2018 และได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ประกอบการขายรถมือสองทั่วประเทศมากกว่า 2,000 ราย ตอกย้ำแนวคิด Innovating Trust ภายใต้มาตรฐาน ISO/IEC 27001 เลมอน-เอดให้บริการซอฟต์แวร์ SaaS DMS (Dealer Management System) สำหรับการบริหารจัดการรถยนต์มือสองในสต๊อก

นอกจากนี้ยังมีบริการจัดหาผลิตภัณฑ์และบริการประสานงานหลังการขายครบวงจร 24 ชั่วโมง (BPO) ช่วยให้ผู้ประกอบการบริหารธุรกิจขายรถมือสองได้ง่าย สะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้น ปัจจุบันมีแคมเปญพิเศษทดลองใช้ฟรีระบบบริหารตัวแทนจำหน่ายใน 3 เดือนแรก

การร่วมมือกับ TPG X เป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจของเลมอน-เอดให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการจัดการหลังการขาย

เลมอน-เอดตั้งเป้าขยายผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 รายภายในปี 2030 และพัฒนาบริการใหม่ ๆ บนแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อยกระดับประสบการณ์ของกลุ่มผู้ประกอบการขายรถมือสอง เลมอน-เอดไม่ได้มองเพียงตลาดในเมืองไทยเท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายไปยังอาเซียน และได้เริ่มต้นขยายธุรกิจไปยังประเทศอินโดนีเซียแล้ว

โซลูชันส์และบริการของ Lemonaide สำหรับตลาดรถมือสองในอาเซียน

  • ซอฟแวร์สำหรับดีลเลอร์รถมือสองและบริษัทประกันภัย
  • ระบบบริหารตัวแทนจำหน่าย (Dealer Management System)
  • ระบบ CRM สำหรับตัวแทนจำหน่าย เช่น ระบบ AI ในการดูแลลูกค้าในโอกาสพิเศษต่าง ๆ
  • การจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory Management System)
  • บริการหลังการขายครบวงจร, บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนแบบดิจิทัลตลอด 24 ชม.
  • บริการ Inspection รถยนต์ผ่านทางแพลตฟอร์มของบริษัท

การร่วมมือของ TPG X และ Lemonaide แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีในการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมรถมือสองในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน การมุ่งเน้นไปที่นวัตกรรมและการบริการลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จในยุคดิจิทัลนี้ ผู้ประกอบการรถมือสองควรพิจารณาใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ตลาดTPG X ร่วมทุน Lemonaide แพลตฟอร์มดิจิทัลรถมือสองเมืองไทย ตั้งเป้าสู่อาเซียน ยังมีโอกาสอีกมากมายสำหรับผู้ที่พร้อมปรับตัวและนำเทคโนโลยีมาใช้

การลงทุนในครั้งนี้จึงเป็นข่าวดีสำหรับวงการรถยนต์มือสอง และเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเติบโตของธุรกิจดิจิทัลในอุตสาหกรรมยานยนต์

ที่มา – TPG X ร่วมทุน Lemonaide แพลตฟอร์มดิจิทัลรถมือสองเมืองไทย ตั้งเป้าสู่อาเซียน

ผมตอบตกลงแล้ว: เลวานดอฟสกี้เกือบย้ายซบแมนยู

แฟนบอลหลายคนน่าจะคุ้นเคยกับเรื่องราวของเถ้าภูเขาไฟที่ทำให้ การย้ายทีมของโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ไปแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ล้มเหลว แต่ยังมีอีกสโมสรในอังกฤษที่กองหน้ารายนี้หวังว่าจะได้ไปร่วมทีม

“ผมตัดสินใจและตอบตกลงกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” เขาบอกกับ BBC Sport “ผมอยากร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพื่อพบกับอเล็กซ์ เฟอร์กูสัน”

โอกาสในการย้ายไปร่วมทีมปีศาจแดงเกิดขึ้นในปี 2012 เมื่อ เลวานดอฟสกี้ สร้างผลงานยิงประตูได้อย่างมากมายกับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และสองปีหลังจากเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิดในไอซ์แลนด์ทำให้การย้ายไปแบล็คเบิร์นต้องยุติลง

อย่างไรก็ตาม สโมสรจากเยอรมนียืนยันว่าจะไม่ปล่อยกองหน้าตัวเก่งของทีมไป

“พวกเขาไม่สามารถขายผมได้” เลวานดอฟสกี้ กล่าว “เพราะพวกเขารู้ว่าถ้าผมอยู่ต่อ พวกเขาจะทำเงินได้มากกว่า และผมสามารถรอได้อีกหนึ่งหรือสองปี”

“แต่มันเป็นความจริงที่ผมตอบตกลงกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด”

แม้ว่าการย้ายทีมจะไม่เกิดขึ้น แต่เลวานดอฟสกี้ก็สนุกกับอาชีพที่ยอดเยี่ยมกับสโมสรที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป โดยคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ลีกกับบาเยิร์น มิวนิก และลาลีกา 2 สมัยกับบาร์เซโลน่า สโมสรปัจจุบันของเขา

ในวัย 37 ปี เขายังไม่มีแผนที่จะรีไทร์ในเร็วๆ นี้ แต่ยอมรับว่าโอกาสในพรีเมียร์ลีกอาจจะผ่านพ้นเขาไปแล้ว

ในการสัมภาษณ์กับ เลียม แม็คเดวิตต์ เลวานดอฟสกี้ กล่าวเสริมว่า “บางทีมันอาจจะเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ [ที่ไม่ได้เล่นในพรีเมียร์ลีก]”

“แต่เมื่อผมมองย้อนกลับไป [หลังจาก] เล่นให้กับบาเยิร์น มิวนิก ดอร์ทมุนด์ และตอนนี้บาร์เซโลน่า ผมต้องบอกว่าผมมีความสุขมากกับอาชีพของผม”

“ผมไม่มีความรู้สึกว่าผมพลาดอะไรไป เพราะทุกการย้ายทีมหรือการตัดสินใจ… ผมทำเพราะผมต้องการมัน”

‘ฉันได้เรียนรู้มากมายจากผู้เล่นอายุน้อย’

เลวานดอฟสกี้ ที่ทำประตูได้มากกว่า 700 ประตูในอาชีพค้าแข้งให้กับสโมสรและทีมชาติ กำลังเตรียมตัวสำหรับฤดูกาลที่ 22 ในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ

ตอนนี้เขาเป็นผู้นำที่มีประสบการณ์ในทีมบาร์เซโลน่าที่มีผู้เล่นอายุน้อยที่มีพรสวรรค์อย่าง ลามีน ยามาล แต่กองหน้าระดับทีมชาติโปแลนด์เชื่อว่าเขายังมีอะไรอีกมากมายที่จะมอบให้

“เมื่อผมเห็นว่าผมยังไม่ต้องตามให้ทันพวกเด็กๆ พวกเขายังต้องตามผมให้ทัน มันหมายความว่าฤดูกาลหน้าก็สามารถเป็นฤดูกาลที่ดีมากๆได้เช่นกัน” เขากล่าว

“ผมยังคงอยู่ที่นี่เพื่อแสดงผลงานที่ดีที่สุดจากตัวผมเอง”

ลามีน ยามาล ยังไม่เกิดด้วยซ้ำเมื่อเลวานดอฟสกี้เริ่มต้นอาชีพค้าแข้ง แต่ถึงแม้จะมีอายุมากกว่าเขาถึง 19 ปี กองหน้าชาวโปแลนด์เชื่อว่าเขายังคงเรียนรู้จากผู้เล่นอายุน้อยกว่า

“ผมเข้าใจว่าผมไม่สามารถสู้กับพวกเขาได้ แต่ผมสามารถช่วยพวกเขาได้ และพวกเขาก็สามารถช่วยผมได้เช่นกัน” เลวานดอฟสกี้ กล่าว

“ผมเรียนรู้จากพวกเขามากมาย ผมไม่คิดว่ามันจะเป็นแบบนั้น”

ลามีน ยามาล ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นซูเปอร์สตาร์ในอนาคต และเลวานดอฟสกี้กล่าวว่าเขาสามารถเห็นได้ว่าปีกรายนี้มีความพิเศษตั้งแต่เขาได้ฝึกซ้อมกับทีมชุดใหญ่เมื่ออายุเพียง 15 ปี

“เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมเห็นหลังจาก 50 นาทีว่าเขามีบางอย่างที่พิเศษ” เขากล่าว

“ผมไม่อยากเชื่อเลย เพราะผมไม่เคยเห็นผู้เล่นแบบนี้ในวัยนี้ ผมคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ในวัย 15 ปี”

เมื่อเลวานดอฟสกี้เกือบจะคว้ารางวัลบัลลงดอร์

มีการประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลบัลลงดอร์ล่าสุด และสำหรับเลวานดอฟสกี้ ช่วงเวลานี้ของปีจะเป็นเครื่องเตือนใจว่าเขาเข้าใกล้การคว้ารางวัลนี้มากแค่ไหน

เขาเป็นหนึ่งในตัวเต็งสำหรับรางวัลในปี 2020 ซึ่งถูกยกเลิกเนื่องจากการระบาดใหญ่ของ Covid-19

หนึ่งปีต่อมา เขาจบอันดับสองรองจากลิโอเนล เมสซี สำหรับรางวัลหลัก และได้รับการเสนอชื่อให้เป็นกองหน้าแห่งปีหลังจากฤดูกาลที่ทำลายสถิติเมื่อเขายิงได้ 41 ประตูในลีก

“ผมอยู่ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดในอาชีพของผม ผมชนะทุกอย่างกับสโมสรของผม” เขากล่าว

“ผมคิดว่าสิ่งที่ยากในกรณีนั้นคือจนถึงตอนนี้ผมไม่รู้ว่าทำไม”

เกี่ยวกับผู้ที่สามารถคว้าแชมป์ได้ในปีนี้ เลวานดอฟสกี้ กล่าวเสริมว่า “ตอนนี้คุณมีผู้เล่นมากมายที่สามารถ [คว้ารางวัลบัลลงดอร์] ได้”

“ฤดูกาลของลามีน ยามาล นั้นน่าทึ่งมาก แต่สุดท้ายแล้วมันขึ้นอยู่กับว่าอะไรสำคัญที่สุด เขายังมีเวลาอีกมาก ถ้าไม่ใช่ปีนี้ก็อาจจะเป็นปีหน้า”

“ราฟินญ่าก็มีฤดูกาลที่น่าทึ่งเช่นกัน เรามีผู้เล่นที่สามารถเป็นหนึ่งในตัวเต็งที่จะคว้ารางวัลประเภทนี้ได้”

การสนทนาที่เปลี่ยนอาชีพของเลวานดอฟสกี้

เลวานดอฟสกี้ ได้เล่นภายใต้ผู้จัดการทีมชั้นนำหลายคนในอาชีพของเขา และปัจจุบันทำงานภายใต้ ฮันซี่ ฟลิค ซึ่งเป็นผู้จัดการทีมในช่วงเวลาที่เขาประสบความสำเร็จอย่างมากที่บาเยิร์น มิวนิก

แต่อดีตบอสของลิเวอร์พูลอย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์ ซึ่งเลวานดอฟสกี้ เคยเล่นให้ที่ดอร์ทมุนด์ คือผู้ที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อกองหน้าผมตอบตกลงแล้ว: เลวานดอฟสกี้เกือบย้ายซบแมนยู

“ตอนที่ผมย้ายไปดอร์ทมุนด์ ผมยังเด็กมาก ผมเสียพ่อไปตอนอายุ 16 ปี” เขากล่าว

“แน่นอนว่าผมเป็นเด็กที่ปิดตัวเองมากกว่า ผมไม่อยากพูดถึงอารมณ์ของตัวเอง”

“อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นไม่กี่ปี ผมก็ได้พบกับคนที่ผมไม่อยากบอกว่าเป็นเหมือนพ่อ แต่คล้ายกัน”

“บางทีหลังจากผ่านไปหลายปี การสนทนาแบบที่ผมพลาดไปกับพ่อ ผมได้คุยกับ เจอร์เก้น”

“ผมจำการสนทนานั้นได้จนถึงตอนนี้ เพราะมันเปลี่ยนชีวิตผม มันเปลี่ยนชีวิตการเล่นฟุตบอลของผม ผมระบายอารมณ์ออกมา ผมพูดออกมาในสิ่งที่ผมเก็บไว้ข้างในมาหลายปี และหลังจากนั้นผมก็รู้สึกเป็นอิสระ”

“บางทีอาจเป็นเพราะสิ่งนี้ที่ทำให้ผมเริ่มเล่นได้ดีขึ้นเรื่อยๆ”

เลวานดอฟสกี้กับการตัดสินใจครั้งสำคัญ: ผมตอบตกลงแล้ว: เลวานดอฟสกี้เกือบย้ายซบแมนยู

วันนี้เราได้เห็นเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการตัดสินใจครั้งสำคัญในอาชีพของโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ที่เกือบจะย้ายไปร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด การที่เขาตอบตกลงในครั้งนั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความปรารถนาที่จะเล่นภายใต้การคุมทีมของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน แม้ว่าการย้ายทีมจะไม่เกิดขึ้นในที่สุด แต่เรื่องราวนี้ก็เป็นเครื่องเตือนใจว่าการตัดสินใจในอดีตสามารถส่งผลกระทบต่อเส้นทางอาชีพของนักกีฬาได้มากเพียงใด

ที่มา – ‘I said yes to them’ – when Lewandowski nearly joined Man Utd

ส.อ.ธีรพล เหยียบทุ่นระเบิด! อาการปลอดภัยแล้ว

โฆษกกองทัพบกเผยอาการ “ส.อ.ธีรพล” เหยียบทุ่นระเบิดใกล้ปราสาทตาเมือนธม พ้นขีดอันตรายแล้ว ซัดกัมพูชาคุกคามชัดเจน ใช้อาวุธแบบซ่อนเร้น ลั่น หากสถานการณ์บีบบังคับไทยจำเป็นต้องใช้สิทธิ์ป้องกันตนเอง

วันที่ 12 สิงหาคม 2568 พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อเวลาประมาณ 09.10 น. ของวันนี้ สิบเอกธีรพล เพียขันที สังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 2610 พร้อมกำลังพลรวม 7 นาย ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนตามแนวชายแดนไทยบนเส้นทางประจำ ห่างจากปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ ประมาณ 1 กิโลเมตร ระหว่างปฏิบัติภารกิจ สิบเอกธีรพลได้เหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ฝ่ายกัมพูชาลอบวางไว้ ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณข้อเท้าซ้าย ปัจจุบันได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลพนมดงรัก อาการพ้นขีดอันตรายแล้ว

โฆษกกองทัพบก เผยต่อไปว่า เหตุการณ์นี้เป็นหลักฐานชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และไม่เคารพต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งห้ามใช้และวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลทุกชนิด นับเป็นการลอบโจมตีที่มีเป้าหมายต่อกำลังพลฝ่ายไทยโดยตรง และเกิดขึ้นในเขตแดนไทย

“เหตุลักษณะเดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นหลายครั้งในพื้นที่ชายแดน สะท้อนถึงเจตนาร้ายและพฤติกรรมต่อเนื่องของฝ่ายกัมพูชาในการคุกคามฝ่ายไทย ละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนไทย สวนทางกับข้อตกลงหยุดยิงระหว่างประเทศในการประชุม GBC ที่ผ่านมา จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าการใช้อาวุธโดยฝั่งกัมพูชายังคงมีอยู่ตลอดเวลาในช่วงมีข้อตกลงหยุดยิง”

พลตรีวินธัย ระบุต่อไป ยอมรับว่าพฤติกรรมและการกระทำลักษณะเช่นนี้ย่อมเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการในมาตรการหยุดยิงอย่างแน่นอน รวมถึงเป็นท่าทีที่ชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชาต้องการจะคุกคามฝ่ายไทยด้วยการใช้อาวุธทางทหารในรูปแบบซ่อนเร้นไม่เปิดเผย ทำให้เชื่อได้ว่ากัมพูชายังคงดำรงความมุ่งหมายที่จะทำร้ายฝ่ายไทยด้วยรูปแบบลอบทำร้ายอยู่เช่นนี้ตลอดเวลา ถึงแม้ว่า ณ ช่วงเวลานี้จะอยู่ในช่วงการตกลงที่จะหยุดยิงซึ่งต้องไม่มีการใช้อาวุธต่อกันในทุกรูปแบบ

ขณะเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นยังสอดรับกันอย่างเป็นระบบโดยเฉพาะจากการที่กัมพูชาไม่ยอมตอบรับข้อเสนอฝ่ายไทยในเรื่องของทุ่นระเบิดจากการประชุม GBC ในครั้งที่ผ่านมา จึงเชื่อว่าเรื่องทุ่นระเบิดนี้น่าจะมีการวางแผนใช้กันมาอย่างเป็นระบบเพื่อเจตนานำมาใช้คุกคามทำร้ายฝ่ายไทย

“ที่ผ่านมา กองทัพบกได้ยึดมั่นในแนวทางสันติวิธีมาโดยตลอด และไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มก่อน แต่หากสถานการณ์บีบบังคับก็อาจจำเป็นต้องใช้สิทธิ์ในป้องกันตนเองภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศในการคลี่คลายสถานการณ์ที่ทำให้ฝ่ายไทยต้องสูญเสียกำลังพลอย่างต่อเนื่อง จากการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและรุกล้ำอธิปไตยของทหารกัมพูชา”

ส.อ.ธีรพล เหยียบทุ่นระเบิด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เหตุการณ์ ส.อ.ธีรพล เหยียบทุ่นระเบิดครั้งนี้ เป็นเครื่องสะท้อนถึงความตึงเครียดและความไม่แน่นอนที่ยังคงอยู่ แม้จะมีการเจรจาและข้อตกลงหยุดยิงเกิดขึ้นแล้วก็ตาม การกระทำของฝ่ายกัมพูชาที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดข้อตกลงและกฎหมายระหว่างประเทศ ยิ่งเพิ่มความซับซ้อนให้กับสถานการณ์และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้

การที่กองทัพบกออกมาเตือนถึงความเป็นไปได้ในการใช้สิทธิ์ป้องกันตนเอง แสดงให้เห็นถึงความกังวลอย่างมากต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การรักษาสันติภาพและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง และจำเป็นต้องมีการหารือและการเจรจาอย่างต่อเนื่องเพื่อหาทางออกที่เป็นสันติวิธี

อาการล่าสุดของ ส.อ.ธีรพล

ถึงแม้ว่าอาการของ ส.อ.ธีรพล จะพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่เหตุการณ์นี้ได้สร้างความเสียหายทั้งทางร่างกายและจิตใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน การให้ความช่วยเหลือและเยียวยาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

  • การดูแลรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง
  • การให้คำปรึกษาและสนับสนุนด้านจิตใจ
  • การช่วยเหลือด้านสวัสดิการและค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำรอยก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การสำรวจและเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน การเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย และการเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศ เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน

เหตุการณ์ที่ ส.อ.ธีรพล ประสบ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของสันติภาพและความมั่นคง การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนและแรงผลักดันให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันสร้างสรรค์สันติสุขในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ส.อ.ธีรพล” เหยียบทุ่นระเบิด อาการพ้นขีดอันตราย ทบ. ซัดกัมพูชาคุกคามไทยชัดเจน