วัน: 27 สิงหาคม 2025

วูล์ฟส์ ปฏิเสธข้อเสนอ 55 ลป. นิวคาสเซิล ซื้อ สแตรนด์ ลาร์เซน

วูล์ฟส์ปฏิเสธข้อเสนอครั้งที่สองจากนิวคาสเซิลสำหรับกองหน้า ยอร์เกน สแตรนด์ ลาร์เซน แล้ว

ทัพสาลิกาดงยื่นข้อเสนอเป็นเงิน 55 ล้านปอนด์ หลังจากข้อเสนอ 50 ล้านปอนด์ถูกปฏิเสธไปก่อนหน้านี้เมื่อต้นสัปดาห์

วูล์ฟส์ไม่ต้องการขายกองหน้าทีมชาตินอร์เวย์รายนี้ ประการแรกเนื่องจากมีเวลาเหลือน้อยมากในการหาตัวแทน โดยตลาดซื้อขายนักเตะจะปิดในวันจันทร์ และประการที่สองเนื่องจาก สแตรนด์ ลาร์เซน มีคุณค่าต่อโอกาสรอดตกชั้นของพวกเขามากเพียงใด

นิวคาสเซิลกำลังมองหากำลังเสริมในแดนหน้า เนื่องจาก อเล็กซานเดอร์ อิซัค พยายามย้ายไปลิเวอร์พูล โดยกองหน้าทีมชาติสวีเดนรายนี้กำลังมีปัญหากับทัพสาลิกาดงและยังไม่ได้ลงเล่นในฤดูกาลนี้

สแตรนด์ ลาร์เซน ซึ่งเพิ่งย้ายจากเซลต้า บีโก้ มาร่วมทีมแบบถาวรด้วยค่าตัว 23 ล้านปอนด์ในช่วงซัมเมอร์นี้ ลงมาเป็นตัวสำรองและยิงสองประตูในช่วงแปดนาทีสุดท้าย ช่วยให้วูล์ฟส์เอาชนะเวสต์แฮม 3-2 ในคาราบาว คัพ เมื่อวันอังคาร

หลังจากนั้น วิเตอร์ เปเรย์รา กุนซือของทีมปฏิเสธที่จะตัดความเป็นไปได้ในการขายทิ้ง แม้ว่าเขาจะต้องการรั้งกองหน้ารายนี้ไว้ก็ตาม

เขากล่าวว่า “ฟุตบอลก็คือฟุตบอล และผู้เล่นทุกคนก็มีราคาของตัวเอง แม้แต่ [ลิโอเนล] เมสซี่ หรือ คริสเตียโน่ [โรนัลโด้] ผมเข้าใจฟุตบอล แต่สำหรับผมแล้วมันสำคัญมากสำหรับเรา เราจะรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

“ถ้าเป็นการตัดสินใจของผม แน่นอน [เขาอยู่ต่อ] เขาเป็นผู้เล่นที่สำคัญมาก”

นิวคาสเซิลเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับ สแตรนด์ ลาร์เซน ซึ่งยิงไป 14 ประตูในพรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่เขายังคงมีความเป็นมืออาชีพ และเปเรย์ราเชื่อว่าดาวเตะวัย 25 ปีรายนี้จะไม่บีบบังคับให้ย้ายทีม

เขากล่าวว่า “ผมรู้จักผู้เล่นมากมายในอาชีพของผมในสถานการณ์แบบนี้ และพวกเขาขอให้ผมไม่ให้ลงเล่น แต่เขาต้องการลงเล่นทุกครั้ง เขาต้องการช่วยทีม”

“ในช่วงเจ็ดหรือแปดเดือนที่ผ่านมาที่ผมอยู่กับเขา ผมรู้จักเขาดีมาก เขาจะไม่มีวันบังคับ แน่นอนเรารู้ว่าฟุตบอลก็คือฟุตบอล คุณต้องพร้อมสำหรับทุกสิ่ง แต่ผมต้องการรั้งผู้เล่นที่ดีที่สุดและผู้เล่นแบบนี้ไว้กับเรา”

วูล์ฟส์ ปฏิเสธข้อเสนอ 55 ลป. นิวคาสเซิล ซื้อ สแตรนด์ ลาร์เซน

สถานการณ์ของ ยอร์เกน สแตรนด์ ลาร์เซน กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในช่วงท้ายตลาดซื้อขายนักเตะ วูล์ฟส์ยืนกรานที่จะไม่ปล่อยตัว ในขณะที่นิวคาสเซิลแสดงความสนใจอย่างจริงจัง แต่ด้วยเวลาที่จำกัด วูล์ฟส์อาจต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบากหากนิวคาสเซิลยื่นข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้เข้ามา

ทำไมวูล์ฟส์ถึงไม่ต้องการขาย สแตรนด์ ลาร์เซน

เหตุผลหลักที่ วูล์ฟส์ไม่ต้องการปล่อย สแตรนด์ ลาร์เซน ออกจากทีมนั้นมาจากความสำคัญของเขาต่อทีม เขาเพิ่งย้ายมาร่วมทีมแบบถาวร และกลายเป็นกำลังหลักในแดนหน้า ความสามารถในการทำประตูของเขาเป็นสิ่งที่วูล์ฟส์ต้องการอย่างมากในการต่อสู้เพื่ออยู่รอดในพรีเมียร์ลีก

  • เวลาที่เหลือน้อย: ตลาดซื้อขายนักเตะกำลังจะปิดตัวลง ทำให้วูล์ฟส์มีเวลาจำกัดในการหาตัวแทน
  • ความสำคัญต่อทีม: สแตรนด์ ลาร์เซน เป็นผู้เล่นคนสำคัญในแนวรุกของวูล์ฟส์
  • ค่าตัวสูง: แม้ว่าข้อเสนอ 55 ล้านปอนด์จะเป็นจำนวนเงินที่น่าดึงดูด แต่วูล์ฟส์อาจมองว่ามันยังไม่คุ้มค่าพอที่จะเสียผู้เล่นคนสำคัญไป

อนาคตของ สแตรนด์ ลาร์เซน จะเป็นอย่างไร?

อนาคตของ สแตรนด์ ลาร์เซน ยังคงไม่แน่นอน แม้ว่าวูล์ฟส์จะปฏิเสธข้อเสนอของนิวคาสเซิลไปแล้ว แต่ความเป็นไปได้ที่นิวคาสเซิลจะยื่นข้อเสนอใหม่เข้ามาก็ยังคงเปิดกว้างอยู่ นอกจากนี้ ยังมีสโมสรอื่นๆ ที่อาจให้ความสนใจในตัวเขา สถานการณ์นี้จะต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดในช่วงวันสุดท้ายของตลาดซื้อขายนักเตะ

การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของวูล์ฟส์ในการรักษาผู้เล่นหลักของทีมไว้ และเน้นย้ำถึงความสำคัญของ สแตรนด์ ลาร์เซน ที่มีต่อทีม การที่วูล์ฟส์ปฏิเสธข้อเสนอที่มีมูลค่าสูงเช่นนี้ บ่งบอกว่าพวกเขามองว่าเขามีค่ามากกว่าแค่ตัวเงิน และเชื่อว่าเขามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จในฤดูกาลนี้

ดังนั้น วูล์ฟส์ ปฏิเสธข้อเสนอ 55 ลป. นิวคาสเซิล ซื้อ สแตรนด์ ลาร์เซน เพราะต้องการรั้งผู้เล่นคนสำคัญไว้กับทีมต่อไป

ที่มา – Wolves reject £55m Newcastle bid for Strand Larsen

ทิดจอร์จ หมอบี นอนคุก ศาลไม่ให้ประกันตัว

ความคืบหน้าล่าสุดของคดีดังที่หลายคนให้ความสนใจ ตำรวจกองปราบฯ ได้ยื่นฝากขัง “ทิดจอร์จ” และ “หมอบี” ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ โดย “หมอบี” ได้ยื่นขอประกันตัว แต่ศาลยกคำร้องเนื่องจากคดีนี้มีอัตราโทษสูง และเกรงว่าจะหลบหนี ก่อนที่จะคุมตัวทั้งสองเข้าคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

ทิดจอร์จ หมอบี นอนคุกพิเศษกรุงเทพฯ ศาลไม่ให้ประกันตัว เหตุอัตราโทษสูง กลัวหลบหนี

สำหรับกรณีของ “อดีตพระอลงกต” หรือ “ทิดจอร์จ” และ “หมอบี” แห่งวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 เวลา 11.00 น. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พนักงานสอบสวน กก.5 บก.ป. ได้ยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งแรก โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือนายอลงกต พูลมุข (ทิดจอร์จ) ผู้ต้องหาที่ 1 ถูกตั้งข้อหา: เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยินยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, ฟอกเงิน และสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน
  • นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล (หมอบี) ผู้ต้องหาที่ 2 ถูกตั้งข้อหา: เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่รักษาทรัพย์ใดฯ, เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ, ฟอกเงิน และสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้อนุญาตให้ฝากขังทั้งสองเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 27 ส.ค. – 7 ก.ย. นี้

ในส่วนของการยื่นขอประกันตัว ผู้ต้องหาที่ 1 (ทิดจอร์จ) ไม่ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นนี้

ส่วนผู้ต้องหาที่ 2 (หมอบี) ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว แต่ศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่อนุญาต โดยให้เหตุผลว่าเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง มูลค่าทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดมีมูลค่าสูง พนักงานสอบสวนคัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราว เกรงว่าจะหลบหนีและยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หากได้รับการปล่อยชั่วคราว เกรงว่าจะหลบหนี ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน จึงให้ยกคำร้อง

ทำไมศาลถึงไม่ให้ประกันตัว ทิดจอร์จ หมอบี?

เหตุผลหลักที่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว “หมอบี” คือเรื่องของอัตราโทษที่สูง และความกังวลว่าผู้ต้องหาอาจหลบหนี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาคดีอาญา

หลังจากศาลมีคำสั่งดังกล่าว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้คุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อไป

คดีของ ทิดจอร์จ หมอบี ถือเป็นคดีที่ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีชื่อเสียง และมีประเด็นที่น่าติดตามในเรื่องของการทุจริตและการฟอกเงิน การที่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวแสดงให้เห็นถึงความ seriousness ของคดีนี้ ที่ต้องดำเนินการสอบสวนอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

การที่ ทิดจอร์จ หมอบี นอนคุกพิเศษกรุงเทพฯ ศาลไม่ให้ประกันตัว เหตุอัตราโทษสูง กลัวหลบหนี เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – ทิดจอร์จ หมอบี นอนคุกพิเศษกรุงเทพฯ ศาลไม่ให้ประกันตัว เหตุอัตราโทษสูง กลัวหลบหนี

แม่ฮ่องสอนอ่วม! น้ำป่าหลากท่วม กระทบ 7 หมู่บ้าน

สถานการณ์น่าเป็นห่วง! แม่ฮ่องสอนอ่วม น้ำป่าหลากท่วมหนัก ส่งผลกระทบต่อ 7 หมู่บ้านในพื้นที่ตำบลห้วยโป่งและตำบลผาบ่อง ถนนทางหลวงสาย 108 บริเวณสะพานบ้านทุ่งมะกอก-บ้านไม้ฮุง ถูกกระแสน้ำกัดเซาะจนคอสะพานขาด ทำให้รถไม่สามารถสัญจรผ่านไปมาได้

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่นคาจิกิ ทำให้เกิดฝนตกติดต่อกันอย่างหนักในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ส่งผลให้เกิดน้ำป่าหลากท่วมอย่างรวดเร็ว บางพื้นที่น้ำท่วมสูงมิดหลังคาบ้านเรือนที่อยู่ริมน้ำ โดยมีพื้นที่ได้รับผลกระทบในอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จำนวน 2 ตำบล รวม 7 หมู่บ้าน โชคดีที่ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต

แม่ฮ่องสอนอ่วม น้ำป่าหลากท่วม

พื้นที่ตำบลห้วยโป่ง:

  • หมู่ที่ 1: น้ำห้วยโป่งบริเวณบ้านห้วยโป่งเอ่อล้นเข้าท่วมถนนทางหลวงหมายเลข 108 นอกจากนี้ ยังมีเสาไฟฟ้าล้มขวางถนนหลายต้น ทำให้รถไม่สามารถสัญจรได้
  • หมู่ที่ 3: น้ำแม่จ๋าเอ่อล้นตลิ่ง เข้าท่วมพื้นที่อาศัยของประชาชนและพื้นที่การเกษตรของบ้านป่าลาน ได้รับความเสียหาย
  • หมู่ที่ 5 และหมู่ที่ 13: น้ำแม่จ๋าไหลหลากกัดเซาะคอสะพานขาด ระหว่างบ้านทุ่งมะกอก หมู่ที่ 13 และบ้านไม้ฮุง หมู่ที่ 5 ส่งผลให้รถไม่สามารถสัญจรได้

ทางที่ทำการปกครองอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยโป่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เร่งให้การช่วยเหลือประชาชนในทุกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบแล้ว

พื้นที่ตำบลผาบ่อง:

  • หมู่ที่ 2: ถนนทางหลวงชนบท บริเวณสะพานบ้านป่าปุ๊ เกิดการทรุดตัว รถไม่สามารถสัญจรได้ ทางที่ทำการปกครองอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน องค์การบริหารส่วนตำบลผาบ่อง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งเข้าตรวจสอบและให้การช่วยเหลือ
  • หมู่ที่ 4: ลำน้ำห้วยตำข่อน น้ำแม่จ๋า และน้ำแม่สะมาด ไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน สิ่งสาธารณประโยชน์ พื้นที่การเกษตร ทรัพย์สิน และบริเวณโบสถ์คริสต์ มีประชาชนติดอยู่ในพื้นที่ 12 คน เบื้องต้นสามารถช่วยเหลือออกมาได้ทั้งหมดแล้ว

สะพานข้ามแม่น้ำแม่สะมาด บริเวณถนนทางหลวงหมายเลข มส. 3018 ที่กิโลเมตรที่ 3 คอสะพานถูกน้ำป่ากัดเซาะ ส่งผลให้การสัญจรเป็นไปไม่ได้ แขวงทางหลวงแม่ฮ่องสอนได้ดำเนินการติดตั้งป้ายและกรวยจราจร เพื่อแจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังเพื่อความปลอดภัย

  • หมู่ที่ 12: น้ำห้วยตำข่อน น้ำแม่จ๋า และน้ำแม่สะมาด ไหลหลากเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน พื้นที่การเกษตร และรถยนต์ 4 คัน ถูกน้ำซัดพัดพาไป เสาไฟฟ้าล้มทับเส้นทาง น้ำยังเอ่อล้นท่วมถนนทางหลวง 108 บ้านผาบ่องเหนือ ด้านแขวงทางหลวงแม่ฮ่องสอน ที่ทำการปกครองอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน องค์การบริหารส่วนตำบลผาบ่อง ได้ติดตั้งป้ายเตือนและเข้าดำเนินการช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว

การรับมือสถานการณ์น้ำป่าหลากท่วมในแม่ฮ่องสอน

นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้สั่งการให้จัดตั้ง War Room เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และประสานการปฏิบัติงานในระดับอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีแนวทางการดำเนินการดังนี้

  1. เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งแจ้งเตือนประชาชนให้รับทราบสถานการณ์และเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
  2. เตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่ เครื่องมือ เครื่องจักรกลสาธารณภัย เพื่อให้สามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที
  3. กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ เพื่อลดผลกระทบจากน้ำป่าหลากท่วม
  4. ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้ประชาชนทราบถึงสถานการณ์ หากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นและอาจส่งผลกระทบ ให้ขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง และดูแลกลุ่มเปราะบาง
  5. แจ้งเตือนผู้ใช้เส้นทางสัญจรให้ระมัดระวังดินสไลด์และต้นไม้ใหญ่ล้ม บริเวณเส้นทาง
  6. ให้สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือตามแผนฯ

สถานการณ์ แม่ฮ่องสอนอ่วม น้ำป่าหลากท่วมครั้งนี้ เป็นเครื่องเตือนใจว่าภัยธรรมชาติสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การเตรียมพร้อมรับมือและเฝ้าระวังจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทุกท่าน และขอชื่นชมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

ที่มา – แม่ฮ่องสอนอ่วม น้ำป่าหลากท่วม กระทบ 7 หมู่บ้าน กัดเซาะคอสะพานขาด รถสัญจรไม่ได้

สพฉ. ไฟเขียวเก็บค่าบริการนักท่องเที่ยวต่างชาติ

สพฉ. ไฟเขียวเก็บค่าบริการการแพทย์ฉุกเฉินนักท่องเที่ยวต่างชาติ

คณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) ไฟเขียวให้มีการเก็บค่าบริการการแพทย์ฉุกเฉินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย โดยมีจุดประสงค์เพื่อนำงบประมาณที่ได้มาช่วยเหลือผู้ป่วยคนไทย และยกระดับระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศให้มีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น ตั้งเป้าภายใน 3 ปี จะเพิ่มการเข้าถึงบริการให้ได้ถึง 70% นอกจากนี้ ยังยืนยันว่าสถานชีวาภิบาล “วัดพระบาทน้ำพุ” จะยังคงสามารถดูแลผู้ป่วยต่อไปได้ แม้ว่าพระอลงกตจะลาสิกขาแล้วก็ตาม

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน ครั้งที่ 8/2568 โดยมีผู้บริหารและกรรมการจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมประชุม ณ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข

รายละเอียดการเก็บค่าบริการนักท่องเที่ยวต่างชาติ

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน ได้มีการพิจารณาเรื่องสำคัญเกี่ยวกับการกำหนดและการเรียกเก็บค่าบริการทางการแพทย์และการดำเนินกิจการของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้มีความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพิ่มการเข้าถึงบริการ ลดความเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมการท่องเที่ยว การลงทุน และเศรษฐกิจของประเทศ

จากข้อมูลสถิติในปี 2567 พบว่า มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามายังประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 35.54 ล้านคน และพบว่ามีนักท่องเที่ยวประสบอุบัติเหตุ โดยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 80.73) เกิดจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ นอกจากนี้ ยังมีนักท่องเที่ยวเสียชีวิต 616 คน และบาดเจ็บ 28,463 คน จังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตและเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต กรุงเทพมหานคร และเชียงใหม่

ด้วยเหตุนี้ สพฉ. จึงได้เสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  1. กำหนดอัตราการเรียกเก็บค่าบริการการแพทย์ฉุกเฉินและการดำเนินกิจการของสถาบัน
  2. นำงบประมาณที่ได้ไปใช้ในโครงการลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนในการเข้าถึงระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินที่มีมาตรฐานคุณภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ซึ่งจะช่วยลดการเสียชีวิตและความพิการของผู้ป่วยฉุกเฉินก่อนถึงสถานพยาบาล และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ

ที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการให้กำหนดอัตราและเรียกเก็บค่าบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินและค่าดำเนินกิจการของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ และมอบหมายให้ สพฉ. ไปดำเนินการจัดทำอัตราค่าบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินและค่าดำเนินกิจการของสถาบัน รวมถึงแนวทางการเรียกเก็บค่าบริการ เพื่อนำเสนอต่อบอร์ดพิจารณาอีกครั้ง นอกจากนี้ ยังได้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด เพื่อศึกษารายละเอียดในเรื่องนี้อย่างละเอียด

นายสมศักดิ์ แถลงภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ สพฉ. ดำเนินการเสนอนโยบายเพื่อขับเคลื่อนระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้มีความยั่งยืนและเทียบเท่ามาตรฐานสากล โดยมีเป้าหมายคือการยกระดับการแพทย์ฉุกเฉินให้มีความครอบคลุม ส่งเสริมการท่องเที่ยวปลอดภัย และพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ภายใต้แนวคิด “แพทย์ฉุกเฉินเข้มแข็ง นักท่องเที่ยวมั่นใจ คนไทยปลอดภัย ประเทศไทยเติบโต”

รัฐบาลได้กำหนดให้ปีนี้เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวและกีฬาอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้ชื่อ Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year โดยมุ่งมั่นที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวและนักลงทุนจากทั่วโลกด้วยความพร้อมในทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ความปลอดภัย” ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการเดินทางและการใช้ชีวิต

นายสมศักดิ์ ระบุว่า ระบบการแพทย์ฉุกเฉินของไทยยังมีข้อจำกัดที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของงบประมาณที่ไม่เพียงพอ ซึ่งส่งผลให้ประชาชนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวห่างไกล ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการฉุกเฉินที่มีคุณภาพได้ ดังนั้น รัฐบาลจะไม่พึ่งพางบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียว แต่จะจัดสรรรายได้จากแหล่งสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง เช่น ประกันนักท่องเที่ยว ประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ ประกันวินาศภัย รวมถึงกองทุนจากภาครัฐ และค่าดำเนินการในด้านต่างๆ ของสถาบัน โดยรายได้เหล่านี้จะถูกนำไปลงทุนใน 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่:

  1. กำหนดอัตราค่าบริการฉุกเฉินทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ
  2. ขยายหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินให้ครอบคลุมทุกตำบลทั่วประเทศ
  3. พัฒนาระบบให้ทันสมัยและเชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์
  4. ยกระดับมาตรฐานการฝึกอบรม และสนับสนุนทรัพยากรให้หน่วยปฏิบัติงาน

“เป้าหมายของเราภายใน 3 ปี ก็คือ ประชาชนและนักท่องเที่ยวจะต้องสามารถเข้าถึงบริการฉุกเฉินได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 หน่วยบริการต้องเข้าถึงได้ทุกพื้นที่ และประเทศไทยจะต้องมีระบบการแพทย์ฉุกเฉินที่ปลอดภัย ทันสมัย และเชื่อถือได้ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อ ‘รักษาชีวิต’ แต่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกคนที่อยู่ในประเทศไทย เพื่อให้การท่องเที่ยวไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก และเพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายสมศักดิ์กล่าว

ด้านนายพิเชษฐ์กล่าวว่า หลังจากที่บอร์ดมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการ สพฉ. จะเริ่มกระบวนการศึกษารายละเอียด ออกแบบกำหนดอัตรา และศึกษาต้นทุนการช่วยเหลือในทุกช่องทาง เพื่อนำมากำหนดราคา โดยจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5-6 เดือน สำหรับประชาชนที่มีสิทธิตามกองทุนต่างๆ สพฉ. จะหารือกับกองทุนที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางในการเข้าร่วมกับการแพทย์ฉุกเฉิน ส่วนผู้ที่มีประกันก็จะมีความมั่นใจมากขึ้นว่าจะได้รับการตอบสนองหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น

สำหรับการจัดการสถานชีวาภิบาลในวัดพระบาทน้ำพุ นายสมศักดิ์กล่าวว่า ไม่ต้องกังวลว่าเมื่อเจ้าอาวาสไม่อยู่แล้วจะไม่มีคนดูแล เพราะวัดยังมีผู้ช่วยและทีมงานจำนวนมากที่จะดูแลผู้ป่วยต่อไปได้

การเก็บค่าบริการการแพทย์ฉุกเฉินนักท่องเที่ยวต่างชาติ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบสาธารณสุขของไทย และส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม การดำเนินการในเรื่องนี้จะต้องมีความโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเม็ดเงินที่ได้จะถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – บอร์ด สพฉ. ไฟเขียวเก็บค่าบริการการแพทย์ฉุกเฉินนักท่องเที่ยวต่างชาติ ดึงงบฯ ช่วยผู้ป่วยคนไทย

ภูมิธรรม สั่ง! เรียกอธิบดี DSI คดีเขากระโดง

“ภูมิธรรม” แจงเรียกอธิบดี DSI เข้าพบ ฟังความคืบหน้าคดีเขากระโดง ชี้ เป็นอำนาจ DSI ยกเป็นคดีพิเศษหรือไม่ สั่งการแล้วให้ยึดกฎหมาย ไม่กลั่นแกล้งใคร ยัน ไม่แทรกแซง

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 27 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้ารายงานปัญหาที่ดินเขากระโดง เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล จะมีการรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ ว่า ขึ้นอยู่กับอธิบดีดีเอสไอ ถ้าเข้าเงื่อนไขก็สามารถพิจารณา และถ้าอยู่ในอำนาจของดีเอสไอก็ดำเนินการได้ แต่หากต้องการความชัดเจนหรือต้องการการอนุมัติจากคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) อันนี้ค่อยนัดอีกที แต่อธิบดีดีเอสไอยังไม่มีการเสนออะไร

นายภูมิธรรม กล่าวต่อไปว่า เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ตนเพียงอยากฟังว่าอะไรเป็นอะไร จึงให้มารายงานให้ทราบ และกำชับว่า ให้ยืนยันในหลักของกฎหมาย อย่าไปคิดกลั่นแกล้งใคร ให้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง และความเป็นจริง ถ้าผิดกฎหมายก็ดำเนินการ แต่ถ้าไม่ผิดก็ไม่มีอะไรที่ต้องทำ

ผู้สื่อข่าวถามต่อ ในส่วนของกรมที่ดินดำเนินการเรื่องเพิกถอนที่ดินเขากระโดงแล้วหรือยัง นายภูมิธรรม ตอบว่า ยังไม่ทราบเลย แต่ขณะนี้เขาทำหน้าที่อยู่ ถ้าชัดเจนคงประกาศ อย่างไรก็ตามเมื่อถามว่า ตั้งแต่วันที่ประกาศจะเพิกถอนที่ดินเขากระโดง จนถึงวันนี้มีความคืบหน้าแล้วหรือยัง นายภูมิธรรม ระบุว่า ก็ทำไปเยอะแล้ว เดี๋ยวถ้าชัดเจนเขาคงจะบอก ตอนนี้เป็นหน้าที่ของเขา ตนไม่ได้แทรกแซง.

(แฟ้มภาพ)

เรียกอธิบดี DSI พบ คุยคืบหน้าคดีเขากระโดง

จากกรณีที่ดินเขากระโดง กลับมาเป็นที่สนใจของสังคมอีกครั้ง เมื่อนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้เรียกอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้าพบเพื่อรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีเขากระโดง สร้างความสงสัยและความสนใจให้กับประชาชนว่า คดีนี้มีความคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว และจะมีผลกระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างไร

นายภูมิธรรมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการยึดหลักกฎหมายและข้อเท็จจริงในการดำเนินการ โดยสั่งการให้ DSI ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการกลั่นแกล้ง และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่ดินอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ความคืบหน้าล่าสุดของคดีเขากระโดง

แม้ว่ารายละเอียดเกี่ยวกับความคืบหน้าของคดีเขากระโดงจะยังไม่ถูกเปิดเผยทั้งหมด แต่การที่นายภูมิธรรมเรียกอธิบดี DSI เข้าพบเพื่อรายงานความคืบหน้า แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และต้องการเร่งดำเนินการให้เกิดความชัดเจนโดยเร็วที่สุด การดำเนินการใด ๆ ในอนาคตเกี่ยวกับคดีเขากระโดง จะต้องอยู่ภายใต้การพิจารณาของ DSI และเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่ DSI จะรับคดีเขากระโดง เป็นคดีพิเศษหรือไม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาของอธิบดี DSI หากเข้าเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ก็สามารถดำเนินการได้ แต่หากต้องการความชัดเจนหรือการอนุมัติจากคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ก็จะต้องมีการนัดหารือกันอีกครั้ง

ในส่วนของกรมที่ดินที่เกี่ยวข้องกับการเพิกถอนที่ดินเขากระโดง นายภูมิธรรมกล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด แต่ขณะนี้กรมที่ดินกำลังทำหน้าที่อยู่ และหากมีความชัดเจนก็จะมีการประกาศให้ทราบต่อไป

การแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดง ถือเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย การดำเนินการใด ๆ จึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อให้เกิดความเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ การเปิดเผยข้อมูลและความคืบหน้าของคดีอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจจากประชาชน

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่ดินอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และส่งเสริมการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน การแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดง จะเป็นบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค และสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย

สถานการณ์คดีเรียกอธิบดี DSI พบ คุยคืบหน้าคดีเขากระโดง จะเป็นอย่างไรต่อไป ทุกฝ่ายยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายเคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้นอย่างแท้จริง การแก้ไขปัญหาคดีเรียกอธิบดี DSI พบ คุยคืบหน้าคดีเขากระโดงจึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

อีกทั้งการเรียกอธิบดี DSI พบ คุยคืบหน้าคดีเขากระโดง ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามอง

ที่มา – เรียกอธิบดี DSI พบ คุยคืบหน้าคดีเขากระโดง “ภูมิธรรม” สั่งยึดกฎหมาย-ข้อเท็จจริง

เกาหลีใต้สั่งห้ามใช้มือถือในห้องเรียน ปี 2026

เกาหลีใต้สั่งห้ามใช้มือถือในห้องเรียนทั่วประเทศ! เตรียมมีผลบังคับใช้ในปี 2026 นี้ ข่าวนี้กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมากในวงการการศึกษา ไม่เพียงแต่ในเกาหลีใต้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงทั่วโลก มาดูกันว่าทำไมเกาหลีใต้ถึงตัดสินใจทำเช่นนี้ และจะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง

เกาหลีใต้สั่งห้ามใช้มือถือในห้องเรียนทั่วประเทศ เริ่มมีผลปี 2026

การตัดสินใจครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นจากความกังวลเกี่ยวกับการเสพติดสมาร์ตโฟนในกลุ่มนักเรียน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสมาธิในการเรียน และพัฒนาการด้านต่างๆ รัฐบาลเกาหลีใต้เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง จึงได้ออกกฎหมาย เกาหลีใต้สั่งห้ามใช้มือถือในห้องเรียน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้มากขึ้น

เหตุผลเบื้องหลังการสั่งห้ามใช้มือถือในห้องเรียน

สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้ตัดสินใจ เกาหลีใต้สั่งห้ามใช้มือถือในห้องเรียน มีดังนี้:

  • สมาธิในการเรียนลดลง: การแจ้งเตือนต่างๆ จากแอปพลิเคชันบนมือถือ ดึงดูดความสนใจของนักเรียน ทำให้ไม่สามารถจดจ่อกับการเรียนได้อย่างเต็มที่
  • ผลการเรียนตกต่ำ: การใช้เวลาไปกับมือถือมากเกินไป ทำให้นักเรียนไม่มีเวลาทบทวนบทเรียน หรือทำการบ้าน ส่งผลให้ผลการเรียนแย่ลง
  • ปัญหาสุขภาพ: การจ้องหน้าจอมือถือเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดปัญหาสายตา ปวดเมื่อยคอ บ่า ไหล่ และอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต
  • การกลั่นแกล้งทางออนไลน์: มือถือเป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้เกิดการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตที่รุนแรง

อย่างไรก็ตาม กฎหมายนี้ไม่ได้ห้ามการใช้มือถืออย่างเด็ดขาด แต่เปิดโอกาสให้ครูสามารถพิจารณาอนุญาตให้นักเรียนใช้มือถือได้ในกรณีจำเป็น เช่น การใช้เพื่อการศึกษา หรือในกรณีฉุกเฉิน นอกจากนี้ โรงเรียนยังมีหน้าที่ให้ความรู้แก่นักเรียนเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมและมีความรับผิดชอบ

กฎหมาย เกาหลีใต้สั่งห้ามใช้มือถือในห้องเรียน นี้ถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งสำหรับระบบการศึกษาของเกาหลีใต้ และอาจเป็นตัวอย่างให้ประเทศอื่นๆ ที่กำลังเผชิญปัญหาเดียวกันนำไปพิจารณาปรับใช้

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการ เกาหลีใต้สั่งห้ามใช้มือถือในห้องเรียน จะเป็นอย่างไรต่อไป เราคงต้องติดตามดูกันต่อไป

ที่มา – เกาหลีใต้สั่งห้ามใช้มือถือในห้องเรียนทั่วประเทศ เริ่มมีผลปี 2026

ปางอุ๋งฝนถล่มดินสไลด์: ดับ 2 สูญหาย 5 เร่งช่วยเหลือ

สถานการณ์น่าเศร้าที่หมู่บ้านปางอุ๋ง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เมื่อเกิดเหตุดินสไลด์และน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือน พัดร่างชาวบ้านเสียชีวิต 2 ราย และสูญหายอีก 5 ราย ขณะที่ชาวบ้านริมน้ำแจ่มได้รับผลกระทบอย่างหนักจากน้ำเซาะตลิ่งและพืชผลทางการเกษตรเสียหายในพริบตา

พ.ต.อ.สถิตชัย นิตยวัน ผกก.สภ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ได้รับแจ้งเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากและดินสไลด์ทับบ้านเรือนชาวบ้านบริเวณบ้านปางอุ๋ง ต.แม่ศึก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เบื้องต้นมีบ้านเรือนถูกน้ำท่วมและพังเสียหายประมาณ 10 หลังคาเรือน มีผู้เสียชีวิตทันที 2 ราย และเด็กหญิงอายุ 12 ปี ยังคงสูญหาย

หลังรับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้าช่วยเหลือ เนื่องจากยังมีฝนตกต่อเนื่อง ในตัวอำเภอแม่แจ่มเองก็เกิดน้ำท่วม ทำให้การสัญจรเป็นไปด้วยความยากลำบาก หากฝนยังไม่หยุดตก อาจเกิดน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้าง จึงแจ้งเตือนให้ชาวบ้านอพยพขึ้นที่สูงเพื่อความปลอดภัย

หมู่บ้านปางอุ๋งฝนถล่มดินสไลด์

สถานการณ์ล่าสุด (27 ส.ค. 68 เวลา 02.50 น.) รายงานจากเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดเชียงใหม่ พบว่าหมู่บ้านปางอุ๋ง ต.แม่ศึก อ.แม่แจ่ม เกิดเหตุดินสไลด์ บ้านเรือนเสียหายหนักอย่างน้อย 7 หลัง มีผู้บาดเจ็บมากกว่า 10 ราย ถูกนำส่ง รพ.ขุนยวม และ รพ.แม่แจ่ม มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 1 ราย คือ นางจู ตระกูลบุญอนันต์ อายุ 47 ปี และมีผู้สูญหาย 5 คน ได้แก่ ด.ญ.สีดา แซ่เห่อ อายุ 8 ปี และชาวไทยใหญ่อีก 4 คนที่ยังไม่ทราบชื่อ

รายชื่อผู้บาดเจ็บเบื้องต้น 12 ราย:

  • นายชัยชัว (บาดเจ็บสาหัส ใส่ท่อช่วยหายใจ ส่งต่อ ร.พ. จอมทอง)
  • นางอำไพพรรณ (ไม่ทราบนามสกุล บาดเจ็บสาหัส ใส่ท่อช่วยหายใจ ส่งต่อ ร.พ. จอมทอง)
  • นายวิเชียร (ไม่ทราบนามสกุล บาดเจ็บเล็กน้อย)
  • นายเปา แซ่จาง (บาดเจ็บเล็กน้อย)
  • ด.ญ.ชุติมา (ไม่ทราบนามสกุล บาดเจ็บเล็กน้อย)
  • นายณรงค์ แซ่เจ่า (บาดเจ็บเล็กน้อย)
  • นายวุฒิชัย (ไม่ทราบนามสกุล บาดเจ็บเล็กน้อย)
  • น.ส.วัลรี (ไม่ทราบนามสกุล บาดเจ็บเล็กน้อย)
  • นายรุ่งเรือง (ไม่ทราบนามสกุล บาดเจ็บเล็กน้อย)
  • นางไมล์ (ไม่ทราบนามสกุล บาดเจ็บเล็กน้อย)
  • ยุวดี (ไม่ทราบนามสกุล บาดเจ็บเล็กน้อย)
  • นายยิ่งยอ (ไม่ทราบนามสกุล บาดเจ็บเล็กน้อย)

สถานการณ์ปัจจุบันที่หมู่บ้านปางอุ๋ง

ขณะนี้เจ้าหน้าที่อำเภอแม่แจ่ม กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต.แม่ศึก มูลนิธิ อาสาสมัคร อสม. กำลังเร่งให้ความช่วยเหลือ ผู้ป่วยถูกนำส่งโรงพยาบาลเทพรัตน์เวชชานุกูล และโรงพยาบาลจอมทอง

รพ.สต.ปางอุ๋ง จัดตั้งทีมแพทย์พยาบาลเพื่อดูแลผู้ป่วยที่หน้าสถานการณ์ เพื่อรองรับผู้บาดเจ็บเพิ่มเติม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฝนยังคงตกต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณน้ำแม่แจ่มเพิ่มสูงขึ้น ชาวบ้านต้องนำกระสอบทรายไปปิดกั้นจุดที่ต่ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม

นอกจากนี้ ที่บ้านท่าเรือ หมู่ 9 ต.บ้านแปะ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นหมู่บ้านติดลำน้ำแม่แจ่ม ได้รับผลกระทบหนัก ที่ดินทำกินถูกน้ำกัดเซาะเสียหาย ชาวบ้านเสียใจเนื่องจากพืชผลทางการเกษตรถูกน้ำท่วม อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปเยียวยาและแก้ไขปัญหา

ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ แจ้งเตือนฝนตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่ภาคเหนือ และแจ้งข้อมูลการเคลื่อนที่ของกลุ่มฝนด้วยเรดาร์ตรวจอากาศไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยเมื่อเวลา 03.00 น. (27 ส.ค. 68) เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องใน อ.แม่แจ่ม ทำให้ดินสไลด์ที่หมู่บ้านปางอุ๋ง และเวลา 06.42 น. เกิดน้ำท่วมฉับพลันบริเวณสามแยกหน้าที่ว่าการอำเภอแม่แจ่ม

เหตุการณ์หมู่บ้านปางอุ๋งฝนถล่มดินสไลด์ครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การเตรียมพร้อมรับมือ การวางแผนป้องกัน และการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ประสบภัยทุกท่าน และขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่เสียสละกำลังกายและกำลังใจในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในครั้งนี้

หมู่บ้านปางอุ๋งจะกลับมาสวยงามอีกครั้งด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกคน

ที่มา – หมู่บ้านปางอุ๋ง ฝนถล่มดินสไลด์ ดับแล้ว 2 ศพ สูญหาย 5 ราย เร่งให้ความช่วยเหลือ

หลวงปู่ศิลา ฉันเพลห้องบิ๊กเต่า พร้อมให้พร

“หลวงปู่ศิลา” มาฉันเพลที่ห้องทำงาน “บิ๊กเต่า” ในอาคารกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมพูดอวยพรให้กำลังใจ ก่อนเดินทางกลับ “วัดพระธาตุหมื่นหิน”

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 27 ส.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องทำงาน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ชั้น 27 อาคารพิทักษ์สันติ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) “หลวงปู่ศิลา” ได้มาฉันเพลที่ห้องทำงาน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. พร้อมพูดอวยพรให้กำลังใจ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ และยังบอกว่าเป็นห่วงสถานการณ์จังหวัดชายแดน โดยใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งจึงเสร็จสิ้น

จากนั้นได้ลงไปเจิมท้าวเวสสุวรรณ หน้ากองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ชั้น 16 และ 15 อาคารกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อเป็นสิริมงคล ก่อนเดินทางกลับวัดพระธาตุหมื่นหิน จ.กาฬสินธุ์.

หลวงปู่ศิลา มาฉันเพลที่ห้องทำงาน บิ๊กเต่า พร้อมพูดอวยพรให้กำลังใจ

เรื่องราวของ “หลวงปู่ศิลา” ที่มาฉันเพลในห้องทำงานของ “บิ๊กเต่า” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพของการทำบุญ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความเคารพและความศรัทธาที่ข้าราชการตำรวจมีต่อพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ การที่หลวงปู่ท่านเมตตามาให้พรถึงที่ทำงาน ย่อมเป็นขวัญและกำลังใจอย่างยิ่งในการปฏิบัติหน้าที่

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ได้รับพรจาก หลวงปู่ศิลา นับเป็นสิริมงคลอย่างยิ่ง การได้รับความเมตตาจากพระสงฆ์ที่เคารพนับถือ ย่อมเป็นกำลังใจให้ท่านและทีมงานสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างราบรื่น พบเจอแต่สิ่งดีงาม และสามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ไปได้ด้วยดี

ทำไมการมาฉันเพลของหลวงปู่ศิลาจึงมีความสำคัญ

การมาฉันเพลของ หลวงปู่ศิลา ที่ห้องทำงานของบิ๊กเต่า มีความสำคัญหลายประการ ดังนี้:

  • ความเป็นสิริมงคล: การได้รับพรจากพระสงฆ์ที่เคารพนับถือ ถือเป็นสิริมงคลแก่สถานที่และผู้ที่ได้รับพร
  • ขวัญและกำลังใจ: เป็นการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจแก่ข้าราชการตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่
  • สร้างความสัมพันธ์อันดี: เป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างพระสงฆ์และข้าราชการ
  • เป็นแบบอย่างที่ดี: เป็นการส่งเสริมให้ข้าราชการทำความดี มีคุณธรรมจริยธรรม

จากเหตุการณ์นี้ เราได้เห็นถึงความสำคัญของศาสนาและความเชื่อมั่นที่มีต่อพระสงฆ์ในสังคมไทย การที่ หลวงปู่ศิลา เมตตามาให้พรถึงที่ทำงาน ย่อมเป็นสิ่งที่ประทับใจและเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ที่ได้รับพรทุกคน

นอกจากนี้ การที่หลวงปู่ศิลากล่าวถึงความเป็นห่วงสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนใต้ แสดงให้เห็นถึงความเมตตาและความห่วงใยที่ท่านมีต่อประชาชนในพื้นที่ การอวยพรให้กำลังใจจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้เจ้าหน้าที่และประชาชนสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

การที่หลวงปู่ศิลาเดินทางไปเจิมท้าวเวสสุวรรณที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การขอพรและบารมีจากท้าวเวสสุวรรณ ย่อมเป็นกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

โดยรวมแล้ว เหตุการณ์ที่ หลวงปู่ศิลา มาฉันเพลที่ห้องทำงานของบิ๊กเต่า และให้พรแก่ข้าราชการตำรวจ เป็นเรื่องราวที่สร้างความประทับใจและเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของศาสนา ความเชื่อมั่น และความเมตตาในสังคมไทย

การมีสติในการทำงาน การทำความดี และการช่วยเหลือผู้อื่น ล้วนเป็นสิ่งที่สำคัญที่เราสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างสังคมที่ดีและน่าอยู่ยิ่งขึ้น

การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และการมีคุณธรรมจริยธรรม ถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับข้าราชการตำรวจ การได้รับพรจาก หลวงปู่ศิลา ย่อมเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกท่านยึดมั่นในคุณงามความดี และปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป

ที่มา – “หลวงปู่ศิลา” มาฉันเพลที่ห้องทำงาน “บิ๊กเต่า” พร้อมพูดอวยพรให้กำลังใจ

สามทีมรุมแย่ง Dessers และผลกระทบ Celtic

ข่าวซุบซิบวันนี้มีเรื่องน่าสนใจมากมายในวงการฟุตบอลสกอตแลนด์ เริ่มต้นที่ ไซริล เดสเซอร์ส กองหน้าของ เรนเจอร์ส กำลังได้รับความสนใจจากอย่างน้อยสามสโมสรในยุโรป รวมถึง เออีเค เอเธนส์ ที่เคยให้ความสนใจมานาน (Scottish Sun)

ด้าน เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ยืนยันว่า เซลติก ต้องมีการสอบสวนภายในครั้งใหญ่หลังตกรอบแชมเปี้ยนส์ลีกจากการพบกับไครัต อัลมาตี (Scottish Sun)

อดีตกองหน้าทีมชาติสกอตแลนด์อย่าง อลัน บราซิล เชื่อว่า “มีบางอย่างผิดปกติ” กับ ไดเซ็น มาเอดะ และกองหน้าชาวญี่ปุ่นรายนี้ต้องการออกจาก เซลติก (Daily Record)

ร็อดเจอร์สกล่าวไว้ก่อนเกมว่าทีมของเขาจะไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ ในการพบกับไครัต แต่กุนซือ เซลติก กลับตำหนิพื้นสนาม โดยกล่าวว่า “สนามทำให้คุณภาพของเกมแย่มาก” (Scottish Sun)

ความล้มเหลวในการเซ็นสัญญานักเตะมาแทนที่ เคียวโกะ ฟุรุฮาชิ อดีตกองหน้า ทำให้ เซลติก สูญเสียรายได้จากแชมเปี้ยนส์ลีกไป 20 ล้านปอนด์ (The Herald)

อดีตกองกลาง สติลิยัน เปตรอฟ กล่าวว่า เซลติก “อาจจะขาดผู้เล่นระดับคลาสที่มีคุณภาพดีอีกสี่หรือห้าคน” (Scottish Sun)

อดีตผู้จัดการทีม มาร์ติน โอนีล กล่าวว่าการตกรอบแชมเปี้ยนส์ลีกของ เซลติก เป็น “ความผิดของพวกเขาเอง” และพวกเขาไม่สามารถสร้าง “ช่วงเวลาแห่งการกดดันอย่างต่อเนื่อง” เพื่อทำให้ไครัต “ยอมจำนน” (Scottish Sun)

อเบอร์ดีน เตรียมเซ็นสัญญากับ มิเชล เฟรม แบ็คซ้ายดาวรุ่งของ เซลติก ด้วยสัญญา 4 ปี ซึ่งเป็นการเซ็นสัญญาครั้งที่ 10 ของพวกเขาในช่วงซัมเมอร์นี้ (Press & Journal)

สตีเวน เพรสลีย์ ผู้จัดการทีมยืนยันว่า ภัยคุกคามในการโจมตีของ ดันดี จะเพิ่มขึ้นในเกมต่อๆ ไป เมื่อผู้เล่นที่เซ็นสัญญาใหม่ทำความรู้จักกันมากขึ้น (The Courier)

สตีฟ คลาร์ก ผู้จัดการทีมชาติสกอตแลนด์ กล่าวว่าเขาต้องเลือกผู้เล่นสำหรับทีมของเขาในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกที่สามารถ “ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันได้มากที่สุด” และมันเป็นเรื่องยากที่จะตัดชื่อ ลอว์เรนซ์ แชงค์แลนด์ ออกไป (The Scotsman)

สามทีมรุมแย่ง Dessers และผลกระทบ Celtic

ข่าวการย้ายทีมในลีกสกอตแลนด์ยังคงเป็นประเด็นร้อนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ของ ไซริล เดสเซอร์ส ที่ดึงดูดความสนใจจากหลายสโมสรในยุโรป นอกจากนี้ ผลกระทบจากการตกรอบแชมเปี้ยนส์ลีกของ เซลติก ยังคงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยมีหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสาเหตุและความรับผิดชอบ

ทำไมสามทีมถึงรุมแย่ง Dessers และผลกระทบ Celtic ถึงสำคัญ?

การที่หลายทีมให้ความสนใจในตัวของ เดสเซอร์ส แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเขาในฐานะกองหน้า และการย้ายทีมของเขาสามารถส่งผลกระทบต่อทีมที่เขาเข้าร่วมได้ นอกจากนี้ ผลกระทบจากการตกรอบแชมเปี้ยนส์ลีกของ เซลติก ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสนาม แต่ยังส่งผลถึงด้านการเงินและชื่อเสียงของสโมสรอีกด้วย

สถานการณ์ของ Daizen Maeda ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตามอง หากเขาย้ายออกจาก เซลติก จะส่งผลกระทบต่อแนวรุกของทีมอย่างแน่นอน การที่อดีตกองหน้าทีมชาติสกอตแลนด์อย่าง อลัน บราซิล ออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ยิ่งทำให้ประเด็นนี้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การที่อเบอร์ดีนเซ็นสัญญากับ Mitchel Frame ก็แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพวกเขาในการเสริมสร้างทีมเพื่อสู้ศึกในฤดูกาลหน้า ในขณะที่ดันดีก็หวังว่าการเสริมทัพใหม่จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการโจมตีของพวกเขาได้

สำหรับ Steve Clarke ผู้จัดการทีมชาติสกอตแลนด์ การเลือกผู้เล่นสำหรับรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกเป็นงานที่ยากลำบากเสมอ เพราะเขาต้องเลือกผู้เล่นที่ดีที่สุดเพื่อที่จะทำให้ทีมประสบความสำเร็จ

โดยรวมแล้ว ข่าวซุบซิบวันนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในวงการฟุตบอลสกอตแลนด์ ทั้งในเรื่องของการย้ายทีม ผลกระทบจากการแข่งขัน และการเตรียมทีมสำหรับฤดูกาลใหม่ การติดตามข่าวสารเหล่านี้อย่างใกล้ชิดจะช่วยให้เราเข้าใจถึงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงในวงการฟุตบอลได้มากยิ่งขึ้น เรื่องราวของ สามทีมรุมแย่ง Dessers และผลกระทบ Celtic ยังคงเป็นที่สนใจของแฟนบอลอย่างต่อเนื่อง

เรื่องราวเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนและความท้าทายในวงการฟุตบอล การเปลี่ยนแปลงสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และทีมที่สามารถปรับตัวและเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุดเท่านั้นที่จะประสบความสำเร็จ

ที่มา – Trio chase Dessers & Celtic exit fallout – Wednesday’s gossip