วัน: 27 สิงหาคม 2025

พายุคาจิกิ ทำน้ำห้วยลำพะยังล้นตลิ่ง: นาข้าวเสียหาย

อิทธิพลจาก พายุคาจิกิ ทำน้ำห้วยลำพะยังล้นตลิ่ง ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรในจังหวัดกาฬสินธุ์ ทำให้เกิดความเสียหายต่อนาข้าวของชาวบ้านกว่า 200 ไร่ พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่อยู่บริเวณใกล้เคียงเทือกเขาภูพาน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่สถานการณ์จะรุนแรงขึ้นหากมีฝนตกลงมาเพิ่มเติม

รายงานข่าวเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ระบุว่า พายุไต้ฝุ่นคาจิกิได้นำมาซึ่งฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของจังหวัดกาฬสินธุ์ การติดตามสถานการณ์น้ำฝนอย่างใกล้ชิดในช่วงกลางดึกของวันที่ 25 สิงหาคม และช่วงเย็นของวันที่ 26 สิงหาคม พบว่าปริมาณน้ำในลำห้วยลำพะยัง บริเวณอำเภอเขาวง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเทือกเขาภูพาน มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้เกิดจากลำห้วยลำพะยังเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมนาข้าวของประชาชนในพื้นที่อำเภอนาคู และอำเภอเขาวง ครอบคลุม 5 ตำบล 5 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านกุดตาใกล้ ตำบลสายนาวัง อำเภอนาคู, บ้านหนองห้าง ตำบลโนนนาจาน อำเภอนาคู, บ้านส้มป่อย ตำบลสระพังทอง อำเภอเขาวง, บ้านโพนสวาง ตำบลกุดสิมคุ้มใหม่ อำเภอเขาวง และบ้านโนนศาลา ตำบลภูแล่นช้าง อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ ปริมาณน้ำ ในลำห้วยลำพะยัง ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และคาดว่าจะสูงขึ้นอีกหากมีฝนตกต่อเนื่อง

จากการสำรวจพื้นที่ล่าสุด พบว่าปริมาณน้ำในลำห้วยลำพะยังอยู่ในระดับสูง กระแสน้ำไหลเชี่ยว และเอ่อท่วมนาข้าวของประชาชนไปแล้วเกือบ 200 ไร่

นายกาย วิลาศรี ผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองห้าง หมู่ที่ 4 ตำบลโนนนาจาน อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ปริมาณน้ำในลำน้ำลำพะยังยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีความกังวลว่าหากมีฝนตกลงมาซ้ำอีก สถานการณ์น้ำท่วมอาจขยายวงกว้างมากยิ่งขึ้น

เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง และได้แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ราบลุ่มริมลำน้ำลำพะยังให้เตรียมพร้อมสำหรับการอพยพไปยังที่สูงหากเกิดน้ำท่วมฉับพลัน

พายุคาจิกิ ทำน้ำห้วยลำพะยังล้นตลิ่ง

ผลกระทบจากเหตุการณ์ พายุคาจิกิ ทำน้ำห้วยลำพะยังล้นตลิ่ง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความเสียหายต่อนาข้าวเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวบ้านในพื้นที่อีกด้วย การสูญเสียผลผลิตทางการเกษตรเป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะมันหมายถึงการสูญเสียรายได้และแหล่งอาหารที่สำคัญของครอบครัว

การช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัย

หน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ การช่วยเหลือเบื้องต้น ได้แก่ การจัดหาอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นในการดำรงชีวิต นอกจากนี้ ยังมีการสำรวจความเสียหายเพื่อให้การช่วยเหลือด้านการเงินและการฟื้นฟูที่อยู่อาศัยเป็นไปอย่างเหมาะสม

พายุคาจิกิ ทำน้ำห้วยลำพะยังล้นตลิ่ง เป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของพื้นที่เกษตรกรรมต่อภัยธรรมชาติ การเตรียมความพร้อมและการปรับตัวจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างระบบเตือนภัยที่แม่นยำ การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และการส่งเสริมการทำเกษตรแบบผสมผสาน เป็นแนวทางที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายจากภัยธรรมชาติได้

อนาคตของเกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงภัยขึ้นอยู่กับการเรียนรู้และปรับตัวจากประสบการณ์ที่ผ่านมา การสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสม จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถฟื้นตัวจากความเสียหายและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้ในระยะยาว

ที่มา – อิทธิพล “พายุคาจิกิ” ทำน้ำห้วยลำพะยังล้นตลิ่ง ท่วมนาข้าวชาวบ้านกว่า 200 ไร่

ใครต้องรับผิดชอบ? เซลติกตกรอบ UCL

สถานการณ์วันโลกาวินาศของเซลติกได้กลายเป็นจริงแล้ว – ความอัปยศในอัลมาตี – ควรมีการประเมินการออกจากรอบคัดเลือกแชมเปียนส์ลีกที่ร้ายแรงและทำร้ายตัวเองมากที่สุดของสโมสรในช่วงสิบสองฤดูกาลที่ผ่านมา

มาริบอร์, มัลโม และเออีเค เอเธนส์ CFR Cluj, Ferencvaros และ FC Midtjylland ทั้งหมดสร้างความเจ็บปวด เป็นเหตุแห่งการใคร่ครวญและความโกรธ

บางสโมสรเหล่านี้มีสิทธิ์อ้างว่าเป็นทีมยุโรปที่สร้างความเสียหายมากที่สุดต่อเซลติกและความเข้าใจผิดที่พวกเขามีต่อตัวเองในฐานะสโมสรยุโรปที่ยิ่งใหญ่

อมตะแห่งปี 1967 และบรรยากาศในคืนแชมเปียนส์ลีกยังคงสร้างผลกระทบอย่างมากในด้านนั้น

ผู้พิชิตเซลติกเหล่านั้นทั้งหมดถูก Kairat Almaty จัดการอย่างเด็ดขาดในคืนวันอังคาร

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ได้ดูแลการแสดงที่น่าสยดสยองบางอย่าง – การพ่ายแพ้อย่างย่อยยับด้วยเจ็ดประตูที่ทำให้คุณซ่อนตัวอยู่หลังโซฟา – แต่นี่อยู่ในระดับอื่น มันเป็นสิ่งของระดับสาม โดยขออภัยสำหรับระดับสาม

นำการออกจากแชมเปียนส์ลีกเหล่านั้นมาคูณด้วยความพ่ายแพ้อย่างน่าสมเพชของร็อดเจอร์สต่อบาร์เซโลนา ปารีส แซงต์-แชร์กแมง แอตเลติโก มาดริด และโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และคุณก็ยังไม่ถึงปัจจัยที่น่าขนลุกของความสัมพันธ์เหล่านี้กับทีม Kairat ที่เซลติกที่ทำงานได้อย่างถูกต้องคาดว่าจะเอาชนะได้

ไม่มีประตูใน 210 นาทีของการแข่งขันฟุตบอล พลาดจุดโทษสามครั้งในการยิงลูกโทษ โอกาสทองสองสามครั้งเสียเปล่าในการแข่งขันทั้งสองนัด และเงินกว่า 40 ล้านปอนด์ลอยหายไปในอากาศในคาซัคสถาน เมื่อความล้มเหลวเกิดขึ้น นี่เป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ และในการวิเคราะห์ว่าใครผิด มีคำวิจารณ์มากมายสำหรับทุกคน

นี่คือความพ่ายแพ้สำหรับส่วนรวม – ผู้เล่น ผู้จัดการทีม บอร์ดบริหาร พวกเขาอยู่ในกรอบเดียวกันทั้งหมด มันเป็นภาพประกอบของสโมสรที่เดิมพันกับความก้าวหน้าโดยรอให้การเข้าร่วมแชมเปียนส์ลีกได้รับการรักษาความปลอดภัยก่อนที่จะปรับปรุงทีมอย่างเหมาะสม

นี่เป็นตัวอย่างที่น่าทึ่งว่าพวกเขาปล่อยให้มาตรฐานของพวกเขาลดลงได้อย่างไร ทั้งในและนอกสนาม เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เซลติกเผชิญหน้ากันในการแข่งขันสองนัดกับบาเยิร์น มิวนิกของมานูเอล นอยเออร์ ดาโยต์ อูปาเมกาโน โจชัว คิมมิช จามาล มูเซียลา แฮร์รี เคน คิงส์ลีย์ โกม็อง และโทมัส มุลเลอร์

ในการแพ้ 3-2 โดยรวมและเข้าใกล้การนำชาวเยอรมันไปสู่ช่วงต่อเวลาพิเศษในบ้านของพวกเขา เซลติกมีความฮึกเหิม มีบางสิ่งที่จะสร้างขึ้น

พวกเขายังมีเงินกองโตในธนาคารและการสนับสนุน โดยทั่วไปแล้วหันหน้าไปในทิศทางเดียวกับบอร์ดบริหาร มีความสามัคคีและความเป็นบวกค่อนข้างน้อย สินค้าหายากในกลาสโกว์

ตอนนี้มีความขมขื่นและความบาดหมาง พวกเขาได้ทำลายความรู้สึกดีๆ ของพวกเขาไปแล้ว

ใครต้องรับผิดชอบ? เซลติกตกรอบ UCL

ในการแข่งขันสองนัด การขาดความทะเยอทะยานในการปรับปรุงทีมได้ส่งผลร้ายกลับมาและโจมตีสโมสรอย่างเต็มที่ นั่นคือความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริหาร – โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ถือหุ้นรายใหญ่ Dermot Desmond

ชาวไอริชมีอำนาจอย่างมากในสโมสร แฟน ๆ คาดหวังที่จะได้ยินจากเขาเป็นครั้งคราวมากเกินไปหรือไม่? Michael Nicholson ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกเล็กน้อยเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ได้หรือไม่?

มันจะไม่เจ็บปวดและอาจช่วยอธิบายว่าพวกเขาเปลี่ยนจากความหวังของบาเยิร์นมิวนิกไปสู่ความอัปยศของ Kairat Almaty ได้อย่างไรในหกเดือน

ช่องโหว่ในทีมนั้นชัดเจนมาสักพักแล้ว ความต้องการพลังงานใหม่เป็นที่ชัดเจน ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด เซลติกเข้าสู่รอบเพลย์ออฟแชมเปียนส์ลีกที่อ่อนแอกว่าฤดูกาลที่แล้วอย่างครอบคลุม

ความล้มเหลวในวันอังคารนี้เป็นความรับผิดชอบของร็อดเจอร์สด้วย เซลติกได้รับการปฏิบัติอย่างดีที่บ้าน ร็อดเจอร์สกล่าวชื่นชมทีมของเขามากเกินไปเมื่อพวกเขาเอาชนะทีมในประเทศด้วยงบประมาณเพียงเล็กน้อย ทุกคนต่างชื่นชมเมื่อพวกเขาทำไปสี่และห้าทีมที่อ่อนแอกว่า

เมื่อพวกเขาจัดการเรนเจอร์สและคว้าแชมป์ลีกอีกรายการเพื่อนั่งเคียงข้างแชมป์ลีกอื่น ๆ ทั้งหมด มีความรู้สึกว่าไม่มีอะไรสำคัญอีกแล้ว ความก้าวหน้าในยุโรป? ใช่ มันคงจะดี

แต่การเก็บสโมสรอิบรอกซ์ไว้ในกล่องของพวกเขาคือขนมปังและเนย มันเกี่ยวกับความทะเยอทะยานและการตีความของบอร์ดว่าความทะเยอทะยานมีลักษณะอย่างไร

เซลติกควรอยู่เหนือความคิดแคบ ๆ เช่นนั้นไปมาก ข้อกล่าวหาสามารถโยนใส่พวกเขาได้อย่างเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรม ว่าต้องการเพียงแค่ก้าวนำหน้าคู่แข่งในเมืองของพวกเขาไปไม่กี่ก้าว

ในบางครั้ง ตามคำวิงวอนของร็อดเจอร์ส พวกเขาจะผลักดันเรือออกไป – Arne Engels, Adam Idah, Auston Trusty นำเข้ามาด้วยค่าใช้จ่ายประมาณ 26 ล้านปอนด์ – แต่ส่วนใหญ่แล้วมันจะคงที่ตามที่เธอทำ และมันได้ผลหากความโดดเด่นในประเทศ การซื้อขายผู้เล่น และเงินในคลังเป็นอุดมคติของคุณ

หากพยายามที่จะก้าวต่อไปจากบาเยิร์นเป็นกระเป๋าของคุณมากกว่า – เช่นเดียวกับร็อดเจอร์ส – จะมีปัญหา แต่ร็อดเจอร์สไม่ได้รับการยกเว้นใด ๆ ทั้งสิ้น

นี่คืออีกด้านของข้อโต้แย้ง ผู้เล่นจำนวนมากจากฤดูกาลที่แล้วถอยหลัง Idah และ Engels ไม่สามารถเข้าไปอยู่ในทีมได้ Trusty ก็จะไม่ได้อยู่ในทีมเช่นกันหากเขาฟิต นี่คือการเซ็นสัญญาของร็อดเจอร์ส

แกนหลักของทีมยังคงเป็นของ Ange Postecoglou เพราะผู้เล่นจำนวนมากเกินไปที่ร็อดเจอร์สคัดเลือกยังไม่ได้ทำมัน

ดังนั้น การออกครั้งนี้จึงเป็นความสับสนของทุกคน เรื่องราวชั้นนำอาจเป็นเรื่องเกี่ยวกับบอร์ดที่ไม่เซ็นผู้เล่นสำหรับการผลักดันครั้งใหญ่ แต่บอร์ด ถ้าพวกเขามีความคิด ก็สามารถกลับมาพร้อมกับข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความคุ้มค่าที่ร็อดเจอร์สมาถึงได้จนถึงตอนนี้ ถ้าเขาไม่ได้เริ่มพวกเขา คำตอบในตอนนี้คือ "ไม่มาก"

คงไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผลที่พวกเขาจะบอกว่าพวกเขาคาดหวังมากกว่านี้ ชนะ Kairat หรือทำประตูหรือมีลักษณะของความสามัคคีในการแข่งขันสองนัด ไม่มีการยื่นข้อเสนอสัญญาให้กับผู้จัดการทีม และดังนั้น ณ ตอนนี้ เขาจะไม่อยู่ในฤดูร้อนหน้า

บางทีผลลัพธ์นั้นอาจเหมาะกับทั้งสองฝ่าย ร็อดเจอร์สกล่าวว่าไม่มีความขัดแย้งระหว่างเขากับบอร์ดของเขา แต่ความหงุดหงิดของเขาเป็นที่ชัดเจน

นี่คือสถานการณ์ที่ผูกปมซึ่งอาจเลวร้ายยิ่งกว่าในประเทศ หาก Rangers ไม่ได้มุ่งมั่นที่จะยกระดับในสถานการณ์วิกฤต

เซลติกมีแนวโน้มที่จะชนะหนึ่ง สอง และเป็นไปได้มากที่จะคว้าสามถ้วยรางวัลในฤดูกาลนี้ หากพวกเขาทำเช่นนั้น สิ่งที่น่าเสียใจคือบทเรียนจากอัลมาตีอาจสูญหายไป

ทำไมเซลติกถึงพลาดโอกาสใน UCL?

Old Firm อยู่ในการต่อสู้ที่ดุเดือดกันเพื่อตัดสินว่าใครมีแฟน ๆ ที่โกรธเคืองที่สุด มันเป็นการต่อสู้ครั้งใหญ่ เรนเจอร์สต้องเล่นกับบรูจส์ในเย็นวันพุธ โดยตามหลัง 3-1 แล้ว และมีแนวโน้มว่าจะเจ็บปวดมากขึ้นในเบลเยียม

จากนั้นกลาสโกว์ทั้งสองพบกันที่อิบรอกซ์ในวันอาทิตย์ อาจต้องใช้หน้ากากออกซิเจน

ความพ่ายแพ้ครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนที่เซลติกต้องหันกลับมามองตัวเองอย่างจริงจัง พวกเขาจำเป็นต้องทบทวนกลยุทธ์การซื้อขายนักเตะ การพัฒนาทีม และความทะเยอทะยานของสโมสร หากเซลติกต้องการกลับไปสู่จุดสูงสุดของฟุตบอลยุโรป พวกเขาต้องเปลี่ยนแปลง

ที่มา – Where does blame lie for Celtic’s Champions League exit?

โมดีหนุน “เมด อิน อินเดีย” หลังภาษีทรัมป์ 50%

นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ประกาศเตรียมปรับลดภาษีครั้งใหญ่ เพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมย้ำแนวคิด “ทำในอินเดีย-ใช้ของอินเดีย” หลังจากสหรัฐอเมริกาเริ่มเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดีย 50%

สถานการณ์การค้าระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ ทวีความตึงเครียด เมื่อสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เริ่มบังคับใช้มาตรการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดียในอัตราสูงถึง 50% อย่างเป็นทางการแล้ว สืบเนื่องจากการเพิ่มโทษทางการค้าด้วยภาษีอีก 25% เหตุจากการที่อินเดียซื้อน้ำมันและอาวุธจากรัสเซีย มาตรการนี้ส่งผลให้อินเดีย ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องเผชิญกับภาษีสูงที่สุดในโลก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกและแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจอันดับ 5 ของโลก

เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว รัฐบาลอินเดียจึงเร่งหามาตรการรองรับ โดยนายนเรนทรา โมดี ได้ประกาศระหว่างวันชาติอินเดียว่า จะมี “ของขวัญใหญ่ในวันดิวาลี” ซึ่งก็คือการปรับลดภาษีครั้งใหญ่ เพื่อช่วยเหลือทั้งประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมทั้งย้ำแนวคิด **นายกฯ โมดี เรียกร้องใช้สินค้า “เมด อิน อินเดีย” หลังภาษีทรัมป์ 50% มีผลบังคับใช้** และเรียกร้องให้ร้านค้าเล็กๆ ติดป้าย “Swadeshi” (ผลิตในอินเดีย) เพื่อส่งเสริมความภาคภูมิใจในการพึ่งพาตนเอง

แม้ว่าอินเดียจะพยายามผลักดันการผลิตภายในประเทศมาเป็นเวลาหลายปี แต่สัดส่วนของภาคอุตสาหกรรมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ยังคงอยู่ที่ประมาณ 15% เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ โมดีจึงหันมาใช้มาตรการทางภาษีเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ หลังจากที่ได้ประกาศลดภาษีเงินได้มูลค่า 12,000 ล้านดอลลาร์ไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ล่าสุด รัฐบาลอินเดียเตรียมที่จะปฏิรูประบบภาษีทางอ้อม โดยมีแผนที่จะลดภาษีสินค้าและบริการ (Goods & Service Tax) ให้เหลือเพียง 2 ขั้นตอน เพื่อลดความซับซ้อนและกระตุ้นการใช้จ่าย

นักวิเคราะห์จาก Jeffries และ Morgan Stanley ประเมินว่า มาตรการเหล่านี้จะสามารถอัดฉีดกำลังซื้อได้ประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งคิดเป็นเกือบ 60% ของ GDP อินเดีย โดยคาดการณ์ว่าจะช่วยเพิ่มการใช้จ่ายในสินค้าบริโภคต่างๆ เช่น รถจักรยานยนต์ รถยนต์ขนาดเล็ก เสื้อผ้า ไปจนถึงปูนซีเมนต์ ซึ่งมีความต้องการสูงในช่วงเทศกาล นอกจากนี้ ธนาคารกลางอินเดียอาจพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนการกู้ยืม หลังจากที่ได้ปรับลดไปแล้ว 1% ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ถึงแม้ว่าความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ จะทวีความรุนแรง จนทำให้การเจรจาทางการค้าต้องถูกยกเลิกไป แต่ตลาดหุ้นอินเดียกลับตอบรับในเชิงบวก และอินเดียยังได้รับการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือจาก S&P Global เป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปี ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมและดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ

**นายกฯ โมดี เรียกร้องใช้สินค้า “เมด อิน อินเดีย” หลังภาษีทรัมป์ 50% มีผลบังคับใช้**

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แม้จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ เหล่านี้ เศรษฐกิจอินเดียก็ยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาษี 50% ของสหรัฐฯ ซึ่งเปรียบได้กับ “มาตรการคว่ำบาตรทางการค้า” ระหว่างสองประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้

ผลกระทบจากมาตรการ **นายกฯ โมดี เรียกร้องใช้สินค้า “เมด อิน อินเดีย” หลังภาษีทรัมป์ 50% มีผลบังคับใช้**

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากมาตรการนี้ทำให้ รัฐบาลอินเดียต้องเร่งหามาตรการรองรับ พร้อมทั้งกระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการภายในประเทศมีความเข้มแข็งและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

สรุปแล้ว สถานการณ์นี้เป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับเศรษฐกิจอินเดีย อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลอินเดียออกมาตรการต่างๆ อย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ก็แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาและสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการพึ่งพาตนเองและการส่งเสริมสินค้าที่ผลิตในประเทศ การที่ **นายกฯ โมดี เรียกร้องใช้สินค้า “เมด อิน อินเดีย” หลังภาษีทรัมป์ 50% มีผลบังคับใช้** เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ

ที่มา – นายกฯ โมดี เรียกร้องใช้สินค้า “เมด อิน อินเดีย” หลังภาษีทรัมป์ 50% มีผลบังคับใช้

“นฤมล” สั่งถอด “อดีตพระอลงกต” ออกจากแบบเรียน ป.5

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ สั่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้ถอดเนื้อหาเกี่ยวกับ “อดีตพระอลงกต” ออกจากแบบเรียนวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยเน้นย้ำว่า แบบเรียนต้องปลูกฝังคุณธรรมที่ถูกต้อง และไม่ต้องการให้เยาวชนเกิดความสับสนกับต้นแบบที่ไม่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังสั่งให้ตรวจสอบผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับโรงเรียนนาถะศาสตร์

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) ได้เปิดเผยถึงกรณีการตรวจสอบเนื้อหาในแบบเรียนเสริมวิชาภาษาไทย ชั้น ป.5 ที่มีการยกย่อง “อดีตพระอลงกต” อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี ให้เป็นตัวอย่างบุคคลผู้มีจิตสาธารณะ ว่า หลังจากที่ได้มอบหมายให้ สพฐ. ตรวจสอบและสรุปผลแล้ว พบว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เหมาะสมที่จะปรากฏอยู่ในหนังสือเรียนอีกต่อไป

นางนฤมล กล่าวว่า ในอดีต “อดีตพระอลงกต” เป็นที่รู้จักจากการอุทิศตนดูแลผู้ป่วยติดเชื้อ HIV และได้รับการยกย่องจากหลายภาคส่วนว่าเป็นผู้มีจิตอาสา แต่ในปัจจุบัน บุคคลดังกล่าวถูกดำเนินคดีในข้อหาทุจริต ยักยอก ฟอกเงิน และถูกสอบสวนถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการปกปิดประวัติส่วนตัวที่แท้จริง ซึ่งขัดกับหลักคุณธรรมและจริยธรรมที่เด็กควรยึดถือเป็นแบบอย่าง

“กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เพราะแบบเรียนคือสิ่งที่ปลูกฝังทัศนคติและค่านิยมให้กับเด็ก หากมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม จะสร้างความสับสนในสังคมและทำให้เยาวชนเข้าใจผิดได้ จึงได้มีคำสั่งให้ถอดเนื้อหาเกี่ยวกับ “อดีตพระอลงกต” ออกจากตำราเรียนทันที และยืนยันว่าการพิมพ์ตำราสำหรับปีการศึกษาหน้า จะไม่มีการปรากฏเนื้อหาดังกล่าวอีก” นางนฤมล กล่าว

“นฤมล” สั่งถอด “อดีตพระอลงกต” ออกจากแบบเรียน ป.5

นอกจากนี้ นางนฤมล ยังกล่าวถึงโรงเรียนนาถะศาสตร์ ซึ่งอยู่ในความอุปถัมภ์ของ “อดีตพระอลงกต” วัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี ว่า ได้มอบหมายให้คณะกรรมการการศึกษาเอกชน (กช.) ตรวจสอบแล้ว พบว่าโรงเรียนนาถะศาสตร์เป็นโรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษา มีมูลนิธิอาทรประชานาถเป็นผู้รับใบอนุญาต ซึ่งไม่ได้เป็นโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา โรงเรียนแห่งนี้ได้รับการสนับสนุนตามอัตราของโรงเรียนทั่วไป 70% และมูลนิธิช่วยเหลือค่าใช้จ่ายของนักเรียนอีกส่วนหนึ่ง โดยเป็นโรงเรียนกินนอนที่มีนักเรียนประมาณ 120 คน และผู้เรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเรียนการสอน

“ขณะนี้ ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ลพบุรี กำลังตรวจสอบข้อมูลของโรงเรียนว่า จะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง โดยจะนำข้อมูลดังกล่าวมาหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดในวันที่ 3 กันยายน ซึ่งหากโรงเรียนได้รับผลกระทบด้านค่าใช้จ่าย หรือหากมูลนิธิดังกล่าวถูกระงับการทำธุรกรรม ทางศึกษาธิการจังหวัดลพบุรี จะเข้าไปวางแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกับโรงเรียน” นางนฤมล กล่าวเสริม

เหตุผลที่ต้องถอดเนื้อหา “อดีตพระอลงกต” ออกจากแบบเรียน

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นจากความกังวลว่า การนำเสนอเรื่องราวของบุคคลที่กำลังถูกดำเนินคดีในข้อหาร้ายแรง อาจส่งผลเสียต่อการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมที่ถูกต้องให้กับเยาวชน การที่ “อดีตพระอลงกต” เคยได้รับการยกย่องในฐานะผู้มีจิตอาสา แต่กลับถูกกล่าวหาในเรื่องทุจริต ทำให้เกิดความขัดแย้งในตัวเอง และอาจสร้างความสับสนให้กับเด็ก ๆ ได้ นางนฤมลจึงมองว่า การถอดเนื้อหาดังกล่าวออก เป็นการป้องกันไม่ให้เยาวชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรมที่ควรยึดถือ

การปรับปรุงเนื้อหาในแบบเรียนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและความถูกต้องทางคุณธรรมเป็นสิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การเลือกบุคคลต้นแบบที่ปรากฏในแบบเรียนจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้แน่ใจว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นตัวอย่างที่ดีและเหมาะสมสำหรับเยาวชน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเนื้อหา “อดีตพระอลงกต” จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของกระทรวงฯ ในการสร้างสรรค์สังคมที่มีคุณธรรมและจริยธรรม

การตัดสินใจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องเยาวชนจากข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและส่งผลเสียต่อการพัฒนาค่านิยมที่ดีงาม การปรับปรุงเนื้อหาในแบบเรียนอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เยาวชนเติบโตขึ้นเป็นพลเมืองที่ดีและมีคุณภาพของสังคม

การดำเนินการอย่างรวดเร็วในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับเนื้อหาแบบเรียน แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาในการสร้างชาติ การที่นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ สั่งถอดเนื้อหา “อดีตพระอลงกต” ออกจากแบบเรียน ป.5 เป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างค่านิยมที่ถูกต้องให้กับเยาวชนไทย

ที่มา – “นฤมล” สั่งถอดเนื้อหา “อดีตพระอลงกต” ออกจากแบบเรียน ป.5 ขัดหลักคุณธรรม

กองทัพภาค 2 สรุปผลประชุม RBC: ไม่ยั่วยุ-หยุดข่าวปลอม

กองทัพภาค 2 แถลงหลังการประชุม RBC สรุป 11 ข้อ หวังให้กัมพูชาร่วมมือในการ “เก็บกู้ทุ่นระเบิด-ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์” ย้ำว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องไม่มีการยั่วยุ ไม่ว่าจะเป็นทางทหารหรือพลเรือน ที่อาจนำไปสู่ความตึงเครียดตามแนวชายแดน รวมถึงหยุดการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอม การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อลดความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจที่ดีระหว่างประเทศ

กองทัพภาค 2 เผยผลประชุม RBC สรุป 11 ข้อตกลง ไม่ยั่วยุแนวชายแดน หยุดเผยแพร่ข่าวปลอม

ความคืบหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 กองทัพภาคที่ 2 ได้เผยแพร่คำแถลงข่าวร่วมเกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee : RBC) สมัยวิสามัญ ระหว่างกองทัพภาคที่ 2 ราชอาณาจักรไทย และภูมิภาคทหารที่ 4 ราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งจัดขึ้นในจังหวัดศรีสะเกษ ราชอาณาจักรไทย

การประชุม RBC สมัยวิสามัญนี้ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ณ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมีพลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 และพลโท โปว เธง ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 เป็นประธานร่วม การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการพูดคุยและสร้างความเชื่อมั่น เพื่อลดความตึงเครียดและรักษาสันติภาพตามแนวชายแดน โดยใช้ทุกกลไกที่จำเป็นเพื่อแก้ไขความแตกต่างอย่างสันติ และหลีกเลี่ยงการปะทะบนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรภาพ และความสามัคคี

ด้วยความตั้งใจดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายจึงได้ตกลงใน 11 ข้อสรุปสำคัญ ดังนี้:

  1. ทั้งสองฝ่ายย้ำความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงจากการประชุมพิเศษเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 และการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568
  2. ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะดำรงการสื่อสารตามปกติระหว่างกองทัพภาค ภูมิภาคทหาร และหน่วยต่างๆ ตามแนวชายแดน และมุ่งมั่นที่จะแก้ไขทุกปัญหาด้วยสันติวิธี หลีกเลี่ยงการปะทะ และเพิ่มการสื่อสารในทุกระดับเพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจ และส่งเสริมความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี
  3. ทั้งสองฝ่ายยึดมั่นที่จะงดเว้นจากการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอม (fake news) เพื่อลดความตึงเครียด ลดความรู้สึกเชิงลบของสาธารณชน และมุ่งแสวงหามาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อส่งเสริมบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาอย่างสันติ
  4. ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะไม่ขยายขอบเขตและระดับของความขัดแย้ง ซึ่งรวมถึงกิจกรรมที่เป็นการยั่วยุ ไม่ว่าจะโดยฝ่ายทหารหรือพลเรือน อันอาจนำไปสู่ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น
  5. การดำเนินการใดๆ เพื่อให้เกิดความปลอดภัย อาจกระทำได้โดยปฏิบัติตามเงื่อนไขของการหยุดยิงอย่างเคร่งครัด
  6. ทั้งสองฝ่ายได้เน้นย้ำถึงพัฒนาการเชิงบวกและความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในการเสริมสร้างความร่วมมือในทุกภาคส่วน
  7. ทั้งสองฝ่ายย้ำถึงความสำคัญของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม และเห็นชอบให้เสนอเรื่องนี้เข้าสู่การประชุม GBC ที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้
  8. ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบในหลักการที่จะจัดตั้งชุดประสานงาน (Coordinating Group : CG) เพื่อเสริมสร้างการสื่อสารในทุกระดับ
  9. ทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันความตั้งใจที่จะให้ความร่วมมือและทำงานร่วมกันในการปราบปรามและป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ รวมทั้งดำเนินการกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์
  10. ทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันถึงความสำคัญของการตอบสนองต่อการประท้วงเกี่ยวกับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิผล
  11. ให้มีการจัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ครั้งต่อไปภายในหนึ่งเดือนหลังจากการประชุมครั้งนี้

เป้าหมายหลักของการประชุม RBC

เป้าหมายหลักของการประชุม กองทัพภาค 2 เผยผลประชุม RBC สรุป 11 ข้อตกลง ไม่ยั่วยุแนวชายแดน หยุดเผยแพร่ข่าวปลอม คือ การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างทั้งสองประเทศ เพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงตามแนวชายแดน การงดเว้นการยั่วยุและการเผยแพร่ข่าวปลอมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

การที่ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะร่วมมือกันในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อทั้งสองประเทศ การจัดการกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Scammer) เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนจำนวนมาก

โดยสรุป การประชุม กองทัพภาค 2 เผยผลประชุม RBC สรุป 11 ข้อตกลง ไม่ยั่วยุแนวชายแดน หยุดเผยแพร่ข่าวปลอม เป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชา การปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกัน จะนำไปสู่ความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศ การร่วมมือกันแก้ปัญหาต่างๆ จะช่วยให้ประชาชนทั้งสองประเทศมีความปลอดภัยและมั่นคง

ที่มา – กองทัพภาค 2 เผยผลประชุม RBC สรุป 11 ข้อตกลง ไม่ยั่วยุแนวชายแดน หยุดเผยแพร่ข่าวปลอม

ภูมิธรรมเผย คดีวัดพระบาทน้ำพุยังไม่ชัด


ภูมิธรรม เผยได้รับรายงานคดีวัดพระบาทน้ำพุให้ทราบแล้ว แต่ยังไม่ชัดเจนในประเด็นการฟอกเงิน ต้องรอผลการสอบสวนที่ชัดเจนเสียก่อน

ภูมิธรรมเผย คดีวัดพระบาทน้ำพุยังไม่ชัด

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีที่เกี่ยวข้องกับวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสังคม

นายภูมิธรรม กล่าวว่า พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือ “บิ๊กเต่า” รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้เข้ามารายงานความคืบหน้าของคดีวัดพระบาทน้ำพุให้ตนได้รับทราบแล้ว โดยขณะนี้พบหลักฐานเพิ่มเติมที่จะต้องทำการสอบสวนต่อไป เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนและถูกต้อง

ประเด็นสำคัญที่สังคมให้ความสนใจคือเรื่องของการฟอกเงินที่อาจเกี่ยวข้องกับคดีนี้ นายภูมิธรรมกล่าวว่า ในขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีการฟอกเงินเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แม้ว่าสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตาม นายภูมิธรรม ย้ำว่าต้องรอให้ผลการสอบสวนมีความชัดเจนเสียก่อน จึงจะสามารถให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนได้ โดยจะมอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงเป็นผู้แถลงข้อเท็จจริงทั้งหมดในอนาคต เพื่อความโปร่งใสและถูกต้องของข้อมูล

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่ว่า ต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ถูกต้องตามกฎหมาย และไม่สามารถสรุปหรือคาดเดาจากข้อมูลที่ไม่ชัดเจนได้ การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบและรัดกุม

การที่ ภูมิธรรม ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดีวัดพระบาทน้ำพุนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง และให้ความสำคัญกับการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ความคืบหน้าล่าสุดของคดีวัดพระบาทน้ำพุ

ถึงแม้ว่ารายละเอียดของหลักฐานเพิ่มเติมที่พบยังไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน แต่การที่ ภูมิธรรม ออกมายืนยันว่ามีความคืบหน้าในการสอบสวน ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าคดีนี้จะได้รับการคลี่คลายในอนาคตอันใกล้นี้

สิ่งสำคัญคือการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ถูกต้องและเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนอย่างโปร่งใสก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชน

คดีวัดพระบาทน้ำพุเป็นคดีที่ซับซ้อนและมีหลายประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ การที่ ภูมิธรรม ออกมาให้ข้อมูลเท่าที่สามารถทำได้ในขณะนี้ ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม และให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้น

ความโปร่งใสและความถูกต้องในการสอบสวนคดีนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรม และสร้างบรรทัดฐานที่ดีในการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับองค์กรการกุศลในอนาคต

การติดตามความคืบหน้าของคดีนี้อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกขั้นตอนของการสอบสวนเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และมีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนอย่างเหมาะสม

คดีนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไป และหวังว่าการสอบสวนจะนำไปสู่ข้อสรุปที่ชัดเจนและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

ที่มา – “ภูมิธรรม” เผย “บิ๊กเต่า” รายงานคดีวัดพระบาทน้ำพุแล้วยังไม่ชัดปมฟอกเงิน

แมนฯ ยู เยือน! ค่ำคืนสำคัญ บ Bancroft แห่งกริมสบี้

โพลลี แบนครอฟต์ ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลกริมสบี้ ทาวน์ อยู่ที่บ้านกับลูกชายวัย 5 ขวบ เมื่อทราบผลการจับสลากคาราบาว คัพ รอบสอง

หลังจากดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายฟุตบอลหญิงของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นเวลาสองปีครึ่ง เธอตระหนักถึงความสามารถของสโมสรในการทำลายแผนการที่ดีที่สุด เนื่องจากความสนใจจากทั่วโลกที่มีต่อพวกเขา

แบนครอฟต์ได้รับการเตือนอีกครั้งเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม เมื่อสโมสรปัจจุบันของเธอและสโมสรเก่าเป็นสองชื่อสุดท้ายที่ถูกจับในการแข่งขันรอบนี้

ทั้งสองทีมจับคู่กันเพื่อพบกันครั้งแรกนับตั้งแต่เสมอกัน 1-1 ในปี 1948 ความสนใจในเกมที่ Blundell Park สูงมากจนเว็บไซต์ของกริมสบี้ในลีกทู ล่มเกือบทันที

“เราต้องหยุดเว็บไซต์ชั่วคราวจนกว่าเราจะกลับมารวมตัวกันในเช้าวันพฤหัสบดี” แบนครอฟต์กล่าว

“โทรศัพท์ของฉันดังไม่หยุด เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับกริมสบี้ ทาวน์ ต้องหยิกตัวเอง”

เธอกระตือรือร้นที่จะเน้นย้ำถึงผลกระทบในวงกว้างของเกมที่กริมสบี้สามารถขายตั๋วสนามกีฬาที่มีความจุ 9,000 ที่นั่งได้ถึงสามเท่า

อย่างไรก็ตาม มันก็มีองค์ประกอบส่วนตัวเช่นกัน

ยูไนเต็ดเป็นทีมที่เริ่มต้นช้า เมื่อ Women’s Super League เริ่มเติบโต พวกเขาเข้าสู่ WSL ในปี 2018 และได้รับการเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดในฤดูกาลแรก

“ตอนที่ฉันเข้าร่วมสโมสร ทีมหญิงมีอายุสี่ปี และทีมชายมีอายุ 144 ปี” เธอกล่าว

“การฝังสตาร์ทอัพนั้นไว้ภายในองค์กร โดยธรรมชาติแล้วก็มีปัญหาในการเติบโตบ้าง”

“มันเป็นกีฬาเดียวกัน แต่มีเกมที่แตกต่างกัน ความต้องการที่แตกต่างกัน และความต้องการที่แตกต่างกัน เราถักทอมันเข้าด้วยกันให้ดีที่สุด”

แบนครอฟต์กล่าวถึงรอบชิงชนะเลิศ FA Cup สองครั้ง การจบอันดับสามในลีก และการผ่านเข้ารอบแชมเปี้ยนส์ลีก ซึ่งเป็นความสำเร็จของยูไนเต็ดในช่วงเวลาที่เธออยู่กับสโมสรโอลด์ แทรฟฟอร์ด

ยูไนเต็ดได้เล่นในรอบชิงชนะเลิศ FA Cup อีกรายการหนึ่งตั้งแต่นั้นมา และในสัปดาห์นี้จะเริ่มต้นการเดินทางในยุโรปอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การรับรู้ยังคงอยู่ว่า Ineos Group และ Sir Jim Ratcliffe เจ้าของส่วนน้อย ไม่ค่อยสนใจทีมหญิงของสโมสร

“ฉันไม่สามารถตอบสิ่งนั้นได้ด้วยรายละเอียดมากมายนัก” แบนครอฟต์กล่าว

“พวกเขาเริ่มต้นในเดือนกุมภาพันธ์ และฉันออกไปในเดือนพฤษภาคม ดังนั้นจึงไม่มีปฏิสัมพันธ์โดยตรงมากนัก”

“ในขณะนั้นพวกเขากำลังทำความเข้าใจภูมิทัศน์ กำลังมาดูรอบๆ และพบปะสมาชิกสำคัญบางคนของทีมงาน”

หากมีข้อความที่ซ่อนอยู่ มันจะมาจากการประเมินของแบนครอฟต์เกี่ยวกับความน่าสนใจของงานกริมสบี้ แม้ว่าเมื่อพิจารณาว่าตอนนี้เธอมีบทบาทที่อาวุโสกว่ามากในสโมสรที่เล็กกว่ามาก การเปรียบเทียบก็ไม่เหมือนกัน

“โอกาสที่ใหญ่ที่สุดที่นี่ที่กริมสบี้คือการรายงานโดยตรงต่อเจ้าของและจัดการหัวหน้าโค้ช ซึ่งฉันไม่เคยมีที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แม้ว่าฉันจะมีความสัมพันธ์ในการทำงานที่ใกล้ชิดก็ตาม” เธอกล่าวเสริม

ช่วงเวลาที่เธออยู่ที่ยูไนเต็ดทำให้แบนครอฟต์ตระหนักถึงความจำเป็นในการบูรณาการทีมหญิงของกริมสบี้อย่างเต็มที่ ซึ่งปัจจุบันเล่นอยู่ในระดับหกใน East Midlands Women’s Regional Football League เข้าไปในโครงสร้างของสโมสร

“เราทำไปมากมายเพื่อให้พวกเขารู้สึกว่าพวกเขาเป็นเจ้าของ” แบนครอฟต์กล่าว ซึ่งเข้าร่วมเกมของพวกเขา ซึ่งย้ายจาก Clee Fields ไปยัง Blundell Park ในบางครั้ง

“ผู้เล่นมีชื่ออยู่บนหลังเสื้อเป็นครั้งแรก เราจัดเตรียมการเดินทางไปยังเกมเยือน และพวกเขาปรากฏตัวพร้อมกับทีมชายชุดใหญ่”

อย่างไรก็ตาม งานของแบนครอฟต์ที่กริมสบี้คือการเป็นตัวแทนของสโมสรโดยรวม ไม่ใช่แค่ส่วนใดส่วนหนึ่งของสโมสร

ความสนใจของเธอในบทบาทที่กว้างขึ้นถูกกระตุ้นเมื่อเธอได้ยิน Debbie Cook หัวหน้าผู้บริหารของกริมสบี้ในขณะนั้น พูดในการประชุม Women in Football ในเดือนมีนาคม 2023

Cook พร้อมด้วย Carolyn Radford หัวหน้าผู้บริหารของ Mansfield, Carol Shanahan ประธาน Port Vale, Sharon Brittan ประธาน Bolton, Susan Whelan หัวหน้าผู้บริหารของ Leicester และ Karren Brady รองประธาน West Ham เป็นหนึ่งในกลุ่มเล็กๆ ของผู้หญิงที่มีชื่อเสียงที่บริหารสโมสรมืออาชีพ

แบนครอฟต์รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเธอตกลงที่จะแทนที่ Cook ซึ่งเข้ารับตำแหน่งกับ Football League ในเดือนกุมภาพันธ์ 2024

เธอกล่าวว่าการขาดหัวหน้าผู้บริหารหญิงในสโมสรมืออาชีพของอังกฤษไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เธออึดอัดเพราะ “มันไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับฉัน”

“ฉันได้รับการเตือนเรื่องนี้บ่อยมาก แต่ฉันไม่ได้คิดถึงมันมากนัก” แบนครอฟต์กล่าวเสริม

อย่างไรก็ตาม เธอกล่าวว่าเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขและหวังว่าจะเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการติดตาม

“สถานการณ์ไม่ได้หลุดรอดไปจากสายตาของฉัน” เธอกล่าว “ต้องทำมากกว่านี้ ไม่ใช่แค่ในแง่ของการแบ่งชายหญิงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์และหัวข้อการรวมอื่นๆ เพื่อทำให้มีความหลากหลายมากขึ้น”

“แบบอย่างช่วยได้อย่างแน่นอน และอาจมีการฝึกอบรมเกี่ยวกับอคติ”

“ฉันหวังจริงๆ ว่าการให้ทัศนวิสัยแก่ผู้หญิงที่อยู่ในบทบาทเหล่านี้มากขึ้น โดยที่พวกเขาพูดถึงเส้นทาง ประสบการณ์ของพวกเขา และหวังว่าฉันจะอยู่ในห้องในฐานะหนึ่งในผู้หญิงเพียงคนเดียว จะบอกคนอื่นๆ ในห้องประชุมว่าผู้หญิงสามารถทำงานได้ดีในตำแหน่งเหล่านี้”

“และคุณไม่จำเป็นต้องอยู่ในเกมของผู้ชายตั้งแต่วันแรกเพื่อเปลี่ยนไปสู่เกมของผู้ชาย”

“เห็นได้ชัดว่าฉันทำงานในเกมของผู้หญิงและเปลี่ยนไปสู่เกมของผู้ชาย แต่ก็ยังมีทีมหญิงอยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจของฉัน ผู้คนใช้เส้นทางที่แตกต่างกันในอาชีพการงาน นี่คือเส้นทางของฉัน”

“ฉันไม่คิดว่ามีคนอื่นๆ ที่ทำเช่นนั้นมาจนถึงตอนนี้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาทำไม่ได้ในอนาคต”

แมนฯ ยู เยือน! ค่ำคืนสำคัญของ Polly Bancroft

แบนครอฟต์ตั้งตารอที่จะได้พบกับหน้าเก่าๆ ในสัปดาห์นี้

เธอหัวเราะและถามว่า “สิ่งนั้นยังเกิดขึ้นอยู่ไหม” เมื่อนึกถึงยุคของ John Beck ที่ Cambridge และวิธีที่สโมสรในลีกระดับล่างปิดน้ำร้อนในห้องแต่งตัวของทีมเยือนจากลีกสูงสุด และแช่ลูกบอลวอร์มอัพเพื่อให้ไม่เหมาะกับการใช้งาน

รูเบน อโมริม บอสใหญ่ของยูไนเต็ดและผู้เล่นของเขาอาจพบว่าสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีอยู่ที่กริมสบี้นั้นค่อนข้างสบายๆ เนื่องจากพวกเขาต้องการหลีกเลี่ยงความปั่นป่วนครั้งใหญ่ในการแข่งขันที่แสดงถึงโอกาสที่สมจริงเพียงสองอย่างในการคว้าแชมป์ในฤดูกาลนี้

“เห็นได้ชัดว่ามันเล็กกว่าโอลด์ แทรฟฟอร์ด เล็กน้อย ดังนั้นผู้เล่นและทีมงานอาจพบว่ามันอึดอัดกว่าที่พวกเขาคุ้นเคยในพรีเมียร์ลีก” แบนครอฟต์กล่าวเสริม

“ฉันรู้ว่าแฟนๆ ของเราจะทำให้พวกเขารู้สึกอึดอัดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

“แต่พวกเขาเป็นมืออาชีพและฉันแน่ใจว่าพวกเขาจะปรับตัวได้”

แมนฯ ยู เยือน! ค่ำคืนสำคัญ บ Bancroft แห่งกริมสบี้

ทำไมการมาเยือนของแมนฯ ยูไนเต็ด ถึงสำคัญต่อกริมสบี้

การที่แมนฯ ยู มาเยือนสนามเหย้าของกริมสบี้ ไม่ใช่แค่เกมฟุตบอล แต่มันเป็นสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าและความทะเยอทะยานของสโมสรเล็กๆ แห่งนี้ ภายใต้การนำของ Polly Bancroft ซึ่งเป็นอดีตบุคลากรของแมนฯ ยูไนเต็ดเอง การแข่งขันนี้จึงมีความหมายพิเศษ ไม่ว่าผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร มันคือค่ำคืนที่แฟนกริมสบี้และ Bancroft จะไม่มีวันลืม

ที่มา – Rare Man Utd visit a big night for Grimsby chief Bancroft

“กมธ.ทหาร” สอบปมน้ำมันหาย 2 แสนลิตร

คณะกรรมาธิการทหารเตรียมใช้กฎหมายเรียกผู้แทน มทบ.18 และกรมพลาธิการทหารบก เพื่อชี้แจงกรณีน้ำมันเชื้อเพลิงกองทัพบกสูญหายกว่า 2 แสนลิตร กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดข้อสงสัยถึงความโปร่งใสในการตรวจสอบเรื่องนี้

วันที่ 27 สิงหาคม 2568 นายเชตวัน เตือประโคน รองประธานกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ในปี 2566 มีรายงานว่าน้ำมันจากกรมพลาธิการทหารบกที่นนทบุรีหายไป 1 หมื่นลิตร แต่กลับไม่มีการตั้งกรรมการสอบสวน จนกระทั่งเวลาผ่านไปเป็นปีกำลังพลที่เห็นว่าไม่เป็นธรรมจึงร้องเรียนต่อกองทัพบก เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2568 ต่อมาวันที่ 28 กรกฎาคม ทางกองทัพจึงสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯ ก่อนหน้านี้ ไม่ตั้งกรรมการสอบ ทั้งที่หลายคนตั้งคำถามว่าน้ำมันที่หายไปนั้นไม่รู้ว่าหายไปเมื่อไหร่และหายไปอยู่ไหน แต่เมื่อมีคนซื้อมาคืนแบบนี้ถือว่าไม่ทุจริตใช่หรือไม่ หรือจะใช้มาตรฐานเดียวกับนาฬิกายืมเพื่อน คือคืนเสร็จแล้วไม่มีความผิดเช่นนั้นหรือ

นายเอกราช อุดมอำนวย ประธานกรรมาธิการการทหารฯ ได้กล่าวถึงกรณีน้ำมันดีเซลกว่า 215,000 ลิตรที่หายไปจากมณฑลทหารบกที่ 18 จ.สระบุรี (มทบ.18) ตั้งแต่ปี 2565 ว่าได้ทำหนังสือสอบถามถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารบกถึง 3 ครั้ง แต่ได้รับคำตอบเพียงว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และไม่มีการชี้แจงเพิ่มเติมจนถึงปัจจุบัน คณะกรรมาธิการฯ จึงเห็นว่าหากทั้งสองหน่วยงานไม่ให้ความร่วมมือในการเข้าชี้แจงในวันที่ 28 สิงหาคมนี้ ก็จะใช้พระราชบัญญัติอำนาจฯ เรียกมาชี้แจง

“กมธ.ทหาร” เร่งสอบปมน้ำมันหาย 2 แสนลิตร

ประเด็นสำคัญที่ “กมธ.ทหาร” ให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ กระบวนการตรวจสอบภายในกองทัพ ว่ามีความรัดกุมและโปร่งใสเพียงใด เหตุใดจึงเกิดการสูญหายของน้ำมันจำนวนมากได้ และมีมาตรการป้องกันอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำอีก

ความคืบหน้าล่าสุดของคดี “กมธ.ทหาร”

แม้ว่ากองทัพบกจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว แต่ “กมธ.ทหาร” ยังคงเดินหน้าตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย โดยจะมีการเรียกผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงเพิ่มเติม รวมถึงพิจารณาเอกสารหลักฐานต่างๆ อย่างละเอียด

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับคดีน้ำมันหาย:

  • ปริมาณน้ำมันที่สูญหายมีจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่องบประมาณของกองทัพ
  • การตรวจสอบล่าช้า ทำให้เกิดข้อสงสัยถึงความโปร่งใส
  • มีผู้เกี่ยวข้องหลายระดับ ตั้งแต่ระดับปฏิบัติการจนถึงระดับบริหาร

“กมธ.ทหาร” ตั้งเป้าที่จะสรุปผลการสอบสวนและเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและป้องกันการทุจริตในกองทัพ

การสูญหายของน้ำมันจำนวนมากเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงระบบการตรวจสอบภายในกองทัพให้มีความเข้มงวดและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมความซื่อสัตย์และต่อต้านการทุจริตอย่างจริงจัง การดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับผู้กระทำผิดเท่านั้น จึงจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – “กมธ.ทหาร” เตรียมใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ สอบปมน้ำมันทหารหายกว่า 2 แสนลิตร

FPL Podcast จาก BBC Sport: ฟังพอดแคสต์ **FPL Podcast จาก BBC Sport**

FPL Podcast จาก BBC Sport

คอบอลห้ามพลาด! พบกับพอดแคสต์ FPL Podcast จาก BBC Sport ที่จะมาอัปเดตข่าวสารวงการฟุตบอลแบบเจาะลึก เข้มข้นทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของนักเตะดาวดัง สถิติการแข่งขัน หรือบทวิเคราะห์เกมแบบจัดเต็ม ที่จะทำให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวในโลกของลูกหนัง

FPL Podcast จาก BBC Sport ไม่ได้มีแค่ข่าวสารเท่านั้น แต่ยังมีช่วงสนทนาที่สนุกสนานและเป็นกันเองจากเหล่ากูรูลูกหนังชื่อดัง ที่จะมาร่วมพูดคุยและแลกเปลี่ยนทรรศนะในเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการวางแผนการเล่น การเลือกนักเตะ หรือการวิเคราะห์ฟอร์มการเล่นของทีมต่างๆ คุณจะได้ฟังความคิดเห็นที่หลากหลายและมุมมองใหม่ๆ ที่อาจไม่เคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน

ทำไมต้องฟัง FPL Podcast จาก BBC Sport?

  • อัปเดตข่าวสารวงการฟุตบอลแบบเจาะลึกและรวดเร็ว
  • ฟังบทวิเคราะห์เกมจากกูรูลูกหนังชื่อดัง
  • รับฟังทรรศนะและมุมมองใหม่ๆ ที่น่าสนใจ
  • ช่วงสนทนาที่สนุกสนานและเป็นกันเอง
  • เหมาะสำหรับคอบอลทุกระดับ

ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนบอลพันธุ์แท้ที่ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของวงการลูกหนัง หรือเป็นเพียงผู้ที่ชื่นชอบกีฬาฟุตบอลเป็นครั้งคราว พอดแคสต์ FPL Podcast จาก BBC Sport จะเป็นเพื่อนคู่ใจที่ทำให้คุณไม่พลาดทุกเรื่องราวที่น่าสนใจในโลกของฟุตบอลอย่างแน่นอน

เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาสนุกกับเรื่องราวลูกหนังมากมายได้ใน FPL Podcast จาก BBC Sport!

คอยติดตามตอนใหม่ๆ ของพอดแคสต์ เพื่อรับข้อมูลเชิงลึกและคำแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับการจัดการทีม Fantasy Premier League ของคุณ! เพราะที่นี่ที่เดียวที่จะทำให้คุณไม่พลาดทุกข่าวสารและกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยให้คุณเป็นผู้ชนะในลีก!

ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หรือผู้เล่นมากประสบการณ์, พอดแคสต์นี้จะช่วยให้คุณเข้าใจเกมและทำการตัดสินใจที่ชาญฉลาดมากยิ่งขึ้น.

ที่มา – FPL Podcast from BBC Sport