วัน: 27 สิงหาคม 2025

รูปปั้นโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ถูกตัดศีรษะ!

เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นในเมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น เมื่อรูปปั้นของ โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ขุนศึกชื่อดังในศตวรรษที่ 16 ถูกพบว่าถูกตัดศีรษะ สร้างความตกใจและเสียใจให้กับคนในท้องถิ่นเป็นอย่างมาก รูปปั้นนี้ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บริเวณทางเข้าย่านการค้า และเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของพื้นที่

สมาคมร้านค้าในเมืองนาโกยา ได้รับแจ้งจากชาวบ้านเมื่อวันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม ว่าส่วนศีรษะของรูปปั้นได้หายไป เจ้าหน้าที่ของสมาคมได้รีบเข้าไปตรวจสอบ และใช้เทปกาวปิดบริเวณลำคอของรูปปั้นเพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติมที่อาจเกิดขึ้น สมาคมกำลังพิจารณาแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อสืบสวนหาผู้กระทำผิด

รูปปั้น โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ นี้ทำจากพลาสติกเสริมแรงด้วยเส้นใย ซึ่งเป็นวัสดุที่ค่อนข้างทนทาน แต่ก็เคยถูกทำลายมาแล้วหลายครั้ง และได้รับการซ่อมแซมอยู่เสมอ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของรูปปั้นนี้ที่มีต่อจิตใจของผู้คน

รูปปั้นโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ถูกตัดศีรษะ

เหตุการณ์ในครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่รูปปั้นบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ในเมืองนาโกยาถูกทำลาย ก่อนหน้านี้ในปี 2022 รูปปั้นของโทกุกาวะ อิเอยาสุ คู่ปรับของโทโยโทมิ และโชกุนโทกุงาวะคนแรกของยุคเอโดะ ก็ถูกทำให้ล้มลงและมีรอยบริเวณแผ่นหลัง และในปี 2019 รูปปั้นของโอดะ โนบุนากะก็ถูกพบว่าแขนขาด รูปปั้นทั้งสามนี้ได้รับการบริจาคเมื่อปี 2013 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะเชิดชูวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้

ใครคือโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ?

โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ, โอดะ โนบุนากะ และอิเอยาสุ เป็นที่รู้จักกันในนาม “สามวีรบุรุษ” ขุนศึกผู้มีบทบาทสำคัญในการรวมญี่ปุ่นให้เป็นปึกแผ่น หลังจากที่เผชิญกับสงครามกลางเมืองที่ยาวนานกว่า 100 ปี ทั้งสามเกิดในหรือใกล้กับพื้นที่ที่เป็นเมืองนาโกยาในปัจจุบัน ทำให้เมืองนี้มีความผูกพันกับบุคคลสำคัญเหล่านี้เป็นอย่างมาก

การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ขาดความเคารพต่อประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม การทำลายรูปปั้น โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ไม่ได้เป็นการทำลายแค่รูปปั้น แต่เป็นการทำลายจิตใจและความรู้สึกของผู้คนที่ให้ความเคารพและศรัทธาต่อบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์เหล่านี้

เหตุการณ์นี้กระตุ้นให้เราหันกลับมามองคุณค่าของประวัติศาสตร์และการรักษาไว้ซึ่งสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม การกระทำเช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้นอีก และควรมีการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง เพื่อเป็นตัวอย่างให้ผู้อื่นไม่กล้าที่จะกระทำการลบหลู่ประวัติศาสตร์และความรู้สึกของผู้คน

เราควรช่วยกันสอดส่องดูแลรักษาสมบัติทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของชาติ เพื่อส่งต่อสิ่งเหล่านี้ให้แก่คนรุ่นหลังได้ภาคภูมิใจและเรียนรู้ต่อไป การเพิกเฉยต่อการกระทำที่ทำลายทรัพย์สินทางประวัติศาสตร์นั้นเท่ากับการสนับสนุนให้เกิดการกระทำผิดซ้ำอีกในอนาคต

จากเหตุการณ์ที่รูปปั้นโทโยโทมิ ฮิเดโยชิถูกทำลายนี้ ทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาประวัติศาสตร์และความเข้าใจในวัฒนธรรมที่แตกต่าง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำที่ขาดความเคารพต่อบุคคลสำคัญและสัญลักษณ์ที่มีความหมายต่อผู้คน

ที่มา – รูปปั้น “โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ” ขุนศึกชื่อดังยุคศตวรรษที่ 16 ถูกตัดศีรษะ

พริษฐ์แนะ! ยอมรับปม รถไฟฟ้า 20 บาท ทำไม?

“พริษฐ์” แนะโฆษกพรรคเพื่อไทย ควรยอมรับตามตรง ต้นตอความล่าช้านโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท มาจากความไม่รอบคอบของรัฐบาลเอง

วันที่ 27 ส.ค. 2568 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กยืนยันว่า พรรคประชาชนเห็นด้วยกับ “หลักการ” ในการทำให้ระบบขนส่งสาธารณะทั้งในและนอกกรุงเทพมหานคร สะดวก ครอบคลุม และมีอัตราค่าโดยสารที่ประชาชนเข้าถึงได้ แต่ที่ผ่านมา เรามีข้อกังวลต่อ “วิธีการ” ที่รัฐบาลเลือกใช้ในการดำเนินนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ทั้งในเรื่องของแหล่งงบประมาณและมาตรการป้องกันการเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการรายใดเกินจำเป็น

นายพริษฐ์ ยังระบุด้วยว่า เมื่อเย็นที่ผ่านมา (26 ส.ค. 2568) ได้มีโอกาสฟังการแถลงข่าวของนายดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เกี่ยวกับกรณีนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท ที่รัฐบาลประกาศเลื่อนออกไปให้ล่าช้ากว่ากำหนดการเดิมที่เคยวางไว้ว่าจะเริ่มต้นในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 แม้นายดนุพรได้เริ่มต้นด้วยการ “ขอโทษ” ประชาชน แต่ตลอดการแถลงข่าวนั้น ตนได้เห็นแต่ความพยายามในการโยนความผิดทั้งหมดไปที่การที่กฎหมาย 3 ฉบับที่เกี่ยวข้อง ยังไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา รวมถึงความพยายามในการกระทบชิ่งมาที่พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชน ทั้งๆ ที่ต้นตอทั้งหมดของปัญหานี้ มาจากความไม่รอบคอบและความไม่หนักแน่นของรัฐบาลเองในการผลักดันนโยบายเรือธงของตนเอง

ตั้ง 5 คำถามชวนเพื่อไทยตอบ

“แทนที่จะพยายามพาดพิงพรรคอื่น ผมเห็นว่าจะเป็นประโยชน์กว่า หากพรรคเพื่อไทยตอบคำถามดังต่อไปนี้ให้ชัดๆ เพื่อให้สังคมสิ้นข้อสงสัย” นายพริษฐ์ กล่าวและถามว่า

1. เป็นแผนและความตั้งใจของรัฐบาลมาโดยตลอดเลยใช่หรือไม่ ว่ารัฐบาลจะเดินหน้านโยบายเรื่องรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ต่อเมื่อกฎหมาย 3 ฉบับ (พ.ร.บ. ราง, พ.ร.บ. ตั๋วร่วม, พ.ร.บ. รฟม.) ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาและประกาศบังคับใช้? เพราะรัฐบาลไม่เคยชี้ชัดว่ากฎหมาย 3 ฉบับนี้ เป็นเพียง “ตัวช่วย” ในการผลักดันนโยบาย หรือเป็น “เงื่อนไขตั้งต้น” ที่ต้องเสร็จก่อนถึงจะเริ่มดำเนินนโยบายได้ ที่สำคัญ ในวันที่ 8 ก.ค. 2568 ที่ ครม. มีมติให้เริ่มคิดอัตราค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสายตั้งแต่ 1 ต.ค. 2568 ทางรัฐบาลเองก็ไม่ได้มีการพูดถึงเงื่อนไขว่ารัฐสภาจะต้องผ่านกฎหมาย 3 ฉบับนี้ ถึงจะเริ่มอัตราค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสายได้ แต่วันนี้รัฐบาลเพียงแค่หยิบเรื่องกฎหมาย 3 ฉบับมาอ้าง เพราะไม่สามารถดำเนินการได้ทัน 1 ต.ค. 2568 ที่ประกาศไป

2. หากรัฐบาลยืนยันว่าเป็นแผนและความตั้งใจของรัฐบาลมาโดยตลอดว่า รัฐสภาจะต้องผ่านกฎหมาย 3 ฉบับก่อน ถึงจะเริ่มนโยบายเรื่องรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายได้ แล้วเหตุใดรัฐบาลถึงประกาศว่าจะเริ่มต้นวันที่ 1 ต.ค. 2568 ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นไปได้ยากที่กฎหมาย 3 ฉบับจะผ่านและบังคับใช้ทันกรอบเวลาดังกล่าว จึงเท่ากับว่า รัฐบาลไปสัญญากับประชาชนว่าค่าโดยสารจะลดเหลือ 20 บาทในวันที่ 1 ต.ค. 2568 ทั้งๆ ที่รัฐบาลรู้ตั้งแต่วันนั้นอยู่แล้ว ว่าจะมีเวลาเพียงแค่ 2 เดือน ในการทำให้ร่างกฎหมายจากชั้นกรรมาธิการ ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา จนถึงการประกาศใช้

3. หากรัฐบาลมีความมุ่งมั่นว่าต้องการจะทำให้กฎหมายทั้ง 3 ฉบับผ่านทุกขั้นตอนให้ได้ภายในกรอบ 2 เดือนจริงๆ แล้วเหตุใด สส. รัฐบาลเองกลับไม่มาร่วมประชุมอย่างพร้อมเพียงและต่อเนื่อง เพื่อเร่งผลักดันกฎหมายดังกล่าว เพราะในความเป็นจริง กลับเห็นรองประธานสภาจากพรรคเพื่อไทยเอง ที่มักเป็นคนเลือกปิดประชุมสภาเร็วกว่ากำหนดในหลายครั้ง

4. ทางรัฐบาลจะเร่งหาทางออกหรือรับผิดชอบอย่างไร ต่อประชาชนที่อาจต้องเผชิญค่าโดยสารรถไฟฟ้าที่สูงขึ้นกว่าที่พวกจ่ายอยู่ ณ ปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงว่าจากความบกพร่องของรัฐบาล

5. เหตุใดโฆษกพรรคเพื่อไทยถึงต้องพูดทำนองว่าทางพรรคจะเดินหน้าผลักดันกฎหมาย 3 ฉบับนี้ ทั้งๆ ที่พรรคเพื่อไทยมี สส. ในกรุงเทพและปริมณฑลเพียง 2 คนเท่านั้น

นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า การที่โฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาพูดทำนองตัดพ้อในลักษณะดังกล่าว จึงทำให้สังคมอดคิดไม่ได้ ว่าหรือลึกๆ แล้ว ท่านเชื่อจริงๆ ว่าพรรคการเมืองควรผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ที่พรรคตนเองมี สส. มากกว่าพื้นที่ที่พรรคตนเองไม่มี สส. จึงขอเสนอว่าหากท่านต้องการ “ขอโทษ” ประชาชน เกี่ยวกับความล่าช้าที่เกิดขึ้นจริงๆ ท่านควรหยุดเสียเวลาไปกับการหามุมในการโทษคนอื่น แต่ควรเริ่มจากการยอมรับแบบตรงไปตรงมาว่าปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้น มาจากความไม่รอบคอบและไม่จริงจังของรัฐบาลในการผลักดันแม้กระทั่งนโยบายเรือธงของตนเอง

พริษฐ์ชี้! รัฐบาลต้องยอมรับปมนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท

จากกรณีที่นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายของรัฐบาลเศรษฐา ต้องเลื่อนออกไป ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ล่าสุด นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็น โดยเน้นย้ำว่า รัฐบาลควรยอมรับความจริงว่า ต้นตอของปัญหาความล่าช้ามาจากความไม่รอบคอบในการวางแผนและผลักดันนโยบายนี้เอง

นายพริษฐ์ ยังได้ตั้งคำถามถึงความชัดเจนของรัฐบาลเกี่ยวกับเงื่อนไขทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท และได้ตั้งข้อสังเกตถึงความมุ่งมั่นของ สส. รัฐบาลในการผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนที่ต้องแบกรับค่าโดยสารที่สูงขึ้น

ทำไมนโยบาย รถไฟฟ้า 20 บาท ถึงล่าช้า?

คำถามสำคัญที่นายพริษฐ์ได้ตั้งไว้ คือ ทำไมรัฐบาลถึงประกาศว่าจะเริ่มนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท ในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องอาจจะไม่ผ่านทันเวลาที่กำหนด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการขาดความรอบคอบในการวางแผนและดำเนินนโยบาย

นอกจากนี้ นายพริษฐ์ยังได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับการที่โฆษกพรรคเพื่อไทยออกมาพูดในลักษณะตัดพ้อ ซึ่งอาจทำให้สังคมเข้าใจผิดว่า พรรคการเมืองควรผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ที่ตนเองมี สส. มากกว่า

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรทำ คือ การยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และเร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทอย่างแท้จริง

ที่มา – “พริษฐ์” แนะโฆษกพรรคเพื่อไทย ยอมรับตามตรงรัฐบาลไม่รอบคอบทำนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท

กกล.บูรพา แจงภาพชาวกัมพูชาปักธงชาติ

กองทัพภาคที่ 1 โดยกองกำลังบูรพา ได้ออกมาชี้แจงกรณีภาพ “ชาวกัมพูชา” ปักธงชาติกัมพูชา บริเวณพื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว โดยยืนยันว่าเป็นเพียงการสร้างคอนเทนต์เท่านั้น ซึ่งทางทหารกัมพูชาได้ทำการห้ามปรามและสั่งให้นำธงลงเรียบร้อยแล้ว

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 11.20 น. เพจเฟซบุ๊ก “กองทัพภาคที่ 1” ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุว่า กกล.บูรพา ชี้แจงเรื่องการปักธงกัมพูชาที่บ้านหนองจาน เป็นการสร้างคอนเทนต์ และได้สั่งให้เอาธงลงแล้ว

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 โดยกองกำลังบูรพา ขอชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาพที่ปรากฏตามสื่อออนไลน์เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมาว่า ประชาชนชาวกัมพูชาได้นำธงชาติกัมพูชามาปักเสาธงบริเวณด้านหน้าแนวลวดหนามในพื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว

ปัจจุบัน (27 สิงหาคม 2568) จากการตรวจสอบในพื้นที่ พบว่าประชาชนชาวกัมพูชาได้นำธงชาติผืนดังกล่าวออกไปจากพื้นที่แล้ว และทางทหารกัมพูชาได้ทำการห้ามปรามการกระทำดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยคาดการณ์ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการสร้างคอนเทนต์เพื่อเผยแพร่ลงบนสื่อออนไลน์เท่านั้น

กกล.บูรพา แจงภาพ “ชาวกัมพูชา” ปักธงชาติที่บ้านหนองจาน

เหตุการณ์ ชาวกัมพูชา ปักธงชาติที่บ้านหนองจานนั้น สร้างความเข้าใจผิดและความกังวลให้กับประชาชนบางส่วน ซึ่งทาง กกล.บูรพา ได้เร่งออกมาชี้แจงเพื่อคลายความกังวลและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่สาธารณชน โดยยืนยันว่าสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนยังคงเป็นปกติ และมีการประสานงานกับหน่วยงานของกัมพูชาอย่างใกล้ชิด

การกระทำดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเผยแพร่หรือเชื่อต่อ เพราะอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและความตื่นตระหนกในสังคมได้

ทำไมต้องชี้แจงเรื่องชาวกัมพูชาปักธงชาติ?

การชี้แจงเรื่อง ชาวกัมพูชา ปักธงชาติมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความมั่นคงชายแดน และความรู้สึกของประชาชน การปล่อยให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องแพร่กระจายออกไป อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด ความขัดแย้ง และผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศได้

ดังนั้น การที่ กกล.บูรพา ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็วและชัดเจน จึงเป็นการดำเนินการที่เหมาะสมและมีความรับผิดชอบต่อสังคม

เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างระมัดระวัง และการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเชื่อหรือส่งต่อ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของข่าวปลอมและข้อมูลที่บิดเบือน

สำหรับประชาชนที่อาจได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเหตุการณ์ ชาวกัมพูชา ปักธงชาติที่บ้านหนองจาน สามารถติดตามข่าวสารและข้อมูลที่ถูกต้องจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เช่น กองทัพภาคที่ 1 และสื่อมวลชนหลัก เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่ถูกต้องและป้องกันความเข้าใจผิด

นอกจากนี้ การรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน การแก้ไขปัญหาและความเข้าใจผิดต่างๆ ควรดำเนินการผ่านช่องทางการทูตและการเจรจา เพื่อสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

ดังนั้น ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวลือหรือข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยัน และติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือเท่านั้น เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน

ที่มา – กกล.บูรพา แจงภาพ “ชาวกัมพูชา” ปักธงชาติที่บ้านหนองจาน ยันถูกสั่งให้นำออกแล้ว

ผบ.สส. ยันสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว”

“พล.อ.ทรงวิทย์” เผย ใช้เวทีประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดอินโด-แปซิฟิก ชี้แจงข้อเท็จจริงปัญหา “ชายแดนไทย-กัมพูชา” ยืนยันเตรียมสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว” แบ่งเขตแดนให้ชัดเจน

วันที่ 27 สิงหาคม 2568 ที่โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน จังหวัดเพชรบุรี พลเอกทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวว่าในเวทีการประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกในครั้งนี้ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกับสหรัฐอเมริกา หัวข้อสำคัญของการหารือคือการเน้นย้ำเรื่องความเข้มแข็งในภูมิภาค ต่อสู้กับภัยคุกคามด้านต่าง ๆ ขับเคลื่อนกลไกของอาเซียนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในห้วงเวลาที่ประเทศมหาอำนาจกำลังแข่งขันกัน โดยการประชุมครั้งนี้มี 29 ประเทศเข้าร่วม ขาดเพียงแค่กัมพูชาเท่านั้น

พลเอกทรงวิทย์ หวังว่าการประชุมครั้งนี้จะนำไปสู่การรักษาสันติภาพและความรุ่งเรืองด้านเศรษฐกิจในภูมิภาค ไทยยังใช้โอกาสนี้ย้ำถึงจุดยืนในการเป็นคนกลาง ขับเคลื่อนความสันติภาพและการเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจ และยุติความขัดแย้งในภูมิภาค และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางการทหารต่อสู้กับความท้าทายในหลากหลายมิติทั้งภัยคุกคามไซเบอร์และอวกาศ เป็นต้น ซึ่งในหลาย ๆ ด้านไทยยังขาดประสบการณ์ การหารือในเวทีนี้จะนำไปสู่การพัฒนาร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลายประเทศสอบถามสถานการณ์ชายแดน

พลเอกทรงวิทย์ เปิดเผยด้วยว่า การประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดอินโด-แปซิฟิกในครั้งนี้ หลายประเทศได้สอบถามถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งไทยได้ใช้โอกาสนี้ในการส่งข้อมูลที่เป็นความจริงไปยังนานาประเทศที่เข้าร่วมประชุม พร้อมย้ำว่าทุกการกระทำเป็นการทำหน้าที่ในการปกป้องผลประโยชน์ดินแดนของไทยรวมทั้งคุ้มครองชีวิตของประชาชนคนไทยไว้อย่างเต็มความสามารถภายใต้กรอบกติการะเบียบที่โลกใบนี้มี ขณะเดียวกันไทยไม่ต้องการเห็นการสู้รบ จึงต้องดำเนินการปกป้องอธิปไตยเพราะถูกรุกราน นอกจากนี้ยังมีความพยายามที่บิดเบือนข้อมูลข่าวสาร จึงได้ใช้โอกาสนี้ในการชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด เช่น ทหาร-ประชาชนถูกทำร้าย มีการลักลอบวางทุ่นระเบิด โดยยังขอความร่วมมือจากหลายประเทศให้สนับสนุนการเข้ามาเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้ในดินแดนไทย

ลั่นเตรียมสร้างกำแพงกั้นเขตแดน

พร้อมย้ำว่าไทยจะต้องสื่อสารอย่างมืออาชีพบนข้อเท็จจริงที่มี และบนจุดยืนของประเทศไทยในการปกป้องอธิปไตยโดยจะไม่ยอมให้ใครมารุกรานหรือทำร้ายประชาชนได้ ส่วนการสร้างรั้วตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาให้มีความเข้มแข็งเพื่อป้องกันการรุกราน พลเอกทรงวิทย์ ระบุว่า กองทัพบกกำลังพิจารณาและนำไปปฏิบัติ ทั้งในส่วนของกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 โดยเมื่อวานนี้ ได้ให้เสนาธิการลงไปในพื้นที่ที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว และสื่อสารออกมาอย่างชัดเจนว่าพื้นที่ตรงนั้นคือดินแดนของไทย และจะต้องมีการสร้างกำแพงที่แข็งแรง เพื่อปกป้องประชาชนและปกป้องการรุกรานจากฝ่ายตรงข้าม โดยยืนยันว่าตนเองจะสนับสนุนทุกการกระทำของกองทัพบกอย่างแน่นอน

ผบ.สส. ยืนยันเตรียมสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว”

จากกรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียดขึ้น ผบ.สส. ได้ออกมาเคลื่อนไหวล่าสุด โดยยืนยันถึงความจำเป็นในการสร้างกำแพงถาวรบริเวณชายแดนสระแก้ว เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยและคุ้มครองประชาชนไทย การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นหลังจากการประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดอินโด-แปซิฟิก ซึ่งประเทศไทยได้ใช้โอกาสนี้ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาชายแดนให้แก่ประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมประชุม

ทำไมต้องสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว”?

เหตุผลหลักในการสร้างกำแพงถาวรบริเวณชายแดนสระแก้ว คือการปกป้องอธิปไตยของชาติและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทย ผบ.สส. เน้นย้ำว่า การก่อสร้างนี้เป็นไปตามสิทธิอันชอบธรรมของประเทศไทยในการปกป้องดินแดนของตนเองจากการรุกราน นอกจากนี้ ยังมีการพยายามบิดเบือนข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน ทำให้กองทัพไทยต้องออกมาให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่สาธารณชน

การสร้างกำแพงนี้ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะสร้างความขัดแย้ง แต่เป็นการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงการลักลอบข้ามแดน การโจรกรรม และอาชญากรรมอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน

สถานการณ์ชายแดนที่ต้องจับตามอง

สถานการณ์บริเวณชายแดนสระแก้วยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การวางทุ่นระเบิดและการทำร้ายประชาชนเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ผบ.สส. ได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพในอธิปไตยของประเทศไทย และพร้อมที่จะใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้ในดินแดนไทยยังคงเป็นเรื่องสำคัญ ประเทศไทยได้ขอความร่วมมือจากนานาชาติในการสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อความปลอดภัยของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน

อนาคตของชายแดนไทย-กัมพูชา

ถึงแม้ว่าการสร้างกำแพงถาวรบริเวณชายแดนสระแก้ว จะเป็นมาตรการที่เข้มงวด แต่ประเทศไทยยังคงเปิดกว้างสำหรับการเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี การรักษาสันติภาพและความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของการเคารพอธิปไตยซึ่งกันและกัน และการไม่ยอมรับการรุกรานในทุกรูปแบบ

การสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว” จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยของตนเองอย่างเต็มที่ และจะไม่ยอมให้ใครมาละเมิดดินแดนของตนได้

ที่มา – ผบ.สส. ยืนยันเตรียมสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว” แบ่งเขตแดนให้ชัดเจน

เชลซี สนใจคว้าตัว เฟอร์มิน โลเปซ กองกลางดาวรุ่งบาร์เซโลน่า

เชลซี สนใจคว้าตัว เฟอร์มิน โลเปซ กองกลางดาวรุ่งจากบาร์เซโลน่า ร่วมเสริมทัพพรีเมียร์ลีก มุนโด้ เดปอร์ติโบ สื่อในสเปน รายงานว่า เฟร์มิน โลเปซ ดาวเตะวัย 22 ปี ได้ยืนยันว่าตัวเขาต้องการค้าแข้งกับ บาร์เซโลน่า ต่อไป แม้ว่าจะมีหลายๆ ทีมที่สนใจในตัวเขาก็ตาม

มีรายงานว่า บาร์เซโลน่า ปฏิเสธข้อเสนอมูลค่ามหาศาล 80 ล้านยูโรจาก อัล ฮิลาล ทีมในลีกซาอุดีอาระเบีย รวมไปถึงปฏิเสธข้อเสนอจาก เชลซี ที่ขอแลกตัว โลเปซ กับ คริสโตเฟอร์ เอ็นคุนคู 

เป็นที่เข้าใจกันว่า ฮันซี่ ฟลิค กุนซือของ บาร์เซโลน่า เป็นแฟนตัวยงของ เฟร์มิน โลเปซ ซึ่งกุนซือรายนี้เชื่อว่าเขาจะทำให้ โลเปซ มีการเล่นในตำแหน่งกองกลางที่แตกต่างไปจาก กาบี้ และ เปดรี้

อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก บาร์เซโลน่า ต้องการคว้าตัว นิโก้ วิลเลี่ยมส์ ทำให้ทีม “เจ้าบุญทุ่ม” อาจต้องการขายนักเตะออกไป เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ละเมิดกฎ Financial Fair Play (FFP) 

เชลซี สนใจคว้าตัว เฟอร์มิน โลเปซ

ตลาดซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์กำลังเข้าสู่สองสัปดาห์สุดท้ายแล้ว และหลายทีมยังคงมองหานักเตะใหม่ สโมสรใหญ่ๆ ในวงการฟุตบอลยุโรปและสโมสรต่างๆ ทั่วทวีปยังคงดำเนินแผนการสำหรับฤดูกาลหน้าอยู่ ทีมต่างๆ กำลังทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเบื้องหลังในการระบุเป้าหมายและวางแผนงบประมาณ

เชลซี สนใจคว้าตัว เฟอร์มิน โลเปซ ‘ติดต่อ’ กองกลางบาร์เซโลน่า เกี่ยวกับการย้ายทีมที่ช็อกในช่วงท้ายเกม

การใช้จ่ายเงินในช่วงซัมเมอร์ของเชลซีอาจจะยังไม่สิ้นสุดลง หลังจากมีรายงานว่าเชลซีกำลัง “ประเมินความเป็นไปได้” ในการทำข้อตกลงสำหรับแฟร์มิน โลเปซ กองกลางตัวรุกของบาร์เซโลน่า

เชลซีทุ่มเงินสูงถึง 293.7 ล้านปอนด์ (395.8 ล้านดอลลาร์) คว้าตัวผู้เล่นเก้าคนในช่วงซัมเมอร์นี้ แต่สโมสรกลับสามารถดึงเงินกลับมาได้เกือบเท่ากัน นั่นคือ 273.4 ล้านปอนด์ หากจ่ายส่วนต่างทั้งหมดนิโคลัส แจ็กสัน , คริสโตเฟอร์ เอ็นคุนกู และไทริก จอร์จ ยังคงมีชื่ออยู่ในทีม

ความสนใจในตัวโลเปซดูเหมือนจะเป็นไปในทางฉวยโอกาส นักเตะวัย 22 ปีจากลา มาเซีย ยิงไปแล้ว 19 ประตูตลอดสองฤดูกาลในทีมชุดใหญ่ของบาร์เซโลนา และถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของสโมสรที่กลับมาพึ่งพาอคาเดมีอีกครั้งท่ามกลางปัญหาทางการเงินในช่วงที่ผ่านมา

ดิ แอธเลติกเขียนว่าเชลซีกำลัง “ติดต่อ” กับค่ายของโลเปซ และกำลังพิจารณาเขาเป็นตัวเลือกในการเพิ่มศักยภาพให้กับทีม หากมีการย้ายทีมเพิ่มเติมก่อนถึงเส้นตายการซื้อขาย ยังไม่มีการติดต่อใดๆ กับบาร์เซโลนาในขณะนี้

เชลซี สนใจคว้าตัว เฟอร์มิน โลเปซ

ทัพคาตาลันยังคงไม่สามารถลงทะเบียนผู้เล่นครบชุดได้ มาร์คัส แรชฟอร์ด และ โจน การ์เซีย ต้องรอการอนุมัติให้ลงเล่นในลาลีกาก่อนเกมเปิดฤดูกาลในช่วงต้นเดือนนี้แต่วอยเชียค เชสนี, รูนี่ บาร์ดจี และ เคราร์ด มาร์ติน ยังคงต้องพักรักษาตัวจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ

มาร์ก คาซาโด กองกลางที่เติบโตในบ้านเกิดได้รับการยกย่องว่าเป็นแพะรับบาป แต่หากเชลซีเลือกที่จะแสดงความสนใจในเบื้องต้น ก็อาจเกิดความอยากได้โลเปซไปร่วมทีมเพื่อปลดล็อกการลงทะเบียนรอบสุดท้าย

บาร์เซโลนาน่าจะมีกองกลางตัวรุกสำรองที่พร้อมจะรับมือกับสถานการณ์ที่ย่ำแย่ ดานี โอลโม และ กาบี ทั้งคู่สามารถเล่นตำแหน่งหมายเลข 10 ได้ ขณะที่ราฟินญ่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น เนื่องจากแรชฟอร์ดได้เสริมความแข็งแกร่งให้กับปีกซ้าย ฮันซี ฟลิค ยังได้ส่งดโร เฟร์นันเดซ วัย 17 ปี ลงเล่นในทีมชุดปรีซีซั่นของสโมสรด้วย

เส้นทางอาชีพของโลเปซแทบจะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เขาใช้เวลาในฤดูกาล 2022-23 ยืมตัวไปอยู่กับลินาเรสในดิวิชั่นสามของสเปน และเกือบเซ็นสัญญากับราคูฟ เชสโตโชวา สโมสรในโปแลนด์ ด้วยค่าตัวเพียง 600,000 ยูโร (699,123 ดอลลาร์สหรัฐ) การย้ายทีมครั้งนั้นล้มเหลว และในไม่ช้าเขาก็ถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่หลังจากช่วงปรีซีซั่นที่แข็งแกร่งซึ่งเขาไม่เคยหันหลังกลับเลย

จับตา! ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ชาวบ้านชายแดนไม่ไว้ใจ

จับตาการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย – กัมพูชา (RBC) สมัยวิสามัญ ระหว่าง ทภ.2 (ไทย) และ ภท.4 (กพช.) ที่ด่านช่องสะงำ จ.ศรีสะเกษ ชาวบ้านแนวชายแดน ยันไม่ไว้ใจ บอกคุยกันกี่รอบก็ยังเหมือนเดิม นี่คือเสียงสะท้อนที่ดังมาจากพื้นที่จริง ก่อนการประชุม จับตาประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ครั้งสำคัญนี้

ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ที่จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ จะมีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ไทย – กัมพูชา (สมัยวิสามัญ) ระหว่าง กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2 ไทย) และ ภูมิภาคทหารที่ 4 (ภท.4 กพช.) โดยมี พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 และ พลเอก โปว เฮง รองผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 เป็นประธานร่วมประชุมในครั้งนี้

โดยบรรยากาศการประชุมไม่ได้ให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปถ่ายภาพ หรือร่วมประชุมแต่อย่างใด แต่มีการจัดเตรียมที่ห้องแถลงข่าวไว้ที่สำนักงานด่านศุลกากรช่องสะงำ เพื่อรอแม่ทัพภาคที่ 2 มาแถลงการณ์ผลการประชุมในครั้งนี้

ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สอบถามพี่น้องประชาชนในพื้นที่แนวชายแดนก่อนการประชุม พบว่าเสียงส่วนมากยังคงไม่เชื่อใจกัมพูชา แม้จะมีการลงนามข้อตกลงอย่างเป็นทางการก็ตาม

โดย นายสมเกียรติ อายุ 46 ปี ชาวบ้านบ้านแซร์ไปร อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งบ้านหมู่บ้านติดชายแดน เปิดเผยว่า ตนเป็นพ่อค้าที่ขายของในหมู่บ้านติดชายแดน ทุกวันนี้พวกตนต้องอยู่แบบหวาดระแวง การใช้ชีวิตค้าขายก็ลำบาก ภาระหนี้สินก็เยอะ ขายของยากไม่กล้าที่จะลงทุนเพราะกลัวไม่รู้ว่าจะเกิดการปะทะขึ้นเมื่อไหร่ ถึงจะประชุม RBC เสร็จ ตนก็ไม่ไว้ใจกัมพูชา คุยกี่รอบก็ยังเหมือนเดิม กัมพูชาเที่ยวแต่จะรอบกัด ทำให้ทหารไทยเราต้องมาเสียชีวิต ต้องขาขาดตั้งหลายนาย ชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านติดชายแดนไม่เชื่อใจเขมรอีกแล้ว ตนไม่อยากให้เปิดด่าน ปิดไว้อย่างนี้ดีกว่า หรือถ้ารบกันก็อยากให้รบกันให้จบจบไปเลย

“วันนี้หลังจากที่คุย RBC เสร็จ ไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเป็นยังไง ตนและครอบครัวก็เตรียมเก็บเสื้อผ้าข้าวของไว้ตลอดเวลา” นี่คือความรู้สึกที่แฝงไปด้วยความกังวลของประชาชนในพื้นที่

จับตาประชุม RBC ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ

การประชุม RBC ไทย-กัมพูชาในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงตามแนวชายแดน การหารือและข้อตกลงที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่

ทำไมชาวบ้านชายแดนถึงไม่ไว้ใจ แม้มีการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา?

คำถามนี้สะท้อนถึงปัญหาที่ฝังรากลึกในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความขัดแย้งในอดีต ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ และความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ทำให้ความไว้วางใจเป็นสิ่งที่สร้างได้ยาก ถึงแม้จะมีการลงนามในข้อตกลงต่างๆ แต่การเปลี่ยนแปลงทัศนคติและความรู้สึกของประชาชนต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างต่อเนื่อง

การประชุม จับตาประชุม RBC ไทย-กัมพูชา จึงไม่ใช่แค่การหารือในระดับรัฐ แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชนในพื้นที่ด้วย การเปิดเผยข้อมูล การรับฟังความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมของประชาชน จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืน

ดังนั้น การ จับตาประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ครั้งนี้จึงมีความหมายมากกว่าแค่การติดตามข่าวสาร แต่เป็นการทำความเข้าใจถึงความท้าทายและความหวังของประชาชนในพื้นที่ชายแดน พวกเขาต้องการความมั่นคง ความปลอดภัย และโอกาสในการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ความสำเร็จของการประชุมจึงไม่ได้วัดกันที่จำนวนข้อตกลง แต่อยู่ที่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้และความรู้สึกของประชาชนในพื้นที่

ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจ การส่งเสริมวัฒนธรรม และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติ จะเป็นหนทางสู่สันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

ที่มา – จับตาประชุม RBC ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ “ทภ.2 – ภท.4” ชาวบ้านชายแดน ยันไม่ไว้ใจ

สพฐ.สั่งถอด อดีตพระอลงกต จากหนังสือเรียน


สพฐ. สั่งถอดเนื้อหา “อดีตพระอลงกต” ออกจากหนังสือเรียน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการการศึกษา เมื่อสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีคำสั่งให้ถอดเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ “อดีตพระอลงกต” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ทิดจอร์จ” ออกจากหนังสือเรียนเสริมวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการนำเสนอเรื่องราวของท่านในฐานะบุคคลตัวอย่างผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมในด้านจิตอาสา

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้ออกมาเปิดเผยถึงกรณีดังกล่าว หลังจากมีการตรวจสอบพบว่า หนังสือเรียนเสริมวิชาภาษาไทย ระดับชั้น ป.5 มีเนื้อหาที่ยกย่อง “อดีตพระอลงกต” แห่งวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี ในฐานะแบบอย่างของบุคคลที่อุทิศตนเพื่อสังคม

ทำไม สพฐ. ถึงสั่งถอดเนื้อหา “อดีตพระอลงกต” ออกจากหนังสือเรียน?

ที่ผ่านมา “อดีตพระอลงกต” เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากการให้ความช่วยเหลือและดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV จำนวนมาก ทำให้ได้รับการยกย่องว่าเป็นบุคคลที่มีจิตสาธารณะและช่วยเหลือสังคมอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์พลิกผันเมื่อ “อดีตพระอลงกต” ถูกจับกุมและสอบสวนในข้อหาทำผิดวินัยสงฆ์ รวมถึงการปิดบังประวัติตัวตนที่แท้จริง นอกจากนี้ ยังถูกดำเนินคดีในข้อหาฟอกเงินอีกด้วย

ด้วยเหตุผลดังกล่าว สพฐ. จึงพิจารณาแล้วเห็นว่าการคงเนื้อหาของ “อดีตพระอลงกต” ไว้ในหนังสือเรียนอาจไม่เหมาะสม และอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กร รวมถึงค่านิยมที่ต้องการปลูกฝังให้กับนักเรียน ดังนั้น จึงได้มีคำสั่งให้ถอดเนื้อหาดังกล่าวออกไปจากหนังสือเรียนทันที และยืนยันว่าในการจัดพิมพ์หนังสือเรียนในปีการศึกษาหน้า จะไม่มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ “อดีตพระอลงกต” ปรากฏอยู่อีกต่อไป

การตัดสินใจครั้งนี้ของ สพฐ. ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม บางส่วนเห็นด้วยกับการตัดสินใจดังกล่าว โดยมองว่าการกระทำผิดของ “อดีตพระอลงกต” ทำให้ขาดคุณสมบัติที่จะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชนได้ แต่อีกส่วนหนึ่งก็มองว่าควรแยกแยะระหว่างคุณงามความดีที่ “อดีตพระอลงกต” ได้เคยทำไว้ กับข้อผิดพลาดส่วนตัว และไม่ควรลบเลือนคุณงามความดีเหล่านั้น

อย่างไรก็ตาม สพฐ. ได้ยืนยันว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นการพิจารณาอย่างรอบคอบและถี่ถ้วน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของนักเรียนและสังคมเป็นสำคัญ และหวังว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นบทเรียนให้กับทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการประพฤติตนให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้อื่น

เรื่องนี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับบทบาทของบุคคลสาธารณะและการนำเสนอเนื้อหาในหนังสือเรียน การพิจารณาอย่างรอบด้านและคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – สพฐ. สั่งถอดเนื้อหา “อดีตพระอลงกต” ออกจากหนังสือเรียน หลังยกเป็นบุคคลจิตอาสา

ลูกชายวัย 25 ป่วยจิตเวช แทงพ่อดับคาบ้านเช่า

เหตุการณ์สลดใจเกิดขึ้นเมื่อหนุ่มวัย 25 ปี ป่วยจิตเวช คลั่งแทงพ่อเสียชีวิตคาบ้านเช่า ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเร่งเข้าควบคุมสถานการณ์และสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ลูกชายวัย 25 ป่วยจิตเวช คลั่งแทงพ่อเสียชีวิตคาบ้านเช่า

เมื่อเวลา 02.38 น. ของวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568 พ.ต.ท.วิทยา ทองแดง สว.(สอบสวน) สน.บึงกุ่ม ได้รับแจ้งเหตุสะเทือนขวัญว่ามีลูกชายคลุ้มคลั่งใช้อาวุธมีดทำร้ายพ่อจนเสียชีวิตภายในบ้านเช่า ซ.เสรีไทย 38 แยก 2 แขวงรามอินทรา เขตคันนายาว กทม. หลังรับแจ้งเหตุ พ.ต.ท.วิทยา พร้อมด้วย พ.ต.อ.สุรพงษ์ พุฒขาว ผกก.สน.บึงกุ่ม เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน แพทย์เวรสถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจ และอาสาสมัครมูลนิธิสยามรวมใจ (ปู่อินทร์) จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ณ ที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นบ้านเช่า 2 ชั้น พบศพนายประเสริฐ (สงวนนามสกุล) อายุ 56 ปี นอนหงายเสียชีวิตอยู่ในห้องโถงชั้น 1 สภาพศพมีบาดแผลถูกแทงและฟันหลายแห่งบริเวณศีรษะ ใบหน้า และลำตัว จากการตรวจสอบพบร่องรอยการต่อสู้ ข้าวของกระจัดกระจาย และคราบเลือดเต็มพื้นห้อง นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบอาวุธมีดพับยาวประมาณ 5 นิ้ว เปื้อนเลือด และมีดคัตเตอร์อีก 1 เล่ม จึงเก็บไว้เป็นหลักฐานประกอบการดำเนินคดี

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ผู้ก่อเหตุคือนายณัฐพล (สงวนนามสกุล) อายุ 25 ปี ซึ่งเป็นลูกชายวัย 25 ป่วยจิตเวช คลั่งแทงพ่อเสียชีวิตคาบ้านเช่า โดยขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์ นายณัฐพลอยู่ในสภาพคลุ้มคลั่ง พูดจาวกวนไปมา และมีอาการยิ้มแย้มตลอดเวลา เจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสาสมัครจึงช่วยกันล็อกตัวใส่กุญแจมือ ก่อนควบคุมตัวไปสอบสวนที่ สน.บึงกุ่ม

เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่า หลังจากได้รับแจ้งเหตุ ได้รีบเดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที และพบผู้บาดเจ็บนอนหายใจรวยรินจมกองเลือด จึงเร่งทำการปฐมพยาบาลและปั๊มหัวใจเป็นเวลานานประมาณ 30 นาที แต่ผู้บาดเจ็บทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตในเวลาต่อมา เนื่องจากเสียเลือดเป็นจำนวนมาก

การสอบสวนคดี ลูกชายวัย 25 ป่วยจิตเวช คลั่งแทงพ่อเสียชีวิตคาบ้านเช่า

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างรอให้นายณัฐพล ผู้ก่อเหตุ มีอาการดีขึ้นก่อนทำการสอบสวนอย่างละเอียด เพื่อสรุปสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์สลดในครั้งนี้ ส่วนศพของนายประเสริฐ ผู้เสียชีวิต ได้ส่งไปยังโรงพยาบาลตำรวจเพื่อให้ทำการชันสูตรพลิกศพ และจะมอบร่างให้ญาติเพื่อนำไปบำเพ็ญกุศลตามพิธีทางศาสนาต่อไป

เหตุการณ์นี้ถือเป็นโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นจากปัญหาทางด้านสุขภาพจิต ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมควรให้ความสำคัญและตระหนักถึงความจำเป็นในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้ขึ้นอีก

ปัญหาจิตเวชเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องการความเข้าใจและการดูแลอย่างเหมาะสมจากทั้งครอบครัวและสังคม การให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ป่วยจิตเวชอย่างถูกวิธี จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง และทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข

หากคุณพบเห็นบุคคลที่มีอาการทางจิตเวช ควรให้ความช่วยเหลือด้วยความเข้าใจและอดทน หลีกเลี่ยงการแสดงท่าทีรังเกียจหรือหวาดกลัว และควรแนะนำให้เข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

การที่ลูกชายวัย 25 ป่วยจิตเวช คลั่งแทงพ่อเสียชีวิตคาบ้านเช่านี้เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจและควรเป็นอุทาหรณ์ให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตและให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเวชอย่างถูกต้อง

ที่มา – ลูกชายวัย 25 ป่วยจิตเวช คลั่งแทงพ่อเสียชีวิตคาบ้านเช่า

ยูเอ็นเรียกร้องความยุติธรรม หลังอิสราเอลโจมตี รพ.กาซาซ้ำ

สถานการณ์ในฉนวนกาซายังคงตึงเครียดและน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ล่าสุด สหประชาชาติออกมาเรียกร้อง ยูเอ็นเรียกร้องความยุติธรรม หลังอิสราเอลโจมตี รพ.กาซาซ้ำ ถึงสองครั้ง สร้างความเสียหายและสูญเสียอย่างหนักให้กับพลเรือนผู้บริสุทธิ์ รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์และสื่อมวลชนที่เข้าไปทำหน้าที่

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่โรงพยาบาลนัสเซอร์ เมืองข่านยูนิส เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยการโจมตีครั้งแรกสังหารช่างภาพรอยเตอร์ที่กำลังถ่ายทอดสดอยู่บริเวณโรงพยาบาล และตามมาด้วยการโจมตีซ้ำอีกครั้งในบริเวณเดิมในอีกไม่กี่นาทีต่อมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก ทั้งนักข่าวและเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่พยายามเข้าไปช่วยเหลือ

กองทัพอิสราเอล (IDF) อ้างว่าเป้าหมายของการโจมตีคือ “กล้องที่ฮามาสติดตั้งไว้เพื่อสอดส่องกองกำลังอิสราเอล” แต่ก็ยอมรับว่าการโจมตียังมี “ช่องว่าง” ที่ต้องสอบสวนเพิ่มเติม แม้ว่านายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูจะระบุว่าเป็นเพียง “ความผิดพลาดน่าเศร้า” แต่รายงานของ IDF ก็ยังไม่ได้อธิบายถึงเหตุผลของการยิงซ้ำ และกำลังตรวจสอบขั้นตอนการอนุมัติการใช้กระสุนและการตัดสินใจในสนามรบ

ยูเอ็นเรียกร้องความยุติธรรม หลังอิสราเอลโจมตี รพ.กาซาซ้ำ

โฆษกสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้ออกมาประณามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง และย้ำว่า “ต้องมีการสอบสวนอย่างโปร่งใส และผู้กระทำต้องถูกนำตัวมารับผิดชอบ” การโจมตีโรงพยาบาลซึ่งเป็นสถานที่ที่ควรได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ถือเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรง

สถานการณ์ในฉนวนกาซายังคงเลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการสู้รบที่ดุเดือดและความขัดแย้งที่ไม่มีทีท่าว่าจะจบสิ้น ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส จากการขาดแคลนอาหาร น้ำ ยา และสิ่งของจำเป็นในการดำรงชีวิต

ผลกระทบจากการโจมตีซ้ำเติมสถานการณ์ที่เลวร้าย

การโจมตีโรงพยาบาลซ้ำเติมสถานการณ์ที่เลวร้ายอยู่แล้วให้หนักหน่วงยิ่งขึ้น โรงพยาบาลคือสถานที่ที่ควรจะเป็นที่พักพิงและรักษาผู้ป่วย แต่กลับกลายเป็นเป้าโจมตีเสียเอง ทำให้ประชาชนไม่กล้าที่จะเข้ารับการรักษาพยาบาล และทำให้ระบบสาธารณสุขที่ล่มสลายอยู่แล้วยิ่งทรุดหนักลงไปอีก

ภายในอิสราเอลเอง ก็มีการประท้วงครั้งใหญ่เพื่อกดดันให้รัฐบาลยอมรับข้อเสนอหยุดยิงและข้อตกลงแลกเปลี่ยนตัวประกัน ครอบครัวของผู้ถูกจับเป็นตัวประกันเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งหาทางออกโดยเร็วที่สุด เนื่องจากยังมีตัวประกันอีกประมาณ 50 คนที่ยังอยู่ในกาซา ซึ่งเชื่อว่าประมาณ 20 คนยังมีชีวิตอยู่

กาตาร์ซึ่งเป็นคนกลางในการเจรจาเปิดเผยว่ายังคงรอคำตอบจากอิสราเอลต่อข้อเสนอหยุดยิงชุดล่าสุด ขณะที่สหรัฐฯ เตรียมจัดการประชุมที่ทำเนียบขาวเพื่อหารือแผนการฟื้นฟูกาซาหลังสงคราม

กระทรวงสาธารณสุขกาซารายงานว่า มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 75 คนในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ทำให้ยอดรวมผู้เสียชีวิตตั้งแต่สงครามเริ่มต้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 สูงเกิน 62,800 คน ประชากรส่วนใหญ่ต้องพลัดถิ่นหลายครั้ง บ้านเรือนกว่า 90% ได้รับความเสียหาย และระบบสาธารณสุข น้ำ และสุขอนามัยล่มสลาย

รายงานของหน่วยงานภายใต้ยูเอ็นยืนยันว่ากาซาซิตีและพื้นที่โดยรอบกำลังเผชิญกับภาวะ “ความอดอยากอย่างรุนแรง” มีประชาชนกว่าครึ่งล้านคนตกอยู่ในสภาพ “อดอยาก ไร้ที่พึ่ง และเสี่ยงตาย” แต่รัฐบาลอิสราเอลปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่าเป็น “เรื่องโกหกโดยสิ้นเชิง”

นานาชาติต่างเรียกร้องให้มีการหยุดยิงโดยทันที และให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนในฉนวนกาซาอย่างเร่งด่วน สถานการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ยูเอ็นเรียกร้องความยุติธรรม หลังอิสราเอลโจมตี รพ.กาซาซ้ำ และต้องการให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและปกป้องพลเรือน

จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันเพื่อหาทางออกทางการเมืองให้กับความขัดแย้งที่ยืดเยื้อนี้ เพื่อนำสันติภาพและความมั่นคงกลับคืนสู่ภูมิภาค และยุติความทุกข์ทรมานของประชาชนผู้บริสุทธิ์

ที่มา – ยูเอ็นเรียกร้องความยุติธรรม หลังอิสราเอลโจมตี รพ.กาซาซ้ำ