วัน: 28 สิงหาคม 2025

รัฐบาลเปิดศูนย์ดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ สุรินทร์

รัฐบาลเปิดศูนย์รับดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ 7 แห่ง จ.สุรินทร์ สร้างความมั่นใจให้ชาวบ้านแนวชายแดน ย้ำกองทัพบก ประณาม “กัมพูชา” ยังละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและวางกับระเบิดอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 28 ส.ค. 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) รายงานว่า สถานการณ์ชายแดน 11 จุด ใน 7 จังหวัด ยังปกติ กองทัพไทย ยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยในทุกรูปแบบ

ขณะที่ ศบ.ทก.ได้รับรายงานจากกองทัพบก ยืนยันว่า การวางลวดหนามในทุกจุดนั้น เป็นไปตามข้อตกลงหยุดยิงและอยู่ในเขตอธิปไตยของไทย ไม่มีการรุกล้ำบ้านเรือนหรือที่ดินของประชาชนฝ่ายกัมพูชา แต่กัมพูชาเองกลับเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและอนุสัญญาออตตาวาอย่างต่อเนื่อง และประเทศไทยยืนยันเป็นพื้นที่ที่เคยให้กัมพูชาอพยพหนีภัยสงครามในอดีตในอธิปไตยของไทย  โดยจากเหตุการณ์วานนี้ (27 ส.ค. 68) พลทหาร ร.23 พัน 1 เหยียบกับระเบิด ข้อเท้าขวาขาด อีกนาย และบาดเจ็บอีกสองนาย บริเวณเนิน 350 ฐานช้างศึก ใกล้ปราสาทตาควาย ขณะปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่

“ขอยืนยันว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน โดยได้ดำเนินการทุกด้าน อย่างรอบคอบและรัดกุม เพื่อสร้างบรรยากาศที่เกื้อกูลต่อสันติภาพในภูมิภาค แต่กลับยังพบว่า กัมพูชายังละเมิดข้อตกลงหยุดยิงด้วยการวางกับระเบิดอย่างต่อเนื่อง”

เปิดศูนย์รับดูแลกลุ่มเปราะบาง

นายจิรายุ ยังกล่าวด้วยว่า ขณะนี้รัฐบาลได้เปิดศูนย์ดูแลประชาชนจำนวน 7 แห่ง ในพื้นที่ อ.เมือง จ.สุรินทร์ เพื่อดูแลประชาชนในกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และประชาชนบางส่วนที่ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ โดยขณะนี้มีประชาชนมาใช้บริการในพื้นที่ อ.เมืองสุรินทร์ ประมาณ 200 คน

ทั้งนี้ สถานการณ์ในพื้นที่ 4 จังหวัดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ของกองทัพภาคที่ 2 เช้าวันนี้(28ส.ค.68)ยังเป็นไปตามปกติ ไม่มีเหตุการณ์ปะทะระหว่างกำลังทหารไทยกับกัมพูชา และขอให้ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐที่เป็นทางการเท่านั้น เพื่อป้องกันความสับสนจากข่าวลือหรือข้อมูลที่คลาดเคลื่อน รัฐบาลและกองทัพภาค พร้อมรักษาอธิปไตย โดยการเปิดศูนย์ดังกล่าวเป็นไปตามมาตรการในการดูแลผู้สูงวัยกลุ่มเปราะบางและคนพิการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็นผู้ดูแลในทุกมิติ

รัฐบาลเปิดศูนย์รับดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ 7 แห่ง จ.สุรินทร์

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็มิได้ละเลยการดูแลประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ การเปิดศูนย์ดังกล่าวในจังหวัดสุรินทร์ ถือเป็นสัญญาณที่ดีถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ

รัฐบาลใส่ใจกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในความต้องการของประชาชนในพื้นที่ชายแดน ซึ่งอาจมีความยากลำบากในการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน การมีศูนย์ดูแลที่เข้าถึงง่าย จะช่วยให้ประชาชนเหล่านี้ได้รับการดูแลที่เหมาะสมและทันท่วงที

นอกจากนี้ การเปิดศูนย์ดังกล่าวยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ว่า รัฐบาลพร้อมที่จะดูแลและช่วยเหลือในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ชายแดนที่ไม่แน่นอน หรือความต้องการด้านสุขภาพและสวัสดิการ

การที่รัฐบาลไทยเปิดศูนย์เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ 7 แห่งในจังหวัดสุรินทร์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน การดูแลกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการให้ความช่วยเหลือในด้านปัจจัยพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางสังคมและความเชื่อมั่นในอนาคตอีกด้วย รัฐบาลควรให้การสนับสนุนและขยายผลโครงการนี้ไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่มีความต้องการคล้ายคลึงกัน เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง

ที่มา – รัฐบาลเปิดศูนย์รับดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ 7 แห่ง จ.สุรินทร์ ประณามกัมพูชาละเมิดข้อตกลง

รัสเซียถล่มเคียฟ! ดับ 3 ศพจากขีปนาวุธรัสเซียถล่มกรุงเคียฟ

สถานการณ์ในยูเครนยังคงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เจ้าหน้าที่ทางการยูเครนรายงานว่า กรุงเคียฟถูกโจมตีอย่างหนักด้วยขีปนาวุธรัสเซียถล่มกรุงเคียฟและโดรนจากรัสเซียในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 1 คน และมีผู้บาดเจ็บอีกอย่างน้อย 24 ราย

นายวิตาลี คลิทช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ กล่าวว่า การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นการโจมตีที่ “รุนแรง” โดยอาคาร 5 ชั้นแห่งหนึ่งในเขตดาร์นิตสกี้พังถล่มลงมา และยังมีรายงานไฟไหม้อาคารที่พักอาศัยสูงในเขตดีนีโปรที่อยู่ใกล้เคียง

การโจมตีด้วยขีปนาวุธรัสเซียถล่มกรุงเคียฟระลอกล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน เปิดเผยเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า บ้านเรือนกว่า 100,000 หลังในยูเครนไม่มีไฟฟ้าใช้ จากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซียด้วยโดรน

นายไทมัวร์ ทคาเชนโก หัวหน้าฝ่ายบริหารการทหารของกรุงเคียฟ โพสต์ข้อความในเทเลแกรมว่า เด็กที่เสียชีวิตเป็นเด็กหญิงอายุ 14 ปี และมีเด็กอย่างน้อย 5 คนได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีด้วยโดรนระลอกล่าสุด นอกจากนี้ยังมีเขตที่ถูกโจมตีมากกว่า 20 เขต และอาคารหลายแห่งรวมถึงโรงเรียนอนุบาลเกิดไฟไหม้

หลังการรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบของรัสเซียผ่านมากว่า 3 ปีครึ่ง สถานการณ์การสู้รบยังคงไม่มีทีท่าว่าจะยุติ ความพยายามล่าสุดในการหยุดยิงนำโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ซึ่งได้พบกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ที่รัฐอะแลสกา และพบกับประธานาธิบดีเซเลนสกีและผู้นำยุโรปที่กรุงวอชิงตัน ดีซี

นายทรัมป์ผลักดันให้มีการประชุมสุดยอดระหว่างปูตินและเซเลนสกี ซึ่งผู้นำยูเครนก็เห็นด้วย แต่เขาต้องการการรับประกันความปลอดภัยจากชาติพันธมิตรตะวันตก เพื่อป้องกันการโจมตีจากรัสเซียในอนาคต หากมีการบรรลุข้อตกลงสันติภาพ

ขณะเดียวกัน นายเซเลนสกีได้พบกับพลเรือเอกเซอร์โทนี ราดาคิน ผู้บัญชาการทหารอังกฤษ ที่กรุงเคียฟเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อหารือเรื่องการยุติสงคราม ด้านนายสตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ เปิดเผยกับฟ็อกซ์นิวส์ว่า เขาจะพบกับตัวแทนของยูเครนที่นิวยอร์กในสัปดาห์นี้ และกล่าวว่า “เราคุยกับรัสเซียทุกวัน”

อย่างไรก็ตาม นางไคยา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป ได้เตือนว่า การยอมยกดินแดนยูเครนให้รัสเซียเพื่อแลกกับข้อตกลงสันติภาพนั้นเป็น “กับดัก”.

ขีปนาวุธรัสเซียถล่มกรุงเคียฟ

ผลกระทบจากขีปนาวุธรัสเซียถล่มกรุงเคียฟ

  • มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
  • อาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหาย
  • โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานถูกทำลาย

ขีปนาวุธรัสเซียถล่มกรุงเคียฟครั้งนี้ทำให้เห็นถึงความรุนแรงของสงครามที่ยังคงดำเนินต่อไป การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเป็นสิ่งที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง และความหวังที่จะเห็นสันติภาพในยูเครนยังคงเป็นสิ่งที่ท้าทาย

ที่มา – ขีปนาวุธรัสเซียถล่มกรุงเคียฟ ดับ 3 ศพ บาดเจ็บกว่า 20 ราย มีเด็กรวมอยู่ด้วย

ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2025/26

ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2025/26 เตรียมจับสลากรอบหลัก 28 ส.ค.นี้ ได้ครบ 36 ทีม พร้อมเปิดโผ 4 โถแบ่งสาย มีน้องใหม่อย่าง ไครัต อัลมาตี, แพฟอส และ โบโด/กลิ้มท์ สร้างประวัติศาสตร์เข้าร่วม

การแข่งขันแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ เพลย์ออกฟ เสร็จสิ้นเรียบร้อย โดยการแข่งขันประจำฤดูกาลนี้มีสโมสรน้องใหม่ 3 ทีมสร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้าไปเล่นในรอบหลัก ครั้งแรก ได้แก่ ไครัต อัลมาตี, แพฟอส และ โบโด/กลิ้มท์

สำหรับการจับสลากจะมีการแบ่งเป็น 4 โถ โดยวัดตามค่าสัมประสิทธิ์ของ ยูฟ่า ยกเว้นแชมป์เก่าของ แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่จะได้เป็นทีมวางอันดับ 1 ในโถ 1 โดยอัตโนมัติ และให้คนจับสลากหยิบทีมจากโถ 1 ขึ้นมา 1 ทีม หลังจากนั้นจะมีการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการสุ่มคู่แข่งขึ้นมา 8 ทีม

แต่ละสโมสรจะเจอทีมครบทุกโถเป็นจำนวนโถละ 2 ทีม ต่อให้จะอยู่ในโถเดียวกันก็ตาม โดยมีเงื่อนไขว่าจะไม่เจอกับทีมจากชาติเดียวกันแน่นอน นอกจากนี้ แต่ละทีมก็มีโอกาสเจอคู่แข่งจากลีกใดลีกหนึ่งได้สูงสุด 2 ทีม ยกตัวอย่างเช่น หาก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่อยู่ในโถ 1 ถูกจับให้เจอกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จากโถ 1 และ อาร์เซน่อล จาก โถ 2 แล้วนั้น พวกเขาก็จะไม่มีทางเจอ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ที่อยู่ในโถ 3 และ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ในโถ 4 เด็ดขาด เป็นต้น

ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2025/26

โถ 1 :

ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (ฝรั่งเศส), เรอัล มาดริด (สเปน), แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (อังกฤษ), บาเยิร์น มิวนิค (เยอรมนี), ลิเวอร์พูล (อังกฤษ), อินเตอร์ มิลาน (อิตาลี), เชลซี (อังกฤษ), โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (เยอรมนี), บาร์เซโลน่า (สเปน)

โถ 2 :

อาร์เซน่อล (อังกฤษ), ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น (เยอมนี), แอตเลติโก มาดริด (สเปน), เบนฟิก้า (โปรตุเกส), คลับ บรูก (เบลเยียม), อตาลันต้า (อิตาลี), บียาร์เรอัล (สเปน), ยูเวนตุส (อิตาลี), ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต (เยอรมนี)

โถ 3 :

ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ (อังกฤษ), พีเอสวี ไอนด์โฮเพ่น (เนเธอร์แลนด์), อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม (เนเธอร์แลนด์), นาโปลี (อิตาลี), สปอร์ติ้ง ลิสบอน (โปรตุเกส), โอลิมเปียกอส (กรีซ), สลาเวีย ปราก (เช็ก), โอลิมปิก มาร์กเซย (ฝรั่งเศส), โบโด/กลิ้มท์ (นอร์เวย์)

โถ 4 :

โมนาโก (ฝรั่งเศส), คาราบัค เอฟเค (อาเซอร์ไบจาน), กาลาตาซาราย (ตุรกี), อูนิยง แซงต์-ชิลลัวส์ (เบลเยียม), ไครัต อัลมาตี (คาซัคสถาน), แอธเลติก บิลเบา (สเปน), นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด (อังกฤษ), โคเปนเฮเก้น (เดนมาร์ก), แพฟอส (ไซปรัส)

กัน จอมพลัง ขอผิดสัญญา เพิ่มรถส้วม มุ่งหน้าหนองจาน

กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง เมื่อ “กัน จอมพลัง” ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่าขอผิดสัญญาที่เคยให้ไว้กับกัมพูชา เกี่ยวกับการเตรียมรถส้วมเพื่อเดินทางไปยังบ้านหนองจาน จากเดิมที่ตั้งใจไว้ 10 คัน แต่ขอเพิ่มเป็น 14 คัน สร้างความฮือฮาในโลกออนไลน์เป็นอย่างมาก

เรื่องราวเริ่มต้นจากสถานการณ์ที่ “แก๊งน้ำไม่อาบ” และ “กัน จอมพลัง” พร้อมด้วยกลุ่มแฟนคลับและผู้ติดตามจำนวนมาก เตรียมเดินทางไปยังบ้านหนองจาน ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนที่ยังคงมีประเด็นพิพาท และประชาชนชาวไทยยังคงรวมตัวกันเพื่อแสดงพลังปกป้องดินแดน

ล่าสุด ทางเพจเฟซบุ๊ก “กันจอมพลัง ช่วยสู้” ได้โพสต์ข้อความว่า “วันนี้ผมต้องผิดสัญญากับเขมรเรื่องรถส้วมที่เขมรเรียกร้องเมื่อวานผมบอกไว้ว่า 10 คัน ผมต้องผิดสัญญาเล็กน้อยตรงผมเอามา 14 คัน กากใยเต็มลำเอามาเผื่อกลัวไม่อิ่มยังไงก็เตรียมท้องให้ว่าง” ข้อความดังกล่าวสร้างความประหลาดใจและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง

หลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปสู่สาธารณชน ก็มีผู้คนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมาย หลายคนแสดงความสงสัยเกี่ยวกับเหตุผลของการเพิ่มจำนวนรถส้วม ในขณะที่บางส่วนก็ให้กำลังใจและสนับสนุนการกระทำของ กัน จอมพลัง ขอผิดสัญญา ในครั้งนี้

กัน จอมพลัง ขอผิดสัญญา เพิ่มรถส้วมจาก 10 คัน เป็น 14 คัน มุ่งหน้าบ้านหนองจาน

การตัดสินใจของ กัน จอมพลัง ขอผิดสัญญา ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่จะช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่เดินทางมาร่วมชุมนุมที่บ้านหนองจาน แม้ว่าการกระทำดังกล่าวอาจจะขัดแย้งกับข้อตกลงที่เคยให้ไว้ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและการปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง

ทำไมกัน จอมพลัง ถึงต้องผิดสัญญาเรื่องรถส้วม?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ทำไม กัน จอมพลัง ขอผิดสัญญา ที่เคยให้ไว้? เหตุผลหลักน่าจะมาจากการประเมินสถานการณ์จริงที่หน้างาน ซึ่งอาจพบว่าจำนวนรถส้วม 10 คัน ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ที่เดินทางมาร่วมชุมนุมจำนวนมาก การเพิ่มจำนวนรถส้วมจึงเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผล เพื่อสุขอนามัยและความสะดวกสบายของผู้ที่มาร่วมกิจกรรม

การออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อการผิดสัญญา แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ก็แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความจริงใจของ กัน จอมพลัง ที่มีต่อผู้ที่ให้การสนับสนุน และต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่บ้านหนองจาน

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมและการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์จริง แม้ว่าการวางแผนล่วงหน้าจะเป็นสิ่งจำเป็น แต่การมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับเปลี่ยนแผนได้ตามความเหมาะสม ก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน

เหตุการณ์ กัน จอมพลัง ขอผิดสัญญา ในครั้งนี้ อาจเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ สำหรับการบริหารจัดการสถานการณ์ในลักษณะเดียวกันในอนาคต

ที่มา – กัน จอมพลัง ขอผิดสัญญา เพิ่มรถส้วมจาก 10 คัน เป็น 14 คัน มุ่งหน้าบ้านหนองจาน

ญี่ปุ่นเสนอ จำกัดการใช้สมาร์ทโฟนไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง

เมืองโทโยอาเกะในญี่ปุ่นเสนอ จำกัดการใช้สมาร์ทโฟนไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง สำหรับประชาชนกว่า 69,000 คน นับเป็นประเด็นที่กำลังถูกถกเถียงอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

ข้อเสนอนี้ ถือเป็นครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสภาเมือง หลังจากที่รัฐบาลท้องถิ่นของเมืองโทโยอาเกะ จังหวัดไอจิ ได้ยื่นข้อเสนอไปเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

นายมาซาฟุมิ โคกิ นายกเทศมนตรีเมืองโทโยอาเกะ กล่าวว่า ข้อกำหนดนี้ ซึ่งจะบังคับใช้เฉพาะในช่วงนอกเวลาทำงานและเวลาเรียน จะไม่มีการบังคับใช้จริงจัง หรือมีบทลงโทษสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืน แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเพียง “แนวทาง” ที่จะช่วยให้ประชาชนสามารถบริหารจัดการเวลาการใช้งานหน้าจอของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“ข้อจำกัด 2 ชั่วโมงเป็นเพียงแนวทางเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงเวลาที่ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์” นายโคกิกล่าวในการแถลงการณ์ “นี่ไม่ได้หมายความว่าเมืองจะจำกัดสิทธิ หรือสร้างภาระหน้าที่ให้กับประชาชน แต่ผมหวังว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นโอกาสให้แต่ละครอบครัวได้มีเวลาคิดและพูดคุยกันถึงการใช้สมาร์ทโฟน รวมถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมในการใช้งานในแต่ละวัน”

นายโคกิยังกล่าวเสริมว่า การใช้งานสมาร์ทโฟนในกิจกรรมที่ไม่ใช่เพื่อความบันเทิง เช่น การดูวิดีโอขณะทำอาหาร หรือออกกำลังกาย การเรียนออนไลน์ และการฝึกซ้อมสำหรับการแข่งขันอีสปอร์ต จะไม่ถูกนับรวมในเวลา 2 ชั่วโมงนี้

นายโคกิ ยอมรับว่าสมาร์ทโฟนเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ และขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน แต่ก็ได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น นักเรียนบางคนถึงขั้นไม่ยอมไปโรงเรียนหากไม่ได้พกสมาร์ทโฟน นอกจากนี้ ผู้ใหญ่ก็ยอมเสียสละเวลานอนหลับ หรือเวลาที่ใช้กับครอบครัว เพื่อที่จะใช้เวลาอยู่กับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต

จากข้อมูลของสำนักข่าว Mainichi ของญี่ปุ่น ระบุว่ามีประชาชนกว่า 120 คนที่โทรศัพท์และส่งอีเมลมายังหน่วยงานท้องถิ่นในช่วงที่มีการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งส่วนใหญ่ (80%) ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ ขณะที่บางส่วนก็แสดงการสนับสนุน

ข้อเสนอนี้ยังระบุด้วยว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาควรเลิกใช้อุปกรณ์ในเวลา 21:00 น. ในขณะที่นักเรียนที่โตกว่า และผู้ใหญ่ควรเลิกใช้ในเวลา 22:00 น.

ตามรายงานของเจแปน ไทมส์ ประชาชนจำนวนมากแสดงความไม่พอใจบนโซเชียลมีเดีย โดยผู้ใช้รายหนึ่งกล่าวว่า ในเวลา 2 ชั่วโมงนั้น “แม้แต่จะอ่านหนังสือ หรือดูหนังยังไม่พอ”

เมืองโทโยอาเกะในญี่ปุ่น เสนอจำกัดการใช้สมาร์ทโฟนไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง

ทำไมเมืองโทโยอาเกะถึงเสนอ จำกัดการใช้สมาร์ทโฟนไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง

เหตุผลหลักที่เมืองโทโยอาเกะตัดสินใจเสนอจำกัดการใช้สมาร์ทโฟนไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง มาจากความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่เพิ่มขึ้นของการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่อสุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กและเยาวชน

  • ปัญหาการติดสมาร์ทโฟน: การใช้งานสมาร์ทโฟนมากเกินไป อาจนำไปสู่ปัญหาการติดสมาร์ทโฟน ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต สมาธิ และการนอนหลับ
  • การละเลยกิจกรรมอื่น ๆ: การใช้เวลาไปกับสมาร์ทโฟนมากเกินไป อาจทำให้ละเลยกิจกรรมที่สำคัญอื่น ๆ เช่น การออกกำลังกาย การทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว และการเรียนรู้
  • ผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน: เด็กและเยาวชนเป็นกลุ่มที่เปราะบางต่อผลกระทบของการใช้งานสมาร์ทโฟนมากเกินไป การจำกัดเวลาการใช้งานสามารถช่วยส่งเสริมพัฒนาการที่ดี และป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

แม้ว่าข้อเสนอนี้จะไม่ได้รับการบังคับใช้ แต่มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความตระหนัก และกระตุ้นให้ประชาชนพิจารณาถึงพฤติกรรมการใช้งานสมาร์ทโฟนของตนเอง และปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม

ข้อเสนอของเมืองโทโยอาเกะที่ต้องการจำกัดการใช้สมาร์ทโฟนไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง ถือเป็นแนวทางที่น่าสนใจในการแก้ไขปัญหาการติดสมาร์ทโฟน และส่งเสริมการใช้ชีวิตที่สมดุล การตระหนักถึงเวลาที่เราใช้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และการจัดสรรเวลาให้กับกิจกรรมอื่น ๆ ที่มีความหมาย เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เรามีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ที่มา – เมืองโทโยอาเกะในญี่ปุ่น เสนอจำกัดการใช้สมาร์ทโฟนไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง

คิม จองอึน เยือนจีน ร่วมพิธีสวนสนาม

“คิม จองอึน” ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เตรียมเยือนจีนร่วมยืนเคียงข้าง “สี-ปูติน” ในพิธีสวนสนาม 80 ปีวันแห่งชัยชนะที่จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่กลางจัตุรัสเทียนอันเหมิน

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ เตรียมเดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง ของจีน เพื่อเข้าร่วมพิธีสวนสนามครั้งใหญ่เนื่องใน “วันแห่งชัยชนะ” (Victory Day) วันที่ 3 กันยายนนี้ เพื่อฉลองครบรอบ 80 ปีสิ้นสุดสงครามจีน-ญี่ปุ่น และสงครามโลกครั้งที่ 2

โดยกระทรวงการต่างประเทศจีนยืนยันว่า ในพิธีสวนสนามปีนี้จะมีผู้นำชาติต่างๆ เข้าร่วมถึง 26 ประเทศ รวมทั้งประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย โดยการเข้าร่วมของคิม จองอึน ถือเป็นครั้งแรกที่ร่วมงานระดับนานาชาติอย่างเป็นทางการ หลังจากเมื่อปี 2558 เกาหลีเหนือส่งเพียงนายชเว รยองแฮ เจ้าหน้าที่ระดับสูงไปร่วมงาน

ขณะที่การสวนสนามครั้งนี้จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ใช้เวลาประมาณ 70 นาที โดยจะมีทหารกว่า 70,000 นาย พร้อมกำลังพล 45 กองร้อย เข้าร่วมเดินสวนสนาม ขณะที่จีนเตรียมเผยโฉมอาวุธยุทโธปกรณ์รุ่นใหม่ ทั้งเครื่องบินรบ รถถัง และระบบต่อต้านโดรน โดยมีประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ทำหน้าที่ตรวจแถว

ทางด้านบรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่าการที่ 3 ผู้นำ “คิม–สี–ปูติน” ปรากฏตัวเคียงข้างกัน จะเป็นภาพลักษณ์เชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองที่สะเทือนโลก พร้อมตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างจีนกับเกาหลีเหนือ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจีนย้ำว่าสองประเทศจะยังคงร่วมมือเพื่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค 

ทั้งนี้ การเยือนจีนของผู้นำเกาหลีเหนือถือเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี หลังจากที่เขาไปร่วมงานครบรอบ 70 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตจีน–เกาหลีเหนือในปี 2562 และก่อนหน้านั้นในปี 2561 เขาเคยเดินทางเยือนจีนถึง 3 ครั้ง ถือเป็นปีที่คึกคักที่สุดของคิม จองอึน ในเวทีโลก.

คิม จองอึน เยือนจีน ร่วมพิธีสวนสนาม

ทำไมการเยือนจีนของคิม จองอึนครั้งนี้ถึงสำคัญ

การเดินทางเยือนจีนของคิม จองอึนในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เพียงการเข้าร่วมพิธีสวนสนามเฉลิมฉลองวันแห่งชัยชนะเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างเกาหลีเหนือและจีน ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน การปรากฏตัวร่วมกันของผู้นำทั้งสาม (คิม, สี, ปูติน) ส่งสัญญาณที่แข็งแกร่งถึงการรวมตัวของอำนาจ และการสนับสนุนซึ่งกันและกันในเวทีระหว่างประเทศ

การที่คิม จองอึนเลือกที่จะเดินทางไปจีนเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่เกาหลีเหนือให้กับการรักษาและกระชับความสัมพันธ์กับจีน ซึ่งเป็นพันธมิตรที่สำคัญทางเศรษฐกิจและการเมือง นอกจากนี้ การเข้าร่วมพิธีสวนสนามยังเป็นการแสดงแสนยานุภาพทางทหารของจีน ซึ่งเกาหลีเหนืออาจต้องการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของตนเอง

นอกจากนี้ การหารือทวิภาคีระหว่างคิม จองอึน และ สี จิ้นผิง อาจนำไปสู่ข้อตกลงและความร่วมมือใหม่ๆ ในด้านต่างๆ เช่น การค้า การลงทุน และความมั่นคง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ

ผลกระทบต่อภูมิภาคและโลก

การปรากฏตัวของคิม จองอึนในพิธีสวนสนามที่จีน ย่อมส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ และอาจมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอื่นๆ ด้วย การแสดงออกถึงความสนิทสนมระหว่างเกาหลีเหนือและจีน อาจทำให้ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค รวมถึงสหรัฐอเมริกา ต้องทบทวนยุทธศาสตร์และความสัมพันธ์ของตนเอง

นอกจากนี้ การรวมตัวของกลุ่มผู้นำที่มองว่ามีความท้าทายต่อระเบียบโลกที่สหรัฐฯ เป็นผู้นำ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในสมดุลอำนาจระหว่างประเทศ และสร้างความท้าทายใหม่ๆ ต่อการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในโลก

การที่คิม จองอึนเข้าร่วมพิธีสวนสนามครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงในทิศทางนโยบายต่างประเทศของเกาหลีเหนือ หรืออาจเป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ แต่ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร สิ่งสำคัญคือการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

โดยสรุปแล้ว การเยือนจีนของคิม จองอึน ในครั้งนี้ เป็นเหตุการณ์ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง และอาจมีนัยสำคัญต่อสถานการณ์การเมืองโลกในอนาคตอันใกล้

ที่มา – “คิม จองอึน” เตรียมเยือนจีนร่วมพิธีสวนสนาม 80 ปีวันแห่งชัยชนะ โชว์อำนาจยืนเคียงข้าง “สี-ปูติน”

TMAC ประณามกัมพูชา ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ออกมาประณามการกระทำของประเทศกัมพูชาที่จงใจละเมิดข้อตกลงหยุดยิง หลังเกิดเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบกับระเบิดเป็นครั้งที่ 3 สร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

TMAC ประณามกัมพูชา จงใจละเมิดข้อตกลงหยุดยิง หลังทหารไทยเหยียบกับระเบิดเป็นครั้งที่ 3

เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 บริเวณด้านทิศตะวันตกของปราสาทตาควาย อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ทหารไทยชุดลาดตระเวนเหยียบกับระเบิดสังหารบุคคลที่ถูกลอบวางไว้โดยฝ่ายกัมพูชา นับเป็นครั้งที่ 6 ที่เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ และเป็นครั้งที่ 3 นับตั้งแต่มีการทำข้อตกลงหยุดยิงร่วมกันระหว่างไทยและกัมพูชาในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC)

TMAC ระบุว่าการกระทำของกัมพูชาเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน รวมถึงละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งเป็นการลอบโจมตีกำลังพลของไทยโดยมีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมที่มุ่งคุกคามและรุกล้ำอธิปไตยของไทย

ความเคลื่อนไหวล่าสุดหลังเหตุการณ์ TMAC ประณามกัมพูชา

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติได้ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำดังกล่าว โดยเน้นย้ำว่าการกระทำของฝ่ายกัมพูชาแสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ และเป็นอุปสรรคต่อการสร้างสันติภาพในภูมิภาค นอกจากนี้ยังเป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อคำมั่นสัญญาที่กัมพูชาเคยให้ไว้กับประชาคมโลกในเวทีต่างๆ

เหตุการณ์นี้เป็นที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักการความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น การที่TMAC ประณามกัมพูชาจึงเป็นสิ่งที่สมควรทำเพื่อแสดงจุดยืนที่ไม่ยอมรับการกระทำดังกล่าว

ประเทศไทยและกัมพูชามีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนมาอย่างยาวนาน โดยมีประเด็นปัญหาชายแดนที่เป็นข้อพิพาทมาโดยตลอด การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความจริงใจและความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย การที่กัมพูชายังคงกระทำการละเมิดข้อตกลงต่างๆ ย่อมเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจอันดีระหว่างกัน

การที่ TMAC ประณามกัมพูชา จงใจละเมิดข้อตกลงหยุดยิง หลังทหารไทยเหยียบกับระเบิดเป็นครั้งที่ 3 ไม่ได้ส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนานาชาติต่อกัมพูชาอีกด้วย

การที่ TMAC ประณามกัมพูชา แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับข้อตกลงระหว่างประเทศ และจะไม่ยอมรับการกระทำใดๆ ที่เป็นการละเมิดข้อตกลงเหล่านั้น

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงและการสูญเสียมากยิ่งขึ้น

ถึงเวลาแล้วที่กัมพูชาจะต้องแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และเคารพในข้อตกลงระหว่างประเทศ เพื่อสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – TMAC ประณามกัมพูชา จงใจละเมิดข้อตกลงหยุดยิง หลังทหารไทยเหยียบกับระเบิดเป็นครั้งที่ 3

“ทิดจอร์จ” ไม่เครียด นอนคุกคืนแรก “หมอบี” เครียดเล็กน้อยจริงหรือ?

จากกรณีที่เป็นข่าวใหญ่โต เกี่ยวกับการจับกุมอดีตพระอลงกต หรือที่รู้จักกันในนาม “ทิดจอร์จ” และหมอดูชื่อดัง “หมอบี” ในข้อหายักยอกเงินบริจาค ทำให้หลายคนจับตามองว่าชีวิตในเรือนจำวันแรกของทั้งคู่จะเป็นอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า “ทิดจอร์จ” ไม่เครียด นอนคุกคืนแรก “หมอบี” เครียดเล็กน้อย นั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่

นางกนกวรรณ จิ๋วเชื้อพันธุ์ รองโฆษกกรมราชทัณฑ์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงสภาพความเป็นอยู่ของทั้งสองคนในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร โดยระบุว่า “ทิดจอร์จ” อดีตหลวงพ่ออลงกต ไม่ได้แสดงอาการเครียดให้เห็นมากนัก สามารถเดินได้เอง ไม่ต้องใช้รถเข็น ในขณะที่ “หมอบี” มีความเครียดเล็กน้อย แต่ยังคงพูดคุยได้ปกติ ไม่ได้ซึมเศร้าหรือแยกตัวแต่อย่างใด

“ทิดจอร์จ” ไม่เครียด นอนคุกคืนแรก “หมอบี” เครียดเล็กน้อย

ในส่วนของสุขภาพร่างกาย ทั้งสองคนแจ้งว่ามีโรคประจำตัวและมียาที่ต้องรับประทาน ซึ่งทางเรือนจำอนุญาตให้ใช้ยาได้ และจะมีการตรวจสุขภาพโดยแพทย์ประจำเรือนจำอีกครั้งในวันที่ 28 สิงหาคม โดยจะมีการนำประวัติการรักษามาร่วมพิจารณาด้วย

สำหรับอาหารมื้อแรกในเรือนจำของทั้งสองคน เป็นเมนูแกงเผ็ดไก่ ปลาราดพริก และข้าวสวย ซึ่งทั้งคู่สามารถรับประทานได้ตามปกติ แสดงให้เห็นว่าแม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่ทั้งสองก็ยังคงดูแลตัวเองได้

ทางเรือนจำได้แนะนำการปฏิบัติตัวสำหรับผู้ต้องขังใหม่ให้กับทั้งสองคน ซึ่งทั้งคู่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี หลังจากนั้นได้นำตัวไปแยกกักโรคเป็นเวลา 5 วัน เมื่อครบกำหนด จะมีการประชุมคณะทำงานเพื่อจำแนกลักษณะผู้ต้องขัง และพิจารณาแดนขังที่เหมาะสมต่อไป โดยเบื้องต้นคาดว่าจะไม่ได้นำตัวทั้งสองคนไปขังรวมกัน

ความเป็นอยู่ของ “ทิดจอร์จ” และ “หมอบี” ในเรือนจำ

เรื่องของการเยี่ยม ทางเรือนจำอนุญาตให้ทนายความสามารถเข้าเยี่ยมได้ตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม ส่วนญาติสามารถเข้าเยี่ยมได้หลังจากการกักโรคครบ 5 วัน ในวันที่ 2 กันยายน สำหรับมาตรการด้านความปลอดภัยและการควบคุมดูแลผู้ต้องขัง จะเป็นไปตามมาตรฐานสากลและหลักสิทธิมนุษยชน

โดยรวมแล้ว ทั้ง “ทิดจอร์จ” และ “หมอบี” อยู่ในระหว่างการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ในเรือนจำ และสามารถนอนหลับได้ตามปกติ สำหรับอาหาร 3 มื้อในวันที่ 28 สิงหาคม ประกอบด้วย:

  • มื้อเช้า: แกงจืดวุ้นเส้นและไข่เจียวใส่ผัก
  • มื้อกลางวัน: ข้าวต้มเครื่องใส่หมูและผลไม้
  • มื้อเย็น: แกงกะหรี่ไก่ใส่ผักและผัดผักใส่ไก่

เรื่องราวของ “ทิดจอร์จ” ไม่เครียด นอนคุกคืนแรก “หมอบี” เครียดเล็กน้อย ยังคงเป็นที่สนใจของสังคม และหลายคนยังคงติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และเคารพกระบวนการยุติธรรม

สรุป “ทิดจอร์จ” กับ “หมอบี” ในเรือนจำ

ถึงแม้ว่าข้อมูลเบื้องต้นจะบ่งชี้ว่า “ทิดจอร์จ” ปรับตัวได้ดีกว่า “หมอบี” ในการใช้ชีวิตในเรือนจำวันแรก แต่ก็ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปอะไรในตอนนี้ การใช้ชีวิตในเรือนจำเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับทุกคน และต้องใช้เวลาในการปรับตัว การสนับสนุนและกำลังใจจากคนรอบข้างจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – “ทิดจอร์จ” ไม่เครียด นอนคุกคืนแรก “หมอบี” เครียดเล็กน้อย แต่กินข้าวได้ปกติ

คุรุสภาจ่อพักใช้ใบอนุญาตครูสระบุรี ล่วงละเมิด นร.

คุรุสภา เตรียมสั่งพักใช้ใบอนุญาตครูสระบุรี ล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนหญิง 7 ขวบ 3 คน ซ้ำข่มขู่โดยการถ่ายภาพเพื่อแบล็กเมล์ หากผลสอบสวนผิดจริง เพิกถอนใบอนุญาตพร้อมดำเนินคดี

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา กรณีครูชายในโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.หนองแค จ.สระบุรี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมหลังก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนหญิงอายุ 7 ขวบ จำนวน 3 ราย และข่มขู่โดยการถ่ายภาพเพื่อแบล็กเมล์นั้น

ทั้งนี้ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหาความรุนแรงในสถานศึกษาเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้แก่นักเรียนทุกคน สั่งการให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งนี้ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลด้านใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาของบุคคลที่เป็นข่าว พบว่าเป็นผู้ประกอบวิชาชีพครู มีใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่ครู

“การดำเนินการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้รับเรื่องเข้าสู่การพิจารณาทางจรรยาบรรณของวิชาชีพแล้ว ซึ่งการกระทำผิดดังกล่าวนั้นเป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณอย่างร้ายแรง โดยในเบื้องต้น สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้เสนอต่อคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพพิจารณาพักใช้ใบอนุญาตครูสระบุรี ล่วงละเมิดไว้ก่อน โดยไม่ต้องรอผลการสอบสวน ทั้งนี้ หากการสอบสวนแล้วเสร็จ คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพจะพิจารณาวินิจฉัยกำหนดระดับความผิดทางจรรยาบรรณ ซึ่งกรณีความผิดเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ ถือเป็นความผิดที่ร้ายแรง มีโทษถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ”

นายอนุกูล กล่าวย้ำด้วยว่า ครูต้องประพฤติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพครู มีหน้าที่อบรมสั่งสอนให้ความรู้และปกป้องลูกศิษย์ การที่ครูประพฤติผิดด้วยการล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนเป็นเรื่องร้ายแรง จะต้องเร่งจัดการทันที โรงเรียนจะต้องเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยของนักเรียนทุกคน ซึ่งในขั้นแรกคุรุสภาจะสั่งพักใช้ใบอนุญาตฯ ไว้ก่อน แต่หากผลการสอบสวนออกมาแล้วปรากฏว่ามีความผิดจริง ครูคนนี้จะต้องถูกเพิกถอนใบอนุญาตฯ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ครูได้อีกต่อไป พร้อมทั้งต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

คุรุสภาจ่อสั่งพักใช้ใบอนุญาตครูสระบุรี ล่วงละเมิด นร.

ความคืบหน้ากรณีครูสระบุรี ล่วงละเมิดนักเรียนหญิง

จากกรณีข่าวสะเทือนใจ ครูชายในจังหวัดสระบุรีถูกจับกุมข้อหาล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนหญิงวัย 7 ขวบถึง 3 ราย และข่มขู่ด้วยการถ่ายภาพ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยเบื้องต้นพบว่าครูผู้ถูกกล่าวหามีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูจริง

ขณะนี้เรื่องดังกล่าวได้เข้าสู่การพิจารณาทางจรรยาบรรณของวิชาชีพแล้ว เนื่องจากเป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณอย่างร้ายแรง สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้เสนอต่อคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพให้พิจารณาพักใช้ใบอนุญาตครูสระบุรี ล่วงละเมิดไว้ก่อน โดยไม่ต้องรอผลการสอบสวน หากผลการสอบสวนแล้วเสร็จและพบว่ามีความผิดจริง จะมีการพิจารณาวินิจฉัยกำหนดระดับความผิดทางจรรยาบรรณ ซึ่งอาจนำไปสู่การเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

ผลกระทบต่อวิชาชีพครู

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของจรรยาบรรณวิชาชีพครู ครูมีหน้าที่อบรมสั่งสอนให้ความรู้และปกป้องลูกศิษย์ การประพฤติผิดด้วยการล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนเป็นการทำลายความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่สังคมมีต่อครู โรงเรียนจะต้องเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียนทุกคน

กรณีดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของวิชาชีพครูโดยรวม ครูทุกคนควรตระหนักถึงความรับผิดชอบและหน้าที่ของตนเองในการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักเรียน และรักษาจรรยาบรรณของวิชาชีพ

การดำเนินการอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดของคุรุสภาในกรณีนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าการกระทำผิดทางจรรยาบรรณวิชาชีพครูจะไม่ได้รับการปล่อยปละละเลย และผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย

ขั้นตอนการดำเนินการต่อไป

ในขั้นแรก คุรุสภาจะสั่งพักใช้ใบอนุญาตครูสระบุรี ล่วงละเมิดไว้ก่อน หากผลการสอบสวนออกมาแล้วปรากฏว่ามีความผิดจริง ครูคนนี้จะต้องถูกเพิกถอนใบอนุญาตฯ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ครูได้อีกต่อไป พร้อมทั้งต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป การดำเนินการนี้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายและจรรยาบรรณวิชาชีพ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายและปกป้องสิทธิของเด็กนักเรียน

เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนในการตระหนักถึงความสำคัญของจรรยาบรรณวิชาชีพ และการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียนทุกคน

เราต้องร่วมมือกันสร้างสังคมที่เข้มแข็งและปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชนของเรา

ที่มา – คุรุสภาจ่อสั่งพักใช้ใบอนุญาตครูสระบุรี ล่วงละเมิด นร.หญิง 7 ขวบ 3 คน ถ่ายภาพข่มขู่