วัน: 6 กันยายน 2025

“โรม” แนะ “ทักษิณ” กลับมาฟังคดีชั้น 14

“รังสิมันต์ โรม” มองว่าการที่ “ทักษิณ” คิดจะหลีกเลี่ยงกระบวนการยุติธรรมไม่ใช่เรื่องดี พร้อมทั้งเรียกร้องให้เป็นไปตามกระบวนการในประเด็นเรื่องชั้น 14 และเตือนว่าอย่าคิดว่าอำนาจจะอยู่ยั้งยืนยง

วันที่ 6 กันยายน 2568 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ว่า ขอไม่แสดงความคิดเห็นในส่วนของพรรคเพื่อไทย เนื่องจากเป็นเรื่องภายในที่พรรคจะต้องจัดการกันเอง อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าหากนายทักษิณต้องการเดินทางไปยังประเทศสิงคโปร์ตั้งแต่แรก ก็ไม่จำเป็นต้องเติมน้ำมันเครื่องบินจนเต็มถัง ส่วนเรื่องที่ว่าจะเดินทางกลับประเทศไทยหรือไม่นั้น คงต้องรอติดตามสถานการณ์ต่อไป

ส่วนตัวแล้วคิดว่าการที่นายทักษิณจะหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศเป็นเวลานานอีกครั้งนั้นไม่น่าจะเป็นผลดี ในเมื่อนายทักษิณได้เดินทางกลับมาแล้ว ก่อนหน้านี้ก็มีความพยายามที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แม้ว่าจะมีข้อถกเถียงกันในเรื่องความถูกต้องของกระบวนการดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการพักรักษาตัวอยู่ที่ชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจ ประเด็นนี้ควรปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง เพราะหากมีความพยายามที่จะให้ความช่วยเหลือนายทักษิณ จนสุดท้ายแล้วไม่ได้ถูกจำคุกในเรือนจำ แต่กลับพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ราวกับว่าไม่ได้เป็นการรับโทษใดๆ เลย ดังนั้นจึงควรมีวิถีทางของกระบวนการยุติธรรมที่จะต้องดำเนินการต่อไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

เมื่อถูกถามว่าหากนายทักษิณไม่เดินทางกลับมาประเทศไทย ข้าราชการที่เกี่ยวข้องจะได้รับผลกระทบไปด้วยหรือไม่นั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่าหลายคนคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกัน ในฐานะของพรรคฝ่ายค้าน พวกเราพยายามที่จะท้วงติงถึงประเด็นนี้มาโดยตลอด และไม่เข้าใจว่าเหตุใดหลายคนจึงคิดราวกับว่าอำนาจจะอยู่ยั้งยืนยงต่อไป สิ่งใดที่ผิดก็ต้องเป็นไปตามผิด

“โรม” แนะ “ทักษิณ” กลับมาฟังคดีชั้น 14

นายรังสิมันต์ มองว่านายทักษิณควรจะเดินทางกลับมาประเทศไทยเพื่อเข้ารับฟังคดีที่เกี่ยวข้อง ในเมื่อท่านมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ รัฐบาลของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อาจจะเข้ามารับตำแหน่งภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว แต่เหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นแล้ว และนางสาวแพทองธารไม่ได้ดำเนินการใดๆ หรือแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีเรื่องชั้น 14 ซึ่งเป็นสิ่งที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในเมื่อจะต้องมีข้าราชการที่ต้องรับผลทางกฎหมายบางประการ อยากให้บรรดาผู้นำและผู้ที่เกี่ยวข้องแสดงความรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองได้กระทำผิด ไม่ใช่หลีกหนีไป

ทำไม “ทักษิณ” ควรกลับมาฟังคดีชั้น 14?

ประเด็นสำคัญที่นายรังสิมันต์ โรมเน้นย้ำคือความสำคัญของการเคารพกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใครก็ตาม การที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับประเทศไทยนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่การหลีกเลี่ยงกระบวนการยุติธรรมโดยการพักรักษาตัวอยู่ที่ชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจเป็นเวลานาน สร้างความสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม การที่นายทักษิณกลับมาฟังคดีและเข้าสู่กระบวนการอย่างถูกต้อง จะเป็นการแสดงความเคารพต่อกฎหมายและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

นอกจากนี้ การที่ข้าราชการหรือผู้ที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน หากมีการใช้อำนาจในทางมิชอบ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ก็ควรจะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย การที่ทุกคนปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด จะทำให้สังคมมีความยุติธรรมและน่าอยู่มากยิ่งขึ้น

  • ความสำคัญของการเคารพกระบวนการยุติธรรม
  • ความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจ
  • การสร้างความเชื่อมั่นในระบบกฎหมาย

การที่นายรังสิมันต์ โรมออกมาเรียกร้องให้ “ทักษิณ” กลับมาฟังคดีชั้น 14 นั้น เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของสังคมต่อการเลือกปฏิบัติและการใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้อง การที่ทุกคนเคารพกฎหมายและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน จะเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสังคมที่ยุติธรรมและโปร่งใสอย่างยั่งยืน และนี่คือสิ่งที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญ

การกลับมาครั้งนี้ของ “ทักษิณ” จึงเป็นบททดสอบสำคัญ ว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยจะสามารถดำเนินการไปได้อย่างเที่ยงตรงและเป็นธรรมหรือไม่ และสังคมไทยจะสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งและความแตกแยกไปสู่ความสมานฉันท์และความปรองดองได้หรือไม่ ทุกสายตาจึงจับจ้องไปที่การตัดสินใจและก้าวเดินต่อไปของ “ทักษิณ” ในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – “โรม” แนะ “ทักษิณ” กลับมาฟังคดีชั้น 14 อย่าคิดว่าอำนาจจะอยู่ยั้งยืนยง

ประวัติ “ไผ่ ลิกค์” ลุ้น! ติดโผ ครม.อนุทิน 1

เปิดประวัติ “ไผ่ ลิกค์” หรือ ไผ่ วันพอยท์ สส.พรรคกล้าธรรม หลังมีชื่อติดโผ “ครม.อนุทิน 1” ลุ้นเป็นรัฐมนตรีป้ายแดงอีกคน

วันที่ 6 กันยายน 2568 ภายหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 มีมติเห็นชอบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตจากพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ด้วยคะแนน 311 เสียง ชนะนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทย ที่ได้รับคะแนนไป 152 เสียง ภายใต้เงื่อนไขยุบสภาภายใน 4 เดือน ขั้นตอนจากนั้นคือประธานสภาฯ นำชื่อนายอนุทิน ขึ้นทูลเกล้าฯ และรอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งในระหว่างนี้ นายอนุทิน เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำภายใต้ สส. 146 เสียง โดยล่าสุดตัว นายอนุทิน ก็ยืนยันแล้วว่าโผ ครม. นั้น 100% แล้ว แต่ขอเปิดเผยในเวลาที่เหมาะสม

สำหรับโผ ครม.อนุทิน 1 พบว่าหนึ่งในผู้ที่เป็นกระแสที่อาจจะได้เป็นรัฐมนตรีป้ายแดงอีกคนมีชื่อของ นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรคกล้าธรรม ลูกหม้อของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ที่แทบจะเรียกได้ว่าเห็น ร.อ.ธรรมนัส ที่ไหน เห็นไผ่ ลิกค์ ที่นั่น การมีชื่อที่อาจจะได้เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลใหม่นี้จึงเป็นที่น่าจับตา เพราะก่อนหน้านี้นายไผ่ เคยมีข่าวว่าส่งชื่อตรวจคุณสมบัติเป็นรัฐมนตรี แต่สุดท้ายแล้วก็ยังไม่ได้ร่วมใน ครม.นายเศรษฐา ทวีสิน และ ครม.แพทองธาร ชินวัตร การมีชื่อครั้งนี้จึงน่าลุ้น

ประวัติ “ไผ่ ลิกค์” มีชื่อติดโผ ครม.อนุทิน 1

ในส่วนของประวัติ นายไผ่ ลิกค์ เกิดเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2521 อายุ 47 ปี (ณ ปี 2568) เป็นบุตรชายของ นายเรืองวิทย์ ลิกค์ อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวงและสมาชิกบ้านเลขที่ 111 กับนางปราณี ลิกค์ มีน้องชายคือ นายภูผา ลิกค์ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จบปริญญาตรีนิเทศศาสตรบัณฑิต คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม หลังเรียนจบสานต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัว ต่อมาขยายธุรกิจมายังแวดวงรถยนต์และเต็นท์รถมือสอง ส่วนที่หลายคนรู้จักในชื่อ ไผ่ วันพอยท์ ที่มีมาจากทีมวันพอยท์ ที่นายไผ่ เป็นนักแข่งเข้าร่วมแข่งขันอยู่ในวงการมอเตอร์สปอร์ตหลายรายการ จึงเป็นที่มาของฉายา ไผ่ วันพอยท์

เส้นทางการเมือง ลุ้นเป็นรัฐมนตรีป้ายแดง

นายไผ่ ลิกค์ ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นครั้งแรกสังกัดพรรคพลังประชาชน เมื่อปี 2550 ภายหลังจากที่บิดาถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองพร้อมกับกลุ่มบ้านเลขที่ 111 แต่ขณะนั้นไม่ได้รับการเลือกตั้ง ต่อมาปี 2554 ลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทยและได้รับการเลือกตั้งเป็นครั้งแรก และยังดำรงตำแหน่งโฆษกคณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร ด้วย ต่อมานายไผ่ ย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ เมื่อปลายปี 2561 และได้รับการเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 ในปี 2562 และยังได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ

กระทั่งปี 2565 นายไผ่ และสมาชิกพรรคพลังประชารัฐจำนวนหนึ่งในนามกลุ่มธรรมนัส ย้ายไปสังกัดพรรคเศรษฐกิจไทย แต่ในปี 2566 กลุ่มดังกล่าวก็ย้ายกลับมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐอีกครั้ง และลงสมัครรับเลือกตั้งใหญ่ปี 2566 ในปีเดียวกันนี้ มีกระแสข่าวว่า นายไผ่ ได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ แต่ใน ครม.เศรษฐา 1 กลับไม่ปรากฏชื่อ โดยในปี 2567 การปรับ ครม.เศรษฐา 2 นายไผ่ ก็ได้รับการเสนอชื่อในตำแหน่งเดิม แต่เนื่องจากกลัวว่าจะเกิดปัญหา นายไผ่ จึงตัดสินใจไม่รับตำแหน่ง โดยเป็น นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แทน อีกทั้งในปี 2568 ภายใต้รัฐบาล น.ส.แพทองธาร ก็มีชื่อนายไผ่ ติดโผเป็นรัฐมนตรีอีกครั้ง แต่ในที่สุดก็ยังไม่ได้เป็นรัฐมนตรี

คงต้องลุ้นหน้าตา ครม.อนุทิน 1 ที่กำลังจะคลอดออกมาในเร็วๆ นี้ว่าจะประกอบด้วยใครบ้างในตำแหน่งรัฐมนตรีของคณะรัฐบาล และนายไผ่ จะได้เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้หรือไม่ ซึ่งพรรคกล้าธรรมได้โควตารัฐมนตรีราว 7-8 เก้าอี้ โดยรัฐบาลเฉพาะกิจนี้ที่จะเข้ามาปฏิบัติงานภายใต้เงื่อนไข 5 ข้อของพรรคประชาชนที่โหวตหนุน นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือนหลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งนายอนุทิน เป็นตัวแทนพรรคร่วมลงนามในข้อตกลงต่อหน้าสาธารณะ โดยนายอนุทิน ก็ประกาศว่าหลังจากเข้าฝเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก็จะนำ ครม. ทำงานโดยทันที

การมีชื่อของ “ไผ่ ลิกค์” ในโผ ครม.อนุทิน 1 ครั้งนี้ สร้างความฮือฮาไม่น้อย ต้องติดตามกันต่อไปว่าสุดท้ายแล้วเขาจะได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีหรือไม่

ที่มา – ประวัติ “ไผ่ ลิกค์” มีชื่อติดโผ ครม.อนุทิน 1 ลุ้นเป็นรัฐมนตรีป้ายแดง

สะพัด! โผ ครม.อนุทิน สุชาติผงาด ธรรมนัสยังไม่เคาะ

ข่าวสะพัดโผ ครม.อนุทินล่าสุด! “อนุทิน” นัดพรรคร่วมเดินเกมเร็วตั้ง ครม. “ธรรมนัส” ยังไม่เคาะคุม กห. หรือไม่ ส่วน 4 โควตาคนนอกชัดเจนแล้ว ขณะที่ “สุชาติ ชมกลิ่น” ผงาดนั่งรองนายกฯ ควบ รมว.ทส. กล้าธรรม-พปชร. ยังไม่ลงตัว

วันที่ 6 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่พรรคภูมิใจไทยช่วงบ่าย จนถึงช่วงเย็นวันนี้ค่อนข้างคึกคัก บรรดาพรรคร่วมรัฐบาลและกลุ่มการเมือง ที่สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรี ต่างเดินทางเข้ามาที่พรรค อาทิ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส. พรรคเพื่อไทย โดยคาดว่าน่าจะมีการพูดคุยจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีให้ลงตัว ตามโควตาของแต่ละส่วน

สะพัดโผ ครม.อนุทินล่าสุดเป็นอย่างไร?

สำหรับสะพัดโผ ครม.อนุทินล่าสุด พรรคภูมิใจไทยจะได้เก้าอี้รัฐมนตรีส่วนใหญ่ประมาณ 12 ที่นั่ง โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นั่งนายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีชื่อนายทรงศักดิ์ ทองศรี และนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ นั่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ส่วนนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ครั้งนี้จะได้รับโอกาสเป็นรัฐมนตรีป้ายแดง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ด้านนางศุภมาส อิศรภักดี โผครั้งนี้ถูกโยกไปนั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ส่วนกระทรวงที่ต้องจับตาอย่างกระทรวงคมนาคม มีชื่อนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ นั่งเจ้ากระทรวง ด้านนายภราดร ปริศนานันทกุล ก็มีชื่อเป็นรัฐมนตรีป้ายแดง นั่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

สำหรับ โควตาคนนอก ที่ชัดเจนแล้ว นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ที่จะเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ ที่จะเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) จะได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมยังเป็นโควตาคนนอก ซึ่งมีกระแสข่าวว่าเป็นตำรวจ

ในส่วนของพรรคกล้าธรรม 7 เก้าอี้ มีการเสนอร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่ตำแหน่งนี้ก็มีความต้องการจากพรรคพลังประชารัฐด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นนายอรรถกร ศิริลัทธยากร, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นนายอัครา พรหมเผ่า ขณะที่นายไผ่ ลิกค์ จะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ และยังมีชื่อของนายองอาจ วงษ์ประยูร สส.สระบุรี และนายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยแต่ยังไม่ได้ระบุกระทรวง

พลังประชารัฐและกลุ่มสุชาติในสะพัดโผ ครม.อนุทิน

ส่วนพรรคพลังประชารัฐ ได้ 4 เก้าอี้ ซึ่งตอนนี้มีรายชื่อปรากฏคือนายสันติ พร้อมพัฒน์ ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และอีกหนึ่งเก้าอี้ ที่เสนอขอคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่ได้นั่งเองแต่จะส่งพลเอกณัฐ อินทรเจริญ เข้ามาดำรงตำแหน่ง ส่วนอีก 2 ตำแหน่งมีรายชื่อแล้วเป็นนางตรีนุช เทียนทอง กับนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ แต่ยังไม่ได้ลงรายละเอียดว่าจะนั่งกระทรวงใด อาจจะเป็นกระทรวงแรงงาน

สำหรับกลุ่มนายสุชาติ ชมกลิ่น ชัดเจนแล้วว่า ได้ 3 เก้าอี้โดยเจ้าตัวได้นั่งรองนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ คนสนิทนายสุชาติ ได้โควตารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังมีชื่อของนายธนกร วังบุญคงชนะ จะไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

นอกจากนี้กลุ่มของนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ได้โควตารัฐมนตรีว่าการ 1 และรัฐมนตรีช่วยว่าการ 1 ซึ่งมีชื่อของนายนริศ ขำนุรักษ์ ส่วนกลุ่มของนายนิพนธ์ จะได้รับเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง 1 ตำแหน่ง

อย่างไรก็ตามขณะนี้ ว่าที่รัฐมนตรีได้ ทยอยกรอกประวัติ เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว

สะพัดโผ ครม.อนุทิน ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงและการจัดสรรอำนาจที่น่าสนใจในรัฐบาลใหม่ หลายตำแหน่งยังไม่ชัดเจนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การรวมตัวของพรรคร่วมรัฐบาลและการแบ่งสรรเก้าอี้สะท้อนถึงพลวัตทางการเมืองที่ซับซ้อนและน่าจับตามอง

ที่มา – สะพัดโผครม.อนุทิน ได้ 4 โควตาคนนอก “สุชาติ” ผงาดรองนายกฯ ควบ รมว.ทส. “ธรรมนัส” ยังไม่เคาะ

ผู้ว่าฯ สระแก้ว ทวงคืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว”

ผู้ว่าฯ สระแก้ว ยืนยันเอาจริง ย้ายคนกัมพูชาที่รุก “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” รอผลประชุม GBC 10 ก.ย. นี้ เผย สมช. ไฟเขียวตั้งคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างรั้วชายแดน

วันที่ 6 ก.ย. 68 คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ร่วมประชุม ติดตามสถานการณ์ปัญหาความมั่นคงชายแดนในพื้นที่อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว (บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว พ.อ.ปฏิวัติ เฟื่องประภัสสร์ ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ 12 กองกำลังบูรพา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว เข้าร่วม 

ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ชี้แจงในที่ประชุมว่า ตนเองยังไม่เกษียณอายุราชการ เพียงแต่ต่อระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง รวมทั้งที่มีการนำเสนอข่าวว่าพื้นที่บ้านหนองจานไม่มีเอกสารสิทธิ์นั้น ไม่เป็นความจริง บ้านหนองจาน มีพื้นที่รวมกว่า 3,000 ไร่ โดยพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์คือพื้นที่ที่อยู่ใกล้เคียง ยืนยันว่าจะมีการออกเอกสารสิทธิ์ให้พื้นที่ดังกล่าว ทวงคืนพื้นที่เหล่านี้กลับมา เนื่องจากเป็นพื้นที่ทำกินและเป็นผืนแผ่นดินไทย

“ใครที่บอกว่าผมขายชาติ ลองคิดดูว่าขายหรือไม่ ถ้าผมทำอย่างนี้แล้ว ก็อยู่ที่ท่านจะใช้ดุลยพินิจ”

นายปริญญา กล่าวต่อว่า ตนเองได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย กัมพูชา ขอความร่วมมือดำเนินการย้ายราษฎรกัมพูชาที่รุกล้ำพื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว ซึ่งฝ่ายกัมพูชาได้ประท้วงกลับ เรามีจุดประสงค์ให้สังคมไทยรู้ว่า กองกำลังบูรพา แม่ทัพภาคที่ 1 เอาจริง ไม่ใช่ทำเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น เราทำอย่างรอบคอบรัดกุมเป็นไปตามเงื่อนไขทวิภาคีและกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมกับตอบคำถามกับผู้สังเกตการณ์ได้ โดยขั้นตอนต่อไปต้องรอผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 10  ก.ย.นี้ 

เนื่องจากได้ชงเรื่องเขตแดนบ้านหนองจานไปยังสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ขอให้นำวาระเข้าไปพูดคุยกับฝ่ายกัมพูชา แม้จะมีการส่งหนังสือหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจยไปแล้วก็ตาม โดยยืนยันว่าได้วางแผนดำเนินการไว้ทั้งหมดแล้ว เบื้องต้นได้ทำการติดป้ายประกาศขอให้ออกจากพื้นที่ หากไม่ปฏิบัติตามก็จะดำเนินการตามตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 รวมถึงพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ในเวลาที่เหมาะสม

ส่วนแนวคิดการสร้างรั้วบริเวณชายแดน 16 กิโลเมตร เมื่อวานนี้ (5 ก.ย.68) ที่ประชุม สมช. ได้มีมติตั้งคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างรั้วชายแดนในจุดที่มีความจำเป็นต้องสร้าง เพื่อป้องกันการขนยาเสพติด สินค้าหนีภาษี และการแสดงอาณาเขตของประเทศ 

ด้าน นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการ ระบุว่าเรากังวลว่าจะมีการยกระดับไปสู่การปะทะ คณะกรรมาธิการจึงจำเป็นจะต้องรวบรวมข้อมูล เผื่อนำไปสู่การสนับสนุนนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาในพื้นที่ ยืนยันว่าไม่ได้ค้านการสร้างรั้ว แต่อย่างไรจะต้องหามาตรการเพิ่มเติม หากมีการละเมิดอธิปไตยก็ต้องบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องอาณาเขตของประเทศไทย  ฉะนั้นเรื่องเทคโนโลยีและกล้องเป็นสิ่งสำคัญ สอดคล้องกับฝ่ายทหารที่ต้องการ CCTV เพื่อเฝ้าระวังจุดที่มีความอ่อนไหว โดยประเด็นนี้คณะกรรมาธิการจะมีการพูดคุยกับ สมช. ต่อไป

ผู้ว่าฯ สระแก้ว ยันเอาจริง ทวงคืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว”

ทำไมผู้ว่าฯ สระแก้วถึงต้องทวงคืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว”

ประเด็นสำคัญที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วให้ความสำคัญในการทวงคืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” นั้น เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทยในพื้นที่ดังกล่าว การดำเนินการนี้ไม่ใช่เพียงแค่การย้ายราษฎรที่รุกล้ำ แต่เป็นการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศ

การที่ผู้ว่าฯ สระแก้วดำเนินการอย่างจริงจังในการทวงคืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องดินแดนและความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทย การดำเนินการนี้อาจมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่เป็นการกระทำที่จำเป็นเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ

การแก้ไขปัญหาพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการทวงคืนพื้นที่ แต่ยังเป็นการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศ การเจรจาและการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ

การดำเนินการทวงคืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เราเข้าใจถึงผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ที่มา – ผู้ว่าฯ สระแก้ว ยันเอาจริง ทวงคืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว”

รวบหนุ่มวัย 28 บุกยิงทหารเรือดับคาบ้าน

เกิดเหตุสลด! รวบหนุ่มวัย 28 ปี บุกยิง “ทหารเรือ” ดับคาบ้านพัก หลังถูกจับได้ว่าแอบคบหากับภรรยาของผู้ตาย อ้างว่าเคยถูกต่อว่าข่มขู่ไปถึงแฟนสาว ทำให้เกิดความโกรธแค้นและลงมือก่อเหตุสะเทือนขวัญ

จากกรณีเหตุการณ์เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 เวลา 22.46 น. พ.ต.ท.สมศักดิ์ พลเดช สว.สอบสวน สภ.พุนพิน ได้รับแจ้งเหตุมีคนถูกยิงเสียชีวิตภายในบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่หมู่ 4 ต.เขาหัวควาย อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี จึงได้รายงานผู้บังคับบัญชาและรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วยชุดสืบสวนตำรวจ พฐ.8 และกู้ภัยกุศลศรัทธาสุราษฎร์ธานี

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นบ้านปูนชั้นเดียว มีรั้วรอบบ้าน ภายในห้องนอนพบร่างของ พันจ่าตรี นภัทร มีเผือก อายุ 38 ปี ถูกยิงเสียชีวิตด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาด บริเวณลำตัวด้านหลังจำนวน 5 แผล และที่ศีรษะจำนวน 1 แผล นอนเสียชีวิตในสภาพไม่สวมเสื้อ ใส่กางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน

เจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานได้เข้าตรวจสอบบริเวณห้องโถงภายในบ้าน พบปลอกกระสุนปืนตกอยู่หลายนัด จึงเก็บรวบรวมพยานหลักฐานไว้ตรวจสอบ ก่อนจะนำร่างผู้เสียชีวิตส่งชันสูตรต่อที่โรงพยาบาลพุนพิน

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ขณะที่ผู้ตายอยู่ในห้องภายในบ้าน ผู้ต้องหาได้ใช้อาวุธปืนพกสั้น (ยังไม่ทราบขนาด) ยิงผู้ตายประมาณ 5-7 นัด โดยในขณะเกิดเหตุ น.ส.พิมพ์ผกา ภรรยาของผู้ตายอยู่ในห้องน้ำ และออกมาเห็นคนร้ายขณะกำลังหลบหนีออกจากบ้านและขับรถยนต์กระบะหลบหนีไป

ล่าสุด วันที่ 6 กันยายน 2568 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.พุนพิน ได้จับกุมตัว นายศักดิ์สิทธิ์ แสงอุทัย หรือ บาส อายุ 28 ปี ผู้ต้องหา พร้อมลงพื้นที่ตรวจยึดรถโตโยต้าวีโก้ สี่ประตูสีบรอนซ์ ทะเบียน กธ 7728 สุราษฎร์ธานี นำโดย พ.ต.ท.ชุมพล คุ้มพิรมย์ รอง ผกก.สืบสวน สภ.พุนพิน ซึ่งเป็นรถที่ผู้ต้องหาได้ขับมาจอดทิ้งไว้ที่บ้านเพื่อนก่อนที่จะหลบหนี

ผู้เป็นพ่อของผู้ต้องหากล่าวว่า อาวุธปืนและรถยนต์คันดังกล่าวเป็นของตนเองที่ลูกชายได้นำออกไป เมื่อทราบข่าวก็ได้ติดต่อประสานเพื่อขอมอบตัวพร้อมอาวุธปืน เพื่อเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย

นายศักดิ์สิทธิ์ ผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพว่า ตนเคยคบหาเป็นแฟนกับ น.ส.พิมพ์ผกา ภรรยาของผู้ตายมาก่อน ต่อมาประมาณ 1 ปี ที่ผ่านมา น.ส.พิมพ์ผกา ได้แต่งงานกับผู้ตาย โดยผู้ตายทำงานเป็นทหารเรืออยู่ที่ฐานทัพเรือพังงา จะกลับมาบ้านที่เกิดเหตุมาหาภรรยาในวันศุกร์-อาทิตย์ ระหว่างที่ผู้ตายไม่อยู่ ผู้ต้องหามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับ น.ส.พิมพ์ผกา ในระยะหลังผู้ตายเริ่มสงสัยความสัมพันธ์ดังกล่าว เลยได้ส่งข้อความไปทางเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมไปด่าว่าและข่มขู่ผู้ต้องหา รวมถึงแฟนใหม่ของผู้ต้องหาด้วย จึงโกรธและมาก่อเหตุในครั้งนี้

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหา ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควรและโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน

รวบหนุ่มวัย 28 บุกยิงทหารเรือดับคาบ้าน

คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน และความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากความโกรธแค้น หึงหวง การกระทำของหนุ่มวัย 28 ปี ที่บุกยิง ทหารเรือ ดับคาบ้าน เป็นการกระทำที่อุกอาจ และแสดงให้เห็นถึงการขาดสติในการแก้ไขปัญหา

บทสรุปคดีรวบหนุ่มวัย 28 บุกยิงทหารเรือดับคาบ้าน

การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้อย่างรวดเร็ว ถือเป็นผลงานที่น่าชื่นชม และแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตาม คดีนี้ยังคงต้องดำเนินต่อไปในชั้นศาล เพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษตามกฎหมาย

เหตุการณ์ รวบหนุ่มวัย 28 บุกยิงทหารเรือดับคาบ้าน ครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการควบคุมอารมณ์ และการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี การใช้ความรุนแรงไม่เคยเป็นทางออก และนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่อาจหวนกลับคืน

ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและการขาดการยับยั้งชั่งใจนำไปสู่โศกนาฏกรรม เป็นบทเรียนราคาแพงที่สังคมต้องเรียนรู้ร่วมกัน

ที่มา – รวบหนุ่มวัย 28 บุกยิง “ทหารเรือ” ดับคาบ้าน หลังถูกจับได้ แอบคบหากับเมียผู้ตาย

โผ ครม. 100% แล้ว! “อนุทิน” ลั่น พร้อมเริ่มงาน

โผ ครม. นิ่งแล้ว “อนุทิน” ลั่นทำงานทันทีหลังเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ เป็นรัฐบาลของคนไทยทุกคน แง้มมีทั้งทหาร พลเรือน อส. นายกองใหญ่ คุณสมบัติต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย ยังอุบคนนั่ง รมว.กห.

วันที่ 6 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เปิดเผยความชัดเจนถึงการจัดโผ ครม. 100% แล้ว “อนุทิน” ลั่นเริ่มงานทันทีหลังถวายสัตย์ เป็นรัฐบาลของคนไทยทุกคน (ครม.อนุทิน 1) ว่า หลายๆ อย่างเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ยืนยันว่าความชัดเจนในการจัดสรรนั้น นิ่ง 100% แล้ว ซึ่งทุกคนที่มาทำหน้าที่ในคณะรัฐมนตรีทราบดีถึงเงื่อนไขและข้อจำกัดต่างๆ โดยจะต้องเริ่มทำงานทันทีหลังเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตน

ส่วนความชัดเจนในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนั้น นายอนุทิน ยังปฏิเสธที่จะเปิดเผย โดยระบุว่า ตำแหน่งนายกรัฐมนตรียังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ยืนยันว่าไม่มีการปิดบังซ่อนเร้น และเมื่อถึงเวลาสมควร ไม่เป็นการก้าวล่วงใดๆ ก็จะรีบเปิดเผยให้ประชาชนได้รับทราบ เพราะรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลของประชาชนคนไทยทุกคน จะไม่ดำเนินการใดๆ ลับหลังประชาชน และจะให้ได้รับทราบร่วมกันเพื่อออกความเห็นให้รัฐบาลได้รับฟัง และรัฐบาลจะได้ปฏิบัติตาม

นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังยืนยันด้วยว่า รัฐมนตรีทุกคนจะต้องมีคุณสมบัติไม่ขัดต่อกฎหมายและข้อจำกัด จะต้องทุ่มเททำงานด้วยความรู้ความสามารถ เป็นมืออาชีพ ซึ่งมีทั้งทหาร พลเรือน อส. นายกองใหญ่

โผ ครม. 100% แล้ว “อนุทิน” ลั่นเริ่มงานทันทีหลังถวายสัตย์ เป็นรัฐบาลของคนไทยทุกคน

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับ โผ ครม. 100% แล้ว “อนุทิน” ลั่นเริ่มงานทันทีหลังถวายสัตย์ เป็นรัฐบาลของคนไทยทุกคน สร้างความสนใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก หลายคนต่างรอคอยที่จะทราบรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ

อนาคตประเทศไทยภายใต้รัฐบาลใหม่

การที่นายอนุทินออกมาประกาศว่า โผ ครม. 100% แล้ว “อนุทิน” ลั่นเริ่มงานทันทีหลังถวายสัตย์ เป็นรัฐบาลของคนไทยทุกคน ทำให้เกิดความหวังว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การมีรัฐมนตรีจากหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้งทหาร พลเรือน และอื่นๆ บ่งบอกถึงความตั้งใจที่จะรวบรวมผู้ที่มีความรู้ความสามารถจากทุกภาคส่วนมาร่วมกันพัฒนาประเทศ

แน่นอนว่าการจัดตั้งรัฐบาลผสมย่อมมีความท้าทายในการทำงานร่วมกัน แต่การที่นายอนุทินเน้นย้ำถึงการทำงานเพื่อประชาชนคนไทยทุกคน และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ก็เป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลใหม่จะให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาประเทศ

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือ นโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลชุดใหม่จะนำมาใช้ในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ สังคม และการต่างประเทศ การที่รัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชนได้ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับคุณสมบัติของรัฐมนตรี และการปฏิบัติตามกฎหมาย ก็เป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง เพราะจะช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้กับรัฐบาล

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน จะสามารถนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชนคนไทยทุกคน

ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของรัฐบาลขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การร่วมมือกันเพื่อพัฒนาประเทศ จะเป็นพลังสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – โผ ครม. 100% แล้ว “อนุทิน” ลั่นเริ่มงานทันทีหลังถวายสัตย์ เป็นรัฐบาลของคนไทยทุกคน

“ธรรมนัส” ปัดแย่งกลาโหม ยัน “กล้าธรรม” คุมเกษตรฯ-ศธ.

“อนุทิน” นำทีมแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลจิบกาแฟยามเย็น “ธรรมนัส” ออกโรงปฏิเสธข่าวแย่งกระทรวงกลาโหมจาก “บิ๊กป้อม” ชี้เป็นเรื่องเข้าใจผิด ยืนยันพรรค “กล้าธรรม” ได้ดูแลกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงศึกษาธิการแน่นอน แต่ยังอุบไต๋เรื่องกระทรวงอื่น ๆ เพิ่มเติม ด้าน “เสี่ยหนู” ชนแก้วกาแฟอย่างอารมณ์ดี พร้อมกล่าวติดตลกว่าขออย่าให้เหมือน “ช็อกมินต์”

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2568 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ได้เดินทางไปยังที่ทำการพรรคภูมิใจไทย เพื่อพบปะและหารือเป็นการส่วนตัวกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรี จากนั้น ร้อยเอกธรรมนัสได้เดินลงมายังร้านกาแฟจาริสต้าร์ ซึ่งนางสาวธนพร ศรีวิราช ภรรยาของร้อยเอกธรรมนัสกำลังรออยู่

ร้อยเอกธรรมนัสได้สั่งเครื่องดื่มอเมริกาโน่ร้อน ไม่หวาน และให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า การเดินทางมาในวันนี้เป็นการมารับภรรยา ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการยืนยันตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแต่อย่างใด โดยเรื่องการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น ตนได้มอบหมายให้ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม เป็นผู้จัดการทั้งหมด วันนี้ตนเพียงแค่แวะมาทำธุระกับภรรยาเท่านั้น พร้อมทั้งยืนยันว่า การเป็นนักการเมืองนั้น ต้องพร้อมที่จะทำหน้าที่ทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ แต่เรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนั้น ยังไม่ได้มีการพูดคุยกันในรายละเอียดขนาดนั้น

ส่วนกระแสข่าวที่ว่าตนเองแย่งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจาก พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐนั้น ร้อยเอกธรรมนัส มองว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด ตำแหน่งทางการเมืองไม่สามารถแย่งกันได้ และตนเองก็ไม่ได้คิดที่จะแย่งชิงอะไรจากใครทั้งสิ้น พร้อมทั้งยืนยันว่าในฐานะนักการเมือง ตนเองพร้อมที่จะร่วมงานกับทุกคนได้ และไม่ต้องการให้นำเรื่องการเมืองมาเป็นอุปสรรค

สำหรับความกังวลเกี่ยวกับคุณสมบัติของตนเองนั้น ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่าเป็นเรื่องที่ต้องมีการตรวจสอบ ที่ผ่านมา ตนเองได้ให้โอกาสรุ่นน้องได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะต้องการสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามาทำงาน และขอให้ยุติการพูดถึงเรื่องการรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพราะทุกอย่างต้องเป็นไปตามระบบของพรรค

ร้อยเอกธรรมนัส ยืนยันถึงการรับตำแหน่งในกระทรวงต่างๆ ว่า นายอนุทินได้แจ้งแล้วว่าจะมอบหมายให้พรรคกล้าธรรมดูแลกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงศึกษาธิการ แต่ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติม ต้องรอการโปรดเกล้าฯ คณะรัฐมนตรีก่อน

หลังจากนั้น นายอนุทินได้เชิญร้อยเอกธรรมนัสไปนั่งพักที่ร้านคาเฟ่ และร้อยเอกธรรมนัสได้ขอชนแก้วกับว่าที่นายกรัฐมนตรี ก่อนที่นายอนุทินจะหัวเราะและกล่าวว่า “หวังว่าจะไม่เหมือนช็อกมินต์” พร้อมกันนั้นก็ได้สั่งเค้กส้มให้ร้อยเอกธรรมนัสได้ลองชิม เมื่อได้ลิ้มลองแล้ว ร้อยเอกธรรมนัสกล่าวว่าอร่อยมาก ผู้สื่อข่าวได้แซวว่า อร่อยเหมือนช็อกมินต์หรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส ตอบว่า “จำไม่ได้”

ต่อมา ในเวลา 17.30 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เดินทางมาร่วมวงกาแฟด้วยอีกคน

ข่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะมีความคืบหน้าไปมากแล้วก็ตาม การแย่งชิงตำแหน่งและอำนาจยังคงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในวงการการเมืองไทย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่นักการเมืองต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ

“ธรรมนัส” ปัดแย่งกลาโหม ยัน “กล้าธรรม” คุมเกษตรฯ-ศธ.

ร้อยเอกธรรมนัส ยืนยัน “กล้าธรรม” ได้คุมเกษตรฯ-ศธ.

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราได้เห็นความพยายามของร้อยเอกธรรมนัสในการปฏิเสธข่าวลือเรื่องการแย่งชิงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รวมถึงการยืนยันว่าพรรคกล้าธรรมจะได้รับผิดชอบกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งถือเป็นสองกระทรวงหลักที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจก็คือ การที่พรรคกล้าธรรมได้รับมอบหมายให้ดูแลกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงศึกษาธิการนั้น จะส่งผลต่อทิศทางการพัฒนาประเทศในด้านใดบ้าง นโยบายของพรรคกล้าธรรมในด้านการเกษตรและการศึกษาจะเป็นอย่างไร และจะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่สังคมต้องจับตามองต่อไป

การยืนยันของร้อยเอกธรรมนัสในครั้งนี้ อาจช่วยคลี่คลายความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในวงการการเมืองได้บ้าง แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ การที่ทุกฝ่ายหันมาร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

พรรคกล้าธรรม ได้รับมอบหมายให้ดูแลกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงศึกษาธิการ ถือเป็นความคาดหวังของประชาชนที่จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น การบริหารงานที่โปร่งใส เป็นธรรม และมุ่งเน้นผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก จะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าพรรคกล้าธรรมมีความเหมาะสมที่จะได้รับความไว้วางใจในการบริหารประเทศต่อไป

แน่นอนว่าการทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเผชิญกับความท้าทายและความกดดันมากมาย แต่หากนักการเมืองทุกคนยึดมั่นในหลักการความถูกต้อง ซื่อสัตย์ และตั้งใจจริง ก็จะสามารถนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

ในท้ายที่สุดแล้ว การเมืองไม่ใช่เรื่องของการแย่งชิงอำนาจ แต่เป็นเรื่องของการเสียสละและทำเพื่อส่วนรวม การทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์และความสามัคคีของทุกฝ่าย จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

ที่มา – “ธรรมนัส” ปัดแย่งกลาโหมจาก “บิ๊กป้อม” ยัน “กล้าธรรม” ได้คุมเกษตรฯ- ศธ.

ฟัง: Off the Ball กับ แร็บ ดักลาส เป็นแขกรับเชิญ

เตรียมพบกับความสนุกสุดฮาและบทวิเคราะห์เจาะลึกในรายการ ฟัง: Off the Ball กับ แร็บ ดักลาส เป็นแขกรับเชิญ! รายการกีฬาสุดฮิตที่นำเสนอความคิดเห็นที่ตรงไปตรงมาและไม่เหมือนใครเกี่ยวกับโลกแห่งฟุตบอลและกีฬาอื่นๆ หากคุณเป็นแฟนกีฬาตัวจริง ห้ามพลาดรายการนี้เด็ดขาด

ฟัง: Off the Ball กับ แร็บ ดักลาส เป็นแขกรับเชิญ

รายการ ฟัง: Off the Ball กับ แร็บ ดักลาส เป็นแขกรับเชิญ ออกอากาศสดทาง BBC Radio Scotland และ BBC Sounds นำทีมโดยนักวิเคราะห์กีฬาชื่อดังที่จะมาพูดคุยถึงประเด็นร้อนแรงต่างๆ ในวงการกีฬา พร้อมแขกรับเชิญพิเศษที่จะมาร่วมสร้างสีสันและความสนุกสนานให้กับรายการ

Highlights เด็ดๆ ในรายการ ฟัง: Off the Ball กับ แร็บ ดักลาส เป็นแขกรับเชิญ

  • บทวิเคราะห์เกมการแข่งขันล่าสุด
  • การสัมภาษณ์สุดพิเศษกับนักกีฬาและผู้จัดการทีม
  • ความคิดเห็นที่ตรงไปตรงมาและไม่เหมือนใครเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ในวงการกีฬา
  • ช่วงตอบคำถามกับผู้ฟังทางบ้าน

นอกจากนี้ รายการ ฟัง: Off the Ball กับ แร็บ ดักลาส เป็นแขกรับเชิญ ยังมีช่วงพิเศษที่เปิดโอกาสให้ผู้ฟังทางบ้านได้โทรศัพท์เข้ามาพูดคุยและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ในวงการกีฬา ทำให้รายการนี้เป็นที่ชื่นชอบของแฟนกีฬาจำนวนมาก

อย่าลืมติดตามรายการ ฟัง: Off the Ball กับ แร็บ ดักลาส เป็นแขกรับเชิญ เพื่อไม่พลาดทุกข่าวสารและบทวิเคราะห์เจาะลึกในวงการกีฬา! คุณจะได้ฟังความคิดเห็นที่แตกต่างและมุมมองที่ไม่เคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน

รายการนี้ไม่ได้มีแค่ฟุตบอล! ถึงเเม้ว่าจะเป็นกีฬาที่ยอดนิยม เเต่รายการ ฟัง: Off the Ball กับ แร็บ ดักลาส เป็นแขกรับเชิญ ก็ไม่ได้จำกัดวงแคบๆ เท่านี้ เเต่ยังครอบคลุมกีฬาหลากหลายประเภท รับรองได้ว่าคุณจะได้รับข้อมูลที่น่าสนใจเเละครบรสเเน่นอน

การมีแร็บ ดักลาส เป็นแขกรับเชิญยิ่งทำให้รายการ ฟัง: Off the Ball กับ แร็บ ดักลาส เป็นแขกรับเชิญ น่าติดตามมากขึ้นไปอีก แร็บ ดักลาสเป็นอดีตผู้รักษาประตูชื่อดังที่มีประสบการณ์มากมายในวงการฟุตบอล เขาจะมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์และให้ความเห็นเกี่ยวกับเกมการแข่งขันต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา

สำหรับใครที่พลาดการออกอากาศสด สามารถฟังรายการย้อนหลังได้ทาง BBC Sounds สะดวกสบาย ฟังได้ทุกที่ทุกเวลา

รายการ ฟัง: Off the Ball กับ แร็บ ดักลาส เป็นแขกรับเชิญ ไม่ได้เป็นแค่รายการกีฬา แต่เป็นพื้นที่สำหรับแฟนกีฬาตัวจริงที่ต้องการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสนุกสนานไปกับโลกแห่งกีฬา

ที่มา – Listen: Off the Ball with guest Rab Douglas

เปิดประวัติ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ว่าที่ รมว.คลัง

“เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ประวัติไม่ธรรมดา เรียนดีได้ทุนตั้งแต่ปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอก ผ่านทั้งงานธนาคารในไทยและธนาคารโลก ผลงานเข้าตา “อนุทิน” จนถูกคว้าตัว จากอธิบดีกรมธนารักษ์ ผงาดให้นั่งเป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ใน ครม.อนุทิน 1

วันที่ 6 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะรัฐมนตรี ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เปิดให้คนนอกนั่งเก้าอี้รัฐมนตรี 3 ตำแหน่ง 1 ในนั้น คือนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ ที่จะมานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่า เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จะสามารถนำพาเศรษฐกิจของประเทศไปในทิศทางใด

ประวัติ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ”

สำหรับนายเอกนิติ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมธนารักษ์ และยังพ่วงตำแหน่ง กรรมการ และประธานกรรมการบรรษัทภิบาลและความยั่งยืน บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ประธานกรรมการบริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด รวมถึงเป็นกรรมการบริหาร Tax Inspectors Without Borders (TIWB) , OECD & UNITED NATIONS DEVELOPMENT PROGRAMME (UNDP) กรรมการและกรรมการบริหารวชิราวุธวิทยาลัย และยังเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย NIDA ด้วย

ส่วนการศึกษา นายเอกนิติ จบเศรษฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ทุนสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์) จากนั้นได้ทุนรัฐบาลไทย ก.พ. ไปเรียนปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์ จาก University of ILLINOIS at Urbana-Champaign และได้ทุนเดียวกันเรียนปริญญาเอก ในสาขาเศรษฐศาสตร์ จาก มหาวิทยาลัย Claremont Graduate University ประเทศสหรัฐ ขึ้นชื่อว่าเป็นเด็กเรียนดี ได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นของมหาวิทยาลัย Illinois และยังได้รางวัลนักเรียนทุนดีเด่น ของสำนักงาน ก.พ. รางวัลนักเศรษฐศาสตร์ดาวรุ่งแห่งปี 2552 และรางวัลนักเศรษฐศาสตร์ดีเด่นแห่งปี 2561 สมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ และรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นของคณะเศรษฐศาสตร์ และของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปี 2567 นอกจากนี้นายเอกนิติ ยังเป็นนักรักบี้ฟุตบอลเยาวชนทีมชาติไทย และประธานชุมนุมรักบี้ฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วย

ขณะที่ประสบการณ์ทำงาน เริ่มต้นการทำงานที่ ธนาคารโลก ในสหรัฐอเมริกา ในตำแหน่ง Senior Advisor to Executive Director ต่อมาได้เป็น โฆษกกระทรวงการคลัง ก่อนจะถูกไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งอัครราชทูต (ฝ่ายเศรษฐกิจการคลัง) ประจำสหราชอาณาจักรและยุโรป อีกทั้งยังเคยเป็น ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ

จากนั้นในยุครัฐบาล เศรษฐา ทวีสินได้ถูกแต่งตั้งให้นั่งอธิบดีกรมสรรพากร ก่อนจะถูกสั่งเด้งลงมาให้นั่งในตำแหน่งอธิบดีกรมสรรสามิต กระทรวงการคลัง โดยให้นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรสามิต ไปเป็นอธิบดีกรมสรรพากร ต่อมาในรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร ถูกสั่งย้ายอีกครั้งไปนั่งตำแหน่งอธิบดีกรมธนารักษ์

ส่วนประสบการณ์ในฐานะประธานกรรมการ เคยเป็นทั้ง ประธานกรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ประธานกรรมการ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ประธานกรรมการ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ประธานกรรมการ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) ประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME Bank) และประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTAM) กรรมการและกรรมการบรรษัทภิบาลของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กรรมการ บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด และกรรมการบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)

นายเอกนิติยังมี ผลงานที่โดดเด่นคือการนำระบบ Digital มายกระดับกรมสรรพากรและกรมสรรสามิต ในการบริการประชาชนจนได้รับ รางวัลผู้นำองค์กรดิจิทัลดีเด่นจากรัฐบาล ประจำปี 2566 และรางวัลระดับ นานาชาติ Digital Government Award ในเอเชียโอเชียเนีย ในปี2565 รับรางวัล Thailand Digital Transformation Award ในปี 2564 และยังเป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งกองทุน Thailand Future Fund ซึ่งเป็นแหล่งระดมทุนใหม่ของภาครัฐ ช่วยลดภาระหนี้ของประเทศ เป็นผู้นำในการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจโดยการนำระบบสรรหาและคัดเลือกกรรมการ โดยนำสมรรถนะ Skill Matrix มาใช้ รวมถึงยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและออกแบบระบบการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค และประมาณการเศรษฐกิจ ให้แก่ กระทรวงการคลัง

อนาคตของเศรษฐกิจไทยภายใต้การนำของ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

การเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ถือเป็นความหวังใหม่ของหลายฝ่าย ด้วยประสบการณ์และความสามารถที่สั่งสมมา ทำให้หลายคนเชื่อมั่นว่าเขาจะสามารถนำพาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความท้าทายอีกมากมายที่รออยู่ข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น ภาวะเงินเฟ้อ หรือความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

การจับตาดูนโยบายและมาตรการต่างๆ ที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จะนำมาใช้นั้นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะนั่นจะส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยทุกคน

ในภาพรวมแล้ว การได้รับการแต่งตั้งของนาย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย และเป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิดว่าเขาจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้หรือไม่

ที่มา – เปิดประวัติ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ว่าที่ รมว.คลัง ใน ครม.อนุทิน 1