วัน: 13 กันยายน 2025

ผู้ประท้วงนับแสน ชุมนุมหนุน-ต้านผู้อพยพ กลางลอนดอน

ผู้ประท้วงนับแสนคนรวมตัวกลางกรุงลอนดอน ชุมนุมหนุน-ต้านผู้อพยพ เป็นภาพที่เกิดขึ้นเมื่อกลุ่มผู้สนับสนุนและต่อต้านผู้อพยพออกมาแสดงพลัง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยดูแลความสงบเรียบร้อย

การประท้วงครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 13 กันยายน 2568 เมื่อผู้ประท้วงจำนวนมากออกมารวมตัวกันในพื้นที่ใจกลางกรุงลอนดอน การชุมนุมนี้จัดขึ้นโดยนายทอมมี โรบินสัน นักเคลื่อนไหวที่มักออกมาแสดงความคิดเห็นต่อต้านผู้อพยพและศาสนาอิสลาม ภายใต้สโลแกน “รวมราชอาณาจักรเป็นหนึ่ง”

ผู้ประท้วงกลุ่มใหญ่รวมตัวกันที่ถนนไวท์ฮอลล์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่พวกเขาได้รับฟังการปราศรัยจากบุคคลสำคัญหลายท่าน รวมถึงนายสตีฟ แบนนอน อดีตที่ปรึกษาของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์

ในขณะเดียวกัน ผู้ชุมนุมอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีจำนวนราว 5,000 คน ได้ออกมาเดินขบวนเพื่อต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติในพื้นที่ใกล้เคียง การชุมนุมนี้จัดขึ้นโดยองค์กรที่ชื่อว่า “Stand Up To Racism” (SUTR)

สำนักงานตำรวจนครบาลลอนดอนได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 1,000 นายไปยังจุดต่างๆ ทั่วกรุงลอนดอนเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย และได้วางแผงกั้นเพื่อแบ่งแยกผู้ชุมนุมทั้งสองกลุ่มออกจากกัน นอกจากนี้ ยังมีการร้องขอกำลังเสริมจากหน่วยงานอื่น ๆ อีกประมาณ 500 นายเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานครั้งนี้

รายงานข่าวแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจบางนายถูกผู้ประท้วงขว้างปาสิ่งของใส่ และเจ้าหน้าที่ต้องใช้กำลังเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ชุมนุมบุกฝ่าแนวกั้นไปยังกลุ่มผู้ชุมนุมฝ่ายตรงข้าม

บนเวทีที่ถนนไวท์ฮอลล์ นายโรบินสัน ซึ่งมีชื่อจริงว่าสตีเฟน แย็กซ์ลีย์-เลนนอน ได้กล่าวปราศรัยต่อฝูงชน โดยวิพากษ์วิจารณ์นักการเมืองว่า “ลอกเลียนแบบ” ความคิดของเขา และกล่าวอ้างว่าศาลในสหราชอาณาจักรให้ความสำคัญกับสิทธิของผู้อพยพอย่างผิดกฎหมาย มากกว่าสิทธิของประชาชนชาวอังกฤษ

คำกล่าวของนายโรบินสันนั้นสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์เมื่อเดือนก่อน ซึ่งศาลอุทธรณ์ของอังกฤษได้กลับคำตัดสินที่ห้ามไม่ให้ผู้ขอลี้ภัยพักอาศัยในโรงแรม The Bell ในเมืองเอปปิง มณฑลเอสเซกซ์

ในการชุมนุมต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ น.ส.ไดแอน แอบบอตต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอิสระ ได้กล่าวต่อผู้ชุมนุมว่า พวกเขาได้มารวมตัวกันที่นี่เพื่อแสดงจุดยืนร่วมกัน “เรารู้ดีว่าการเหยียดเชื้อชาติ ความรุนแรง และลัทธิฟาสซิสต์ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่คุณรู้อะไรไหม? เราสามารถเอาชนะการเหยียดเชื้อชาติและความรุนแรงได้มาโดยตลอด”

ปัจจุบันนี้ ปัญหาผู้อพยพได้กลายเป็นประเด็นหลักที่ครอบงำการเมืองในสหราชอาณาจักรอย่างมาก จนบดบังความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจที่กำลังซบเซา สหราชอาณาจักรกำลังเผชิญกับจำนวนผู้ขอลี้ภัยที่เพิ่มขึ้นอย่างมากเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่ต้นปี 2568 เป็นต้นมา มีผู้อพยพกว่า 28,000 คนเดินทางข้ามช่องแคบอังกฤษมายังสหราชอาณาจักรด้วยเรือขนาดเล็ก

ผู้ประท้วงนับแสนคนรวมตัวกลางกรุงลอนดอน ชุมนุมหนุน-ต้านผู้อพยพ

สถานการณ์ความขัดแย้งเกี่ยวกับผู้อพยพในสหราชอาณาจักรยังคงเป็นที่จับตามอง และการชุมนุมที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกทางความคิดในสังคม

ทำไมถึงมีการชุมนุม ผู้ประท้วงนับแสนคนรวมตัวกลางกรุงลอนดอน ชุมนุมหนุน-ต้านผู้อพยพ?

การชุมนุมประท้วงที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในสังคมอังกฤษเกี่ยวกับประเด็นผู้อพยพและความหลากหลายทางเชื้อชาติ การที่ผู้ประท้วงนับแสนคนรวมตัวกลางกรุงลอนดอน ชุมนุมหนุน-ต้านผู้อพยพ บ่งชี้ว่าประเด็นนี้มีความสำคัญและส่งผลกระทบอย่างมากต่อความคิดเห็นของประชาชน

การที่ผู้ประท้วงนับแสนคนรวมตัวกลางกรุงลอนดอน ชุมนุมหนุน-ต้านผู้อพยพ สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาผู้อพยพไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นเรื่องของความเชื่อ ความกลัว และความหวังที่แตกต่างกันในสังคม

การชุมนุมนี้ทำให้เราต้องกลับมาพิจารณาถึงวิธีการที่เราจะสามารถสร้างสังคมที่เปิดกว้าง ยอมรับความแตกต่าง และอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ความท้าทายคือการหาจุดร่วมที่ทุกฝ่ายสามารถยอมรับได้ และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน

การชุมนุมหนุน-ต้านผู้อพยพ กลางกรุงลอนดอนครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าเราต้องหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการจัดการกับจำนวนผู้ขอลี้ภัยที่เพิ่มขึ้น การส่งเสริมความเข้าใจและความอดทนระหว่างวัฒนธรรม หรือการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกันสำหรับทุกคนในสังคม

ที่มา – ผู้ประท้วงนับแสนคนรวมตัวกลางกรุงลอนดอน ชุมนุมหนุน-ต้านผู้อพยพ

อาร์เซนอลโชว์โหด! มาดูเอเก้เปล่งประกาย

อาร์เซนอลเริ่มต้นฤดูกาลนี้ด้วยตลาดซื้อขายนักเตะที่คึกคักในช่วงซัมเมอร์ โดยใช้เงินไปประมาณ 250 ล้านปอนด์ และดึงผู้เล่นใหม่เข้ามา 8 คนเพื่อขับเคลื่อนการไล่ล่าแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง

ในการกวาดล้างน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ 3-0 โดยมีผู้เล่นใหม่ 5 คนที่ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง ทำให้ปืนใหญ่แสดงให้เห็นว่าทำไมการสรรหาบุคลากรเชิงรุกจึงมีความชอบธรรม

มิเกล อาร์เตต้า กุนซือของทีมไม่มีสามประสานสำคัญอย่าง บูกาโย่ ซาก้า, ไค ฮาแวร์ตซ์ และวิลเลียม ซาลิบา เนื่องจากอาการบาดเจ็บ ขณะที่กัปตันทีม มาร์ติน โอเดการ์ด เดินกะเผลกออกจากสนามในนาทีที่ 18 เท่านั้น

แต่มันแทบไม่มีผลกระทบอะไรเลย เมื่ออาร์เซนอลแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งในเชิงลึกของทีม เพื่อล่องเรือไปสู่ความสำเร็จที่น่าประทับใจ

วิคเตอร์ กโยเคเรส และมาร์ติน ซูบิเมนดี เป็นการเซ็นสัญญาที่แสดงเจตจำนง และมีแนวโน้มที่จะได้ออกสตาร์ทโดยไม่คำนึงถึงคู่ต่อสู้

แต่ด้วยการที่เดแคลน ไรซ์ ถูกส่งชื่อเป็นตัวสำรอง ดูเหมือนว่าผู้จัดการทีม อาร์เตต้า ได้ฉีกระบบระดับชั้นของเขาสำหรับแคมเปญนี้ ซึ่งเขามีผู้เล่นจำนวนหนึ่งที่ได้รับการรับประกันว่าจะได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง และคาดว่าจะได้ลงเล่นในเกมส่วนใหญ่

และแม้จะมีปัญหาอาการบาดเจ็บ แต่อาร์เซนอลก็ชนะไปแล้ว 3 จาก 4 เกมแรกในลีก และยังไม่เสียประตูจากโอเพ่นเพลย์

‘มาตรฐานยกระดับขึ้น’

ความต้องการทางร่างกายของผู้เล่นและตารางการแข่งขันที่ไม่หยุดหย่อน หมายความว่า อาร์เตต้า และสโมสรตัดสินใจว่าพวกเขาจำเป็นต้องนำผู้เล่นที่มีคุณภาพสูงเข้ามา เพื่อให้แน่ใจว่าคุณภาพจะไม่ลดลงในช่วงเวลาเช่นนี้

ฮาแวร์ตซ์ มีอาการบาดเจ็บที่เข่า ซึ่งจะทำให้เขาต้องพักรักษาตัวเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ซาก้า ไม่พร้อมใช้งานตั้งแต่เกมที่ชนะ ลีดส์ 5-0 ด้วยอาการบาดเจ็บที่เอ็นร้อยหวาย ขณะที่เซ็นเตอร์แบ็ก ซาลิบา ถูกเปลี่ยนตัวออกเนื่องจากปัญหาข้อเท้าในเกมที่แพ้ ลิเวอร์พูล

โอเดการ์ด กองกลาง มีปัญหาที่ไหล่ และถูกเปลี่ยนตัวออกอีกครั้งในเกมกับ ฟอเรสต์ หลังจากล้มลงอย่างน่าอึดอัด

การขาดหายไปของทั้งสี่คนนี้ มักจะเป็นสาเหตุของวิกฤตที่อาร์เซนอล และอาการบาดเจ็บของผู้เล่นที่มีอิทธิพลของพวกเขาในฤดูกาลที่แล้วเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปืนใหญ่ต้องหลุดวงโคจรในการลุ้นแชมป์ และจบอันดับที่สองตามหลังลิเวอร์พูล และล้มเหลวในรอบรองชนะเลิศแชมเปียนส์ลีกกับปารีส แซงต์-แชร์กแมง

ในขณะที่ อาร์เตต้า กระตือรือร้นที่จะให้ผู้เล่นเหล่านั้นกลับมา ทีมของเขาซึ่งนำโดยสองดูโอชาวอังกฤษที่น่าประทับใจอย่าง โนนี มาดูเอเก้ และเอเบเรชี เอเซ แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีพรสวรรค์และตัวเลือกในการรับมือและได้ผลลัพธ์

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับการสรรหาบุคลากรในช่วงซัมเมอร์ของเขา กุนซือชาวสเปนกล่าวว่า “ถ้าเราไม่ได้ทำอย่างนั้น และอย่างที่คุณกล่าว ด้วยอาการบาดเจ็บที่เรามี น่าเสียดายที่บางส่วนควบคุมได้ยากมาก เราคงอยู่ในที่ที่แตกต่างไปมาก”

“เรารู้ว่านั่นคือมาตรฐาน นั่นคือมาตรฐานของทีมอื่นๆ ในลีกในยุโรป และคุณสามารถเห็นได้”

“ผมมีความสุขมาก เพราะมันทำให้เรามีตัวเลือก มันทำให้เรามีความสามารถในการเปลี่ยนเกมได้ และตอนนี้เราต้องทำให้แน่ใจว่าทุกคนรู้สึกเชื่อมโยงและสำคัญ”

อาร์เซนอล จะเดินทางไปสเปนในวันอังคารเพื่อเผชิญหน้ากับแอธเลติก บิลเบา สำหรับเกมแชมเปียนส์ลีกเกมแรกของฤดูกาลนี้ และอาร์เตต้า กล่าวว่านั่นเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่สโมสรตัดสินใจลงทุน

“ผู้เล่นต้องเล่น 70 หรือ 74 เกมตลอดทั้งฤดูกาล มันไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน” เขากล่าวเสริม

“เมื่อความเข้มข้นสูงขนาดนั้น พวกเขาจะไม่สามารถรักษามันไว้ได้ ดังนั้นคุณต้องมีผู้เล่นมากขึ้น มาตรฐานยกระดับขึ้น เราต้องการผู้เล่นที่ดีขึ้น และมันไม่มีความลับอะไร”

นี่เป็นความรู้สึกที่ได้รับการสนับสนุนจากอดีตกองหลังอาร์เซนอลอย่าง มาร์ติน คีโอว์น

“นั่นเป็นการแสดงความแข็งแกร่งที่น่ากลัวอย่างแท้จริงจากอาร์เซนอล ด้วยคุณภาพของผู้เล่น คุณไม่มี ฮาแวร์ตซ์ และซาก้า ไม่พร้อมใช้งาน และนั่นเป็นปัญหาสำหรับอาร์เซนอลเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่ไม่ใช่ฤดูกาลนี้” เขากล่าวกับ TNT Sports

“มาดูเอเก้, เอเซ เข้ามาในวันนี้ ทั้งสองคนทำผลงานได้อย่างโดดเด่น กโยเคเรส ล่ะ ประตูที่สองนั่นเป็นอย่างไร ตรงไปตรงมา ส่งบอลไปข้างหน้า ผู้ชายคนนี้ในกรอบเขตโทษ นักล่าที่แท้จริง”

“คุณภาพของกลุ่ม แม้แต่ชายหนุ่มคนนี้ [คริสเตียน มอสเกร่า] ที่ด้านหลัง ช่างเป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมอะไรเช่นนั้น การเปิดตัวเต็มรูปแบบของเขาที่อาร์เซนอล เกมในบ้าน โดดเด่น”

“ในขณะนี้ อาร์เซนอล ดูแข็งแกร่งมาก”

‘มาดูเอเก้ ดูอยู่ในฟอร์มที่ร้อนแรง’

สามแนวหน้าของอาร์เตต้าอย่าง เอเซ, กโยเคเรส และมาดูเอเก้ ไม่เคยเล่นร่วมกันมาก่อนในเกมกับ ฟอเรสต์

เอเซ ได้ลงประเดิมสนามเต็มตัว และปิดฉากด้วยการแอสซิสต์ให้ กโยเคเรส ขณะที่ มาดูเอเก้ ถือได้ว่าเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดของอาร์เซนอล

“ผู้เล่นใหม่ที่ได้ออกสตาร์ท ห้าคน ผมประทับใจพวกเขาจริงๆ” อาร์เตต้า กล่าวเสริม

“ผมคิดว่าคุณสามารถสัมผัสและรู้สึกได้ว่ามีความสัมพันธ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นที่นั่น ซึ่งจะให้สิ่งต่างๆ ที่แตกต่างกันแก่เรา”

“เพื่อให้คาดเดาได้ยากขึ้น โนนี ผมคิดว่าเขาก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นกัน”

ผลงานของมาดูเอเก้ มาจากการที่เขาได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในเกมรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกทั้งสองนัดของอังกฤษ และทำประตูแรกให้กับทัพทรีไลออนส์ในเกมที่ชนะเซอร์เบีย 5-0 ที่เบลเกรด

ดาวเตะวัย 23 ปี เอาชนะ โมราโต้ แบ็กขวาของฟอเรสต์ ได้ตามต้องการ และหลังจากที่ มูริลโล่ เซ็นเตอร์แบ็กทีมเยือนได้รับบาดเจ็บ อันเก้ ปอสเตโคกลู สลับ เนโก้ วิลเลียมส์ จากฝั่งขวาไปทางฝั่งซ้าย เพื่อพยายามหยุด มาดูเอเก้

สถิติสนับสนุนผลกระทบของมาดูเอเก้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากเขาอยู่ในอันดับต้นๆ ในด้านการสร้างโอกาส (5 ครั้ง), การสร้างโอกาสจากโอเพ่นเพลย์ (5 ครั้ง), การเลี้ยงบอลสำเร็จ (4 ครั้ง) และการดวลชนะ (9 ครั้ง) ในการแสดงที่ยอดเยี่ยม

ปืนใหญ่ยังมุ่งเน้นการโจมตีไปที่ริมเส้นด้านขวา 44.7% เพื่อให้เขาได้ครองบอล และเขาเป็นแหล่งอันตรายอย่างต่อเนื่อง

“แฟนบอลอาร์เซนอลจำนวนมากสงสัยในการย้ายทีม และโนนี มาดูเอเก้ ดูอยู่ในฟอร์มที่ร้อนแรง” แดนนี่ แกบบิดอน อดีตกองหลังเวสต์แฮม และคริสตัล พาเลซ กล่าวกับ BBC Radio 5 Live

“เขาสามารถไปได้ทั้งสองทาง เขาจะไปทางขวาของเขามากพอๆ กับที่เขาตัดเข้าทางซ้ายของเขา”

“จากมุมมองของการป้องกัน นั่นเป็นเรื่องยากที่จะป้องกัน เขาได้ก่อให้เกิดปัญหาทุกประเภท”

อาร์เซนอลโชว์โหด! มาดูเอเก้เปล่งประกาย

ฟอร์มอันร้อนแรงของ มาดูเอเก้ ทำให้แนวรุกของอาร์เซนอลดูน่ากลัวและคาดเดาได้ยากยิ่งขึ้น เขาแสดงให้เห็นถึงความเร็ว, ทักษะ และความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะคู่ต่อสู้ ทำให้เขากลายเป็นตัวอันตรายอย่างแท้จริงสำหรับทุกทีมที่ต้องเผชิญหน้าด้วย การมีเขาอยู่ในทีมทำให้ อาร์เซนอล มีมิติในการเข้าทำที่หลากหลายมากขึ้น และเป็นการบ้านชิ้นใหญ่ที่คู่แข่งต้องศึกษาอย่างหนัก

โดยรวมแล้ว ฟอร์มการเล่นของอาร์เซนอลโชว์โหด! มาดูเอเก้เปล่งประกายเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความแข็งแกร่งและความมุ่งมั่นของทีมในการไล่ล่าความสำเร็จในฤดูกาลนี้ พวกเขาแสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถรับมือกับการขาดหายไปของผู้เล่นหลักได้เป็นอย่างดี และพวกเขามีตัวเลือกที่หลากหลายในทีมที่สามารถสร้างความแตกต่างได้

ที่มา – Arsenal’s ‘scary show of strength’ as Madueke shines

ธปท. เร่งปรับแนวทาง “อายัดบัญชี” ลดผลกระทบ

จากกรณีปัญหาการอายัดบัญชีที่เกิดขึ้นกับประชาชนสุจริต ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมเร่งปรับปรุงแนวทาง เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยในวันพรุ่งนี้ (14 กันยายน 2568) จะมีการนัดหารือร่วมกับธนาคารต่างๆ และศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน

นางสาวดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับระบบการชำระเงินและคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธปท. ได้ชี้แจงว่า ปัญหาการอายัดบัญชีที่เกิดขึ้นนั้น ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับบัญชีที่อยู่ในเส้นทางเงินที่รับโอนมาจากบัญชีม้า ซึ่งเป็นบัญชีที่ถูกใช้ในการกระทำความผิด

ที่ผ่านมา ศปอท. และธนาคารได้ร่วมมือกันยกระดับการจัดการบัญชีม้า โดยขยายขอบเขตการติดตามเส้นทางเงินให้กว้างขึ้น เพื่อให้สามารถกักเงินที่โยงกับบัญชีม้าและนำไปคืนให้กับผู้เสียหายได้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมากขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ

จากความกังวลที่เกิดขึ้น ธปท. จึงได้หารือกับ ศปอท. และธนาคารต่างๆ และเห็นชอบร่วมกันเบื้องต้นว่าจะเร่งปรับแนวทาง “อายัดบัญชี” และกระบวนการปลดอายัด เพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนสุจริต โดยจะมีการหารือร่วมกันในวันพรุ่งนี้ และคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการตามแนวทางใหม่ได้ทันที

ธปท. เร่งปรับแนวทาง “อายัดบัญชี” ลดผลกระทบกับประชาชน

สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการอายัดบัญชีในช่วงที่ผ่านมา สามารถติดต่อเพื่อขอความช่วยเหลือในการยกเลิกการระงับบัญชีได้ โดยติดต่อผ่านศูนย์ AOC 1441 ต่อ 3

ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการอายัดบัญชีต้องทำอย่างไร?

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการอายัดบัญชี สิ่งสำคัญคือต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อแก้ไขสถานการณ์ ต่อไปนี้คือขั้นตอนที่คุณควรทำ:

  • ติดต่อธนาคารของคุณทันที: แจ้งให้ธนาคารของคุณทราบว่าบัญชีของคุณถูกอายัดและขอรายละเอียดเกี่ยวกับสาเหตุของการอายัด
  • รวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้อง: เตรียมเอกสารที่แสดงหลักฐานว่าคุณเป็นเจ้าของบัญชีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดใดๆ
  • ติดต่อศูนย์ AOC 1441 ต่อ 3: ศูนย์ AOC 1441 ต่อ 3 เป็นหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการอายัดบัญชี
  • ปรึกษาทนายความ (ถ้าจำเป็น): หากคุณไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง การปรึกษาทนายความอาจเป็นทางเลือกที่ดี

การที่ ธปท. เร่งปรับแนวทาง “อายัดบัญชี” ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าจะมีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ประชาชนก็ควรระมัดระวังและตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนทำธุรกรรมทางการเงินใดๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง

การปรับปรุงแนวทางการอายัดบัญชีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่นในระบบการเงินของประเทศ การที่ ธปท. รับฟังความคิดเห็นของประชาชนและเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง เราหวังว่าการปรับปรุงแนวทางนี้จะช่วยลดผลกระทบต่อประชาชนสุจริตและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการทางการเงินทุกคน

ที่มา – ธปท. นัดหารือพรุ่งนี้ เร่งปรับแนวทาง “อายัดบัญชี” ลดผลกระทบกับประชาชนสุจริต

ทนายดังชี้! ปม อายัดบัญชี ร้องเรียนได้ไหม?

เปิดโพสต์ “ทนายดัง” ให้ความเห็น ปมดราม่า “อายัดบัญชี” ประชาชน ตรวจสอบปมเอี่ยวโยงบัญชีม้า มีข้อกฎหมายร้องเรียนได้หรือไม่

วันที่ 13 กันยายน 2568 จากกรณี โซเชียลออกมาบ่น หลายคนเจอปัญหาถูก “อายัดบัญชี” ต้องสงสัยกระทำผิด – เอี่ยวบัญชีม้า โอดเดือดร้อนหนัก การปลดอายัดล่าช้า ซึ่งแม้ต่อมาทาง ธปท. จะออกมาแจงว่า อยู่ในระหว่างเร่งแก้ไขปรับปรุง โดยผู้เสียหายสามารถโทรร้องเรียนได้ทันที ขณะที่บางส่วนก็ไม่วางใจ แห่พากันถอนเป็น “เงินสด” ออกจากธนาคาร เพราะเกิดปัญหา ดังที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น (หลายคนบ่น ถูก “อายัดบัญชี” ต้องสงสัยทำผิด-เอี่ยวบัญชีม้า ล่าสุด ธปท. แจงแล้ว)

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบในโซเชียล มีรายงานว่า กลุ่มผู้ประกอบการ ร้านค้าหลายๆ ร้าน เริ่มทยอยติดป้าย งดโอนเงินเข้าบัญชีร้าน โดยต้องการรับเป็น “เงินสด” เท่านั้น ขณะที่ทนายหลายคน ก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว อาทิ

ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่า การอายัดบัญชีเงินฝากของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ในลักษณะเหวี่ยงแห โดยการอายัดเงินบัญชีของประชาชนที่รับเงินโอนมาจากบัญชีม้า ถือเป็นการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมต่อชาวบ้าน 

และยังบอกในโพสต์ต่อมาอีกว่า การอายัดบัญชีประชาชนผู้บริสุทธิ ถือเป็นความล้มเหลวในระบบการเงินและกระบวนการยุติธรรมไทยสร้างผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง

ส่วน ทนายนิติธร แก้วโต ก็ได้โพสต์ผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก ทนายเจมส์ LK ระบุว่า ทำไม ไม่อายัดเงินตามจำนวนที่โอนมาจากบัญชีม้า เล่นอายัดเงินหมดทั้งบัญชี คนทำมาหากินสุจริต จะอยู่ยังไง กว่าจะชี้แจงได้ ธุรกิจเสียหายไปเท่าไหร่ ใครรับผิดชอบ 

ด้านเฟซบุ๊ก ทนายพัฒน์ คุยกฎหมาย ได้ระบุสั้นๆ เพียงว่า “อายัดบัญชีมั่ว ๆ ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและธนาคารต้องถูกฟ้องนะผมว่า”

ขณะที่ ทนายรณรงค์ แก้วเพชร ก็ให้ความเห็นว่าถึงเรื่องดังกล่าวผ่านทางเพจ “ทนายคู่ใจ” ระว่า ที่แท้คนถามเรื่องบัญชีม้ามากผิดปกติในเพจทนายคู่ใจ ก็เพราะว่าบัญชีรับโอนโดนอายัดแบบผิดปกตินี่เอง มันเป็นกลไกของธนาคาร ใครติดใจก็ไปฟ้องธนาคารเอาแล้วกัน

อายัดบัญชีโดยไม่มีเหตุอันควร… ธนาคารต้องรับผิดชอบ

ช่วงนี้มีหลายคน inbox มาปรึกษาว่า “บัญชีโดนอายัดเฉยเลย ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรผิด” พอถามไปที่ธนาคาร คำตอบที่ได้ก็คือ “ระบบอายัดไว้ ใครติดใจก็ไปฟ้องเอา” แบบนี้มันใช่เหรอครับ!?

วันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังว่า ถ้าธนาคารอายัดบัญชีโดยไม่มีคำสั่งตามกฎหมาย คุณสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้จริง!

หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420

  • “ผู้ใดโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อผู้อื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สิน ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน”

 อายัดบัญชีลูกค้าโดยไม่มีเหตุ → ถือเป็นการละเมิด

2. มาตรา 425

  • นายจ้าง (ธนาคาร) ต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้าง (พนักงานที่สั่งอายัดผิดพลาด)

 ธนาคารหนีความรับผิดไม่ได้

3. พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 9

  •  ธนาคารต้องประกอบธุรกิจด้วย “ความซื่อสัตย์ สุจริต รอบคอบ ระมัดระวัง” และไม่ทำให้ผู้ฝากเงินเสียหาย

 อายัดโดยไม่มีคำสั่งศาลหรือ ปปง. = ทำผิดหน้าที่โดยตรง

4. พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 48

  • อำนาจอายัดต้องมาจาก “คณะกรรมการธุรกรรม” หรือ “พนักงานเจ้าหน้าที่ ปปง.”

 ธนาคารไม่มีสิทธิอายัดเองตามอำเภอใจ

5. พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522

  • การให้บริการต้องเป็นธรรม ไม่สร้างความเสียหายเกินจำเป็น

 อายัดผิดพลาด = การให้บริการที่ไม่เป็นธรรม

 ผลทางกฎหมาย

  • การอายัดบัญชีโดยไม่มีคำสั่งที่กฎหมายกำหนด = ละเมิด + ผิดสัญญา
  • ลูกค้ามีสิทธิ ฟ้องแพ่ง เรียกค่าเสียหายตามมาตรา 420, 213
  • ธนาคารต้องรับผิดร่วมกับพนักงานที่สั่งอายัดตามมาตรา 425
  • ผู้เสียหายร้องเรียนได้ทั้ง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)

 ตัวอย่างค่าเสียหายที่ฟ้องเรียกได้

  • เงินที่ไม่สามารถเบิก–จ่ายได้ (เสียโอกาสทางธุรกิจ)
  • ดอกเบี้ยตามกฎหมายจากจำนวนเงินในบัญชี
  • ค่าเสียชื่อเสียง (ถ้ามีเอกสารแสดงว่าถูกอายัดเพราะถูกสงสัยฟอกเงิน)
  • ค่าเสียหายเชิงลงโทษ (Punitive Damage) หากศาลเห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิร้ายแรง

สรุป

ธนาคารไม่มีสิทธิอายัดบัญชีลูกค้าเอง นอกจากมี

  • คำสั่งศาล (ตาม ป.วิ.อาญา)
  • คำสั่ง ปปง. (ตาม พ.ร.บ.ฟอกเงิน)

ถ้าอายัดเองโดยอ้าง “ระบบ” หรือ “ความสงสัย” อย่างเดียว = ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

ผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายได้เต็มที่ และยังสามารถร้องเรียนไปที่ ธปท. และ สคบ. ให้ลงโทษทางปกครองด้วย

ข้อคิดทนายรณรงค์

“สิทธิในทรัพย์สินคือหัวใจของประชาชน อย่าให้ใครมาละเมิดได้ง่าย ๆ … บัญชีเงินฝากไม่ใช่ของเล่น ธนาคารต้องรับผิดถ้าทำผิดกฎหมาย!”

ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้ออกมาชี้แจงถึงเรื่องดังกล่าวเพิ่มเติม หากมีความคืบหน้า จะรายงานให้ทราบต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก ทนายคลายทุกข์, ทนายเจมส์ LK,  ทนายพัฒน์ คุยกฎหมาย , ทนายคู่ใจ

อายัดบัญชี โดยไม่มีเหตุอันควรทำไง?

จากกรณีที่มีประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบจากการอายัดบัญชี ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าการอายัดบัญชีนั้นสามารถร้องเรียนได้หรือไม่ ทนายความหลายท่านได้ออกมาให้ความเห็นในประเด็นนี้ ซึ่งโดยรวมแล้วเห็นพ้องกันว่า หากการอายัดบัญชีนั้นไม่เป็นไปตามกฎหมาย ผู้เสียหายสามารถดำเนินการทางกฎหมายเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายได้

จะรู้ได้อย่างไรว่าเราถูก อายัดบัญชี โดยไม่ชอบ?

หากคุณสงสัยว่าการอายัดบัญชีของคุณไม่ชอบด้วยกฎหมาย สิ่งแรกที่ควรทำคือการติดต่อธนาคารเพื่อสอบถามถึงเหตุผลในการอายัด หากธนาคารไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจน หรืออ้างเพียงแค่ “ระบบ” หรือ “ความสงสัย” นั่นอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าการอายัดบัญชีนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นอกจากนี้ คุณควรตรวจสอบว่าการอายัดบัญชีนั้นมีคำสั่งศาล หรือคำสั่งจาก ปปง. หรือไม่ หากไม่มีคำสั่งดังกล่าว การอายัดบัญชีนั้นอาจเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของคุณ

ในท้ายที่สุด หากคุณไม่แน่ใจว่าการอายัดบัญชีของคุณชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ การปรึกษาทนายความเพื่อขอคำแนะนำเป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อให้คุณเข้าใจสิทธิของคุณและดำเนินการที่เหมาะสมได้

ที่มา – เปิดโพสต์ “ทนาย” ให้ความเห็น ปม “อายัดบัญชี” มีข้อกฎหมายร้องเรียนได้หรือไม่

เนปาลเริ่มสงบ! ยกเลิกเคอร์ฟิวหลังได้นายกฯหญิง

สถานการณ์ในเนปาลเริ่มคลี่คลายในทิศทางที่ดีขึ้น หลังจากการประท้วงครั้งใหญ่ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ล่าสุด ทางการได้ประกาศยกเลิกเคอร์ฟิวในกรุงกาฐมาณฑุแล้ว หลังจากที่ เนปาลเริ่มสงบ และได้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการเนปาลได้ยกเลิกมาตรการเคอร์ฟิวในกรุงกาฐมาณฑุและพื้นที่โดยรอบเมื่อวันเสาร์ที่ 13 กันยายน 2568 เนื่องจากสถานการณ์เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังจากการแต่งตั้งนางสุชิลา การ์กี เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งถือเป็นผู้นำหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศเนปาล

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เนปาลต้องเผชิญกับความวุ่นวายครั้งใหญ่ เนื่องจากการประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่เกิดขึ้นในหลายเมืองทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงกาฐมาณฑุ ผู้ประท้วงได้ทำการโจมตีอาคารรัฐบาลและบ้านพักของนักการเมืองหลายแห่ง รวมถึงจุดไฟเผาภายในรัฐสภา และปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมแล้ว 51 ราย

การประท้วงเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 8 กันยายน จากความไม่พอใจที่รัฐบาลออกมาตรการห้ามใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นชนวนเหตุให้สถานการณ์บานปลายกลายเป็นความรุนแรงอย่างรวดเร็ว สาเหตุหลักมาจากการสะสมความโกรธแค้นของประชาชนต่อการทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมือง และสิทธิพิเศษที่พวกเขามี ซึ่งขัดแย้งกับสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนส่วนใหญ่

เมื่อวันศุกร์ที่ 12 กันยายน นายราม จันทรา พูเดล ประธานาธิบดีเนปาล ได้แต่งตั้งนางสุชิลา การ์กี อดีตผู้พิพากษาศาลสูงสุดของเนปาล เป็นรักษาการนายกรัฐมนตรี ก่อนที่เธอจะประกาศยุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 5 มีนาคม 2569

นางการ์กีได้รับความนิยมจากชาวเนปาลอย่างมากตั้งแต่สมัยที่เธอเป็นผู้พิพากษาหญิงเพียงคนเดียวของศาลสูงสุดในช่วงปี 2559-2560 และเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องจุดยืนที่ชัดเจนในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันในรัฐบาล

ในวันแรกของการทำงานหลังเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นางการ์กีได้เดินทางไปเยี่ยมผู้ประท้วงที่ได้รับบาดเจ็บที่โรงพยาบาลในกรุงกาฐมาณฑุ และให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำงานเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเนปาล โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ กับผู้สื่อข่าวที่รออยู่หน้าโรงพยาบาล

ทั้งนี้ นางการ์กีเข้ารับตำแหน่งต่อจากนายเค.พี. ชาร์มา โอลี ที่ลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันอังคารที่ 9 กันยายน และต้องหลบหนีผู้ประท้วงออกจากบ้านพักของตนเอง ก่อนที่ในคืนเดียวกัน กองทัพจะส่งทหารเข้าควบคุมถนนสายต่างๆ ในกรุงกาฐมาณฑุ ประกาศเคอร์ฟิว และเริ่มการเจรจาระหว่างผู้ประท้วง กองทัพ และประธานาธิบดีเนปาลเพื่อจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราว

ข่าวระบุว่า ผู้เสียชีวิตจำนวนมากในการประท้วงที่เกิดขึ้นคือผู้ชุมนุมที่ถูกเจ้าหน้าที่ยิง และมีบางรายที่เป็นนักโทษซึ่งพยายามฉวยโอกาสจากความวุ่นวายเพื่อหลบหนีออกจากเรือนจำ ขณะที่ตำรวจเนปาลระบุว่ามีเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 3 นายด้วย

เนปาลเริ่มสงบ หลังได้นายกฯ หญิงคนแรก

อนาคตของเนปาลหลังเนปาลเริ่มสงบ

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่นี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของเนปาล ด้วยความหวังว่านายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกจะนำพาประเทศไปสู่ความสงบและความเจริญรุ่งเรือง การยกเลิกเคอร์ฟิวเป็นสัญญาณที่ดีว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย แต่ยังคงต้องจับตาดูว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่สะสมมาได้อย่างไร

  • การจัดการเลือกตั้งใหม่ให้เป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม
  • การแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐ
  • การฟื้นฟูเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ความท้าทายเหล่านี้รอคอยรัฐบาลใหม่ของเนปาลอยู่ข้างหน้า ประชาชนชาวเนปาลต่างคาดหวังว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะนำไปสู่อนาคตที่ดีกว่าเดิมสำหรับประเทศของพวกเขา หลังจากที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากมาเป็นเวลานาน สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างความสมานฉันท์และความร่วมมือกันระหว่างทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อให้ เนปาลเริ่มสงบ อย่างแท้จริง

ที่มา – เนปาลเริ่มสงบ หลังได้นายกฯ หญิงคนแรก ยกเลิกเคอร์ฟิวในเมืองหลวงแล้ว

อาร์เตตาชื่นชมคู่หู “อีซี-มาดูเอเก้”

อาร์เตตาชื่นชมคู่หู “อีซี-มาดูเอเก้”

มิเกล อาร์เตตา ผู้จัดการทีมอาร์เซนอล กล่าวชื่นชมฟอร์มการเล่นของ เอเบเรชี อีซี และ โนนี มาดูเอเก้ สองปีกตัวเก่ง ที่ต่างทำแอสซิสต์ได้ในเกมที่เอาชนะ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ 3-0

อาร์เซนอลทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในเกมล่าสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟอร์มอันโดดเด่นของ อีซี และ มาดูเอเก้ ที่สร้างความแตกต่างในเกมรุกได้อย่างชัดเจน

อาร์เตตาชื่นชมคู่หู “อีซี-มาดูเอเก้”

อาร์เตตาได้กล่าวถึงความสามารถเฉพาะตัวของทั้งคู่ว่า “พวกเขามีความสามารถที่คาดเดาได้ยาก และสร้างปัญหาให้กับแนวรับของคู่ต่อสู้ได้ตลอดเวลา การมีผู้เล่นที่มีความสามารถแบบนี้ในทีมเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมเสมอ”

เขายังเสริมอีกว่า อีซี และ มาดูเอเก้ ไม่ได้มีดีแค่ความสามารถเฉพาะตัว แต่ยังมีความเข้าใจในแท็กติกของทีม และทำงานหนักเพื่อทีมอีกด้วย

ทำไมอาร์เตตาถึงชื่นชมคู่หู “อีซี-มาดูเอเก้”?

มีหลายเหตุผลที่อาร์เตตาชื่นชมฟอร์มการเล่นของทั้งคู่ เหตุผลหลักคือ พวกเขาสามารถสร้างโอกาสในการทำประตูได้มากมาย และสร้างความอันตรายในพื้นที่สุดท้ายได้ดี

  • ความสามารถในการเลี้ยงบอลที่ยอดเยี่ยม
  • การจ่ายบอลที่แม่นยำ
  • ความเร็วและความคล่องตัว
  • ความเข้าใจในเกม

นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังมีความสามารถในการเล่นร่วมกันได้เป็นอย่างดี และเข้าใจในตำแหน่งของกันและกัน ทำให้เกมรุกของอาร์เซนอลมีความหลากหลายและคาดเดาได้ยากยิ่งขึ้น

การมีผู้เล่นที่มีความสามารถหลากหลายในทีมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับความสำเร็จในระยะยาว และอาร์เซนอลโชคดีที่มีผู้เล่นอย่าง อีซี และ มาดูเอเก้ ที่สามารถสร้างความแตกต่างให้กับทีมได้

ฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมของทั้งคู่ในเกมล่าสุดเป็นสัญญาณที่ดีว่าพวกเขากำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้อง และจะเป็นกำลังสำคัญของอาร์เซนอลในการแข่งขันในฤดูกาลนี้

การที่ผู้จัดการทีมออกมาชมเชยอย่างเปิดเผยเช่นนี้ ย่อมเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับทั้งคู่ และกระตุ้นให้พวกเขาพัฒนาตัวเองต่อไป

แน่นอนว่าทั้ง อีซี และ มาดูเอเก้ จะต้องรักษามาตรฐานการเล่นของตัวเองต่อไป และพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้น เพื่อที่จะเป็นกำลังสำคัญของอาร์เซนอลในการไล่ล่าความสำเร็จในฤดูกาลนี้

สิ่งที่น่าสนใจคือ อาร์เตตาจะสามารถดึงศักยภาพของทั้งคู่ออกมาได้มากน้อยแค่ไหน และพวกเขาจะสามารถพัฒนาไปเป็นผู้เล่นระดับโลกได้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แน่นอนคือ การมีผู้เล่นที่มีความสามารถอย่าง อีซี และ มาดูเอเก้ ทำให้แฟนบอลอาร์เซนอลมีความหวังในการลุ้นแชมป์ในฤดูกาลนี้มากยิ่งขึ้น

ที่มา – Arteta praises ‘unpredictable’ duo Eze and Madueke

ชื่นมื่น! แกนนำอวยพร “อนุทิน” เป็นนายกฯ อีก 4 ปี

บรรยากาศชื่นมื่น! แกนนำรัฐบาลร่วมงานวันเกิด 59 ปี “อนุทิน ชาญวีรกูล” พร้อมอวยพรให้ได้เป็นนายกฯ ต่ออีก 4 ปี หลังยุบสภา

เมื่อเวลา 19.45 น. ที่พรรคภูมิใจไทย จัดงานวันเกิดครบรอบ 59 ปี ให้กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่น โดยมีแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเข้าร่วมอวยพรอย่างคับคั่ง อาทิ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม, นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม, นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ, นายพัฒนา พร้อมพัฒน์, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, และ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

นอกจากนี้ ยังมี นายสุชาติ ชมกลิ่น ว่าที่รองนายกฯและรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายธนกร วังบุญคงชนะ ว่าที่ รมว.อุตสาหกรรม และจ.อ.ยศสิงห์ เหลี่ยมเลศ ว่าที่รมช.อุตสาหกรรม ร่วมเดินทางมาร่วมอวยพรวันเกิดให้กับนายอนุทินอย่างเป็นกันเอง

ภายในงานยังคราคร่ำไปด้วยบุคคลสำคัญทางการเมือง อาทิ นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.), นายวรโชติ สุคนธ์ขจร สส. เพชรบูรณ์ พรรคพปชร. ในฐานะว่าที่รมช.สาธารณสุข, และนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพปชร.

ครอบครัวชาญวีรกูลก็มาร่วมงานอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ได้แก่ น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา, นายเศรณี และ น.ส.นัยน์ภัค ชาญวีรกูล บุตรชายและบุตรสาวของนายอนุทิน รวมถึง น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตลอดจน ส.ส. พรรคภูมิใจไทย ร่วมกันร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์และเป่าเค้ก ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความชื่นมื่น สำหรับเค้กวันเกิดในปีนี้ พรรคภูมิใจไทยได้จัดทำเป็นรูปนายอนุทินกำลังถือเสื้อสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ดเบอร์ 32 ซึ่งหมายถึงเป็นนายกฯคนที่ 32 ของประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภายหลังจากที่ร้องเพลงอวยพรจบลง ส.ส. ภายในงานได้พร้อมใจกันตะโกนว่า หากดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครบ 4 เดือนตามเงื่อนไข ยุบสภาแล้ว และหากมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ ขอให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีก 4 ปี เพื่อสานต่อนโยบายและพัฒนาประเทศต่อไป

แกนนำรัฐบาลชื่นมื่น ร่วมเบิร์ธเดย์ 59 ปี “อนุทิน” อวยพรให้ได้เป็นนายกฯ ต่ออีก 4 ปี

การรวมตัวของแกนนำรัฐบาลในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีและความเชื่อมั่นในตัวนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะผู้นำประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอวยพรให้ได้เป็นนายกฯ ต่ออีก 4 ปี บ่งบอกถึงความคาดหวังที่จะได้เห็นนายอนุทินสานต่อนโยบายต่างๆ ที่ได้ริเริ่มไว้ และนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น

อนุทิน ชาญวีรกูล กับความท้าทายในการเป็นนายกฯ อีก 4 ปี

การได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกสมัย ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่จะต้องเผชิญกับปัญหาและความท้าทายต่างๆ ที่รออยู่ข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมือง แต่ด้วยประสบการณ์และความมุ่งมั่นตั้งใจ เชื่อว่านายอนุทินจะสามารถนำพาประเทศไทยก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ และสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศได้อย่างแน่นอน

  • การสานต่อนโยบาย: การสานต่อนโยบายที่ได้ริเริ่มไว้ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและเห็นผลเป็นรูปธรรม
  • การรับฟังความคิดเห็น: การรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การตัดสินใจต่างๆ เป็นไปอย่างรอบคอบและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
  • การสร้างความร่วมมือ: การสร้างความร่วมมือกับทุกฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น

อนาคตทางการเมืองของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะเป็นอย่างไรต่อไป? คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด แต่ที่แน่ๆ การได้รับความไว้วางใจและการสนับสนุนจากแกนนำรัฐบาลในครั้งนี้ ถือเป็นกำลังใจสำคัญที่จะผลักดันให้นายอนุทินมุ่งมั่นทำหน้าที่ผู้นำประเทศให้ดีที่สุด

การอวยพรให้ “อนุทิน” เป็นนายกฯ อีก 4 ปี สะท้อนความเชื่อมั่นและความหวังของแกนนำรัฐบาลที่มีต่อศักยภาพของเขาในการนำพาประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้า แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ที่มา – แกนนำรัฐบาลชื่นมื่น ร่วมเบิร์ธเดย์ 59 ปี “อนุทิน” อวยพรให้ได้เป็นนายกฯ ต่ออีก 4 ปี

กุนซือมั่นใจ! เจ้าของทีมหนุนหลัง “เซลเลส”

รูเบน เซลเลส กุนซือของเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ยืนยันว่าเขายังคงได้รับการสนับสนุนจากบอร์ดบริหารของสโมสร แม้ว่าทีมจะมีผลงานออกสตาร์ทฤดูกาลที่ย่ำแย่ที่สุดในรอบ 30 ปี

ทัพดาบคู่พ่ายแพ้ทั้ง 6 นัดภายใต้การคุมทีมของอดีตกุนซือฮัลล์ ซิตี้ และรั้งท้ายตารางคะแนน แชมเปี้ยนชิพ

ผลงานที่น่าผิดหวังที่สุดของพวกเขาคือการพ่ายแพ้อย่างขาดลอย 5-0 ต่ออิปสวิช ทาวน์ ที่พอร์ทแมน โร้ด โดยจาดอน ฟิโลจีน ทำแฮตทริกได้สำเร็จ และช่วยให้ทีมตราไก่คว้าชัยชนะนัดแรกของฤดูกาล

เซลเลส วัย 42 ปี ยังคงแสดงความมั่นใจหลังจบเกม และยืนกรานว่ายังมีสิ่งดีๆ ที่ได้จากเกมนี้

“ถ้าคุณไม่ชนะเกมฟุตบอล ตำแหน่งของคุณก็จะถูกพูดถึง ไม่ใช่แค่ผม แต่สำหรับโค้ชทุกคนในโลก เราต้องทำงานหนักต่อไปจนถึงที่สุด” เขากล่าวกับ Sky Sports

“เจ้าของทีมให้การสนับสนุนผมมาจนถึงทุกวันนี้ ผมยังไม่ได้คุยกับพวกเขาหลังจบเกม ผมไม่กังวลเกี่ยวกับเรื่องนั้น ผมแค่กังวลว่าเราจะทำสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้นได้อย่างไร ผมเป็นคนแรกที่กดดันตัวเอง”

“ผมเชื่อมั่นในตัวเอง ผมจะอยู่ข้างหน้าทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชื่อของผมเสมอ”

“เราจะไม่แก้ไขอะไรได้ในคืนนี้ แต่เราต้องวิเคราะห์ สิ่งที่ดีเกี่ยวกับฟุตบอลคือคุณมีอีกเกมในอีก 7 วัน และมันเป็นอีกโอกาสหนึ่ง”

เจ้าของทีมหนุนหลัง “เซลเลส”

สถิติที่น่าตกใจหลังการเริ่มต้นฤดูกาลที่เลวร้ายของดาบคู่

สถิติไม่ได้เป็นใจให้เซลเลสเลย

ทัพดาบคู่เสียไปแล้ว 12 ประตูจาก 5 เกมในแชมเปี้ยนชิพ ซึ่งมากที่สุดในลีก

เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ทีมของคริส ไวล์เดอร์ เสียประตูในจำนวนเท่ากันนี้ ต้องรอจนถึงวัน Boxing Day

ประตูของไทรีส แคมป์เบลล์ ในเกมที่พ่ายแพ้ต่อบริสตอล ซิตี้ 4-1 ในบ้าน คือประตูเดียวที่ทีมของเซลเลสทำได้ในลีกฤดูกาลนี้

แต่การเริ่มต้นฤดูกาลของพวกเขาสามารถเทียบกับทีมอื่นๆ ในอดีตได้อย่างไร?

นับตั้งแต่แชมเปี้ยนชิพเปลี่ยนชื่อใหม่ในปี 2004-05 มีเพียง 4 ทีมเท่านั้นที่แพ้ 5 นัดรวดในการเริ่มต้นฤดูกาล: เชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ (2007-08), ปีเตอร์โบโรห์ ยูไนเต็ด (2012-13), แบล็กพูล (2014-15) และวีคอมบ์ วันเดอเรอร์ส (2020-21)

มีเพียงทีมเดียวเท่านั้นที่รอดพ้นการตกชั้น – เวนส์เดย์ ซึ่งจบอันดับ 16 เหนือโซนตกชั้น 3 แต้ม

นี่คือการเริ่มต้นฤดูกาลที่แย่ที่สุดของทัพดาบคู่ตั้งแต่ปี 1995-96 ในฤดูกาลนั้น เดฟ บาสเซ็ตต์ ถูกแทนที่ด้วยฮาวเวิร์ด เคนดัลล์ ในเดือนธันวาคม และสโมสรกลับมาจบอันดับ 9 ในลีกรอง

สถานการณ์ของ รูเบน เซลเลส กับเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ถือว่าน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง การที่ทีมออกสตาร์ทได้อย่างย่ำแย่ ทำให้ความกดดันถาโถมเข้าใส่เขาอย่างหนัก แม้ว่าเขาจะยังคงได้รับความไว้วางใจจากบอร์ดบริหาร แต่หากผลงานยังไม่กระเตื้องขึ้น โอกาสที่เขาจะถูกปลดออกจากตำแหน่งก็มีสูง

ดังนั้น สิ่งที่เซลเลสต้องทำคือการเร่งแก้ไขข้อผิดพลาดของทีมโดยเร็วที่สุด ปรับปรุงเกมรับที่เสียประตูง่าย และหาทางทำประตูให้ได้มากขึ้น หากเขาสามารถทำได้ ทีมก็ยังมีโอกาสที่จะกลับมาทำผลงานได้ดี และรอดพ้นจากการตกชั้นได้

การได้รับ “เจ้าของทีมหนุนหลัง “เซลเลส”” เป็นสิ่งสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการที่เขาต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาสมควรได้รับความไว้วางใจนั้น

ที่มา – ‘Owners support me’ – Selles bullish despite Blades’ start

โซเชียลอาลัย นักธุรกิจจิตอาสา วูบล้มเสียชีวิต

เป็นข่าวเศร้าที่สร้างความอาลัย เมื่อ นักธุรกิจจิตอาสา นายเจษฎาพรรณ ต้นทอง เจ้าของกิจการโรงเชือดหมู ได้วูบล้มเสียชีวิตขณะกำลังเตรียมอาหารเพื่อส่งให้ทหารที่แนวชายแดนปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลายเพจในจังหวัดสุรินทร์ได้โพสต์แสดงความอาลัยต่อการจากไปของนายเจษฎาพรรณ ต้นทอง ผู้ที่คอยสนับสนุนอาหารและสิ่งของจำเป็นแก่ทหารแนวหน้ามาโดยตลอด ตั้งแต่ช่วงที่มีการปะทะกันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ในขณะที่นายเจษฎาพรรณกำลังเตรียมอาหารเพื่อส่งให้ทหารแนวหน้าเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 นั้น เขาได้เกิดอาการวูบล้มลง ทหารและทีมงานจึงรีบเข้าช่วยเหลือและนำตัวส่งโรงพยาบาลพนมดงรัก แต่ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ ทำให้เกิดความเสียใจอย่างมากในหมู่ผู้ที่รู้จักและเคยได้รับการช่วยเหลือจากเขา

นายเจษฎาพรรณ หรือ เจษ ต้นทอง อายุ 43 ปี เป็นนักธุรกิจโรงเชือดหมูที่ส่งขายตามห้างสรรพสินค้าในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง ที่ผ่านมา เขาได้พาภรรยาและทีมงานจิตอาสา นำอาหารและสิ่งของจำเป็นไปมอบให้แก่ทหารแนวหน้าในช่วงที่มีเหตุการณ์ปะทะกัน นอกจากนี้ยังได้เปิดโรงครัวที่ชายแดนเพื่อทำอาหารส่งสนับสนุนให้ทหารวันละ 5,000 กล่อง และส่งตามศูนย์อพยพต่างๆ โดยใช้เงินทุนส่วนตัวทั้งหมด การกระทำเหล่านี้ทำให้นายเจษฎาพรรณเป็นที่รักใคร่ของทหารและคนในพื้นที่ชายแดน การจากไปอย่างกะทันหันของเขาจึงสร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับทุกคน

เมื่อเวลา 15.30 น. ของวันที่ 13 กันยายน 2568 ภรรยา ญาติ และทีมงาน ได้เคลื่อนร่างของนายเจษฎาพรรณออกจากโรงพยาบาลสุรินทร์ เพื่อนำไปประกอบพิธีรดน้ำศพและบำเพ็ญกุศลที่วัดหนองบัว อำเภอเมืองสุรินทร์ โดยมีพระครูพนมศีลาจารย์ (หลวงตาสันต์) เจ้าคณะอำเภอพนมดงรัก ฝ่ายธรรมยุต และเจ้าอาวาสวัดป่าเขาโต๊ะเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยนายทหารประจำฐานปฏิบัติการปราสาทตาควาย ญาติพี่น้อง ทีมงานที่ร่วมจัดทำโรงครัว และประชาชนที่ทราบข่าว มาร่วมในพิธีท่ามกลางบรรยากาศที่เศร้าโศก

นางอรวรรณ ต้นทอง ภรรยาของนายเจษฎาพรรณ เปิดเผยว่า ในวันที่เกิดเหตุ นายเจษฎาพรรณได้เดินไปหยิบสิ่งของเพื่อเตรียมแจกอาหารให้ทหาร หลังจากทำอาหารเสร็จแล้ว กำลังจะเริ่มแจกข้าว ก็มีคนมาแจ้งว่ามีคนลื่นล้ม ทหารจึงรีบนำตัวนายเจษฎาพรรณออกมา แพทย์ทหารได้เข้าดูแลเบื้องต้น ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาล

“ชีวิตเขาชอบทำโรงทาน เขาบอกว่าทหารจะกินแต่ไข่ต้มไม่ได้ ทหารจะต้องกินของดีๆ เขาจะไปทำโรงทานที่เขาโต๊ะเกือบทุกวัน อาสาโดยที่ไม่หวังผลตอบแทน ไปตั้งแต่แรกที่มีการสู้รบกันเป็นระยะเวลา 3 เดือนแล้ว เราแจกที่โรงงานเราก่อน แล้วก็หยุด ก่อนจะเปลี่ยนมาทำอาหารให้ทหาร แล้วก็ทำต่อมายาวเลย แต่อาทิตย์ที่ผ่านมาเราหยุดหนึ่งอาทิตย์ เพราะจะต้องไปหาลูก แล้วเราก็มาเริ่มต้นทำรอบนี้ แต่เฮียแกก็ไม่อยู่แล้ว เราใช้ทุนของเราทั้งหมดเลย เพราะเฮียแกบอกว่าทหารเหนื่อยกว่าเราเยอะ เราจะต้องเป็นข้างหลังบ้านให้ทหาร เราไปเป็นทีม เป็นพนักงาน แล้วก็เพื่อนๆ ที่ไปช่วยกัน แกทำด้วยจิตอาสาจริงๆ และย้ำเสมอทหารเราต้องอิ่ม นอกจากนี้ยังมีกาแฟสดที่เราเอาไปสนับสนุนด้วย วันละ 5 พันกล่อง ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตนั้น หมอระบุว่าเกี่ยวกับหัวใจ” นางอรวรรณกล่าว

น.ส.ณัฏฐนันท์ ประเสริฐไทย เพื่อนรุ่นน้องในกลุ่มจิตอาสาที่อยู่ในเหตุการณ์ เล่าว่า “วันนั้นตอนเช้าก็คุยกับแกปกติ แกเดินสวนกันทางไปเข้าห้องน้ำ ก็ยิ้มให้ปกติ ตอนแรกว่าจะถามแกอยู่ว่าจะไปไหน ไม่ถึง 5 นาทีเลย มีพี่ตะโกนมาว่ามีคนเป็นลม แล้วพากันวิ่งไปอุ้มแกมาตรงที่เขาทำอาหารกัน แล้วพยายามเรียกแก เหมือนแกก็พยายามลืมตาอยู่ช่วงหนึ่ง ไม่ถึง 5 นาที ก็มีรถมารับตัวไปโรงพยาบาลพนมดงรักที่อยู่ใกล้ๆ”

“วันนั้นคือเราเตรียมอาหารเสร็จแล้ว กำลังจะไปส่งให้ทหารที่เขาลงมารับ โดยในแต่ละวันผู้เสียชีวิตจะนำวัตถุดิบมาทีละ 500-600 กิโลกรัม เป็นเนื้อหมู แล้วก็หุงข้าวไปด้วย จากนั้นเราก็จะช่วยกันบรรจุเป็นกล่องหรือห่อ”

สำหรับกำหนดการประกอบพิธีสวดอภิธรรมและบำเพ็ญกุศลศพ นายเจษฎาพรรณ ต้นทอง จัดขึ้น ณ วัดหนองบัว ศาลา 1 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ระหว่างวันที่ 13 และ 14 กันยายน 2568 และกำหนดฌาปนกิจในวันที่ 16 กันยายน 2568 เวลา 15.00 น. ณ เมรุวัดหนองบัว

โซเชียลอาลัย นักธุรกิจจิตอาสา วูบล้มเสียชีวิต

เพราะอะไรการจากไปของนักธุรกิจจิตอาสาถึงสร้างความเสียใจ

การจากไปของนายเจษฎาพรรณ ต้นทอง นักธุรกิจจิตอาสา ผู้ที่อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือทหารแนวหน้า สร้างความเสียใจให้กับผู้คนมากมาย เพราะการกระทำของเขาแสดงให้เห็นถึงความเสียสละและความมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ การช่วยเหลือทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ ถือเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคม การจากไปของเขาจึงเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญที่สร้างคุณงามความดีให้กับสังคมอย่างแท้จริง

นักธุรกิจจิตอาสา อย่างนายเจษฎาพรรณ คือผู้ที่สร้างแรงบันดาลใจให้เราหันมาช่วยเหลือสังคม และตระหนักถึงความสำคัญของการทำเพื่อผู้อื่น

ที่มา – โซเชียลอาลัย “นักธุรกิจจิตอาสา” วูบล้มเสียชีวิต ขณะเตรียมอาหารให้ทหารแนวหน้า